อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
-
- Verified User
- โพสต์: 123
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 31
ถ้าจำไม่ผิดคุณสนธิน่าจะซื้อ IEC ก่อนปี 2535 ก่อนหน้านั้น IEC เป็นบริษัทในเครือปูนใหญ่ ซึ่งปูนใหญ่ให้เหตุผมในการขายว่าไม่ถนัดในธุกิจด้านนี้ ช่วงนั้นฮือฮามากเพราะหลังจากซื้อมาแล้ว ปีนั้นมีข่าวว่าพนักงาน IEC ได้โบนัสถึง 60 เดือน
ส่วนที่คุณสนธิขายหุ้น IEC ให้ พ.ตท.ทักษิน ในราคาพาร์ ตอนนั้นชินวัตรได้สัมปทาน Cellular900 จาก TOT แล้ว IEC ก็ขายมือถือด้วย สองบริษัททำธุรกิจที่เกื้อหนุนกันได้ น่าจะเป็นที่มาของการที่คุณสนธิ ชักชวน พ.ตท.ทักษิน มาร่วมหุ้นใน IEC ด้วยโดยยอมขายหุ้นในราคาพาร์อย่างที่ว่ากัน ก็คงหวังประโยชน์ทางธุรกิจเหมือนกัน
ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณคัดท้ายและคุณสนธิในหลายเรื่อง ความจริงในหลายๆเรื่องมันฟ้องในตัวเองอยู่แล้วว่า
ส่วนที่คุณสนธิขายหุ้น IEC ให้ พ.ตท.ทักษิน ในราคาพาร์ ตอนนั้นชินวัตรได้สัมปทาน Cellular900 จาก TOT แล้ว IEC ก็ขายมือถือด้วย สองบริษัททำธุรกิจที่เกื้อหนุนกันได้ น่าจะเป็นที่มาของการที่คุณสนธิ ชักชวน พ.ตท.ทักษิน มาร่วมหุ้นใน IEC ด้วยโดยยอมขายหุ้นในราคาพาร์อย่างที่ว่ากัน ก็คงหวังประโยชน์ทางธุรกิจเหมือนกัน
ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณคัดท้ายและคุณสนธิในหลายเรื่อง ความจริงในหลายๆเรื่องมันฟ้องในตัวเองอยู่แล้วว่า
- CEO
- Verified User
- โพสต์: 1243
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 32
IEC เป็นเจ้าของ world phone 1800 แล้วต่อมาเจ๊งแล้วขายให้ AIS และกลายมาเป็น gsm1800 ทุกสันนี้หรือเปล่าครับ
ผมเคยใช้ 1800 ช่วงแรกๆ แต่ไม่ได้ติดตามเรื่องหุ้นตัวนี้
ผมเคยใช้ 1800 ช่วงแรกๆ แต่ไม่ได้ติดตามเรื่องหุ้นตัวนี้
การซื้อกิจการอาจไม่ใช่การเทคโอเวอร์ และการเทคโอเวอร์ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าซื้อหุ้น..
-
- Verified User
- โพสต์: 123
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 33
World Phone 1800 เป็นของ TAC มาแต่ต้น ตอนนี้เปลี่ยนเป็น DTAC ซึ่งได้รับสัมปทานจาก CAT Telecom.ให้บริการ มือถือแข่งกับ AIS จากค่าย TOT แต่เนื่องจากความถี่ที่ได้จากสัมปทานมีมากมายมหาศาล ใช้ไม่หมด TAC ก็เลยขายความถี่ต่อ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าขายต่อกันได้ยังไง กลุ่มนึงที่ซื้อไปก็คือสามารถ ที่ใช้ชื่อ Hello แต่ไปไม่รอด อีกกลุ่มคือ DPC สุดท้ายความถี่ย่าน 1800MHz ตกอยู่กับ Orange และ AIS (รวมทั้งของ TAC เดิมด้วย) AIS ซื้อมาด้วยสาเหตุว่าความถี่ย่าน 900MHz หมดแล้ว ขยายเครือข่ายไม่ได้ ก็เลยต้องซื้อ DPC มา เพื่อต่อแขนขาให้เครือข่ายเดิม
-
- Verified User
- โพสต์: 123
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 34
โดยความรู้สึกส่วนตัวนะครับ เนื่องจากอยู่ในวงการโทรคมนาคมมายาวนาน ถึงแม้จะยอมรับว่าการประสบความสำเร็จอย่างมากของกลุ่มชินจะมาจากความสามารถของผู้บริหารทั้งจากอดีตและปัจจุบัน แต่ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเอารัดเอาเปรียบกัน โดยอาศัยช่องว่างของระเบียบกฏเกณฑ์ต่างๆของรัฐ ลองนึกดูนะครับ มีกี่ธุรกิจกันที่กลุ่มชินทำแล้วประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ไม่มีกำไร ไม่มีกำไรจริงๆ มีเพียงสองแห่งที่กอบโกยผลกำไรมหาศาลคือ AIS และ SATTEL ซึ่งปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเอาเปรียบคู่แข่งขันมหาศาล
ประการแรก เงื่อนไขสัมปทานของ AIS นั้นเหนือกว่า TAC ชนิดเทียบกันไม่ได้เลย แค่เรื่อง Access Charge เรื่องเดียวที่ TAC ต้องจ่ายค่ากินเปล่าให้ TOT เบอร์ละ 200 บาทต่อเดือนขณะที่ AIS ไม่ต้องจ่ายก็เป็นเรื่องที่ไม่รู้กระทรวงคมนาคมเดิม จนมาเป็นไอซี้ทีตอนนี้ และ กทช.ทำไมไม่เร่งปรับสภาพให้มันยุติธรรมต่อการแข่งขันเชิงธุรกิจ ปล่อยให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันอยู่ได้ ลองคิดดูนะว่าลูกค้าใช้มือถือเครื่องนึง ได้เงินมาเดือนละ 500 บาท ต้องจ่ายให้ TOT 200 บาท จ่ายให้ CAT 100 บาท (เจ้าของสัมปทานได้น้อยกว่าอีกงงมั๊ย) เหลือ 200 บาท ขณะที่ AIS ได้ 500 บาทจ่ายให้ TOT 100 บาท เหลือ 400 บาท แล้วใครจะไปแข่งกับกลุ่มชิน ความได้เปรียบมันมากเกินไป UCOM ถึงได้ดิ้นรนนักหนาที่จะยกเลิกค่าโง่ Access Charge ให้ได้ แต่สุดท้าย กทช.([b]ก[/b]รูเป็น[b]ท[/b]าส[b]ชิ[/b]น)ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ซะงั้น UCOM ทำธุรกิจมีกำไรได้ไงไม่รู้...ผมยังงงอยู่ นับถือผู้บริหารจริงๆ แต่สุดท้ายก็...ขายทิ้งดีกว่า
ส่วน SATTEL คนส่วนใหญ่น่าจะทราบดีว่าได้รับเอกสิทธิ์มหาศาลจากสัมปทานดาวเทียม คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่ที่สารธารณะชนยังไม่ทราบน่ะยังมีอีกมาก คนใน TOT และ CAT น่ะทราบดี ลองไม่ให้การสนับสนุนดาวเทียมของ SATTEL สิ...แม้ต้นทุนที่แพงมหาศาล แต่ใครไม่ใช้ SATTEL ...เจ็บบบบบบบบบบ
ประการแรก เงื่อนไขสัมปทานของ AIS นั้นเหนือกว่า TAC ชนิดเทียบกันไม่ได้เลย แค่เรื่อง Access Charge เรื่องเดียวที่ TAC ต้องจ่ายค่ากินเปล่าให้ TOT เบอร์ละ 200 บาทต่อเดือนขณะที่ AIS ไม่ต้องจ่ายก็เป็นเรื่องที่ไม่รู้กระทรวงคมนาคมเดิม จนมาเป็นไอซี้ทีตอนนี้ และ กทช.ทำไมไม่เร่งปรับสภาพให้มันยุติธรรมต่อการแข่งขันเชิงธุรกิจ ปล่อยให้มีการเอารัดเอาเปรียบกันอยู่ได้ ลองคิดดูนะว่าลูกค้าใช้มือถือเครื่องนึง ได้เงินมาเดือนละ 500 บาท ต้องจ่ายให้ TOT 200 บาท จ่ายให้ CAT 100 บาท (เจ้าของสัมปทานได้น้อยกว่าอีกงงมั๊ย) เหลือ 200 บาท ขณะที่ AIS ได้ 500 บาทจ่ายให้ TOT 100 บาท เหลือ 400 บาท แล้วใครจะไปแข่งกับกลุ่มชิน ความได้เปรียบมันมากเกินไป UCOM ถึงได้ดิ้นรนนักหนาที่จะยกเลิกค่าโง่ Access Charge ให้ได้ แต่สุดท้าย กทช.([b]ก[/b]รูเป็น[b]ท[/b]าส[b]ชิ[/b]น)ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ซะงั้น UCOM ทำธุรกิจมีกำไรได้ไงไม่รู้...ผมยังงงอยู่ นับถือผู้บริหารจริงๆ แต่สุดท้ายก็...ขายทิ้งดีกว่า
ส่วน SATTEL คนส่วนใหญ่น่าจะทราบดีว่าได้รับเอกสิทธิ์มหาศาลจากสัมปทานดาวเทียม คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท แต่ที่สารธารณะชนยังไม่ทราบน่ะยังมีอีกมาก คนใน TOT และ CAT น่ะทราบดี ลองไม่ให้การสนับสนุนดาวเทียมของ SATTEL สิ...แม้ต้นทุนที่แพงมหาศาล แต่ใครไม่ใช้ SATTEL ...เจ็บบบบบบบบบบ
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 35
คือการมองแต่ล่ะคนมันต่างกัน บางคนชอบมองเป็นฝ่ายตรวจสอบ บางคนชอบมองฝ่ายคนทำงาน ไม่เป็นไรคนเราไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
รัฐผิดก็ว่ากันไปตามผิด เห็นด้วยครับ
ผมไม่ชอบคุณสนธิ ตรงทีว่า ชอบใช้คำถามแบบชี้ประเด็น และ "ปั้นน้ำเป้นตัว"
1. คุณลองบอกบทลงโทษสื่อ ที่นำเสนอข่าวผิดๆไม่เป็นความจริง พวกนี้ควรได้รับบทลงโทษแบบไหน หรือยวนๆกันไป อยากเขียนอะไรก็เขียนไป ผิดเราไม่ว่ากัน ให้สื่อถูกยกเว้นเรื่องบทลงโทษไว้ ???(ถ้าคุณไปว่าร้ายใครถ้ามันเป็นความจริงก็ไม่เห็นต้องไปกลัว เมื่อเขาฟ้องศาล)
2. กรณีนายกไปนั่งในวัดพระแก้ว เป็นการทำผิดแบบไม่บังควรกระทำครับ
ถ้าไม่มาตีข่าวแบบชี้ประเด็น ก็จะเป็นแค่การเข้าไปนั่งในวัดพระแก้วธรรมดา แต่เรื่องแบบนี้มันเปราะบาง อ่อนไหว และสร้างความกลัวให้กับคนได้ ถ้ามาชี้เป็นประเด็น เป็นเรื่องได้แน่ ใส่ไฟได้แน่ ตามที่คุณสนธิบอกไว้ "แบบนี้ต้องไปประหาร 7 ชั่วโครต"
(คุณคัดท้าย) ผมว่ามันก็เหมือนกับที่ซุนปิง ถูกอ๋องฉี เรียกตราแม่ทัพกลับนั่นแหละ เพราะการกล่าวใส่ร้ายซุนปิงให้อ๋องฉีได้ฟังทุกวัน เรื่องอ่อนไหว สร้างความหวาดกลัวได้ ผู้ใดมาชี้เป็นประเด็น "ปั้นน้ำเป็นตัว"ได้ทุกครั้ง
3. อย่างเรื่อง PTT ถ้าใครฟังรายการในช่วงนั้น (ไม่ใช่ในช่วงหลัง) คุณสนธิจะกล่าวหา ปตท. กักตุนน้ำมันทำให้กำไรโตเป็นเท่าตัว ในช่วงนั้นน้ำมันขึ้นทุกอาทิตย์ การพูดใส่ไฟลักษณะแบบนี้ ทำให้คนฟังเข้าใจว่า กำไรทั้งหมดจากปตท. มาจากการสต็อกน้ำมัน เท่ากับตัดคอ ปตท. ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่กำไร ปตท. เพื่มขึ้นทุกปี ก่อนช่วงที่จะเกิดภาวะน้ำมันเสียอีก
ต่อมา ปตท. ทำการแย้งทางรายการคุณสนธิ กำไรที่เขาได้ส่วนใหญ่มาจากการขายก๊าซเป็นหลัก คุณสนธิก็เบี่ยงประเด็นทันที "เห็นไหมรัฐวิสาหกิจไม่ควรเข้าตลาด มันไปสร้างความร่ำรวยให้นักการเมือง พูดถึงทีไรทำให้เจ็บใจทุกที นี่กำลังจะเอา กฟผ. เข้าตลาดอีก" อ้าว!!! แล้วที่ไปกล่าวหาเขากำไรทั้งหมดมาจากกักตุนน้ำมัน ไปไหน ทำไมมันเบี่ยงประเด็นไปได้ !!!!!!!
4. ผมถามทุกท่านเลย เรื่อง IEC เอาแบบฟันธงไปเลย คุณสนธิกับ พต.ท. ทักษิณ มีประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งกันและกันไหม (ให้วิเคราะห์ แล้วให้คำตอบในใจกัน) ถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกัน คือ นายสนธิได้ประโยชน์จากนายทักษิณ , นายทักษิณได้ประโยชน์จากนายสนธิ ต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน
สุดท้ายผมก็ต้องบอกว่า คุณสนธิ ชี้น้ำประเด็นได้เก่ง เบี่ยงเบนประเด็นได้เก่ง
และใช้จิตวิทยาได้เก่ง
ถ้าคุณจับได้ว่าคนๆหนึ่งเคยโกหกคุณ มันก็ตามธรรมดาอยู่แล้ว ที่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลจะต้องถูกดิสเครดิตลงไปพวกเราอย่าเอาอคติ เกี่ยวกับ "ใคร" พูด มาบดบัง การพิจารณาถึง ข้อเท็จจริง และ ประโยชน์ของเนื้อหา
ทุกคนได้รับข้อมูล และ วิธีคิดไม่เหมือนกัน มุมมองต่อเรื่องนี้เลยไม่เหมือนกัน
รัฐผิดก็ว่ากันไปตามผิด เห็นด้วยครับ
ผมไม่ชอบคุณสนธิ ตรงทีว่า ชอบใช้คำถามแบบชี้ประเด็น และ "ปั้นน้ำเป้นตัว"
1. คุณลองบอกบทลงโทษสื่อ ที่นำเสนอข่าวผิดๆไม่เป็นความจริง พวกนี้ควรได้รับบทลงโทษแบบไหน หรือยวนๆกันไป อยากเขียนอะไรก็เขียนไป ผิดเราไม่ว่ากัน ให้สื่อถูกยกเว้นเรื่องบทลงโทษไว้ ???(ถ้าคุณไปว่าร้ายใครถ้ามันเป็นความจริงก็ไม่เห็นต้องไปกลัว เมื่อเขาฟ้องศาล)
2. กรณีนายกไปนั่งในวัดพระแก้ว เป็นการทำผิดแบบไม่บังควรกระทำครับ
ถ้าไม่มาตีข่าวแบบชี้ประเด็น ก็จะเป็นแค่การเข้าไปนั่งในวัดพระแก้วธรรมดา แต่เรื่องแบบนี้มันเปราะบาง อ่อนไหว และสร้างความกลัวให้กับคนได้ ถ้ามาชี้เป็นประเด็น เป็นเรื่องได้แน่ ใส่ไฟได้แน่ ตามที่คุณสนธิบอกไว้ "แบบนี้ต้องไปประหาร 7 ชั่วโครต"
(คุณคัดท้าย) ผมว่ามันก็เหมือนกับที่ซุนปิง ถูกอ๋องฉี เรียกตราแม่ทัพกลับนั่นแหละ เพราะการกล่าวใส่ร้ายซุนปิงให้อ๋องฉีได้ฟังทุกวัน เรื่องอ่อนไหว สร้างความหวาดกลัวได้ ผู้ใดมาชี้เป็นประเด็น "ปั้นน้ำเป็นตัว"ได้ทุกครั้ง
3. อย่างเรื่อง PTT ถ้าใครฟังรายการในช่วงนั้น (ไม่ใช่ในช่วงหลัง) คุณสนธิจะกล่าวหา ปตท. กักตุนน้ำมันทำให้กำไรโตเป็นเท่าตัว ในช่วงนั้นน้ำมันขึ้นทุกอาทิตย์ การพูดใส่ไฟลักษณะแบบนี้ ทำให้คนฟังเข้าใจว่า กำไรทั้งหมดจากปตท. มาจากการสต็อกน้ำมัน เท่ากับตัดคอ ปตท. ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่กำไร ปตท. เพื่มขึ้นทุกปี ก่อนช่วงที่จะเกิดภาวะน้ำมันเสียอีก
ต่อมา ปตท. ทำการแย้งทางรายการคุณสนธิ กำไรที่เขาได้ส่วนใหญ่มาจากการขายก๊าซเป็นหลัก คุณสนธิก็เบี่ยงประเด็นทันที "เห็นไหมรัฐวิสาหกิจไม่ควรเข้าตลาด มันไปสร้างความร่ำรวยให้นักการเมือง พูดถึงทีไรทำให้เจ็บใจทุกที นี่กำลังจะเอา กฟผ. เข้าตลาดอีก" อ้าว!!! แล้วที่ไปกล่าวหาเขากำไรทั้งหมดมาจากกักตุนน้ำมัน ไปไหน ทำไมมันเบี่ยงประเด็นไปได้ !!!!!!!
4. ผมถามทุกท่านเลย เรื่อง IEC เอาแบบฟันธงไปเลย คุณสนธิกับ พต.ท. ทักษิณ มีประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งกันและกันไหม (ให้วิเคราะห์ แล้วให้คำตอบในใจกัน) ถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกัน คือ นายสนธิได้ประโยชน์จากนายทักษิณ , นายทักษิณได้ประโยชน์จากนายสนธิ ต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน
จากประโยคข้างบน คุณคิดว่า คุณสนธิไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลยจากคุณทักษิณ หรือคุณยังคิดเหมือนเดิมคือมันมีประโยชน์ร่วมกันทั้งคู่นั่นแหละคุณสโรชา ใจมันผิดกัน ท่านนายกฯ แน่จริงออกมาโต้กับผมเรื่องนี้ ท่านนักเลงนัก หลักฐานยังมีอยู่ ท่านยังเคยเข้าไปเป็นกรรมการไออีซีพักหนึ่งเลย เพราะผมเชิญเข้าไป ผมไม่เคย บาทหนึ่งก็ไม่เคยได้จากท่าน มีแต่ท่านได้จากผมไป 400 ล้านบาท ไอ้พวกกเฬวรากทั้งหลาย ไอ้พวกที่ผีถึงป่าช้า พวกสุนัขรับใช้ รับทราบเอาไว้ด้วย เมื่อกี้ผมถึงต้องยกมือไหว้ท่านไง ขอบคุณท่านหลายที่ท่านพูดออกมา
สุดท้ายผมก็ต้องบอกว่า คุณสนธิ ชี้น้ำประเด็นได้เก่ง เบี่ยงเบนประเด็นได้เก่ง
และใช้จิตวิทยาได้เก่ง
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- Verified User
- โพสต์: 18134
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 36
3. อย่างเรื่อง PTT ถ้าใครฟังรายการในช่วงนั้น (ไม่ใช่ในช่วงหลัง) คุณสนธิจะกล่าวหา ปตท. กักตุนน้ำมันทำให้กำไรโตเป็นเท่าตัว ในช่วงนั้นน้ำมันขึ้นทุกอาทิตย์ การพูดใส่ไฟลักษณะแบบนี้ ทำให้คนฟังเข้าใจว่า กำไรทั้งหมดจากปตท. มาจากการสต็อกน้ำมัน เท่ากับตัดคอ ปตท. ไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆที่กำไร ปตท. เพื่มขึ้นทุกปี ก่อนช่วงที่จะเกิดภาวะน้ำมันเสียอีก
ต่อมา ปตท. ทำการแย้งทางรายการคุณสนธิ กำไรที่เขาได้ส่วนใหญ่มาจากการขายก๊าซเป็นหลัก คุณสนธิก็เบี่ยงประเด็นทันที "เห็นไหมรัฐวิสาหกิจไม่ควรเข้าตลาด มันไปสร้างความร่ำรวยให้นักการเมือง พูดถึงทีไรทำให้เจ็บใจทุกที นี่กำลังจะเอา กฟผ. เข้าตลาดอีก" อ้าว!!! แล้วที่ไปกล่าวหาเขากำไรทั้งหมดมาจากกักตุนน้ำมัน ไปไหน ทำไมมันเบี่ยงประเด็นไปได้ !!!!!!!
แล้วPTTขายให้ใครล่ะท่าน คือEGATใช่ไหม จะเอาเข้าตลาดให้ตรวจสอบกันแล้ว
ซึ่งถ้าต้องการต้นทุนที่ถูกลงต้องให้PTTลงค่าก๊าซให้ ซึ่งมันน่าจะลดมาตั้งนานแล้ว <---จุดนี้ทำไมไม่มีใครออกมาพูดกันอ่ะ ประเด็นเลยล่ะนั้น
ส่วนที่บอกว่า "ปตท. กักตุนน้ำมันทำให้กำไรโตเป็นเท่าตัว" ->>เจ้าตัวPTTออกมาบอก ว่ามีการนำเข้ามาจัดเก็บน้ำมันดิบให้แก่egat เพื่อทำมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งโดยEgatใช้น้ำมันเตา ไม่ใช่หรือ แล้วมันมีการนำเข้ามาในส่วนนี้เท่าไร ไม่มีใครรู้ แต่น่าจะมีข้อมูลที่กรมศุลกากร ไปดูกันได้เลย CEOออกมาอ้างแบบนี้ต้องตรวจสอบซึ่ง เพราะเป็นมหาชน
ตามด้วย น้ำมันอ้างอิงกับตลาดสิงคโปร์ ราคามันลดมาตั้งนานแล้ว ทำไมราคาเมืองไทยไม่ลดลง เนื่องจากอ้างค่าการตลาด แต่ที่เรายังเห็นมันยังแจกน้ำเปล่า 1.5 ลิตรอยู่ได้ เมื่อเติมครบ 500 บาทขึ้นไป มันหมายความว่าอะไรหรือ ใครยอมขาดทุนมาเพื่อแจกของบ้างล่ะ คิดดูดีๆๆในประเด็นนี้
2. กรณีนายกไปนั่งในวัดพระแก้ว เป็นการทำผิดแบบไม่บังควรกระทำครับ
ถ้าไม่มาตีข่าวแบบชี้ประเด็น ก็จะเป็นแค่การเข้าไปนั่งในวัดพระแก้วธรรมดา แต่เรื่องแบบนี้มันเปราะบาง อ่อนไหว และสร้างความกลัวให้กับคนได้ ถ้ามาชี้เป็นประเด็น เป็นเรื่องได้แน่ ใส่ไฟได้แน่ ตามที่คุณสนธิบอกไว้ "แบบนี้ต้องไปประหาร 7 ชั่วโครต"
กรณีนี้ มันผิดร้ายแรงมากๆๆ เพราะว่า วัดพระแก้วมิใช่ประชาชนทั่วไปไม่จะเป็นระดับก็ตาม มาจัดพิธีกรรมทางศาสนาโดยเด็ดขาด ไปอ่านประวัติกรุงรัตนโกสินทร์ได้เลย
คนเรามันคิดว่าอำนาจตัวเองเท่าเทียบพระมหากษัตริย์แล้วอ่ะ มือปิดฟ้าให้ได้ แต่มองไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองทำผิดอ่ะ
4. ผมถามทุกท่านเลย เรื่อง IEC เอาแบบฟันธงไปเลย คุณสนธิกับ พต.ท. ทักษิณ มีประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งกันและกันไหม (ให้วิเคราะห์ แล้วให้คำตอบในใจกัน) ถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกัน คือ นายสนธิได้ประโยชน์จากนายทักษิณ , นายทักษิณได้ประโยชน์จากนายสนธิ ต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน
เรื่องนี้จะจบแบบhappy ending แบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ทางใครทางมัน
ต่อมา ปตท. ทำการแย้งทางรายการคุณสนธิ กำไรที่เขาได้ส่วนใหญ่มาจากการขายก๊าซเป็นหลัก คุณสนธิก็เบี่ยงประเด็นทันที "เห็นไหมรัฐวิสาหกิจไม่ควรเข้าตลาด มันไปสร้างความร่ำรวยให้นักการเมือง พูดถึงทีไรทำให้เจ็บใจทุกที นี่กำลังจะเอา กฟผ. เข้าตลาดอีก" อ้าว!!! แล้วที่ไปกล่าวหาเขากำไรทั้งหมดมาจากกักตุนน้ำมัน ไปไหน ทำไมมันเบี่ยงประเด็นไปได้ !!!!!!!
แล้วPTTขายให้ใครล่ะท่าน คือEGATใช่ไหม จะเอาเข้าตลาดให้ตรวจสอบกันแล้ว
ซึ่งถ้าต้องการต้นทุนที่ถูกลงต้องให้PTTลงค่าก๊าซให้ ซึ่งมันน่าจะลดมาตั้งนานแล้ว <---จุดนี้ทำไมไม่มีใครออกมาพูดกันอ่ะ ประเด็นเลยล่ะนั้น
ส่วนที่บอกว่า "ปตท. กักตุนน้ำมันทำให้กำไรโตเป็นเท่าตัว" ->>เจ้าตัวPTTออกมาบอก ว่ามีการนำเข้ามาจัดเก็บน้ำมันดิบให้แก่egat เพื่อทำมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งโดยEgatใช้น้ำมันเตา ไม่ใช่หรือ แล้วมันมีการนำเข้ามาในส่วนนี้เท่าไร ไม่มีใครรู้ แต่น่าจะมีข้อมูลที่กรมศุลกากร ไปดูกันได้เลย CEOออกมาอ้างแบบนี้ต้องตรวจสอบซึ่ง เพราะเป็นมหาชน
ตามด้วย น้ำมันอ้างอิงกับตลาดสิงคโปร์ ราคามันลดมาตั้งนานแล้ว ทำไมราคาเมืองไทยไม่ลดลง เนื่องจากอ้างค่าการตลาด แต่ที่เรายังเห็นมันยังแจกน้ำเปล่า 1.5 ลิตรอยู่ได้ เมื่อเติมครบ 500 บาทขึ้นไป มันหมายความว่าอะไรหรือ ใครยอมขาดทุนมาเพื่อแจกของบ้างล่ะ คิดดูดีๆๆในประเด็นนี้
2. กรณีนายกไปนั่งในวัดพระแก้ว เป็นการทำผิดแบบไม่บังควรกระทำครับ
ถ้าไม่มาตีข่าวแบบชี้ประเด็น ก็จะเป็นแค่การเข้าไปนั่งในวัดพระแก้วธรรมดา แต่เรื่องแบบนี้มันเปราะบาง อ่อนไหว และสร้างความกลัวให้กับคนได้ ถ้ามาชี้เป็นประเด็น เป็นเรื่องได้แน่ ใส่ไฟได้แน่ ตามที่คุณสนธิบอกไว้ "แบบนี้ต้องไปประหาร 7 ชั่วโครต"
กรณีนี้ มันผิดร้ายแรงมากๆๆ เพราะว่า วัดพระแก้วมิใช่ประชาชนทั่วไปไม่จะเป็นระดับก็ตาม มาจัดพิธีกรรมทางศาสนาโดยเด็ดขาด ไปอ่านประวัติกรุงรัตนโกสินทร์ได้เลย
คนเรามันคิดว่าอำนาจตัวเองเท่าเทียบพระมหากษัตริย์แล้วอ่ะ มือปิดฟ้าให้ได้ แต่มองไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองทำผิดอ่ะ
4. ผมถามทุกท่านเลย เรื่อง IEC เอาแบบฟันธงไปเลย คุณสนธิกับ พต.ท. ทักษิณ มีประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งกันและกันไหม (ให้วิเคราะห์ แล้วให้คำตอบในใจกัน) ถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกัน คือ นายสนธิได้ประโยชน์จากนายทักษิณ , นายทักษิณได้ประโยชน์จากนายสนธิ ต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน
เรื่องนี้จะจบแบบhappy ending แบบเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ทางใครทางมัน

-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 37
ทำไมถึงแยกประเด็นวิเคราะห์กันไม่ได้ กล่าวหาเขาว่ากักตุนน้ำมันจนกำไรโตเป็นเท่าตัว น้ำมันไม่ใช่ก๊าซ อย่าเอามามั่วคนล่ะประเด็นแล้วPTTขายให้ใครล่ะท่าน คือEGATใช่ไหม จะเอาเข้าตลาดให้ตรวจสอบกันแล้ว
ซึ่งถ้าต้องการต้นทุนที่ถูกลงต้องให้PTTลงค่าก๊าซให้ ซึ่งมันน่าจะลดมาตั้งนานแล้ว <---จุดนี้ทำไมไม่มีใครออกมาพูดกันอ่ะ ประเด็นเลยล่ะนั้น
ส่วนที่บอกว่า "ปตท. กักตุนน้ำมันทำให้กำไรโตเป็นเท่าตัว" ->>เจ้าตัวPTTออกมาบอก ว่ามีการนำเข้ามาจัดเก็บน้ำมันดิบให้แก่egat เพื่อทำมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งโดยEgatใช้น้ำมันเตา ไม่ใช่หรือ แล้วมันมีการนำเข้ามาในส่วนนี้เท่าไร ไม่มีใครรู้ แต่น่าจะมีข้อมูลที่กรมศุลกากร ไปดูกันได้เลย CEOออกมาอ้างแบบนี้ต้องตรวจสอบซึ่ง เพราะเป็นมหาชน
ปตท. ไม่ได้มีรายได้ เป็นเท่าตัวจากการกักตุนน้ำมันครับ
คุณ MIRACLE มั่วมากเลย ลองไปดูงบการเงิน ของ PTT ได้ ว่ากำไรมากที่สุดมาจากอะไร
ส่วนประเด็น รัฐวิสาหกิจ เข้าตลาดหุ้น-PTT จำหน่ายก๊าซ มันอีกประเด็น คุณจะมั่วไปร่วมกัน แล้วไปโคกสับเขาไม่ยุติธรรม
...........................................................................................
ผมถึงบอกไง ถ้าคนจะมาใส่ไฟ ปะทุให้เป็นประเด็น จะเป็นเรื่องที่เปราะบางกรณีนี้ มันผิดร้ายแรงมากๆๆ เพราะว่า วัดพระแก้วมิใช่ประชาชนทั่วไปไม่จะเป็นระดับก็ตาม มาจัดพิธีกรรมทางศาสนาโดยเด็ดขาด ไปอ่านประวัติกรุงรัตนโกสินทร์ได้เลย
หากคุณดูรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ คุณสนธิจะบอกไว้เลย คนใกล้ชิดท่านคือนายวิษณุ เป็นคนดำเนินการ แต่พอมีเรื่องกับนายกเท่านั้น พูดใส่เลย ท่านนายกบังอาจทำการมิบังควร ไปประหาร7ชั่วโครต ทำตัวหลบหลู่เบื้องสูง ใส่ฟืนสุมไฟเบล็ดเสร็จ ยัดข้อหากบฎให้เบล็ดเสร็จ
กลายเป็นว่าผมมาแก้ต่างให้นายกอีก จุดประสงค์ที่ผมเขียน เพื่อให้ดูคนที่นำเรื่องนี้มาสร้างให้เป็นประเด็นต่างหาก สรุปงานนี้นายกผิดครับ
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- Verified User
- โพสต์: 187
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 39
ผมว่าคุณโป้งจะมาแก้ต่างหรือไม่แก้ต่างให้ก็ไม่ต่างกันครับ เพราะกรรมมันได้เกิดขึ้นไปแล้ว และผมก็ไม่ได้มองว่าคุณสนธิจะใส่ไฟอะไรเลย เพราะการกระทำอะไรก็แล้วแต่มันจะเกิดได้มันต้องผ่านหัวสมองของผู้กระทำนั้นก่อนครับ เขาจะเป็นผู้ตัดสินได้เองว่าควร หรือไม่ควรทำโป้ง เขียน: ทำไมถึงแยกประเด็นวิเคราะห์กันไม่ได้ กล่าวหาเขาว่ากักตุนน้ำมันจนกำไรโตเป็นเท่าตัว น้ำมันไม่ใช่ก๊าซ อย่าเอามามั่วคนล่ะประเด็น
ปตท. ไม่ได้มีรายได้ เป็นเท่าตัวจากการกักตุนน้ำมันครับ
คุณ MIRACLE มั่วมากเลย ลองไปดูงบการเงิน ของ PTT ได้ ว่ากำไรมากที่สุดมาจากอะไร
ส่วนประเด็น รัฐวิสาหกิจ เข้าตลาดหุ้น-PTT จำหน่ายก๊าซ มันอีกประเด็น คุณจะมั่วไปร่วมกัน แล้วไปโคกสับเขาไม่ยุติธรรม
------------------------------------------------------------------
ผมล่ะงงคุณ โป้ง มากเลย
ผมเข้าใจว่าที่คุณโป้งตัดแปะข้อความของคุณ miracle นี่ เป็นก๊าซนี่ครับไม่ใช่น้ำมัน
แล้วคุณโป้งไปเข้าใจตรงไหนว่า ที่คุณ miracle พูดเป็นน้ำมัน
ก็ที่ PTT มันกำไรมากมายนี่มันมาจากการขายก๊าซให้ EGAT ซึ่งคุณ miracle เขาก็บอกไว้ถูกอยู่แล้วนี่ครับ แล้วคุณโป้งไปเข้าใจอะไรตรงไหน
...........................................................................................
ผมถึงบอกไง ถ้าคนจะมาใส่ไฟ ปะทุให้เป็นประเด็น จะเป็นเรื่องที่เปราะบาง
หากคุณดูรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ คุณสนธิจะบอกไว้เลย คนใกล้ชิดท่านคือนายวิษณุ เป็นคนดำเนินการ แต่พอมีเรื่องกับนายกเท่านั้น พูดใส่เลย ท่านนายกบังอาจทำการมิบังควร ไปประหาร7ชั่วโครต ทำตัวหลบหลู่เบื้องสูง ใส่ฟืนสุมไฟเบล็ดเสร็จ ยัดข้อหากบฎให้เบล็ดเสร็จ
กลายเป็นว่าผมมาแก้ต่างให้นายกอีก จุดประสงค์ที่ผมเขียน เพื่อให้ดูคนที่นำเรื่องนี้มาสร้างให้เป็นประเด็นต่างหาก สรุปงานนี้นายกผิดครับ
ยกตัวอย่างเช่น มีเพื่อนเอาปืนมาฝากไว้กับนาย ก. แต่นาย ก. แค้นอยู่กับนาย ข. เลยเอาปืนนี้ไปฆ่านาย ข.ตาย ถามว่า เพื่อนที่เอาปืนมาฝากไว้ให้นั้นผิดที่ไม่น่าเอาปืนมาฝากไว้กับนาย ก.เลย หรือ นาย ก.ผิดที่แค้นเลยฆ่าคน ผมถึงว่ากรรมจะตกอยู่กับผู้ที่กระทำนั้นครับ เพราะคนที่ตัดสินใจกระทำกรรมนั้นต่างหากย่อมจะต้องคิดและตรึกตรองในการกระทำของตัวครับ
สำหรับกรณีที่อหังการ์ขนาดนี้ ผมว่าความคิดคุณสนธิที่ว่าประหาร 7 ชั่วโคตรมันยังน้อยไปซะด้วยครับเพราะถ้าเป็นผม ผมคงไม่แค่ประหารให้สบายหรอกครับมันยังไม่สาสมกับความผิดนี้

I got the newlife HooYa!!!
-
- Verified User
- โพสต์: 140
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 40
ขออนุญาตร่วมวงด้วยคนแล้วกันครับ
คนธรรมดาทั่วไปไม่ได้จบจากจปร.ตามที่นายกชอบพูดเสมอๆยังรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร
และเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องคือสมเด็จพระสังฆราชฯถ้าจะบอกว่าเพราะพระองค์ท่านไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ พระองค์ท่านพยายามแสดงให้เห็นว่าท่านชราภาพแต่ไม่ใช่ไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ไม่ได้
ผมขอฝากขอคิดเห็นของผมให้กับwebmasterไว้ด้วยแล้วกันทีเดียวแล้วกันนะครับว่า ถ้าไม่ลำบากเกินไปผมว่าไม่ต้องแยกเรื่องการเมืองออกจากห้องstock investingหรอกนะครับ
เราแยกเรื่องการเมืองกับการลงทุนออกจากกันได้เด็ดขาดหรือครับ
ผมเข้าใจว่ามีห้องต่างหากไว้แล้วแต่มันก็เปรียบเหมือนเอาเรื่องการเมืองไปซุกไว้หน้าในๆเหมือนหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่แล้ว เพราะห้องstock investingเป็นจุดขายหลักของwebนี้คนอ่านเยอะสุดและคนที่postเรื่องการเมืองในwebนี้ไม่ค่อยมีหรอกครับ คนอ่านกันเยอะๆวิพากษ์กันเยอะๆไม่ดีหรือครับ
เราจะมีความสุขหรือถ้ามีเงินทอง(หุ้น)มากมายในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติสุข...
นายกฯผิดแล้วยังไงหรือครับ.......(เงียบหรือ)กลายเป็นว่าผมมาแก้ต่างให้นายกอีก จุดประสงค์ที่ผมเขียน เพื่อให้ดูคนที่นำเรื่องนี้มาสร้างให้เป็นประเด็นต่างหาก สรุปงานนี้นายกผิดครับ
คนธรรมดาทั่วไปไม่ได้จบจากจปร.ตามที่นายกชอบพูดเสมอๆยังรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร
และเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องคือสมเด็จพระสังฆราชฯถ้าจะบอกว่าเพราะพระองค์ท่านไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ พระองค์ท่านพยายามแสดงให้เห็นว่าท่านชราภาพแต่ไม่ใช่ไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ไม่ได้
ผมขอฝากขอคิดเห็นของผมให้กับwebmasterไว้ด้วยแล้วกันทีเดียวแล้วกันนะครับว่า ถ้าไม่ลำบากเกินไปผมว่าไม่ต้องแยกเรื่องการเมืองออกจากห้องstock investingหรอกนะครับ
เราแยกเรื่องการเมืองกับการลงทุนออกจากกันได้เด็ดขาดหรือครับ
ผมเข้าใจว่ามีห้องต่างหากไว้แล้วแต่มันก็เปรียบเหมือนเอาเรื่องการเมืองไปซุกไว้หน้าในๆเหมือนหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่แล้ว เพราะห้องstock investingเป็นจุดขายหลักของwebนี้คนอ่านเยอะสุดและคนที่postเรื่องการเมืองในwebนี้ไม่ค่อยมีหรอกครับ คนอ่านกันเยอะๆวิพากษ์กันเยอะๆไม่ดีหรือครับ
เราจะมีความสุขหรือถ้ามีเงินทอง(หุ้น)มากมายในสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติสุข...
คนบางแค... แคร์บางคน...
-
- Verified User
- โพสต์: 187
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 41
เอามาให้ดูกันอีกครั้งครับ
กับสิ่งที่ผมจะไม่มีวันลืมได้เลย จะเก็บเอาไว้ให้ลูกให้หลานได้ดูและจะได้สอนเขาเหล่านั้นถึงเรื่องที่คนเราจะมีความผิดใดที่ยิ่งใหญ่กว่าการฆ่าคนตายได้อีก




I got the newlife HooYa!!!
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 42
ใจเหี้ยมดีครับ ประหาร 7 ชั่วโคตร อาจมีตายกันหลายร้อยคนสำหรับกรณีที่อหังการ์ขนาดนี้ ผมว่าความคิดคุณสนธิที่ว่าประหาร 7 ชั่วโคตรมันยังน้อยไปซะด้วยครับเพราะถ้าเป็นผม ผมคงไม่แค่ประหารให้สบายหรอกครับมันยังไม่สาสมกับความผิดนี้
ไม่คิดว่า สมัยนี้ยังคิดที่จะลงโทษด้วยวิธีการแบบนี้อีก โดยเอาผู้ที่ไม่ได้กระทำผิด ร่วมวงด้วย
เอาเป็นว่า นายก ไม่ใช่ญาติอะไรผม ใครเกลียด ใครแค้นไม่ได้เกี่ยวกับผมอยู่แล้ว
ยิ่งพูดมากยิ่งมากความ ยิ่งไร้สาระ หยุดพูดดีกว่า :roll:
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- Verified User
- โพสต์: 123
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 43
ผมว่าตอนนี้คนดีดีที่เคยสนับสนุนนายกทักษิณ เหลือน้อยเต็มทีแล้ว ขนาดคุณจำลองยังไม่เอาด้วยแล้ว หลายคนที่ออกมาตำหนิล้วนแต่เคยสนับสนุนนายกทั้งนั้น ศาสตรจารย์ระพี สาคริกท่านเป็นราษฏรอาวุโสที่คนส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ เด็กรุ่นหลังๆอาจไม่ค่อยรู้จัก ท่านทำงานเพื่อสังคมมาตลอด ไม่ค่อยได้เห็นยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ตอนนี้ท่านอายุแปดสิบกว่าแล้วมั๊ง ยังทนไม่ได้เลย
-
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 44
ขอขัดจังหวะหน่อยครับ
เรื่องการเมืองเป็นเรื่องไม่ค่อยสนุกสำหรับผู้ดูแลเว็บทุกแห่งนะครับ
เว้นแต่จะมี Back up ที่มั่นใจได้หน่อย ซึ่งเว็บนี้ไม่มี Back up แบบนั้น
Moderator บางท่านอาจจะถึงกับลบกระทู้บางกระทู้ ถ้าเริ่มจะล่อแหลม
โปรดเข้าใจครับ
เรื่องการเมืองเป็นเรื่องไม่ค่อยสนุกสำหรับผู้ดูแลเว็บทุกแห่งนะครับ
เว้นแต่จะมี Back up ที่มั่นใจได้หน่อย ซึ่งเว็บนี้ไม่มี Back up แบบนั้น
Moderator บางท่านอาจจะถึงกับลบกระทู้บางกระทู้ ถ้าเริ่มจะล่อแหลม
โปรดเข้าใจครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 187
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 46
[quote="โป้ง"][quote]สำหรับกรณีที่อหังการ์ขนาดนี้ ผมว่าความคิดคุณสนธิที่ว่าประหาร 7 ชั่วโคตรมันยังน้อยไปซะด้วยครับเพราะถ้าเป็นผม ผมคงไม่แค่ประหารให้สบายหรอกครับมันยังไม่สาสมกับความผิดนี้
I got the newlife HooYa!!!
- มดง่าม
- Verified User
- โพสต์: 584
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 49
8) เหนื่อยจริงๆ
เห็นด้วยกับคุณคัดท้าย mr.hed
อ้ะ ช่วงนี้แถวๆบ้านผมกำลังจัดแถวหัวคะแนน ส.ว.ครับ พรรคใหญ่ด้วย งง ส.ว.สังกัดพรรคแล้วหรือ ต่างจากครั้งแรกมาก
:lol: แตกประเด็นเลยเรา


:lol: แตกประเด็นเลยเรา
เหงาให้ตาย ถ้าไม่ใช่เธอ(หุ้นดี) ไม่เอา
ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ
ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1435
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 50
jaychou เขียน:ขอขัดจังหวะหน่อยครับ
เรื่องการเมืองเป็นเรื่องไม่ค่อยสนุกสำหรับผู้ดูแลเว็บทุกแห่งนะครับ
เว้นแต่จะมี Back up ที่มั่นใจได้หน่อย ซึ่งเว็บนี้ไม่มี Back up แบบนั้น
Moderator บางท่านอาจจะถึงกับลบกระทู้บางกระทู้ ถ้าเริ่มจะล่อแหลม
โปรดเข้าใจครับ
ร่วมมือกันโพสอย่างระวังกันดีกว่านะครับ เพื่อส่วนรวม และ ทีมงานทุกท่านนะครับ
ขอบคุณครับ
กฎข้อที่1 อย่ายอมขาดทุน กฎข้อที่2 กลับไปดูกฎข้อที่ 1
-
- Verified User
- โพสต์: 4596
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 51
เห็นด้วยที่สุดครับคัดท้าย เขียน:ผมไม่ได้สนใจว่านายก กับคุณสนธิ จะโกรธจะแค้นกันอย่างไร ... ถามจริงๆว่ามีใครรู้จริงหรือ เดากันไปมั่วซั่ว
ฝ่ายนึงบอกว่า "ไอ้คนที่มีเรื่องกับผม พวกเสียผลประโยชน์ทั้งนั้น" <-- นี่ Discredit ชาวบ้านทุกทีหรือเปล่า ..??
ฝ่ายนึงก็ด่าอีกฝ่ายเอาทุกวันๆ ผมก็ไม่รู้ว่าสะอาดแค่ไหน ??
แต่สำหรับผม ผมใช้ภาษิตโบราณข้อนึง ... คือ "อย่าใส่ใจว่าใครพูด แต่จงใส่ใจว่าเค้าพูดว่าอะไร" อันนี้สำคัญนะผมว่า
ผมเห็นด้วยว่านายกทำงานก็มีส่วนดี แต่ผมเกลียดท่านนายกทักษิณขึ้นเรื่อยๆ และผมเห็นด้วยกับคุณสนธิพูดเรื่องนึง คือ "ไม่มีนายกยุคไหน ทำลายสังคมระดับรากหญ้า เท่านายกชุดนี้ อีกแล้ว"
ผมเห็นด้วย 1000%
ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้
1. ทำลายการศึกษา
2. ทำลายค่านิยมการออมเงิน
3. ส่งเสริมให้คนไทยมีนิสัยขอทาน นอนอ้าปากรอ ..
4. ส่งเสริมค่านิยมบูชาเงิน โดยไม่สนใจศีลธรรม
เรื่องอื่นผมไม่ทราบ แต่แค่นี้ผมรับไม่ได้จริงๆครับ รู้สึกมานานแล้ว ไม่ได้เพราะฟังจากคุณสนธิ
-
- Verified User
- โพสต์: 4596
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 52
http://www.matichon.co.th/prachachart/p ... 2005/10/20
สอน "คนไทย" ให้จับปลา...
คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย สมปรารถนา คล้ายวิเชียร
หากติดตามข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คงได้รับทราบความพยายามครั้งสำคัญของรัฐบาลที่จะ "ปลดหนี้" หรือช่วยเหลือผู้กู้รายย่อยที่กู้ผ่านสถาบันการเงินในระบบ
ในมุมมองของนักวิชาการ ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มที่คอยจ้องจะวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นอย่างไรนั้นดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร เนื่องเพราะยังมองเห็นประโยชน์จากเครื่องมือนโยบายดังกล่าวเต็มสองตาและดูดีไปทุกแง่มุม
หลังจากปลุกปั้นหั่นหนี้เน่าในภาคเอกชนโดยใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปแก้ปัญหาจนหลายๆบริษัท หลายๆ ธุรกิจกลับฟื้นขึ้นมากอบโกยกำไรได้เหมือนเก่า (หรือบางรายโกยได้มากกว่ายุคก่อนวิกฤตเสียด้วยซ้ำ)
ขณะเดียวกันก็ "พักหนี้" ให้เกษตรกรโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.เป็นเจ้าภาพ พร้อมกับการกระจายเม็ดเงินในรูปแบบต่างๆ ทั้งเงินปัจจุบันและเงินอนาคตลงไปสู่ระดับรากหญ้า ชุมชน ทั่วทุกหัวระแหงแล้ว
วันนี้ในความคิดของรัฐบาลก็น่าจะถึงคิวของ "มนุษย์เงินเดือน" บ้าง
เรื่องนี้ไม่ง่ายและต้องใช้เวลาหว่านล้อมพอสมควรก่อนที่ธนาคาร สถาบันการเงิน ซึ่งเขามีระบบกลั่นกรองตรวจตราและติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพดีอยู่แล้วเขาจะยอมตกปากรับคำเข้าร่วมโครงการนี้
แน่นอนว่าลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าข่าย วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท ไม่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือบัตรเครดิต ฯลฯ ย่อมต้องตีปีก
แซ่ซ้องร้องไชโยที่อยู่ดีๆ ก็สามารถเลือกที่จะเข้าโครงการปลดหนี้ลดเงินต้นเดิมลงไปได้
ตั้ง 50%
แต่ก็แน่นอนเช่นกันว่า ธนาคารพาณิชย์ที่แม้จะรวมตัวกันอย่างมั่นคง แน่นหนา ดูเหมือนมีพลังในการต่อรองจะส่งเสียงอ่อยๆ ออกมา สนับสนุนแนวคิดโครงการดังกล่าว
สรุปว่าเรียบร้อยโรงเรียนรัฐบาลทักษิณทั้งที่มีกระแสคัดค้าน ตั้งข้อสงสัยมากมาย
เช่น คนที่ไม่ได้อยู่ในข่ายเข้าโครงการดังกล่าว หรือเพิ่งเจรจาหนี้กับแบงก์จบไปก่อนหน้านี้แล้วโดยไม่ได้ตัดลดหนี้ในส่วนเงินต้นมากถึง 50% เหมือนกับพวกลูกหนี้ที่กำลังตีปีกอยู่ในขณะนี้จะคิดอย่างไร
ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารเจ้าของเงินกู้ที่เคยฝันหวาน วาดตัวเลขเอาไว้ว่ากลุ่มลูกหนี้เหล่านี้จะเป็นแหล่งรายได้ในการรับดอกเบี้ยอย่างเป็น กอบเป็นกำ วันนี้ฝันสลายไปเรียบร้อยแล้ว
ยังไม่รวมถึงวิธีคิดหรือทัศนคติของ "ลูกหนี้" หรือผู้กู้ในระดับรายย่อยที่จะเปลี่ยนแปลงไป อาจจะมีความกล้าหาญในการสร้างหนี้มากขึ้นเพราะถึงวันหนึ่งหรือวันข้างหน้าหากรัฐบาลอยากได้คะแนนนิยมก็อาจมีโครงการปลด-ลดหนี้แบบนี้ออกมาอีก
หรืออีกรูปแบบหนึ่ง ความคิดที่จะเร่งชำระหนี้ เคลียร์หนี้โดยเร็วก็อาจต้องปรับวิธีคิดกันใหม่
ประเด็นที่นักวิชาการทั้งหลายกำลังเป็นห่วงจากกรณีตัวอย่างดังกล่าวก็คือ ต่อไปตั้งแต่เกษตรกรระดับรากหญ้า พ่อค้าแม่ขายในชุมชนไปจนมนุษย์เงินเดือน หรือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ จะหันมาจับตามองและ "รอ" โอกาสดีๆ ที่รัฐบาลอาจกลับมาปลดหนี้ให้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
นี่ถือเป็นจุดที่น่ากลัวเพราะวินัยการเงิน การจับจ่ายในระดับล่างจะไม่มีอีกต่อไป
คนไทยในยุคหน้าอาจเป็นเหมือนลูกบ้านหรือแมวที่นั่งรอแต่ว่าเมื่อไรเจ้าของจะไปหาปลามาป้อนให้
ความคิดความพยายามที่จะหาหนทางต่อสู้เพื่อออกไปจับปลามากินเอง ด้วยตัวเองก็จะหมดไป
วิธีคิดแบบเดียวกันนี้ยังสะท้อนการ "จ่ายไม่อั้น" ผ่านระบบประกันสังคม ซื้อใจผู้ประกันตนแบบสุดๆ กันไปข้างหนึ่ง
แบบนี้คนไทยในวันข้างหน้าไม่กลายสภาพเป็นเด็กน้อย แต่แคระแกร็น ไม่ยอมโต และไม่สามารถพึ่งตัวเองได้
เพราะตั้งแต่เกิดรัฐก็จ่าย...ให้...อุดหนุน อยากเรียนมีทุนให้เรียนฟรี, มีเทคโนโลยีการสอนสุดเลิศเพราะโครงการคอมพิว
เตอร์เอื้ออาทรจะกระจายของฟรีลงไปยังพื้นที่ต่างๆ
เมื่อเรียนจบออกมาแล้วรัฐบาลก็สนับสนุนเงินให้ไปลงทุนเป็น SMEs หากทำไม่ดีเจ๊งกลับมาแปลงทรัพย์สินเป็นทุนได้ หรือจะกลับไปทำใหม่ด้วยการหาทางเข้าโครงการ "ปลดหนี้" ฯลฯ
คนไทยจึงไม่ต้องห่วงอะไรสักอย่าง น้ำมันแพงรัฐอาจหาช่องทางนำเงินมาอุ้มต่อไป, ไม่มีที่อยู่อาศัยก็รอเขาสร้างบ้านเอื้ออาทร ฯลฯ
หรืออีกนับหนึ่ง คนไทยจะอย่างไรก็มีปลากิน เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่ต่อไปคนไทยจะจับปลากินเองไม่เป็น
แบบนี้ไม่ต้องไปพูดถึง "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" จับปลาแข่งกับชาวบ้านเขาหรอก ในเมื่อคนอื่นเขาต้องต่อสู้เผชิญความจริง แต่คนไทยกลับรู้สึกว่าโชคดีมีคนช่วยจับปลาให้ตลอด
แต่ไม่ได้สอน "วิธีจับปลา" ที่จะเป็นวิชา เป็นองค์ความรู้สำหรับออกไปต่อสู้โลกในอนาคตเลย
นี่คืออนาคตอันน่าเป็นห่วงของแมวอ้วนชอบกินปลา...แต่ยังคงจับปลาด้วยตัวเองไม่เป็น !!!
สอน "คนไทย" ให้จับปลา...
คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย สมปรารถนา คล้ายวิเชียร
หากติดตามข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คงได้รับทราบความพยายามครั้งสำคัญของรัฐบาลที่จะ "ปลดหนี้" หรือช่วยเหลือผู้กู้รายย่อยที่กู้ผ่านสถาบันการเงินในระบบ
ในมุมมองของนักวิชาการ ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มที่คอยจ้องจะวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นอย่างไรนั้นดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร เนื่องเพราะยังมองเห็นประโยชน์จากเครื่องมือนโยบายดังกล่าวเต็มสองตาและดูดีไปทุกแง่มุม
หลังจากปลุกปั้นหั่นหนี้เน่าในภาคเอกชนโดยใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปแก้ปัญหาจนหลายๆบริษัท หลายๆ ธุรกิจกลับฟื้นขึ้นมากอบโกยกำไรได้เหมือนเก่า (หรือบางรายโกยได้มากกว่ายุคก่อนวิกฤตเสียด้วยซ้ำ)
ขณะเดียวกันก็ "พักหนี้" ให้เกษตรกรโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.เป็นเจ้าภาพ พร้อมกับการกระจายเม็ดเงินในรูปแบบต่างๆ ทั้งเงินปัจจุบันและเงินอนาคตลงไปสู่ระดับรากหญ้า ชุมชน ทั่วทุกหัวระแหงแล้ว
วันนี้ในความคิดของรัฐบาลก็น่าจะถึงคิวของ "มนุษย์เงินเดือน" บ้าง
เรื่องนี้ไม่ง่ายและต้องใช้เวลาหว่านล้อมพอสมควรก่อนที่ธนาคาร สถาบันการเงิน ซึ่งเขามีระบบกลั่นกรองตรวจตราและติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพดีอยู่แล้วเขาจะยอมตกปากรับคำเข้าร่วมโครงการนี้
แน่นอนว่าลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าข่าย วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท ไม่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือบัตรเครดิต ฯลฯ ย่อมต้องตีปีก
แซ่ซ้องร้องไชโยที่อยู่ดีๆ ก็สามารถเลือกที่จะเข้าโครงการปลดหนี้ลดเงินต้นเดิมลงไปได้
ตั้ง 50%
แต่ก็แน่นอนเช่นกันว่า ธนาคารพาณิชย์ที่แม้จะรวมตัวกันอย่างมั่นคง แน่นหนา ดูเหมือนมีพลังในการต่อรองจะส่งเสียงอ่อยๆ ออกมา สนับสนุนแนวคิดโครงการดังกล่าว
สรุปว่าเรียบร้อยโรงเรียนรัฐบาลทักษิณทั้งที่มีกระแสคัดค้าน ตั้งข้อสงสัยมากมาย
เช่น คนที่ไม่ได้อยู่ในข่ายเข้าโครงการดังกล่าว หรือเพิ่งเจรจาหนี้กับแบงก์จบไปก่อนหน้านี้แล้วโดยไม่ได้ตัดลดหนี้ในส่วนเงินต้นมากถึง 50% เหมือนกับพวกลูกหนี้ที่กำลังตีปีกอยู่ในขณะนี้จะคิดอย่างไร
ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารเจ้าของเงินกู้ที่เคยฝันหวาน วาดตัวเลขเอาไว้ว่ากลุ่มลูกหนี้เหล่านี้จะเป็นแหล่งรายได้ในการรับดอกเบี้ยอย่างเป็น กอบเป็นกำ วันนี้ฝันสลายไปเรียบร้อยแล้ว
ยังไม่รวมถึงวิธีคิดหรือทัศนคติของ "ลูกหนี้" หรือผู้กู้ในระดับรายย่อยที่จะเปลี่ยนแปลงไป อาจจะมีความกล้าหาญในการสร้างหนี้มากขึ้นเพราะถึงวันหนึ่งหรือวันข้างหน้าหากรัฐบาลอยากได้คะแนนนิยมก็อาจมีโครงการปลด-ลดหนี้แบบนี้ออกมาอีก
หรืออีกรูปแบบหนึ่ง ความคิดที่จะเร่งชำระหนี้ เคลียร์หนี้โดยเร็วก็อาจต้องปรับวิธีคิดกันใหม่
ประเด็นที่นักวิชาการทั้งหลายกำลังเป็นห่วงจากกรณีตัวอย่างดังกล่าวก็คือ ต่อไปตั้งแต่เกษตรกรระดับรากหญ้า พ่อค้าแม่ขายในชุมชนไปจนมนุษย์เงินเดือน หรือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ จะหันมาจับตามองและ "รอ" โอกาสดีๆ ที่รัฐบาลอาจกลับมาปลดหนี้ให้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
นี่ถือเป็นจุดที่น่ากลัวเพราะวินัยการเงิน การจับจ่ายในระดับล่างจะไม่มีอีกต่อไป
คนไทยในยุคหน้าอาจเป็นเหมือนลูกบ้านหรือแมวที่นั่งรอแต่ว่าเมื่อไรเจ้าของจะไปหาปลามาป้อนให้
ความคิดความพยายามที่จะหาหนทางต่อสู้เพื่อออกไปจับปลามากินเอง ด้วยตัวเองก็จะหมดไป
วิธีคิดแบบเดียวกันนี้ยังสะท้อนการ "จ่ายไม่อั้น" ผ่านระบบประกันสังคม ซื้อใจผู้ประกันตนแบบสุดๆ กันไปข้างหนึ่ง
แบบนี้คนไทยในวันข้างหน้าไม่กลายสภาพเป็นเด็กน้อย แต่แคระแกร็น ไม่ยอมโต และไม่สามารถพึ่งตัวเองได้
เพราะตั้งแต่เกิดรัฐก็จ่าย...ให้...อุดหนุน อยากเรียนมีทุนให้เรียนฟรี, มีเทคโนโลยีการสอนสุดเลิศเพราะโครงการคอมพิว
เตอร์เอื้ออาทรจะกระจายของฟรีลงไปยังพื้นที่ต่างๆ
เมื่อเรียนจบออกมาแล้วรัฐบาลก็สนับสนุนเงินให้ไปลงทุนเป็น SMEs หากทำไม่ดีเจ๊งกลับมาแปลงทรัพย์สินเป็นทุนได้ หรือจะกลับไปทำใหม่ด้วยการหาทางเข้าโครงการ "ปลดหนี้" ฯลฯ
คนไทยจึงไม่ต้องห่วงอะไรสักอย่าง น้ำมันแพงรัฐอาจหาช่องทางนำเงินมาอุ้มต่อไป, ไม่มีที่อยู่อาศัยก็รอเขาสร้างบ้านเอื้ออาทร ฯลฯ
หรืออีกนับหนึ่ง คนไทยจะอย่างไรก็มีปลากิน เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่ต่อไปคนไทยจะจับปลากินเองไม่เป็น
แบบนี้ไม่ต้องไปพูดถึง "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" จับปลาแข่งกับชาวบ้านเขาหรอก ในเมื่อคนอื่นเขาต้องต่อสู้เผชิญความจริง แต่คนไทยกลับรู้สึกว่าโชคดีมีคนช่วยจับปลาให้ตลอด
แต่ไม่ได้สอน "วิธีจับปลา" ที่จะเป็นวิชา เป็นองค์ความรู้สำหรับออกไปต่อสู้โลกในอนาคตเลย
นี่คืออนาคตอันน่าเป็นห่วงของแมวอ้วนชอบกินปลา...แต่ยังคงจับปลาด้วยตัวเองไม่เป็น !!!
-
- Verified User
- โพสต์: 18134
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 53
ประเด็นของคุณโป้งบอกว่า
PTTกำไรจากก๊าซมากที่สุด
แล้วมันขายให้แก่ใครบ้างที่เป็นลูกค้าบ้างอ่ะ
แล้วเจ้าท่อที่มาจากพม่านั้นของใครหรือ?
แล้วที่บ่อต่างๆๆในอ่าวไทยของใครหรือ?
ตอบมาล่ะกัน
ค่อยๆๆคิดค่อยๆๆตอบ
แล้วเรื่องการกักตุนน้ำมัน เอ๋เมืองไทยมีใครที่มีโรงกลั่นน้ำมันบ้าง แล้วมีใครใช้น้ำมันที่ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป
นั้นคือโรงงาน แล้วโรงงานประเภทไหนที่ใช้น้ำมัน แล้วโรงงานมันใช้น้ำมันอะไรล่ะ
คิดดีๆๆล่ะกัน
ลองอ่านตามLinkพวกนี้ดูล่ะกัน
http://www.npdc.mi.th/Rf/Fangoil.htm
http://www1.mod.go.th/opsd/dedweb/north_develop.html
ไม่ต่อความยาวกันแล้ว
ตอบใจตัวเองล่ะกัน กับคำถามที่เราได้ถามไปอ่ะ
เอ๋ตอนนี้เห็นPTTEPกำไร Q3 25 กว่าบาท
ไม่ทราบว่ากำไรจากอะไรล่ะ
PTTกำไรจากก๊าซมากที่สุด
แล้วมันขายให้แก่ใครบ้างที่เป็นลูกค้าบ้างอ่ะ
แล้วเจ้าท่อที่มาจากพม่านั้นของใครหรือ?
แล้วที่บ่อต่างๆๆในอ่าวไทยของใครหรือ?
ตอบมาล่ะกัน
ค่อยๆๆคิดค่อยๆๆตอบ
แล้วเรื่องการกักตุนน้ำมัน เอ๋เมืองไทยมีใครที่มีโรงกลั่นน้ำมันบ้าง แล้วมีใครใช้น้ำมันที่ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป
นั้นคือโรงงาน แล้วโรงงานประเภทไหนที่ใช้น้ำมัน แล้วโรงงานมันใช้น้ำมันอะไรล่ะ
คิดดีๆๆล่ะกัน
ลองอ่านตามLinkพวกนี้ดูล่ะกัน
http://www.npdc.mi.th/Rf/Fangoil.htm
http://www1.mod.go.th/opsd/dedweb/north_develop.html
ไม่ต่อความยาวกันแล้ว
ตอบใจตัวเองล่ะกัน กับคำถามที่เราได้ถามไปอ่ะ
เอ๋ตอนนี้เห็นPTTEPกำไร Q3 25 กว่าบาท
ไม่ทราบว่ากำไรจากอะไรล่ะ


-
- Verified User
- โพสต์: 18134
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 54
ประวัติของPTT
ไปหาอ่านได้จาก ชีวประวัติของท่าน พลเอก เปรม
ในห้องสมุดมารวยมี
ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้เขียนถึงPTTและโรงกลั่นบางจากด้วย ไปหาอ่านเอาได้ว่า มันเกิดมาจากไหน
ที่มาก็มาจากทหารและ...ที่มีบริษัทในแถบทะเลคาริบเบียน ซึ่งประเทศเหล่านั้นหาชื่อเจ้าของไม่ได้หรอก
ไปหาอ่านได้จาก ชีวประวัติของท่าน พลเอก เปรม
ในห้องสมุดมารวยมี
ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้เขียนถึงPTTและโรงกลั่นบางจากด้วย ไปหาอ่านเอาได้ว่า มันเกิดมาจากไหน
ที่มาก็มาจากทหารและ...ที่มีบริษัทในแถบทะเลคาริบเบียน ซึ่งประเทศเหล่านั้นหาชื่อเจ้าของไม่ได้หรอก

-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 55
กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่มีเงินที่จะฉีดเข้าไปนี้ล่ะครับ เมื่อไหร่เงินที่ทุ่มลงไปหมด สายป่านขาด ก็คงวิกฤติหนักอีกรอบครับCopyWriter เขียน:http://www.matichon.co.th/prachachart/p ... 2005/10/20
สอน "คนไทย" ให้จับปลา...
คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย สมปรารถนา คล้ายวิเชียร
หากติดตามข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง คงได้รับทราบความพยายามครั้งสำคัญของรัฐบาลที่จะ "ปลดหนี้" หรือช่วยเหลือผู้กู้รายย่อยที่กู้ผ่านสถาบันการเงินในระบบ
ในมุมมองของนักวิชาการ ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มที่คอยจ้องจะวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นอย่างไรนั้นดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร เนื่องเพราะยังมองเห็นประโยชน์จากเครื่องมือนโยบายดังกล่าวเต็มสองตาและดูดีไปทุกแง่มุม
หลังจากปลุกปั้นหั่นหนี้เน่าในภาคเอกชนโดยใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปแก้ปัญหาจนหลายๆบริษัท หลายๆ ธุรกิจกลับฟื้นขึ้นมากอบโกยกำไรได้เหมือนเก่า (หรือบางรายโกยได้มากกว่ายุคก่อนวิกฤตเสียด้วยซ้ำ)
ขณะเดียวกันก็ "พักหนี้" ให้เกษตรกรโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.เป็นเจ้าภาพ พร้อมกับการกระจายเม็ดเงินในรูปแบบต่างๆ ทั้งเงินปัจจุบันและเงินอนาคตลงไปสู่ระดับรากหญ้า ชุมชน ทั่วทุกหัวระแหงแล้ว
วันนี้ในความคิดของรัฐบาลก็น่าจะถึงคิวของ "มนุษย์เงินเดือน" บ้าง
เรื่องนี้ไม่ง่ายและต้องใช้เวลาหว่านล้อมพอสมควรก่อนที่ธนาคาร สถาบันการเงิน ซึ่งเขามีระบบกลั่นกรองตรวจตราและติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพดีอยู่แล้วเขาจะยอมตกปากรับคำเข้าร่วมโครงการนี้
แน่นอนว่าลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าข่าย วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท ไม่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือบัตรเครดิต ฯลฯ ย่อมต้องตีปีก
แซ่ซ้องร้องไชโยที่อยู่ดีๆ ก็สามารถเลือกที่จะเข้าโครงการปลดหนี้ลดเงินต้นเดิมลงไปได้
ตั้ง 50%
แต่ก็แน่นอนเช่นกันว่า ธนาคารพาณิชย์ที่แม้จะรวมตัวกันอย่างมั่นคง แน่นหนา ดูเหมือนมีพลังในการต่อรองจะส่งเสียงอ่อยๆ ออกมา สนับสนุนแนวคิดโครงการดังกล่าว
สรุปว่าเรียบร้อยโรงเรียนรัฐบาลทักษิณทั้งที่มีกระแสคัดค้าน ตั้งข้อสงสัยมากมาย
เช่น คนที่ไม่ได้อยู่ในข่ายเข้าโครงการดังกล่าว หรือเพิ่งเจรจาหนี้กับแบงก์จบไปก่อนหน้านี้แล้วโดยไม่ได้ตัดลดหนี้ในส่วนเงินต้นมากถึง 50% เหมือนกับพวกลูกหนี้ที่กำลังตีปีกอยู่ในขณะนี้จะคิดอย่างไร
ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารเจ้าของเงินกู้ที่เคยฝันหวาน วาดตัวเลขเอาไว้ว่ากลุ่มลูกหนี้เหล่านี้จะเป็นแหล่งรายได้ในการรับดอกเบี้ยอย่างเป็น กอบเป็นกำ วันนี้ฝันสลายไปเรียบร้อยแล้ว
ยังไม่รวมถึงวิธีคิดหรือทัศนคติของ "ลูกหนี้" หรือผู้กู้ในระดับรายย่อยที่จะเปลี่ยนแปลงไป อาจจะมีความกล้าหาญในการสร้างหนี้มากขึ้นเพราะถึงวันหนึ่งหรือวันข้างหน้าหากรัฐบาลอยากได้คะแนนนิยมก็อาจมีโครงการปลด-ลดหนี้แบบนี้ออกมาอีก
หรืออีกรูปแบบหนึ่ง ความคิดที่จะเร่งชำระหนี้ เคลียร์หนี้โดยเร็วก็อาจต้องปรับวิธีคิดกันใหม่
ประเด็นที่นักวิชาการทั้งหลายกำลังเป็นห่วงจากกรณีตัวอย่างดังกล่าวก็คือ ต่อไปตั้งแต่เกษตรกรระดับรากหญ้า พ่อค้าแม่ขายในชุมชนไปจนมนุษย์เงินเดือน หรือนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ จะหันมาจับตามองและ "รอ" โอกาสดีๆ ที่รัฐบาลอาจกลับมาปลดหนี้ให้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
นี่ถือเป็นจุดที่น่ากลัวเพราะวินัยการเงิน การจับจ่ายในระดับล่างจะไม่มีอีกต่อไป
คนไทยในยุคหน้าอาจเป็นเหมือนลูกบ้านหรือแมวที่นั่งรอแต่ว่าเมื่อไรเจ้าของจะไปหาปลามาป้อนให้
ความคิดความพยายามที่จะหาหนทางต่อสู้เพื่อออกไปจับปลามากินเอง ด้วยตัวเองก็จะหมดไป
วิธีคิดแบบเดียวกันนี้ยังสะท้อนการ "จ่ายไม่อั้น" ผ่านระบบประกันสังคม ซื้อใจผู้ประกันตนแบบสุดๆ กันไปข้างหนึ่ง
แบบนี้คนไทยในวันข้างหน้าไม่กลายสภาพเป็นเด็กน้อย แต่แคระแกร็น ไม่ยอมโต และไม่สามารถพึ่งตัวเองได้
เพราะตั้งแต่เกิดรัฐก็จ่าย...ให้...อุดหนุน อยากเรียนมีทุนให้เรียนฟรี, มีเทคโนโลยีการสอนสุดเลิศเพราะโครงการคอมพิว
เตอร์เอื้ออาทรจะกระจายของฟรีลงไปยังพื้นที่ต่างๆ
เมื่อเรียนจบออกมาแล้วรัฐบาลก็สนับสนุนเงินให้ไปลงทุนเป็น SMEs หากทำไม่ดีเจ๊งกลับมาแปลงทรัพย์สินเป็นทุนได้ หรือจะกลับไปทำใหม่ด้วยการหาทางเข้าโครงการ "ปลดหนี้" ฯลฯ
คนไทยจึงไม่ต้องห่วงอะไรสักอย่าง น้ำมันแพงรัฐอาจหาช่องทางนำเงินมาอุ้มต่อไป, ไม่มีที่อยู่อาศัยก็รอเขาสร้างบ้านเอื้ออาทร ฯลฯ
หรืออีกนับหนึ่ง คนไทยจะอย่างไรก็มีปลากิน เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจที่ต่อไปคนไทยจะจับปลากินเองไม่เป็น
แบบนี้ไม่ต้องไปพูดถึง "ขีดความสามารถในการแข่งขัน" จับปลาแข่งกับชาวบ้านเขาหรอก ในเมื่อคนอื่นเขาต้องต่อสู้เผชิญความจริง แต่คนไทยกลับรู้สึกว่าโชคดีมีคนช่วยจับปลาให้ตลอด
แต่ไม่ได้สอน "วิธีจับปลา" ที่จะเป็นวิชา เป็นองค์ความรู้สำหรับออกไปต่อสู้โลกในอนาคตเลย
นี่คืออนาคตอันน่าเป็นห่วงของแมวอ้วนชอบกินปลา...แต่ยังคงจับปลาด้วยตัวเองไม่เป็น !!!
เรื่องการเงินนี้น่ากลัวครับ
แต่ก็คงต้องดูรายละเอียดครับว่าโครงการการลดหนี้จริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร ผมว่าคงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ผมเคยดูรายการทางช่องเก้าตอนเช้า เห็นเขาวิเคาระห์คร่าว ๆ ว่า หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤติ มีน้อยมาก เพราะ บัตรเครดิตเพิ่งมาบูมหลังจากวิกฤติ และ หนี้เสียส่วนใหญ่ ทางธนาคารได้ตัดเป็นหนี้สูญไปแล้วด้วย การที่จะขุดหนี้ขึ้นมาอีก 50% จะก่อให้เกิดอะไรขึ้น ความจริงใครมีรายละเอียดจริง ๆ ก็มา โพสเล่าสู่กันฟังก็ได้นะครับ ผมเกรงว่าการมีโครงการนี้จะเป็นเหตุการณ์ทางจิตวิทยามากกว่าครับ
เรื่องการจับปลานี้ผมเห็นด้วย ครับว่า ต้องทำให้คนทำงานให้เป็น รู้จักอดออม ใช้เงินให้เป็น เพราะ การสอนให้คนทำงานเป็นนั้นเป็นการสร้างคน คนก็สร้างชาติ และแบบค่อย เป็นค่อยไป แต่มั่นคง เพราะ เมื่อเวลาเขาล้ม สินทรัพย์ที่เขามีอยู่ก็คือฝีมือ ที่จะคอยทำให้เขายืนได้อีก
แล้ว เรื่อง IEC นี้ มีใครสรุปเรื่องราวให้หน่อยได้หรือเปล่าครับ อยากรู้

-
- Verified User
- โพสต์: 1250
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 56
ข้อ 1. เห็นด้วยครับ แต่ก็ต้องเข้าใจว่ากระทรวง ศึกษากับ ทรัพยากรณ์มนุษย์ ปัญหาเฉพาะหน้าเยอะมากๆ เด็กสมัยนี้ยิ่งวิวัฒนาการมากเท่าไหร่ยิ่งอ่อนแอผมไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ เพราะ
1. ทำลายการศึกษา ไม่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์
2. ทำลายค่านิยมการออมเงิน
3. ส่งเสริมให้คนไทยมีนิสัยขอทาน นอนอ้าปากรอ ..
4. ส่งเสริมค่านิยมบูชาเงิน โดยไม่สนใจศีลธรรม
แล้วคุณคัดท้ายต้องการให้เป็นยังไงครับ
ข้อ 2.ไม่ค่อยเห็นด้วยเลยครับ ทุกคนในบอร์ดน่าจะจำได้ว่าตอนนั้น หลังเกิดวิกฤติตอนต้นของยุครัฐบาล(กี่ปี่แล้วเนี่ย)กระตุ้นการใช้จ่ายมากขึ้นเพราะต้องการให้เศรษกิจมีการหมมุนเวียนการจับจ่าย มันจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่ทุกคนเก็บเงินกันหมด ที่ลืมเก็บจนใช้จ่ายเกินตัวน่ะเป้นเพราะคนครับ อีกอย่างดูๆแล้วแนวทางการจับจ่าย ฟุ่มเฟือย เทรนนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยอ่านในเรื่องการใช้บัตรเครดิตรให้รวยของโรเบิร์ดคิโยซากิ (ตามอเมริกาป่าวเนี่ย)
ที่คนไม่เก็บเลยมันมาจากผลข้อแรกครับ
ข้อ 3.ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ กับ หอการค้า และสมาคมส่งเสริม ผู้ประกอบการณ์ใหม่ Sme ก็มีแนวทางการส่งเสริมการปล่อยกู้ แนะนำแบบเบ็ดเสร็จนิครับ รวมทั้งยังมีการส่งเสริมผู้ประกอบการณ์ใหม่จากหอการค้าเป็นระยะ(ผมยังเคยเข้าไปเรียนมา2คอร์สเลยแต่ยอมรับว่าตัวเองไม่สามารถ เลยยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นแต่ยอมรับว่าดีมากครับ ทำให้รู้ว่าเวลาจะเริ่มต้องยังไง)ส่วนกองทุนหมู่บ้านที่หว่านลงไปผลตอบกลับมาผมว่าไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เรามี OTOP เจ๋งๆ บ้างนี่ครับ ยอมรับว่าคนจนคือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศแต่ไม่ใช่รัฐไม่ให้การสนับสนุน เพียงแต่จะมีคนบริมาณมากเท่าไหร่ที่ รับเอาไปได้
ข้อ 4.ยิ่งวิวัฒนาการมากเท่าไหร่ คนยิ่งศีลธรรมน้อยลง เชื่อเถอะครับว่าไม่ใช่เพราะ รัฐบาลหรอกครับ มันเป็น สมัย (คนกรุงยังแล้งน้ำใจกว่าคนบ้านนอก พี่คัดท้ายคิดว่าเป็นเพราะผู้ว่ารึป่าวครับ)
ปัญหาของประเทศรอบด้าน ถ้าคนในประเทศเริ่มแตกแยก กับการเขียนข้อความใดๆ จากฝ่ายไหนเกินความจริง มันยิ่งทำให้แย่ลงๆ มันจะทำให้ยิ่งเลวร้าย
โดยรวมแล้ว "ค่าของคนมันก็อยู่ที่ผลของงาน ถ้าคนซักคนจะมีค่าในสายตาคนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะต้องเหยียบหัวคนอื่นหรือการกล่าวหาต่างๆนาๆ การเอาขวานไปจามเฟอร์นิเจอร์คนอื่นไม่ทำให้เฟอร์นิเจอร์บ้านตัวเองดูดีขึ้นครับ" การใส่สีตีข่าวก็เช่นกัน
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 58
8) ผมมีบทความมาแจม
บทความชื่อ ความร่ำรวยคือความรุ่งโรจน์
เขียนโดย ไพศาล สุริยะวงศ์ไพศาล
เพื่อนส่งมาให้อ่าน
-นายกทักษิณลอกเลียนแบบเติ้งเสี่ยวผิงผู้นำรุ่นที่สอง
ของจีนที่เชิดชูความร่ำรวยเพราะคิดว่า ความร่ำรวยคือความ
สุข เติ้งเสี่ยวผิงพูดไว้เมื่อปี1978ว่า "ความร่ำรวยคือความรุ่ง
โรจน์" เช่นเดียวกับนายกทักษิณที่เน้นว่า จะทำให้คนไทย
เป็นคนรวย ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองจากสื่อมวลชนในทาง
บวกอย่างมากมาย
-หนังสือที่ขายดีในตลาดก็คือ หนังสือประเภทที่เขียนเกี่ยวกับความร่ำรวยเช่นสอนลูกให้รวยหรือสอนเมียให้รวย
หรือชื่อของรายการวิทยุของอสมท.เช่นจิบกาแฟพารวย ชี้ทางรวย
-หรือแม้แต่เพื่อนผมบางคนก็คิดว่าถ้ารวยแล้ว ความทุกข์ก็หายไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
-เป็นวิธีคิดแบบฝรั่งที่ถูกปรัขญาฝรั่งเรื่อง ความโลภ ครอบงำ ซึ่งเป็นการแสวงหาความสุขจากภายนอกด้วยอำนาจเงิน
-เมื่อพูดถึงเรื่องอำนาจ ผมขอแบ่งประเภทที่มาของอำนาจ ออกเป็น5เรื่องด้วยกันประกอบด้วย อำนาจจาก เงิน อาวุธ ตำแหน่ง สื่อสารมวลชน และประชาชน
-ทุกวันนี้ดูเหมือนอำนาจที่มาจากเงินจะมีพลังสูงสุด
เพราะสามารถซื้อ หรือ สอยอำนาจจากอาวุธ ตำแหน่ง สื่อสารมวลชน หรือ แม้แต่อำนาจจากประชาชนได้
-นี่เองอาจเป็นสาเหตุว่า ทำไมเติ้งจึงเน้นเรื่องความร่ำรวย
หรือนายกทักษิณต้องการทำให้คนไทยเป็นคนรวย
-อีกเหตุผลก็คือ ศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมของสังคมมนุษย์เสื่อมทราม คนเราจึงถูกจูงด้วยอำนาจแห่งเงินตรา ตำแหน่ง และทรัพย์สินอย่างง่ายดาย โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรี
ของวงศ์ตระกูล และเกียรติของตนเอง
-ยอมเป็นคนไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ไร้คุณธรรม พูดง่ายๆก็
คือ ยอมขายความเป็นคน สามารถทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์
คำด่า คำตำหนิ หรือเสียดสีของสังคมได้อย่างขาดความละอาย
(หน้าหนากว่าสนามบินสุวรรณภูมิ)
-หากนำมาวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ คำพูดของทั้งเติ้งและทักษิณ นั้นผิดอย่างร้ายแรง เพราะรวย หรือ ความร่ำรวยมิใช่ความสุขที่แท้จริงเช่นที่วอเรน บัฟเฟ่ท์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลกกล่าวไว้ว่า เงินซื้อความสุขไม่ได้..
-หรือแปลให้ชัดๆก็คือความรวยหรือความร่ำรวยไม่สามารถดลบันดาลให้เกิดความสุขที่แท้จริงได้
-แท้ที่จริงแล้ว เงินหรือ ความรวยนำมาซึ่งความทุกข์
ความกังวล หรือความอยากมากกว่าความสุขที่แท้จริง
เงินหรือรวย ทำให้มนุษย์เกิดความสุขได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
มิสามารถทำให้เกิดความสุขที่ถาวรยั่งยืนได้เลย
-อาจารย์หลี่หงจื้อ ผู้ถ่ายทอดหลักการ ฝ่าหลุนกง
สอนไว้ว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นแสวงหาได้จากภายในตนเองเท่านั้น การแสวงหาความสุขจากภายนอกสามารถได้แค่ความสุข
ชั่วคราวไม่จีรังถาวร
-แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ ยังคงมองเห็นผลประโยชน์ทางวัตถุ
(ตำแหน่ง เงินทอง ทรัพย์สิน)ที่อยู่ตรงหน้าเป็ฯความสุขที่แท้จริง
-เมื่อทั้งเติ้ง และทักษิณต่างก็ให้ความสำคัญ เน้นหรือ
ส่งเสริม ความรวย ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด
อันใดที่พบว่า ทั้งสังคมจีน และไทยจึงเต็มไปด้ยการโกงกิน คอรัปชั่น หรือเอารัดเอาเปรียบในทุกรูปแบบ
-เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าคนรวยคือคนดี มีศักดิ์ศรีและ
มีความสุข ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์
บทความชื่อ ความร่ำรวยคือความรุ่งโรจน์
เขียนโดย ไพศาล สุริยะวงศ์ไพศาล
เพื่อนส่งมาให้อ่าน
-นายกทักษิณลอกเลียนแบบเติ้งเสี่ยวผิงผู้นำรุ่นที่สอง
ของจีนที่เชิดชูความร่ำรวยเพราะคิดว่า ความร่ำรวยคือความ
สุข เติ้งเสี่ยวผิงพูดไว้เมื่อปี1978ว่า "ความร่ำรวยคือความรุ่ง
โรจน์" เช่นเดียวกับนายกทักษิณที่เน้นว่า จะทำให้คนไทย
เป็นคนรวย ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองจากสื่อมวลชนในทาง
บวกอย่างมากมาย
-หนังสือที่ขายดีในตลาดก็คือ หนังสือประเภทที่เขียนเกี่ยวกับความร่ำรวยเช่นสอนลูกให้รวยหรือสอนเมียให้รวย
หรือชื่อของรายการวิทยุของอสมท.เช่นจิบกาแฟพารวย ชี้ทางรวย
-หรือแม้แต่เพื่อนผมบางคนก็คิดว่าถ้ารวยแล้ว ความทุกข์ก็หายไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
-เป็นวิธีคิดแบบฝรั่งที่ถูกปรัขญาฝรั่งเรื่อง ความโลภ ครอบงำ ซึ่งเป็นการแสวงหาความสุขจากภายนอกด้วยอำนาจเงิน
-เมื่อพูดถึงเรื่องอำนาจ ผมขอแบ่งประเภทที่มาของอำนาจ ออกเป็น5เรื่องด้วยกันประกอบด้วย อำนาจจาก เงิน อาวุธ ตำแหน่ง สื่อสารมวลชน และประชาชน
-ทุกวันนี้ดูเหมือนอำนาจที่มาจากเงินจะมีพลังสูงสุด
เพราะสามารถซื้อ หรือ สอยอำนาจจากอาวุธ ตำแหน่ง สื่อสารมวลชน หรือ แม้แต่อำนาจจากประชาชนได้
-นี่เองอาจเป็นสาเหตุว่า ทำไมเติ้งจึงเน้นเรื่องความร่ำรวย
หรือนายกทักษิณต้องการทำให้คนไทยเป็นคนรวย
-อีกเหตุผลก็คือ ศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมของสังคมมนุษย์เสื่อมทราม คนเราจึงถูกจูงด้วยอำนาจแห่งเงินตรา ตำแหน่ง และทรัพย์สินอย่างง่ายดาย โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรี
ของวงศ์ตระกูล และเกียรติของตนเอง
-ยอมเป็นคนไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ไร้คุณธรรม พูดง่ายๆก็
คือ ยอมขายความเป็นคน สามารถทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์
คำด่า คำตำหนิ หรือเสียดสีของสังคมได้อย่างขาดความละอาย
(หน้าหนากว่าสนามบินสุวรรณภูมิ)
-หากนำมาวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ คำพูดของทั้งเติ้งและทักษิณ นั้นผิดอย่างร้ายแรง เพราะรวย หรือ ความร่ำรวยมิใช่ความสุขที่แท้จริงเช่นที่วอเรน บัฟเฟ่ท์ มหาเศรษฐีอันดับสองของโลกกล่าวไว้ว่า เงินซื้อความสุขไม่ได้..
-หรือแปลให้ชัดๆก็คือความรวยหรือความร่ำรวยไม่สามารถดลบันดาลให้เกิดความสุขที่แท้จริงได้
-แท้ที่จริงแล้ว เงินหรือ ความรวยนำมาซึ่งความทุกข์
ความกังวล หรือความอยากมากกว่าความสุขที่แท้จริง
เงินหรือรวย ทำให้มนุษย์เกิดความสุขได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
มิสามารถทำให้เกิดความสุขที่ถาวรยั่งยืนได้เลย
-อาจารย์หลี่หงจื้อ ผู้ถ่ายทอดหลักการ ฝ่าหลุนกง
สอนไว้ว่า ความสุขที่แท้จริงนั้นแสวงหาได้จากภายในตนเองเท่านั้น การแสวงหาความสุขจากภายนอกสามารถได้แค่ความสุข
ชั่วคราวไม่จีรังถาวร
-แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ ยังคงมองเห็นผลประโยชน์ทางวัตถุ
(ตำแหน่ง เงินทอง ทรัพย์สิน)ที่อยู่ตรงหน้าเป็ฯความสุขที่แท้จริง
-เมื่อทั้งเติ้ง และทักษิณต่างก็ให้ความสำคัญ เน้นหรือ
ส่งเสริม ความรวย ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด
อันใดที่พบว่า ทั้งสังคมจีน และไทยจึงเต็มไปด้ยการโกงกิน คอรัปชั่น หรือเอารัดเอาเปรียบในทุกรูปแบบ
-เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าคนรวยคือคนดี มีศักดิ์ศรีและ
มีความสุข ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 59
8) มาต่อครับ ไปชงชามา ฮุ...ฮุ..
-ที่แท้จริงแล้ว คนรวยส่วนใหญ่ คือคนเลว คนไร้ศักดิ์ศรี
และเต็มไปด้วยความทุกข์นานาชนิด เพราะจิตใจของพวกเขาคิด
แต่จะเอารัดเอาเปรียบ มุ่งกอบโกยผลประโยชน์ด้วยเล่ห์กลต่างๆ
จิตใจจึงไม่เคยสงบสุข
-เรียกว่าเป็นจิตใจแห่งยาจก เพราะไม่เคยรู้จักกับคำว่า
"พอ"ดิ้นรนขวนขวายแสวงหาตลอดเวลา แม้แต่ในเวลาฝันหรือ
นอนหลับ
-แต่ถ้าเป็นคนที่รู้จักคำว่าพอ เขาหรือเธอผู้นั้น ก็มีจิตแห่ง
เศรษฐี เพราะรู้จักหยุดแสวงหา มีจิตเมตตาพร้อมแบ่งปันให้กับผู้อื่น หรือช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า
-ไม่ต้องการผูกขาดความร่ำรวย
ต้องการกระจายความรวยให้กับผู้อื่น ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย
ทั่วทั้งประเทศ อย่างที่กำลังเกิดในประเทศจีนและไทยอยู่ในปัจจุบันนี้
-สังคมใดก็ตาม หากความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่กับคนส่วนน้อยหรือเพียงไม่กี่ตระกูล คนส่วนใหญ่ก็ย่อมยากจนหรือมากล้นไปด้วยหนี้สิน....................................
-ที่แท้จริงแล้ว คนรวยส่วนใหญ่ คือคนเลว คนไร้ศักดิ์ศรี
และเต็มไปด้วยความทุกข์นานาชนิด เพราะจิตใจของพวกเขาคิด
แต่จะเอารัดเอาเปรียบ มุ่งกอบโกยผลประโยชน์ด้วยเล่ห์กลต่างๆ
จิตใจจึงไม่เคยสงบสุข
-เรียกว่าเป็นจิตใจแห่งยาจก เพราะไม่เคยรู้จักกับคำว่า
"พอ"ดิ้นรนขวนขวายแสวงหาตลอดเวลา แม้แต่ในเวลาฝันหรือ
นอนหลับ
-แต่ถ้าเป็นคนที่รู้จักคำว่าพอ เขาหรือเธอผู้นั้น ก็มีจิตแห่ง
เศรษฐี เพราะรู้จักหยุดแสวงหา มีจิตเมตตาพร้อมแบ่งปันให้กับผู้อื่น หรือช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า
-ไม่ต้องการผูกขาดความร่ำรวย
ต้องการกระจายความรวยให้กับผู้อื่น ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย
ทั่วทั้งประเทศ อย่างที่กำลังเกิดในประเทศจีนและไทยอยู่ในปัจจุบันนี้
-สังคมใดก็ตาม หากความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่กับคนส่วนน้อยหรือเพียงไม่กี่ตระกูล คนส่วนใหญ่ก็ย่อมยากจนหรือมากล้นไปด้วยหนี้สิน....................................
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
-
- Verified User
- โพสต์: 86
- ผู้ติดตาม: 0
อยากทราบเรื่องหุ้น IEC สมัยก่อนที่คุณสนธิอ้างว่าให้นายก
โพสต์ที่ 60
เขาว่ากันว่า เรื่อง ศาสนา กับเรื่องการเมือง ไม่ควรนำมาถกเถียงกันอย่างยิ่ง เพราะไม่มีทางลงกันได้ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตน โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นกลางที่ล้นไปด้วยข้อมูลต่างๆ ทั้งลวงบ้างจริงบ้าง สมัยผมเรียนมหาลัย ยุคนั้นเป็นยุค 14 ตุลา 6 ตุลา ประชาธิปตัยเริ่มก่อตัว นักศึกษาตื่นตัวเรื่องการเมืองกันมาก ผมก็ถกเถียงกับเพื่อนเรื่องการเมือง เรื่องลัทธิการเมือง เถียงไปเถียงมาก็ไม่ยอมลงกัน เลยผิดใจกันไปเลย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่เคยถกเถียงเรื่องการเมืองกับใครอีกเลย จากเท่าที่สังเกตดูเรื่องการเมืองมาผมก็พอจะสรุปเป็นข้อคิดในใจผมได้ว่า การเมืองนั้นมันเป็นได้ 2 อย่าง คือ 1.การประนีประนอมผลประโยชน์ หรือ 2.การแย่งชิงผลประโยชน์ สถานการณ์ตอนนี้มันมีทั้ง 2 อย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน การประนีประนอมผลประโยชน์เกิดขึ้นใน ทรท. และการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่าง ทรท.กับ ปชป. ซึ่งเป็นการต่อสู้กัน ระหว่างกลุ่มทุนใหม่กับกลุ่มทุนเก่า การต่อสู้กันครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธอยู่ในมือคือ ฝ่ายทรท.มีอำนาจรัฐอยู๋ในมือ ส่วนฝ่าย ปชป.ก็มีสื่ออยู่ในมือโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ก็ยังมีแนวร่วมกันทั้งสองฝ่าย การต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ในหมู่นักการเมืองก็คงจะดำรงอยู่ต่อไปอีกนานตราบเท่าที่ยังมีประเทศไทยอยู่ เพราะฉะนั้นใครรักใครชอบใครก็ OK ครับ ขอโทษด้วยครับที่พูดมาไม่เกี่ยวกับ IEC กับสนธิเลยครับ