http://bit.ly/mgXJCK
ธุรกิจ : BizWeek
วันที่ 28 มิถุนายน 2554 01:00
'โสรัตน์ วณิชวรากิจ' จาก 'พ่อค้า' สู่ 'พอร์ตหุ้นพันล้าน'
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

'เคน' โสรัตน์ วณิชวรากิจ จากพ่อค้าแผ่นพลาสติกอะคริลิก สู่เส้นทาง 'วิถีแห่งเซียน' ไล่กวาดหุ้น RS ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2
ความแตกต่างระหว่างคนที่ "ล้มเหลว" กับคนที่ "สำเร็จ" ในนิยามของ "เคน" โสรัตน์ วณิชวรากิจ คนนั้นต้องกล้าตัดสินใจ มีความรับผิดชอบ และการทำสิ่งใดๆ ให้สำเร็จต้องมีองค์ประกอบของข้อมูลที่มากพอ และมีเวลาสำหรับการขบคิดอย่างสงบ เพื่อทำให้เกิดการตัดสินใจที่ดีที่สุด
"เคน" เลือกที่จะยืนข้างความสำเร็จทั้งบทบาท "นักธุรกิจ" และบทบาท "นักลงทุน" ในตลาดหุ้น แม้ "ความล้มเหลว" จะเคยมาเยือนเขาถึงขั้น "เจ๊งย่อยยับ" ถึง 2 รอบ แต่ก็ลุกขึ้นมาได้โดย "ใหญ่กว่าเก่า" ทุกครั้ง
"เคน" โสรัตน์ จัดเป็นนักลงทุนรายใหญ่พอร์ตระดับ "พันล้านบาท" เขาได้รับการขนานนามในกลุ่มเพื่อนแวดวงแวลูอินเวสเตอร์ (วีไอ) ว่า "ฟอร์มเยอะ จัดหนัก" วินาทีนี้เจ้าของนามแฝง Ken Sorat ในเว็บบอร์ด Thaivi กำลังเป็นจุดสนใจของนักลงทุนในวงกว้างมากขึ้น เมื่อมีชื่อเขาปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อาร์เอส (RS) จำนวน 120.94 ล้านหุ้น สัดส่วน 13.70% มูลค่ากว่า 420 ล้านบาท เป็นรองแค่ "เฮียฮ้อ" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ เจ้าของบริษัทเพียงคนเดียว
ไม่เพียงเท่านั้นนักลงทุนหนุ่มใหญ่วัย 38 ปีรายนี้ ยังถือหุ้นใหญ่อีกหลายบริษัท ประกอบด้วย ถือหุ้น HTECH อันดับ 2 จำนวน 25.24 ล้านหุ้น สัดส่วน 10.52% ถือหุ้น SALEE อันดับ 3 จำนวน 16.88 ล้านหุ้น สัดส่วน 6.87% ถือหุ้น PREB อันดับ 5 จำนวน 10.25 ล้านหุ้น สัดส่วน 5.01% ถือหุ้น SAMART อันดับ 8 จำนวน 35.20 ล้านหุ้น สัดส่วน 3.59% ถือหุ้น SAMTEL อันดับ 5 จำนวน 11.08 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.84% ถือหุ้น PTL อันดับ 5 จำนวน 9.76 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.22% และถือหุ้น SVI อันดับ 16 จำนวน 10 ล้านหุ้น สัดส่วน 0.52% เป็นต้น
ในอีกบทบาทโสรัตน์จัดเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จ มีอาณาจักรธุรกิจภายใต้การบริหารมูลค่านับ "พันล้านบาท" ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของ บริษัท แพนเอเชีย อุตสาหกรรม บริษัทมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เป็นผู้ผลิตแผ่นพลาสติกอะคริลิกรายใหญ่ มียอดขายปีละกว่า 600 ล้านบาท โรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง
นอกจากนี้ โสรัตน์ยังมีบริษัทในเครืออีก 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท วี.อาร์.เค.เอ็นจิเนียริ่ง ผลิตอุปกรณ์รถยนต์ บริษัท โซโย่ อินเตอร์เนชั่นแนล ส่งออกแผ่นพลาสติก และเศษพลาสติก บริษัท โพลีเฟล็กซ์ มีเดีย ผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกทุกชนิด บริษัท สไมล์ คอร์ปอเรชั่น ทำธุรกิจประเภทไม้ เหล็ก และอะลูมิเนียม และบริษัท เอแอนด์เอฟ ทำธุรกิจซื้อมาขายไปเกี่ยวกับอุปกรณ์เสริมของบริษัทในเครือ ซึ่งบริษัททั้ง 6 แห่ง มีทุนจดทะเบียนรวมกันประมาณ 300 ล้านบาท มียอดขายรวมกันปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท
วันนี้เขาเรียกองค์กรของเขาว่า "Ken Dragonization" วัฒนธรรมองค์กรแบบของ "มังกรเคน" ก็คือ ทำงานเชิงรุก, ใฝ่รู้ทุกลมหายใจ, ทำงานเป็นทีม, ยิ้มรับการเปลี่ยนแปลง และดำเนินธุรกิจด้วยจริยธรรม ไม่แปลกที่จะเห็นพนักงานแพนเอเชียถูกเรียกออกมารวมตัวเต้นแอโรบิก หรือถูกจับให้มานั่งเรียนหนังสือ (เทรนนิ่ง) โดยมีเถ้าแก่เคนเป็นคุณครูใหญ่ แม้แต่การส่งข่าวสารจากผู้นำถึงพนักงานยังทำผ่านคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านทาง YouTube
เคนเล่าว่า ตัวเขาเป็นทายาทคนที่ 3 มีพี่ชายสองคน คือ โยธิน วณิชวรากิจ อายุ 43 ปี พี่ชายคนกลาง ชัยทัต วณิชวรากิจ อายุ 41 ปี ตอนอายุ 22 ปี รับอาสาพี่น้องเข้ามาช่วยดำเนินกิจการของครอบครัวโดยเริ่มงานในตำแหน่งฝ่ายขายและฝ่ายจัดซื้อ ช่วงนั้นบริษัทมียอดขายเพียงปีละ 50 ล้านบาท
แต่ทางเดินไม่ได้โปรยด้วยกลีบกุหลาบหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ (ลอยตัวค่าเงินบาท) ปี 2540 กิจการของแพนเอเชีย "เกือบล้มละลาย" มีหนี้สินเพิ่มพูนจาก 50-60 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท สุดท้ายต้องตัดสินใจปรับโครงสร้างหนี้ และปรับตัวครั้งใหญ่จนสามารถกอบกู้กิจการไว้สำเร็จ หลังจากนั้นมา 7 ปีก็สามารถเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้กู้" เป็นบริษัท "ปลอดหนี้" ปัจจุบันไม่มีหนี้สินแม้แต่บาทเดียว และบริษัทมียอดขายเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี ทุกวันนี้ถือว่ากิจการเริ่มอยู่ตัวแล้วจึงอยากใช้เวลาต่อจากนี้ไปลงทุนในตลาดหุ้น และทำอย่างอื่นบ้าง
สำหรับเส้นทางสู่ตลาดหุ้น โสรัตน์ กล่าวว่า เริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้นครั้งแรกตอนอายุประมาณ 16-17 ปี ตอนนั้นมุ่งมั่นมากบวกกับมั่นใจเกินร้อยคิดว่าตัวเอง "เก่ง" เพราะเป็นคนสนใจใฝ่หาความรู้เกี่ยวกับการเงิน ชอบการค้าขาย และเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง สมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ เคยได้รับคัดเลือกให้เป็น "ประธานนักเรียน"
ช่วงที่เริ่มเล่นหุ้นใหม่ๆ กำลังจะเข้าเรียนปี 1 คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ก่อนหน้านั้นชีวิตก็วนเวียนอยู่ในอาชีพค้าขายมาตลอด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีความมั่นใจในตัวเองว่าสามารถทำเงิน 100,000 บาท งอกเงยเป็นหลายแสนหรือหลายล้านบาทได้ในเวลาไม่นาน เงินที่เอามาเล่นหุ้นเป็นเงิน “แต๊ะเอีย” ได้จากการเก็บสะสมจากที่ญาติๆ ให้
"ช่วงนั้นเล่นหุ้นสั้นมากๆ ซื้อหุ้น 1-2 วัน ก็ปล่อยออก จำได้ว่าชอบเล่นแต่หุ้นแบงก์ (สมัยนั้น บง.เอกธนกิจ กำลังบูม) เชื่อมั้ย! เงินในพอร์ตเคยขึ้นไปแตะ 300,000 บาท ตอนนั้นดีใจสุดๆ คิดเลยว่าต้องเล่นให้ได้เงิน 1 ล้านบาท แต่ผ่านมาไม่กี่เดือนเหลือเงิน 30,000 บาท"
โสรัตน์ สรุปว่า ประสบการณ์ครั้งแรกที่ "เจ๊งย่อยยับ" เป็นเพราะ "อายุน้อย-ไร้ประสบการณ์-ขาดทฤษฎี"
"จำได้ว่าผมหาความรู้เรื่องหุ้นจากการอ่านหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจทุกฉบับ แต่การสั่งซื้อขายหุ้นจะเชื่อตามคำแนะนำของมาร์เก็ตติ้งเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจอ่านบทวิเคราะห์ เขาบอกอะไร "เชื่อเขาหมด" เขาบอกว่าซื้อหุ้นตัวนี้สิ! ขาใหญ่กำลังจะเข้าก็ซื้อตาม"
สุดท้าย "เจ๊งสนิท" เลยตัดสินใจ "ปิดพอร์ต-เลิกเล่น" เปิดไว้กี่โบรกฯ ตอนนั้นสั่งปิดหมด เขาบอกว่า ตอนนั้นคิดจะเลิกเล่นหุ้นถาวร ถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้นอายุน่าจะประมาณ 18 ปี พอเวลาผ่านไปถึงกลับมาคิดได้ว่าโดนมาร์เก็ตติ้งหลอกฟันค่าคอมมิชชั่น ยิ่งเราซื้อขายมากเท่าไร เขาก็ได้ค่าคอมฯ มากเท่านั้น
โสรัตน์คุณพ่อลูก 2 ย้อนอดีตให้ฟังต่อว่าหลังจาก "เจ็บ" จากตลาดหุ้นก็มาทุ่มเทช่วยเหลือกิจการของครอบครัวเลิกเล่นหุ้นไปนาน 12 ปี กลับมาอีกครั้งตอนอายุประมาณ 30 ปี คราวนี้ไม่ได้มีทุน 100,000 บาทแล้ว แต่กำเงินมาเล่นหุ้น 10 ล้านบาท ค่อยๆ สะสมหุ้น ไทยสตีลเคเบิล (TSC) หุ้น ปตท.(PTT) หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ,หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และหุ้นแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH)
"หุ้นที่ซื้อไว้ผ่านมา 5-6 ปี เชื่อหรือไม่! เงินในพอร์ตเพิ่มเป็น 100-150 ล้านบาท ที่พอร์ตโตเร็วส่วนหนึ่งเป็นเพราะเล่นมาร์จิน และรู้สึกว่าตัวเองมีความกล้ากับความมั่นใจมากขึ้น หลังจากประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจมาแล้วระดับหนึ่ง ตอนนั้นเรียกได้ว่ามีเงินเท่าไรเทหมดหน้าตัก เงินเดือน เงินเก็บ แม้กระทั่งเงินปันผล ผมก็เอาไปเล่นหุ้นหมด"
สำหรับเทคนิคการเล่นหุ้นตอนนั้นจะเน้น "ปัจจัยพื้นฐาน" ไม่สนวิเคราะห์ทางเทคนิค ถ้าจะอธิบายเป็นข้อๆ ก็คือ หนึ่ง..ผมจะเน้นดูตลาดอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะรู้สึกว่าเริ่มวิเคราะห์เก่งขึ้น สอง..ฟังมาร์เก็ตติ้งแนะนำแค่ 10% แต่ดูข้อมูลเอง 90% ตรงกันข้ามกับตอนอายุ 16-17 ปี ที่ฟังมาร์เก็ตติ้งแนะนำ 100%
สาม..ดูงบการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะ "งบดุล" บริษัทนั้นมีหนี้เยอะหรือไม่, ลูกหนี้เป็นใคร, มีโอกาสเก็บเงินได้หรือเปล่า, กำไรขาดทุนเป็นอย่างไร, ผู้บริหารเคยบอก (ให้ข่าว) ว่า บริษัทจะเติบโตเท่านั้นเท่านี้ที่ผ่านมาทำได้หรือไม่, ต้นทุนการทำธุรกิจสูงมั้ย, บริษัทมีทรัพย์สินจริงๆ เท่าไร
"เรียกได้ว่าไล่ดูพื้นฐานหมดทุกอย่าง ผมจะใช้ความรู้จากการทำงานมาเล่นหุ้น ตอนนั้นคิดว่าทำธุรกิจครอบครัวเติบโตมากขนาดนี้แล้ว ทำไม!จะทำให้เงินในพอร์ตโตไม่ได้..สุดท้ายผมก็ “หัวใจสลาย” อีกครั้ง"
โสรัตน์ กล่าวว่า เมื่อเจอแฮมเบอร์เกอร์ไครซีส (ซับไพร์ม) ตอนปี 2551 ฝรั่งขายหุ้นออกทุกราคาทำให้พอร์ตลงทุนหดลงไป 70% ด้วยความที่ตอนนั้นมีราคาเป้าหมายอยู่ในใจ "หุ้นตกก็ไม่ยอมขาย" กะว่าเดี๋ยวมันต้องขึ้น จนหุ้นเริ่มลง 30% ทำให้โดนโบรกเกอร์บังคับขาย เพราะช่วงนั้นอัดมาร์จินเกือบเต็มพอร์ต
ประสบการณ์เมื่อปี 2551 โสรัตน์ถึงกับเอ่ยปากว่า "มันเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่" ช่วงนั้นคิดในใจกับตัวเองว่า "(กู) ไม่น่าเล่นมาร์จินเลยถ้าเล่นเงินสด ก็คงไม่ขาดทุนย่อยยับถึงขนาดนี้" เพราะหุ้นแต่ละตัวที่ถืออยู่ล้วนแล้วแต่เป็นหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายการถล่มขายของต่างชาติ...โสรัตน์คิดถูกว่าเมื่อมรสุมผ่านไปเดี๋ยวราคาหุ้นก็จะกลับมาเอง แต่เหตุการณ์เฉพาะหน้าของ "ตลาดขาลง" การเล่นมาร์จิน "ยิ่งถือนาน..ยิ่งเจ๊ง"
"ผมต้องขอบคุณความผิดพลาดครั้งนั้นที่ทำให้ผม “ฉลาด” ขึ้น รู้ว่าไม่ควรเล่นมาร์จินอีกต่อไป"
หลัง "เจ็บลึก" รอบนี้ Ken Dragon หายหน้าจากวงการหุ้นไป "หนึ่งปีเต็ม" ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งพร้อมเงินสดก้อนใหม่ 100 ล้านบาท (ครั้งแรกเริ่มด้วยเงิน 100,000 บาท กลับมาครั้งที่สองกำเงินสดมาเล่น 10 ล้านบาท ครั้งที่สาม 100 ล้านบาท)
"คราวนี้ผมไประดมเงินทุนจากบรรดาญาติๆ บางคนเขาก็กลัวเพราะผมเคยขาดทุนจากตลาดหุ้นมาแล้วจะทำให้มันงอกเงยได้จริงหรือ! ผมก็บอกไปว่า นั่นคือ "บทเรียนชั้นยอด" ที่สำคัญที่ผ่านมาผมสามารถกอบกู้ธุรกิจครอบครัวได้สำเร็จ จากยอดขายปีละ 60-70 ล้านบาท วันนี้ 1,000 ล้านบาท..ก็ไม่ธรรมดานะ และวันนี้ผมมีเทคนิคการลงทุนที่ละเอียดมากขึ้น (น้ำเสียงมั่นใจสุดๆ) เพราะมันเป็นเงินของคนอื่นไม่ใช่ของผมคนเดียว ฉะนั้นต้องมีหลักการมากกว่าเดิม"
เรื่องราวของ Ken Dragon เซียนหุ้นผู้เคย "เจ๊งหุ้น" มาแล้วถึง 2 รอบ "ยังไม่จบ" เขากลับมาคราวนี้พอร์ตใหญ่ขึ้นระดับ "พันล้านบาท" สัปดาห์หน้าติดตามทฤษฎีการเล่นหุ้น และต้นแบบการลงทุนที่ไม่เหมือนใคร กับลูกเล่นที่ไม่มีใครเหมือน...ห้ามพลาด!! ด้วยประการทั้งปวง