|0 คอมเมนต์
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews ... 0000129534
หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | Section1:ข่าวปก
ไขปริศนาทำไมต้องเป็นสื่อมาเลย์
โดย ผู้จัดการรายวัน 22 กันยายน 2548 08:41 น.
กลุ่มชาวบ้านตันหยงลิมอร์
เสียงด่าทอและตะโกนขับไล่ทหารรวมทั้ง นักข่าวไทยจากกลุ่มสตรีและเด็กที่นั่งขวางเป็นกำแพงมนุษย์ กีดกันไม่ให้ใครเข้าไปยังหมู่บ้านตันหยงลิมอร์ ต.ตันหยงลิมอร์ อ.ระแงะ จ.นราธิวาสนราธิวาส ดังอื้ออึงเซ็งแซ่
กลุ่มนักข่าวและทหารมีเป้าหมายในการเข้าหมู่บ้านเพื่อติดตาม สถานการณ์ที่กลุ่มชาวบ้านกักตัว 2 ทหารนาวิกโยธิน สังกัดค่ายจุฬาภรณ์ จ.นราธิวาส เอาไว้ภายในหมู่บ้านเนื่องจากสงสัยว่าทหารทั้งสองนาย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยิงถล่มร้านน้ำชาภายในหมู่บ้าน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 4 ราย เมื่อคืนวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา
ขณะที่กลุ่มชาวบ้าน ยื่นข้อเรียกร้องว่าจะเปิดเผยให้ข้อเท็จจริงแก่สื่อมวลชนจากประเทศมาเลเซีย เท่านั้น ยิ่งทำให้สถานการณ์ที่บ้านตันหยงลิมอร์ตึงเครียดมากขึ้น เพราะการจะนำผู้สื่อข่าวมาเลเซียเข้ามาไม่ใช่เรื่องง่าย และเมื่อมาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าชาวบ้านจะเชื่อว่าเป็นผู้สื่อข่าวจากมาเลเซีย จริงหรือไม่
ด้านนายนัจมุดดีน อูมา อดีตส.ส.นราธิวาส พรรคไทยรักไทย ที่เข้ามาช่วยประสานเจรจากับกลุ่มชาวบ้าน บอกว่า ชาวบ้านอยากให้โทรทัศน์ของประเทศมาเลเซียมารายงานข่าว เขาบอกว่ารู้สึกเชื่อมั่นในสื่อของมาเลเซียมากกว่าเพราะพูดภาษาเดียวกัน ผมก็บอกกับชาวบ้านว่า นักข่าวของไทย โดยเฉพาะนักข่าวในพื้นที่หลายคนก็พูดภาษามลายูได้ แต่เขาก็ยังไม่ยอม ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าต้องเป็นนักข่าวจากมาเลเซียเท่านั้น นักข่าวไทยสู้นักข่าวมาเลเซียไม่ได้ แต่ก็ไม่ยอมบอกเหตุผลว่าทำไม คิดว่าชาวบ้านคงกลัวเกิดเหตุเหมือนเหตุการณ์ที่ตากใบ
นี่คือปริศนาที่ชวนให้สงสัยยิ่งว่า เหตุใด สื่อมวลชนไทย จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจาก ชาวบ้านในพื้นที่นี้ !!!
คำพูดของกลุ่มสตรีและเด็กๆ ภายในหมู่บ้านร่วม 100 คน ดังระงมเซ็งแซ่อยู่ภายในเต็นท์ ซึ่งชาวบ้านช่วยตั้งขวางถนนทางเข้าหมู่บ้านเอาไว้ โดยมีเด็กและกลุ่มสตรีเหล่านี้นั่งขวางเป็นกำแพงมนุษย์เอาไว้ คำพูดคุยกันเหล่านี้ฟังความได้ว่า เราจะรอนักข่าวจากมาเลเซียเท่านั้น ทำให้นักข่าวไทยนับสิบคน ที่ยืนอยู่หลังเชือกสีเหลืองกั้นเขตระหว่างนักข่าวกับชาวบ้านรู้สึกสงสัยกัน ไปตามๆ กัน ว่า ทำไม ชาวบ้านที่นี่ ถึงไม่เชื่อนักข่าวไทยด้วยกัน
เสียงผู้หญิงคนหนึ่ง ตอบพอจับใจความได้ว่า พวกเราไม่ใช่ผู้ร้าย หมู่บ้านนี้ไม่มีผู้ก่อการร้าย
กลุ่มสื่อมวลชนสัญชาติไทยจึงถามคำถามเดิมย้ำอีกครั้งว่า ทำไมจึงปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแก่นักข่าวไทย ไม่ชอบนักข่าวไทยหรือ ?
สตรีมุสลิมอีกคนหนึ่งในแนวโล่ห์มนุษย์ ตอบว่า ไม่ใช่ไม่ชอบ เราไม่ได้รังเกียจนักข่าวไทย แต่ขอให้นักข่าวมาเลย์มาด่วน จากนั้น นักข่าวไทยก็จะได้ข่าวเหมือนกัน เธอกล่าวท่ามกลางเสียงสนับสนุนของเพื่อนๆ รอบข้าง
นักข่าวอีกคนถามว่า ไม่เชื่อใจนักข่าวไทยหรือ
เธอคนเดิมที่ตอบคำถามเมื่อครู่ ตอบโดยเรียกเสียงฮือฮาได้ทั้งเต็นท์ว่า นักข่าวไทยเป็นพวกเดียวกับทหาร นักข่าวกับทหารเป็นเพื่อนกัน เพราะฉะนั้นเราไม่เชื่อ
ขณะที่นายอับดุลเราะห์มาน อับดุลซามัด ประธานคณะกรรมการกลางอิสลามจังหวัดนราธิวาส ให้ความเห็นว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่นั้นทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คงมีแต่บางรายเท่านั้นที่เสนอข่าวไปอย่างเกินกว่าเหตุ ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องระวังให้มากขึ้น การเสนอข่าวต่างๆ นั้น จะต้องคำนึงถึงตัวผู้ให้ข่าวด้วย ชาวบ้านไม่อยากจะให้ข่าวเพราะกลัว จึงปฏิเสธที่จะให้ข่าว ซึ่งนักข่าวเองจะต้องปรับตัวเพื่อให้ชาวบ้านเกิดความไว้วางใจมากกว่านี้
ส่วนนายกูเฮง ยาวอหะซัน ส.ส.ประจำพื้นที่ พรรคชาติไทย ให้ความเห็นว่า โดยพื้นฐานชาวบ้านในพื้นที่ค่อนข้างจะไม่พอใจการรายงานของสื่อมวลชนไทยอยู่ แล้ว นับตั้งแต่การรายงานข่าวในระดับสากลที่มักจะปกป้องและเอาใจประเทศมหาอำนาจ ที่รุกรานประเทศมุสลิม แต่ยังไม่ถึงกับระดับที่จะปฏิเสธการรายงานของสื่อมวลชนไทย
เมื่อคืนผมก็พยายามติดต่อกับคนในหมู่บ้าน ยังไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายถึงขั้นนี้ เพราะเขาเองก็ต้องการความชัดเจนว่าใครเป็นคนยิงเข้าไปร้านน้ำชา
เขาเชื่อว่า การเรียกร้องให้สื่อมวลชนมาเลเซียเข้ามาทำรายงานข่าวนั้นอาจเกิดจากชี้นำของ ผู้ที่เข้าไปประสานงานกับชาวบ้านในระหว่างนี้
ส.ส.ประจำพื้นที่ ยังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการพยายามใช้สื่อมวลชนของมาเลเซียให้เป็นประโยชน์มี ความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์การอพยพ 131 คนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และเชื่อว่ามีความต้องการที่พยายามจะยกระดับประเด็นสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นประเด็นสากล
........................................
หากมองย้อนหลังตั้งแต่เกิดเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ความไม่ไว้วางใจของชาวบ้านต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐสั่งสมมาเป็นลำดับและสัมผัส ได้อย่างชัดเจนนับแต่เหตุปล้นปืนเป็นต้นมา แต่สำหรับสื่อมวลชนไทยแล้ว ดูเหมือนว่า ความไม่ไว้วางใจของชาวบ้านจะก่อตัวขึ้นหลังการสลายการชุมนุมหน้าสภ.อ.ตากใบ เนื่องเพราะสื่อมวลชนของไทย โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเข้าถึงชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนไม่ได้ทำหน้าที่ สื่อมวลชน อย่างอิสระและครบถ้วนสมบูรณ์ อาจจะด้วยถูกกันออกจากพื้นที่ ถูกขอร้องจากเจ้าหน้าที่รัฐ ฯลฯ
สื่อไทย จึงรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ตรงตามความเป็นจริง ขณะที่ชาวบ้านได้เห็น ของจริง จากทีวีฝั่งมาเลย์
แต่นั่นไม่ได้ทำให้สื่อมวลชนไทย รู้สึกตัว กระทั่งเหตุการณ์ 131 คนไทยอพยพเข้าฝั่งมาเลย์ เมื่อปลายเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวจึงได้สัมผัสแรงต่อต้าน ไม่ไว้วางใจจากชาวบ้านเป็นครั้งแรกชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ชาวบ้านละหาน ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส บอกกับนักข่าวหลายสำนักที่พยายามเข้าพื้นที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า คนในหมู่บ้านนี้หนีเข้าไปฝั่งมาเลย์จริงหรือไม่ว่า คนในหมู่บ้านพวกเราไม่ได้หนีเข้าไปขอลี้ภัยฝั่งมาเลย์ เราไม่ได้ทำผิดอะไร จะหนีไปทำไม ขออย่าทำให้มีการเข้าใจผิด .....ข่าวลงผิด เราเลยไม่อยากให้นักข่าวเข้ามา
หมู่บ้านละหาน ไม่ต้อนรับนักข่าวจนบัดนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น นักข่าวหลายสำนักพยายามเข้าพื้นที่แต่ถูกไล่ออกมา ไม่เว้นแม้แต่นักข่าวมุสลิมจากค่ายเนชั่น ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่ายที่ทำข่าวเข้าข้างชาวบ้านมากที่สุด
เช่นเดียวกับหมู่บ้านตันหยงลิมอร์ ในเวลานี้ที่นักข่าวถูกมองจากชาวบ้านว่าเป็น พวกเดียวกับทหาร
คำถามคือ กระแสไม่ไว้วางใจสื่อไทย เพราะไม่มีความเป็นอิสระ ไม่ตรงไปตรงมา มีอคติ และเป็นกระบอกเสียงให้กับราชการ ไม่ใช่ชาวบ้าน กำลังลุกลามเหมือนกับกระแส ข่าวลือ หรืออย่างไร ?
เหตุการณ์ที่ชาวบ้านไม่ไว้ใจสื่อที่ปรากฏชัดถึงสองครั้งสองคราวใน เวลาไม่ห่างกัน เกิดจากการสร้างกระแสของผู้ก่อความไม่สงบ หรือแท้จริงแล้วมันคือ สนิมเกิดแต่เนื้อในตน ที่สื่อเองก็ เข้าไม่ถึง เช่นเดียวกัน เพราะนักข่าวในพื้นที่หรือส่งไปจากส่วนกลางส่วนใหญ่เป็น ไทยพุทธ โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นมุสลิมและพูดภาษามลายู ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการ เข้าถึง ชาวบ้านซึ่งรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน
พื้นที่จังหวัดนราธิวาส จึงดูเหมือนจะอยู่ในสภาพยากจะคลี่คลายปัญหา ไม่ว่าเรื่องใดๆ ทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไปจนถึง ข่าว ที่ถูกสื่อออกมาจากพื้นที่โดยอาศัยแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก กระทั่งกระแสไม่ไว้วางใจสื่อไทยเริ่มลุกลาม
โสรยา สาเรป นักข่าววิทยุ INN ให้ความเห็นว่า ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ในระยะหลังท่าทีของชาวบ้านเริ่มแปลกไป สะท้อนผ่านสีหน้าที่ไม่ต้อนรับ ทำให้ไม่ได้ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
