ประกันมีหลายแบบจัง...จะเลือกยังไงให้เหมาะนะ
มาดูกันว่าว่าหลักๆ แล้วมีแบบไหนอยู่บ้าง
พอดีเราว่าเราค่อนข้างช่างเลือกและพิจารณา
แต่ละทางเลือกค่อนข้างละเอียดจึงอยากเล่าให้ฟัง
เผื่อเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ที่แวะมาอ่านบ้าง
1. แบบกำหนดระยะเวลา (Term Insurance)
มีระยะเวลาคุ้มครองที่แน่นอน บริษัทประกันจะจ่ายเงิน
เฉพาะกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิตในระหว่างสัญญามีผลบังคับเท่านั้น
การประกันแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่สูงนัก
และต้องการความคุ้มครองการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือคุ้มครองหนี้สิน
เช่น การประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองสินเชื่อบ้านระยะเวลา 10 ปี
ประกันแบบนี้เราก็เห็นด้วยและได้เคยเขียนถึงไปแล้วบ้าง
2. แบบตลอดชีพ (Whole-life Insurance)
มีระยะเวลาคุ้มครองตลอดชีพ หรือจนถึงเมื่อผู้เอาประกันอายุ 90 ปี
โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินให้ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิต
แบบนี้จะเล่าถึงยาวๆ ด้านล่างค่ะ
3. แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)
เป็นการผสมผสานระหว่างการคุ้มครองชีวิตและการออมทรัพย์
โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตหรืออยู่จนครบสัญญา
ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับการออม ในทางตรงกันข้าม หากผู้เอาประกันเสียชีวิต
ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินตามจำนวนทุนประกันเหมือนแบบตลอดชีพ
แบบนี้ที่้บ้านเราเลือกทำให้กับคนที่เป็นรายได้หลัก
ของครอบครัวเพราะเน้นลดภาษี (30%)
และหากมีการสูญเสียจริง คนรายได้น้อยที่อยู่ข้างหลังจะไม่ลำบาก
เราว่าประกันประเภทนี้ไม่เหมาะกับคนที่รายได้น้อย
เพราะไม่คุ้มกับผลประโยชน์ด้านภาษี
และถ้าบังเอิญสูญเสียคนรายได้น้อยไปจริง
คนข้างหลังมักจะไม่ลำบาก ถ้าคนที่เป็นรายได้หลักยังอยู่
และคนที่ยังรายได้น้อยส่วนใหญ่อาจต้องการสภาพคล่อง
จากการออมเงินมากกว่า การซื้อประกันนั้นขาดสภาพคล่องมากทีเดียว
ดังนั้นอีกข้อที่ผู้ทำประกันต้องคำนึงถึงมาก
คือเรื่องสภาพคล่องของเงินออม
พอดีเคยเจอบ่อยๆ ที่ทำไปแล้วมาคิดได้ทีหลังว่าไม่คุ้ม
หรือพอชีวิตประจำวันขาดสภาพคล่องก็จำเป็นต้องเวนคืน
ได้เงินกลับมาแค่นิดเดียว...เสียดายแทนค่ะ
4. แบบเงินได้ประจำหรือเงินรายปี (Annuity Insurance)
เป็นการคุ้มครองรายได้ที่สม่ำเสมอเมื่อเกษียณอายุ หรือทุพพลภาพ
โดยจ่ายให้เป็นงวดๆ จนกว่าผู้เอาประกันจะเสียชีวิต
การประกันแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินไว้ใช้จ่ายยามชรา
แบบนี้ที่บ้านเราไม่ได้เลือก เพราะเรามี passive income
จากเงินปันผลของหุ้นที่พอจะตอบโจทย์อยู่แล้ว
ที่เล่าถึงการเลือกแบบประกันเพราะ
หลังจากได้ตารางผ่อนบ้านและแผนการเงินไป
มีเพื่อนบางคนที่มีคำถามเมื่อได้เห็น
ตารางประกันชีวิตแบบ 20/99
ว่ามันคุ้มหรือ ซึ่งเราได้ตอบไปแล้ว
จึงขอเล่าวิธีคิดในการเลือกประกัน
ตามแบบของราให้ฟังในกระทู้ด้วยดีกว่า
ตั้งใจเลือกทำแบบนี้ (แบบที่ 2)
เพราะคิดว่าเหมาะกับตัวเองที่มีอาชีพรับราชการ
ซึ่งแม้จะมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้
แต่มีแนวโน้มที่สิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ
ถูกจำกัดลงเรื่อยๆ สังเกตจากการพาแม่ไปหาหมอ
พบว่าต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มหลายรายการ
และค่าห้องในการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ให้เบิกได้เพียงวันละ 600 บาท มานาน ยังไม่เคยเปลี่ยน
ทั้งที่ ในความเป็นจริงค่าห้องพิเศษของโรงพยาบาลรัฐบาลนั้นขึ้นราคามามากแล้ว
และเมื่อคนล้นโรงพยาบาลคิวจึงค่อนข้างยาว
วันก่อนนัดส่องกล้องระบบทางเดินอาหารคิวยาวเกือบ 3 เดือน
คุณหมอแจ้งว่าถ้าเลือกทำนอกเวลาราชการจะได้คิวเร็ว (1 สัปดาห์ เร็วกว่ากันมาก)
แต่เบิกตามสิทธิของข้าราชการได้ครึ่งเดียว
เมื่อเรามีประกันสุขภาพเราจึงเลือกทำคลินิกนอกเวลาได้
โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเลยเพราะประกันสุขภาพที่ซื้อไว้จ่ายส่วนต่างให้
และอยู่ใน รพ. ครบ 6 ชั่วโมงขึ้นไป ยังได้ค่าชดเชยการนอน รพ. อีกด้วย
เท่ากับเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ตัวเองมากขึ้น
และยังเลือกรักษาในโรงพยาบาลเอกชนได้ด้วย
ซึ่งสิทธิของข้าราชการไม่สามารถ (ถ้าไม่ฉุกเฉิน)
อีกเหตุผลที่เลือกประกันแบบที่ 2
คือเบี้ยประกันหลักของแบบประกันนี้ถูกที่สุด
แล้วก็มาซื้อประกันสุขภาพเป็นสัญญาเเนบท้าย
เพื่อให้สามารถซื้อประกันสุขภาพต่อได้ยาวๆ
พอครบ 20 ตามสัญญา (อายุ 61 ปี) ก็ไม่ต้องจ่ายเบี้ยหลัก
แต่ค่าชดเชยรายวันนอน รพ. อายุครบ 60 ปี ก็จะหมดสิทธิซื้อไปด้วย
(ตามหลักการสากลที่ว่าอายุนี้มักจะเกษียณหมดรายได้
ดังนั้นจึงหมดสิทธิซื้อค่าชดเชยรายได้แนบท้ายไปด้วย)
แต่ที่เราชอบแบบนี้มากที่สุดเพราะยังสามารถซื้อประกันสุขภาพ
ที่เราต้องการต่อได้ยาวจนถึงอายุ 80 ปี
และประกันโรคร้ายแรงได้จนถึง อายุ 70 ปี
ไม่ต้องมาทำใหม่หลายรอบ เพราะเมื่อทำตอนอายุมากเบี้ยก็สูงขึ้นตาม
เช่น ถ้าทำแบบ 20 ปี สิ้นสุดสัญญาสมมุติ ตอนอายุ 60
เเล้วเรายังมีชีวิตอยู่อยากซื้อประกันใหม่อีกฉบับ
เเน่นอนเบี้ยต้องสูงขึ้น (อายุยิ่งเยอะยิ่งแพง เป็นเหมือนกันทุกบริษัทค่ะ)
ต้องมีการตรวจสุภาพ เเละยกเว้นโรคประจำตัวที่เกิดขึ้นก่อนทำฉบับใหม่
เพราะเกิดสุขภาพไม่ดี เป็นโน่นนี่ บริษัทไม่รับต่อให้เป็นลูกค้าใหม่แน่นอน
(เข้าข่าย...มีเงิน อยากซื้อประกันสุขภาพแต่ซื้อไม่ได้แล้ว)
ดังนั้น ควรแยกกรมธรรม์ เพราะจุดประสงค์ต่างกัน...
ยังมีเรื่องที่ควรทราบเกี่ยวกับการทำประกันอยู่อีก
เกรงจะยาวเกินไปค่อยทยอยมาเล่าต่อนะคะ
