*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ

โพสต์ โพสต์
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 1

โพสต์

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****



http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 60561.html

ธรรมะ เสมือนลมหายใจ

อาจารย์ครับ ผมก็ปฏิบัติธรรมมานานแล้ว ทำไมผมรู้สึกไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ ธรรมเลย ผมรู้สึกท้อแท้ครับอาจารย์

ก่อนที่ครูจะสอนเธอต่อไป ในความคิดของเธอ เธอคิดว่าการปฏิบัติธรรมนี้เปรียบเสมือนการกระทำอะไร ดังต่อไปนี้ ?

เสมือนการเรียนในโรงเรียน
เสมือนการรักษาโรคทางใจ
เสมือนการสั่งสมบุญ
เสมือนการได้พักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือ ศาลาริมทาง
เสมือนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้

ถ้าเธอเปรียบเสมือนการเรียนในโรงเรียน เธอ จะต้องการเรียนให้ได้คะแนนสูงๆ เกรดดีๆ ไม่น้อยหน้าใคร เธออยากจบไวๆ เธอจะมีแต่ความโลภ นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

ถ้าเธอมองว่าเป็นยารักษาโรคทางใจ เธอจะเฝ้าเพียรถามหมอว่าเมื่อไหร่โรคจะหายเสียที ฉันเสียเงิน เสียเวลามามากแล้วนะ เธอจะมีแต่ความโกรธ นี่คือโทษของการคิดแบบนี้





สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 2

โพสต์

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 60561.html

เสมือนการสั่งสมบุญ เธอจะมีเวลาให้การปฏิบัติน้อย
แต่มุ่งแต่จะสั่งสมบุญเพื่อเป็นเสบียงเพื่อเดินทางในภพหน้า
เพราะมิใช่เป้าหมายที่เธอหวัง นี่คือโทษของการคิดแบบนี้


เสมือนการได้หยุดพักใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือศาลาริมทาง
เธอจะพอใจที่จะพักใจคลายทุกข์ชั่วคราว
หรือเธออาจจะภูมิใจในความสุขอันเนื่องจากสมาธิ
จะทำให้ไม่ก้าวหน้า เพราะทำให้การเดินทางยาวนานยิ่งขึ้น
นี่คือโทษของการคิดแบบนี้

เสมือนการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้
เธอจะจ้องแต่เป้าหมายด้วยจิตใจที่รุ่มร้อน
อยากให้ถึงเส้นชัยเร็วๆ เธอจะไม่ใช้ชีวิตในปัจจุบัน
เธอจะขาดสติ นี่คือโทษของความคิดแบบนี้

แล้วผมควรคิดอย่างไรดีครับ ? ลูกศิษย์ใจร้อนถาม


เธอควรคิดว่า ธรรมะนี้เปรียบเสมือนลมหายใจของเธอ
เธอจะขาดเขาไม่ได้ และเขาจะอยู่กับเธอจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ไม่ว่าเธอจะสนใจเขาหรือไม่ เขาก็จะอยู่กับเธอ เป็นเพื่อนเธอ
เพียงแต่เธอใส่ใจกับเขา เรียนรู้ที่จะมีสติระลึกถึงเขาเสมอๆ
ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอมีชีวิตในปัจจุบัน ไม่มุ่งหวังอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ไม่อาลัยอดีตที่ล่วงไปแล้ว เขาจะทำให้เธอกลับมารู้กายและใจในปัจจุบัน

เธอย่อมไม่ทวงถามเขาว่าเมื่อไหร่
ฉันจึงจะจบหลักสูตรการปฏิบัติธรรมเสียที อย่างเนรคุณ
เพราะไม่ว่าอย่างไร เธอก็ยังต้องหายใจอยู่ ตลอดชีวิต

เธอย่อมไม่ทวงถามว่าเมื่อไหร่ฉันจะหายจากโรคทางใจเสียที
เพราะเขาจะยังอยู่เป็นเพื่อนเธอต่อไปแม้เธอจะหายจากโรคคือกิเลสและความทุกข์
อย่างไรเธอก็ยังต้องอยู่กับการปฏิบัติธรรมตลอดไป



[/u]
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 3

โพสต์

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 60561.html

เธอย่อมไม่มัวหลงในบุญ ที่สุด
เพราะการกำหนดลมหายใจนี้
เลยขั้นทานและศีลแต่เลยไปถึงขั้นภาวนา
เธอย่อมได้รับผลบุญอันคือความ ปีติในปัจจุบันนี่เอง

เพราะการกำหนดลมหายใจ จะพาเธอสู่การปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดอยู่แล้ว
เธอไม่ต้องกลัวว่า วิถีทางนี้จะเนิ่นช้าแต่อย่างไร

ถ้าจะสรุปสั้นๆ ให้จำง่ายๆ ก็คือ ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา
การปฏิบัติธรรมก็คือ การหายใจอยู่ในปัจจุบัน นั่นเอง

เธออาจคิดว่าสิ่งนี้ยากเกินไปที่จะทำได้ อยากถามว่า
เธอเสียลมหายใจไปเท่าไหร่แล้วในชาตินี้
และ เสียมาแล้วกี่ชาติ ทำไมเธอไม่สำนึกถึงคุณค่าของเขา
เรียนรู้และมีสติกับเขาเพื่อที่เขาจะได้เป็นเพื่อนที่ดีกับเธอไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ครับอาจารย์

ลูกศิษย์จ้องมองใบหน้าของอาจารย์ ดวงตาฉายแววนักสู้
อิ่มเอิบด้วยกำลังใจ ก่อนเดินจากไปด้วยกิริยานอบน้อม

ธรรมะเสมือนลมหายใจของเรา การปฏิบัติธรรมก็คือ
การหายใจอยู่ในปัจจุบัน

ที่มา : จากบอร์ดธรรมะใน www.atabun.com



สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 4

โพสต์

สมมติว่าคุณเป็นครูที่สุภาพ เรียบร้อย ไม่ศรัทธาในไม้เรียว
แต่ต้องมาคุมชั้นเรียนที่เต็มไปด้วยนักเรียนเหลือขอ
ที่ไร้ระเบียบวินัยและไม่สนใจการเรียนเลย
คุณจะพูดอะไร พวกเขาก็ไม่สนใจฟัง
แถมยังคุยเล่นและกินขนมแข่งกับคุณอีก
เจอแบบนี้คุณจะทำอย่างไร ?

ครูผู้หนึ่งตกอยู่ในสภาพดังกล่าวมานานนับเดือน
จะพูดจะสอนอย่างไรก็ไม่เป็นผล
จนรู้สึกท้อแท้เป็นกำลัง เกือบจะวางมืออยู่แล้ว
แต่วันหนึ่งเธอได้ความคิดขึ้นมาว่า น่าจะลองเปลี่ยนวิธีการ
เธอขอให้นักเรียนทุกคนเขียนชื่อนักเรียนทั้งชั้นลงในกระดาษ
ชื่อละบรรทัด จากนั้นให้เขียนสิ่งดี ๆ
หรือลักษณะที่น่าประทับใจของเพื่อนแต่ละคนต่อท้ายชื่อของเขา
โดยมีเงื่อนไขว่า ให้เขียนอย่างซื่อตรงจริงใจ



ครูนำกระดาษเหล่านั้นกลับไปบ้าน
แล้วรวบรวมคุณสมบัติดี ๆ ที่เพื่อน ๆ เขียนถึงแต่ละคน
มาใส่ลงในกระดาษแผ่นใหม่ แผ่นละหนึ่งคน
วันรุ่งขึ้นก็นำกระดาษเหล่านั้นแจกให้นักเรียนทุกคนตามรายชื่อ
ปรากฏว่าหลายคนอ่านแล้วไม่เชื่อว่า ตนจะมีสิ่งดี ๆ อยู่ในตัว
นับแต่นั้นมาบรรยากาศในห้องเรียนก็เริ่มเปลี่ยนไป
นักเรียนตั้งใจเรียนและมีระเบียบมากขึ้น
ครูพูดอะไรนักเรียนก็สนใจฟัง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาตระหนักว่า
ตนเองไม่ได้แย่อย่างที่เคยคิด

ผ่านไปหลายปี นักเรียนเหล่านี้สำเร็จการศึกษา
แล้วก็แยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตัว
จนกระทั่งได้ข่าวว่า เพื่อนร่วมชั้นเรียนคนหนึ่งเสียชีวิตลง
เพื่อนเก่า ๆ มาพบกันใหม่ในงานศพของผู้จากไป
แม่ของเขาจำเพื่อนของลูกได้ จึงเรียกให้มาหาและสนทนากัน
สักพักก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งเยินและคร่ำคร่ามาให้ดู
แม่บอกว่านี่เป็นกระดาษที่ลูกของเธอพกติดตัวตลอดเวลา
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 5

โพสต์

เป็นกระดาษที่ครูได้รวบรวมสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับตัวเขา
ที่เพื่อน ๆ ได้ช่วยกันเขียน
แม่เล่าว่าข้อความในกระดาษแผ่นนั้นเป็นแรงบันดาลใจ
ให้แก่ลูกของเธอตลอดมา
เขามักจะหยิบมาอ่านอยู่เสมอในยามที่มีปัญหาหรือเกิดความท้อแท้

และแล้วเพื่อนหลายคนก็หยิบแผ่นกระดาษ
ออกมาจากกระเป๋าของตนโดยมิได้นัดหมาย
เป็นกระดาษที่ครูได้มอบให้พวกเขาในวันเดียวกันนั้นเอง
พวกเขาพกติดตัวตลอดเวลาเช่นกัน
เพราะมันมีความหมายต่อชีวิตของพวกเขามาก


กระดาษเพียงแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตของคนหลายคนได้
ก็เพราะมันเป็นทั้งสิ่งเตือนใจและให้กำลังใจแก่พวกเขา
ว่าพวกเขามีสิ่งดี ๆ อยู่ในตัว
กำลังใจดังกล่าวมีความหมายมาก

เพราะช่วยให้เขามีพลังที่จะต่อสู้กับอกุศลภายในใจ
หรือสิ่งไม่ดีที่สั่งสมจนเป็นนิสัย
อาทิ ความเกียจคร้าน ความเกเร
ความไม่ซื่อตรง และความเห็นแก่ตัว

เป็นเวลาหลายปีที่นิสัยไม่ดีเหล่านี้
สั่งสมและเจริญงอกงามจนหล่อหลอม
เป็นบุคลิกที่ชวนระอาและน่ารังเกียจ
โดยไม่มีแรงต้านทานจากภายในที่จะต่อสู้เลย

ก็จะต่อสู้ต้านทานไปทำไม ในเมื่อฉันเป็นคนที่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
ยิ่งคิดเช่นนี้จิตใจที่ใฝ่ดีก็ยิ่งอ่อนแรง
และต้องพ่ายแพ้แก่นิสัยที่ไม่ดี
จะว่าแล้วในเมื่อเด่นในทางดีไม่ได้
ก็ต้องหาทางเด่นในทางไม่ดี
ก็เลยมีแรงหนุนให้ทำสิ่งเลวร้ายมากขึ้น  
 


การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนนั้น ทำได้สองแนวทาง
แนวทางแรก คือ ควบคุมจิตใจใฝ่ต่ำ

ใช่หรือไม่ว่าทุกวันนี้ผู้คนมักจะนึกถึงแนวทางแรก
จนบ่อยครั้งลืมใช้แนวทางที่สอง
เราจึงมักถนัดในการตำหนิมากกว่าการชื่นชม
คุ้นกับการลงโทษมากกว่าการส่งเสริม
คุ้นกับการขู่ให้กลัวมากกว่าการสร้างแรงบันดาลใจ
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ผู้บริหารปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งให้ความสำคัญ
กับนโยบายห้องน้ำสะอาดมาก
คราวหนึ่งพบว่าห้องน้ำในปั๊มน้ำมัน
จังหวัดแห่งหนึ่งไม่สะอาดเท่าที่ควร
เขาจึงเดินไปหาพนักงานทำความสะอาด
แต่แทนที่จะต่อว่า เขากลับบอกว่า
ตอนที่เข้าห้องน้ำได้ยินลูกค้าหนึ่งชมว่า ห้องน้ำปั๊มนี้สะอาดมาก
แล้วเขาก็ถามว่า พนักงานผู้นั้นทำความสะอาดอย่างไร
เมื่อรู้ว่าเธอทำความสะอาดตามขั้นตอนที่ได้อบรม
เขาก็ชมว่า "ป้าเก่งจัง"

ทันทีที่ชมเสร็จ พนักงานผู้นั้นก็ขอตัว
สิ่งแรกที่เธอทำ คือ ไปห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง

คำชมเชยนั้นใช่ว่าควรใช้เมื่อผู้อื่นทำความดีเท่านั้น ก็หาไม่
แม้เขายังทำได้ไม่ดี แต่หากได้รับคำชม
ก็อาจเกิดกำลังใจที่จะทำให้ดียิ่งขึ้นก็ได้




น้ำเสียนั้นเราไม่จำเป็นต้องวิดดอก
เพียงแค่ทดน้ำดีเข้าไปมาก ๆ มันก็จะไปไล่น้ำเสียเอง
นิสัยไม่ดีก็เช่นกัน เพียงแต่เพิ่มกำลังให้จิตใจใฝ่ดีเท่านั้น
มันก็จะไปกำจัดนิสัยไม่ดีเอง



บทความโดย... รินใจ

สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 7

โพสต์

FW: เคล็ดลับป้องกันโรคติดเกม

Date: Mon, 3 Dec 2007 16:05:08 -0900


ปัจจุบันดูเหมือนว่า โรคติดเกม จะกลายเป็นโรคระบาดร้ายแรงในหมู่เยาวชนชนิดหนึ่ง ซึ่งกระทบต่อครอบครัวจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนในเมือง และครอบครัวที่มีการใช้คอมพิวเตอร์หรือเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที)เด็กติดเกมมีตั้งแต่นักเรียนชั้นประถมศึกษา จนถึงอุดมศึกษา แม้แต่ในหมู่นักศึกษาแพทย์และวิศวะที่จัดว่าเป็นชนชั้นหัวกะทิ แสดงว่าต่อให้ไอคิวดีก็ไม่ได้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของโรคนี้

ผมรู้จักครอบครัวหลายครอบครัวที่มีความทุกข์จากปัญหาลูกเป็นโรคติดเกม จนมีผลกระทบต่อพัฒนาการบุคลิกภาพและการเรียนของลูก กลายเป็นคนขาดวินัย นอนดึก ตื่นสาย ฟุ่มเฟือย เฉื่อยชา ดื้อรั้น ก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ขาดความรับผิดชอบ เรียนตก ออกจากโรงเรียน (ไม่เรียนหนังสือ)

พ่อแม่บางคนมักแต่ทำงานหาเงินทั้งวันไม่มีเวลาดูแลลูก หรือปรนเปรอลูกด้วยเงินทอง วัตถุ ปล่อยให้ลูกเล่นเกม จนในที่สุดติดจนยากที่จะถอนตัวได้

พ่อแม่บางคนรักลูก ตามใจลูก ไม่กล้าเข้มงวดกวดขันหรือลงโทษลูกเมื่อทำผิด ปล่อยให้ลูกมีนิสัยเกียจคร้าน ไม่รับผิดชอบ ขาดวินัย เพราะมัวแต่เห็นใจว่า ลูกยังเล็กอยู่ จนลูกกลายเป็นคนขาดภูมิคุ้มกัน เมื่อปล่อยให้เล่นเกมก็ง่ายต่อการติด และพ่อแม่ก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร เพราะใจอ่อนกับลูกจนเป็นนิสัยเสียแล้ว

การป้องกันโรคติดเกมนั้น คงไม่ใช่เริ่มจากความคิดในการปฏิเสธเทคโนโลยี หรือห้ามลูกไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด เพราะเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ยากในยุคที่ลูกต้องเติบโตท่ามกลางกระแสไหลบ่าของเทคโนโลยีซึ่งมีด้านที่ดีมีประโยชน์มากมาย


พ่อแม่และโรงเรียนจะต้องติดอาวุธทางความคิด (ปัญญา) และสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกหลานและยุวชนให้สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างฉลาดรู้ (รู้เท่าทัน)

จากประสบการณ์ส่วนตัวและหลายๆ ครอบครัวที่ให้ลูกเล่นไอทีแล้วไม่เป็นโรคติดเกม มิหนำซ้ำยังสามารถใช้ประโยชน์จากไอทีในการเรียนรู้และการทำงานของลูกได้อย่างเต็มที่ ผมขอเสนอเคล็ดลับในการป้องกันโรคติดเกมไว้ในที่นี้เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

1. ใกล้ชิด นับว่าเป็นความสำคัญอันดับแรกสุดไม่ว่างานจะยุ่งขนาดไหน พ่อแม่จะต้องแบ่งเวลาเลี้ยงดูลูกเล่นกะลูก สอนลูกตั้งแต่วัยแบเบาะ สร้างความรัก ความอบอุ่น ความผูกพัน ซึ่งจะเป็นรากฐานแห่งสายสัมพันธ์ในครอบครัวอันยาวไกล อย่าคิดว่าลูกยังเล็กไม่รู้ประสา ปล่อยให้คนอื่นเลี้ยงไปก่อนรอให้ลูกโตหน่อยคอยสอนสั่งเอง ก็อาจจะสายเกินแก้
2. ฝึกคิดและทักษะชีวิตจัดประสบการณ์เรียนรู้ให้ลูก เช่น เล่านิทาน อ่านหนังสือ เล่นของเล่น เล่นเกม ดูโทรทัศน์ พาไปทัศนาจร เสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากเรื่องราวเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน (เช่น ดูข่าวหรือละคร ขณะกินอาหารมื้อเย็นร่วมกัน ขณะเดินทางในรถ หรือรถติด) ฝึกให้ช่วยทำงานบ้าน ฝึกแก้ปัญหาและช่วยเหลือผู้อื่น (โดยพ่อแม่ทำเป็นตัวอย่างให้เห็น) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องสอนให้ฝึกคิดเป็นและรู้หลักการดำเนินชีวิตที่ดีงาม

ในการบริโภคหรือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นควรสอนหลักคิดอยู่อย่างน้อย 2 เรื่อง ได้แก่


สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 8

โพสต์

1. หลักคิดเรื่อง คุณ-โทษ คือสรรพสิ่งในโลกนี้ย่อมมีทั้งคุณ (ดี) และโทษ (เลว) ในตัวมันเองเสมอ เป็นทวิลักษณ์หรือดาบสองคม ควรเลือกใช้ประโยชน์ให้ถูกและป้องกันโทษที่จะเกิดขึ้น
2. หลักคิดเรื่อง คุณค่าแท้-คุณค่าเทียม คือมองแยกแยะสิ่งต่างๆ ให้ออกว่า อะไรคือคุณค่า (ประโยชน์) แท้จริง อะไรคือคุณค่า (ประโยชน์) ที่มากกว่าประโยชน์แท้จริง เช่น นาฬิกามีคุณค่าแท้คือ บอกเวลา คุณค่าเทียมคือ เป็นของประดับ อาหารมีคุณค่าแท้คือ หล่อเลี้ยงชีวิตคุณค่าเทียมคือ ความอร่อย เป็นต้น จึงควรให้ความสำคัญต่อคุณค่าแท้มากกว่าคุณค่าเทียม ข้อนี้ช่วยให้มีความฉลาดมีเหตุมีผลและมีความเพียงพอในการบริโภค
3. ปลูกจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ ฝึกให้รู้จักรับผิดชอบต่อตนเอง พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อน ครู และสังคม
4. การสร้างกรอบวินัย ฝึกให้รูจักมีระเบียบวินัยและกติกา เพื่อไม่ให้ทำอะไรตามใจตัวเองจนมีผลเสียต่อหน้าที่การงาน การพัฒนาตน และบุคลิกภาพที่ดี มีวุฒิภาวะ ทั้งนี้ควรหาอุบายให้รางวัลเมื่อลูกทำดี และลงโทษเมื่อลูกทำผิด

ทั้ง 4 ข้อจี้จะเป็นภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเกมเป็นอย่างดีสำหรับครอบครัวที่มีปัจจัยเกื้อหนุน ควรลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ในบ้าน โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้

1. ควรเป็นสมบัติกลางของครอบครัว โดยตั้งไว้ในห้องทำงาน ห้องรับแขก หรือห้องสมุด อย่าให้ลูกยึดครองไว้ใช้ส่วนตัวในห้องนอนลูก ทั้งนี้จะได้มีปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้ร่วมกันในเรื่องไอที และง่ายต่อการดูแลกำกับพฤติกรรมการใช้ไอทีของลูก
2. ควรตั้งกฎเกณฑ์กติกาในการใช้งานตั้งแต่แรก เช่น การกำจัดเวลาและเงื่อนไข (เช่น ต้องรับผิดชอบต่อการเรียนและงานบ้านที่ได้รับมอบหมาย) โดยชี้แจงถึงเหตุผลจนลูกเข้าใจและยอมรับ หากทำผิดกติกาจะต้องหาอุบายลงโทษ
3. ส่งเสริมให้ลูกใช้ไอทีในการค้นคว้าเรียนรู้ ทำรายงานส่งครู วาดภาพ เล่นดนตรี มากกว่าเล่นเกม แต่ควรดูเกมที่ลูกเล่นว่ามีความเหมาะสมตามวัยของลูกเพียงใด
4. เมื่อลูกขอเงินเพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็ไม่ควรให้ง่ายๆ ควรถามถึงความจำเป็นและฝึกให้ลูกรู้จักทำงานเป็นการแลกเปลี่ยน เช่น ช่วยงานของพ่อแม่ ช่วยพิมพ์รายงานหรือค้นคว้าข้อมูลให้พ่อแม่ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างของวิธีป้องกันโรคติดเกมในมุมมองของผม หากผู้อ่านมีเคล็ดลับอื่นๆ จะเขียนมาเล่าสู่กันฟังก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ.

 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 9

โพสต์

วิธีที่โจรใช้โจรกรรมรถยนต์
Date: Mon, 3 Dec 2007 16:00:09 -0900





Subject:วิธีที่โจรใช้โจรกรรมรถยนต์



รถหายกันบ่อยครับช่วงนี้..สำหรับพี่ๆเพื่อนๆที่มีรถสวยๆคงไม่อยากให้ เจ้าตัวแรงคันโปรดของท่าน ต้องอันตธารหายไป ลองอ่านวิธ๊การโจรกรรมของไอ้พวกโจร500 ดูครับ..เพื่อจะได้มีวิธีป้องกันรถของท่าน

วิธีที่โจรใช้โจรกรรมรถยนต์

ก่อนโจรกรรม ฝ่ายโจรกรรมรถ หรือ แก๊งค์ หรือ คนร้ายลักรถจะต้องทราบ ความต้องการ ของฝ่ายผู้สั่งซื้อ หรือนายหน้าส่งออก ว่าต้องการรถอะไร ยี่ห้อ รุ่น ขนาด สี หรือที่เรียกกันว่า "ใบสั่ง" ฝ่ายโจรกรรมรถ ก็จะออกตระเวน ไปในที่ต่าง ๆ เพื่อหารถตาม ใบสั่ง ส่วนมาก จะหาในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพราะมีรถตามที่ต้องการมาก วีการโจรกรรม มีอยู่หลายวิธี ทั้งวิธีการเก่าๆ และที่ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ ผสมผสานกัน หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คนร้ายได้ศึกษาวิธีการ และกลไกการป้องกัน การโจรกรรมรถ ของเจ้าของ และฝ่ายเจ้าหน้าที่ทุกวิถีทาง วิธีการโจรกรรมรถของคนร้าย พอประมวลได้ดังนี้

งัดหูช้าง: คนร้ายจะใช้เครื่องมืองัดหูช้างออก แล้วเอามือล้วงเข้าไปเปิดสลักหรือค้นล็อกประตู เปิดประตูรถเข้าไป แล้วใช้ไขควงงัดกระปุกกุญแจสตาร์ทออก ต่อไฟตรง เพื่อติดเครื่องยนต์แล้วขับหลบหนีไป

ใช้กุญแจปลอม : คนร้ายจะทำกุญแจเลียนแบบกุญแจของรถชนิดที่ต้องการลัก ไว้หลาย ๆ ขนาด (รอยหยัก) แล้วเลือกลองใช้ทุกดอกที่ทำไว้ ถ้าเปิดประตูรถได้ คนร้ายก็จะเปิดประตูแล้วติดเครื่องยนต์ขับหลบหนีไป

ลอกแบบกุญแจ : คนร้ายจะใช้วิธีสร้างความสนิทชิดชอบกับเด็กบริการล้างอัดฉีดรถ ตามสถานบริการจำหน่ายน้ำมัน แล้วว่าจ้างให้เอาดินน้ำมัน พิมพ์แบบกุญแจรถของจริง ตามที่มีผู้สั่งซื้อไว้ โดยมีค่าจ้างในการจัดทำ คันละ 200 - 250 บาท โดยเด็กบริการล้างอัดฉีด จะเก็บแบบพิมพ์กุญแจดินน้ำมัน พร้อมจดหมายเลขทะเบียน รถคันนั้น ไว้ให้ด้วย ต่อจากนั้น คนร้ายจะไปว่าจ้าง ร้านทำกุญแจทั่วไป ทำกุญแจปลอมตามแบบพิมพ ์ในราคาดอกละ 10 - 20 บาท เมื่อได้กุญแจแล้ว ก็จะออกตระเวน ติดตามรถคันดังกล่าว เพื่อโจรกรรม

สร้างกุญแจ: คนร้ายจะทำกุญแจในแบบและรูปทรงต่าง ๆ โดยไม่มีรอยหยัก ของรถตามชนิดที่ต้องการ(ระบุไว้ในใบสั่งซื้อ) แล้วเอาน้ำหมึกอินเดียอิ้งค์สีดำ ทาไว้ปล่อยให้แห้งสนิท เมื่อพบรถที่ต้องการ คนร้ายจะเอากุญแจแบบรูปทรงที่ทำไว้ สอดเข้าไปในรูกุญแจประตูรถ แล้วบิดหมุน เพื่อให้เกิดร่องรอย ที่น้ำหมึกอินเดียอิ้งค์ ดึงเอากุญแจออก นำไปเซาะร่อง ตามรอยที่ปรากฏอยู่ เมื่อวัดทำกุญแจเรียบร้อยแล้ว คนร้ายก็จะออกติดตามรถคันนั้น เมื่อสบโอกาสจะทำการโจรกรรมทันที

ใช้ลวดเกี่ยวปุ่มล็อกประตูรถ : รถบางชนิดไม่มีหูช้าง คนร้าย จะใช้วิธีดึงกระจกที่บานประตูให้เผยอเพียงเล็กน้อย และถ้าเจ้าของปิดกระจกไม่สนิท ก็ยิ่งเป็นโอกาส ให้เกิดความสะดวก แก่คนร้ายมากขึ้น ต่อจากนั้น คนร้ายจะใช้ลวด ทำเป็นห่วงที่ปลาย สอดเข้าไป ดึงปุ่มล็อกประตูออก เปิดประตูเข้าไปในรถ ต่อไฟฟ้าสายตรง สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วขับ หลบหนีไป
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ใช้ไขควงฉาก: คนร้าย จะทำไขควงชนิดหน้าแบน ขนาดยาวประมาณ 1 ฟุต (รวมความยาวของด้าม) ที่ตอนปลายไขควง ตรงความยาวประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวไขควง ดัดงอเป็นมุมฉาก ใช้ปลายไขควง สอดเข้าไปในรูกุญแจประตูรถ งัดอย่างแรง กระปุกกุญแจประตู จะแตกและหลุดออกมา สามารถเปิดประตูรถ เข้าไปต่อไฟฟ้าสายตรง เพื่อติดเครื่องยนต์ แล้วขับหลบหนีไป

งัดฝาถังน้ำมัน : มีรถหลายชนิดฝาถังน้ำมันอยู่ภายนอก และกุญแจเปิดฝาถัง น้ำมัน กุญแจเปิดประตูรถ และกุญแจติดเครื่องยนต์ ใช้ดอกเดียวกัน คนร้ายจะใช้กุญแจเลื่อนขนาดใหญ่ งัดเอาฝาน้ำมัน ไปทำกุญแจ โดยอาศัยร่องรอย จากรูกุญแจของฝาถังน้ำมัน เมี่อทำเสร็จแล้ว จะได้ทั้งกุญแจไปไขประตูรถ และติดเครื่องยนต์

ใช้น้ำกรด: คนร้ายจะใช้น้ำกรดใส่ขวด และมีลูกยางหรือเข็มฉีดยาพร้อมหลอด ดูดน้ำกรดจากขวดน้ำ ไปหยอดหรือฉีด เข้าไปในรูกุญแจประตูรถ น้ำกรดจะเข้าไปทำลายช่อง กุญแจ ทำให้สามารถเปิดประตูเข้าไปในรถได้ แล้วใช้วิธีต่อไฟฟ้าสายตรง เพื่อติดเครื่องยนต์ ขับหลบหนีไป

เปิดกระจกหลังรถ : คนร้าย จะใช้ไขควง งัดยางขอบกระจกหลังรถออก แล้วเปิดกระจกออกด้วยแรงดึง ซึ่งกระทำด้วยความชำนาญ คนร้ายหรือลูกมือที่ใช้วิธีการนี้ จะเคยเป็นช่างถอด หรือใส่กระจกมาก่อน เมื่อถอดกระจกออกได้แล้ว จะมุดตัวเข้าไปในรถ แล้วใช้วิธีต่อไฟฟ้าสายตรง เพื่อติดเครื่องยนต์ แล้วขับรถหลบหนีไป

ใช้เหล็กเขี่ยสลักล็อกประตู: คนร้าย จะทำเหล็กเป็นลักษณะแบนหรือกลม หรือใช้ไขควงตัวเล็ก ๆ แหย่เข้าไปในรู ใต้หูจับเปิดรถ แล้วเขี่ยสลักล็อกประตูรถ เปิดประตูเข้าไปในรถ ใช้วิธีต่อไฟฟ้าสายตรง เพื่อติดเครื่องยนต์ ขับหลบหนีไป

ใช้กุญแจพิเศษ: คนร้ายจะใช้เหล็กที่แข็งเป็นพิเศษ ทำเป็นหยักหรือร่องถี่ๆ มีขนาดความหนาเท่ากับกุญแจรถทั่ว ๆ ไป กุญแจพิเศษนี้มีความแข็งมากเป็นพิเศษ เมื่อใส่เข้าไปในรูกุญแจประตูรถแล้วบิดด้วยความแรง ความแข็งของกุญแจพิเศษจะงัดร่อง ในกุญแจประตูรถให้หักหรือไม่อยู่ในสภาพเดิม สามารถเปิดประตูเข้าไปในรถได้ ต่อไฟฟ้า สายตรงเพื่อติดเครื่องยนต์แล้วขับหลบหนีไป

ใช้คีมบิดยวงกุญแจ: คนร้าย จะใช้คีมที่มีความเหมาะสม ในการคีบยวงกุญแจ ประตู อาศัยแรงบีบที่แน่น และมั่นคง บิดด้วยความแรงดึงเอายวงกุญแจประตูรถออกไป แล้วนำไปจ้าง ช่างทำกุญแจปลอม เพื่อโจรกรรมรถคันนี้ต่อไป

ใช้กลอุบายรับจ้างขับรถ: คนร้ายจะใช้วิธีการง่าย ๆ โดยไปรับจ้างเป็น คนขับรถตามสำนักงานจัดหางาน เมื่อได้รถแล้วก็จะขับรถให้นายจ้างประมาณ 6 - 7 วัน ได้โอกาสก็จะขับรถหลบหนีไป

 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 11

โพสต์

จี้หรือชิงรถซึ่งหน้า: คนร้ายประเภทนี้ จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ปฏิบัติการครั้งละ 2 คน (ขับขี่ 1 คน และซ้อนท้าย 1 คน) ติดตามสะกดรอยรถ ตามใบสั่ง เมื่อเจ้าของรถหรือเหยื่อขับรถคนเดียว ไปจอด หรือผ่านไปในเส้นทางที่เปลี่ยว หรือลับตาคน คนร้ายก็จะใช้วิธีขับรถจักรยานยนต์ ไปเฉี่ยวรถของเหยื่อ เมื่อเหยื่อ ซึ่งเป็นเจ้าของรถหยุด รถลงตรวจสอบความเสียหาย คนร้าย จะใช้อาวุธปืนหรือมีดปลายแหลม จี้ให้ลงจากรถ และส่งกุญแจรถให้ คนร้ายก็จะขับขี่รถเอาไปซึ่งหน้า ทิ้งผู้เสียหาย(เจ้าของรถ) ไว้ในที่ เกิดเหตุ

มอมยาคนขับรถยนต์รับจ้าง : คนร้าย จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นแรก คนร้ายซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จำนวน 4 - 5 คน จะไปว่าจ้างรถยนต์ (ตามใบสั่ง ที่ต้องการ) เพื่อไปเที่ยวน้ำตก หรือสถานท่องเที่ยว ในต่างอำเภอหรือจังหวัด เสร็จงาน ก็จะจ่ายเงินให้คนขับตามปกติ ขั้นที่สอง เป็นห้วงระยะเวลา 4 - 5 วัน จากขั้นแรก คนร้ายชุดเดิม จะว่าจ้างรถไปเที่ยวเหมือนเดิม แต่จะนัดหมายกับคนร้ายพวกเดียวกัน 1 - 2 คน ไปรอ ณ. จุด
ที่กำหนดเพื่อรอรับรถ ใกล้บริเวณจุดที่กำหนด คนร้ายที่เป็นผู้หญิง จะพยายามหาโอกาส ในช่วงที่คนขับรถ รับประทานอาหารร่วมกัน ใส่ยานอนหลับ หรือยาชนิดอื่นที่ทำให้มึนเมาหมดสติลงไปในเครื่องดื่ม หรืออาหาร เพื่อมอม คนขับรถให้หมดสติ ต่อจากนั้น ก็จะส่งคนขับรถไปนอนที่โรงแรม ซึ่งได้จองไว้ล่วงหน้า แล้วนำกุญแจรถให้กับคนร้าย ซึ่งรออยู่แล้วขับรถหลบหนีไป วิธีการนี้ค่อนข้างจะ เป็นวิธีใหม่ในการโจรกรรมรถ

รถยนต์ที่มีล็อคพวงมาลัยอัตโนมัติ : คนร้ายจะใช้เท้าถีบและใช้มือดึงพวงมาลัย ให้สลักล็อคพวงมาลัยหักหรือหลุด
รถยนต์ที่ใช้โซ่ล่ามพวงมาลัยกับคันเบรค : คนร้ายจะใช้กรรไกรตัดเหล็กขนาด ใหญ่และคมตัดโซ่หรือทำลายกุญแจโดยการใช้น้ำกรดหยอดลงในรูกุญแจ แล้วใช้เหล็กงัดทำลายกุญแจ

รถยนต์ที่มีอุปกรณ์ล็อคคลัชและเบรค: คนร้ายจะใช้วิธีทำลายกุญแจ แบบใช้ น้ำกรดหยอด หรือเหล็กงัด หรือใช้วิธีตัดแผ่นรองเท้าที่คันคลัชและเบรคออก

รถยนต์ที่ติดตั้งสัญญาณส่งเสียง : คนร้ายจะศึกษาล่วงหน้าว่าเจ้าของรถทำไว้ อย่างไร เช่น ติดตั้งสัญญาณไว้ที่ประตู ถ้าเปิดประตูสัญญาณจะดัง คนร้ายก็จะใช้วิธี ทุบกระจกประตู หรือถอดกระจกหลังรถเพื่อเข้าไปในรถโดยไม่ต้องเปิดประตู

รถยนต์ตัดสวิทซ์หรือตัดวงจรไฟฟ้า: คนร้ายก็จะใช้วิธีศึกษาการใช้ของเจ้าของ รถมาก่อนทำการโจรกรรม ถ้าไม่สามารถทำได้ คนร้ายจะมีลูกมือเป็นช่างไฟฟ้า ทำงานในอู่ซ่อมรถมาก่อนเป็นผู้ดำเนินการต่อวงจรใหม่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสวิทซ์ ติดวงจรลับที่ทำไว้

รถหายต้องทำอย่างไร?

รถหาย ให้รีบแจ้งรายละเอียด แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ ทราบโดยเร็ว หรือโทรหมายเลขพิเศษ "1192" (ศปร.ตร.) ตลอด24ชั่วโมง เพื่อความรวดเร็ว ในการติดตามสกัดจับคนร้าย และเพื่อความรวดเร็วในการกระจายข่าวสาร, ข้อมูลของรถที่ถูกโจรกรรม ไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง คือ ตำรวจทางหลวง, ตำรวจตระเวนชายแดน, ตำรวจภูธรภาค 1-9, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สถานีตำรวจภูธรตามแนวชายแดน, กองกำลังบูรพา, กองกำลังป้องกันชายแดน จันทบุรีและตราด
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 12

โพสต์

อย่าใส่กล้วยหอมไว้ในตู้เย็นนะครับ

กล้วยหอมมีสารน้ำตาลอยู่ 3 ชนิดคือ ซุคโคส ฟรุคโตสและกลูโคส
(sucrose, fructose and glucose) รวมทั้งเส้นใยอาหาร
มันจะให้พลังงานแก่ร่างกายพร้อมนำไปใช้ทันทีเลยครับ

เขาวิจัยมาแล้วว่ากล้วยหอม 2 ใบให้พลังงานเพียงพอให้เราทำงานถึง 90 นาที
ไม่ต้องสงสัยเลยนะครับ ..นักกีฬาระดับโลกถึงชอบกินกล้วยหอมกันนัก
( เคยเห็นในสนามเทนนิส....พอพักเบรคบางคนหยิบกล้วยหอม มากัดกินสัก 2-3 คำ)
ยังไม่หมดนะ....เจ้ากล้วยยังมีคุณอนันต์
ป้องกันโรคภัยและภาวะต่าง ๆของร่างกายได้อีกด้วย...มาดูกันครับ


ความเศร้าซึม

จากการสำรวจและวิจัยไต่ถามพร้อมสุ่มตัวอย่างจากคนไข้ ที่ป่วยเป็นโรคเศร้าซีม
พบว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้กินกล้วยหอม
เพราะว่ามัน tryptophan ซึ่งเป็นกรดอะมิโนโปรตีนชนิดหนึ่ง
ซึ่งร่างกายสามารถแปลงเป็น serotonin
สารกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใสและมีความสุขมากยิ่งขึ้น


pms (premenstrual syndrome)

สำหรับสุภาพสตรีแล้วก่อนที่จะมีประจำเดือน อารมณ์จะหงุดหงิดง่าย
ไม่อยู่กับร่องรอยและก่อให้เกิดสภาวะต่อร่างกาย..เช่ นปวดท้อง ปวดหัว...ฯลฯ
รีบกินกล้วยหอมซะดี ๆ.....ยาแก้ปวดลืมไปได้เลย....
มันสามารถป้องกันได้นะจ๊ะ........


โรคโลหิตจาง ( Anemia)

ธาตุเหล็กในกล้วยหอมสามารถที่จะกระตุ้นร่างกายให้ผลิ ต Hemoglobin ( ฮีโมโกลบิน)
ในกระแสโลหิตช่วยหยุดยั้งภาวะโลหิตจางได้
แต่คงไม่ช่วยแก้โรคทรัพย์จางได้หรอกนะ....ฮ่า...
( โรคนี้ผมเป็นบ่อย ๆ.....หุ...หุ...)


ความดันโลหิต ( Blood Pressure)

กล้วยหอมมีเกลือโปแตสเซียมเหลืองอยู่เยอะ
เป็นตัวช่วยความดันเลือดจนกระทั่ง US Food and Drug Administration
อนุมัติให้กล้วยหอมยอดผลไม้มีส่วนช่วยลดภาวะความเสี่ ยงความดันได้จริง


เสริมสร้างพลังสมอง ( Brain Power)

ที่อังกฤษในแค้วน Middlesex มีนักเรียนจำนวน 200 คนจาก Twickenham school
อ้างว่าพวกเขาสอบผ่านเพราะได้กิตกล้วยหอมเป็นอาหารเช ้า
รวมทั้งกินอีกนิดหน่อยในตอนมื้อเที่ยงเพื่อทำให้สมอง สดชื่น
เขาได้วิจัยพบว่าโปแตสเซียมในกล้วยช่วยนักเรียนให้ตื ่นตัวอยู่เสมอ
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 13

โพสต์

อาการท้องผูก ( Constipation)

เส้นใยอาหารในกล้วยหอมช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกาย ทำงานได้ดี


เมาค้าง ( Hangovers)

วิธีแก้เมาค้างที่เร็วและดีอีกวิธีหนึ่งก็คือกินกล้ว ยหอมปั่น banana milkshake
โดยการใส่น้ำผึ้งลงไปด้วย
( ฮ่า.....ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย......ต้องลองแน่ ๆ...)
ด้วยสรรพคุณของน้ำผึ้งและสารวิตามินในกล้วยจะช่วยให้ ปรับระดับน้ำตาลในเส้นเลือด
และทำให้กระเพาะอาหารอยู่ในสภาวะที่พร้อมทำงานได้เร็ วขึ้น......


จุกเสียดแน่นท้อง ( Heartburn)

กล้วยหอมมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่
ดังนั้นการกินกล้วยก็จะช่วยให้ลดอาการดังกล่าว





Morning Sickness

ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดีนะ...อาการงี่เง่าตอนเช้าเช่ นไม่อยากจะตื่นบ้าง...ฯลฯ
ถ้าเรากินกล้วยหอมสักคำ 2 คำระหว่างมื้อเช้า เที่ยงหรือเย็น
มันจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและแก้อาการดังกล่าว ในตอนเช้าได้


บรรเทาแผลยุงกัด

ก่อนที่จะใช้ยาทา
ลองใช้เปลือกกล้วยหอมด้านในถูบริเวณที่ถูกยุงกัด
จะช่วยลดอาการคันหรือบวมได้.....คนส่วนใหญ่เป็นอย่าง นั้นจริง ๆ


ระบบประสาท ( Nerves)

วิตามินบีที่มีอยู่มากในกล้วยหอมจะช่วยลดความเครียด. ...อ่อนล้าได้


อ้วนจากทำงานมากเกินไป

ที่สถาบันจิตวิทยาในออสเตรียได้ศึกษาและพบว่า
ความเครียดจากที่ทำงานทำให้คนกินช็อกโกแล็ตและพวกโปเ ต้โต้ชิปส์มากเกินไป
ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
จากที่กล่าวมาแล้วถ้ากินกล้วยหอมสักเล็ก ๆน้อย ๆประมาณทุก ๆ 2 ชม.
มันจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและลดการอยากกินของจ ุกจิก


แผลในลำไส้และกระเพาะอาหารรวมทั้งผิวหนังพุพองเป็นแผ ล ( Ulcers)

สารและเส้นใยในกล้วยหอมช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เ ล็กดีขึ้น
รวมทั้งกรดต่าง ๆที่มีอยู่ทำให้มีการเคลือบผิวของกระเพาะ
ลดการเป็นแผลในกระเพาะได้


ปรับระดับอุณหภูมิในร่างกาย ( Temperature Control)

ในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรที่มีอากาศร้อน
ผู้คนชอบกินกล้วยหอมดับร้อนกันครับและเชื่อว่ามันเป็ นผลไม้เย็นฉ่ำชนิดหนึ่ง
อย่างเช่นในไทยมีความเชื่อกันว่าผู้หญิงท้องควรกินกล ้วยหอมเป็นประจำ
เพื่อเด็กที่เกิดมาจะมีอารมณ์เยือกเย็นเช่นดังป๋าคูล เป็นต้น...... so cool....


ลดความอยากสูบบุหรี่

สำหรับท่านที่ต้องการเลิกบุหรี่
กล้วยหอมอาจช่วยท่านได้เพราะมีวิตามิน B6, B12 โปแตสเซียมและแม็กนีเซียม
ที่มีอยู่มากจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วจากการขาดสา รนิโคติน
อ้างถึง:

เห็นไหมครับว่ากล้วยหอมนั้นเป็นยอดผลไม้จริง ๆ

เปรียบเทียบกับแอปเปิลแล้ว
กล้วยหอมมีโปรตีนมากกว่า 4 เท่า
มีคาร์โบไฮเดรทมากกว่า 2 เท่า
ฟอสฟลอรัสมากกว่า 3 เท่า
วิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า
วิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆมากกว่า 2 เท่า
ดังนั้นจากที่ฝรั่งเคยพูดกันว่า
"An apple a day keeps doctor away."
ต่อไปคงจะต้องเปลี่ยนเป็น

ถ้ามันไม่ใช่เป็นการเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อโปรโมท พ่อค้ากล้วยหอมแล้ว
ผมว่ากล้วยหอมเนี่ยมันแจ่มจริง ๆ....
ถ้าต่อไปมันแพงมากก็ไม่ต้องกินมันหรอกครับ
( ผมว่ากล้วยน้ำว้าก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากนา....
กินมันทั้ง 2 อย่างแหละดีที่สุด)

อ้อ...แถมท้ายอีกอย่างหนึ่งรองเท้าหนัง
ถ้าอยากขัดให้มันวาวแบบเร็ว ๆ
ก็เอาเปลือกกล้วยหอมด้านในถูรองเท้าไปเลย
เสร็จแล้วเอาผ้าแห้งเช็ดขัดออก...รองเท้าจะมันแผล็บเ ลย....


 


สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 14

โพสต์

FW.เรียน ผู้ใจบุญทุกท่าน โปรดช่วยคุณอาของดิฉันด้วยเถิดคะ
Mon, 26 Nov 2007 16:13:05 -0900

> เรียน ผู้ใจบุญทุกท่าน โปรดช่วยคุณอาของดิฉันด้วยเถิดคะ
> ส่งต่อ เป็นการทำบุญ 1 ชีวิต
>
> ผู้ที่อ่านข้อความนี้ท่านใดมีจิตกุศลเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยบริจาค
> โลหิต แก่ คุณ ประจิน เขียวงาม
> ซึ่งตอนนี้ คุณ ประจิน เขียวงาม กำลังเผชิญกับโรคร้าย
> เนื้องอกที่กระดูกสันหลัง เนื้องอกนี้มีขนาด 7 ซม.
> เป็นอันตรายต่อเส้นประสาท และกำลังจะเข้ารับการผ่าตัดในวันที่ 2 ธันวาคม 2550
> ที่จะถึงนี้
> แต่การผ่าตัดจำเป็นที่จะต้องใช้เลือดเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะนี้ ยังขาดเลือดจำนวน มาก
> คุณหมอบอกว่าถ้าไม่มีเลือดจะไม่ทำการผ่าตัดให้เพราะจะเป็นอันตรายต่อชีวิต
> เนื่องจากเสียเลือดมาก แต่ขณะเดี๋ยวกัน ถ้าไม่ได้เข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้
> ก็อาจจะเสียชีวิตได้เช่นกัน ขอความกรุณาผู้มีจิตใจบุญ ช่วยกรุณาบริจาคเลือดให้กับอาของดิฉัน ซึ่งตอนนี้
> จำเป็นมากที่สุด และด่วน มากที่สุด
>
> ขอผลบุญนี้ส่งผ่านไปให้กับท่านที่มีจิตเมตตา
> ให้ตัวท่านและครอบครัวของท่านเป็นสุข
> .
> คุณประจิน เขียวงาม
> อายุ 46 ปี ป่วยเป็นโรคเนื้องอกที่กระดูก สันหลัง (ซึ่งมีผลต่อระบบประสาท)
> กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ในวันที่ 2 ธ.ค.2550
> เธอกำลังรอรับการบริจาคโลหิตเพื่อเข้ารับการผ่าตัด เป็นจำนวนมาก (ไม่จำกัด
> กรุ๊ปเลือด)
> .
> จึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้มีน้ำใจละจิตเมตตาจะ
> บอกกล่าวต่อๆกันก็ได้นะคะ ผู้ป่วยรายนี้กำลังรอชีวิตใหม่จากพวกคุณอยู่
> สามารถบริจาคโลหิตได้ที่ รพ.รามาธิบดี (ชื่อ นางประจิน เขียวงาม)
> TEL 08-4572-0377 ( คุณปิริญา กลิ่นเทศ (หลานสาว) )
> .
> ส่งต่อกับไปเยอะๆนะคะ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันคะ
>


(เขาส่งมา จะลบก็ไม่สบายใจ เลยส่งต่ออีกที เป็นผลบุญทางใจ ร่วมด้วยช่วยกันทำสิ่งดีๆเพื่อสังคม..)
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 15

โพสต์

Mon, 7 Jan 2008 00:49:45 -0900

เรียน ท่านผู้มีจิตอันเป็นกุศล
เรื่อง สั่งชื้อเสื้อ Give Care Share
ด้วย โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดขอนแก่น
เป็นหน่วยงานการกุศลสังกัดมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดทำโครงการ"น้องอิ่มท้อง พี่อิ่มใจ"
โดยจัดทำเสื้อไว้จำหน่ายรายได้เพื่อเป็นค่าอาหารเด็กนักเรียนตาบอด
จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์จากท่านได้โปรดส่งเมลล์ต่อๆ
ให้กับเพื่อหรือบุคคลที่ท่านรู้จักด้วย
จักเป็นพระคุณอย่างสูงที่ท่านได้ให้การช่วยเหลือในการประชาสัมพันธ์
เพื่อที่ท่านใดสนใจจะซื้อเป็นของขวัญให้กับคนรู้จักในช่วงเทศกาลปีใหม่
ขออานิสงฆ์ผลบุญที่ท่านได้กระทำในครั้งนี้จงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ
คิดมุ่งหวังสิ่งใดก็ขอให้สมความปราถนา

เสื้อมีสีต่างๆ ดังนี้ สีดำ ,แดง , เหลือง ,เขียว ,ชมพู
,ส้มอิฐ ,เทา และสีขาว
ราคา ตัวละ 120 บาท


ค่าจัดส่ง สั่ง น้อยกว่า 10 ตัว 30 บาท
11-30 ตัว 60 บาท
31-50 ตัว 120 บาท
51-80 ตัว 150 บาท
มากกว่า 81 ตัว 200 บาท

การสั่งชื้อ ต้องรับกวนทางผู้บริจาค ทำการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย
สาขาถนนหน้าเมือง บัญชีออมทรัพย์ ชื้อบัญชี มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอด
ในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่บัญชี 109-2-13961-8
ส่งใบโอนเงินผ่านทางแฟก์ 043-243-448 หรือส่งทาง อีเมล์ หรือส่งมาที่
[email protected] / [email protected] / [email protected]
มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอด ในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 214 หมู่ 10
ซ.ประชารักษ์ ถ.มะลิวัลย์ ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น 400000
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 043-239499 ,242098 เวลา 08.00-16.30
น.ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ
ด้วยความเคารพอย่างสูง
วัชรี มาลัยทอง

ในส่วนการจัดส่งเราจะทำการจัดส่งทางพัสดุไปรณียรลงทะเบียน ประมาณ 3
วันถึง หลังจากส่ง หรือหากต้องการให้ส่ง EMS และขอเพิ่มค่าส่งด้วยค่ะ
ในบางครั้งหากเสื้อไม่ครบเราจะเรียนสอบถามก่อนทำการส่ง
กรุณาแนบเบอร์โทรติดต่อและที่อยู่ที่ชัดเจนมาด้วยน่ะค่ะ



ธ. กสิกรไทย
ชื่อบัญชี มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
เลขที่บัญชี 109-2-13961-8
บัญชี ออมทรัพย์
สาขา ถนนหน้าเมือง

ณ. ตอนนี้ สีครีม กะ สีน้ำตาล ไม่มีจำหน่าย
แต่เพิ่ม สี ขาว กะ เทา มาแทน
size ขนาดไหล่ ขนาดอก

ss 33 cm 36 cm (30"
s 36 cm 41 cm (32"
f 40 cm 43 cm (34"
m 43 cm 47 cm (36"
mm ! 46 cm 52 cm (40"
l 50 cm 55 cm (44"
xl 58 cm 62 cm (48"
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 16

โพสต์

Wed, 2 Jan 2008 23:28:37 -0900

> >> ท่านที่ได้รับเมล์ช่วยฟอร์เวิร์ดต่อให้ผมด้วยครับ
> >>>
> >>> ผมชื่อ อาภาพงษ์ ประเสริฐจิต
> >>> ตอนนี้แม่ผมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
> >>> แม่ผมเป็นโรคไขกระดูกฝ่อผู้ที่เป็นโรคนี้จะไม่สามารถผลิตเลือดได้เอง
> >>> จะต้องรับการให้เลือดอยู่เรื่อยๆ
> >>> ซึ่งหมอได้รักษาโดยให้ยาที่เข้าไปทำลายไขสันหลังในร่างกายทั้งหมด
> >>> และรอให้ร่าง
> >>> กายผลิตไขสันหลังขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในขณะที่รอ
> >>> จะต้องทำการให้เลือดและเกล็ดเลือดอยู่ตลอดเวลา
> >>> ต่อมาเมื่อแม่ได้รับเลือดและเกล็ดเลือดบ่อยขึ้น
> >>> ทำให้ร่างกายแม่สร้างภูมิขึ้นมาตัวนึง
> >>> มันจะต่อต้านเกล็ดเลือดที่ได้รับ ทำให้เกล็ดเลือดแม่ต่ำลงเรื่อยๆ
> >>> อันตรายที่เกิดจากเกล็ดเลือด ต่ำคือเลือดจะไม่
> >>> แข็งตัวและจะไหลไม่หยุดถ้าเป็นแผล
> >>> และถ้าเกล็ดเลือดต่ำมากอวัยวะต่างๆในร่างกายของแม่จะมี
> >>> เลือดไหลออกมาเอง
> >>> และที่สำคัญคืออยู่เฉยๆก็อาจจะเกิดภาวะเลือดไหลในสมองได้
> >>> ถ้าถึงตอนนั้นก็จบ
> >>> หมอบอกว่าแม่ต้องได้รับเกล็ดเลือดที่เป็นกลุ่ม O เหมือนแม่
> >>> และต้องมีรายละเอียดย่อยที่เข้ากันได้
> >>> กับเลือดแม่อีก
> >>> ซึ่งเกล็ดเลือดที่มีรายละเอียดที่ตรงกับแม่จะหาได้จากญาติทางสายเลือด
> >>> ของแม่ หมอบอกว่าในญาติ 100 คน หรือ 1000 คน
> >>> จะมีเกล็ดเลือดที่ตรงกับแม่ซัก
> >>> 1 คน ผมเองได้รวบ รวมญาติที่มีกลุ่มเลือด O มาตรวจ
> >>> ว่าเกล็ดเลือดเข้ากับแม่ได้
> >>> หรือเปล่ าหมอเรียกว่าการตรวจ HLA Match platelet แต่โชคร้ายของผม
> >>> และพ่อผม
> >>> ไม่มีใครเลยที่เกล็ดเลือดเข้ากันได้กับแม่
> >>> และหมอก็บอกอีกว่าถ้าไม่ใช่ญาติทางสายเลือดแล้วจะมีโอกาสตรงกันแค่
> >>> หนึ่งในแสน
> >>> หรือ หนึ่งในล้าน มันมีโอกาสที่น้อยมาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส
> >>> ด้วยเหตุนี้ล่ะครับ ที่ผมได้ตัดสินใจ เขียนหาท่าน
> >>> เผื่อจะมีใครคนนึง ที่มีเกล็ดเลือดที่
> >>> ตรงกับแม่ผมสามารถเข้ากับแม่ผมได้ และยินดี
> >>> ที่จะบริจาคเกล็ดเลือดให้แม่ผมผมได้ติดต่อที่สภากาชาดแล้ว
> >>> เจ้าหน้าที่หมอและ พยาบาล(ใจดี)
> >>> เขาได้ให้คำแนะนำว่า
> >>> ผู้ที่สามารถบริจาคเกล็ดเลือดได้ต้องเป็นผู้ชาย สุขภาพแข็งแรง
> >>> และเคยบริจาค
> >>> เลือดที่สภากาชาดอย่างน้อย 2 ครั้งติดกัน
> >>> แม่ผมมีเลือดกลุ่ม O ( โอ)
> >>> ตอนนี้ทางโรงพยาบาลจุฬาได้ร้องขอเกล็ดเลือดที่เข้ากัน
> >>> ได้กับของแม่ไปที่สภากาชาดแล้ว
> >>> ถ้าท่านยินดีที่จะช่วยเหลือแม่ของผมและมีเลือดกลุ่ม O ( โอ)
> >>> ท่านสามารถ
> >>>
> >>> ไปบริจาคเกล็ดเลือดที่สภากาชาดได้เลยครับถ้าเกล็ดเลือดของท่านเข้ากันได้กับแม่!
> >>>
> >>> ผมสภากาชาดจะส่งไป
> >>> ให้แม่ผมเอง แต่ถ้าไม่ตรงกับแม่ผมเขาก็จะให้ผู้ป่วยรายอื่นต่อไป
> >>> แต่ผมขอความช่วยเหลือจากท่าน
> >>> ตอนที่ท่านไปบริจาคเกล็ดเลือดกรุณาบอกกับเจ้าหน้าที่ให้เขาต c1 าตรวจ
> >>> รวจสอบว่า
> >>> เกล็ดเลือด สามารถ เข้ากันได้กับ นางพรรณี ประเสริฐจิต หรือเปล่า
> >>> และให้ทางสภากาชาดแจ้ง
> >>> ผลให้ท่าน ทราบถ้าผมโชคดี
> >>>
> >>> เกล็ดเลือดของท่านเข้ากันได้กับแม่ผมและท่านยินดีที่จะช่วยต่อชีวิตแม่ผม
> >>> ช่วยบอก ผมด้วย ผมชื่อ อาภาพงษ์ ประเสริฐจิต
> >>> หมายเลขโทรศัพท์ 06-7061412 ครับ
> >>> ปล. ท่านที่ได้รับเมล์ช่วยฟอร์เวิร์ดต่อให้ผมด้วยครับ
> >>> ขอบคุณมากครับ

 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 17

โพสต์

เปิดประมูลรถจักรยานเพื่อโครงการรีไซเคิล

http://www.thaicycling.com/messageboard ... axreply=30

ขอขอบคุณ คุณประสิทธิ์ สุทธิศิริกุล ที่มอบรถจักรยาน Giant ให้ชมรมฯ ประมูลนำรายได้เข้าโครงการจักรยานรีไซเคิล
ประมูลได้ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2551 เวลา 18:00 น. ราคาเริ่มต้นที่ 10,000 บาท
รถจักรยานGiant XCT2 size S

โช๊คอัพหน้า Rock shock duke XC หลัง Rock shock bar
ล้อ Mavic 223
ดุมไต้หวัน
ดิสเบรก Deore
จาน Raceface
สับจาน XT
มือเกียร์ XTR
อาน Italia
หลักอาน Truvative

รายได้จากการประมูลและการบริจาคเงินจากผู้ใจบุญ จะนำไปซื้อจักรยานให้เด็กๆตามโรงเรียนชนบทที่ห่างไกลโรงเรียน
เด็กๆตามชนบท ต้องเดินทางมาโรงเรียนด้วยความลำบากตั้งแต่ตี 5 ก็มี
บางคนเดินเท้าเปล่า ระยะทางหลายกิโล

ซึ่งทางชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพได้รับบริจาคจักรยานเก่าๆ จากผู้บริจาคไม่เพียงพอต่อการมอบให้ตามโรงเรียนชนบทหลายๆแห่ง
ที่ยังขาดแคลนอยู่อีกจำนวนมาก หากเพื่อนๆมีจักรยานเก่าๆที่ไม่ได้ใช้ก็นำมาบริจาคทางชมรมฯทางชมรมฯจะนำจักรยานมารีไซเคิ้ล ดัดแปลงให้ใช้งานได้อีก
การเดินทางไปมอบจักรยานแต่ละครั้งนั้นจะมีกิจกรรมสอนน้องซ่อมจักรยาน ช่วยกันซ่อมจักรยานที่ชำรุดใช้งานไม่ได้ จะให้ความรู้เบื้องต้นไปในตัว
ขอเชิญชวนผู้มีจิตเมตตา ร่วมด้วยช่วยกันในการมอบสิ่งดีๆแด่น้องๆที่ห่างไกลความเจริญด้วยค่ะ  
 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 18

โพสต์

FW: BAD EFFECTS OF COLD WATER

Date: Tue, 27 Nov 2007 17:33:49 -0900


EFFECTS OF COLD WATER

Please be a true friend and send this article to all your friends you care about.

For those who like to drink cold water, this article is applicable to you.

บทความนี้สำหรับคนที่ชอบกินน้ำเย็นโดยเฉพาะ


It is nice to have a cup of cold drink after a meal. However, the cold water will solidify the oily stuff that you have just consumed.

เวลาได้กินน้ำเย็นๆ ซักแก้วหลังอาหารรู้สึกมันชื่นใจดีใช่มั้ยครับ แต่ว่า น้ำเย็นจะทำให้ไขมันที่คุณเพิ่งกินเข้าไปเมื่อกี๊จับตัวเป็นไขขึ้นมา

It will slow down the digestion. Once this "sludge" reacts with the acid, it will break down and be absorbed by the intestine faster than the solid food. It will line the intestine. Very soon, this will turn into fats and lead to cancer. It is best to drink hot soup or warm water after a meal.

ซึ่งจะส่งผลให้การย่อยอาหารช้าลง ถ้าคราบไขมันเหล่านี้ไปทำปฏิกิริยากับกรด มันจะแตกตัวแล้วจะถูกดูดซึมไปที่ลำไส้
ไขมันที่แตกตัวนี้จะดูดซึมได้เร็วกว่าอาหารทั่วไป แล้วก็จะเริ่มเคลือบลำไส้ของเราไว้ (ด้านใน)
ในไม่ช้า มันก็จะแปรสภาพเป็นไขมันก้อนๆ และเป็นบ่อเกิดของมะเร็งในที่สุด ดังนั้น ควรดื่มน้ำอุ่นหลังอาหารดีกว่า

A serious note about heart attacks - You should know that not every heart attack symptom is going to be the left arm hurting. Be aware of intense pain in the jaw line.

ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของโรคหัวใจ เวลาที่เกิดอาการ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเจ็บที่แขนซ้ายเสมอไป
ถ้าคุณมีอาการปวดกรามหรือขากรรไกรก็อาจจะเป็นสัญญาณของโรคหัวใจได้

You may never have the first chest pain during the course of a heart attack. Nausea and intense sweating are also common symptoms. 60% of people who have a heart attack while they are asleep do not wake up. Pain in the jaw can wake you from a sound sleep. Let's be careful and be aware. The more we know the better chance we could survive.

แม้ว่าคุณจะเป็นโรคหัวใจ แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีอาการเจ็บหน้าอก อาการเหงื่อออก คลื่นไส้
ก็เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับโรคทั่วๆไป 60% ของคนที่โรคหัวใจกำเริบขณะหลับมันจะไม่ตื่น (อีกเลยรึเปล่าก็ไม่รู้)
แต่อาการปวดกราม อาจจะทำให้คุณตื่นขึ้นมากลางดึกได้ ก็ให้ระวังดูแลตัวเอง ถ้ามีอาการเหล่านี้

 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 19

โพสต์

Fwd: FW: คู่มือสุขภาพฉบับ"จุงหนานห่าย"



คู่มือสุขภาพ จุงหนานห่าย

จุงหนานห่าย คือที่ทำการรัฐสภาสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นที่รู้กันดีว่า สมาชิกรัฐสภาจีนล้วนแต่ขิงแก่เป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นที่มาของคู่มือสุขภาพนี้
ไม่ว่าคุณจะงานยุ่งเพียงใด ควรหาโอกาสอ่านสักนิด เพราะนี่เป็นความหวังดีของนักวิทยาศาสตร์ ศจ.หงจ้าวกวง เขียนขึ้นเพื่อขิงแก่พวกนี้โดยเฉพาะ ได้เรียบเรียงใหม่ให้ดูง่าย เข้าใจง่าย เพื่อเป็นหลักการในการปฏิบัติ
ทุกท่านก็ล้วนเป็นขิงแก่ หรือไม่ก็อ่อนกว่ากันไม่เท่าไร ก็ปรับใช้ตามความรู้เดิมที่เคยมีมา ให้เหมาะสมกับแต่ละท่านก็แล้วกัน

หลักการ สามครึ่งนาที?
ตื่นมาอย่าเพิ่งลุกจากเตียงทันที นอนบนเตียงครึ่งนาที
ลุกขึ้นนั่งอีกครึ่งนาที
ห้อยขาลงจากขอบเตียง พักอีกครึ่งนาที
การผ่านพ้นสามครึ่งนาทีนี้ ไม่เสียเงินสักบาท จะทำให้สมองไม่ขาดเลือด หัวใจเต้นเป็นปกติ ลดความเสี่ยงจากอาการเลือดเลี้ยงสมองไม่ทัน

สามครึ่งชั่วโมง

1. ทุกเช้าออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง ออกกำลังกายแบบไหนก็ได้ ตามแต่สะดวก
2. ตอนเที่ยงนอนครึ่งชั่วโมง นี่สำหรับคนแก่ เนื่องจากคนแก่ กลางคืนมักนอนน้อย กลางวันเลยต้องเสริม (KD: แต่ถ้าใครที่คิดว่ากลางคืนนอนพอแล้ว ไม่ต้องก็ได้)
3. 67 โมงเย็น เดินครึ่งชั่วโมง จะทำให้ตอนกลางคืนนอนหลับฝันดียิ่งขึ้น

ต้องปรับทัศนคติ
ขอให้จำคำขวัญข้างล่างนี้ไว้
กินให้เหมาะสม ออกกำลังกายแต่พอดี ??????????
จำกัดเหล้าเลิกบุหรี่ มีจิตใจที่สมดุล ??????????
(ข้างต้นเป็นการแปลตรงตัวจากต้นฉบับ ได้ความหมายแต่อาจจำยาก)

หมั่นกินผัก รักการเดิน ดื่มเหล้า(ให้รู้)เขิน เมินบุหรี่ยา
????????????????
(ข้างล่างเป็นคำขวัญที่สะท้อนความหมายของคำขวัญข้างต้น KD เรียบเรียงจากสูตรสุขภาพของครูจีนคนหนึ่ง..จำชื่อไม่ได้แล้ว.. ซึ่งตรงกับที่ ศจ.หง กล่าวเปรียบเทียบให้ฟังว่า ที่จริงโครงสร้างฟันของมนุษย์ถูกสร้างมาให้เหมาะกับการกินผักมากกว่าเนื้อสัตว์)

สรุป คู่มือสุขภาพฉบับนี้มีว่า
หนึ่งศูนย์กลาง สองสัณฐาน สามรูปแบบ และแปดเฝ้าระวัง ดังนี้
หนึ่งศูนย์กลาง ศูนย์กลางอยู่ที่สุขภาพคือให้ระวังสุขภาพเป็นหลัก
สองสัณฐาน สัณฐานที่ 1เอาหละ เอาหละ(แกล้งโง่ซะบ้าง จะได้หาแฟนได้ง่ายไง)
สัณฐานที่ 2ใจกว้างหน่อย(จะได้ไม่เครียด ไม่แค้นใครให้หนักใจตัวเอง)
สามรูปแบบ ช่วยคนเป็นสุข รู้จักพอเป็นสุข รู้จักสุขเป็นสุข (รักษาจิตใจให้เป็นสุขอยู่เสมอ)

แปดเฝ้าระวังคือ หมั่นติดตามสี่พื้นฐานและสี่ดีที่สุด
สี่พื้นฐาน คือ หมั่นกินผัก รักการเดิน
ดื่มเหล้าเขิน เมินบุหรี่ยา
สี่ดีที่สุด คือ แพทย์ที่ดีที่สุดคือ ตัวเอง
ยาที่ดีที่สุดคือ เวลา
จิตที่ดีที่สุดคือ ความเงียบ
การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือ การเดิน
หากมีพื้นฐานเหล่านี้พร้อม ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาอะไร รับรองทุกคนมีสิทธิ์อายุยืนเท่าอัตราที่วิทยาศาสตร์นาโนจะให้ได้ คือ 160 ปี ... สาธุ


สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 20

โพสต์

FW: คนหน้าตาดี ต้องมีน้ำใจนะจ๊ะ

(บอกต่อๆกันไปนะเพื่อนๆ จะได้ช่วยคนที่เดือดร้อน)

Wed, 7 Nov 2007 16:51:04 -0900

โครงการคืนแสงสว่างให้ผู้ป่วยต้อกระจกและต้อเนื้อ ขอเรียนเชิญผู้ป่วยทุกท่านมารับ บริการผ่าตัดต้อต้อกระจกและต้อเนื้อ ฟรี โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
โดยมีแพทย์ของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) สาขาสุขุมวิท ซอย 24 ติดต่อได้ที่
บริษัททาสของแผ่นดิน จำกัด (02-2629454-5, 02-2618213-7) เวลาทำการ วันจันทร์-วันศุกร์ 8.00-17.00 น.
เลขที่ 99/359-360 ซอยสุขุมวิท 24(เกษม) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110
โทร 02 262 9454-5 แฟ็กซ์ 02 262 9454
****เอกสารที่ต้องนำมาด้วย ถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรทอง อย่างละ 2 ใบ แพทย์จะทำการตรวจคนไข้ใหม่เฉพาะวันพุธและวันศุกร์ กรุณาโทรแจ้งล่วงหน้า****
คนบางคนอาจจะเห็นว่าไม่สำคัญแต่สำหรับบางคนอาจจะต้องการแสงสว่างเพื่อที่จะทำให้ชีวิตเค้ามีค่ามากว่าอยู่ในความมืดมัว ถ้าใครมีจิตศรัทธาที่จะทำบุญช่วยกัน บอกต่อๆไปด้วย การทำบุญด้วยการให้แสงสว่างแก่คนมาค่ามากกว่าสิ่งใดเพราะมันจะช่วยให้ชีวิตหนึ่งชีวิตที่พวกคุณหยิบยื่นไปให้ได้เห็นแสงสว่างอีกครั้งหนึ่ง


 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 21

โพสต์

FW: Tips for Your Good Health

Date: Tue, 6 Nov 2007 23:31:44 -0900


1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน

คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น

เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน
หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง

ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้

สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ
มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่

จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก . ก . ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน 60 รอบต่อนาที ขี่อยู่นาน 60 นาที
จะเหนื่อยหอบ เหงื่อไหลท่วมตัว แต่ใช้พลังงานไปเพียง 300 แคลอรี่ ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด

ฉะนั้นถ้า กินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น

พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก
เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้

ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน
และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด
ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง
อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น

ถ้าวันไหนอุดตัน

เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก
ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต
ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง
ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร

ฉะนั้น การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก
มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก
ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน

zzzzz!!! แย่แน่ๆเลยเรา..  
 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 22

โพสต์

การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก

ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี
ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ
แต่ท่าน ต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี

1. ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็น ทีละน้อยๆเช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ 1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่า หลังอาหาร
เย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้
สุดท้ายงดอาหารเย็น

2. ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3 โมงเย็น ฯ

3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว

4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์

พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช . ม . กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน


( ยากมากๆ..)
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 23

โพสต์

ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน


ท่านทราบแล้วใช่ใหมว่า ทำไมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงบัญญัติให้พระฉันเพียง 2 มื้อ คือ เช้า กับ เพล

2. โรค Attention Deficit Trait

โดย ผศ . ดร . พสุ เดชะรินทร์ [email protected]

ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ ?

คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน
เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน

หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า

ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน
สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด

แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น
กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT

โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงาน
จะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก

ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่ ?
ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ

Why Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell
ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย

คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี
และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น

ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมี ผู้ใหญ่ เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น

แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง ที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น

คุณหมอท่านนี้ เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT
โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น
เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก

สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 24

โพสต์

ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ
ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน ( แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น )
ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา

โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ
การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ
และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT

เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น
อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ
ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา

ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น
เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว

การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused)
แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น ?

ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง
จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง

การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น

โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ

เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว
และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม

วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ
ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ( เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า )

ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม " ปิดประตู "
เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 25

โพสต์

*** ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กันบ้างไหมครับ

ผมลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกันครับ ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลยครับ

เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT
เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน ( เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน ) ***

3. ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง

เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่านหนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ

เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก เมนส์ไม่มา แถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้างแล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก

เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้
เพราะต้องอยู่แต่ ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้
หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ต้องปัสสาวะ

พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอก

มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้

อาจจะ เป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน

ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว
ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี
พอทำอย่างนี้ไปนานๆเข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย
โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธีการนี้ถูกต้อง

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์

กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์

ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่
ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด

เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ของร่างกาย
หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย
ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ
เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง

จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม

เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี . ซี . เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน
สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้
และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย

 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 26

โพสต์

เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน

มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส
แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้ น้ำขุ่นอีกอยู่ดี
เช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก ยังนอนก้นอยู่ในร่างกายเรา

ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด เราอีก
เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้
ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้ และลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกาย

อีกเลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก และลองพิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพียงใด

ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆวัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่ เราทานเข้าไป
ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด
มันเข้าไปบำรุง ร่างกายเราทั้งหมดหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่

การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆหยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น
ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป ที่ถูกสำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด
ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตก และไม่ได้รับการผสมพันธุ์
เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า

เมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติ ร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง
เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ
2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ
4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น
ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น

ดังนั้นถ้าเรามีอาการดังที่กล่าวมา ก็ ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว
มันเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก

เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป
แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ เหมือนรุกใต้ดิน โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว ...  
 
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 27

โพสต์

เพราะไฟแช็กอันเดียว

Date: Sun, 4 Nov 2007 17:36:29 -0900


อันตรายจากแบตเตอรี่.....เพราะไฟแช็กอันเดียว

สาเหตุมาจากน้องผมขับรถอยู่แล้วเครื่องดับ ก็เลยลงไปเปิดฝากระโปรงรถดู
แต่ด้วยความซวย มันมืดครับมองไม่เห็นก็เลยนำไฟแช็กมาจุดดู
และแล้วน้องผมก็สงสัยว่าน้ำกลั่นหมดหรือเปล่าเลยเปิดฝาน้ำกลั่นดูเท่านั้นแหละครับ

ตูมเลย แบตระเบิดออกทางด้านข้างปรากฏว่าน้องผมถูกน้ำกรดกระเด็นเข้าตาทั้ง 2 ข้าง

ส่วนเพื่อนก็โดนเข้า 1 ข้าง ตอนนี้รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลกรุงไทย
แถวๆปากเกร็ด
ซึ่งบาดแผลตอนนี้แพทย์ยังไม่สามารถบอกได้ว่าตาจะบอดหรือไม่จึงอยากจะเตือนเพื่อนๆว่ามันเป็นอะไรที่คิดไม่ถึงจริงๆไม่น่าเลยครับ

... เอาไฟไปจ่อ ก็เจอ ก๊าซไฮโดรเจน ที่ออกมาจากแบตฯ สิครับ

ในน้ำกรด มีไฮโดจเจนเป็นส่วนประกอบครับ เมื่อมีการทำปฏิกริยา
จะทำให้มี ก๊าซบ้านี่ออกมาได้ครับผม

แล้วที่สำคัญ เจ้าก๊าซนี่ก็ไวไฟที่สุดในโลกด้วยครับ
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 28

โพสต์

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก...

Wed, 31 Oct 2007 19:06:04 -0800

อ่ะ...นักลงทุนก็ เหมือนปลา..เล็ก..
ที่ถูกปลาใหญ่..กิน..เหมือนกันเยยยยยยย!!!!

สมัยนี้มีอะไรแปลกๆให้เห็นมากมาย สำนวนที่ว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คงจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว

ตะลึง! พบปลาตะกละกลืนปลาใหญ่กว่าตัวเอง 4 เท่าจนท้องแตกตาย

โดย ผู้จัดการออนไลน์
27 ตุลาคม 2550 21:01 น.


เดลิเมล์ - ชาวประมงรายหนึ่งพบปลาจอมตะกละ ที่กลืนกินปลาขนาดใหญ่กว่าตัวเองถึง 4 เท่า ลอยมาตามน้ำแนวชายฝั่งทางใต้ของหมู่เกาะแกรนด์ เคย์แมน ดินแดนของอังกฤษในทะเลแคริบเบียน

แมคเฟอร์สัน ดอร์สัน ไรท์ ชาวประมง พบวัตถุลอยน้ำผ่านมาใกล้เรือของเขา ซึ่งเขาพบว่าเป็นปลาขนาดยาว 7.5 นิ้ว แต่ที่น่าตกใจคือบริเวณท้องของมันบ่งบอกว่ามันกินปลาที่มีขนาดถึง 34 นิ้ว หรือยาวกว่าตัวมันเองมากกว่า 4 เท่า

ไรท์กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ปลาใหญ่น่าจะกินปลาเล็ก แต่เจ้าปลาจอมตะกละ ฉายา เดอะ เกรต สวอลเลอร์ ตัวนี้กลับกินปลาที่มีขนาดตาใหญ่กว่าพุงของตัวมันเองเสียอีก

"ตอนผมเจอมันครั้งแรก ผมไม่อยากจะเชื่อตาตัวเองเลย มันเพิ่งตายอย่างเห็นได้ชัด ผมจึงตัดสินใจต้องเอามันขึ้นมาบนเรือ และนำมันไปให้กระทรวงสิ่งแวดล้อมตรวจสอบมันต่อไป" ไรท์กล่าว

และจากการตรวจสอบในเวลาต่อมาของนักวิทยาศาสตร์ ก็ยืนยันได้ว่าเจ้าปลาเล็กจอมตะกละตัวนี้ได้กินปลาอินทรีงู (snake mackerel) ที่มีขนาดใหญ่มาก และดุร้าย มิหนำซ้ำยังมีขนาดความยาวมากกว่าตัวมันเองมากกว่า 4 เท่า

นายซัตทอน นักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันสมุทรศาสตร์ฮาร์เบอร์ แบรนช์ เสริมว่า น่าจะมีการศึกษาเป็นรายงานทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงสิ่งที่น่าทึ่งว่าเพราะเหตุใดเจ้าเกรต สวอลเลอร์ตัวนี้ถึงไม่ถูกเจ้าอินทรีงูกินเข้าไปก่อนได้

เจ้าเกรต สวอลเลอร์ที่ท้องแตกตายเพราะกินปลาขนาดใหญ่กว่าตัวเองถึง 4 เท่า
booklover
Verified User
โพสต์: 1061
ผู้ติดตาม: 0

*****....ธรรมะ เสมือนลมหายใจ....*****

โพสต์ที่ 29

โพสต์

ขอบคุณนะครับพี่สุเกียง อ่านที่พี่โพสบ่อยๆครับ :D
โพสต์โพสต์