หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
-
- Verified User
- โพสต์: 391
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 1
ตอนนี้ความเห็นผมเปลี่ยนไปแล้ว
เดิมทีผมก็เชื่อมั่นกับคำโบร่ำโบราณที่ตกทอดสั่งสอนกันมาหลายต่อหลายรุ่น
ว่ารายรับเท่าไหร่นั้นไม่สำคัญเท่ากับ
รายจ่ายเท่าไหร่
เพราะต่อให้รายรับสูงๆ
แต่ใช้จ่ายสุร่ยสุร่าย แล้วไม่เหลือเก็บเลย ก็ไม่มีประโยชน์อันใด
และแม้รายรับจะน้อยกว่า แต่ถ้าเหลือเก็บได้มากกว่า ก็ยังจะมีประโยชน์มากกว่า
ความเชื่อนี้จึงถูกเก็บไว้ในเม็มโมรี่ผมในลักษณะถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว
จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง ผมเริ่มสงสัยต่อคำๆนี้ และย้ายโหมดออกจากฝั่งถาวรเพื่อใตร่ตรองใหม่
และจนวันนี้ผมหายสงสัยแล้ว และได้มุมมองใหม่
ผมเห็นว่า
รายจ่ายมากเท่าไหร่
ไม่สำคัญเท่ากับ
รายรับมากเท่าไหร่ ต่างหาก
เดิมทีผมก็เชื่อมั่นกับคำโบร่ำโบราณที่ตกทอดสั่งสอนกันมาหลายต่อหลายรุ่น
ว่ารายรับเท่าไหร่นั้นไม่สำคัญเท่ากับ
รายจ่ายเท่าไหร่
เพราะต่อให้รายรับสูงๆ
แต่ใช้จ่ายสุร่ยสุร่าย แล้วไม่เหลือเก็บเลย ก็ไม่มีประโยชน์อันใด
และแม้รายรับจะน้อยกว่า แต่ถ้าเหลือเก็บได้มากกว่า ก็ยังจะมีประโยชน์มากกว่า
ความเชื่อนี้จึงถูกเก็บไว้ในเม็มโมรี่ผมในลักษณะถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว
จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง ผมเริ่มสงสัยต่อคำๆนี้ และย้ายโหมดออกจากฝั่งถาวรเพื่อใตร่ตรองใหม่
และจนวันนี้ผมหายสงสัยแล้ว และได้มุมมองใหม่
ผมเห็นว่า
รายจ่ายมากเท่าไหร่
ไม่สำคัญเท่ากับ
รายรับมากเท่าไหร่ ต่างหาก
-
- Verified User
- โพสต์: 5786
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 2
สวัสดีครับพี่แผ่ว
มีอะไรมาให้ชวนคิดอีกแล้ว
ให้ I เป็น รายรับ E เป็นรายจ่าย S เป็นเงินออมหรือทรัพย์สิน
I - E = S
ผมคิดว่า
เราควรหาทาง Optimize I, E, และ S
ผมใช้คำว่า Optimize ไม่ใช่ Maximize I, Minimize E
เนื่องจากเราต้องพยายาม Balance ระหว่าง Saving และ Quality of Living
ไม่ใช่ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำไม่มีเวลาพัก ออกกำลังกาย เพื่อ Maximize I
หรือไม่ใช่ประหยัดจำกัดจำเขี่ย ยอมมีคุณภาพชีวิตทีต่ำเพื่อ Minimize E
มี S มากๆ แต่ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ก็ไม่รู้จะมี S มากๆไปทำไม
ใช้ชีวิตอย่างสุขนิยม แต่ไม่มี S ก็คงเข้าข่ายใช้ชีวิตอย่างประมาท
ผมสรุปว่า
สำคัญทั้ง Income และ Expense
ที่สำคัญคือต้องรู้ตัวเองว่าตรงไหนเหมาะสมและพอดีสำหรับเรา
เราเป็นหนูแต่พยายามเรียนแบบราชสีห์ก็คงไม่เข้าท่า
หรือเป็นราชสีห์แต่ใช้ชีวิตอย่างหนู ก็คงไม่เหมาะสม :D
มีอะไรมาให้ชวนคิดอีกแล้ว
ให้ I เป็น รายรับ E เป็นรายจ่าย S เป็นเงินออมหรือทรัพย์สิน
I - E = S
ผมคิดว่า
เราควรหาทาง Optimize I, E, และ S
ผมใช้คำว่า Optimize ไม่ใช่ Maximize I, Minimize E
เนื่องจากเราต้องพยายาม Balance ระหว่าง Saving และ Quality of Living
ไม่ใช่ทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำไม่มีเวลาพัก ออกกำลังกาย เพื่อ Maximize I
หรือไม่ใช่ประหยัดจำกัดจำเขี่ย ยอมมีคุณภาพชีวิตทีต่ำเพื่อ Minimize E
มี S มากๆ แต่ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ก็ไม่รู้จะมี S มากๆไปทำไม
ใช้ชีวิตอย่างสุขนิยม แต่ไม่มี S ก็คงเข้าข่ายใช้ชีวิตอย่างประมาท
ผมสรุปว่า
สำคัญทั้ง Income และ Expense
ที่สำคัญคือต้องรู้ตัวเองว่าตรงไหนเหมาะสมและพอดีสำหรับเรา
เราเป็นหนูแต่พยายามเรียนแบบราชสีห์ก็คงไม่เข้าท่า
หรือเป็นราชสีห์แต่ใช้ชีวิตอย่างหนู ก็คงไม่เหมาะสม :D
"Winners never quit, and quitters never win."
-
- Verified User
- โพสต์: 1817
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 4
เห็นด้วยกับพี่หวียอดนักวิ่งครับ
สำหรับผมแล้วทั้งรายรับและรายจ่ายนั้นสำคัญพอๆกัน รวมถึงการจัดการกับเงินออมให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจและการบริหารความสุขของแต่ละคนด้วยเช่นกัน
ผมคิดว่าหลายอย่างที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก อาจไม่ใช่ทางเดินที่ดีที่สุด แต่คงได้รับการพิสูจน์มาระดับนึงแล้วว่า เป็นทางที่ปลอดภัยที่สุด
กาลามสูตรยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่เสมอ
สำหรับผมแล้วทั้งรายรับและรายจ่ายนั้นสำคัญพอๆกัน รวมถึงการจัดการกับเงินออมให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย
แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจและการบริหารความสุขของแต่ละคนด้วยเช่นกัน
ผมคิดว่าหลายอย่างที่เราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก อาจไม่ใช่ทางเดินที่ดีที่สุด แต่คงได้รับการพิสูจน์มาระดับนึงแล้วว่า เป็นทางที่ปลอดภัยที่สุด
กาลามสูตรยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่เสมอ
แมงเม่าบินเข้ากลางใจ
- กระทิงแดง
- Verified User
- โพสต์: 952
- ผู้ติดตาม: 0
Re: หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่
โพสต์ที่ 5
ผมว่าเป็นไปได้ทั้ง 2 มุมครับ
I-E=S หรือ (R)evenue-(C)ost=(P)rofit
ถ้ามองในแง่ธุรกิจ
I-E=S หรือ (R)evenue-(C)ost=(P)rofit
ถ้ามองในแง่ธุรกิจ
เหมือนกับบริษัทที่ต้องควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไรที่มากขึ้น เช่น OEM หรือ สินค้าเน้นถูกแผ่วเบา เขียน: ว่ารายรับเท่าไหร่นั้นไม่สำคัญเท่ากับ
รายจ่ายเท่าไหร่
เหมือนกับบริษัทที่ต้องพยายามกระตุ้นการใช้จ่าย โดยการทำ promotion หรือ advertisement เพื่อให้ได้มาซึ่งยอดขาย และกำไรที่ดีขึ้น เช่น พวกมี brand หรือ พวก consumer productsแผ่วเบา เขียน: รายจ่ายมากเท่าไหร่
ไม่สำคัญเท่ากับ
รายรับมากเท่าไหร่
"The enemy is a very good teacher" Dalai Lama
"Confidence doesn't come from being right all the time; it comes
from surviving the many occasions of being wrong." B.N. Steenbarger
"Luck is where preparation meets opportunity"
"Confidence doesn't come from being right all the time; it comes
from surviving the many occasions of being wrong." B.N. Steenbarger
"Luck is where preparation meets opportunity"
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 6

ส่วนรายจ่ายเหมือนพวกกองหลัง
ต้องสมดุลจึงจะจ๊าบครับ
ผมไม่ได้พกแบ๊งค์ใส่กระเป๋าตังเป็นปึกๆเหมือนพี่แผ่วนี่นา
(ได้วันละสองร้อย ก็อย่างนี้ พกน้อยก็มีข้อดีนะ
เวลาเพื่อนฝูงมายืมบอกไม่ได้พกมา
มันบอกให้กดเอทีเอ็ม
เราก็ว่าไม่มีหรอก
แล้วสร้อยทองที่คอล่ะ อ๋อ เอาไปตึ๊งมาเล่นหุ้นตั้งนานแล้ว
ห้ามบอกอย่างเดียวเวลาเพื่อนมายืมว่าไม่มีตัง
บอกอย่างนี้เท่ากับแช่งตัวเองไม่ให้มีตัง ไม่ควรทำ ไม่ควรทำ)
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- bankniti
- Verified User
- โพสต์: 627
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 9
บางช่วงบางตอนจากกรุงเทพธุรกิจ http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/2 ... 279814.php
ฐิตินาถ( ณ พัทลุง)บอกว่า เธอเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนเราไม่ได้รวยจากการเก็บเงิน แต่รวยจากการหาเงิน
"ลองสังเกตมนุษย์เงินเดือนดูสิ เก็บแทบตายยังไม่รวยซักที เพราะเงินเดือนก็น้อย ค่าครองชีพค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นทุกวัน ตะลุยออมอย่างเดียวไม่มีทางรวย เหนืออื่นใด อย่าทำอะไรเพียงเพื่อมุ่งมั่นจะสะสมเงิน หรืออยากจะรวยท่าเดียว แต่ขอให้รวยความสุขจะดีกว่า"
ขอให้รวยความสุขกันทุกคนครับ
ฐิตินาถ( ณ พัทลุง)บอกว่า เธอเชื่ออย่างหนึ่งว่าคนเราไม่ได้รวยจากการเก็บเงิน แต่รวยจากการหาเงิน
"ลองสังเกตมนุษย์เงินเดือนดูสิ เก็บแทบตายยังไม่รวยซักที เพราะเงินเดือนก็น้อย ค่าครองชีพค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นทุกวัน ตะลุยออมอย่างเดียวไม่มีทางรวย เหนืออื่นใด อย่าทำอะไรเพียงเพื่อมุ่งมั่นจะสะสมเงิน หรืออยากจะรวยท่าเดียว แต่ขอให้รวยความสุขจะดีกว่า"
ขอให้รวยความสุขกันทุกคนครับ

-
- Verified User
- โพสต์: 2032
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 10
แรกๆ ครั้งรายได้น้อย
ผมก็เชื่อว่า ต้องควบคุมรายจ่าย
ประหยัด มัธยัสถ์ อดออม
แต่ยังไง รสนิยมก็ยังเกินรายได้
ผลก็คือเป็นหนี้ :evil:
กระนั้นก็ยังไม่รู้สึกเดือดร้อน
กลับรู้สึกว่าโก้ คนมีเครดิต :?
พอรายได้เยอะขึ้นมาหน่อย ถึงได้คิดอย่างพี่แผ่วเบาว่า
"มีสตางค์นี่มันช่างดีเหลือเกิน มีสตางค์จะทำอะไรก็เพลินจะตาย"
ได้รู้จัก ชีวิตเหนือระดับที่คุ้นเคย
แต่พอมองไปข้างบน
โห ยังมีระดับเศรษฐี อีกมากมาย หลายร้อย ที่เราคงไม่มีวันไปถึง
มองไปข้างล่าง ก็ยังมีคนอดอยาก อีกมากมาย
มองดูตัวเอง แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ได้อยู่กับลูก ได้กอด ได้วิ่งเล่น วันละกว่า 12 ชม.
อย่างพี่ฉัตรบอก ใช้อย่างพอเพียง นั้นเป็นที่สุดแล้ว
หามาให้เพียงพอต่อ การดำเนินชีวิต ดำรงครอบครัว
เท่านี้ก็สุขแล้ว
ผมก็เชื่อว่า ต้องควบคุมรายจ่าย
ประหยัด มัธยัสถ์ อดออม
แต่ยังไง รสนิยมก็ยังเกินรายได้
ผลก็คือเป็นหนี้ :evil:
กระนั้นก็ยังไม่รู้สึกเดือดร้อน
กลับรู้สึกว่าโก้ คนมีเครดิต :?
พอรายได้เยอะขึ้นมาหน่อย ถึงได้คิดอย่างพี่แผ่วเบาว่า
"มีสตางค์นี่มันช่างดีเหลือเกิน มีสตางค์จะทำอะไรก็เพลินจะตาย"
ได้รู้จัก ชีวิตเหนือระดับที่คุ้นเคย
แต่พอมองไปข้างบน
โห ยังมีระดับเศรษฐี อีกมากมาย หลายร้อย ที่เราคงไม่มีวันไปถึง
มองไปข้างล่าง ก็ยังมีคนอดอยาก อีกมากมาย
มองดูตัวเอง แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ได้อยู่กับลูก ได้กอด ได้วิ่งเล่น วันละกว่า 12 ชม.
อย่างพี่ฉัตรบอก ใช้อย่างพอเพียง นั้นเป็นที่สุดแล้ว
หามาให้เพียงพอต่อ การดำเนินชีวิต ดำรงครอบครัว
เท่านี้ก็สุขแล้ว
-
- Verified User
- โพสต์: 1104
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 11
ถ้าเปลี่ยนเป็นHVI เขียน: ให้ I เป็น รายรับ E เป็นรายจ่าย S เป็นเงินออมหรือทรัพย์สิน
I - E = S
I-S= E
ละครับ พยายาม Optimize E ไว้คงที่
ถ้า I เพิ่ม S ก็จะเพิ่มตามไปด้วย
เเล้วเมื่อ S เพิ่มมากๆก็จะเกิด Is ตามมากลายเป็น
I+Is - S =E

สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ เเละดับไปในที่สุด
-
- Verified User
- โพสต์: 174
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 12
เมื่อก่อน สมการของผมเป็นอย่างนี้
I - E = S
แต่เนื่องจาก จิตใจไม่เข้มแข็งพอ เก็บเท่าไหร่ก็ไม่ได้ตามเป้าเสียที
พอมีเงินเหลือ ก็อดที่จะใช้ไม่ได้ ตอนนีก็เลยกลายเป็น
I-S= E
มาถึงก็เก็บก่อนเลย แล้วใช้เท่าที่มีเหลือให้ใช้
ส่วนเงินเก็บก็เอาไปลงทุนต่อ
I - E = S
แต่เนื่องจาก จิตใจไม่เข้มแข็งพอ เก็บเท่าไหร่ก็ไม่ได้ตามเป้าเสียที
พอมีเงินเหลือ ก็อดที่จะใช้ไม่ได้ ตอนนีก็เลยกลายเป็น
I-S= E
มาถึงก็เก็บก่อนเลย แล้วใช้เท่าที่มีเหลือให้ใช้
ส่วนเงินเก็บก็เอาไปลงทุนต่อ
-
- Verified User
- โพสต์: 2509
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 13
ขึ้นอยู่กับความมีวินัย และความพอเพียง ของแต่ละคนครับ
ถ้าอยากใช้เงินมาก ก็ต้องหามาให้ได้มากกว่า
ถ้ามีเงินมากแล้ว จะใช้จ่ายมากขึ้นบ้างก็คงไม่เป็นไร
แต่ที่ห้ามเลยคือ ใช้เงินเกินตัว ครับ
ถ้าอยากใช้เงินมาก ก็ต้องหามาให้ได้มากกว่า
ถ้ามีเงินมากแล้ว จะใช้จ่ายมากขึ้นบ้างก็คงไม่เป็นไร
แต่ที่ห้ามเลยคือ ใช้เงินเกินตัว ครับ
- naris
- Verified User
- โพสต์: 6726
- ผู้ติดตาม: 0
หลายสิบปีกับคำว่า "รับเท่าไหร่ ไม่สำคัญเท่า จ่ายเท่าไหร
โพสต์ที่ 14
มันก็คงจะเหมือนกับคำว่า Impossible ว่าเราจะเลือกเป็น Impossible หรือ I m possble มั๊งครับพี่แผ่วเบา
แต่ชงคิดว่าความอยากของคนนั้นมันช่างไม่รู้จักพอ ถ้าเราคุมมันอยู่ก็แล้วไป แต่ส่วนมากการโยนฟืนเข้ากองไฟ มันจะเป็นการเพิ่มกิเลศมากกว่าครับพี่
แต่ก็เห็นด้วยในมุมมองกลับกันว่า ถ้าเราพอมีเงินแล้ว การใช้เงิน(ที่ถูกทาง)มากขึ้น ก็ทำให้ทรัพย์สินเราเพิ่มขึ้นได้ หรือถ้าศัพท์พ่อรวยเขาเรียกว่า ค่าใช้จ่ายที่ดีครับ พี่แผ่วเบา
แต่ชงคิดว่าความอยากของคนนั้นมันช่างไม่รู้จักพอ ถ้าเราคุมมันอยู่ก็แล้วไป แต่ส่วนมากการโยนฟืนเข้ากองไฟ มันจะเป็นการเพิ่มกิเลศมากกว่าครับพี่
แต่ก็เห็นด้วยในมุมมองกลับกันว่า ถ้าเราพอมีเงินแล้ว การใช้เงิน(ที่ถูกทาง)มากขึ้น ก็ทำให้ทรัพย์สินเราเพิ่มขึ้นได้ หรือถ้าศัพท์พ่อรวยเขาเรียกว่า ค่าใช้จ่ายที่ดีครับ พี่แผ่วเบา
ราคาระยะสั้นตามข่าว--ราคาระยะยาวตามผลกำไร