โค้ด: เลือกทั้งหมด
โลกในมุมมองของ Value Investor 26 พฤษภาคม 55
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
หุ้นที่ผมมักถือรวมอยู่ในพอร์ตแบบหนึ่งโดยเฉพาะในยามที่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมีราคาไม่ถูกแล้วก็คือ หุ้นที่ผมเรียกว่า “หุ้นพันธบัตร” นี่คือหุ้นที่มีคุณสมบัติคล้าย ๆ กับพันธบัตรนั่นก็คือมันให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้าง “มั่นคง” และผลตอบแทนที่ได้ต่อปีอยู่ในระดับที่ “พอใช้ได้” วัดจากอัตราเงินปันผลเมื่อเทียบกับราคาที่ซื้อ ซึ่งในภาวะปัจจุบันก็ไม่ควรต่ำกว่า 4-5% ต่อปี นอกจากนั้น เงินปันผลนี้จะต้องไม่ลดลงในอนาคตและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อของระบบเศรษฐกิจ ส่วนผลตอบแทนที่เกิดจากราคาหุ้นหรือ Capital Gain นั้น ผมจะไม่นำมาคิดในช่วงที่ซื้อหุ้น เป็นไปได้ว่าราคาหุ้นอาจจะเพิ่มขึ้นทำให้ผลตอบแทนรวมสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม หุ้นอาจจะปรับตัวลงทำให้ผลตอบแทนรวมลดลงหรือแม้แต่ขาดทุนได้ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าราคาหุ้นไม่น่าจะปรับตัวลงมาแรงนักเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ เหตุผลก็เพราะเงินปันผลของบริษัทน่าจะยังดีเหมือนเดิม ซึ่งจะทำให้ Yield หรือผลตอบแทนเงินปันผลสูงขึ้นถ้าราคาหุ้นลดลง และนั่นทำให้นักลงทุนบางกลุ่มสนใจที่จะเข้ามาลงทุนซื้อหุ้น และด้วยเหตุผลเดียวกัน คนที่ถือหุ้นอยู่ก็จะไม่อยากขาย ดังนั้น ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ลงมามากนัก
ฟังอย่างผิวเผินบางคนอาจจะบอกว่านี่คือหุ้น Defensive หรือหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดี เวลาเราพูดถึงหุ้น Defensive เรามักนึกถึงหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ยอดขายไม่ใคร่ถูกกระทบมากนักโดยภาวะเศรษฐกิจไม่ว่าจะทางดีหรือร้าย เช่น อุตสาหกรรมอาหารหรือกลุ่มสาธารณูปโภค เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หุ้น Defensive นั้น ยังต้องประสบกับการแข่งขันที่เข้มข้น ต้องต่อสู้กับคู่แข่งในตลาดเสรี เช่นเดียวกับที่ต้องควบคุมหรือประสบกับปัญหาด้านต้นทุนของสินค้าที่ผลิต ดังนั้น แม้ว่ายอดขายโดยรวมของอุตสาหกรรมจะมั่นคงสม่ำเสมอ แต่ยอดขายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกำไรของแต่ละบริษัทอาจจะผันผวนได้ไม่น้อยขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัท แต่หุ้นพันธบัตรในความหมายของผมนั้น จะต้องมีความสม่ำเสมอและมั่นคงมากกว่านั้น และการที่บริษัทจะมีผลประกอบการแบบนั้นได้ มันควรจะต้องมีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ข้อแรกก็คือ มันควรอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ Defensive ซึ่งยอดขายโดยรวมไม่ผันผวนมากนักตามภาวะเศรษฐกิจ สินค้าหรือบริการเป็นสิ่ง “จำเป็น” ในชีวิตของผู้คน ถ้ายอดขายมีความผันผวนหรือมีความไวต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหรือปัจจัยแวดล้อมมาก ๆ ก็เป็นเรื่องยากที่กิจการจะมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอได้
ข้อสองก็คือ ผลประกอบการของบริษัทไม่ควรที่จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหรือปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะในปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้มากนัก เช่น ไม่ควรขึ้นอยู่กับความต้องการหรือ Demand ของสินค้า หรือไม่ควรขึ้นอยู่กับเรื่องคู่แข่งหรือผู้ให้บริการรายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา หรือถ้าจะพูดไปก็คือ บริษัทอาจจะไม่ได้อยู่ในตลาดของการแข่งขันเสรีเนื่องจากเหตุผลต่าง ๆ ซึ่งอาจจะรวมถึงเรื่องของกฎระเบียบ สัมปทาน สัญญาหรือข้อตกลงที่มีการลงนามและผูกพันในระยะยาว หรือแม้แต่เรื่องที่เป็นการผูกขาดตามธรรมชาติของธุรกิจ เป็นต้น นอกจากนั้น ผลประกอบการของบริษัทก็ไม่ควรที่จะต้องขึ้นอยู่กับต้นทุนสำคัญที่ไม่อยู่ในการควบคุมของกิจการด้วย เพราะนี่อาจจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทถูกกระทบได้มาก ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าราคาสินค้าหรือบริการของบริษัทสามารถปรับตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไปได้
ข้อสามซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญมากที่สุดข้อหนึ่งที่จะบอกว่ามันเป็นหุ้นพันธบัตรหรือไม่ ก็คือ ความสำเร็จหรือผลประกอบการของบริษัทน่าจะขึ้นอยู่กับ Operation หรือการดำเนินงานบางอย่างเท่านั้น เช่น ถ้าบริษัทสามารถผลิตหรือให้บริการตามที่ตกลงหรือตามที่กำหนดเป็นภารกิจของบริษัทได้แล้ว บริษัทก็จะสามารถทำกำไรได้ในระดับที่น่าพอใจ และกิจกรรมหรืองานที่บริษัททำนั้นไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ที่ทำได้ยาก แต่เป็นการทำงานตามปกติของบริษัท โอกาสที่บริษัทจะทำไม่ได้หรือเกิดการผิดพลาดมีน้อย และนี่ทำให้บริษัทมีกำไรและจ่ายปันผลได้ในอัตราที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ
ข้อสุดท้ายที่ผมจะต้องกล่าวถึงก็คือ ในขณะที่หุ้นพันธบัตรนั้นสามารถให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมั่นคงมาก แต่มันก็มีข้อเสียเช่นเดียวกันในแง่ที่ว่า กำไรที่ดีผิดปกติก็มักจะไม่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เหตุผลก็เพราะว่าบริษัทที่มีคุณสมบัติแบบนี้มักจะ “ถูกล็อก” ไม่ให้ทำกำไรเกินควรจากรัฐบาลหรือหน่วยงานควบคุมเนื่องจากมันอาจจะมีอำนาจในการผูกขาด หรือมันเป็นเรื่องของสัญญาที่ผู้ให้สัญญาต้องเป็นผู้จ่ายเงิน ดังนั้น หุ้นพันธบัตรจึงมีลักษณะคล้าย ๆ พันธบัตรนั่นคือ ความเสี่ยงต่ำในแง่ของผลประกอบการ แต่ผลตอบแทนก็มักจะไม่สูงโดยเฉพาะถ้ามองจากมุมของตัวกิจการเอง
เงื่อนไขในการลงทุนในหุ้นพันธบัตรของผมเองก็คือ ผลตอบแทนที่ผมคาดว่าจะได้จากหุ้นพันธบัตรนั้น จะต้องดีกว่าการถือพันธบัตร นั่นก็คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปีของหุ้นจะต้องดีกว่าหรืออย่างน้อยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ผมจะได้จากการถือพันธบัตรรัฐบาลซึ่งปัจจุบันก็อยู่ที่ประมาณ 5% ต่อปี และบริษัทควรที่จะมีการเติบโตของยอดขายและกำไรอย่างน้อยเท่ากับอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณ 3% ต่อปี ดังนั้น โดยรวมแล้ว อย่างต่ำผมควรจะได้ผลตอบแทนประมาณไม่น้อยกว่า 8% ต่อปี โดยวิธีหาหุ้นที่จะเข้าข่ายก็ทำได้อย่างง่าย ๆ โดยดูที่กำไรปีล่าสุดว่าเป็นเท่าไรและปันผลเป็นเท่าไร ต่อมาก็ดูว่ากำไรและปันผลนั้นบริษัทน่าจะรักษาระดับอยู่ได้รวมถึงสามารถเติบโตได้อย่างน้อย 3-4% ขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไรปีละ 5 บาทต่อหุ้น ในกรณีแบบนี้ ผมก็จะยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ราคาไม่เกิน 100 บาทซึ่งจะทำให้ผมได้เงินปันผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี ซึ่งดีกว่าการถือพันธบัตรเนื่องจากการถือหุ้นผมน่าจะได้กำไรจากราคาหุ้นด้วย เพราะหุ้นตัวนั้นจะมีการเติบโตจากกำไรและปันผลที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
การถือหุ้นพันธบัตรนั้น ผมจะไม่ถือจำนวนมากในพอร์ต ผมจะถือไว้เพื่อเป็นการ “ถ่วง” ไม่ให้พอร์ตหวือหวาเกินไป เช่นเดียวกัน ในยามที่หาหุ้นที่ดีและราคาถูกยากแต่ก็ไม่ใช่เวลาขายหุ้นอย่างในช่วงนี้ ผมก็ไม่อยากเก็บเป็นเงินสดหรือลงทุนในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนน้อย ดังนั้น หุ้นพันธบัตรก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เหนือสิ่งอื่นใด ทุกครั้งที่จะลงทุนในหุ้นพันธบัตร ผมก็หวังที่จะ “โชคดี” ในแง่ที่ว่าบริษัทมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่นาน ที่จะทำให้กำไรและปันผลสูงขึ้นมากกว่าปกติมาก ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงกว่าที่คาด แต่ไม่ว่าในกรณีใด ผมจะต้องมั่นใจพอสมควรว่าในระยะเวลา 2-3 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนที่ผมจะได้จากหุ้นพันธบัตรจะต้องไม่แพ้พันธบัตรอย่างแน่นอน