ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
miracle
Verified User
โพสต์: 18134
ผู้ติดตาม: 0

ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ปัจจุบัน สถานการณ์ในพม่านั้น การเมืองเริ่มเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
ท่าที US และ ยุโรป ที่มีต่อพม่านั้น ไม่ได้เป็นการคว่ำบาตรเหมือนเมื่อก่อนนี้แล้ว
เริ่มมีการเจรจาการค้าขายออกนอกประเทศมากขึ้น กว่าแต่ก่อนแล้ว

ดังนั้นประตูไปสู่พม่าในทางเรือยังไม่มี แต่กำลังเริ่มมีคือ ท่าเรือน้ำลึกทวาย

ท่าเรือน้ำลึกทวายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะ แผ่นดินจีนตอนใน
ไม่มีทางออกทะเล ถ้าออกทะเลได้นั้น ต้องลงมาทางใต้ หรือไม่ก็ลัดเลาะตามแม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำธรรมชาติ
แต่น่าเสียดายที่แม่น้ำโขงนั้น มีเกาะแก่งมากมาย ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าตามลำน้ำได้อย่างสะดวก
ดังนั้น จีนก็จีึงหาทางออกทะเล โดยการช่วยเหลือพม่า ตั้งแต่ยังปิดประเทศเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
การลงทุนของจีนในพม่ามีปริมาณเม็ดเงินที่สูงกว่าชาติต่างๆ คือ ไทย สิงคโปร์ เป็นต้น

แต่ไทยนั้นได้ปลามันชิ้นงามคือ ท่าเรือน้ำลึกทวาย เป็นเมกะโปรเจ็กต์ของพม่าเลย
ตอนนี้เห็นได้ว่า เรานั้นสร้างทุกอย่างให้เชื่อมต่อระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวายและท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังให้เสร็จ
ให้ทันกัน เพื่อให้เราและพม่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทะเลจีนใต้ (มหาสมุทรแปซิฟิก)และมหาสมุทรอินเดีย
เป็นการย่อหย่อนระยะทางเดินเรือ และ ระยะเวลาที่ใช้ในการเดินเรือ ในช่องแคบมะละกาลง และลดความหนาแน่นของเรือที่เดินสมุทรผ่านช่องแคบดังกล่าวลงด้วย

ดังนั้น แผนการนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือเปล่า ต้องติดตามกันต่อไป
แต่อย่าลืมว่า ระบบล้ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีระบบรางด้วยด้วย
:)
:)
ภาพประจำตัวสมาชิก
thaloengsak
Verified User
โพสต์: 2716
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ผมหาข่าวดีๆแบบนี้มานานแล้วครับ
ขอบคุณครับพี่
ลงทุนเพื่อชีวิต
patongpa
Verified User
โพสต์: 1904
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 3

โพสต์

ผมคาดว่าวันนึงเมื่อถึงรอบ อิตาเลียนไทยจะวิ่งแรงเท่ากับเอสทีพีไอสมัยก่อน
ภาพประจำตัวสมาชิก
tok
Verified User
โพสต์: 833
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 4

โพสต์

ครม.ไฟเขียวแผนสศช.พัฒนาพื้นที่ท่าเรือฯทวาย

ครม.ไฟเขียวแผนสภาพัฒน์ฯ พัฒนาพื้นที่รองรับท่าเรือน้ำลึกทวาย มั่นใจฉุดจีดีพีไทยพุ่ง1.9 %

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอของสำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์ หรือโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายว่า ที่ประชุมครม.ได้เห็นชอบตามที่ สศช.นำเสนอในการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของประเทศพม่า และมอบหมายให้คณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน รับไปพิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.53

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า สาระสำคัญที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในการสนับสนุนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ประเทศพม่า คือ การแบ่งระยะเวลาก่อสร้างออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระหว่าง ปี 2554-2558 จะครอบคลุมท่าเรือด้านใต้ การสร้างระบบคมนาคมเชื่อมโยงทวายและชายแดนไทย-พม่า 4 ช่องจราจร การเปิดด่านพรมแดน โครงการถนนเชื่อมโยงสนามบินทวาย อ่างเก็บน้ำขนาด 93 ล้านลูกบาศก์เมตร โรงไฟฟ้าถ่านหิน ถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรม ระบบระบายน้ำ-ประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ที่พักอาศัย และพื้นที่ส่วนราชการแบบเบ็ดเสร็จ

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ส่วนในระยะที่ 2 ระหว่างปี 2556-2561 จะครอบคลุมการพัฒนาระบบระบายน้ำเพิ่มเติม การขยายถนนเชื่อมโยงทวายเป็น 8 ช่องจราจร ศูนย์การค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ จากนั้นเป็นระยะที่ 3 ระหว่างปี 2559-2563 จะครอบคลุมท่าเรือด้านเหนือ ถนนในเขตอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม รวมไปถึงรถไฟ สายส่งไฟฟ้า ท่อก๊าซ-น้ำมันที่เชื่อมโยงจากประเทศไทย ทั้งนี้สศช.ได้เสนอว่าการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายจะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีศักยภาพในการเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกของภูมิภาค และเป็นสะพานเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับประเทศในภูมิภาค อีกทั้งยังจะเพิ่มจีดีพีของไทยอีกร้อยละ 1.9

http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... ฯทวาย.html
เป็นโครงการขนาดใหญ่มากๆ การลงทุนสามารถทำให้ GDP ขยายตัวได้ถึง 1.9%

ลองไปค้นดู อิตาเลี่ยน-ไทย ได้ลงนามข้อตกลงกับทางพม่าไว้เมื่อปลายปี 2553 ในการสร้างท่าเรือ เส้นทางคมนาคม และนิคมอุตสหกรรม
'ท่าเรือน้ำลึกทวาย' อภิมหาโปรเจกต์เชื่อมอุษาคเนย์

โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า (Dawei Deep Sea Port & Industrial Estate Project and Transborder Corridor Link) เป็นอภิมหาโปรเจกต์ความร่วมมือระหว่างไทยกับพม่า คาดการณ์กันว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะเป็นประตูเศรษฐกิจ (Gate Way) แห่งใหม่ของโลกตะวันตกและตะวันออก

โครงการนี้ ถือเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์และการค้าขนาดใหญ่ของภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในแถบทะเลจีนใต้ ผ่านทะเลอันดามัน ไปสู่มหาสมุทรอินเดียซึ่งเป็นเส้นทางที่สามารถส่งสินค้าทั้งไปและกลับทางน้ำ ผ่านไปสู่กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง, ทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกา ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ ช่วยพัฒนาการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เจริญเติบโตในระยะยาวต่อไป

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2553 บริษัท อิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ได้ร่วมลงนามใน Framework Agreement กับ Myanma Port Authority, Ministry of Transport ของสหภาพพม่า เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า ซึ่งบริษัทฯเป็นผู้ได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการ ประกอบด้วย

1) ท่าเรือน้ำลึก
2) นิคมอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ โรงเหล็ก โรงปุ๋ยโรงไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่นๆ
3) เส้นทางการคมนาคมได้แก่ ถนน ทางรถไฟ และท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เชื่อมระหว่างเมืองทวาย สหภาพพม่า กับประเทศไทยที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี
4) ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า ศูนย์การท่องเที่ยว รีสอร์ท และศูนย์พักผ่อนบริษัทฯ

พื้นที่โครงการตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสหภาพพม่า ห่างจากเมืองทวาย ประมาณ 30 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ถึง 400,000 ไร่ หรือ 250 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก 2 ท่า ส่วนที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม ส่วนที่พักอาศัย ส่วนราชการ และส่วนอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งมีพื้นที่ริมทะเลเป็นแนวหาดทรายมีความยาวมากกว่า 12 กิโลเมตร

บ.อิตาเลียนไทย ได้ลงมือก่อสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย จากบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี เชื่อมโยงถึงท่าเรือน้ำลึกทวาย ระยะทาง 160 กิโลเมตร โดยด่านพุน้ำร้อนมีระยะทางห่างจาก อ.เมือง ประมาณ 71 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 129 กิโลเมตร ดังนั้น ระยะทางจากทวายถึงกรุงเทพฯ จึงมีระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์เพียง 4 ชั่วโมง

โดยเฟสแรกจะเป็นการสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2555 ภายใต้งบประมาณมูลค่า 2 พันล้านบาท ระหว่างนั้นจะเริ่มดำเนินการเฟสที่สองคือ การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเฟสที่สามคือ การสร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม แบ่งเป็นโซนต่างๆ ประกอบด้วย โซน (A) Port & Heavy Industry โซน (B) Oil & Gas Industry โซน (C1) Up Stream Petrochemical Complex โซน (C2) Down Stream Petrochemical โซน (D) Medium Industry และโซน (E) Light Industry

ท่าเรือน้ำลึกทวายนี้ ยังอยู่ในโครงการเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) ตามกรอบความร่วมมือยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมในพื้นที่ที่มีศักยภาพตามเส้นทางพัฒนา 3 แนวทาง คือ ทั้งระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC ระหว่างเมืองดานัง เวียดนาม-เมืองเมาะละแหม่ง พม่า) และระเบียงเศรษฐกิจแนวใต้ (Southern Economic Corridor : SEC ระหว่างนครโฮจิมินห์ เวียดนาม-เมืองทวาย พม่า) รวมทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor : NSEC ระหว่างนครคุนหมิง จีนตอนใต้-กรุงเทพฯ)

ข้อมูลจากรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ (Final Report) โครงการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมภูมิภาคระยะที่ 3 : แผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมชายแดน, กันยายน 2553 และจากเว็บไซต์โลจิสติกส์ ไดเจสต์ (http://www.logisticsdigest.com) ระบุผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการนี้ คือ ด้านศักยภาพความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ กล่าวได้ว่า ท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็น New Land Bridge ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการกระจายสินค้าในระดับโลก สามารถเชื่อมโยงตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ มาทางมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน ซึ่งแต่เดิมสินค้าที่ส่งไปยุโรป แอฟริกา หรือตะวันออกกลางจะต้องผ่านทางช่องแคบมะละกา ใช้ระยะเวลานาน 16-18 วัน หากท่าเรือน้ำลึกทวายแล้วเสร็จจะช่วยร่นระยะเวลาการขนส่งในปัจจุบัน หากขนส่งจากทะเลจีนใต้มายังทะเลอันดามัน หรือจากเวียดนามมายังพม่าจะใช้เวลาเพียง 6 วัน ทำให้ช่วยลดระยะทางการขนถ่ายสินค้า และลดค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าได้มากขึ้น

สำหรับประเทศไทยท่าเรือน้ำลึกทวายจะเป็นประตูเศรษฐกิจบานใหม่ ที่เชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกทวาย กับท่าเรือแหลมฉบัง ตามยุทธศาสตร์การค้าการลงทุน เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านของรัฐบาล ดังนั้น สินค้าต่างๆ ที่ไม่ว่าจะมาจากยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ย่อมจะผ่านท่าเรือน้ำลึกทวายออกสู่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยใช้ระยะเวลาเพียง 1 วัน เท่านั้น และสามารถส่งผ่านไปยังประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบแปซิฟิค

ในส่วนของความเชื่อมโยงเชิงพื้นที่ท่าเรือน้ำลึกทวายเชื่อมโยงกับประเทศไทย ที่ด่านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งสถานภาพเป็นด่านชายแดนชั่วคราว ยังไม่มีการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยทางจังหวัดได้กำหนดให้เป็นจุดผ่านแดนชั่วคราวเพื่อให้ บ.อิตาเลียนไทย ใช้ผ่านเข้าออกในการก่อสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย และทางจังหวัดกาญจนบุรีได้กำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของจังหวัดในด้านการพัฒนาพื้นที่ ชายแดนและการเชื่อมโยงด้านการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน

นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ทราบว่า เวลานี้ประเทศพม่าได้ประกาศให้พื้นที่ก่อสร้างที่เมืองทวาย เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ แล้ว จึงอยากให้ กาญจนบุรี ถูกประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน ซึ่งได้เสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปแล้ว ในส่วนการพัฒนาของจังหวัดนั้น จำเป็นต้องพัฒนาในด้านที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงระหว่างประเทศฝั่งตะวันตกกับประเทศฝั่งตะวันออก โดยผ่านเส้นทางทางระเบียงแนวตะวันออก-ตะวันตก หรือที่เรียกว่า East-West Economic Corridor : EWEC ระหว่างเมืองดานัง เวียดนาม-เมืองเมาะละแหม่ง พม่า

นอกจากนี้ ทางจังหวัดยังได้ประสานกับทางมหาวิทยาลัยของพม่า เพื่อแลกเปลี่ยนให้ทุนการศึกษากับนักศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยน ระหว่างไทย-พม่าด้วย โดยหวังจะให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งในเรื่องความรู้และภาษาระหว่างกันด้วย

ผวจ.กาญจนบุรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้กำลังเร่งเรื่องการเปิดจุดผ่อนปรนระหว่างชายแดน และเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวทางด้านเศรษฐกิจ โดยจังหวัดกาญจนบุรี จะได้ประโยชน์ในเรื่องการค้าขายและการท่องเที่ยว คาดว่า ภายใน 2-3 เดือน น่าจะสามารถเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวทางด้านเศรษฐกิจได้

รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ยังระบุว่า สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนา อุตสาหกรรมภูมิภาคระยะที่ 3 : แผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมชายแดนในพื้นที่จังหวัดกาญนบุรี ขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยส่วนหนึ่งของผลการศึกษา พบว่า หากมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น ด่านพุน้ำร้อนจะมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก (Industry Export Processing Zone: IEPZ) เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประกอบกับศักยภาพของพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่สามารถเชื่อมโยงทางฝั่งตะวันตก (ท่าเรือน้ำลึกทวาย สหภาพพม่า) และสามารถเชื่อมโยงฝั่งตะวันออก (ท่าเรือวังเตา ประเทศเวียดนาม) ได้ จึงสามารถพัฒนาโดยจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Inland Container Depot: ICD) เพื่อทำการรวบรวม และกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ อันจะสามารถเชื่อมโยงตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ มาทางมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน และสามารถส่งเสริมการลงทุนด้านอุตสาหกรรมห้องเย็น เพื่อรองรับวัตถุดิบที่จะมีในอนาคตเพื่อการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) เป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่มีความหลากหลายก่อนกระจายไปยังผู้บริโภคปลายทางต่อไป

ไม่เพียงแต่ประโยชน์ด้านโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ประเทศไทยยังจะได้ประโยชน์ในด้านแรงงานซึ่งมีปริมาณมาก อุปทานแรงงานก็มีอยู่จำนวนมาก และมีค่าจ้างแรงงานถูก การใช้แรงงานพม่าจะทำให้ทำให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตลง อุตสาหกรรมการผลิตที่จะได้ประโยชน์เชิงเปรียบเทียบจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ แรงงานเข้มข้น อาทิ อุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร ที่เป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์ขั้นต้นที่ใช้กระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เฟอร์นิเจอร์ อัญมณี ในส่วนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมหนักก็เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะได้ประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากมีพื้นที่ของโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่รองรับอุตสาหกรรมหนักอยู่แล้ว

นายนิพัฒน์ เจริญกิจการ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ว่า โครงการดังกล่าว จะสร้างผลดีในด้านการค้า ทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงาน ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุ ป่าไม้ และยังมีทรัพยากรในน้ำที่มีมูลค่าอีกจำนวนมาก โดยปัจจุบันประเทศจีน อินเดีย และสิงคโปร์ ได้ทยอยเดินทางเข้าไปลงทุนกันแล้ว ผลดีทางธุรกิจที่จังหวัดกาญจนบุรีจะได้รับโดยตรง คือ ท่าเรือทวายจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหม่ของจังหวัดกาญจนบุรี แรงงานต่างด้าวสามารถเข้ามารับจ้างได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากมีการเปิดด่านในอนาคต เชื่อจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของเราสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง นอกจากนี้ การเปิดท่าเรือน้ำลึกทวาย ยังจะช่วยดึงดูดนักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มาลงทุนเพิ่มมากขึ้น ดูได้ในช่วงนี้ โรงแรมเล็กๆ เพียง 3 แห่ง ในเมืองทวายไม่มีห้องว่างไว้รองรับเลย เพราะจำนวนนักธุรกิจที่มุ่งหน้าไปดูทิศทางการลงทุนกันเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี ในเว็บไซต์โลจิสติกส์ ไดเจสต์ ได้กล่าวถึงโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ว่าเป็นโอกาสดีที่ยังต้องรอการพิสูจน์ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงระยะเริ่มต้นของการพัฒนาเท่านั้น ต้องอาศัยระยะเวลานานพอสมควรซึ่งคงไม่ต่ำกว่า 10 ปี โครงการจึงจะแล้วเสร็จสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีอุปสรรคบางประการที่เป็นความเสี่ยงภายในจากปัญหาการเมืองและชนกลุ่มน้อยของพม่าที่เรื้อรังยืดเยื้อมาตั้งแต่ในอดีต และนโยบายของรัฐบาลพม่าที่ยังไม่มีความชัดเจนและแน่นอน ดังนั้น โครงการนี้จะสำเร็จได้หรือไม่คงต้องตามลุ้นกันต่อไป

ซึ่งดูจะสอดคล้องกับความเห็นของ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งให้ความเห็นกับไทยรัฐออนไลน์ว่า ประเทศพม่ายังไม่มีความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมากนัก ดังนั้นธุรกิจน่าจะมาถึงเติบโตก่อนความเจริญ ส่วนอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน จะเป็นอุตสาหกรรมการส่งออก ที่น่าลงทุน สำหรับประเทศไทยควรจะมีการลงทุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ทั้งนี้ ยังน่าห่วงเรื่องความชัดเจนของประเทศพม่า หลังจากที่ปิดประเทศมานาน

"เมื่อท่าเรือน้ำลึกทวายสร้างแล้วเสร็จ ผู้ลงทุนก็คงจะหันไปลงทุนจำนวนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันต้องมองว่า กลุ่มผู้ลงทุนเหล่านั้น จะไปลงทุนที่ประเทศใด ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องพิจารณาดูอีกที "

นายพยุงศักดิ์ ยังเห็นว่า ท่าเรือน้ำลึกทวายนี้ จีนมีแนวโน้มได้เปรียบเรื่องโลจิสติกส์ มากกว่าไทย เพราะเส้นทางเชื่อมระหว่างตะวันตกและตะวันออก ก่อนที่จะลงมาไทยแล้วกระจายไปตามฝั่งทะเล นักธุรกิจก็มีแนวโน้มที่จะไปลงทุนในลาว เวียดนาม สิงคโปร์ มากกว่าไทย เนื่องจากไทยยังไม่น่าลงทุนมากนักด้วยปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ดังนั้นพม่าจึงจะได้รับประโยชน์มากที่สุด ในการสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย

ส่วนประเทศไทย หากต้องการเป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาค ก็มีโอกาสจะเป็นไปได้ แต่เราจะต้องวางแผนและนโยบายอย่างดี ถึงแม้ว่าไทยจะมีสมดุลทางธุรกิจและความหลากหลายทางธุรกิจมากกว่าประเทศอื่นก็ตาม ทั้งนี้ยังหมายรวมถึงบรรยากาศในการค้าขายของประเทศไทยด้วย ซึ่งทั้งหมดถือเป็นความพร้อมในการลงทุน ที่นักธุรกิจต่างชาติจะมองมาที่ไทย

http://www.thairath.co.th/content/eco/164199
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ii'8N
Verified User
โพสต์: 3682
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 5

โพสต์

Dawei หรือ Tavoy (แล้วแต่ภาษาสำเนียงไหนในพม่า) ถ้าโดยสรุป คือทางขนส่ง จากท่าเรือฝั่งตะวันออกไทยไปยังอ่าวเบงกอล
มันคือทางลัดวัยรุ่นใจร้อน อ้อมแผ่นดินแหลมทอง ของเอเชียอาคเนย์


คนที่มองในแง่ logistics หลังจากที่ไทยผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากการขุดคลองกระหรือคอคอดกระ ที่จะลัดเส้นทางเส้นทางการขนส่งทางเรือ ตรงด้ามขวาน
การขนส่งเรือสินค้าจากจีน เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไม่ต้องไปอ้อมทางแหลมมลายู ช่องแคบ มะละกา คือเข้าสิงคโปร์-มาเลย์ สิงคโปร์-อินโด และได้เพิ่ม ตรงที่ได้เข้าเอเชียใต้ คือพม่า อินเดีย บังคลาเทศ ที่จะต่อสินค้าขึ้นไปจีนตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกกลางทางบก

เมื่อมีโครงการทวาย ก็หวังว่ามันจะทดแทนได้ เป็น land bridge ดูจากรูป ระยะทางสั้นมาก เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม

แต่ยังไงก็คงไม่แทนได้จริงเหมือนให้เรือผ่านแบบคลองกระ เพราะการเทถ่ายจากเรือมาบก แล้วบกลงเรือ ต้องเคลียร์สินค้าหลายรอบ และผ่าน 2 ประเทศ คงไม่ใช่เรื่องสนุก
แต่ก็เป็นโอกาสที่ดี ก้ต้องมีบางรายการ ที่ต้องการความรวดเร็วกว่าหลายวัน ใช้เส้นทางลัด

ภาพจาก http://www.oknation.net/blog/akom/2011/02/03/entry-1
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ii'8N
Verified User
โพสต์: 3682
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ที่จริง มีผู้ใช้เส้นทางเดิม 3 ช่องแคบ ที่มีความเป็นไปได้จะลัดทางนี้ ถ้ามีความเร่งด่วน

มะละกา
.... เรารู้จักกันดี ตรงสิงคโปร์-มาเลย์

ซุนด้า
....แทงผ่านมาเลย์ 2 แผ่นดิน และอินโด ชวา-สุมาตรา (ตรงเมืองหลวงจาการ์ต้า)

ลอมบ็อค
......เส้นการเดินเรือ จากฟิลิปินส์ผ่านอินโดหมู่เกาะลอมบ็อคตอนใต้ ของอินโด (ใกล้ๆ บาหลี)
pak
Verified User
โพสต์: 5659
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 7

โพสต์

นายกฯถก‘เต็งเส่ง’พัฒนาทวาย นายกฯใช้เวที"ดับเบิลยูอีเอฟ"ยกระดับจีทูจี
Source -กรุงเทพธุรกิจ (Th), Saturday, May 26, 2012


กยอ.หารืออิตาเลียนไทยเผยโครงการใหญ่ เกินกำลังเอกชน เตรียมตั้งกรรมการดูแล

กยอ.เสนอรัฐบาลยกระดับโปรเจคนิคมฯ ทวาย เป็นความร่วมมือระดับรัฐบาล ไทย-พม่า เสนอนายกฯ ถก เต็ง เส่ง ในเวทีดับเบิลยูอีเอฟ สัปดาห์หน้า ผลักดันลงนามเอ็มโอยู ด้าน ไพรินทร์ ชี้พัฒนาเชื่อมทวายมีจุดอ่อนต้องแก้ ความเชี่ยวชาญของอิตาเลียนไทย-ขนาดพื้นที่-ไม่มีท่อก๊าซ-อุปสรรคเดินทาง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน วานนี้ (25 พ.ค.) ว่าที่ประชุมได้มีมติที่จะเสนอให้รัฐบาลยกระดับโครงการท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวายเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลพม่ากับรัฐบาลไทย (จีทูจี) จากเดิมที่โครงการดังกล่าวเป็นสัมปทานของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับรัฐบาลพม่า

เขากล่าวว่า จะเสนอให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือกับนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่า ในโอกาสที่นายเต็ง เส่ง เดินทางเข้ามาร่วมประชุม World Economic Forum on East Asia (WEF) ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ และจะพยายามผลักดันให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู)

นายอาคม กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือกันว่าโครงการดังกล่าวถือว่า มีความสำคัญต่อภูมิภาคและประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการที่เชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกในภาคตะวันออกของไทย (อีสเทิร์นซีบอร์ด) โดยนิคมอุตสาหกรรมทวายจะเป็นฐานในการขยายการลงทุนของอุตสาหกรรมต้นน้ำของประเทศไทย และช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งสินค้าของไทยไปยังภูมิภาคอื่นๆ

ขณะนี้ ไทยก็มีความพร้อมในการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์เส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 97 กม.มูลค่าโครงการ 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการ รวมทั้งแหล่งที่มาของเงินทุนที่เหมาะสมด้วย

ทั้งไทยและพม่าให้ความสำคัญกับโครงการทวายเป็นอย่างมาก และต้องการที่จะเห็นโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ดังนั้น กยอ.จึงเห็นว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับโครงการนี้โดยยกระดับโครงการขึ้นเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐกับรัฐ โดยจะมีการคุยกับอิตาเลียนไทย เนื่องจากโครงการอาจจะเกินกำลังเอกชนที่จะดำเนินการโดยลำพัง รัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการในการทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อเร่งผลักดันการสนับสนุนในหลายรูปแบบ ได้แก่ การสนับสนุนทางการเงิน สามารถพิจารณาสนับสนุนทั้งเงินให้เปล่า และเงินกู้ รวมทั้งรัฐบาลสามารถช่วยชักชวนนักลงทุนต่างชาติทั้งที่ลงทุนอยู่ในไทยและยังไม่ได้เข้ามาลงทุนให้ไปลงทุนในทวายในอนาคต ในระดับรัฐบาลต้องหารือกันหลายเรื่อง เช่น การพัฒนาจุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อนให้เป็นด่านสากล

กำหนดกรอบ 5 ด้าน พัฒนาฝั่งตะวันตก

เขากล่าวถึง กรอบแนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับโครงการทวายของไทย มี 5 ด้าน คือ 1. ให้กำหนดเป็นแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาล ในการสนับสนุนโครงการพัฒนาท่าเรือทวายโดยอาจมีการผลักดันให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่รัฐบาลพม่า และรัฐบาลของประเทศคู่ค้ารวมถึงนักลงทุน

2. เร่งเจรจากับทางการพม่าเพื่อเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวและถาวร ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อม ณ จุดแดนบ้านพุน้ำร้อน 3. พิจารณาแนวทางสนับสนุนทางการลงทุนที่เหมาะสมร่วมกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย โดยพิจารณาจัดตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจใหม่ที่ประกอบไปด้วยรัฐวิสาหกิจ และเอกชนไทยที่มีศักยภาพในการลงทุน

4. เร่งรัดการก่อสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าฝั่งไทยระหว่างกรุงเทพฯ-บ้านพุน้ำร้อนให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานและมาตรฐานเส้นทางในพม่า และ 5. ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลพม่าในมิติต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมการดำเนินโครงการโดยเฉพาะระบบการเงินและยกระดับมือแรงงาน

ไพรินทร์ ชี้ทวายยังมีจุดอ่อนต้องแก้

ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าโครงการนิคมอุตสาหกรรมทวายมีจุดอ่อนอยู่ 4 ด้าน คือ 1. บริษัทอิตาเลียนไทยเป็นนักพัฒนาที่ดิน (developer) ไม่ใช่นักลงทุน (investor) 2. ขนาดของพื้นที่ทวายขนาดใหญ่มาก 3. ท่อก๊าซไม่ได้ขึ้นฝั่งที่ทวาย ซึ่งเมื่อเทียบกับมาบตาพุด หากไม่มีท่อก๊าซขึ้นที่มาบตาพุด ก็จะไม่เกิดอุตสาหกรรมเหมือนทุกวันนี้ และ 4. ทำเลที่ตั้งของทวายอยู่สูงกว่ากรุงเทพฯ การเดินทางต้องข้ามภูเขา การขนสินค้าต้องข้ามภูเขา ซึ่งต้องมาดูว่าคุ้มหรือไม่

ทำไมต้องเลือกที่ทวาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นก็เคยมาศึกษาที่เวียดนาม แต่หากให้เราทำ เราก็พร้อมสนับสนุน นายไพรินทร์กล่าว

เดินหน้ารถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง

นายอาคม กล่าวว่าที่ประชุม กยอ.นั้นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม ได้รายงานถึงความคืบหน้าความร่วมมือพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูงระหว่างไทยกับจีนว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างหลักการจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) รถไฟความเร็วสูง คาดจะสามารถผลักดันให้เสร็จสิ้นภายใน 5 เดือน หลังจากนั้น จะเปิดให้มีการประมูลก่อสร้างและเสนอเทคโนโลยีการเดินรถ ใน 4 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯะ หนองคาย กรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน ในวงเงิน 3 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้เสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง หรือ การปรับปรุงเส้นทางรถไฟที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพรองรับการขนส่งสินค้าทางรางควบคู่ไปกับการขนส่งผู้โดยสาร เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าของประเทศลงได้ด้วย โดยจะนำเสนอ ครม.ในเร็วๆ นี้

ตั้งอนุกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำตะวันออก

นายอาคม กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีมติตั้งคณะกรรมการคณะอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก 9 จังหวัด (อยอ.) โดยมีนายวุฒิพงษ์ ฉายแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

คณะอนุกรรมการชุดนี้ จะมีหน้าที่ในการวางแผนในการบริหารจัดการและแก้ปัญหาน้ำในลุ่มน้ำตะวันออก 9 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นครนายก ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และสระแก้ว

ชง ครม.แผนลงทุนกู้เงินในประเทศ

นอกจากนั้น ประธาน กยอ.ได้เสนอแนวคิดว่าจะเสนอต่อ ครม.พิจารณาว่า ครม.ควรจะมีมติออกมาอย่างชัดเจนว่า การลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ที่จะมีการลงทุน 5 ปี ในวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท รวมทั้งการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องใช้เงินกู้ในการลงทุน รวมถึงโครงการกู้เงินเพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจด้วย

เขากล่าวว่า จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าให้ใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เนื่องจากขณะนี้ ระบบเงินออมของไทยมีสูงมาก ทำให้สภาพคล่องมีสูงถึง 6-7 แสนล้านบาท และทุนสำรองเงินตราก็มีค่อนข้างสูง จึงไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากต่างประเทศ

การกู้เงินในประเทศเพื่อลงทุนนั้นจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย คือ นอกจากไม่ต้องเสียอัตราดอกเบี้ย หรือค่าธรรมเนียมที่จะบวกเพิ่ม ยังจะมีเม็ดเงินในการหมุนเสียนในระบบทำให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญ การไม่กู้เงินจากต่างประเทศจะช่วยให้ค่าเงินบาทอยู่ในสภาพที่แข่งขันได้ นายอาคมกล่าว

ไม่พูดถึงใช้ทุนสำรอง

ส่วนการนำเงินสำรองออกมาใช้ในการลงทุนนั้น นายอาคม กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ความหมายของการกู้เงินในประเทศ คือ ให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาแนวทางจัดหาเงินกู้ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ กู้เงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ การออกพันธบัตร หรือการระดมทุนผ่านกองทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (PPP)

การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ซอฟท์โลน) จำนวน 3 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลต้องการให้เป็นสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ หลังประสบอุทกภัย นายวีรพงษ์ ได้ขอให้สมาคมธนาคารไทยช่วยเร่งรัดให้สถาบันการเงินพิจารณาปล่อยสินเชื่อดังกล่าวให้มากขึ้นโดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) เนื่องจากพบว่าตัวเลขการอนุมัติเบิกจ่ายปัจจุบันยังต่ำมากโดยมีการปล่อยกู้เพียง 0.97% ขอให้สมาคมธนาคารไทยช่วยตรวจสอบปัญหาของการอนุมัติสินเชื่อดังกล่าวเพื่อหารแนวทางแก้ไขต่อไป

ไทย-พม่าให้ความสำคัญกับโครงการทวายมาก และต้องการที่จะเห็นโครงการเกิดขึ้นได้จริง

--จบ--



ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
ภาพประจำตัวสมาชิก
champ_st
Verified User
โพสต์: 533
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 8

โพสต์

ขอแสดงความคิดเห็นบ้างครับ เนื่องจากเคยศึกษาเรื่องพม่ามานิดหน่อย
จริงๆแล้วถ้าในความเห็นผมมองว่า ท่าเรือน้ำลึกทวายกับเหตุอุตสหกรรมทวาคงเกิดได้ยากถ้าจะเกิดคงต้อใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีครับ ด้วยเหตุผลดังนี้
ระบบโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ในบริเวณนี้ยังขาดความพร้อมอย่างยิ่ง ตั้งแต่

รูปแบบกฏหมาย (จริงๆแล้วคนเราพึ่งมาสนใจว่าต่างชาติเลิกคว่ำบาตรกับพม่า บราๆตามที่ตีข่าวกันว่าแต่ถ้าในเชิงไม่เป้นทางการนั้น รัฐบาลในต่างประเทศก็ไมได้คว่ำบาตรไม่คบค้าสมาคมพม่าแบบหมดสินเยื่อใยครับ ยังมีการเจรจาพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการและมีโครงการแลกเปลี่ยนในหลายเรื่อง) กลับมาที่รุปแบบกฏหมายต่อส่วนใหญ่ที่เอกชนยังรู้สึกกังวลคือระบบการเก็บภาษี ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักสากลในหลายๆอย่างเช่นต้องนำเข้าก่อนถึงส่งออกได้ การร่วมทุน การดำเนินกิจการของต่างด้าว และที่น่าสนใจคือการใช้ที่ดินของพม่า ถ้าจำไม่ผิดสัมประทานใช้ที่ดินนี่ 30ปีครับต่อไม่ต่อแล้วแต่ความพึงพอใจของรัฐบาลซึ่งสั้นมากแต่ค่าเช่าที่ดินก็โครตถูกเลย แถวทวายที่ไร่ละ 20บาทต่อปี

พื้นที่ดินและเขตถนนชุมชนรอบๆนี่ยังเป้นถนนลูกรังรังครับ เขตที่เจริญที่สุดของพม่า คือเส้นย่างกุ้ง-มันดาเล ถนนปูนซีเมน รถบรรทุกวิ่งได้ 70 กม/ชม แล้วคิดว่าเขตนี้ที่ยังไม่ไปไหนจะมีสภาพถนนเป็นอย่างไร เหตุนี้ทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกของพม่าสูงมาก เรียกว่าเกือบที่สุดในภูมิภาคนี้

เทียบไซด์โครงการทวาย (15 ล้านBTU)ถ้าสำเร็จคือจะมีขนาดใหญ่กว่ามาบตาพุด 1 เท่า(7.5ล้านBTU) แต่ก็เล็กกว่าท่าเรือสิงคโปค์ 1 เท่า(30ล้าน BTU)เช่นกัน ซึ่งสำหรับพม่าแล้วถือว่าการจัดการเป็นเรื่องสำคัญมากและคิดว่าคงยังทำได้ไม่ดีแถมที่บอกว่าจะให้พันมิตรมาจัดการก็คงเป้นเรื่องยากเพราะติดปัญหาการเมือง กฏหมาย ผลประโยชน์ ชาวบ้าน

ถ้ามองถึงท่าสำคัญทางเศรษฐกิจจริงๆพม่ามีท่าเรือที่สำคัญแล้ว คือย่างกุ้งซึ่งเป้นเมืองเศรษฐกิจด้วย ถ้าเทียบปริมาณการขนถ่ายสินค้าแล้วท่าที่ย่างกุ้งก็ 80%ของการขนถ่ายทางทะเลครับ นอกจากนั้นยังมีท่าเรือที่สำคัญอย่าง มะละแมง และยะอับอีกท่า เลยมองว่าท่าเรือทวายนี่ยังไม่ค่อยน่าสนใจในตอนนี้ จีนอาจมองแค่ท่านี้ใช้ขนส่งแก๊สของอินเดียเข้าจีนเท่านั้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน
"สิ่งที่ถูกต้องก็คือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดก็คือผิด แม้ทุกคนจะทำสิ่งนั้น" ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย
ภาพประจำตัวสมาชิก
dome@perth
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 4740
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 9

โพสต์

น่าสนใจ โปรเจ็คใหญ่จริงๆ
รูปภาพ
http://www.daweidevelopment.com/index.p ... ptual-plan
"ไม่มีสุตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด ไม่ใช่แค่โชค
หนทางจะได้มาซึ่ง อิสระภาพทางการเงิน
มันมาจาก ความขยัน การไขว่คว้า หาความรู้
เชื่อและตั้งมั้นในหลักการลงทุนที่ถูกต้อง
"
pak
Verified User
โพสต์: 5659
ผู้ติดตาม: 0

Re: ทำไมต้อง การลงทุนตอนนี้ไปแต่ทวาย

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ลงนามพม่าหนุนลงทุน ไทยปักธงยึดหัวหาดเต็มที่ โครงสร้างพื้นฐาน-การเงิน [ โพสต์ทูเดย์, 30 พ.ค. 55 ]

ยึดหัวหาดพัฒนาพม่า ไทยลงนาม "เต็งเส่ง" ร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พัฒนาตลาดเงินตลาดทุน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาดรักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี
(ครม.) วันที่ 29 พ.ค. มีมติอนุมัติการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาใน
เมียนมาร์ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
โพสต์โพสต์