BREXIT รอยร้าวของ EU/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

บทความต่างๆที่ตีพิมพ์ใน ThaiVI คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

โพสต์ โพสต์
Thai VI Article
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1593
ผู้ติดตาม: 2

BREXIT รอยร้าวของ EU/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 1

โพสต์

โค้ด: เลือกทั้งหมด

    ผลการลงประชามติของอังกฤษที่ให้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิกภาพของประชาคมยุโรปหรือ EU นั้นเป็นข่าวใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินและตลาดหุ้นทั่วโลกที่น่าจะรุนแรงที่สุดหลังจากกรณีวิกฤตซับไพร์มของอเมริกาในปี 2008  ดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นสหรัฐตกลงไปถึง 610 จุดหรือ 3.39% ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 59 หลังจากทราบผลการลงประชามติ  ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมงดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นตกลงไปถึง 1,286 จุดหรือ 7.92%  เช่นเดียวกับดัชนี FTSE 100 ของตลาดลอนดอนที่ตกลงไป 3.15%  ในด้านของตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนั้น  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเฉพาะอย่างยิ่งค่าเงินปอนด์ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 31 ปี และในช่วงหนึ่งของตลาดตกลงมาถึง 10% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐ 

    ผลกระทบของการถอนตัวจาก EU หรือ BREXIT นั้นดูเหมือนว่าจะกระทบกับตลาดหรือเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด  ตลาดหุ้นของไทยนั้นตกลงมาเพียง 1.62%  มาเลเซียตกลงมาเพียง 0.36% อินโดนีเซียลดลง 0.82% ฟิลิปปินส์ 1.29% เซี่ยงไฮ้ลดลง 1.33% เป็นต้น  เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าความเกี่ยวพันกันของเศรษฐกิจการเงินจากการออกจาก EU ของอังกฤษนั้นจะกระทบกับ EU เป็นหลัก และ EU เองนั้นเกี่ยวพันกับประเทศพัฒนาแล้วมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา  ว่าที่จริงถ้าจะถามว่าประเทศไทยจะถูกกระทบอย่างไรเมื่ออังกฤษจะออกจาก EU  คำตอบก็ยังไม่ค่อยชัด  ส่วนใหญ่เป็นผลกระทบทางอ้อมที่ห่างไกล  หุ้นที่ตกลงมาเพียง 1.62% นั้นอาจจะเป็นเรื่องของความ  “ตกใจ” ของนักลงทุนไทยก็เป็นไปได้  เหนือสิ่งอื่นใด  นักลงทุนต่างชาติซื้อขายหุ้นน้อยและขายหุ้นสุทธิในวันนั้นเพียง 783 ล้านบาทในขณะที่นักลงทุนสถาบันและโบรกเกอร์ขายหุ้นสุทธิ 7,482 และ 4,652 ล้านบาทตามลำดับ  ขณะที่นักลงทุนส่วนบุคคลดูเหมือนว่าจะ “ไม่ตกใจ”  และเข้าไป “ช้อนซื้อ” ถึง 12,917 ล้านบาท  มูลค่าการซื้อขายทั้งวันสูงลิ่วถึง 88,223 ล้านบาท หรือกว่าสองเท่าของปริมาณการซื้อขายปกติ

    ผลกระทบโดยตรงจริง ๆ  ในระยะสั้นต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนั้นคงมีน้อยเพราะถึงอย่างไรอังกฤษก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปีกว่าจะออกจาก EU ได้  อย่างไรก็ตาม  ตลาดการเงินโดยเฉพาะเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศนั้นปรับตัวเร็วมาก   และนั่นทำให้หลายประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นและอังกฤษนั้น  “ช็อก”  เพราะค่าเงินอาจจะแข็งเกินไปหรืออ่อนเกินไปมากส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกทันที  เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วก็อาจจะยิ่งหนักขึ้น  ในระยะยาวเองนั้น  การที่อังกฤษและ EU จะต้อง “ปรับตัว”  เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขต่าง ๆ  เช่นในเรื่องของการ  “ย้าย”  ธุรกิจและแรงงานที่ผสมปนเปกันไปมากแล้วกลับประเทศ  ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจชะงักหรือเติบโตช้าไปบ้าง  ทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ดีต่อเศรษฐกิจของโลกโดยรวม  และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินและตลาดทุนตกลงมาอย่างแรงอย่างไม่ทันตั้งตัวเพราะมันเป็นเรื่องที่  “ไม่คาดคิด”  ก่อนหน้านี้

    มองภาพที่ใหญ่ขึ้น  ผมเองลึก ๆ แล้วก็มองว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเป็น  “จุดเริ่ม” ของสิ่งที่ใหญ่กว่า BREXIT  มันอาจจะเป็นเรื่องของการ  “แตกสลาย”  ของการ  “รวมกัน”  ของสังคมโลกที่ดำเนินมานาน  ผมยังจำได้ถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่รวมรัฐต่าง ๆ  มากมายเข้าด้วยกันแล้ววันหนึ่งจู่ ๆ  ทุกอย่างก็ “ล่มสลาย” ลงกลายเป็นประเทศอิสระเป็นสิบ ๆ  ประเทศที่ต่างก็มีวิถีของตนเองและไม่ขึ้นอยู่กับประเทศใหญ่อย่างรัสเซียอีกต่อไป  EU เองนั้นก็เป็นกระแสที่พยายาม “รวมประเทศ” เข้าด้วยกันเพื่อที่ต่างก็จะได้ประโยชน์จากการรวมกันนั้นในทุก ๆ  ด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศ  หลังจากนั้นเราก็ได้เห็นอาเซียนหรือ AEC ที่พยายามรวมประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกันเพื่อให้ทุกประเทศได้ประโยชน์จากสังคมและเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะเป็นเครื่องดึงดูดให้เกิดการลงทุนต่าง ๆ  เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจเฉพาะอย่างยิ่งก็คือตลาดจะใหญ่ขึ้นมากสำหรับทุก ๆ  ประเทศที่เข้ามารวมกัน

    แต่การรวมกันเองนั้น  ทุก ๆ ประเทศก็จะต้อง  “สละ”  สิทธิและความชอบส่วนตัวลงและต้องยอมรับ  “เสียงส่วนใหญ่”  ที่จะเข้ามาบังคับแทน  ถ้าผลประโยชน์ของประเทศส่วนใหญ่สอดคล้องกัน  สิ่งที่แต่ละประเทศจะต้องเสียสละก็จะน้อยลงในขณะที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับก็จะมากกว่า  แบบนี้ประชาคมก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขและ  “เหนียวแน่น”  แต่ถ้าไม่  ก็จะมีบางประเทศที่เริ่มจะเห็นว่าตนเอง  “เสียเปรียบมาก” และเริ่มไม่มีความสุขและในที่สุดก็จะไม่อยากอยู่และถอนตัวออกไปในที่สุด  นอกจากนั้น  บางครั้งการที่บางประเทศอาจจะรู้สึก  “เสียศักดิศรี”  ที่ไม่สามารถโน้มน้าวให้คนอื่นทำตามแนวคิดของตนเอง  ตรงกันข้าม  กลับถูกบังคับให้ต้องยอมรับในสิ่งที่ตนเองต่อต้านหรือมีความคิดไม่เห็นด้วยรุนแรงก็จะเกิดความคับแค้นใจและอาจจะก่อให้เกิดกระแสสังคมในประเทศที่จะเรียกร้องให้ถอนตัวออกจากประชาคมทั้ง ๆ  ที่ผลประโยชน์โดยรวมก็ยังเป็นบวกต่อประเทศตนเองอยู่

    การที่สงครามทั้งร้อนและเย็นของโลกสงบลงและประเทศต่าง ๆ ต่างก็ “เปิดกว้าง” ต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติรวมทั้งลดภาษีและข้อจำกัดต่าง ๆ ทางการค้าและในการทำธุรกิจลงเพื่อเป็นการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง  ความจำเป็นที่จะต้องรวมกันเพื่อความปลอดภัยหรือป้องกันประเทศ  หรือรวมกันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจก็อาจจะเริ่มน้อยลง  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสารที่ก้าวหน้าในระดับที่  “ปฏิวัติ”  วิธีการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้คนได้ทำให้เรื่องของ  “พรมแดน”  หรือข้อบังคับของแต่ละประเทศมีความหมายน้อยลง  พูดง่าย ๆ  จะรวมหรือไม่รวมกันเป็นประชาคมก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก  วิธีที่ดีกว่าอาจจะเป็นเรื่องของการทำสัญญาการค้าเสรีระหว่างประเทศที่ได้ประโยชน์เต็มที่โดยเสียสิทธิในการตัดสินใจเรื่องอื่น ๆ  น้อยกว่า  ตัวอย่างที่น่าจับตามองก็คือการทำสัญญาการค้าเสรี TPP ที่มีอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นหัวเรือใหญ่ที่ดูเหมือนว่าอาจจะทำให้ AEC นั้นมีความหมายน้อยลงไปมากถ้าสมาชิกบางประเทศที่อยู่ใน AEC ด้วยได้ประโยชน์สูงและทำให้สมาชิกอื่นขอเข้าร่วมในภายหลัง

    ถึงขณะนี้ผมเองคิดว่าความคิดเรื่องของประชาคมร่วมนั้นน่าจะเริ่ม  “ตกยุค” แม้แต่เรื่องของ AEC เองที่พวกเราคาดหวังไว้มากว่าจะเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศในย่านนี้ผมก็คิดว่าคงไม่เกิดมากไปกว่านี้นัก  ที่แน่นอนก็คือไม่มีทางที่เราจะมีเงินตราร่วมกัน  ผมคิดว่าประเทศอย่างเวียตนามนั้นเขาคงมุ่งสู่การเป็นสมาชิก TPP มากกว่าที่จะสนใจการรวมกันมากขึ้นของเพื่อนบ้าน  เหนือสิ่งอื่นใด  ความคิด  วัฒนธรรม  เรื่องของเชื้อชาติ  และเรื่องอื่น ๆ  อีกร้อยแปดที่แตกต่างกันมากนั้นจะทำให้ AEC ไม่ก้าวไปไกลกว่านี้มากนัก  แม้แต่ EU ที่ประชากรและวัฒนธรรมต่าง ๆ  ใกล้เคียงกันและดำเนินมานานนั้น  ผมก็คิดว่ามีโอกาสที่ในที่สุดก็อาจจะ “แตก”  จากกันได้  อาจจะคล้าย ๆ  กับกรณีที่สหภาพโซเวียตแตกมาแล้ว

    ก่อนที่จะจบ  ผมเองรู้สึกว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก  สิ่งที่ไม่อาจจะคาดคิดได้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมาก  ประเด็นก็คือ  ปัจเจกบุคคลในโลกปัจจุบันนั้นได้รับข่าวสารแบบเสรีและรวดเร็ว  นั่นทำให้ความคิดสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วมาก  สิ่งที่ในอดีตต้องการเวลาเปลี่ยนเป็น Generation หรือเป็นชั่วอายุคน  เดี๋ยวนี้สามารถเปลี่ยนได้ในเวลาไม่กี่ปี  และไม่มีใครขวางมันได้  ทั้งหมดที่พูดมานั้นแทบไม่ได้เกี่ยวกับหุ้นเลย  แต่นี่คือโลกยุคปัจจุบันที่เราต้องเข้าใจและนำมันมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนเอง
[/size]
Anuwat1234
Verified User
โพสต์: 10
ผู้ติดตาม: 0

Re: BREXIT รอยร้าวของ EU/ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ขอบคุณ ดร.ที่ช่วยสรุปข้อมูลไห้พวกเรา
โพสต์โพสต์