T P I ซู่ สู้
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
T P I ซู่ สู้
โพสต์ที่ 1
สรุปผลการดำเนินงานของบจ.และรวมของบริษัทย่อยประจำปี(F45-3)
บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ตรวจสอบ
(หน่วย : พันบาท)
สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
งวด 1 ปี
ปี 2548 2547
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ 60,769,921 12,284,129
กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท) 7.19 0.16
ประเภทของความเห็นของผู้สอบบัญชีในงบการเงิน :
แสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขและมีข้อสังเกต
หมายเหตุ : 1. โปรดดูรายละเอียดงบการเงิน รายงานของผู้สอบบัญชี และหมายเหตุ
ประกอบงบการเงินจากระบบบริการข้อมูลตลาดหลักทรัพย์
"ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่รายงานข้างต้นนี้ถูกต้องทุกประการ พร้อมกันนี้บริษัทได้
จัดส่งงบการเงินฉบับเต็มผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของตลาดหลักทรัพย์และส่งต้น
ฉบับให้กับสำนักงาน ก.ล.ต.เรียบร้อยแล้ว"
ลงลายมือชื่อ _______________________
( นายสุวิช นิวาตวงศ์ )
ตำแหน่ง ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ
ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
T P I ซู่ สู้
โพสต์ที่ 2
ทีพีไอสู้ตาย ..
:welcome: :welcome: :welcome: :welcome:
วันที่ 1 มีนาคม 2549
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เลขที่ คบผ.ปก. 397 /2549 เรื่อง ชี้แจงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของผลกำไรสุทธิ
ในงบการเงินสำหรับปี 2548 บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
("ทีพีไอ")
จากงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบแล้วสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
2548 ของบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีผล
กำไรสุทธิตามงบกำไรขาดทุนรวม 60,769.92 ล้านบาท เปรียบเทียบกับระยะเวลา
เดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิรวม 12,284.13 ล้านบาท เป็นผลให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
จำนวน 48,485.79 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 394.7 โดยมีสาเหตุหลักของการ
เปลี่ยนแปลง ดังนี้
1. รายได้จากการขายและต้นทุนขาย
บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
2548 จำนวนเงิน 187,132.13 ล้านบาท เปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปี
ก่อนซึ่งมีจำนวนเงิน 154,546.41 ล้านบาทแล้วเพิ่มขึ้น 32,585.72 ล้านบาท หรือเพิ่ม
ขึ้นร้อยละ 21
บริษัทมีต้นทุนขายจำนวน 160,732.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38,272.04
ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ของจำนวน 122,460.53 ล้านบาทของปีก่อน ทั้งนี้
เป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันดิบ
บริษัทมีระดับการกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 178,509 บาร์เรลต่อวันในปี 2548 เมื่อ
เทียบกับที่ระดับ 179,381 บาร์เรลต่อวันในปีก่อนแล้ว ลดลงร้อยละ 0.49
2. กำไรจากการขายเงินลงทุนระยะยาว
บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรจากการขายเงินลงทุนระยะยาวในปี 2548
รวมเป็นจำนวนเงิน 18,206.67 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท
ทีพีไอ โพลีน ซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาว จำนวน 249.01 ล้านหุ้น ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผน
ปรับโครงสร้างหนี้
3. ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
การที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยอัตรา
แลกเปลี่ยน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 เท่ากับ 41.1746 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบ
กับอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 เท่ากับ 39.2025 บาทต่อเหรียญ
สหรัฐอเมริกา หรืออ่อนตัวลงคิดเป็นร้อยละ 5.03 เป็นผลให้บริษทและบริษัทย่อย มีผล
ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 เป็นเงิน
2,031.61 ล้านบาท เปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรจากอัตรา
แลกเปลี่ยน 1,047.67 ล้านบาท
4. ดอกเบี้ยจ่าย
บริษัทและบริษัทย่อยมีดอกเบี้ยจ่ายสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2548
จำนวนเงิน 3,118.07 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนซึ่งมีจำนวน 5,826.19 ล้านบาท
ลดลง 2,708.12 ล้านบาท หรือร้อยละ 46 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ตาม
แผนปรับโครงสร้างหนี้ที่แก้ไขใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นมา
5. กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้
บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2548 จำนวน
เงิน 35,558.89 ล้านบาท เนื่องจากการที่เจ้าหนี้ได้ปลดภาระดอกเบี้ยค้างจ่ายทั้งหมด
และได้รับการปลดหนี้เงินต้นบางส่วนตามแผนปรับโครงสร้างหนี้
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนับถือ
(นายสุวิช นิวาตวงศ์)
ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการแทน
บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)

วันที่ 1 มีนาคม 2549
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เลขที่ คบผ.ปก. 397 /2549 เรื่อง ชี้แจงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของผลกำไรสุทธิ
ในงบการเงินสำหรับปี 2548 บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
("ทีพีไอ")
จากงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบแล้วสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
2548 ของบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีผล
กำไรสุทธิตามงบกำไรขาดทุนรวม 60,769.92 ล้านบาท เปรียบเทียบกับระยะเวลา
เดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิรวม 12,284.13 ล้านบาท เป็นผลให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
จำนวน 48,485.79 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 394.7 โดยมีสาเหตุหลักของการ
เปลี่ยนแปลง ดังนี้
1. รายได้จากการขายและต้นทุนขาย
บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
2548 จำนวนเงิน 187,132.13 ล้านบาท เปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปี
ก่อนซึ่งมีจำนวนเงิน 154,546.41 ล้านบาทแล้วเพิ่มขึ้น 32,585.72 ล้านบาท หรือเพิ่ม
ขึ้นร้อยละ 21
บริษัทมีต้นทุนขายจำนวน 160,732.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38,272.04
ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ของจำนวน 122,460.53 ล้านบาทของปีก่อน ทั้งนี้
เป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันดิบ
บริษัทมีระดับการกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 178,509 บาร์เรลต่อวันในปี 2548 เมื่อ
เทียบกับที่ระดับ 179,381 บาร์เรลต่อวันในปีก่อนแล้ว ลดลงร้อยละ 0.49
2. กำไรจากการขายเงินลงทุนระยะยาว
บริษัทและบริษัทย่อย มีกำไรจากการขายเงินลงทุนระยะยาวในปี 2548
รวมเป็นจำนวนเงิน 18,206.67 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท
ทีพีไอ โพลีน ซึ่งเป็นเงินลงทุนระยะยาว จำนวน 249.01 ล้านหุ้น ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผน
ปรับโครงสร้างหนี้
3. ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
การที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยอัตรา
แลกเปลี่ยน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 เท่ากับ 41.1746 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เทียบ
กับอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 เท่ากับ 39.2025 บาทต่อเหรียญ
สหรัฐอเมริกา หรืออ่อนตัวลงคิดเป็นร้อยละ 5.03 เป็นผลให้บริษทและบริษัทย่อย มีผล
ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2548 เป็นเงิน
2,031.61 ล้านบาท เปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรจากอัตรา
แลกเปลี่ยน 1,047.67 ล้านบาท
4. ดอกเบี้ยจ่าย
บริษัทและบริษัทย่อยมีดอกเบี้ยจ่ายสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2548
จำนวนเงิน 3,118.07 ล้านบาท เปรียบเทียบกับปีก่อนซึ่งมีจำนวน 5,826.19 ล้านบาท
ลดลง 2,708.12 ล้านบาท หรือร้อยละ 46 เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ตาม
แผนปรับโครงสร้างหนี้ที่แก้ไขใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นมา
5. กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้
บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2548 จำนวน
เงิน 35,558.89 ล้านบาท เนื่องจากการที่เจ้าหนี้ได้ปลดภาระดอกเบี้ยค้างจ่ายทั้งหมด
และได้รับการปลดหนี้เงินต้นบางส่วนตามแผนปรับโครงสร้างหนี้
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนับถือ
(นายสุวิช นิวาตวงศ์)
ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการแทน
บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
T P I ซู่ สู้
โพสต์ที่ 3
:lol: นี่ก็ไม่ลงความเห็นครับ คุณเชษฐา
หลักทรัพย์ POMPUI
หัวข้อข่าว ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน
วันที่/เวลา 02 มี.ค. 2549 09:33:17
ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของ BRC , MDX,
POMPUI, TDT , TUNTEX
เนื่องจากบริษัทดังต่อไปนี้ได้นำส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
2548 ฉบับที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีมายังตลาดหลักทรัพย์
โดยผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัท ทำให้ตัวเลข
ผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทที่ปรากฏในงบการเงิน
อาจไม่แสดงค่าที่แท้จริงของกิจการ
1 . บริษัท บางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน)(BRC)
2. บริษัท เอ็ม ดี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน)(MDX)
3. บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) (POMPUI)
4. บริษัท ไทยเกรียง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(TDT)
5. บริษัท ทุนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TUNTEX)
ตลาดหลักทรัพย์จึงแจ้งให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทราบและพิจารณา
ความเห็นของผู้สอบบัญชีประกอบกับตัวเลขในงบการเงินและหมายเหตุ
ประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม BRC , MDX, POMPUI, TDT , TUNTEX อยู่ระหว่าง
การแก้ไขคุณสมบัติในการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์
จึงยังคงสั่งห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของบริษัทต่อไป
อ่านไป ก็คิดว่านี่เป็นสัญญาณอ่อนๆจากทางตลาด
หลักทรัพย์ POMPUI
หัวข้อข่าว ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน
วันที่/เวลา 02 มี.ค. 2549 09:33:17
ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของ BRC , MDX,
POMPUI, TDT , TUNTEX
เนื่องจากบริษัทดังต่อไปนี้ได้นำส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม
2548 ฉบับที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีมายังตลาดหลักทรัพย์
โดยผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัท ทำให้ตัวเลข
ผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของบริษัทที่ปรากฏในงบการเงิน
อาจไม่แสดงค่าที่แท้จริงของกิจการ
1 . บริษัท บางกอกรับเบอร์ จำกัด (มหาชน)(BRC)
2. บริษัท เอ็ม ดี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน)(MDX)
3. บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) (POMPUI)
4. บริษัท ไทยเกรียง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(TDT)
5. บริษัท ทุนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TUNTEX)
ตลาดหลักทรัพย์จึงแจ้งให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทราบและพิจารณา
ความเห็นของผู้สอบบัญชีประกอบกับตัวเลขในงบการเงินและหมายเหตุ
ประกอบงบการเงินอย่างระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม BRC , MDX, POMPUI, TDT , TUNTEX อยู่ระหว่าง
การแก้ไขคุณสมบัติในการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์
จึงยังคงสั่งห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของบริษัทต่อไป
อ่านไป ก็คิดว่านี่เป็นสัญญาณอ่อนๆจากทางตลาด