


ใครวิเคาระห์หุ้นสองตัวนี้ไว้หรือเป็นผู้ถือหุ้นLoby เขียน:สวัสดีครับพี่ๆ ผมขอรบกวนช่วยวิเคราะห์ CHARAN กับ KDH ให้ด้วยครับ
ผมถือ2ตัวนี้อยู่ เพราะเห็นว่าราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน จ่ายปันผลดี และมีกำไรสะสมพอสมควร ผมคิดว่าจะถือยาวสัก 3-5 ปี รับปันผลไปเรื่อยๆ จนกว่าราคาจะสูงกว่าพื้นฐาน (1.5เท่า)
พี่ๆในบอร์ดนี้คิดว่าดีรึเปล่าครับ รบกวนช่วยแสดงความเห็นหน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ :lol:
ตอนนี้งานยุ่งมักมักSriracha เขียน:พี่วิบูลย์คะ
วันนี้ขอเรียนถามพี่เรื่องการ Switching หุ้นหน่อยคะ
ถ้าน้องถือหุ้น A อยู่โดยที่เป็นหุ้นซึ่งมีพื้นฐานดี แต่ประเมินแล้วเห็นว่าอัตราการเจริญเติบโตของมูลค่าจะเริ่มโตช้าลง (สมมติว่าจาก 20% เป็น 10%) แต่อย่างไรก็ตาม ราคาตลาดก็ยังไม่สูงเกินมูลค่าจริงของหุ้นนัก
ทีนี้ไปเจอหุ้น B ซึ่งก็เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีทัดเทียมกัน เพียงแต่อัตราการเจริญเติบโตของมูลค่าเห็นได้ว่ากำลังจะมีอัตราที่สูงขึ้น (สมมติว่าจาก 10% เป็น 20%) เรียกว่าซ้ำรอยกับหุ้น A เมื่อปีก่อน
สมมติ(อีกแล้วคะ)ว่าในอนาคตอย่างน้อย1-2ปีข้างหน้าทั้งคู่ก็ยังมีพื้นฐานที่ดี แต่ไม่รู้ว่าอัตราเติบโตตอนนั้นใครจะเหนือกว่าใคร
อย่างนี้น้องควรถือหุ้น A ไว้ แล้วค่อยเก็บเงินซื้อหุ้น B ซึ่งแน่นอนว่าราคาจะต้องวิ่งขึ้นไปอีกหลังประกาศผลประกอบการ หรือว่าควรจะขายหุ้น A ซึ่งน้องก็ได้กำไรมามากจากผลประกอบการที่ดีเยี่ยมในอดีต แล้วเอามาซื้อหุ้น B เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของกิจการใน Port ให้สูงไว้ตลอดดีคะ
ข้อเสียที่น้องเห็นแน่ๆของ Switching ก็คือคอมมิชชั่นนี่แหละคะ แต่อยากขอความเห็นพี่ว่าจะเป็นการกระทำที่โง่เขลารึเปล่าคะ เพราะทราบมาว่าควรทำ Switching เมื่อศักยภาพของหุ้นเดิมต่ำกว่าหุ้นตัวใหม่อย่างชัดเจน
ขอบพระคุณพี่มากคะ
เออ...นั่นซิครับchatchai เขียน: ไม่จริงครับ เพราะราคาหุ้นบางบริษัทลงประเภท ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่นนะซิครับ ไม่เชื่อลองถามผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินช่วงวิกฤตดูก็ได้ครับ
ผมมีหลักง่ายๆในการพิจารณาว่าจะถือต่อดีหรือเปล่าดังนี้ครับOh+ เขียน:
เราควรให้เวลากับบริษัทเพื่อพิสูจน์ตัวมันเองซักเท่าไหร่ดีครับ
เพราะเริ่มสงสัยว่ามันจะทำให้เราเสียเวลาไปกับการคิดที่ไม่รอบครอบในครั้งแรก จนทำให้เสียโอกาสที่จะได้ซื้อตัวอื่นที่ดีกว่าหรือไม่ครับ
อาการติดหุ้นแบบนี้มีคำแนะนำอย่างไรบ้างครับ
เป็นของพี่สุดหล่อวิบูลย์ครับไม่ใช่เป็นพอร์ตของคุณOH+อ้างอิงจาก:
ถ้าพิจารณาแล้ว บริษัทเป็นบริษัทที่ยังมีอนาคตที่ดี
สักวันราคาหุ้นก็จะกลับมา (ถ้าเราไม่ซื้อที่ราคาสูงเกินไป)
หุ้นบางตัวผมซื้อมา ราคาก็ลดลงเกือบ 50 เปอร์เซนต์ก็มี
สุดท้ายก็กลับมาราคาสูงกว่าเดิมได้
ตอนนั้น ทำยังไง เหรอครับ
ซื้อเพิ่มเหรอครับ ผมตัดสินใจแล้วไม่ค่อยมั่นใจตัวเองเลย พักหลัง
รู้สึกว่า เป็นคนที่กลัวพลาดยังไงไม่รู้ (อาจเป็น เพราะไม่มีหลักการณ์ที่ใช้เพื่อ ยึดแนวทางตัวเองไว้)
- สงสัยต้องเข้าวัดฝึกวิชา "สงบสยบเคลื่อนไหว"เพิ่มเติมแล้ว ^^" -
ปล.คุณ OH+ บอกผมได้มั๊ยครับว่าตัวอะไรน่ะครับ
ฮ่า ฮ่า นึกว่าจะไม่มีคนท้วงnaris เขียน: เป็นของพี่สุดหล่อวิบูลย์ครับไม่ใช่เป็นพอร์ตของคุณOH+
ช่วยน้องวิบูลย์ตอบนะครับOh+ เขียน:ผมยังมีปัญหาคาใจ แบบเด็ก ๆ อยู่อ่ะครับ คือผมเห็นแต่พี่ ๆ ที่เข้ามาในตลาดกันตั้งแต่หลาบสิบปีก่อน จาก set 200-300 จนตอนนี้ 600 กว่า ๆ
คิดในใจว่าใครซื้อพวกหุ้นพวก blue chip ตั้งแต่ตอนนั้นป่านี้รวยไปแล้ว
สำหรับแนวทางแบบ VI จำเป็นต้องรอให้ตลาดตกลงไปหนัก ๆ ถึงจะมีโอกาสเก็บอย่างเดียวเลยเหรอครับ
แล้วไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ นอกจากอดทนรอโอกาสและหาความรู้แล้ว มีอะไรแนะนำสำหรับเด็กอย่างผมบ้างไหมครับ
อุดหนุนเล่มหนึ่ง 1 เล่มครับ พี่วิบูลย์ พึงประเสริฐ ช่ายมะคับลองไปดูในคอลัมน์ Value Way ใน Bizweek ฉบับเก่าๆได้ครับ
หรือไม่ก็รออ่าน "อ่านก่อน รวยถาวรกว่า เล่ม2" เร็วๆนี้
พอดีอาจจะเป็นโชคดี หรืออะไรไม่ทราบMon money เขียน:เฮ้อทำเป็นปลง ....ได้ลูกชายคนแรกเห็นเดินขึ้นเดินลงห้องเด็กกับห้องพักฟื้นเมีย
งานนี้ล่ะเพื่อนเอ๋ย....ไม่ได้หลับได้นอนกันล่ะ
:lovl:
ขอบคุณครับ เล่ม2จะตั้งชื่อให้มันจ้าบหน่อยOnokung เขียน: แซวเล่นน่ะพี่ เดี๋ยวเล่ม 2 ออกจะอุดหนุนอีกเล่มนะพี่:
Oh+ เขียน: ผมขอฝากคำถามหน่อยครับ คือสองวันก่อนเห็น บทความในกรุงเทพธุรกิจ ถ้าจำไม่ผิดน่ะครับ ที่ไปสัมภาษณ์ พี่วิบูลย์
คือผมยังไม่เข้าใจ