นโยบายของจีน
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 1
สินค้าของประเทศจีนที่ส่งออกได้มากมาย ได้ดุลการค้ามากมาย ก็เพราะสินค้าจากจีนนั้นมีราคาถูกกว่าคู่แข่งมาก ซึ่งก็มาจากค่าแรงที่ต่ำนั่นเอง
แต่ถึงแม้จีนจะได้ดุลการค้ามากมาย ประชาชนชาวจีนได้อะไรบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหนจากค่าแรงที่ต่ำติดดิน
แล้วเมื่อจีนได้ดุลการค้ามากๆ ก็เกิดแรงกดดันให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพื่อให้ราคาสินค้าจากจีนแพงขึ้น จะได้แข่งขันได้น้อยลง
แล้วทำไมจีนถึงไม่เลือกที่จะทำให้สินค้าของตนแพงขึ้น จากการปรับค่าแรงขึ้นละครับ รายได้ของประชาชนชั้นล่างก็จะได้เพิ่มขึ้นด้วย
การปรับค่าเงินนั้น ประชาชนชั้นล่างคงไม่ได้ผลดีซักเท่าไร เพราะคงไม่ได้ใช้สินค้าจากต่างประเทศ และคงไม่ได้เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ
แต่คงดีสำหรับบริษัทยักษ์ของจีนที่จะไปลงทุนต่างประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
การดำเนินนโยบายได้ดุลการค้ากับโลก โดยยอมให้ประชากรของประเทศตัวเองเป็นกรรมการของโลก ทำงานหนักแต่รายได้น้อย จะคุ้มค่าไหม
แต่ถึงแม้จีนจะได้ดุลการค้ามากมาย ประชาชนชาวจีนได้อะไรบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหนจากค่าแรงที่ต่ำติดดิน
แล้วเมื่อจีนได้ดุลการค้ามากๆ ก็เกิดแรงกดดันให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพื่อให้ราคาสินค้าจากจีนแพงขึ้น จะได้แข่งขันได้น้อยลง
แล้วทำไมจีนถึงไม่เลือกที่จะทำให้สินค้าของตนแพงขึ้น จากการปรับค่าแรงขึ้นละครับ รายได้ของประชาชนชั้นล่างก็จะได้เพิ่มขึ้นด้วย
การปรับค่าเงินนั้น ประชาชนชั้นล่างคงไม่ได้ผลดีซักเท่าไร เพราะคงไม่ได้ใช้สินค้าจากต่างประเทศ และคงไม่ได้เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ
แต่คงดีสำหรับบริษัทยักษ์ของจีนที่จะไปลงทุนต่างประเทศด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
การดำเนินนโยบายได้ดุลการค้ากับโลก โดยยอมให้ประชากรของประเทศตัวเองเป็นกรรมการของโลก ทำงานหนักแต่รายได้น้อย จะคุ้มค่าไหม
-
- Verified User
- โพสต์: 3763
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 2
ขึ้นค่าแรงงาน ...... แล้วเงินเฟ้อหล่ะครับ เค้าอาจจะกลัวเรื่องนี้อยู่ก็ได้
ผมว่าการทำอย่างนี้เนี่ยะ ส่วนที่สำคัญเลยคือการเมืองครับโดนกดดันมาหนักๆ แล้ว ซื้อเวลาต่อไปอีกซักช่วง ขึ้นค่าเงินมาอีก 2% ผมก็ว่าไม่น่าจะทำให้สินค้าของจีนซึ่งปกติก็ถูกกว่าประเทศอื่นมากๆ เป็น หลักสิบ % ดูแพงขึ้นซักเท่าไหร่นะครับ
ผมว่าการทำอย่างนี้เนี่ยะ ส่วนที่สำคัญเลยคือการเมืองครับโดนกดดันมาหนักๆ แล้ว ซื้อเวลาต่อไปอีกซักช่วง ขึ้นค่าเงินมาอีก 2% ผมก็ว่าไม่น่าจะทำให้สินค้าของจีนซึ่งปกติก็ถูกกว่าประเทศอื่นมากๆ เป็น หลักสิบ % ดูแพงขึ้นซักเท่าไหร่นะครับ
Impossible is Nothing
- naris
- Verified User
- โพสต์: 6726
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 3
ผมมีญาติลูกพี่ลูกน้องที่อยู่เมืองจีน เขาเล่าให้ฟังว่าค่าแรงอยู่ที่จีนพอจะแบ่งได้2กลุ่มใหญ่ๆคือ
กลุ่มแรงงานเกษตรและรับจ้างแบบไม่มีความชำนาญไม่มีความรู้ผลิตสินค้าปลอมแปลงและไม่มีคุณภาพ มีปัญหาเรืื่องค่าแรงขึ้นน้อยกว่าค่าครองชีพ
อีกกลุ่มคือแถบอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐาน ค่าแรงขึ้นมากๆแต่ก็หาคนงานลำบาก
ความเลื่อมล้ำในฐานะแต่ละเมืองก็มีมากกว่าเดิม
ส่วนตัวผมนึกถึงก่อนวิกฤตของไทยในสมัยยุคชาติชายที่คนอีสานมีงานประเภทประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกหรือต่อสายไฟกระพริบ มีงานมากแต่ไม่ได้คุณภาพ พอเกิดปัญหาเรื่องค่าแรงแพงขึ้นแต่ไม่มีคุณภาพ ทำส่งออกไม่ได้ วิกฤตก็เริ่มเกิด พอมีอสังหาเป็นตัวจุดฉนวนเสริมก็เลยล่ม
ยังไงๆก็อย่าให้เกิดกับจีนเลย ไม่งั้น วิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมานี่เด็กๆเลย ถ้าเทียบกับ วิกฤตหูฉลามของจีน
กลุ่มแรงงานเกษตรและรับจ้างแบบไม่มีความชำนาญไม่มีความรู้ผลิตสินค้าปลอมแปลงและไม่มีคุณภาพ มีปัญหาเรืื่องค่าแรงขึ้นน้อยกว่าค่าครองชีพ
อีกกลุ่มคือแถบอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐาน ค่าแรงขึ้นมากๆแต่ก็หาคนงานลำบาก
ความเลื่อมล้ำในฐานะแต่ละเมืองก็มีมากกว่าเดิม
ส่วนตัวผมนึกถึงก่อนวิกฤตของไทยในสมัยยุคชาติชายที่คนอีสานมีงานประเภทประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกหรือต่อสายไฟกระพริบ มีงานมากแต่ไม่ได้คุณภาพ พอเกิดปัญหาเรื่องค่าแรงแพงขึ้นแต่ไม่มีคุณภาพ ทำส่งออกไม่ได้ วิกฤตก็เริ่มเกิด พอมีอสังหาเป็นตัวจุดฉนวนเสริมก็เลยล่ม
ยังไงๆก็อย่าให้เกิดกับจีนเลย ไม่งั้น วิกฤตต้มยำกุ้งที่ผ่านมานี่เด็กๆเลย ถ้าเทียบกับ วิกฤตหูฉลามของจีน
ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร
-
- Verified User
- โพสต์: 593
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 7
ผมคิดว่า ความได้เปรียบของจีนที่ทำให้สินค้าที่ผลิตส่งออกมีราคาถูก
มาจากหลายปัจจัยมาก ๆ ครับ
1. ค่าแรง โดยส่วนมากเป็นสัดส่วนในต้นทุนไม่เกิน 15 %
ซึ่งค่าแรงจีนในเมืองอุตสาหกรรมปัจจุบัน ไม่ได้ถูกกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่างจังหวัด
บ้านเรามากนักครับ
2. ปริมาณการผลิตสูงมาก
3. วัตถุดิบเกือบทุกประเภทมีผลิตในประเทศ
4. รัฐบาล Subsidize ในรูปแบบต่างๆ
5. ที่มาของเงินทุนบางแห่ง ที่สนับสนุนโดยรัฐบาล
โรงงานที่ผมทำงานอยู่เปิดมาเกือบ 20 ปีมีเครื่องจักรอยู่ 200 ตัว
คุยกับคนขายเครื่องที่สวิส โรงงานเปิดใหม่เมืองจีน ออเดอร์ครั้งเดียว 300 ตัว
มีเงินเยอะ และมีที่มาจริง ๆ
มาจากหลายปัจจัยมาก ๆ ครับ
1. ค่าแรง โดยส่วนมากเป็นสัดส่วนในต้นทุนไม่เกิน 15 %
ซึ่งค่าแรงจีนในเมืองอุตสาหกรรมปัจจุบัน ไม่ได้ถูกกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่างจังหวัด
บ้านเรามากนักครับ
2. ปริมาณการผลิตสูงมาก
3. วัตถุดิบเกือบทุกประเภทมีผลิตในประเทศ
4. รัฐบาล Subsidize ในรูปแบบต่างๆ
5. ที่มาของเงินทุนบางแห่ง ที่สนับสนุนโดยรัฐบาล
โรงงานที่ผมทำงานอยู่เปิดมาเกือบ 20 ปีมีเครื่องจักรอยู่ 200 ตัว
คุยกับคนขายเครื่องที่สวิส โรงงานเปิดใหม่เมืองจีน ออเดอร์ครั้งเดียว 300 ตัว
มีเงินเยอะ และมีที่มาจริง ๆ

ต้องเรียนรู้ให้ได้
Li .. Zhi .. Ren
Li .. Zhi .. Ren
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 8
ได้คุยกับเพื่อนที่ชำนาญด้านสิ่งทอมากๆ (ทอผ้า)
เขาบอกว่าที่จีนได้เปรียบ ไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ
economy of scale คือจีนมีกำลังการผลิตมากกว่าไทยหลายสิบเท่า
เครื่องจักรขนาดมหึมา สามารถผลิต items ใหม่ๆ ได้ 20-30 ชิ้นใน
เวลาแค่ไม่กี่เดือน ทำให้มี variety สูงมาก ทำให้ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนไป
ซื้อสินค้าจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมี economy of scale ทำให้
สามารถลด margin ลงไปได้อีก
ถ้าทนได้อีก 10 ปี ต้นทุนการผลิตของจีนน่าจะพอๆ กับไทย แต่
ถึงตอนนั้น เขาก็พัฒนาไปถึงไหนแล้ว จาก gap ด้านเทคโนโลยีและ
ฝีมือเคยห่างกัน 20 กว่าปี ก็ปิดเข้ามาเหลือแค่ไม่กี่ปีแล้ว
ในขณะที่เพื่อนอีกคนที่อยู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป)
กลับบอกว่า mfa เองไม่น่าจะกระทบไทยในช่วงสั้นๆ (2-3 ปีนี้) แต่ใน
ระยะยาวน่าเป็นห่วงมาก คิดว่าใน 10 ปีอุตสาหกรรมทอผ้าไทยอาจจะ
ถึงขั้นล่มสลาย จีน อินเดีย และเวียดนามจะก้าวขึ้นมาเป็น big players
เขาบอกว่าที่จีนได้เปรียบ ไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ
economy of scale คือจีนมีกำลังการผลิตมากกว่าไทยหลายสิบเท่า
เครื่องจักรขนาดมหึมา สามารถผลิต items ใหม่ๆ ได้ 20-30 ชิ้นใน
เวลาแค่ไม่กี่เดือน ทำให้มี variety สูงมาก ทำให้ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนไป
ซื้อสินค้าจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมี economy of scale ทำให้
สามารถลด margin ลงไปได้อีก
ถ้าทนได้อีก 10 ปี ต้นทุนการผลิตของจีนน่าจะพอๆ กับไทย แต่
ถึงตอนนั้น เขาก็พัฒนาไปถึงไหนแล้ว จาก gap ด้านเทคโนโลยีและ
ฝีมือเคยห่างกัน 20 กว่าปี ก็ปิดเข้ามาเหลือแค่ไม่กี่ปีแล้ว
ในขณะที่เพื่อนอีกคนที่อยู่อุตสาหกรรมสิ่งทอ (ส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป)
กลับบอกว่า mfa เองไม่น่าจะกระทบไทยในช่วงสั้นๆ (2-3 ปีนี้) แต่ใน
ระยะยาวน่าเป็นห่วงมาก คิดว่าใน 10 ปีอุตสาหกรรมทอผ้าไทยอาจจะ
ถึงขั้นล่มสลาย จีน อินเดีย และเวียดนามจะก้าวขึ้นมาเป็น big players
- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 9
:lol: :lol: :lol: :lol:
คงจะเกี่ยวเนื่องกับความยืดหยุ่นมั้งครับ
การขึ้นค่าแรงเป็น one way ticket ขึ้นแล้วขึ้นเลย จะยืดหยุ่นกลับมาลดค่าแรงลงเป็นเรื่องยากมากๆ(ว่าตามพฤติกรรมมนุษย์) แต่ค่าเงินมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ขึ้นได้ก็ลงได้ ความยากดูจะน้อยกว่า
บวกกับสภาพปัจจุบันของจีน ยังมีความขาดแคลนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมาก จากการปิดประเทศมายาวนาน จึงอยู่ในช่วงที่ต้องการทรัพยากรทุกอย่างจากทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน วัสดุก่อสร้าง เหล็ก สารพัด ทีนี้ ยังไงๆจีนก็ต้องนำเข้ามหาศาลอยู่แล้ว ก็ขึ้นค่าเงินเพื่อลดราคาสินค้านำเข้าซะเลย(หลังจากตุนเงินในกระเป๋าไว้มากพอสมควรแล้ว)
:lol: :lol: :lol: :lol:
นั่นสิครับ เห็นด้วยเลยแล้วทำไมจีนถึงไม่เลือกที่จะทำให้สินค้าของตนแพงขึ้น จากการปรับค่าแรงขึ้นละครับ รายได้ของประชาชนชั้นล่างก็จะได้เพิ่มขึ้นด้วย
คงจะเกี่ยวเนื่องกับความยืดหยุ่นมั้งครับ
การขึ้นค่าแรงเป็น one way ticket ขึ้นแล้วขึ้นเลย จะยืดหยุ่นกลับมาลดค่าแรงลงเป็นเรื่องยากมากๆ(ว่าตามพฤติกรรมมนุษย์) แต่ค่าเงินมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ขึ้นได้ก็ลงได้ ความยากดูจะน้อยกว่า
บวกกับสภาพปัจจุบันของจีน ยังมีความขาดแคลนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมาก จากการปิดประเทศมายาวนาน จึงอยู่ในช่วงที่ต้องการทรัพยากรทุกอย่างจากทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน วัสดุก่อสร้าง เหล็ก สารพัด ทีนี้ ยังไงๆจีนก็ต้องนำเข้ามหาศาลอยู่แล้ว ก็ขึ้นค่าเงินเพื่อลดราคาสินค้านำเข้าซะเลย(หลังจากตุนเงินในกระเป๋าไว้มากพอสมควรแล้ว)
:lol: :lol: :lol: :lol:
แก้ไขล่าสุดโดย สามัญชน เมื่อ อังคาร ก.ค. 26, 2005 11:01 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 10
โค้ด: เลือกทั้งหมด
แล้วทำไมจีนถึงไม่เลือกที่จะทำให้สินค้าของตนแพงขึ้น จากการปรับค่าแรงขึ้นละครับ รายได้ของประชาชนชั้นล่างก็จะได้เพิ่มขึ้นด้วย
การที่มีค่าแรงขั้นต่ำ แสดงว่า จริงๆแล้ว ถ้าไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ ยังมีคนที่พอใจ ในค่าแรงที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ
-
- Verified User
- โพสต์: 2938
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 11
ไม่ขึ้นค่าแรงสงสัยกลัวคนฟุ้งเฟ้อมั้งครับ เวลาคนรวยมากขึ้นก็มักชอบใช้ของนอก
เมืองจีนมีเงินเยอะ ช่วงหลังก็เลยใช้ทรัพยากรของประเทศตนน้อยลง
โดยมีการนำเข้ามากขึ้นในส่วนของวัตถุดิบและพลังงาน
เงินหยวนแข็งค่าแค่นี้ มีแต่ได้กับได้ สำหรับจีน
ซื้อของถูกขึ้น ของก็ขายได้เหมือนเดิม
ถ้าเมืองไทยยังคิดไปแข่งกับจีนด้านต้นทุนอยู่ ผมว่าคิดผิดแน่ๆ
เพราะยังไงก็สู้เค้าไม่ได้หรอก
ฟันธง การนำเข้าส่งออกไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ดุลการค้าของจีนก็ยังไม่เปลี่ยนเท่าไร กับค่าเงินแค่นี้
:lovl: :lovl: :lovl:
เมืองจีนมีเงินเยอะ ช่วงหลังก็เลยใช้ทรัพยากรของประเทศตนน้อยลง
โดยมีการนำเข้ามากขึ้นในส่วนของวัตถุดิบและพลังงาน
เงินหยวนแข็งค่าแค่นี้ มีแต่ได้กับได้ สำหรับจีน
ซื้อของถูกขึ้น ของก็ขายได้เหมือนเดิม
ถ้าเมืองไทยยังคิดไปแข่งกับจีนด้านต้นทุนอยู่ ผมว่าคิดผิดแน่ๆ
เพราะยังไงก็สู้เค้าไม่ได้หรอก
ฟันธง การนำเข้าส่งออกไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ ดุลการค้าของจีนก็ยังไม่เปลี่ยนเท่าไร กับค่าเงินแค่นี้
:lovl: :lovl: :lovl:
เฝ้าดูไป โดยใจที่เป็นกลาง
- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 12
:lol: :lol: :lol: :lol:
ดังนั้นระบบสังคมนิยมจึงต้องมาถ่วงดุล เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่า ช่วยลูกไก่กับลูกแกะ ช่วยกรรมกรคนงานที่ไม่มีอำนาจต่อรองจนเกิดระบบ รับประกัน ค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นมา ถ้าเราเป็นลูกแกะเราก็ชอบ แต่ถ้าเราเป็นนายจ้างก็คงไม่ชอบ เป็นธรรมดานะพี่เจ๋ง ก็ถือว่าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มนุษย์คนที่ทำให้เราร่ำรวยขึ้นมาได้ถึงปัจจุบันนี้ คิดอย่างนี้จะได้สบายใจเนาะ
:lol: :lol: :lol: :lol:
ข้อเสียอย่างหนึ่งของระบบทุนนิยมก็คือ ระบบที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และการเปิดเสรีทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นธรรมเสมอไป ปลาเล็กหรือลูกแกะก็โดนรังแกอยู่เสมอๆ ดังนั้นผู้ที่อ่อนแอกว่าก็ต้องเรียกร้องการต่อแต้มอยู่บ่อยๆ(handycap) เพราะดูจะไม่เป็นธรรมถ้าให้เราๆไปตีกอลฟ์แข่งกับ tiger wood ด้วยกติกาเดียวกัน การชอบให้มีแต้มต่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ฝ่ายไหน ถ้าเราเป็น wood เองก็คงไม่ชอบ แต่ถ้าไม่ใช่ เราต้องชอบแน่เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ นี่ จริงๆแล้ว ควรเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ควรมีค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งประเทศไทย ประเทศจีน
การที่มีค่าแรงขั้นต่ำ แสดงว่า จริงๆแล้ว ถ้าไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ ยังมีคนที่พอใจ ในค่าแรงที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ
ดังนั้นระบบสังคมนิยมจึงต้องมาถ่วงดุล เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่า ช่วยลูกไก่กับลูกแกะ ช่วยกรรมกรคนงานที่ไม่มีอำนาจต่อรองจนเกิดระบบ รับประกัน ค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นมา ถ้าเราเป็นลูกแกะเราก็ชอบ แต่ถ้าเราเป็นนายจ้างก็คงไม่ชอบ เป็นธรรมดานะพี่เจ๋ง ก็ถือว่าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มนุษย์คนที่ทำให้เราร่ำรวยขึ้นมาได้ถึงปัจจุบันนี้ คิดอย่างนี้จะได้สบายใจเนาะ
:lol: :lol: :lol: :lol:
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 14
โค้ด: เลือกทั้งหมด
ดังนั้นระบบสังคมนิยมจึงต้องมาถ่วงดุล เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่า ช่วยลูกไก่กับลูกแกะ ช่วยกรรมกรคนงานที่ไม่มีอำนาจต่อรองจนเกิดระบบ รับประกัน ค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นมา ถ้าเราเป็นลูกแกะเราก็ชอบ แต่ถ้าเราเป็นนายจ้างก็คงไม่ชอบ เป็นธรรมดานะพี่เจ๋ง ก็ถือว่าช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มนุษย์คนที่ทำให้เราร่ำรวยขึ้นมาได้ถึงปัจจุบันนี้ คิดอย่างนี้จะได้สบายใจเนาะ
และคิดว่าน้อยไปด้วย
เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ มันเป็นดาบสองคมครับ
บางที่ ก็อาจจะต้องถูกกว่าค่าแรงขั้นต่ำ บางที่ก็อาจจะต้องแพงกว่า
แต่การมีค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว
ลองคิดดู ประกันราคาอะไรก็แล้วแต่ มักมีปัญหา ไม่ว่า จะเป็น ข้าว ยางพารา น้ำมัน
แต่ค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีปัญหา
จริงๆมันมีปัญหา ทำให้แรงงานเสียเปรียบนะครับ เพราะ มันมีค่าแรงขั้นต่ำเป็นตัวบอกว่า ว่า นี่แหละยุติธรรม
ซึ่งอาจจะไม่ยุติธรรมก็ได้ครับ
- oatty
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2444
- ผู้ติดตาม: 0
นโยบายของจีน
โพสต์ที่ 17
เรื่องความมานะ พยายาม บากบั่น เราสู้เวียดนามไม่ได้ครับ เหตุที่ไทยยังนำหน้าอยู่ เพราะเมืองไทยไม่มีสงคราม แต่ ณ ปัจจุบัน หลาย ๆ อย่าง เราล้าหลังเวียดนามแล้วครับ
"ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี" ว.วชิรเมธี
-
- Verified User
- โพสต์: 535
- ผู้ติดตาม: 0
อ่านข่าวนี้ยัง
โพสต์ที่ 18
http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewN ... 0000099731
จีนเตรียมเปิดโรงงานผลิตจอแอลซีดีมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กรกฎาคม 2548 15:12 น.
บริษัทสัญชาติจีนเตรียมเปิดโรงงานผลิตหน้าจอทีเอฟทีแอลซีดีแห่งที่ 3 ภายใต้งบฯ การลงทุนมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าท้ายที่สุดแล้วเม็ดเงินลงทุนโดยรวมอาจทะลุถึงหลัก 6 พันล้านดอลลาร์
โรงงานผลิตหน้าจอแอลซีดีแห่งใหม่ของจีนดำเนินการโดยบริษัท Longteng สถานที่ตั้งคือเมืองคุนชาน (ใช้เวลาเดินทางราวหนึ่งชั่วโมงจากเมืองเซี่ยงไฮ้) ตัวเลขการลงทุนขณะนี้อยู่ที่ 600 ล้านดอลลาร์ ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ส่วนงานพัฒนาด้านเทคนิคและเศรษฐกิจเมืองคุนชาน ประเทศจีน (China Kunshan Economic & Technical Development Zone)
โรงงานนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อผลิตหน้าจอทีเอฟทีแอลซีดี (thin-film transistor LCDs : TFT-LCD) สุดยอดเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หน้าจอทีวีขนาดใหญ่ และหน้าจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ โดยรายงานของรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามระบุว่าเม็ดเงินลงทุนธุรกิจทีเอฟทีแอลซีดีรวมอาจจะมีมูลค่า 5,000 และ 6,000 ล้านดอลลาร์
สำนักข่าวสัญชาติไต้หวันรายงานเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่าเทคโนโลยีที่ Longteng จะนำมาใช้ในโรงงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ เป็นเทคโนโลยีที่รับมาจากบริษัทสัญชาติไต้หวันและญี่ปุ่น โดยระบุว่าบริษัทสัญชาติไต้หวันนั้นมีชื่อว่า Pou Chen Corp. ซึ่งได้ลงทุนเปิดโรงงานผลิตชิ้นส่วนเพื่อประกอบเป็นหน้าจอ TFT-LCD ในเมื่อคุนชานเช่นกัน มูลค่าการลงทุน 12.5 ล้านดอลลาร์
การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่นี้เริ่มขึ้นแล้ว คาดว่าโครงสร้างพื้นฐานของโรงงานจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปลายเดือนนี้ โดยจะเริ่มดำเนินการผลิตจริงได้ในช่วงปลายปี
โครงการผลิตระยะแรก วางเป้าหมายการผลิตหน้าจอไว้ที่ 90,000 หน่วยต่อเดือน
เจ้าหน้าที่เมืองคุนชานคาดการณ์ว่าเม็ดเงินลงทุนผลิตสินค้าหน้าจอ TFT-LCD โดยเฉพาะนั้นอาจจะขยายตัวแตะระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า โดยประมาณมูลค่าผลิตไว้ที่ 100,000 ล้านหยวนต่อปี หรือประมาณ 509,759 ล้านบาท
รายงานขาวระบุว่า Longteng จะจับมือกับผู้ผลิตหน้าจอ TFT-LCD อีก 2 แห่ง หนึ่งคือบริษัทร่วมทุนระหว่าง SVA Group และ NEC Corp. จากญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สองคือบริษัท BOE Technology Group Co. Ltd. ของจีนที่มีรายงานว่าเริ่มหมายตาประเทศฮ่องกงไว้เช่นกัน
จีนเตรียมเปิดโรงงานผลิตจอแอลซีดีมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กรกฎาคม 2548 15:12 น.
บริษัทสัญชาติจีนเตรียมเปิดโรงงานผลิตหน้าจอทีเอฟทีแอลซีดีแห่งที่ 3 ภายใต้งบฯ การลงทุนมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าท้ายที่สุดแล้วเม็ดเงินลงทุนโดยรวมอาจทะลุถึงหลัก 6 พันล้านดอลลาร์
โรงงานผลิตหน้าจอแอลซีดีแห่งใหม่ของจีนดำเนินการโดยบริษัท Longteng สถานที่ตั้งคือเมืองคุนชาน (ใช้เวลาเดินทางราวหนึ่งชั่วโมงจากเมืองเซี่ยงไฮ้) ตัวเลขการลงทุนขณะนี้อยู่ที่ 600 ล้านดอลลาร์ ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ส่วนงานพัฒนาด้านเทคนิคและเศรษฐกิจเมืองคุนชาน ประเทศจีน (China Kunshan Economic & Technical Development Zone)
โรงงานนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อผลิตหน้าจอทีเอฟทีแอลซีดี (thin-film transistor LCDs : TFT-LCD) สุดยอดเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หน้าจอทีวีขนาดใหญ่ และหน้าจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ โดยรายงานของรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามระบุว่าเม็ดเงินลงทุนธุรกิจทีเอฟทีแอลซีดีรวมอาจจะมีมูลค่า 5,000 และ 6,000 ล้านดอลลาร์
สำนักข่าวสัญชาติไต้หวันรายงานเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่าเทคโนโลยีที่ Longteng จะนำมาใช้ในโรงงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ เป็นเทคโนโลยีที่รับมาจากบริษัทสัญชาติไต้หวันและญี่ปุ่น โดยระบุว่าบริษัทสัญชาติไต้หวันนั้นมีชื่อว่า Pou Chen Corp. ซึ่งได้ลงทุนเปิดโรงงานผลิตชิ้นส่วนเพื่อประกอบเป็นหน้าจอ TFT-LCD ในเมื่อคุนชานเช่นกัน มูลค่าการลงทุน 12.5 ล้านดอลลาร์
การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่นี้เริ่มขึ้นแล้ว คาดว่าโครงสร้างพื้นฐานของโรงงานจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปลายเดือนนี้ โดยจะเริ่มดำเนินการผลิตจริงได้ในช่วงปลายปี
โครงการผลิตระยะแรก วางเป้าหมายการผลิตหน้าจอไว้ที่ 90,000 หน่วยต่อเดือน
เจ้าหน้าที่เมืองคุนชานคาดการณ์ว่าเม็ดเงินลงทุนผลิตสินค้าหน้าจอ TFT-LCD โดยเฉพาะนั้นอาจจะขยายตัวแตะระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า โดยประมาณมูลค่าผลิตไว้ที่ 100,000 ล้านหยวนต่อปี หรือประมาณ 509,759 ล้านบาท
รายงานขาวระบุว่า Longteng จะจับมือกับผู้ผลิตหน้าจอ TFT-LCD อีก 2 แห่ง หนึ่งคือบริษัทร่วมทุนระหว่าง SVA Group และ NEC Corp. จากญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ สองคือบริษัท BOE Technology Group Co. Ltd. ของจีนที่มีรายงานว่าเริ่มหมายตาประเทศฮ่องกงไว้เช่นกัน