"คิดบวก Endorphin : คิดลบ Adrenalin" ของ บุญเกียรต

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ

โพสต์ โพสต์
Sittipan.tvi
Verified User
โพสต์: 193
ผู้ติดตาม: 0

"คิดบวก Endorphin : คิดลบ Adrenalin" ของ บุญเกียรต

โพสต์ที่ 1

โพสต์

source:http://newsroom.bangkokbiznews.com/comm ... r=boonkiet
วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เวลา 07:47:49 น.
"คิดบวก Endorphin : คิดลบ Adrenalin"
By boonkiet

ผมเป็นคนที่ช่างสังเกตตั้งแต่เด็ก  แต่เนื่องจากตอนเด็กผมเป็นคนคิดลบผมเลยไม่มีความเชื่อว่าความช่างสังเกตและการหาข้อสรุปจากการสังเกตของผมจะมีประโยชน์กับผู้อื่นได้  

แต่หลังจากที่ผมเริ่ม "คิดบวก" ผมเริ่มที่จะคิดว่าความคิดของผมน่าจะมีประโยชน์มีผลดีต่อผู้อื่นได้  และเป็นเหตุผลที่ผมได้เริ่มต้นเขียน

ผมเป็นคนที่ป่วยบ่อยตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อนจนแขกต่างประเทศที่มาเยี่ยมผมทุกปี พูดว่าทุกครั้งที่มาก็พบว่าผมป่วยเป็นประจำและส่วนมากเป็นเรื่องอาการหวัดหรือไอ  แต่หลังจากปี 2540  ผมได้บริหารการป่วยของผม โดยการคิดบวกเกี่ยวกับสุขภาพของผม และ ออกกำลังกายอย่างถูกต้อง และสม่ำเสมอ  การป่วยของผมลดลงเหลือประมาณ 5% ของที่เคยเป็นมา

ในช่วงเวลาที่ผมบริหารความป่วยของผม  ผมได้สังเกตเพื่อนร่วมงานของผมซึ่งป่วยเป็นประจำเหมือนที่ผมเคยเป็น  และได้เชียร์ให้เขาคิดบวกกับสุขภาพของเขาและออกกำลังกายอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ  

หลังจากหลายๆ คนได้ทำตามคำแนะนำ     ของผม  สุขภาพของเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดรวมทั้งความมั่นใจและความอึด  (Stamina) แต่หลายๆ คนก็ไม่ได้ผล

ผมมีโปรแกรมให้ผู้บริหารพัฒนาสุขภาพของเขาดังนี้


1) บริษัทจะซื้อ Corporate Membership ที่บางกอกคลับซึ่งมีทั้งภัตตาคาร  สปา  และห้องออกกำลังกาย  และผู้บริหารที่สมัครเข้ามาในโปร แกรมนี้ก็จะได้เป็น  Corporate Member  ของคลับ  และสามารถใช้บริการต่างๆ ในคลับได้


2) มีกติกาว่าเขาจะไปออกกำลังกายในคลับนี้อย่างน้อย  6 ครั้งต่อเดือน  และบันทึกจำนวนแคลอรี่ที่เผาผลาญไปในตารางที่ผมจัดไว้


3) ถ้าทำตามกติกา  บริษัทก็จะออกค่าสมาชิกรายเดือนให้  ถ้าทำไม่ได้ตามกติกาก็ต้องจ่ายเอง


4) ถ้าทำตามกติกาไม่ได้ถึง 3 เดือน  Corporate Member นั้นจะถูกโอนไปให้ผู้บริหารระดับรองๆ หรือคนอื่นในระดับเดียวกัน

ผู้บริหารหลายคนรู้สึกว่ามันยากเกินไปที่จะทำตามกติกาโดยโทษว่าต้องทำงานหนักหรือตารางงานไม่อำนวยให้มาออกกำลังกาย  มีอยู่คนหนึ่งที่ออกกำลังกายอย่างหนักไปได้ไม่นานก็ไม่ไหว   มีบางคนที่ผิดกติกาแต่ก็ไม่ยอมจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน  

พฤติกรรมของผู้บริหารทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจถึงสถานภาพทางกายและ ทางจิตใจของผู้บริหารเหล่านั้นมากขึ้น  มีพวกที่รับปากว่าจะทำตามกติกาแต่ก็ไม่เคยโผล่มาเลยก็มีพวกที่ยังรักษากติกาอย่างต่อเนื่อง  ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพในทาง ที่ดีขึ้นและส่งผลต่อการทำงานทั้งทางด้านความเชื่อมั่นในตัวเอง และ ทางด้านความฮึดสู้เมื่อเทียบกับคนที่ไม่สามารถทำตามกติกา  

หรือคนที่ทำแค่พอผ่านกติกาเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน  พอจะบอกได้เลยว่าพวกที่ทำไม่ได้แล้วเลิกไปนั้น  ร่างกายจะอยู่ในขาลง และทรุดโทรมเหมือนกับเขาถูกลิขิตไว้แล้วว่าจะมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงตอนแก่

หลังจากที่สังเกตผู้บริหารที่ไม่สามรถทำตามกติกาได้พบว่าเขาเป็นคนคิดลบมาโดยตลอด  หรือบางคนก็เป็นคนที่คิดลบมาพักใหญ่แล้ว  เขาเหล่านี้ก็จะเป็นโรคโน่นโรคนี่ เมื่ออายุเกิน 50 ปี

ผมได้ข้อสรุปของผมเองว่า  คนที่คิดลบนั้นความคิดของเขาจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอิจฉาริษยา  ความเกลียดชัง  ความกลัว  ความพยาบาท  หรือความอยุติธรรมต่างๆ      เป็นต้น  และ ความคิดพวกนี้ก็จะทำให้สารอะดรีนาลิน (Adrenalin) หลั่ง โดยคำสั่งของสมองมาที่หมวกไตซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดความเจ็บป่วยต่างๆ มากขึ้น

ในทางตรงกันข้ามผู้บริหารที่สามารถรักษาวินัยในการออกกำลังกาย และมีความสุขกับการมาออกกำลังกายที่คลับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่คิดบวก  หรือกลายเป็นคนที่คิดบวกมากขึ้นกว่าเดิม  

ความคิดของผู้บริหารเหล่านี้ก็จะเป็นเรื่องของ ความสนุกสนาน  ความสุข  ความรัก  ความสำเร็จ เป็นเรื่องของการคิดบวกและสมองก็สั่งให้สารเอนโดฟิน (Endorphin) หลั่งซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

นี่เป็นความพยายามของผมที่จะทำให้คนที่คิดบวก  ให้รักษาความคิดบวกไว้เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ  และอยากจะชี้ให้คนที่คิดลบเข้าใจเรื่องการคิดลบว่าทำให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง
รูปภาพ
กูรูขอบสนาม
Verified User
โพสต์: 987
ผู้ติดตาม: 0

"คิดบวก Endorphin : คิดลบ Adrenalin" ของ บุญเกียรต

โพสต์ที่ 2

โพสต์

เคยเขียนเรื่องทำนองนี้ไว้เหมือนกันในบล็อกส่วนตัว
เลยอยากจะเสริมกระทู้ดังนี้

บิ๊กบอสผู้คิดบวก

ไปๆมาๆยิ่งเขียน ยิ่งกลายเป็นนินทาลูกค้าด้วยความรักและนับถือ
แต่คงไม่เป็นไรหรอก เพราะแต่ละรายที่นำมาบอกเล่าให้ฟัง
ก็ล้วนแต่มีคุณลักษณ์ของความเป็นเจ้านายในแต่ละแง่ แต่ละมุม
แต่ละวงการธุรกิจ

ตำราเรียนเรื่อง Leadership ทั้งหลายในเมืองนอกเมืองนา
ก็ล้วนถอดแบบเล่าเรื่อง Big Boss ขององค์กรต่างๆ
มาให้คนธรรมดาได้สัมผัส เข้าใจมุมมองสารพัด

ไม่ว่าจะเป็น Jack Welch ผู้สร้างตำนานแห่งอาณาจักร GE
Louise Gerstner ผู้ทำให้ IBM จากช้างอ่อนระโหยลุกขึ้นมาเต้นระบำได้
Bill Gate เศรษฐีอันดับโลกจาก ไมโครซอฟท์
หรือ แม้แต่หนุ่มอารมณ์ดุดัน Steve Jobs จากแอปเปิ้ล
เจ้าของสุนทรพจน์อันลือลั่น "Stay Hungry, Stay Foolish"
แล้วไฉนเลยเราจะไม่มีบทเรียนจากบิ๊กบอสในบรรยากาศไทยๆได้ล่ะ

คราวนี้ก็ขอสาธยายถึงผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการสินค้าไฮโซ
จะว่าไป ทุกคนต้องมีสินค้าของบริษัทฯนี้อยู่ในบ้านไม่มากก็น้อย
โดยเฉพาะประเภทเสื้อผ้าอาภรณ์ เอกลักษณ์ เอกบุรุษ ชุดลำลอง
ชุดบังคับสรีระหญิง เสื้อ-รองเท้ากีฬา เครื่องสำอางค์ กระเป๋าถือ ฯลฯ
ล้วนเป็นของดีปะยี่ห้อ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้านอก แบรนด์ดัง
ที่บริษัทฯขอกรรมสิทธิ์ (Licensee)ผลิตในประเทศไทย
ปีหนึ่งๆจะลดราคาผลิตภัณฑ์ในเครือกลางปีที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์
เหล่าช้อปเปอร์ แทบจะเหยียบกันตายเหมือนได้ฟรี

บอกมาถึงตรงนี้ ทุกคนคงรู้ว่าเป็นบริษัทไหน
บิ๊กบอสท่านนี้ ความจริงก็ยังไม่ได้เป็นบิ๊กสูงสุดหรอก
ยังมีเดอะบิ๊กพี่ชายพูดน้อย วาจาสิทธิ์ค้ำเหนือขึ้นไปอีก
แต่เพราะบิ๊กบอสผู้คิดบวกเป็นตัวจับวางให้เจอหน้า พบปะสื่อมวลชนประจำ
ก็เลยเป็นที่ชื่นชอบ ออกหน้า ออกตาของบริษัทฯ
ด้วยกิริยาที่นุ่มนวล ให้เกียรติสมชื่อ พูดจาติดตลก ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ
แต่อย่าเผลอลงชื่อผิดล่ะ เพราะท่านก็มีฝาแฝดผู้พี่ดำรงตำแหน่งบิ๊กเช่นกันที่อีกบริษัทหนึ่ง

สมัยที่ทำงานร่วมกันนั้น บิ๊กบอสผู้นี้ยังไม่ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนเรื่องการบริหารเชิงคิดบวก
แต่สิ่งที่ท่านวิจารณ์งานต่างๆ ก็เริ่มแพลมๆออกมาบ้างแล้ว
เช่น ข้อความโฆษณาของแบรนด์เสื้อผ้า Flagship ที่อยู่มานมนาน
คนเขียนข้อความหรือที่เรียกว่า copywriter ได้เสนอชิ้นงานหนึ่ง
ที่มีแต่คำว่า ไม่...ไม่...และไม่ ตลอด เช่น ไม่ใส่ ไม่ซื้อ ไม่ชอบ
ทั้งหมดเพื่อโยงไปถึง แบรนด์ยี่ห้อเสื้อตัวดังกล่าว
ถ้าไม่ใช่ (ยี่ห้อ).....ก้อไม่สนใจ
ในมุมมองของ copywriter ต้องการจะเล่นคำว่า ไม่...ให้สะดุดหูนั่นเอง

บิ๊กบอสนั่งฟังการนำเสนอ ให้ลูกน้องคอมเม้นต์ทั้งหมดก่อน แล้วตัวเองสรุปสุดท้าย
เออ.. คำพูดก็สะดุดดีหรอก แต่ผมติดคำว่าไม่..นี่แหละ แล้วท่านก็มองหน้าทุกคนยิ้มๆ

คำว่าไม่เนี่ย มันเป็นคำปฏิเสธ ตอกย้ำบ่อยๆ
มันทำให้เกิดความรู้สึกติดลบ   เผลอๆจะไปถึงภาพลักษณ์สินค้าติดลบด้วยหรือเปล่า

ทุกคนนั่งเงียบ ส่วนหนึ่งพยายามคิดตาม ส่วนหนึ่ง(ซึ่งคือพวกเรา)ก็ฟังคอมเมนต์เฉยๆ
เออ..มันจะติดลบได้อย่างไรหว่า

แล้วบิ๊กบอสก็เริ่มสาธยายถึงการคิดในเชิงบวก
นับตั้งแต่เริ่มต้นเบิกตาตื่นแต่เช้า ขอให้ใช้ชีวิตอย่างคิดบวกตลอด
ว่าจะต้องได้ ต้องดีเสมอ หากมัวแตคิดว่า ไม่ ไม่ได้ ไม่ใช่
เจ้าคำว่า ไม่ ไม่ จะฝังลึกลงไปในจิตใต้สำนึก พอจะนึกทำอะไรสักอย่าง
ก็ถูกเจ้า"ไม่" นี่แหละ โผล่ขึ้นมาตัดรอนความมั่นใจ ขัดคอ
ทำให้ใจคิดลบตลอด นานๆเข้าจะกลายเป็นคนติดลบกับโลก

เฮอ..พูดเสียยาวจนพวกเราจะหลับ (หรือถ้าคิดบวกก็คือ หลับตาซาบซึ้ง)
ผลปรากฏที่ประชุมยังยืนกรานที่จะใช้บทคำพูดเดิม
ไม่ใส่ ไม่ซื้อ ไม่ชอบ ถ้าไม่ใช่........
เอาเป็นว่า คำพูดคิดลบชนะ แม้บิ๊กบอสจะไม่ค่อยสนับสนุน
แต่ก็ไม่คัดง้านตามเสียงส่วนใหญ่ นี่คือส่วนที่ดีมากของท่าน


อีกครั้งหนึ่ง นำเสนอบทคำพูดเครื่องสำอางสำหรับสาวรุ่นยี่ห้อใสซื่อ
บริสุทธิ์  คำพูดดั้งเดิมประมาณทำนองว่า

เด็กสาวคนนี้ช่างไม่พอใจกับของขวัญวันเกิดที่ได้มาใหม่เลย

ไม่ชอบเลย.ลูกกวาดขวดโหลเนี่ย เห็นว่าเรายังเด็กอยู่ล่ะซิ

เจ้าโบว์ผูกผมลายหัวใจนี่เหมือนกัน ไม่เห็นเหรอว่าเลิกไว้ผมเปียตั้งนานแล้ว

อี้อย...กระเป๋ากุ๊กกิ๊กใครนะให้มาได้ ใส่ของได้แค่ผ้าเช็ดหน้ากับเศษตังค์เอง ฯลฯ

เมื่อนำเสนอบิ๊กบอส อีกเช่นเดิมความคิดเชิงบวกถูกสาธยายใหม่
ให้กลายเป็น ชอบทุกอย่างที่ได้รับ อันโน้นก็ดี อันนี้ก็ชอบถูกใจ
มีซ้ำแล้วหรือมีอีกก้อได้
และที่ชอบมากๆที่สุดก็คือเครื่องสำอางยี่ห้อใสซื่อ บริสุทธิ์ จบ...

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ในการเสนองานทุกครั้งกับบิ๊กบอส
เป็นที่รู้กันว่าถ้าอยากจะให้งานผ่าน จะต้องไม่มีสคริปท์ต้องห้ามทั้งหลาย
ทั้งคำว่า ไม่ อย่า "ห้าม"
ถ้าเรายืนกรานจะใช้คำพูดแบบเดิมก็น่าจะได้ แต่อาจจะเย้อ
อย่ากระนั้นเลย ให้จบเร็วๆดีกว่า งานจะได้เดิน
ดูๆไปก็เหมือนกับทำงานไม่ค่อย Pro เท่าไหร่

และก็เป็นเช่นนี้เรื่อยมา กระทั่งกูรูหลุดพ้นจากแวดวง
มาเจอบิ๊กบอสอีกทีตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่สัมภาษณ์ผู้บริหารทั้งหลาย
ก็พบว่า ท่านขยายแนวความคิดเชิงบวกครอบคลุมไปถึงการบริหารองค์กรมากขึ้น
ถึงขนาดออกหนังสือของตัวเองออกมาเป็นเรื่องเป็นราว
ดังเช่น บทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งที่ตัดตอนมาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

" หลักคิดที่พ่อสอนก็เยอะ แล้วเรายังได้มาจากประสบการณ์ที่ใช้เป็นประจำ ก็เอามาเขียน
โดยไม่ต้องเปิดตำรา ก็เขียนขึ้นมาได้ 38 ข้อ
บางข้อก็คิดขึ้นมาเอง บางข้อก็ได้มาจากคุณพ่อ"

หนึ่งใน 38 หลักคิด" ก็เช่น "รักคนอื่น ถ้าอยากให้คนอื่นรักเรา"

เขาบอกว่า คนสมัยนี้เลิกคิดอย่างนี้แล้ว แต่ชอบคิดเรื่องร้ายๆ เรื่องลบๆ

"อย่ารักใครเลย เพราะไม่มีใครรักเรา คงไม่มีใครหวังดีกับเราหรอก
นี่เป็นการคิดในทางลบ

เขาบอกว่าต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ คิดบวก ไม่คิดลบ

"รักคนอื่นถ้าอยากให้เขารักเรา หรือเคารพคนอื่นถ้าอยากให้เขาเคารพเรา"

นี่เป็นอีกสิ่งที่เขาได้มาจากพ่อ ....

"นายห้างเป็นคนที่คิดบวกมากๆ ไม่เคยว่าใครแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยด่าใคร
มีแต่ชื่นชม
นายห้างเป็นคนไม่เกี่ยงคน ไม่หวงวิชา สอนไม่ว่ากับใคร
บางเรื่องผมฟังหลายหน"

"อย่าให้งานต้องรอการตัดสินใจของเรา"
เขาบอกว่า ไม่มีใครจะคิดอย่างนี้กัน เพราะ
"คนเราพอตัวเองใหญ่ขึ้นมานะ
โอ้โห..... รู้สึกภูมิใจมากว่าต้องมาให้เราตัดสินใจ
แล้วพอตัวเองไม่อยู่ทีไร โอ้โห! ทุกคนปั่นป่วนไปหมด

แต่ผมไม่เป็นอย่างนั้น จะตรงกันข้าม
ถ้าเราสามารถทำให้งานมันเดินไปได้    
โดยไม่ต้องตัดสินใจ ให้ลูกน้องตัดสินใจได้
แล้วเขาทำงานเองได้ดีที่สุด

คล้ายๆ กับกระจายอำนาจ ทำให้เขามีสิทธิตัดสินใจได้
มีความเป็นตัวของตัวเองได้ มีดุลยพินิจของตัวเองได้
เมื่อนั้นองค์กรนั้น Smooth มาก"

เขาบอกว่านายห้างยังมีคำสอนหลายข้อทีเดียวที่เกี่ยวกับการ "ให้"

โดยมักจะบอกลูกทุกคนอยู่เนืองๆ ว่า ต้องรู้จักการ "ให้" และ "ช่วยเหลือ" คนอื่น

"คุณพ่อจะสอนว่าต้องรู้จักให้คนอื่น ให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ให้แล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน
ก็เหมือนศาสนาพุทธที่สอนให้คนทำบุญอย่าหวังผล"

คำสอนที่คุณพ่อสอนพูดบ่อยๆ ก็คือ "ถ้าคนทำให้เราๆ ต้องจำ
แต่ถ้าเราทำดีให้ใครเราต้องลืม" และ

"ผลักน้ำออกไป น้ำไหลเข้ามา และดึงน้ำเข้ามา น้ำไหลออกไป

หลักการทั้งหมดนี้ว่า การให้คนอื่นจะทำให้เราได้รับความสุข
ขณะที่คนที่จ้องแต่จะ "รับ" จากคนอื่น
หรือคิดแต่จะอยากได้ของคนอื่นก็จะเป็นทุกข์
หลักคิดเหล่านี้ เขาบอกว่า ไม่ใช่สิ่งที่นายห้างคิดขึ้นเอง
แต่เป็นคำสอนของนักปราชญ์นาม "ขงจื๊อ"
ซึ่งได้มาจากชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง

เป็นหลักการที่นายห้างใช้มากที่สุด และเป็นหลักการที่เขานำมาใช้เช่นกัน"


บิ๊กบอสพูดตบท้าย ให้ทุกคนมองโลกในแง่ บวก บวก เข้าไว้
เพื่อให้มีกำลังใจในการทำงานต่อเนื่อง

เอ..เห็นจะใช่ แม้แต่สินค้าที่ท่านเสนอขายก็มีแต่ราคา บวก บวก ขึ้นทุกวัน อุอุ
humdrum
Verified User
โพสต์: 1961
ผู้ติดตาม: 0

"คิดบวก Endorphin : คิดลบ Adrenalin" ของ บุญเกียรต

โพสต์ที่ 3

โพสต์

ขอบคุณมากครับ........ :wink:
ภาพประจำตัวสมาชิก
SEHJU
Verified User
โพสต์: 1238
ผู้ติดตาม: 0

ครับ

โพสต์ที่ 4

โพสต์

ผมเคยประสบมากับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าอายุนี่สิบกว่าเอง..

ผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างมากกับบทความของ จขกท

คนเรายิ่งเครียดก็ยิ่งโง่คับ ยิ่งเครียดเรื้อรังยิ่งบ่อนทำลายสุขภาพ

โรคที่รอฉวยโอกาสอยู่แล้วก็จะเข้ามากร้ำกรายเรา ผมฟังคุณหนูดีผู้เขียน

หนังสืออัจฉริยะสร้างได้กล่าวว่า คนเราถ้าเครียดจะมีสารเคมีชื่อ คอติซอล

หลั่งออกมา และถ้าเอาน้ำลายมาตรวจก็จะพบสารนี้ในน้ำลาย

แม้แต่เด็กๆที่อยู่ในครอบครัวที่มีปัญหายังตรวจพบสารพวกนี้จำนวนมากอยู่ใน

น้ำลาย ผมจึงเอาบทความเกี่ยวกับ คอติซอลมาให้อ่านกันคับ..

  ฮอร์โมนคอติซอล
หมายถึงฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมหมวกไตเพราะเกิดจากความตกใจ ความเครียด ความกังวล ความกลัวหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นความรู้สึกด้านลบ ฮอร์โมนตัวนี้จะดึงเอาเซลล์กล้ามเนื้อออกมาเผาผลาญเป็นพลังงานจึงทำให้เราสูญเสียมวลกล้ามเนื้อทำให้กล้ามเนื้อเล็กหรือลีบลงเรื่อยๆ และตัวฮอร์โมนคอติซอลเองก็จะทำให้เกิดความรู้สึกอยากกินของหวานจึงทำให้เกิดสะสมไขมันได้มากขึ้นอ้วนขึ้น ดังนั้นถ้าเราเครียดไม่เลิกจนทำให้คอติซอลหลั่งบ่อยๆคุณดาวจะสูญเสียทั้งมวลกล้ามเนื้อทำให้กำลังวังชาถดถอย อ่อนเพลียง่าย และยังทำให้ติดหวานและอ้วนง่ายด้วยครับ

วิธีที่จะทำให้มีสุขภาพดี ให้ฮอร์โมนที่ควรหลั่งหลั่งออกมาให้เต็มที่ และให้ฮอร์โมนที่ไม่ควรจะหลั่งอย่าได้หลั่งออกมา ก็โดย
1. ฝึกให้เป็นคนมีความรู้สึกสบายใจอยู่ตลอดเวลาจนเป็นนิสัยใหมทั้งๆที่อยู่ท่ามกลางปัญหาที่ต้องแก้ ถ้าทำได้อย่างนี้เขาเรียกว่ามืออาชีพครับ
2. กินอาหารทุกมื้อต้องมีโปรตีนให้มากกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นมื้อหลักหรือมื้ออาหารว่าง ลดการกินแป้งและน้ำตาลลงสักครึ่งหนึ่งทุกครั้งไม่ว่าจะกินอาหารมื้อไหนก็ตาม กินผักผลไม้เพิ่มขึ้นด้วยเพื่อให้ระบบย่อยย่อยช้าๆและดูดซึมช้าๆจะเป็นการดีที่สุด
3. ออกกำลังกายเบาๆอย่างสม่ำเสมอ  

นี่แหละครับผมจึวเห็นว่า ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่สมบูรณ์ นำมาซึ่งสุดยอดของชีวิต นั่นคือ ความสุข... นั่นเอง
โพสต์โพสต์