โค้ด: เลือกทั้งหมด
โลกในมุมมองของ Value Investor 17 มีนาคม 55
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
กลยุทธ์ “ยอดนิยม” อย่างหนึ่งของบริษัทในตลาดหุ้นก็คือ ถ้ากิจการของบริษัทนั้นดีหรืออยู่ในช่วง “ขาขึ้น” บริษัทก็ไปเทคโอเวอร์หรือซื้อกิจการที่ทำเหมือนกันแต่อาจจะทำไม่ได้ดีเท่าเข้ามาเพิ่มเติม การทำแบบนี้อาจจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นไปอีก หรืออย่างน้อยก็ทำให้คน “เชื่อ” ว่ากิจการของบริษัทจะดีขึ้นไปอีก ผลก็คือ ราคาหุ้นก็จะ “วิ่งระเบิด” ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว บริษัทอาจจะไม่ดีขึ้นเลยเมื่อคำนึงถึงเม็ดเงินที่ต้องใช้ในการซื้อกิจการที่อาจจะสูงไม่คุ้มค่ากับกำไรที่ได้เพิ่มขึ้นมา เหตุผลก็คือ คนที่ขายกิจการนั้น เขารู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร คงไม่ยอมขายถูก ๆ ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อซื้อกิจการแล้ว คนซื้อนั้นสามารถ “เพิ่มมูลค่า” ของกิจการนั้นได้มากน้อยแค่ไหน อย่าไปคิดว่าบริษัทชำนาญในการบริหารกิจการประเภทนั้นอยู่แล้วและการเทคโอเวอร์กิจการแบบเดียวกันจะต้องมี Synergy หรือสามารถลดต้นทุนของกิจการลงได้มาก เราจะต้องวิเคราะห์ถึงแหล่งของการประหยัดที่ว่านั้นได้จริง ๆ ไม่ใช่เชื่อแต่คำพูดของผู้บริหารโดยไม่ตั้งคำถาม เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การเทคโอเวอร์สำหรับผมแล้ว มันเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่าย และอะไรที่ทำได้ง่าย ผมมักจะ “ไม่ให้ราคา” มากนัก
ถ้ากิจการของบริษัทนั้นไม่ดี หรืออยู่ในช่วง “ขาลง” หรือบางทีก็ “เจ๊ง” อยู่ บริษัทต้องการ “Turnaround” หรือฟื้นฟูกิจการให้กลับมามีกำไร บริษัทก็ไปซื้อกิจการหรือไปสร้างธุรกิจใหม่ที่กำลังมีอนาคต “สดใส” เป็นธุรกิจ “Sun Rise” หรือธุรกิจที่กำลังเติบโต ทุกคนกล่าวขวัญถึงตัวอย่าง เช่น ธุรกิจพลังงานทดแทน โดยเฉพาะที่สามารถขายโดยได้เงินชดเชยจากหน่วยงานของรัฐ ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่กำลัง “ร้อนแรง” ในช่วงนี้ หรือธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ “มีกำไร” อยู่แล้วที่เจ้าของอาจจะ “โอนเข้ามา” ในบริษัท ผลก็คือ ราคาหุ้นก็จะ “วิ่งระเบิด” ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง กำไรที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจจะไม่ได้มากมายอะไรนักเมื่อเทียบกับเงินที่ต้องใช้ในการลงทุน ตัวธุรกิจใหม่เองนั้น ก็ยังไม่รู้ว่าจะเติบโตต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน การ Turnaround หรือฟื้นตัวนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจเดิมเลย ดังนั้น หุ้นแบบนี้จึงไม่น่าจะเป็นหุ้น Turnaround แต่น่าจะเป็นเรื่องของการทำ “ธุรกิจใหม่” ซึ่งบริษัทไม่เคยมีประสบการณ์ และดังนั้น หุ้นจึงไม่น่าจะมี Value หรือมูลค่ามากนัก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มันเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่าย และอะไรที่ทำได้ง่าย ผมมักจะ “ไม่ให้ราคา” มากนัก
การที่ผมไม่ใคร่จะให้ราคาธุรกิจที่ทำได้ง่ายนั้น เป็นเพราะผมเห็นว่าธุรกิจเหล่านั้นจะไม่สามารถทำกำไรสูง ๆ หรือกำไรเมื่อเทียบกับสินทรัพย์สูงได้ในระยะยาว พูดง่าย ๆ กำไรที่ได้มานั้นต้องอาศัยการลงทุนที่ค่อนข้างสูง และสินทรัพย์ที่สูงนั้นก็ต้องอาศัยเงินทุนของเจ้าของมาก และเงินทุนนี้มี “ต้นทุน” ซึ่งคิดไปแล้วก็อาจจะพอ ๆ กับกำไรที่ได้รับ ส่วนสาเหตุที่ธุรกิจที่ทำได้ง่ายไม่สามารถทำกำไรสูงได้นั้น เป็นเพราะว่าถ้าธุรกิจนั้นทำเงินมาก ๆ ในบางช่วงเวลา ก็จะมีคนอื่นเข้ามาทำแข่ง และเมื่อมีคนมาแข่งมาก ราคาสินค้าก็จะลดลง สุดท้าย กำไรของธุรกิจก็จะลดลง และเมื่อกำไรของธุรกิจลดลง ราคาหุ้นก็จะลดลง
ที่ผมพูดว่าธุรกิจที่ทำได้ง่ายนั้น ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการที่บริษัทขายนั้น ทำได้ง่าย ธุรกิจหลายอย่าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในแง่ของคนที่มาทำ พวกเขาจะต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือเป็นวิศวกรที่ชำนาญการ แต่ธุรกิจเหล่านี้ถ้าคนจะก่อตั้งขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับเจ้าเดิมอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก ทางหนึ่งก็คือ เราก็จ้างพนักงานเก่ง ๆ ที่ทำงานเหล่านั้นอยู่แล้วออกมาทำแข่งกับบริษัทที่มีอยู่เดิม ประเด็นก็คือ บริษัทใหม่ของเรานั้น สามารถแข่งขันกับเจ้าเดิมได้โดยที่ไม่ได้มีข้อเสียเปรียบมากนัก นี่ก็คือความหมายของธุรกิจที่ “ทำได้ง่าย” ในสายตาของผม
ตัวอย่างของธุรกิจที่ทำได้ง่ายก็เช่น ทำธุรกิจเหมืองถ่านหิน นี่ก็ไม่ยากนักถ้าเรามีเงินและอาจจะต้องจ้างคนที่มีความเชี่ยวชาญไปหาซื้อเหมืองหรือสัมปทานที่อินโดนีเซีย ขุด แล้วก็ส่งมาขายที่ประเทศไทย เช่นเดียวกัน เราอาจจะทำธุรกิจขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม วิธีก็คือ เราต้องไป “ประมูล” เสนอราคาขายพลังงานไฟฟ้ากับทางการไฟฟ้า ถ้าข้อเสนอเราดี เราก็จะได้ธุรกิจและเราก็สามารถทำธุรกิจนี้ได้ดีเท่า ๆ กับคู่แข่งหรือผู้ให้บริการรายอื่น ธุรกิจอื่น ๆ ที่ผมคิดว่าทำได้ไม่ยากรวมถึงโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย เหตุผลก็คือ อสังหาริมทรัพย์นั้น มีปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ ทำเลที่ตั้ง ซึ่งถ้าเรามีที่ดินหรือซื้อที่ดินที่ดีแล้ว ปัจจัยอย่างอื่นก็มักจะเป็นรองและถ้าเราไม่มีเราก็สามารถจ้างหรือหามาได้ และนั่นเป็นที่มาว่า นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่จำนวนมากสามารถทำโครงการและประสบความสำเร็จได้ ที่น่าสนใจก็เช่น โครงการคอมมูนิตี้มอลหลาย ๆ แห่งที่เปิดขึ้นมาในช่วงเร็ว ๆ นี้
กิจการบางอย่างนั้นเป็นกิจการ “โลว์เท็ค” ดูเหมือนว่าจะทำได้ง่ายมาก เช่น ร้านสะดวกซื้อ นี่ดูเหมือนว่าใคร ๆ ก็ทำได้ พนักงานนั้นขอให้คิดเลขเป็นบ้างก็ทำได้แล้ว ระบบอะไรต่าง ๆ ก็ดูไม่น่ายากและก็สามารถหาซื้อได้ในตลาด แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ในยุคสมัยนี้ การทำร้านสะดวกซื้อที่จะ “ทำกำไรได้” นั้น เป็นเรื่องที่ยาก สาเหตุก็เพราะในขณะนี้เรามีผู้ให้บริการรายใหญ่มากที่เขาได้สร้างกิจการมาจนมีความได้เปรียบในด้านของต้นทุนและคุณภาพของบริการรวมถึงความได้เปรียบในด้านการตลาดมากซึ่งทำให้รายที่เข้ามาใหม่ที่ต้องเริ่มจากขนาดที่เล็กไม่สามารถแข่งขันได้ พูดง่าย ๆ มันเป็นธุรกิจที่ทำยาก ถ้าจะทำให้ได้กำไร และนี่คือคำจำกัดความของ “ธุรกิจที่ทำยาก” ของผม
การที่ธุรกิจจะทำได้ง่ายหรือทำได้ยากนั้น นอกจากเรื่องของธรรมชาติของอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือตัวโครงสร้างและวงจรชีวิตของอุตสาหกรรมว่าในขณะนั้นเป็นอย่างไร ในบางธุรกิจที่วงจรชีวิตยังเพิ่งจะเริ่มต้นไม่มีผู้นำหรือรายใหญ่ที่แท้จริง การทำธุรกิจอาจจะง่าย ผู้ที่เริ่มเข้ามาทำก่อนอาจจะทำได้ง่าย แต่เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตขึ้น มีการแข่งขันที่รุนแรงและในที่สุดก็มี “ผู้ชนะ” ที่สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดมาได้มากพอและเหนือกว่าคู่แข่งลำดับต่อ ๆ ไปมาก การทำธุรกิจสำหรับรายใหม่ก็จะยากขึ้นและยากขึ้นเรื่อย ๆ หน้าที่ของ VI ก็คือ คอยวิเคราะห์ดูว่าธุรกิจที่เรากำลังดูอยู่นั้นทำได้ง่ายหรือยากในขณะนั้น ถ้าธุรกิจนั้นทำได้ง่ายสำหรับคนมาใหม่เราก็อย่าให้คุณค่ามากแม้ว่าในขณะที่เราดูนั้นบริษัทอาจจะทำกำไรได้ดีหรือคาดว่าจะทำกำไรได้ดีก็ตาม
บางครั้งเราอาจจะพบว่า กิจการที่เราดูอยู่นั้นสามารถทำกำไรได้ดีมาก แล้วบริษัทก็ประกาศขยายงานอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างก็ตื่นเต้นและประมาณการการเติบโตของกำไรในอนาคตสูงมากอาจจะเป็น 2 เท่าตัว นอกจากกำไรที่โตแบบก้าวกระโดดแล้ว พวกเขาก็อาจจะตีความว่าบริษัทเป็นบริษัทที่ “โตเร็วมาก” ดังนั้น พวกเขาก็จะให้ค่า PE สูงขึ้นมากเช่นที่เคยซื้อขายที่ 10 เท่าก็กลายเป็น 20 เท่า ซึ่งทำให้มูลค่าของหุ้นโตขึ้น 4 เท่าตัว แต่สิ่งที่เขาอาจจะไม่ได้ดูก็คือ นี่อาจจะเป็นธุรกิจที่ “ทำได้ง่าย” กำไรที่เห็นหรือคาดอาจจะไม่ยั่งยืน และในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป กำไรอาจจะถอยกลับลงมาหรือไปไม่ถึงตามที่คาด ราคาหุ้นก็อาจจะตกลงมา และคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่สูงลิ่วก็จะเจ็บตัวอย่างหนัก และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับธุรกิจที่ “ทำได้ง่าย”