
ขออนุญาตเอากราฟและข้อความไปโพสต์ที่ชมรมหมอ vi ครับ

ชอบคำนี้มากครับ แต่กด like ให้ทั้งโพสต์เลย“ในชีวิตจริงคุณไม่จำเป็นต้องเป็นที่ 1 ก็ได้”
ประโยคนี้ผม Get ขอบคุณมากครับtaratantara เขียน: เมื่อคนที่ชนะคือคนที่ไปถึงเส้นชัยได้ก่อน แต่เส้นชัยนั้นคุณกำหนดเอง ไม่ใช่ให้ใครคนอื่นมากำหนด
ใช่แล้วครับ และที่สำคัญอีกอย่างคือระยะเวลาในการลงทุนครับJeng เขียน:ขอบคุณมากครับ คุณ taratantara
จากการคำนวณนี้ สรุปได้ว่า
การทำกำไรเพิ่มขึ้น จะย่นระยะเวลาในการเพิ่มขึ้นของเงิน 1 เท่าตัว ได้น้อยลง ไปเรื่อยๆ
เพราะตอนแรก กำไรเพิ่ม 4 % ย่นระยะเวลาได้ ตั้ง 5 ปี
แต่ตอนหลังๆ กำไรเพิ่ม 4 % ย่นระยะเวลาได้แค่ .70 ปี
แสดงว่า ต้องเก็บเงินให้ได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มเงินต้นในการลงทุน
และไม่ต้องทำกำไรมากก็ได้ ได้ซัก 10 % - 15 % ก็โอเคแล้ว
ใช่หรือไม่ครับ
http://www.moneychimp.com/features/rule72_why.htmSolving the formula for annually compounded interest is messier:
2P = P(1 + r)Y
Y = ln(2) / ln(1 + r)
We want to approximate this as a neat fraction again,
Y = K / r
where K is some number that will make the approximation pretty good for some ranges of r (and pretty lousy for others). We'll choose K to make the approximation work for a return rate of ten percent:
ln(2) / ln(1 + r) = K / r
ln(2) / ln(1 + .1) = K / 0.1
K = [ln(2) / ln(1.1)] x 0.1
K = .727
Now 72.7 is really closer to 73 than 72, so why isn't it The Rule of 73?
เห็นด้วยครับ เป็นกะทู้ที่ได้ข้อคิดดีจริงๆmurder_doll เขียน:เสนอให้ย้ายกระนี้ไปห้องคลังกระทู้คุณค่าครับ
หล่อมากเลยครับ ขอก๊อปไปให้แฟนอ่านนะครับtaratantara เขียน:ขอขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นนะครับ
เดิมทีผมตั้งใจเขียนบทความนี้ให้กับเพื่อนๆ ในเฟสบุ๊ก เพื่อชักชวนให้หลายๆ คนเริ่มต้นลงทุนกัน โดยที่ไม่อยากให้ใครก็ตามที่ตัดสินใจจะกระโจนเข้ามาก็เริ่มตั้งหลักที่ผลตอบแทนเปอร์เซ็นต์สูงๆ
ผมจึงทำการเปรียบเทียบ worst case scenario และ base case scenario ที่มีโอกาสเป็นไปได้ และลองวิเคราะห์ดูว่าแม้เราจะตั้งเป้าหมายไว้ที่ระดับกลางๆ ก็ไม่ได้แปลว่าเราแพ้
คำว่า “แพ้” นี่สำคัญมากครับ สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเล่นหุ้นใหม่ๆ เพราะถ้าเขาแพ้ตั้งแต่ตาแรกๆ เขาอาจจะเลิกเล่นมันไปตลอดชีวิตเลย
มองผิวเผิน เจ้าตัวเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนที่เราทำได้ ดูเหมือนจะเป็นการวัดว่าเราแพ้หรือชนะ หลังจากนั้นมันก็เริ่มมีที่ 1 และที่โหล่ และก็มีแพ้ตลาดชนะตลาด มีกำไรมากกับกำไรน้อยใช่มั้ยครับ
นั่นแหละ คือสาเหตุของความผิดพลาดในการลงทุนช่วงแรกของผม
ความจริงผมเป็น day trade มาก่อนครับ จะเรียกว่า hour trade หรือ minute trade ก็ยังได้เลย เป็น pure technical ล้วนๆ วันๆ ผมไม่ทำอะไรนอกจากเปิดดู most swing ดูกราฟ อ่านข่าว แล้วเข้าซื้อขายเลย ผมไม่สนใจจริงๆ ว่าหุ้นตัวนั้นทำกิจการอะไร ที่ผ่านมามันเคยได้กำไรหรือขาดทุน เอาแค่ไม่ให้คีย์ชื่อหุ้นผิดก็พอ ชั่วโมงเดียวผมเคยซื้อแล้วโดนเกือบ floor และเคยได้ ceiling ในข้ามคืนเดียว
ชีวิตที่ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามกราฟของผมแบบนี้ เรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า บางวันยืนยิ้มได้เหมือนคนบ้าทั้งวัน บางวันก็นั่งหน้าซีดเงียบๆ คนเดียวหลังจอคอมฯ
หลังจากนั้น อย่างที่ทุกคนพอจะเดาออก ผมเริ่มกลัว และเริ่มหาข้อมูลมากขึ้น
ทั้งๆ ที่ก่อนเริ่มเทรดผมเชื่อว่าตัวเองเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี อ่านทั้งหลักการ VI ทั้ง day trade และก็ตัดสินใจเลือก day trade ผมเลือกข้างที่มีโอกาสได้เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนสูงๆ ครับ
ในตอนนั้น ผมตะลุยอ่านอ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในตัวหนังสือกับตัวเลข ผมทำแม้กระทั่งนั่งวาดกราฟ SET ทุกวันด้วยมือตัวเอง เพราะคอมฯ มันโชว์แค่แท่งเทียน ใครขายใครซื้อมีวอลุ่มครบทุกวัน ติดรอบห้องเต็มไปหมด
ผมทำอย่างนั้นอยู่ 9 เดือนเต็มๆ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีผมเหมือนคนบ้าคนหนึ่ง หายใจเข้าออกเป็นแต่เรื่องหุ้น
วันนั้นผมได้เรียนรู้ ณ ตอนนั้นว่า สิ่งที่ผมกำลังทำเป็นสิ่งที่ฝืนกับความเป็นตัวเอง ประโยคนี้สำคัญกับผมมากครับ “สิ่งที่ผมทำไม่ใช่ตัวผมเอง”
การพยายามจะเป็นที่ 1 ของผม คือการพยายามจะเป็นที่ 1 ของคนทั้งหลาย ผมไม่เคยย้อนถามตัวเองเลยว่า “ผมลงทุนเพื่ออะไร? จะเอาเท่าไหร่? และไปถึงไหน?”
ผมเปลี่ยนแนวทางมาเป็น VI ได้เกือบ 2 ปีแล้ว คราวนี้เป็น lifetime invest สุดโต่งอีกฟากหนึ่งเลยก็ว่าได้ (อาจผิดคอนเซ็ปต์เรื่องทางสายกลาง) แต่ไม่ใช่เพราะมันดูเท่ห์ ไม่ใช่เพราะมันทำกำไรได้มากกว่า แต่เป็นเพราะมันเป็นแนวทางที่ผมอยู่กับมันได้ดีและยั่งยืนกว่า ผมตอบคำถามตัวเองด้วยการเปลี่ยนแนวทาง จากการลงทุนเพื่อเป็นที่ 1 เป็นการลงทุนเพื่อความสุขและความมั่นคงของจิตใจ
และผมอยากให้ทุกคนตระหนักในเรื่องนี้ เราแพ้ตลาดไม่ได้แปลว่าเราแพ้ หุ้นเพื่อนขึ้นหุ้นเราไม่ขึ้นก็ไม่ได้แปลว่าเราแพ้ เปอร์เซ็นต์เราน้อยกว่าบัฟเฟตต์ก็ไม่ได้แปลว่าเราแพ้ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมุมมองที่เราเลือกมอง เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะชนะในเกมแห่งจิตใจนี้
เมื่อคนที่ชนะคือคนที่ไปถึงเส้นชัยได้ก่อน แต่เส้นชัยนั้นคุณกำหนดเอง ไม่ใช่ให้ใครคนอื่นมากำหนด
ถ้าคุณวิ่งช้ากว่า ยูเซน โบลต์ ขอให้คุณออกวิ่งก่อน ยูเซน โบลต์...
ถ้าคุณทำได้แล้ว 10-15% ขอให้คุณอย่าลังเลที่จะลงทุนก่อน และอึดพอที่จะใช้เวลาในการลงทุนให้ยาวนานที่สุด...
คนอื่นอาจจะมองว่าคุณแพ้ แถมยังใช้กลยุทธ์แบบผู้แพ้ แต่คุณคนเดียวเท่านั้นที่จะตัดสินว่าตัวเองแพ้หรือชนะ
ขอให้มีความสุขจากการลงทุนนะครับ
Super Like....คุณไม่จำเป็นต้องเป็นที่ 1 ก็ได้
น้องนิวเข้าใจตั้งคำถามมากๆเลยครับ^^ พอเอา1ปีคิดคำตอบคนละเรื่องเลยOo<< New >> เขียน:สงสัยเรื่องกฏ 72 นี้มานานครับ ถามครูไฟแนนซ์หลายๆคน บางคนก็ตอบไม่ได้ บางคนก็บอกว่าเป็นประมาณ เลยลองถามดูเผื่อใครมีคำตอบอื่นหรือป่าว
คือถ้าเอา72มาหารด้วยผลตอบแทนแล้วจะเป็นจำนวนปีที่เงินเบิ้ล
อย่างงั้นแปลว่าถ้าคนนึง ทำได้ 72% เงินก็จะเบิ้ลใน 1 ปี
ถ้าทำได้มากกว่า 72% เงินก็จะเบิ้ลในน้อยกว่า 1 ปี
จริงๆเงินจะเบิ้ลใน 1 ปีได้ก็คือต้องทำผลตอบแทนให้ได้ 100 %
แต่ถ้าได้ 100% เงินก็จะเบิ้ลใน 0.72 ปี ไม่ใช่หนึ่งปีในสูตร
งงๆกันมั้ยครับ