ผมมีการทดลองที่จะเสนอสำหรับผู้ที่ใช้ Buffettology ครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ผมมีการทดลองที่จะเสนอสำหรับผู้ที่ใช้ Buffettology ครับ
โพสต์ที่ 1
ในหนังสือ The New Buffettology การคำนวณหาค่าราคาหุ้นนั้น
Buffett จะใช้ข้อมูลในอดีตเวลา 10 ปี ของ ROE และ อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ มาประมาณการหา ส่วนของผู้ถือหุ้น และกำไรสุทธิในอีก 10 ปีข้างหน้า แล้วจึงหาราคาหุ้นหรือผลตอบแทน
ผมมีความสงสัยว่าการคำนวณแบบง่ายๆแบบนี้จะมีความแม่นยำและใช้ได้จริงในประเทศเราหรือไม่
มีใครเคยนำข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียนมานาน แล้วนำข้อมูลงบ 20 ปีย้อนหลัง ( เช่นตั้งแต่ปี 2526 -2545 ) มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย 10 ปีแรก (2526 -2535 ) เพื่อที่จะคำนวณหาค่าในอีก 10 ปีถัดไป (2536 - 2545) ดูซิว่ามีความแม่นยำเพียงใดจากการคำนวณง่ายๆแบบนี้
ดีไหมครับ ถ้าข้อมูลสามารถประมาณการส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสุทธิไม่แตกต่างมาก เราจะได้ใช้หลักการนี้อย่างมั่นใจและสบายใจด้วยครับ
Buffett จะใช้ข้อมูลในอดีตเวลา 10 ปี ของ ROE และ อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ มาประมาณการหา ส่วนของผู้ถือหุ้น และกำไรสุทธิในอีก 10 ปีข้างหน้า แล้วจึงหาราคาหุ้นหรือผลตอบแทน
ผมมีความสงสัยว่าการคำนวณแบบง่ายๆแบบนี้จะมีความแม่นยำและใช้ได้จริงในประเทศเราหรือไม่
มีใครเคยนำข้อมูลของบริษัทที่จดทะเบียนมานาน แล้วนำข้อมูลงบ 20 ปีย้อนหลัง ( เช่นตั้งแต่ปี 2526 -2545 ) มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย 10 ปีแรก (2526 -2535 ) เพื่อที่จะคำนวณหาค่าในอีก 10 ปีถัดไป (2536 - 2545) ดูซิว่ามีความแม่นยำเพียงใดจากการคำนวณง่ายๆแบบนี้
ดีไหมครับ ถ้าข้อมูลสามารถประมาณการส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสุทธิไม่แตกต่างมาก เราจะได้ใช้หลักการนี้อย่างมั่นใจและสบายใจด้วยครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
ผมมีการทดลองที่จะเสนอสำหรับผู้ที่ใช้ Buffettology ครับ
โพสต์ที่ 2
จริงๆแล้ว คงไม่แม่นขนาดนั้นหรอกครับ แต่การดูย้อนหลัง 10 ปี จะมีข้อดีคือ
1. ถ้ากำไรโตต่อเนื่อง ในลักษณะขึ้นตลอด มีแนวโน้มว่าจะเป็น DCA
2. ให้เน้นมองอดีตมากกว่า คาดหวังในอนาคต คนส่วนใหญ่จะดู และหวังในอนาคต จนมองข้ามว่าบริษัทนั้นในอดีต เขาเคยทำอะไรสำเร็จมาบ้าง
3. การดูย้อนหลังถึง 10 ปี ทำให้เกิดแนวคิดการมองธุรกิจที่ Durable คนส่วนใหญ่ชอบโครงการที่ดูน่าตื่นเต้น แต่ความสำเร็จ กลับเกิดจากการสานต่อ การมุ่งมั่น การแก้ปัญหา กว่าเขาจะทำกิจการให้สำเร็จ เป็น 10 ปี เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย
4. การที่อดีตทำแล้ว กำไรโต 10 ปี วอเรนก็เลยให้เครดิตว่าในอนาคตจะน่าทำได้โต แต่วอเรนไม่ได้มองว่าจะต้องโตมากกว่า ถ้ามากกว่าเป็นของแถม เขาก็เลยสมมุตว่าโตเท่ากัน คือเท่าอดีตก็พอ แต่บริษัทอื่นๆ ยังไม่มีผลงานอะไรมากมาย กลับวาดภาพในอนาคตซะยิ่งใหญ่ แทบจะครองโลกไปเลย
5. การคำนวณเป็นเรื่องการคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งโอกาสผิดเยอะมาก แต่พี่ว่าเขาเน้นให้เราเห็นภาพ ว่าราคาที่เราจะเข้าไปซื้อ น่าจะเกิดจากการคาดการณ์ว่ากิจการนั้นๆ ในอนาคต คืออีก 10 ปีข้างหน้า EPS น่าจะเป็นเท่าไร ซึ่งดีกว่าที่เราไม่ได้มองแนวโน้มอะไรเลย
6. เท่าที่อ่านมา การคำนวณ EPS จะแม่นก็ต่อเมื่อใช้กับบริษัท DCA แต่ถ้าใช้กับบริษัทที่กำไรขึ้นๆ ลงๆ จะใช้ไม่ค่อยได้ เช่น metco
ไม่ได้แย้งคุณฉัตรชัยนะครับ เพียงแต่เสริมว่า ที่หนังสือบอกมานั้นก็มีประโยชน์อย่างที่ว่าไว้ แต่การคำนวณเป็นเรื่องรองครับ เพราะเป็นเรื่องอนาคตจริงๆ
ไม่รู้ว่าคุณฉัตรชัยว่าไง ไม่กล้าเรียกน้อง เพราะความรู้เยอะจัง
1. ถ้ากำไรโตต่อเนื่อง ในลักษณะขึ้นตลอด มีแนวโน้มว่าจะเป็น DCA
2. ให้เน้นมองอดีตมากกว่า คาดหวังในอนาคต คนส่วนใหญ่จะดู และหวังในอนาคต จนมองข้ามว่าบริษัทนั้นในอดีต เขาเคยทำอะไรสำเร็จมาบ้าง
3. การดูย้อนหลังถึง 10 ปี ทำให้เกิดแนวคิดการมองธุรกิจที่ Durable คนส่วนใหญ่ชอบโครงการที่ดูน่าตื่นเต้น แต่ความสำเร็จ กลับเกิดจากการสานต่อ การมุ่งมั่น การแก้ปัญหา กว่าเขาจะทำกิจการให้สำเร็จ เป็น 10 ปี เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย
4. การที่อดีตทำแล้ว กำไรโต 10 ปี วอเรนก็เลยให้เครดิตว่าในอนาคตจะน่าทำได้โต แต่วอเรนไม่ได้มองว่าจะต้องโตมากกว่า ถ้ามากกว่าเป็นของแถม เขาก็เลยสมมุตว่าโตเท่ากัน คือเท่าอดีตก็พอ แต่บริษัทอื่นๆ ยังไม่มีผลงานอะไรมากมาย กลับวาดภาพในอนาคตซะยิ่งใหญ่ แทบจะครองโลกไปเลย
5. การคำนวณเป็นเรื่องการคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งโอกาสผิดเยอะมาก แต่พี่ว่าเขาเน้นให้เราเห็นภาพ ว่าราคาที่เราจะเข้าไปซื้อ น่าจะเกิดจากการคาดการณ์ว่ากิจการนั้นๆ ในอนาคต คืออีก 10 ปีข้างหน้า EPS น่าจะเป็นเท่าไร ซึ่งดีกว่าที่เราไม่ได้มองแนวโน้มอะไรเลย
6. เท่าที่อ่านมา การคำนวณ EPS จะแม่นก็ต่อเมื่อใช้กับบริษัท DCA แต่ถ้าใช้กับบริษัทที่กำไรขึ้นๆ ลงๆ จะใช้ไม่ค่อยได้ เช่น metco
ไม่ได้แย้งคุณฉัตรชัยนะครับ เพียงแต่เสริมว่า ที่หนังสือบอกมานั้นก็มีประโยชน์อย่างที่ว่าไว้ แต่การคำนวณเป็นเรื่องรองครับ เพราะเป็นเรื่องอนาคตจริงๆ
ไม่รู้ว่าคุณฉัตรชัยว่าไง ไม่กล้าเรียกน้อง เพราะความรู้เยอะจัง
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ผมมีการทดลองที่จะเสนอสำหรับผู้ที่ใช้ Buffettology ครับ
โพสต์ที่ 3
เรียกผมว่าน้องได้เต็มปากครับพี่เจ๋ง
นั่นนะซิ แล้วที่นี่เราคงต้องใช้วิธีหาราคาวิธีคุณมนแล้วซินะ นึกว่าจะมีวิธีรัดแบบสูตรสำเร็จนะครับ ให้ในหนังสือยกตัวอย่างการคำนวณประมาณการกับตัวเลขจริงใกล้เคียงกันมาก
นั่นนะซิ แล้วที่นี่เราคงต้องใช้วิธีหาราคาวิธีคุณมนแล้วซินะ นึกว่าจะมีวิธีรัดแบบสูตรสำเร็จนะครับ ให้ในหนังสือยกตัวอย่างการคำนวณประมาณการกับตัวเลขจริงใกล้เคียงกันมาก
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
ผมมีการทดลองที่จะเสนอสำหรับผู้ที่ใช้ Buffettology ครับ
โพสต์ที่ 4
ยกตัวอย่าง SPI
พี่ซื้อที่ราคา 9.5 ซึ่งได้กำไร เมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้นที่ 1.4 ในปีที่แล้ว เท่ากับ 1.4/9.5 เท่ากับ 14.7 เปอร์เซ็นต์
ต่อให้ไม่โตแล้วทำได้แบบนี้ทุกปีก็น่าสนใจ
แต่ประวัติย้อนหลังยังโตอีก 16.15 เปอร์เซ็นต์
ก็เหมือนเราฝากแบงค์ได้ดอกเบี้ย 14.7 เปอร์เซ็นต์ แล้วดอกเบี้ยก็โตขึ้นอีกปีละ 16.15 เปอร์เซ็นต์
บางปีอาจจะโตน้อย บางปีอาจจะโตมาก แต่ผู้บริหารในบริษัท SPI ก็ได้พิสูจน์ตัวเองในระดับหนึ่ง ว่าไม่ได้บริหารจนเจ๊ง
แต่ถ้าอีก 10 ปี โตอย่างที่ว่าได้ก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
พี่กำลังหมายถึงพี่ดู innitial คือ 14.7 เปอร์เซ็นต์ เป็นหลัก แล้วพี่ก็ดู Growth เป็นรองครับ
ถ้าจะมีอีกบริษัทที่ innitial น้อย แต่ Growth มาก พี่ก็จะระวังครับ เช่น AEONTS
โค้ด: เลือกทั้งหมด
SPI
กำไร 10 ปีซ้อน
36 37 38 39 40 41 42 43 44 45
3.64 6.47 10.89 12.31 (11.98) 10.37 (3.05) 7.58 10.67 14.01
คำนวณ EPS โตต่อปี จาก 36-45 เท่ากับ 16.15 เปอร์เซ็นต์(9ปี)
ซึ่งคำนวณได้ว่า EPS 10 ข้างหน้าเท่ากับ 62.61
PE 10 ราคาเท่ากับ 626.08
ถ้าต้องการกำไรทบต้น 20 เปอร์เซ็นต์
ปัจจุบันต้องซื้อราคา ต่ำกว่า 101.12 หรือ 10.12 บาท
บันทึกวันที่ 20/07/2003
ต่อให้ไม่โตแล้วทำได้แบบนี้ทุกปีก็น่าสนใจ
แต่ประวัติย้อนหลังยังโตอีก 16.15 เปอร์เซ็นต์
ก็เหมือนเราฝากแบงค์ได้ดอกเบี้ย 14.7 เปอร์เซ็นต์ แล้วดอกเบี้ยก็โตขึ้นอีกปีละ 16.15 เปอร์เซ็นต์
บางปีอาจจะโตน้อย บางปีอาจจะโตมาก แต่ผู้บริหารในบริษัท SPI ก็ได้พิสูจน์ตัวเองในระดับหนึ่ง ว่าไม่ได้บริหารจนเจ๊ง
แต่ถ้าอีก 10 ปี โตอย่างที่ว่าได้ก็ดี ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
พี่กำลังหมายถึงพี่ดู innitial คือ 14.7 เปอร์เซ็นต์ เป็นหลัก แล้วพี่ก็ดู Growth เป็นรองครับ
ถ้าจะมีอีกบริษัทที่ innitial น้อย แต่ Growth มาก พี่ก็จะระวังครับ เช่น AEONTS
- Mon money
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 3134
- ผู้ติดตาม: 0
ผมมีการทดลองที่จะเสนอสำหรับผู้ที่ใช้ Buffettology ครับ
โพสต์ที่ 5
แบบในหนังสือนี่ผมว่าเขาทำให้ง่ายขึ้นมากแล้วนะครับ น่าจะเป็นวิธีการ EPVมากที่สุด โดยเว้นวิธีการReproduction Cost of Assetsเอาไว้โดยให้เลือกแต่บริษัทที่มีDCAดีๆมาผ่านการคำนวณ
จริงแล้วผมว่าเราเลือกบริษัทที่เข้าข่ายDCAดีๆมาสักสองสามบริษัทแล้วทำตามแบบในหนังสือก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจได้นะครับ พี่เจ๋งเลือกมาเลยครับ ผมจะช่วยคำนวณให้
จริงแล้วผมว่าเราเลือกบริษัทที่เข้าข่ายDCAดีๆมาสักสองสามบริษัทแล้วทำตามแบบในหนังสือก็น่าจะเป็นประโยชน์ในการเป็นแนวทางให้ผู้ที่สนใจได้นะครับ พี่เจ๋งเลือกมาเลยครับ ผมจะช่วยคำนวณให้