**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 1
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
Sat, 30 Jun 2007 02:25:41 -0800
ซีสต์ ไม่ ซี้ดดดส์ ?
เรื่อง : อรการ กาคำ
ภาพ : นันทสิทธิ นิตย์เมธา
เนื้องอกในมดลูกหรือซีสต์ (ถุงน้ำ) ในรังไข่
กลายเป็นโรคยอดฮิตติดอันดับของผู้หญิง
ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพวกนี้ และยากที่จะหาวิธีการป้องกัน
เท่าที่ผ่านมาพบว่า ผู้หญิง 1 ใน 5 คนที่เดินมาหาแพทย์ ถ้าไม่เป็นเนื้องอกก็เป็นซีสต์ ลองมาทำความรู้จักเรื่องนี้
กับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมคำอธิบายที่ชัดเจน
สวยไม่สวยไม่สำคัญ แม้ปัจจุบันจะมีภาพยนตร์เรื่อง สวยลากไส้
ที่แสนสยดสยองเข้าโรงฉาย แต่ ซีสต์ หรือไม่ ซีสต์นี่สิ
ที่ผู้หญิงยุคนี้ต่างพากันหวาดกลัวยิ่งกว่าหลายเท่านัก
เพราะผู้หญิงต่างหวั่นเกรงว่า ซีสต์ จะเข้ามาขอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
โดยเฉพาะรังไข่และมดลูก จากคำบอกเล่าของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพบว่า
ผู้หญิง 1 ใน 4 คน มีปัญหาเกี่ยวกับเนื้องอกในมดลูก
และถุงน้ำที่เรียกว่า ซีสต์ ก่อให้เกิดความกังวลใจไปต่างๆ นานาว่า
เราจะเป็นซีสต์หรือไม่ หรือจะเป็นมะเร็งไหม และการตรวจภายในสำหรับสาวโสดนั้น ช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัว
แต่ขอบอกว่า แม้อายหมอก็ต้องจำทน หากเป็นคนวัย 35 ปีขึ้นไป
ก็อยู่ในวัยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น
"ดิฉันเป็นคนที่ออกกำลังกายและระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน
ปกติไม่รับประทานเนื้อสัตว์ อาหารประเภทปิ้งย่างก็ไม่รับประทานเลย
เป็นคนที่ออกกำลังสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าอาทิตย์หนึ่งออกกำลังกาย 5-6 วัน ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว
Sat, 30 Jun 2007 02:25:41 -0800
ซีสต์ ไม่ ซี้ดดดส์ ?
เรื่อง : อรการ กาคำ
ภาพ : นันทสิทธิ นิตย์เมธา
เนื้องอกในมดลูกหรือซีสต์ (ถุงน้ำ) ในรังไข่
กลายเป็นโรคยอดฮิตติดอันดับของผู้หญิง
ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพวกนี้ และยากที่จะหาวิธีการป้องกัน
เท่าที่ผ่านมาพบว่า ผู้หญิง 1 ใน 5 คนที่เดินมาหาแพทย์ ถ้าไม่เป็นเนื้องอกก็เป็นซีสต์ ลองมาทำความรู้จักเรื่องนี้
กับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมคำอธิบายที่ชัดเจน
สวยไม่สวยไม่สำคัญ แม้ปัจจุบันจะมีภาพยนตร์เรื่อง สวยลากไส้
ที่แสนสยดสยองเข้าโรงฉาย แต่ ซีสต์ หรือไม่ ซีสต์นี่สิ
ที่ผู้หญิงยุคนี้ต่างพากันหวาดกลัวยิ่งกว่าหลายเท่านัก
เพราะผู้หญิงต่างหวั่นเกรงว่า ซีสต์ จะเข้ามาขอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
โดยเฉพาะรังไข่และมดลูก จากคำบอกเล่าของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพบว่า
ผู้หญิง 1 ใน 4 คน มีปัญหาเกี่ยวกับเนื้องอกในมดลูก
และถุงน้ำที่เรียกว่า ซีสต์ ก่อให้เกิดความกังวลใจไปต่างๆ นานาว่า
เราจะเป็นซีสต์หรือไม่ หรือจะเป็นมะเร็งไหม และการตรวจภายในสำหรับสาวโสดนั้น ช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัว
แต่ขอบอกว่า แม้อายหมอก็ต้องจำทน หากเป็นคนวัย 35 ปีขึ้นไป
ก็อยู่ในวัยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น
"ดิฉันเป็นคนที่ออกกำลังกายและระมัดระวังเรื่องอาหารการกิน
ปกติไม่รับประทานเนื้อสัตว์ อาหารประเภทปิ้งย่างก็ไม่รับประทานเลย
เป็นคนที่ออกกำลังสม่ำเสมอ เรียกได้ว่าอาทิตย์หนึ่งออกกำลังกาย 5-6 วัน ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 2
..(ปล.พอดีเพื่อนส่งบทความที่ Fwd:มาให้อ่าน โชคดีที่เป็นแล้วไปผ่ามาแล้ว
ผลตรวจปลอดภัยจากมะเร็งทั้งมดลูกและเต้านม เห็นว่าบทความที่นำมาลงนี้มีประโยชน์ เลยนำมาลง ขอให้เพื่อนๆที่เป็นสุภาพสตรี ต้องหมั่นดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ )
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 9.html#116
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 40530.html
**อาการเบื้องต้นเหมือนที่นำมาลงเลยค่ะ ท้องบวมโตขึ้นเรื่อยๆ รูปร่างก็อ้วนๆเหมือนปกติก็คิดว่าอ้วนขึ้น ปวดปัสสาวะบ่อยมาก15นาทีเข้าห้องน้ำที ประจำเดือนมา20กว่าวัน ก็ทน และนึกว่าคงอยู่ในวันใกล้หมดประจำเดือนแล้ว เป็นอย่างนี้และทนอยู่อย่างนี้นาน2ปี ทรมานมากนอนไม่หลับ ในที่สุดปวดหลังจนทนไม่ได้ ไข้ขึ้นทุกวัน จึงต้องไปหาหมอในที่สุดค่ะ)
(อ่านต่อบทความ Fwd เมล์ต่ะค่ะ )
ปีที่แล้วรู้สึกว่าท้องบวมโตขึ้น คิดว่าอ้วน ก็เลยรีบลดน้ำหนัก
แต่น้ำหนักไม่ยอมลด ก็เลยไปหาหมอ คุณหมอบอกว่าคนที่ปวดประจำเดือน
หรือประจำเดือนมาเยอะ มักจะเป็นช็อกโกแลตซีสต์ แต่ของเราไม่ใช่เลย น้อยครั้งมากที่จะปวดประจำเดือน
แต่ประจำเดือนจะมาน้อยตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนแล้ว ก็คือมาแค่วัน สองวัน ก็หาย
บางที 45 วันประจำเดือนมาครั้งหนึ่ง เราก็นึกว่ามันคงเป็นแบบนี้ แต่พอฟังคุณหมอพูดแล้วก็ตกใจ คุณหมอบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่ผิดปกติ"
ในที่สุด พิมลรัตน์ ประดิษฐ์จารุโสภณ พนักงานบัญชี ผู้รักสุขภาพ วัย 41 ปี ก็ตรวจพบว่า
เป็นมะเร็งที่รังไข่ระยะเริ่มต้น แต่เธอก็พยายามมองโลกในแง่ดี หากเธอรับประทานเนื้อสัตว์ มะเร็งคงลุกลามไปใหญ่โตแล้ว
"และก็โชคดีมาก เพราะมีไม่กี่กรณีที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่จะตรวจเจอระยะที่ 2
ก่อนผ่าตัดน้ำหนัก 56 กิโลกรัม (สูง 167 เซนติเมตร) หลังผ่าตัดเหลือแค่ 52 กิโลกรัม
ผ่าก้อนเนื้อออกไปตั้ง 4 กิโลฯ ก็เลยมาคิดว่าเราเป็นมะเร็งได้ยังไง
เราใช้ชีวิตผิดตรงไหน อาจจะเป็นเพราะความเครียดหรือเปล่า
เราทำงานบัญชี เครียดกับตัวเลข เพราะสาเหตุของมะเร็งรังไข่มีเรื่องความเครียดด้วย
เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว นึกว่าเป็นเนื้องอก พอไปผ่าตัดแล้วเอาชิ้นเนื้อไปพิสูจน์กลายเป็นมะเร็ง
10 วันต่อมาก็เลยไปผ่าซ้ำ เพื่อดูว่าเป็นระยะที่เท่าไรแล้ว เพราะมะเร็งเวลาตัดแล้วกลัวว่าเชื้อจะกระจายไปตามต่อมน้ำเหลือง"
นักบัญชีสาวรายนี้เล่าต่อว่า ที่บ้านไม่มีใครเป็นมะเร็งมาก่อน
ดังนั้นไม่น่าจะเป็นกรรมพันธุ์ เธอคาดเดาสาเหตุต่างๆ นานาว่าที่เป็นมะเร็ง เพราะอะไร
ผู้หญิงหลายคน อาจจะยังสับสนอยู่ วันนี้เรามีคุณหมอมาให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ของผู้หญิง
ศาสตราจารย์ นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีแพทย์ช่วยตอบทุกคำถามที่ผู้หญิงอยากรู้
..............................
ผลตรวจปลอดภัยจากมะเร็งทั้งมดลูกและเต้านม เห็นว่าบทความที่นำมาลงนี้มีประโยชน์ เลยนำมาลง ขอให้เพื่อนๆที่เป็นสุภาพสตรี ต้องหมั่นดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ )
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 9.html#116
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 40530.html
**อาการเบื้องต้นเหมือนที่นำมาลงเลยค่ะ ท้องบวมโตขึ้นเรื่อยๆ รูปร่างก็อ้วนๆเหมือนปกติก็คิดว่าอ้วนขึ้น ปวดปัสสาวะบ่อยมาก15นาทีเข้าห้องน้ำที ประจำเดือนมา20กว่าวัน ก็ทน และนึกว่าคงอยู่ในวันใกล้หมดประจำเดือนแล้ว เป็นอย่างนี้และทนอยู่อย่างนี้นาน2ปี ทรมานมากนอนไม่หลับ ในที่สุดปวดหลังจนทนไม่ได้ ไข้ขึ้นทุกวัน จึงต้องไปหาหมอในที่สุดค่ะ)
(อ่านต่อบทความ Fwd เมล์ต่ะค่ะ )
ปีที่แล้วรู้สึกว่าท้องบวมโตขึ้น คิดว่าอ้วน ก็เลยรีบลดน้ำหนัก
แต่น้ำหนักไม่ยอมลด ก็เลยไปหาหมอ คุณหมอบอกว่าคนที่ปวดประจำเดือน
หรือประจำเดือนมาเยอะ มักจะเป็นช็อกโกแลตซีสต์ แต่ของเราไม่ใช่เลย น้อยครั้งมากที่จะปวดประจำเดือน
แต่ประจำเดือนจะมาน้อยตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนแล้ว ก็คือมาแค่วัน สองวัน ก็หาย
บางที 45 วันประจำเดือนมาครั้งหนึ่ง เราก็นึกว่ามันคงเป็นแบบนี้ แต่พอฟังคุณหมอพูดแล้วก็ตกใจ คุณหมอบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่ผิดปกติ"
ในที่สุด พิมลรัตน์ ประดิษฐ์จารุโสภณ พนักงานบัญชี ผู้รักสุขภาพ วัย 41 ปี ก็ตรวจพบว่า
เป็นมะเร็งที่รังไข่ระยะเริ่มต้น แต่เธอก็พยายามมองโลกในแง่ดี หากเธอรับประทานเนื้อสัตว์ มะเร็งคงลุกลามไปใหญ่โตแล้ว
"และก็โชคดีมาก เพราะมีไม่กี่กรณีที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่จะตรวจเจอระยะที่ 2
ก่อนผ่าตัดน้ำหนัก 56 กิโลกรัม (สูง 167 เซนติเมตร) หลังผ่าตัดเหลือแค่ 52 กิโลกรัม
ผ่าก้อนเนื้อออกไปตั้ง 4 กิโลฯ ก็เลยมาคิดว่าเราเป็นมะเร็งได้ยังไง
เราใช้ชีวิตผิดตรงไหน อาจจะเป็นเพราะความเครียดหรือเปล่า
เราทำงานบัญชี เครียดกับตัวเลข เพราะสาเหตุของมะเร็งรังไข่มีเรื่องความเครียดด้วย
เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว นึกว่าเป็นเนื้องอก พอไปผ่าตัดแล้วเอาชิ้นเนื้อไปพิสูจน์กลายเป็นมะเร็ง
10 วันต่อมาก็เลยไปผ่าซ้ำ เพื่อดูว่าเป็นระยะที่เท่าไรแล้ว เพราะมะเร็งเวลาตัดแล้วกลัวว่าเชื้อจะกระจายไปตามต่อมน้ำเหลือง"
นักบัญชีสาวรายนี้เล่าต่อว่า ที่บ้านไม่มีใครเป็นมะเร็งมาก่อน
ดังนั้นไม่น่าจะเป็นกรรมพันธุ์ เธอคาดเดาสาเหตุต่างๆ นานาว่าที่เป็นมะเร็ง เพราะอะไร
ผู้หญิงหลายคน อาจจะยังสับสนอยู่ วันนี้เรามีคุณหมอมาให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ของผู้หญิง
ศาสตราจารย์ นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีแพทย์ช่วยตอบทุกคำถามที่ผู้หญิงอยากรู้
..............................
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 3
+เนื้องอกในมดลูก จำเป็นต้องผ่าตัดทุกรายหรือไม่
ถ้าเป็นในถุงน้ำรังไข่เมื่อใด ถ้าไม่ใช่ถุงน้ำปกติ ควรต้องพบสูตินรีแพทย์
เพราะส่วนใหญ่จะต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด หากมีขนาดเกิน 5 เซนติเมตร แต่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย หากเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่มากขนาด 12 เซนติเมตร ขึ้นไปต้องผ่าตัด
เพราะเนื้องอกจะไปกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือว่าไปกดลำไส้ใหญ่ทำให้ท้องผูก และยังเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก
หากเนื้องอกเติบโตเร็วผิดปกติเช่นเดือนนี้ประมาณ 4-5 เซนติเมตร
เดือนถัดไปเพิ่มเป็น 10 เซนติเมตร เดือนต่อไปเป็น 15 เซนติเมตร
จะต้องผ่าตัด เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นเนื้อร้าย และอีกข้อหนึ่งก็คือ
เนื้องอกที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เนื่องจากเนื้องอกอาจจะมีการบิดขั้ว
ข้อถัดไปก็คือ เนื้องอกเหล่านี้อาจจะทำให้ประจำเดือนมามาก
ทว่าอาการแบบหลังนี้ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก็ได้ เพราะมียารักษา ห่วงที่เป็นฮอร์โมนใส่เข้าไปในโพรงมดลูก
แล้วทำให้ประจำเดือนมาน้อย และทำให้เนื้องอกไม่เจริญเติบโตขึ้นมาได้
เหล่านี้คือเทคโนโลยีใหม่ของวงการแพทย์จุฬาฯ ทั้งนี้เมื่อผ่าตัดออกไปแล้ว ก็ยังมีสิทธิกลับมาเป็นได้อีก
หากตัดมดลูกออกไปเลย ก็จะหมดปัญหา หากตัดถุงน้ำ รังไข่ออก ก็มีสิทธิกลับมาเป็นใหม่ได้
การรักษาถุงน้ำช็อกโกแลต ก็มีวิธีการรักษาเยอะ คนที่มีลูกยาก
ถ้าอยากมีลูก หลังจากผ่าตัดแล้ว ต้องรีบทำให้คนไข้ตั้งครรภ์ภายใน 1 ปี
เพราะการตั้งครรภ์จะทำให้โรคนี้หาย หากไม่ตั้งครรภ์ภายใน 1 ปี อาจจะกลับมาเป็นโรคนี้อีกได้
หากคนไข้ไม่ต้องการมีลูก ก็จะมีวิธีรักษาหลายวิธี เช่น การรับประทานยา ฉีดยา ฝังฮอร์โมน ใส่ห่วงฮอร์โมน
สิ่งเหล่านี้รักษาโรคเหล่านี้ได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะระยะหลังๆ เราใช้ห่วงฮอร์โมนมากขึ้น
เพราะว่าไม่ต้องให้คนไข้มาฉีดยา ไม่ต้องปรับฮอร์โมนทั่วร่างกาย ปรับเฉพาะที่มดลูกและปีกมดลูก ง่ายต่อการรักษา
ถ้าเป็นในถุงน้ำรังไข่เมื่อใด ถ้าไม่ใช่ถุงน้ำปกติ ควรต้องพบสูตินรีแพทย์
เพราะส่วนใหญ่จะต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด หากมีขนาดเกิน 5 เซนติเมตร แต่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย หากเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่มากขนาด 12 เซนติเมตร ขึ้นไปต้องผ่าตัด
เพราะเนื้องอกจะไปกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือว่าไปกดลำไส้ใหญ่ทำให้ท้องผูก และยังเป็นสาเหตุของการมีบุตรยาก
หากเนื้องอกเติบโตเร็วผิดปกติเช่นเดือนนี้ประมาณ 4-5 เซนติเมตร
เดือนถัดไปเพิ่มเป็น 10 เซนติเมตร เดือนต่อไปเป็น 15 เซนติเมตร
จะต้องผ่าตัด เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นเนื้อร้าย และอีกข้อหนึ่งก็คือ
เนื้องอกที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เนื่องจากเนื้องอกอาจจะมีการบิดขั้ว
ข้อถัดไปก็คือ เนื้องอกเหล่านี้อาจจะทำให้ประจำเดือนมามาก
ทว่าอาการแบบหลังนี้ ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดก็ได้ เพราะมียารักษา ห่วงที่เป็นฮอร์โมนใส่เข้าไปในโพรงมดลูก
แล้วทำให้ประจำเดือนมาน้อย และทำให้เนื้องอกไม่เจริญเติบโตขึ้นมาได้
เหล่านี้คือเทคโนโลยีใหม่ของวงการแพทย์จุฬาฯ ทั้งนี้เมื่อผ่าตัดออกไปแล้ว ก็ยังมีสิทธิกลับมาเป็นได้อีก
หากตัดมดลูกออกไปเลย ก็จะหมดปัญหา หากตัดถุงน้ำ รังไข่ออก ก็มีสิทธิกลับมาเป็นใหม่ได้
การรักษาถุงน้ำช็อกโกแลต ก็มีวิธีการรักษาเยอะ คนที่มีลูกยาก
ถ้าอยากมีลูก หลังจากผ่าตัดแล้ว ต้องรีบทำให้คนไข้ตั้งครรภ์ภายใน 1 ปี
เพราะการตั้งครรภ์จะทำให้โรคนี้หาย หากไม่ตั้งครรภ์ภายใน 1 ปี อาจจะกลับมาเป็นโรคนี้อีกได้
หากคนไข้ไม่ต้องการมีลูก ก็จะมีวิธีรักษาหลายวิธี เช่น การรับประทานยา ฉีดยา ฝังฮอร์โมน ใส่ห่วงฮอร์โมน
สิ่งเหล่านี้รักษาโรคเหล่านี้ได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะระยะหลังๆ เราใช้ห่วงฮอร์โมนมากขึ้น
เพราะว่าไม่ต้องให้คนไข้มาฉีดยา ไม่ต้องปรับฮอร์โมนทั่วร่างกาย ปรับเฉพาะที่มดลูกและปีกมดลูก ง่ายต่อการรักษา
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 4
**..(อ่านแล้วอย่ากลัว อย่ากังวลนะคะ อ่านเป็นความรู้ เมื่อก่อนกลัวตรวจภายในมากๆไม่เคยไปหาหมอเลย
แต่พอออกอการขั้นสุดท้าย จึงไปหาหมอ เกือบไม่รอดเหมือนกัน โชคดีที่พระท่านคุ้มครอง ทำให้ปลอดภัยจนทุกวันนี้
ล้วนแล้วมาจากความเครียดทั้งนั้น สุขภาพใจมีค่ายิ่งกว่าเงินทอง การลงทุนเป็นเพียงอาหารลับสมองเท่านั้น )..**
** อ่านต่อค่ะ **
+สาเหตุและการป้องกันขั้นพื้นฐานมีไหม?
ถุงน้ำหรือซีสต์ทั่วไป บางทีก็เกิดจากถุงไข่ใหญ่ผิดปกติ หรือว่าไข่ไม่ตก กลายเป็นการสะสมเป็นถุงน้ำได้
และถุงน้ำที่เรียกว่า ช็อกโกแลต ก็มีความเชื่อกันว่าเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกไหลย้อนกลับไปที่รังไข่
แล้วไปเจริญผิดที่อยู่ในรังไข่ กลายเป็นถุงน้ำ
อีกอันหนึ่งก็คือ ถุงน้ำรังไข่ที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด เกิดมาก็เป็นเลย เคยได้ยินไหมครับว่า
เจอเส้นผม เจอฟันในช่องท้องของดาราบางคนบอกว่ามีใครเสกของเข้าไป
ความจริงไม่ใช่ครับ เป็นเนื้องอกของรังไข่ ที่เป็นตั้งแต่กำเนิด เพราะตอนที่เราอยู่ในท้องแม่
จะมีเซลล์ในการที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นผมบ้าง เป็นฟันบ้าง ปรากฏว่ามันไปเกิดอยู่ในตำแหน่งรังไข่พอดี เป็นการตกค้าง
พอเราคลอดออกมา ตรงนั้นก็เจริญเติบโตต่อไป กลายเป็นถุงเนื้องอกรังไข่ หรือถุงน้ำรังไข่ ที่มีผม มีขน มีไขมันอยู่
พอเราเจอคิดว่ามีใครเสกอะไรเข้าท้อง ไม่ใช่ครับ ทุกอย่างมีเหตุมีผล
ทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของรังไข่ เนื่องจากการกระตุ้นต่างๆ
หรือการได้รับสารรังสี หรือเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้เซลล์นั้นเปลี่ยนแปลง
พบว่าการกินยาคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ป้องกันไม่ให้ไข่ตก
หรือแม้กระทั่งคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ แล้วกำลังให้นมลูกนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งที่รังไข่
หรือมดลูกน้อยกว่าคนที่ไม่เคยกินยาคุม ไม่เคยฉีดยาคุม เหตุผลก็คือการให้นมบุตรและการตั้งครรภ์นั้นจะกดการตกไข่
เพราะช่วงต่างๆ เหล่านั้นไข่ไม่ตก จึงไม่มีอะไรไปกระทบกระเทือนเปลือกของรังไข่
หรือเซลล์ของรังไข่ จึงลดภาวการณ์เป็นมะเร็งในรังไข่ การกินยาคุมลดการเกิดถุงน้ำ (ซีสต์)
ดังนั้นส่วนหนึ่งของการรักษาก็คือ ให้กินยาคุมประมาณ 3 เดือน ทำให้ถุงน้ำหดเล็กลง
แต่พอออกอการขั้นสุดท้าย จึงไปหาหมอ เกือบไม่รอดเหมือนกัน โชคดีที่พระท่านคุ้มครอง ทำให้ปลอดภัยจนทุกวันนี้
ล้วนแล้วมาจากความเครียดทั้งนั้น สุขภาพใจมีค่ายิ่งกว่าเงินทอง การลงทุนเป็นเพียงอาหารลับสมองเท่านั้น )..**
** อ่านต่อค่ะ **
+สาเหตุและการป้องกันขั้นพื้นฐานมีไหม?
ถุงน้ำหรือซีสต์ทั่วไป บางทีก็เกิดจากถุงไข่ใหญ่ผิดปกติ หรือว่าไข่ไม่ตก กลายเป็นการสะสมเป็นถุงน้ำได้
และถุงน้ำที่เรียกว่า ช็อกโกแลต ก็มีความเชื่อกันว่าเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกไหลย้อนกลับไปที่รังไข่
แล้วไปเจริญผิดที่อยู่ในรังไข่ กลายเป็นถุงน้ำ
อีกอันหนึ่งก็คือ ถุงน้ำรังไข่ที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด เกิดมาก็เป็นเลย เคยได้ยินไหมครับว่า
เจอเส้นผม เจอฟันในช่องท้องของดาราบางคนบอกว่ามีใครเสกของเข้าไป
ความจริงไม่ใช่ครับ เป็นเนื้องอกของรังไข่ ที่เป็นตั้งแต่กำเนิด เพราะตอนที่เราอยู่ในท้องแม่
จะมีเซลล์ในการที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นผมบ้าง เป็นฟันบ้าง ปรากฏว่ามันไปเกิดอยู่ในตำแหน่งรังไข่พอดี เป็นการตกค้าง
พอเราคลอดออกมา ตรงนั้นก็เจริญเติบโตต่อไป กลายเป็นถุงเนื้องอกรังไข่ หรือถุงน้ำรังไข่ ที่มีผม มีขน มีไขมันอยู่
พอเราเจอคิดว่ามีใครเสกอะไรเข้าท้อง ไม่ใช่ครับ ทุกอย่างมีเหตุมีผล
ทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของรังไข่ เนื่องจากการกระตุ้นต่างๆ
หรือการได้รับสารรังสี หรือเรื่องอะไรก็ตามที่ทำให้เซลล์นั้นเปลี่ยนแปลง
พบว่าการกินยาคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ป้องกันไม่ให้ไข่ตก
หรือแม้กระทั่งคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ แล้วกำลังให้นมลูกนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งที่รังไข่
หรือมดลูกน้อยกว่าคนที่ไม่เคยกินยาคุม ไม่เคยฉีดยาคุม เหตุผลก็คือการให้นมบุตรและการตั้งครรภ์นั้นจะกดการตกไข่
เพราะช่วงต่างๆ เหล่านั้นไข่ไม่ตก จึงไม่มีอะไรไปกระทบกระเทือนเปลือกของรังไข่
หรือเซลล์ของรังไข่ จึงลดภาวการณ์เป็นมะเร็งในรังไข่ การกินยาคุมลดการเกิดถุงน้ำ (ซีสต์)
ดังนั้นส่วนหนึ่งของการรักษาก็คือ ให้กินยาคุมประมาณ 3 เดือน ทำให้ถุงน้ำหดเล็กลง
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 5
+ผู้หญิงควรระมัดระวังตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ไปสู่จุดนั้น
กรณีที่หนึ่งต้องไปตรวจร่างกาย ก็คือ ตรวจภายใน ทั้งคนที่แต่งงานแล้วและยังไม่แต่งงาน
ถ้ามีอายุเกิน 35 ปี ขึ้นไป หากเราเจอในระยะเริ่มต้นก็จะสามารถรักษาให้หายขาดได้
กรณีที่สองก็คือ คนที่แต่งงานแล้วคุมกำเนิดอยู่ ไม่ว่าจะกินหรือฉีดยาคุม โอกาสที่จะเกิดถุงน้ำพวกนี้ก็ลดน้อยลง
กรณีที่สามก็คือ ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกและถุงน้ำในรังไข่ได้
ซึ่งก็มีโครงการในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ
คือโครงการสายใยรักจากแม่สู่ลูก ที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นอันหนึ่งที่ช่วยลดถุงน้ำในรังไข่เหล่านี้ได้
อายุน้อยหรือมาก ต่างมีสิทธิที่จะเป็นโรคนี้
คนที่อยู่ในวัยเด็กก็เจอได้ครับ อย่างพวกที่เป็นมะเร็งเนื้องอกในรังไข่
เป็นตั้งแต่เกิดแล้ว พอเกิดมาบางทีก็มีเซลล์มะเร็ง หรือเนื้องอกที่รังไข่อยู่แล้ว
แต่ยังพัฒนาหรือเจริญเติบโตไม่ดี เจออายุน้อยสุดประมาณ 8 - 10 ขวบ
เราก็เจอแล้วครับ อายุมากสุด ก็คือ วัยหมดประจำเดือน อายุ 70 ปี ก็เจอ
สรุปแล้วมะเร็งรังไข่เป็นได้ 2 แบบคือ มีเซลล์ฝังตัวตั้งแต่เกิดเลย
และเพิ่งมาเป็นทีหลัง อาจเจอตอนอายุมากๆ ก็ได้
ผมว่าทุกคนมีความเสี่ยงหมดเลย ถ้าเป็นผู้หญิง แต่จะเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยก็ว่ากันไป
+ผู้หญิงสมัยนี้เป็นโรคนี้มากกว่าสมัยก่อน ?
อาจจะเป็นได้ว่าจำนวนเพิ่มมากขึ้น อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อม
อาหารการกิน ฮอร์โมนที่ได้รับ โดนกระตุ้นด้วยสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง
ทว่าปัจจุบันการแพทย์มีเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น อัลตราซาวนด์ ทำให้สามารถตรวจพบได้เร็ว จึงดูเหมือนเป็นโรคนี้กันเยอะขึ้น
+มะเร็งรังไข่เป็นกรรมพันธุ์หรือไม่
ถ้ามีแม่เป็นมะเร็งรังไข่หรือมดลูก ลูกจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่าเด็กที่ไม่มีแม่เป็นมะเร็งรังไข่ เนื้องอกรังไข่
หรือถุงน้ำรังไข่ ฉะนั้นจะเรียกว่าเป็นกรรมพันธุ์ก็ได้ มะเร็งเต้านมก็เหมือนกัน
แต่มะเร็งปากมดลูกนั้นไม่เกี่ยวกัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus)
ที่มีโฆษณาว่ามีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ก็คือป้องกันไวรัสชนิดนี้นั่นเอง มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์
กรณีที่หนึ่งต้องไปตรวจร่างกาย ก็คือ ตรวจภายใน ทั้งคนที่แต่งงานแล้วและยังไม่แต่งงาน
ถ้ามีอายุเกิน 35 ปี ขึ้นไป หากเราเจอในระยะเริ่มต้นก็จะสามารถรักษาให้หายขาดได้
กรณีที่สองก็คือ คนที่แต่งงานแล้วคุมกำเนิดอยู่ ไม่ว่าจะกินหรือฉีดยาคุม โอกาสที่จะเกิดถุงน้ำพวกนี้ก็ลดน้อยลง
กรณีที่สามก็คือ ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกและถุงน้ำในรังไข่ได้
ซึ่งก็มีโครงการในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ
คือโครงการสายใยรักจากแม่สู่ลูก ที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นอันหนึ่งที่ช่วยลดถุงน้ำในรังไข่เหล่านี้ได้
อายุน้อยหรือมาก ต่างมีสิทธิที่จะเป็นโรคนี้
คนที่อยู่ในวัยเด็กก็เจอได้ครับ อย่างพวกที่เป็นมะเร็งเนื้องอกในรังไข่
เป็นตั้งแต่เกิดแล้ว พอเกิดมาบางทีก็มีเซลล์มะเร็ง หรือเนื้องอกที่รังไข่อยู่แล้ว
แต่ยังพัฒนาหรือเจริญเติบโตไม่ดี เจออายุน้อยสุดประมาณ 8 - 10 ขวบ
เราก็เจอแล้วครับ อายุมากสุด ก็คือ วัยหมดประจำเดือน อายุ 70 ปี ก็เจอ
สรุปแล้วมะเร็งรังไข่เป็นได้ 2 แบบคือ มีเซลล์ฝังตัวตั้งแต่เกิดเลย
และเพิ่งมาเป็นทีหลัง อาจเจอตอนอายุมากๆ ก็ได้
ผมว่าทุกคนมีความเสี่ยงหมดเลย ถ้าเป็นผู้หญิง แต่จะเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยก็ว่ากันไป
+ผู้หญิงสมัยนี้เป็นโรคนี้มากกว่าสมัยก่อน ?
อาจจะเป็นได้ว่าจำนวนเพิ่มมากขึ้น อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อม
อาหารการกิน ฮอร์โมนที่ได้รับ โดนกระตุ้นด้วยสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง
ทว่าปัจจุบันการแพทย์มีเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น อัลตราซาวนด์ ทำให้สามารถตรวจพบได้เร็ว จึงดูเหมือนเป็นโรคนี้กันเยอะขึ้น
+มะเร็งรังไข่เป็นกรรมพันธุ์หรือไม่
ถ้ามีแม่เป็นมะเร็งรังไข่หรือมดลูก ลูกจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่าเด็กที่ไม่มีแม่เป็นมะเร็งรังไข่ เนื้องอกรังไข่
หรือถุงน้ำรังไข่ ฉะนั้นจะเรียกว่าเป็นกรรมพันธุ์ก็ได้ มะเร็งเต้านมก็เหมือนกัน
แต่มะเร็งปากมดลูกนั้นไม่เกี่ยวกัน เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus)
ที่มีโฆษณาว่ามีวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ก็คือป้องกันไวรัสชนิดนี้นั่นเอง มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 6
+มีหลักการในการสังเกตอาการเนื้องอกในมดลูกและเนื้องอกรังไข่อย่างไร
หลักการสังเกตอันที่หนึ่ง ก็คือ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือปวดประจำเดือนมากทุกเดือน
ข้อที่สองก็คือ ท้องใหญ่ขึ้น ไม่ใช่เพราะไขมันนะครับ อาจจะเป็นเพราะท้องมานน้ำ มีน้ำในช่องท้อง
อันที่สาม กินไม่ได้ น้ำหนักลดลง ต้องระวังเรื่องมะเร็ง
อันที่สี่ ก็คือ เรื่องของการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างไม่เคยท้องผูกก็ท้องผูก
หรือมีท้องผูกสลับท้องเสีย รังไข่จะไปกดลำไส้
หรือว่าปัสสาวะบ่อย เพราะเนื้องอกรังไข่
หรือเนื้องอกมดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะ เป็นอาการที่เปลี่ยนไปจากปกติ
แต่อาการที่เราพบบ่อยก็คือ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง พวกนี้อาจจะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต กินไม่ได้ ผอมลง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับถ่าย
ถ้าปวดประจำเดือนแต่ไม่มากเกินไปจนผิดปกติก็ไม่เป็นไร
เพราะผู้หญิงทุกคนส่วนมากก็ปวดประจำเดือนอยู่แล้ว ปวดจนทนไม่ไหวทุรนทุราย หรือปวดจนเป็นลม ต้องไปตรวจ
+อาหารที่รับประทานมีส่วนก่อมะเร็งรังไข่และมะเร็งมดลูกหรือไม่
ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็มีอาหารบางอย่างที่อาจจะไปกระตุ้นได้
อย่างเช่นพวกอาหารเสริม เพื่อให้รับประทานอาหารได้อร่อยขึ้น
หรือสารอาหารที่บำรุงร่างกาย อาหารเสริมทั้งหลายที่เราอาจจะไม่รู้สูตร
บางทีอาจใส่ฮอร์โมนเข้าไปด้วย ฮอร์โมนเพศบางอย่างสามารถเข้าไปกระตุ้น
ทำให้เกิดเนื้องอกรังไข่ เนื้องอกมดลูก หรือว่ากระตุ้นทำให้เนื้องอกที่เราอาจจะเป็นอยู่แล้ว เจริญเติบโตขึ้นมาได้
อาหารปกติทั่วไปที่เรากินไม่เป็นไร ส่วนการออกกำลังกายไม่ได้มีผลดีหรือผลเสียต่อเนื้องอก ถุงน้ำในรังไข่และมดลูกเลย
ส่วนใหญ่การออกกำลังกายจะเป็นผลดีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจมากกว่า
.........................
เห็นไหม...เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก ต้องเผชิญกับโรคที่ธรรมชาติสร้างมาไว้ข้างๆ ตัว หากใครถามขึ้นมาว่า ซีสต์และเนื้องอก เป็นโรคที่เกิดมาจากไหน จะป้องกันได้อย่างไร...ตอบได้คำเดียวว่าแล้วแต่ดวง
ส่วนสาเหตุเกิดจากอะไรนั้นเราสามารถรู้ได้ แต่ไม่อาจป้องกันได้ นอกจากรักษาและเฝ้าดู
เรื่องซีสต์นั้นไม่ได้ซี้ดส์น่าสนุกอย่างที่คิด ใครรู้ตัวว่าอายุเกิน 35 ปี ไปปรึกษาสูตินรีแพทย์ได้เลย ก่อนที่ซีสต์จะขอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ซีสต์และเนื้องอกในมดลูก
อวัยวะภายในของผู้หญิงนั้นมีความซับซ้อน และที่มักจะมีปัญหาก็คือ มดลูกและรังไข่
หากพูดถึงซีสต์ (ถุงน้ำ) ต้องพูดถึงรังไข่เป็นหลัก ส่วนบริเวณมดลูกนั้น มีโอกาสที่จะเป็นเนื้องอกได้ (ไม่ใช่ถุงน้ำ )
หลักการสังเกตอันที่หนึ่ง ก็คือ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือปวดประจำเดือนมากทุกเดือน
ข้อที่สองก็คือ ท้องใหญ่ขึ้น ไม่ใช่เพราะไขมันนะครับ อาจจะเป็นเพราะท้องมานน้ำ มีน้ำในช่องท้อง
อันที่สาม กินไม่ได้ น้ำหนักลดลง ต้องระวังเรื่องมะเร็ง
อันที่สี่ ก็คือ เรื่องของการเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างไม่เคยท้องผูกก็ท้องผูก
หรือมีท้องผูกสลับท้องเสีย รังไข่จะไปกดลำไส้
หรือว่าปัสสาวะบ่อย เพราะเนื้องอกรังไข่
หรือเนื้องอกมดลูกไปกดกระเพาะปัสสาวะ เป็นอาการที่เปลี่ยนไปจากปกติ
แต่อาการที่เราพบบ่อยก็คือ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง พวกนี้อาจจะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต กินไม่ได้ ผอมลง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับถ่าย
ถ้าปวดประจำเดือนแต่ไม่มากเกินไปจนผิดปกติก็ไม่เป็นไร
เพราะผู้หญิงทุกคนส่วนมากก็ปวดประจำเดือนอยู่แล้ว ปวดจนทนไม่ไหวทุรนทุราย หรือปวดจนเป็นลม ต้องไปตรวจ
+อาหารที่รับประทานมีส่วนก่อมะเร็งรังไข่และมะเร็งมดลูกหรือไม่
ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็มีอาหารบางอย่างที่อาจจะไปกระตุ้นได้
อย่างเช่นพวกอาหารเสริม เพื่อให้รับประทานอาหารได้อร่อยขึ้น
หรือสารอาหารที่บำรุงร่างกาย อาหารเสริมทั้งหลายที่เราอาจจะไม่รู้สูตร
บางทีอาจใส่ฮอร์โมนเข้าไปด้วย ฮอร์โมนเพศบางอย่างสามารถเข้าไปกระตุ้น
ทำให้เกิดเนื้องอกรังไข่ เนื้องอกมดลูก หรือว่ากระตุ้นทำให้เนื้องอกที่เราอาจจะเป็นอยู่แล้ว เจริญเติบโตขึ้นมาได้
อาหารปกติทั่วไปที่เรากินไม่เป็นไร ส่วนการออกกำลังกายไม่ได้มีผลดีหรือผลเสียต่อเนื้องอก ถุงน้ำในรังไข่และมดลูกเลย
ส่วนใหญ่การออกกำลังกายจะเป็นผลดีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจมากกว่า
.........................
เห็นไหม...เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก ต้องเผชิญกับโรคที่ธรรมชาติสร้างมาไว้ข้างๆ ตัว หากใครถามขึ้นมาว่า ซีสต์และเนื้องอก เป็นโรคที่เกิดมาจากไหน จะป้องกันได้อย่างไร...ตอบได้คำเดียวว่าแล้วแต่ดวง
ส่วนสาเหตุเกิดจากอะไรนั้นเราสามารถรู้ได้ แต่ไม่อาจป้องกันได้ นอกจากรักษาและเฝ้าดู
เรื่องซีสต์นั้นไม่ได้ซี้ดส์น่าสนุกอย่างที่คิด ใครรู้ตัวว่าอายุเกิน 35 ปี ไปปรึกษาสูตินรีแพทย์ได้เลย ก่อนที่ซีสต์จะขอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ซีสต์และเนื้องอกในมดลูก
อวัยวะภายในของผู้หญิงนั้นมีความซับซ้อน และที่มักจะมีปัญหาก็คือ มดลูกและรังไข่
หากพูดถึงซีสต์ (ถุงน้ำ) ต้องพูดถึงรังไข่เป็นหลัก ส่วนบริเวณมดลูกนั้น มีโอกาสที่จะเป็นเนื้องอกได้ (ไม่ใช่ถุงน้ำ )
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 7
สำหรับซีสต์ในรังไข่นั้นแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ก็คือ
ถุงน้ำปกติ เช่น แต่ละเดือนที่มีไข่ตก ถุงน้ำจะเกิดขึ้นความยาวไม่เกิน 2 เซนติเมตร
บางครั้งไข่ไม่ตก แต่มีถุงน้ำสะสมขึ้นเรื่อยๆ ขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร
ส่วนถุงน้ำที่ไม่ปกติ(เป็นโรค) แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
ถุงน้ำเป็นโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง
เรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์
เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่ปกติจะไหลเวียนออกมาเป็นประจำเดือน
หากไหลย้อนกลับไปที่ท่อนำไข่ แล้วไปฝังตัวอยู่ที่รังไข่ ก็จะเกิดเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต
เป็นสาเหตุของการปวดประจำเดือน มีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก
ถุงน้ำที่เป็นเนื้องอก
พบได้ทั่วๆ ไปไม่ได้เป็นมะเร็ง ขนาดที่พบทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3, 5 และ 10 เซนติเมตร
และมะเร็งรังไข่ (ถุงน้ำที่ปนกับเนื้องอก ส่วนใหญ่จะเป็นมะเร็งรังไข่)
มีอาการแบบท้องมานน้ำ คือมีน้ำในช่องท้อง มะเร็งรังไข่มีหลายชนิด
เนื้องอกในมดลูก
พบประมาณร้อยละ 20-25 ของผู้หญิงทั่วไป
ผู้หญิง 1 ใน 4-5 จะเป็นเนื้องอกที่มดลูก เนื้องอกเหล่านี้มักไม่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง
ทว่าใครที่ตรวจพบเนื้องอก ต้องหมั่นพบแพทย์ เพื่อดูแลติดตามว่ามีขนาดลดลงหรือเติบโตขึ้น
ถุงน้ำปกติ เช่น แต่ละเดือนที่มีไข่ตก ถุงน้ำจะเกิดขึ้นความยาวไม่เกิน 2 เซนติเมตร
บางครั้งไข่ไม่ตก แต่มีถุงน้ำสะสมขึ้นเรื่อยๆ ขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร
ส่วนถุงน้ำที่ไม่ปกติ(เป็นโรค) แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
ถุงน้ำเป็นโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง
เรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์
เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่ปกติจะไหลเวียนออกมาเป็นประจำเดือน
หากไหลย้อนกลับไปที่ท่อนำไข่ แล้วไปฝังตัวอยู่ที่รังไข่ ก็จะเกิดเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต
เป็นสาเหตุของการปวดประจำเดือน มีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก
ถุงน้ำที่เป็นเนื้องอก
พบได้ทั่วๆ ไปไม่ได้เป็นมะเร็ง ขนาดที่พบทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3, 5 และ 10 เซนติเมตร
และมะเร็งรังไข่ (ถุงน้ำที่ปนกับเนื้องอก ส่วนใหญ่จะเป็นมะเร็งรังไข่)
มีอาการแบบท้องมานน้ำ คือมีน้ำในช่องท้อง มะเร็งรังไข่มีหลายชนิด
เนื้องอกในมดลูก
พบประมาณร้อยละ 20-25 ของผู้หญิงทั่วไป
ผู้หญิง 1 ใน 4-5 จะเป็นเนื้องอกที่มดลูก เนื้องอกเหล่านี้มักไม่เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง
ทว่าใครที่ตรวจพบเนื้องอก ต้องหมั่นพบแพทย์ เพื่อดูแลติดตามว่ามีขนาดลดลงหรือเติบโตขึ้น
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 8
Beware!!! มะเร็งจากน้ำดื่ม
Date: Mon, 2 Jul 2007 23:43:28 -0800
อยากจะให้เพื่อนๆได้ทราบถึงเรื่องที่สำคัญ
A friend whose mother was recently diagnosed with breast cancer. The
doctor told her that women should not drink bottled water that was left in
a car. The doctor said that the heat and the plastic of the bottle have
certain chemicals that can lead to breast cancer. So please be careful and
do not drink that water bottle that has been left in a car and pass this
on to all the women in your life.
เมื่อเร็วๆนี้แม่ของเพื่อนฉันได้ตรวจพบมะเร็งที่ทรวงอก หมอบอกเธอว่าผู้หญิงไม่ควรดื่มน้ำจากขวดน้ำ
พลาสติกที่ทิ้งไว้ในรถ ความร้อนบวกกับพลาสติคจากขวดจะก่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่นำไปสู่มะเร็งทรวงอกได้
เพราะฉะนั้นได้โปรดระมัดระวังอย่าดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติคที่ทิ้งไว้ในรถเป็นอันขาด
กรุณาส่ง
เรื่องราวนี้ไปยังเพื่อนผู้หญิงที่ท่านรู้จัก
This information is the kind we need to know and be aware and just might
save us!!!!
ข้อความนี้เป็นสิ่งที่ท่านควรจะทราบและพึงระมัดระวัง มันอาจช่วยชีวิตท่านได้
Date: Mon, 2 Jul 2007 23:43:28 -0800
อยากจะให้เพื่อนๆได้ทราบถึงเรื่องที่สำคัญ
A friend whose mother was recently diagnosed with breast cancer. The
doctor told her that women should not drink bottled water that was left in
a car. The doctor said that the heat and the plastic of the bottle have
certain chemicals that can lead to breast cancer. So please be careful and
do not drink that water bottle that has been left in a car and pass this
on to all the women in your life.
เมื่อเร็วๆนี้แม่ของเพื่อนฉันได้ตรวจพบมะเร็งที่ทรวงอก หมอบอกเธอว่าผู้หญิงไม่ควรดื่มน้ำจากขวดน้ำ
พลาสติกที่ทิ้งไว้ในรถ ความร้อนบวกกับพลาสติคจากขวดจะก่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่นำไปสู่มะเร็งทรวงอกได้
เพราะฉะนั้นได้โปรดระมัดระวังอย่าดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติคที่ทิ้งไว้ในรถเป็นอันขาด
กรุณาส่ง
เรื่องราวนี้ไปยังเพื่อนผู้หญิงที่ท่านรู้จัก
This information is the kind we need to know and be aware and just might
save us!!!!
ข้อความนี้เป็นสิ่งที่ท่านควรจะทราบและพึงระมัดระวัง มันอาจช่วยชีวิตท่านได้
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 9
การปรับปรุงระบบการตรวจหนังสือเดินทาง
Date: Thu, 28 Jun 2007 17:06:13 -0800
การปรับปรุงระบบการตรวจหนังสือเดินทาง
ด้วยกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานแห่งชาติ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ได้ปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์สำหรับการตรวจอนุญาตการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักร
เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ
โดยระบบใหม่มีการเพิ่มขั้นตอนการถ่ายภาพผู้โดยสารทุกท่านในระหว่างที่ทำการตรวจเอกสาร
และหนังสือเดินทาง ทำให้ใช้เวลาในการตรวจหนังสือเดินทางมากขึ้น โดยระบบนี้ได้เริ่มใช้งานตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองฯ จึงแจ้งให้บริษัทฯ ทราบ เพื่อดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารเข้ารับการ CHECK-IN
และเข้ารับการตรวจหนังสือเดินทางล่วงหน้าก่อนเดินทาง 2 ชั่วโมง เพื่อมิให้เกิดความล่าช้าและเสียหายต่อผู้โดยสาร
Date: Thu, 28 Jun 2007 17:06:13 -0800
การปรับปรุงระบบการตรวจหนังสือเดินทาง
ด้วยกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานแห่งชาติ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ได้ปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์สำหรับการตรวจอนุญาตการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักร
เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ
โดยระบบใหม่มีการเพิ่มขั้นตอนการถ่ายภาพผู้โดยสารทุกท่านในระหว่างที่ทำการตรวจเอกสาร
และหนังสือเดินทาง ทำให้ใช้เวลาในการตรวจหนังสือเดินทางมากขึ้น โดยระบบนี้ได้เริ่มใช้งานตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองฯ จึงแจ้งให้บริษัทฯ ทราบ เพื่อดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารเข้ารับการ CHECK-IN
และเข้ารับการตรวจหนังสือเดินทางล่วงหน้าก่อนเดินทาง 2 ชั่วโมง เพื่อมิให้เกิดความล่าช้าและเสียหายต่อผู้โดยสาร
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 10
ประโยชน์ของ บุหรี่
Date: Wed, 27 Jun 2007 17:35:49 -0800
ประโยชน์ข้อที่ 1.....ขโมยไม่เข้าบ้าน
ประโยชน์ข้อที่ 2....หมาไม่กัด
ประโยชน์ข้อที่ 3....ผมไม่หงอก.....
1. ขโมยไม่เข้าบ้าน เป็นเพราะ ....ถ้าสูบบุหรี่เกินวันละ 5 ซอง...มันจะต้องเจ็บคอ...ไอทั้งคืน..ขโมยนึกว่าเจ้าของไม่หลับ.....เลยไม่กล้าเข้า..เรียกว่าเหาแทนหมาเลย
2. หมาไม่กัด ...เป็นเพราะ...เมื่อสูบบุหรี่มากๆ..เป็นโรคปอด...โรคมะเร็ง..โรคถุงลม ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง..ไปไหนต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันเวลาเดิน..หมาเห็นไม้เท้าเลยไม่กล้ากัด
3. ผมไม่หงอก...เป็นเพราะ..เมื่อสูบบุหรี่มากๆ..สารพัดโรคจะเข้ามาเยี่ยมเยือน..โดยเฉพาะโรคมะเร็ง...ทำให้ตายก่อนที่ผมจะหงอก
ที่มา พระพยอม กัลยาโณ
Date: Wed, 27 Jun 2007 17:35:49 -0800
ประโยชน์ข้อที่ 1.....ขโมยไม่เข้าบ้าน
ประโยชน์ข้อที่ 2....หมาไม่กัด
ประโยชน์ข้อที่ 3....ผมไม่หงอก.....
1. ขโมยไม่เข้าบ้าน เป็นเพราะ ....ถ้าสูบบุหรี่เกินวันละ 5 ซอง...มันจะต้องเจ็บคอ...ไอทั้งคืน..ขโมยนึกว่าเจ้าของไม่หลับ.....เลยไม่กล้าเข้า..เรียกว่าเหาแทนหมาเลย
2. หมาไม่กัด ...เป็นเพราะ...เมื่อสูบบุหรี่มากๆ..เป็นโรคปอด...โรคมะเร็ง..โรคถุงลม ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง..ไปไหนต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันเวลาเดิน..หมาเห็นไม้เท้าเลยไม่กล้ากัด
3. ผมไม่หงอก...เป็นเพราะ..เมื่อสูบบุหรี่มากๆ..สารพัดโรคจะเข้ามาเยี่ยมเยือน..โดยเฉพาะโรคมะเร็ง...ทำให้ตายก่อนที่ผมจะหงอก
ที่มา พระพยอม กัลยาโณ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 11
สุดยอดอาหาร คงความอ่อนเยาว์
คงไม่มีผู้หญิงคนไหนปรารถนาที่จะมีตีนกาอยู่บนใบหน้าเป็นแน่
แต่เพราะตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เรื่องของริ้วรอยเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้!!
อยากให้ริ้วรอยลดเลือนลงไป แถมมีกระดูกที่แข็งแรง และมีพลังมากกว่านี้บ้างมั้ยล่ะ
ลองเติมสุดยอดอาหารเหล่านี้ลงในเมนูของคุณดูสิ...
เลือกรับประทานอาหารที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เพียงอย่างน้อย 1
อย่าง เป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยให้เส้นผมดำขลับ เงางาม
ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตาเป็นประกาย
บลูเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานิน ( สารเม็ดสีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น
ขอแนะนำให้คุณลอง ปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู
พริกหยวก : ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลืองต่างมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริกแดง แตงกว่า น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะได้ประโยชน์มหาศาลจากเหล่าสุดยอดอาหารแล้ว ยังได้อร่อยกับเมนูเด็ดจากฝีมือของคุณเองอีก
กะหล่ำปลี : เห็นเขียวๆ ม่วงๆ อย่างนี้รู้มั้ยว่ากะหล่ำปลีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ
ซีและเบตาแคโรทีนที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เพียงหั่นกะหล่ำปลีบางๆ แล้วนำลงไปผัดกับขิงและกระเทียม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารมื้อค่ำสำหรับตัวคุณเองแล้ว
วอลนัท : ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพสีผมของคุณไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร ลองโรยวอล
นัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ
แอปริคอท : สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา
ช่วยในการมองเห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลงไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและอบเชยให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค
อะโวคาโด : การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน
และปกป้องผิวจากอันตรายที่เกิดจากแสงแดด เนื่องจากอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี
บดอะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดูก็ได้
สตรอเบอร์รี่ : วิตามินซีและ สารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือด
ผลไม้สีแดงสดทรงเสน่ห์แบบนี้ เพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับเกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย
เต้าหู้ : หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งโดยการรับประทานอาหารอย่าง เต้าหู้ เพราะในเต้าหู้มีสารที่จะช่วยคืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผักกรอบๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็นนอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี
ข้าวโอ๊ต : เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลดอาการตึงเครียด จึงทำให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียง โรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือนมอุ่นๆ ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ทานได้แล้ว กระชุ่มกระชวยเหมือนแรกสาว
กระเทียม : สมุนไพรกลิ่นแรงอย่างกระเทียมมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ล้างพิษ และป้องกันไวรัส จากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว
แครนเบอร์รี่ : ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
จากงานวิจัยล่าสุดพบว่ายังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ชะงัดอีกด้วย
อาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปังหรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่ไว้ทาไก่หรือเนื้อย่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน
คงไม่มีผู้หญิงคนไหนปรารถนาที่จะมีตีนกาอยู่บนใบหน้าเป็นแน่
แต่เพราะตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เรื่องของริ้วรอยเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้!!
อยากให้ริ้วรอยลดเลือนลงไป แถมมีกระดูกที่แข็งแรง และมีพลังมากกว่านี้บ้างมั้ยล่ะ
ลองเติมสุดยอดอาหารเหล่านี้ลงในเมนูของคุณดูสิ...
เลือกรับประทานอาหารที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เพียงอย่างน้อย 1
อย่าง เป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยให้เส้นผมดำขลับ เงางาม
ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตาเป็นประกาย
บลูเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานิน ( สารเม็ดสีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น
ขอแนะนำให้คุณลอง ปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู
พริกหยวก : ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลืองต่างมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริกแดง แตงกว่า น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะได้ประโยชน์มหาศาลจากเหล่าสุดยอดอาหารแล้ว ยังได้อร่อยกับเมนูเด็ดจากฝีมือของคุณเองอีก
กะหล่ำปลี : เห็นเขียวๆ ม่วงๆ อย่างนี้รู้มั้ยว่ากะหล่ำปลีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ
ซีและเบตาแคโรทีนที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เพียงหั่นกะหล่ำปลีบางๆ แล้วนำลงไปผัดกับขิงและกระเทียม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารมื้อค่ำสำหรับตัวคุณเองแล้ว
วอลนัท : ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพสีผมของคุณไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร ลองโรยวอล
นัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ
แอปริคอท : สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา
ช่วยในการมองเห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลงไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและอบเชยให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค
อะโวคาโด : การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน
และปกป้องผิวจากอันตรายที่เกิดจากแสงแดด เนื่องจากอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี
บดอะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดูก็ได้
สตรอเบอร์รี่ : วิตามินซีและ สารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือด
ผลไม้สีแดงสดทรงเสน่ห์แบบนี้ เพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับเกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย
เต้าหู้ : หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งโดยการรับประทานอาหารอย่าง เต้าหู้ เพราะในเต้าหู้มีสารที่จะช่วยคืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผักกรอบๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็นนอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี
ข้าวโอ๊ต : เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลดอาการตึงเครียด จึงทำให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียง โรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือนมอุ่นๆ ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ทานได้แล้ว กระชุ่มกระชวยเหมือนแรกสาว
กระเทียม : สมุนไพรกลิ่นแรงอย่างกระเทียมมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ล้างพิษ และป้องกันไวรัส จากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว
แครนเบอร์รี่ : ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
จากงานวิจัยล่าสุดพบว่ายังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ชะงัดอีกด้วย
อาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปังหรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่ไว้ทาไก่หรือเนื้อย่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 12
ลินสีด : ช่วยลดอาการเจ็บตามข้อต่อ เพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า ที่ร่างกายใช้ในการสร้างฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติป้องกันอาการอักเสบ ลองเติมลงในน้ำปั่นหรือโรยหน้าสลัดดูก็ได้นะ
กีวี : วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างในกีวีช่วยในการไหลเวียนของออกซิเจน
ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูกเต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไปย่าง อาจจะได้รสชาติแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง
ลูกพลัม : อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้ม และโรยลงไปบนมูสลี่ หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า
กล้วย : เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม นอกจากกล้วยจะช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารแล้วยังช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย
ส้ม : การรับประทานส้มทั้งผลแทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่
มิหนำซ้ำ วิตามินซีในส้มยังช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัด นอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย
ข้าวกล้อง : ฮอตฮิต อินเทรนด์กันอยู่พักใหญ่ เพราะอุดมไปด้วยแร่แมงกานีสที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย
ใครที่ไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถหุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้
มะเขือม่วง : เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน
ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปกป้องสมองของคุณจากการถูกทำลาย
เพื่อคงความฉลาดหลักแหลมของคุณไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง
หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็อร่อยไม่เบา
จากการศึกษาพบว่า อะไรก็ตามที่คุณรับประทานเข้าไป
มีโอกาสที่จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ
เพื่อให้อัตราการเสี่ยงของคุณลดน้อยลง ลองอาหารพวกนี้ดูสิ
ลูกพรุน : โพแทสเซียมในลูกพรุนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับความดันเลือด
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ตหรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี
คะน้า : ช่วยให้ตับของคุณผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง เมื่อคุณเคี้ยวคะน้า
จากการวิจัยพบว่า สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ ฮืม...ม
เลือกผัดคะน้าปลาเค็ม เป็นเมนูมื้อกลางวันดีกว่า (อ้อ อย่าลืมทุบกระเทียมลงไปด้วยนะ)
ผักโขม : คุณจะได้รับแคลเซียมจากผักโขม
ในขณะเดียวกันก็มีแมกนีเซียมที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดี
การรับประทานใบอ่อนของผักโขมในสลัด จะช่วยให้ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาดแคลเซียม
ราสเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้
ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลวแล้วไปแช่เย็นดูสิ
ถั่วงอก : สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด
นอกจากนี้ถั่วงอกยังประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องโรคเล็กๆ น้อยๆ
ของสตรีในวัยหมดประจำเดือน ถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ
ก็อร่อยไม่เบา
กีวี : วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างในกีวีช่วยในการไหลเวียนของออกซิเจน
ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูกเต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไปย่าง อาจจะได้รสชาติแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง
ลูกพลัม : อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้ม และโรยลงไปบนมูสลี่ หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า
กล้วย : เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม นอกจากกล้วยจะช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารแล้วยังช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย
ส้ม : การรับประทานส้มทั้งผลแทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่
มิหนำซ้ำ วิตามินซีในส้มยังช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัด นอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย
ข้าวกล้อง : ฮอตฮิต อินเทรนด์กันอยู่พักใหญ่ เพราะอุดมไปด้วยแร่แมงกานีสที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย
ใครที่ไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถหุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้
มะเขือม่วง : เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน
ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปกป้องสมองของคุณจากการถูกทำลาย
เพื่อคงความฉลาดหลักแหลมของคุณไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง
หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็อร่อยไม่เบา
จากการศึกษาพบว่า อะไรก็ตามที่คุณรับประทานเข้าไป
มีโอกาสที่จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ
เพื่อให้อัตราการเสี่ยงของคุณลดน้อยลง ลองอาหารพวกนี้ดูสิ
ลูกพรุน : โพแทสเซียมในลูกพรุนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับความดันเลือด
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ตหรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี
คะน้า : ช่วยให้ตับของคุณผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง เมื่อคุณเคี้ยวคะน้า
จากการวิจัยพบว่า สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ ฮืม...ม
เลือกผัดคะน้าปลาเค็ม เป็นเมนูมื้อกลางวันดีกว่า (อ้อ อย่าลืมทุบกระเทียมลงไปด้วยนะ)
ผักโขม : คุณจะได้รับแคลเซียมจากผักโขม
ในขณะเดียวกันก็มีแมกนีเซียมที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดี
การรับประทานใบอ่อนของผักโขมในสลัด จะช่วยให้ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาดแคลเซียม
ราสเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้
ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลวแล้วไปแช่เย็นดูสิ
ถั่วงอก : สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด
นอกจากนี้ถั่วงอกยังประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องโรคเล็กๆ น้อยๆ
ของสตรีในวัยหมดประจำเดือน ถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ
ก็อร่อยไม่เบา
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 13
14 อุปนิสัยที่ดี ในการขับถ่ายปัสสาวะ
ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติ
วันนี้จะขอเสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ
1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ
2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้
3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา
4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง
5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้
6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง
7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้
8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 50 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด
9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ
10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์
12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน
13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง
ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติ
วันนี้จะขอเสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ
1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ
2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้
3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา
4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง
5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้
6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง
7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้
8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 50 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด
9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ
10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์
12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน
13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 14
เคล็ดลับแก้แค้นผี
Date: Thu, 24 May 2007 18:09:37 -0800
เคล็ดลับแก้แค้นผี....... จริงๆ น่ะครับ...
อย่านอนเตียงที่มีใต้เตียงโล่ง ถ้ากลัวมากๆก็ให้ไปนอนใต้เตียงแทน
ปล่อยผีนอนบนเตียงไป
ถ้ากลัวผีช่องแอร์ให้เปิดหน้าต่างนอน ให้กระสือมาหลอกแทน
ถ้ากลัวไฟปิดเปิดเองได้ ให้ถอดหลอดไฟออกทุกดวง เช่นเดียวกับก๊อกน้ำเปิดเอง
ก็ให้เปิดมันทิ้งไว้
ถ้าอยู่ดีๆได้กลิ่นธูป ให้คว้าการบูนมาดม
ถ้าอยู่ดีๆได้ยินเสียงเพลงไทย ให้เอา ipod มาเปิด hip hop ฟัง
ถ้าอยู่ดีๆ ได้ยินเสียงเด็กหรือผู้หญิงร้องไห้ ให้ลุกขึ้นมาปลอบใจผี
ถ้าเพื่อนโดนผีเข้า ให้เมินมันแล้วไปนอน พอไม่มีใครสนใจผีก็จะเซ็งออกไปเอง
ถ้ามีเงาอะไรผ่านหน้าต่างไป ให้ไปยืนแถวๆหน้าต่าง ทำเงาผ่านย้อนไปบ้าง
ถ้ากลัวจะมีใครมายืนอยู่ปลายเตียง ก็ให้นอนเอาหัวมาไว้ปลายเตียง
(ดูซิจะไปยืนไหน)
ถ้าผีมาขอส่วนบุญ ให้ถามว่าสามารถโอนเข้าบัญชีได้ที่วัดไหน สาขาอะไร
รับบัตรเครดิตหรือเปล่า?
ถ้าผีจะมาให้หวย ให้บอกไปว่า รับขนมจีบ
ซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?โอกาสหน้ามาใหม่นะคะ
ถ้าผีจะตามกลับไปอยู่ที่บ้าน
บอกให้ผีไปทำเรื่องย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในฐานะผู้อยู่อาศัยให้ถูกต้องตามกฏหมายเสียก่อน
ถ้าไปแถวพัทยา อย่าลืมเอา Dict ไปด้วย เพราะอาจเจอผีฝรั่ง
ถ้าเปิดทีวีแล้วเจอภาพบ่อน้ำ ให้เอาทีวีไปวางบนขอบระเบียง (ในกรณีที่เป็นชั้น
3 ขึ้นไป) ผีที่คลานออกมาจากทีวีจะตกระเบียงตายเอง
ถ้าอยู่ดีๆน้ำฝักบัวที่อาบกลายเป็นเลือด ให้เอาถุงมารอง
แล้วนำเลือดไปขายตามโรงพยาบาล
ถ้าอยู่ดีๆภาพหน้าตัวเองในกระจกเป็นหน้าผี อย่าตกใจ ให้รีบหาสีเมจิกมา 1แท่ง
แล้วเติมหนวดลงไปในกระจก
ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับผีในตู้เสื้อผ้า เขียนป้ายแปะไว้ว่า "ที่หมานอน"
กลัว ผีนั่งทับตัวกลางดึก ให้นอนคว่ำหน้า (ถ้าคิดว่าจะหายใจไม่ออก
ให้ใส่ถังสกูบ้านอน) หลังจากนี้ต่อให้ผีมานั่งทับก็จะไม่อึดอัด
แถมยังสบายตัวคล้ายนวดกดจุด
ถ้ากลัวผีในลิฟท์ ให้ยกของหนักๆไปด้วย ผีจะตามมาด้วยไม่ได้เพราะน้ำหนักจะเกิน
ถ้าถ่ายรูปแล้วติดผี ให้นำหน้าผีไปตัดต่อกับภาพโป๊ ผีจะอายไม่กล้ามาหลอกอีก
ถ้าคุณเริ่มเอะใจว่าผู้หญิงที่โบกรถมากับคุณจะเป็นผีหรือเปล่า
ให้เรียกเก็บค่าโดยสารก่อนที่เธอจะหายไป
ถ้าคุณเห็นภาพผู้หญิงอยู่บนกระจกรถ แวะเข้าปั๊ม แล้วเรียกเด็กมาเช็ดกระจก
ถ้าอยู่ดีๆคุณเห็นคนนั่งมาตรงเบาะหลังบนกระจกมองหลัง ถามไปว่า
"สรุปไปพัฒพงษ์" ใช่ไหมครับ?
ถ้าคุณพบผีเปรตในวันฝนฟ้าคะนอง ให้ก้มตัวต่ำ ฟ้าจะผ่าโดนผีก่อน
ถ้าคุณทำตามนี้ได้หมดผีจะไม่มาหลอกคุณเลยเพราะเชื่อได้เลยว่าคุณบ้ากว่าผีอีก!!!
อ่านขำๆนะครับ เห็นหลายคนกำลังเครียด...
Date: Thu, 24 May 2007 18:09:37 -0800
เคล็ดลับแก้แค้นผี....... จริงๆ น่ะครับ...
อย่านอนเตียงที่มีใต้เตียงโล่ง ถ้ากลัวมากๆก็ให้ไปนอนใต้เตียงแทน
ปล่อยผีนอนบนเตียงไป
ถ้ากลัวผีช่องแอร์ให้เปิดหน้าต่างนอน ให้กระสือมาหลอกแทน
ถ้ากลัวไฟปิดเปิดเองได้ ให้ถอดหลอดไฟออกทุกดวง เช่นเดียวกับก๊อกน้ำเปิดเอง
ก็ให้เปิดมันทิ้งไว้
ถ้าอยู่ดีๆได้กลิ่นธูป ให้คว้าการบูนมาดม
ถ้าอยู่ดีๆได้ยินเสียงเพลงไทย ให้เอา ipod มาเปิด hip hop ฟัง
ถ้าอยู่ดีๆ ได้ยินเสียงเด็กหรือผู้หญิงร้องไห้ ให้ลุกขึ้นมาปลอบใจผี
ถ้าเพื่อนโดนผีเข้า ให้เมินมันแล้วไปนอน พอไม่มีใครสนใจผีก็จะเซ็งออกไปเอง
ถ้ามีเงาอะไรผ่านหน้าต่างไป ให้ไปยืนแถวๆหน้าต่าง ทำเงาผ่านย้อนไปบ้าง
ถ้ากลัวจะมีใครมายืนอยู่ปลายเตียง ก็ให้นอนเอาหัวมาไว้ปลายเตียง
(ดูซิจะไปยืนไหน)
ถ้าผีมาขอส่วนบุญ ให้ถามว่าสามารถโอนเข้าบัญชีได้ที่วัดไหน สาขาอะไร
รับบัตรเครดิตหรือเปล่า?
ถ้าผีจะมาให้หวย ให้บอกไปว่า รับขนมจีบ
ซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?โอกาสหน้ามาใหม่นะคะ
ถ้าผีจะตามกลับไปอยู่ที่บ้าน
บอกให้ผีไปทำเรื่องย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในฐานะผู้อยู่อาศัยให้ถูกต้องตามกฏหมายเสียก่อน
ถ้าไปแถวพัทยา อย่าลืมเอา Dict ไปด้วย เพราะอาจเจอผีฝรั่ง
ถ้าเปิดทีวีแล้วเจอภาพบ่อน้ำ ให้เอาทีวีไปวางบนขอบระเบียง (ในกรณีที่เป็นชั้น
3 ขึ้นไป) ผีที่คลานออกมาจากทีวีจะตกระเบียงตายเอง
ถ้าอยู่ดีๆน้ำฝักบัวที่อาบกลายเป็นเลือด ให้เอาถุงมารอง
แล้วนำเลือดไปขายตามโรงพยาบาล
ถ้าอยู่ดีๆภาพหน้าตัวเองในกระจกเป็นหน้าผี อย่าตกใจ ให้รีบหาสีเมจิกมา 1แท่ง
แล้วเติมหนวดลงไปในกระจก
ถ้าไม่อยากเสี่ยงกับผีในตู้เสื้อผ้า เขียนป้ายแปะไว้ว่า "ที่หมานอน"
กลัว ผีนั่งทับตัวกลางดึก ให้นอนคว่ำหน้า (ถ้าคิดว่าจะหายใจไม่ออก
ให้ใส่ถังสกูบ้านอน) หลังจากนี้ต่อให้ผีมานั่งทับก็จะไม่อึดอัด
แถมยังสบายตัวคล้ายนวดกดจุด
ถ้ากลัวผีในลิฟท์ ให้ยกของหนักๆไปด้วย ผีจะตามมาด้วยไม่ได้เพราะน้ำหนักจะเกิน
ถ้าถ่ายรูปแล้วติดผี ให้นำหน้าผีไปตัดต่อกับภาพโป๊ ผีจะอายไม่กล้ามาหลอกอีก
ถ้าคุณเริ่มเอะใจว่าผู้หญิงที่โบกรถมากับคุณจะเป็นผีหรือเปล่า
ให้เรียกเก็บค่าโดยสารก่อนที่เธอจะหายไป
ถ้าคุณเห็นภาพผู้หญิงอยู่บนกระจกรถ แวะเข้าปั๊ม แล้วเรียกเด็กมาเช็ดกระจก
ถ้าอยู่ดีๆคุณเห็นคนนั่งมาตรงเบาะหลังบนกระจกมองหลัง ถามไปว่า
"สรุปไปพัฒพงษ์" ใช่ไหมครับ?
ถ้าคุณพบผีเปรตในวันฝนฟ้าคะนอง ให้ก้มตัวต่ำ ฟ้าจะผ่าโดนผีก่อน
ถ้าคุณทำตามนี้ได้หมดผีจะไม่มาหลอกคุณเลยเพราะเชื่อได้เลยว่าคุณบ้ากว่าผีอีก!!!
อ่านขำๆนะครับ เห็นหลายคนกำลังเครียด...
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 15
วิธีรักษาสิว !!!!
Date: Wed, 23 May 2007 16:52:18 -0800
เริ่ม
วิธีนี้ อาจไม่เป็นผลดีต่อตัวเองนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการ อ่าน
บอกทีละ ขั้นตอนเลยนะ
1. ตื่นเช้ามาวันแรก ... ให้อดข้าว
2. ข้าวกลางวันก็ ... ไม่ต้องกิน
3. พอถึงข้าวเย็นก็ ... ไม่ต้องกิน ( อดทนหน่อยนะใกล้แล้ว )
4. กลางคืน ... นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
5. ตื่นเช้ามาอีกวันก็ ... อย่าเพิ่งกินข้าวเช้านะคะ
6. เมื่อเราไม่ได้กินข้าวมาทั้งวัน ... พอถึงตอน ... "สายก็จะ หิว"
.
.
.
.
.
.
สายก็จะหิวววววววววววววว......
.
.
.
.
.
"สายก็จะหิว" = สิวก็จะหาย
Date: Wed, 23 May 2007 16:52:18 -0800
เริ่ม
วิธีนี้ อาจไม่เป็นผลดีต่อตัวเองนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการ อ่าน
บอกทีละ ขั้นตอนเลยนะ
1. ตื่นเช้ามาวันแรก ... ให้อดข้าว
2. ข้าวกลางวันก็ ... ไม่ต้องกิน
3. พอถึงข้าวเย็นก็ ... ไม่ต้องกิน ( อดทนหน่อยนะใกล้แล้ว )
4. กลางคืน ... นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
5. ตื่นเช้ามาอีกวันก็ ... อย่าเพิ่งกินข้าวเช้านะคะ
6. เมื่อเราไม่ได้กินข้าวมาทั้งวัน ... พอถึงตอน ... "สายก็จะ หิว"
.
.
.
.
.
.
สายก็จะหิวววววววววววววว......
.
.
.
.
.
"สายก็จะหิว" = สิวก็จะหาย
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 16
อัลไซเมอร์
Date: Tue, 22 May 2007 17:15:53 -0800
เป็นที่ทำให้เราถามตัวเองว่า ทุกวันนี้เราดูแลตัวเองและบุพการีแล้วหรือยัง
ก่อนที่เราจะลืม เชื่อมั้ยว่าระหว่างที่พิมพ์อยู่เนี่ย เราลืมไปแล้วว่าเพื่อนคนไหนส่งมา
(ถ้าคุณคือเพื่อนคนนั้นก็ทำใจหน่อยนะ) เป็นบ่อยมากเลย
อัลไซเมอร์ --- จวนเป็นกันรึยัง
อัลไซเมอร์ - อย่าให้เป็นเรา
อัลไซเมอร์ถือเป็นโรคที่บั่นทอนทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ไม่ได้ทำลายเฉพาะผู้ป่วยแต่ทำลายคนใกล้ชิดของผู้ป่วยอย่างยากที่จะทน
ลูกของคนไข้อัลไซเมอร์คนหนึ่งพูดถึงอัลไซเมอร์ว่ามันคือขโมยที่เข้ามาขโมยวิญญาณ
ขโมยหัวใจของคนที่เรารักไปนี่คือ อัลไซเมอร์-โรคที่ไม่มีใครอยากเป็นและไม่อยากให้คนที่รักเป็น
" นวลศรี อนันตกูล" เล่าถึงผู้เป็นพี่สาว "จรัสศรี อนันตกูล"
ว่าพี่สาวเป็นคนเก่ง เป็นคนสวยโดยสมัยที่ยังสาวก็ยิ่งสวยและมีเสน่ห์ เรียนจบปริญญา
โทแล้วเข้าทำงานรับราชการที่กรมพัฒนาที่ดินในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์วิจัยดิน
ขับรถเก่ง เปรี้ยวและกล้าตัดสินใจแต่แล้วก่อนที่จะเกษียณสัก 5-6 ปี
จรัสศรีเริ่มมีอาการหลงลืมรถขับกลับบ้านชนยับเยินมาทีเดียวแต่เมื่อถามก็ตอบไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น หนักๆ
เข้าก็ลืมวิธีขับรถโดยขณะที่ขับรถไปด้วยกันนั้นเอง ก็ขับต่อไม่ถูกกรีดเสียงตะโกนเสียงแหลมด้วยความตกใจสุดขีดว่า "ฉันขับต่อไปไม่ได้ ไม่รู้วิธีขับรถ!"
ทุกวันนี้ จรัสศรีเป็นคนป่วยโรคอัลไซเมอร์เกือบขั้นสุดท้ายแล้ว
นั่นคือ ไม่สามารถจดจำในสิ่งใดได้ ลืมสิ้นทุกคนที่เคยรู้จัก ลืมวิธีการกิน การเดิน การพูด
ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างยากลำบากทั้งตัวผู้ป่วยเองและผู้ดูแลนวลศรีต้องอาบน้ำป้อนข้าว
ดูแลทุกอย่างทั้งการขับถ่ายและเมื่อเห็นแววตาพี่สาวคือจรัสศรีมองมายังตนแล้วนวลศรีก็อดสะท้อนใจไม่ได้เพราะแววตานั้น ไร้สิ้นซึ่งความหมายและความจดจำใดๆนี่คือ ความน่าสะพรึงกลัวของอัลไซเมอร์
ที่หากไม่อยากเป็นก็ต้องป้องกันตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ทำอย่างไร สมองไม่เสื่อมพญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน
นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม กล่าวว่าเนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรค
จึงยังไม่มีวิธีป้องกัน อย่างไรก็ตามโรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมองตีบ
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคสมองเสื่อมในคนไทยสามารถป้องกันได้โดยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม
การออกกำลังกาย การเลิกบุหรี่และการงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด
1. รับประทานอาหารที่ช่วยลดและชะลอความเสื่อมของเซลล์สมองและสารสื่อประสาท พบในธัญพืชต่างๆ จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง ข้าวกล้อง มันฝรั่ง กล้วย กะหล่ำปลี นมสดผักต่างๆช็อกโกแลต ขณะเดียวกันก็
Date: Tue, 22 May 2007 17:15:53 -0800
เป็นที่ทำให้เราถามตัวเองว่า ทุกวันนี้เราดูแลตัวเองและบุพการีแล้วหรือยัง
ก่อนที่เราจะลืม เชื่อมั้ยว่าระหว่างที่พิมพ์อยู่เนี่ย เราลืมไปแล้วว่าเพื่อนคนไหนส่งมา
(ถ้าคุณคือเพื่อนคนนั้นก็ทำใจหน่อยนะ) เป็นบ่อยมากเลย
อัลไซเมอร์ --- จวนเป็นกันรึยัง
อัลไซเมอร์ - อย่าให้เป็นเรา
อัลไซเมอร์ถือเป็นโรคที่บั่นทอนทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ไม่ได้ทำลายเฉพาะผู้ป่วยแต่ทำลายคนใกล้ชิดของผู้ป่วยอย่างยากที่จะทน
ลูกของคนไข้อัลไซเมอร์คนหนึ่งพูดถึงอัลไซเมอร์ว่ามันคือขโมยที่เข้ามาขโมยวิญญาณ
ขโมยหัวใจของคนที่เรารักไปนี่คือ อัลไซเมอร์-โรคที่ไม่มีใครอยากเป็นและไม่อยากให้คนที่รักเป็น
" นวลศรี อนันตกูล" เล่าถึงผู้เป็นพี่สาว "จรัสศรี อนันตกูล"
ว่าพี่สาวเป็นคนเก่ง เป็นคนสวยโดยสมัยที่ยังสาวก็ยิ่งสวยและมีเสน่ห์ เรียนจบปริญญา
โทแล้วเข้าทำงานรับราชการที่กรมพัฒนาที่ดินในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์วิจัยดิน
ขับรถเก่ง เปรี้ยวและกล้าตัดสินใจแต่แล้วก่อนที่จะเกษียณสัก 5-6 ปี
จรัสศรีเริ่มมีอาการหลงลืมรถขับกลับบ้านชนยับเยินมาทีเดียวแต่เมื่อถามก็ตอบไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น หนักๆ
เข้าก็ลืมวิธีขับรถโดยขณะที่ขับรถไปด้วยกันนั้นเอง ก็ขับต่อไม่ถูกกรีดเสียงตะโกนเสียงแหลมด้วยความตกใจสุดขีดว่า "ฉันขับต่อไปไม่ได้ ไม่รู้วิธีขับรถ!"
ทุกวันนี้ จรัสศรีเป็นคนป่วยโรคอัลไซเมอร์เกือบขั้นสุดท้ายแล้ว
นั่นคือ ไม่สามารถจดจำในสิ่งใดได้ ลืมสิ้นทุกคนที่เคยรู้จัก ลืมวิธีการกิน การเดิน การพูด
ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างยากลำบากทั้งตัวผู้ป่วยเองและผู้ดูแลนวลศรีต้องอาบน้ำป้อนข้าว
ดูแลทุกอย่างทั้งการขับถ่ายและเมื่อเห็นแววตาพี่สาวคือจรัสศรีมองมายังตนแล้วนวลศรีก็อดสะท้อนใจไม่ได้เพราะแววตานั้น ไร้สิ้นซึ่งความหมายและความจดจำใดๆนี่คือ ความน่าสะพรึงกลัวของอัลไซเมอร์
ที่หากไม่อยากเป็นก็ต้องป้องกันตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ทำอย่างไร สมองไม่เสื่อมพญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน
นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม กล่าวว่าเนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรค
จึงยังไม่มีวิธีป้องกัน อย่างไรก็ตามโรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมองตีบ
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคสมองเสื่อมในคนไทยสามารถป้องกันได้โดยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม
การออกกำลังกาย การเลิกบุหรี่และการงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด
1. รับประทานอาหารที่ช่วยลดและชะลอความเสื่อมของเซลล์สมองและสารสื่อประสาท พบในธัญพืชต่างๆ จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง ข้าวกล้อง มันฝรั่ง กล้วย กะหล่ำปลี นมสดผักต่างๆช็อกโกแลต ขณะเดียวกันก็
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 17
1. รับประทานอาหารที่ช่วยลดและชะลอความเสื่อมของเซลล์สมอง
และสารสื่อประสาท พบในธัญพืชต่างๆ จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง ข้าวกล้อง มันฝรั่ง กล้วย กะหล่ำปลี นมสดผักต่างๆช็อกโกแลต ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ของหวาน ผลไม้รสหวานจัดโดยพยายามทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ สำหรับโปรตีน เน้นเนื้อปลาบ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุไม่เจริญอาหารเนื่องจากขาดความกระตือรือล้นที่จะรับประทานหาสาเหตุให้พบและแก้ไข พึงสังวรว่าสารอาหารในแต่ละมื้อจำเป็นต่อสมอง ของท่าน
2. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ของหมักดอง และอาหารที่ใส่ผงชูรส
หลีกเลี่ยงกาเฟอีนในเครื่องดื่มพวกชากาแฟหรือโคล่าเพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้
ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ส่งผลให้วิตามินแร่ธาตุที่สำคัญเช่น วิตามินบีรวมโปแตสเซียม สังกะสี ถูกทำลาย สมองทำงานแย่
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยผู้สูงอายุสามารถออกกำลังเบาๆ
เช่นทำโยคะ หรือไทเก๊กที่เหมาะสมกับสุขภาพกาย ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินพิกัด
4. การควบคุมอาหารทำควบคู่กับการลดความเครียด ส่วนบุหรี่และแอลกอฮอล์งดเด็ดขาด
5. อย่าลืมดูแลตัวเองด้านจิตสังคม ด้วย รวมทั้งด้านกายภาพบำบัดและกิจกรรมฟื้นฟูความจำจัดกิจกรรมสำหรับตัวเองให้ใช้ความคิดอย่างสม่ำเสมอ เช่นคิดเลขเมื่อไปจ่ายตลาด บวกเลขทะเบียนรถ นับเลขถอยหลังจาก 500-1เป็นต้นนอกจากนี้ การเข้ากิจกรรม สังคมในทุกเรื่อง เช่น ร้องเพลง เล่นเกม
เต้นรำ ฯลฯมีส่วนสำคัญต่อการป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ทั้งสิ้น
แบบทดสอบต่อไปนี้ แปลจากบทความใน British Medical Association
โดยชาญกัญญา ตันติลีปิกร ( วท.ม.จิตวิทยาคลินิก)สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหิดล
และ พญ.โสภา เกริกไกรกุล หน่วยประสาทวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์ กรุงเทพฯ
และวชิรพยาบาลขอย้ำว่าเป็นแบบทดสอบเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งแม้จะตอบว่า "ใช่"
ทุกข้อก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอาการของอัลไซเมอร์
ทุกกรณีไปเนื่องจากการวินิจฉัยโรคจะมีปัจจัยเรื่องความถี่ที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย
1. หาของใช้ในบ้านไม่พบ
2. จำสถานที่ที่เคยไปบ่อยๆ ไม่ได้
3. ต้องกลับไปทบทวนงานที่แม้จะตั้งใจทำซ้ำถึง 2 ครั้ง
4. ลืมของที่ตั้งใจว่าจะนำเอาออกไปนอกบ้านด้วย
5. ลืมเรื่องที่ได้รับฟังมาเมื่อวานนี้หรือเมื่อ 2-3 วันก่อน
6. ลืมเพื่อนสนิทหรือญาติสนิทหรือบุคคลที่คบหากันบ่อยๆ
7. ไม่สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องในหนังสือพิมพ์หรือวารสารที่อ่าน
8. ลืมบอกข้อความที่คนอื่น วานให้มาบอกอีกคนหนึ่ง
9. ลืมข้อมูลส่วนตัวของตนเอง เช่น วันเกิด ที่อยู่
10. สับสนในรายละเอียดของเรื่องที่ได้รับฟังมา
และสารสื่อประสาท พบในธัญพืชต่างๆ จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง ข้าวกล้อง มันฝรั่ง กล้วย กะหล่ำปลี นมสดผักต่างๆช็อกโกแลต ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล ของหวาน ผลไม้รสหวานจัดโดยพยายามทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ สำหรับโปรตีน เน้นเนื้อปลาบ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุไม่เจริญอาหารเนื่องจากขาดความกระตือรือล้นที่จะรับประทานหาสาเหตุให้พบและแก้ไข พึงสังวรว่าสารอาหารในแต่ละมื้อจำเป็นต่อสมอง ของท่าน
2. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ของหมักดอง และอาหารที่ใส่ผงชูรส
หลีกเลี่ยงกาเฟอีนในเครื่องดื่มพวกชากาแฟหรือโคล่าเพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้
ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ส่งผลให้วิตามินแร่ธาตุที่สำคัญเช่น วิตามินบีรวมโปแตสเซียม สังกะสี ถูกทำลาย สมองทำงานแย่
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยผู้สูงอายุสามารถออกกำลังเบาๆ
เช่นทำโยคะ หรือไทเก๊กที่เหมาะสมกับสุขภาพกาย ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินพิกัด
4. การควบคุมอาหารทำควบคู่กับการลดความเครียด ส่วนบุหรี่และแอลกอฮอล์งดเด็ดขาด
5. อย่าลืมดูแลตัวเองด้านจิตสังคม ด้วย รวมทั้งด้านกายภาพบำบัดและกิจกรรมฟื้นฟูความจำจัดกิจกรรมสำหรับตัวเองให้ใช้ความคิดอย่างสม่ำเสมอ เช่นคิดเลขเมื่อไปจ่ายตลาด บวกเลขทะเบียนรถ นับเลขถอยหลังจาก 500-1เป็นต้นนอกจากนี้ การเข้ากิจกรรม สังคมในทุกเรื่อง เช่น ร้องเพลง เล่นเกม
เต้นรำ ฯลฯมีส่วนสำคัญต่อการป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ทั้งสิ้น
แบบทดสอบต่อไปนี้ แปลจากบทความใน British Medical Association
โดยชาญกัญญา ตันติลีปิกร ( วท.ม.จิตวิทยาคลินิก)สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหิดล
และ พญ.โสภา เกริกไกรกุล หน่วยประสาทวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์ กรุงเทพฯ
และวชิรพยาบาลขอย้ำว่าเป็นแบบทดสอบเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งแม้จะตอบว่า "ใช่"
ทุกข้อก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอาการของอัลไซเมอร์
ทุกกรณีไปเนื่องจากการวินิจฉัยโรคจะมีปัจจัยเรื่องความถี่ที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย
1. หาของใช้ในบ้านไม่พบ
2. จำสถานที่ที่เคยไปบ่อยๆ ไม่ได้
3. ต้องกลับไปทบทวนงานที่แม้จะตั้งใจทำซ้ำถึง 2 ครั้ง
4. ลืมของที่ตั้งใจว่าจะนำเอาออกไปนอกบ้านด้วย
5. ลืมเรื่องที่ได้รับฟังมาเมื่อวานนี้หรือเมื่อ 2-3 วันก่อน
6. ลืมเพื่อนสนิทหรือญาติสนิทหรือบุคคลที่คบหากันบ่อยๆ
7. ไม่สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องในหนังสือพิมพ์หรือวารสารที่อ่าน
8. ลืมบอกข้อความที่คนอื่น วานให้มาบอกอีกคนหนึ่ง
9. ลืมข้อมูลส่วนตัวของตนเอง เช่น วันเกิด ที่อยู่
10. สับสนในรายละเอียดของเรื่องที่ได้รับฟังมา
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 18
11. ลืมที่ที่เคยวางสิ่งของนั้นเป็นประจำหรือมองหาสิ่งของนั้นในที่ที่ไม่น่าจะวางไว้
12. ขณะเดินทางหรือเดินเล่นอยู่ในอาคารที่เคยไปบ่อยๆ เกิดเหตุการณ์หลงทิศหรือหลงทาง
13. ต้องทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างซ้ำถึง 2 ครั้งเพราะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเช่น ใส่น้ำตาลมากเกินไปในเวลาปรุงอาหาร หรือเดินไปหวีผมซ้ำอีกครั้ง ซึ่งเมื่อ สักครู่เพิ่งได้หวีผมเสร็จ
14. เล่าเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง ซึ่งเมื่อสักครู่เพิ่งได้เล่าเสร็จ
ถ้าติ๊กถูกทุกข้อ ก็ระวังหน่อย อาจถึงเวลาต้องไปพบแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยเกี่ยวกับระดับความถี่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย
ปี 2548 ไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ 1.94 แสนคนและในปี 2549 ตัวเลขขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2-3แสนคนโดยประมาณการผู้ป่วยในไทยคาดว่าจะทะลุหลักล้านภายใน 30 ปีข้างหน้า !"
พญ.สิรินทร กล่าว โรคนี้น่ากลัวกว่ามะเร็ง เพราะมะเร็งอาจหายหรือไม่หาย
แต่อัลไซเมอร์ ไม่มีทางหาย ถ้าไม่อยากเป็น 1 ในล้านคนของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
ก็ต้องพยายามทำตัวให้ห่างจากปัจจัยเสี่ยงศึกษาข้อมูลและเริ่มต้นปฏิบัติอย่างจริงจังโรคร้ายนี้ไม่เข้าใครออกใคร
เคยเก่งเคยฉลาดเป็นดอกเตอร์แต่ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมายว่าทั้งเก่งทั้งรอบรู้ขนาดไหนก็เป็นอัลไซเมอร์ได้เหมือนกัน
แต่ก็ไม่ต้องวิตกหรือกลัวมากเกินเหตุ ที่ขี้หลงขี้ลืมถี่ขึ้นพักหลังๆ นี้อาจเป็นเพียงความเสื่อมธรรมดา หากกังวลก็ไปพบแพทย์
12. ขณะเดินทางหรือเดินเล่นอยู่ในอาคารที่เคยไปบ่อยๆ เกิดเหตุการณ์หลงทิศหรือหลงทาง
13. ต้องทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างซ้ำถึง 2 ครั้งเพราะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเช่น ใส่น้ำตาลมากเกินไปในเวลาปรุงอาหาร หรือเดินไปหวีผมซ้ำอีกครั้ง ซึ่งเมื่อ สักครู่เพิ่งได้หวีผมเสร็จ
14. เล่าเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง ซึ่งเมื่อสักครู่เพิ่งได้เล่าเสร็จ
ถ้าติ๊กถูกทุกข้อ ก็ระวังหน่อย อาจถึงเวลาต้องไปพบแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยเกี่ยวกับระดับความถี่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย
ปี 2548 ไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ 1.94 แสนคนและในปี 2549 ตัวเลขขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2-3แสนคนโดยประมาณการผู้ป่วยในไทยคาดว่าจะทะลุหลักล้านภายใน 30 ปีข้างหน้า !"
พญ.สิรินทร กล่าว โรคนี้น่ากลัวกว่ามะเร็ง เพราะมะเร็งอาจหายหรือไม่หาย
แต่อัลไซเมอร์ ไม่มีทางหาย ถ้าไม่อยากเป็น 1 ในล้านคนของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
ก็ต้องพยายามทำตัวให้ห่างจากปัจจัยเสี่ยงศึกษาข้อมูลและเริ่มต้นปฏิบัติอย่างจริงจังโรคร้ายนี้ไม่เข้าใครออกใคร
เคยเก่งเคยฉลาดเป็นดอกเตอร์แต่ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมายว่าทั้งเก่งทั้งรอบรู้ขนาดไหนก็เป็นอัลไซเมอร์ได้เหมือนกัน
แต่ก็ไม่ต้องวิตกหรือกลัวมากเกินเหตุ ที่ขี้หลงขี้ลืมถี่ขึ้นพักหลังๆ นี้อาจเป็นเพียงความเสื่อมธรรมดา หากกังวลก็ไปพบแพทย์
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 19
ข้อแนะนำที่น่าอ่านค่ะ
Date: Wed, 16 May 2007 23:42:36 -0800
น่าสนใจและดีมากสำหรับสุภาพสตรี
1. เคล็ดลับจากวิชาเทควันโด้
ข้อศอกเป็นจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของร่างกาย
หากถูกทำร้าย หรือกำลังจะถูกทำร้าย และคุณอยู่ในระยะที่ใกล้พอ
จงใช้ข้อศอกให้เป็นประโยชน์
(ถองกบาลหรือกกหูมันแรงๆ )
2. ข้อแนะนำจากหนังสือแนะนำนักท่องเที่ยวเมืองนิวออร์ลีนส์ หากถูกโจรจี้และขอกระเป๋าถือหรือ
กระเป๋าสตางค์ อย่ายื่นกระเป๋าให้โจร
แต่ให้เขวี้ยงกระเป๋าไปไกลๆ เพราะเป็นไปได้ว่าเจ้าโจรนั่น
อาจสนใจเงินหรือข้าวของในกระเป๋ามากกว่าตัวคุณมันจะวิ่งไปคว้ากระเป๋าที่คุณโยนออกไป
ทีนี้ก็จงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปในทิศทางตรงกันข้าม
3. ถ้าถูกจับขังในฝากระโปรงท้ายรถพยายามทุบให้ไฟท้ายรถหลุดออกจากนั้นยื่นแขนออกมาจากรูโหว่แล้วโบกสุดฤทธิ์ คนขับมองไม่เห็นคุณ แต่รับรองชาวบ้านเห็นแน่ๆวิธีนี้ช่วยชีวิตคนมานักต่อนักแล้ว
4. อย่านั่งแช่ในรถ สาวๆ ทั้งหลาย เมื่อเสร็จภารกิจช้อปปิ้ง กินข้าว
เลิกงาน ฯลฯ สาว ๆ เมื่อก้าวขึ้นรถแล้ว ก็มักจะ นั่งแช่ ทำอะไรต่อมิอะไรกระจุกกระจิก
เป็นต้นว่า ดูสมุดบัญชี จดลิสต์รายการ ข้าวของ หรือเรื่องที่จะต้องทำ หรืออื่นๆ ขอเตือนว่าอย่าทำเช่นนี้เป็นอันขาด ผู้ร้ายอาจ กำลังจับ ตาเฝ้าดูคุณอยู่ การที่นั่งจ่อมอยู่อย่างนี้แหละจะเป็นโอกาสอันงามที่มันจะก้าวขึ้นมานั่งในรถข้างๆ คุณ เอาปืนจี้แล้ว สั่งให้พาไปไหนต่อไหน
เพราะฉะนั้นก้าวขึ้นนั่งในรถเมื่อไรให้รีบล็อคประตูแล้วออกรถทันที
5. ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ เมื่อคุณต้องเดินไปยังรถที่จอดในลานจอดรถ โรงจอดรถ หรืออาคารที่จอดรถ
ก. ประสาทตื่นตัว หมั่นสำรวจรอบตัวมองข้างในรถทั้งที่นั่งข้างคนขับ พื้นรถรวมถึง เบาะหลังด้วย
ข. ถ้ารถคุณจอดอยู่ข้างรถตู้คันใหญ่
แนะนำให้ขึ้นรถด้านประตูผู้โดยสาร ผู้ร้ายส่วนใหญ่มักฉวยโอกาส
จังหวะที่เหยื่อกำลังเปิดประตูรถลากตัวเหยื่อขึ้นรถตู้
ค. ดูรถที่จอดอยู่ข้างรถคุณทั้งฝั่งซ้ายและขวาหากมีผู้ชายนั่งอยู่คนเดียวตรงเบาะด้านที่ใกล้รถคุณควรหลีกเลี่ยงด้วยการเดินกลับเข้าไปในห้างหรือที่ทำงาน แล้วขอให้เจ้าหน้าที่ห้าง หรือ รปภ.
หรือเพื่อนชายเดินกลับมาส่งที่รถ ปลอดภัยไว้ก่อน ดีกว่าต้องเสียใจทีหลัง(โดนหาว่าประสาทดีกว่าต้องซี้ม่องเท่ง)
6. ควรใช้ลิฟต์แทนการขึ้นลงทางบันได บันไดเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดถ้าอยู่คนเดียว รวมทั้งเป็นจุดที่เกิดอาชญากรรมได้ดีที่สุด
7. หากผู้ร้ายมีปืน และคุณยังไม่ได้ถูกจี้ . วิ่งหนี! โอกาสที่มันจะยิงโดนคุณมีเพียง 4 ใน 100 ครั้งเท่านั้น (เป้าเคลื่อนที่) และถึงจะยิงโดน ก็เป็นไปได้มากว่าจะไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เพราะงั้นวิ่งลูกเดียว!
8. ผู้หญิงมักใจอ่อนขี้สงสารและเห็นอกเห็นใจไม่ต้องเลย เพราะอาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย ข่มขืน หรือฆาตกรรมได้ กรณีนี้มีตัวอย่างมาแล้ว ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งในอเมริกาชื่อ เท็ด เบินดี้มเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีการศึกษา มักใช้กลวิธีเรียกร้องความสงสารจากเหยื่อเพศหญิงซึ่งไม่ได้เกิดความสงสัยสักนิด เขาหลอกลวงเหยื่อให้ตายใจด้วยการเดิน โดยอาศัยไม้เท้า หรือแสร้งทำขากะเผลก จากนั้นจะขอ "ความช่วยเหลือ" จากเหยื่อให้ช่วยพยุงขึ้นรถ จากนั้นก็ใช้จังหวะนั้นลักพาตัวไป
9. จากหนังสือภัยจาก 108 มงกุฏ เมื่อคุณกลับบ้านในเวลากลางคืน
หากถูกคนร้ายจี้ ชิงทรัพย์ ฯลฯ เวลาร้องขอความช่วยเหลือให้ร้องว่า
"ไฟไหม้" แทนคำว่า"ช่วยด้วย"เพราะคำว่าไฟใหม้จะทำให้ชาวบ้านในระแวกนั้นตกใจตื่นและออกมาดูสถานการณ์ได้เร็วกว่าหากท่านเห็นว่าข้อความที่อ่านมาอาจเป็นประโยชน์ต่อคนที่ท่านรู้จักท่านสามารถส่งต่อได้โดยเฉพาะเพื่อน พี่ น้องที่เป็นเพศหญิง เพื่อเตือนให้เธอเหล่านั้นระลึก อยู่เสมอว่า "โลกใบนี้มีคนวิกลจริตอาศัยอยู่มาก . ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเสียใจภายหลัง"
Date: Wed, 16 May 2007 23:42:36 -0800
น่าสนใจและดีมากสำหรับสุภาพสตรี
1. เคล็ดลับจากวิชาเทควันโด้
ข้อศอกเป็นจุดที่แข็งแกร่งที่สุดของร่างกาย
หากถูกทำร้าย หรือกำลังจะถูกทำร้าย และคุณอยู่ในระยะที่ใกล้พอ
จงใช้ข้อศอกให้เป็นประโยชน์
(ถองกบาลหรือกกหูมันแรงๆ )
2. ข้อแนะนำจากหนังสือแนะนำนักท่องเที่ยวเมืองนิวออร์ลีนส์ หากถูกโจรจี้และขอกระเป๋าถือหรือ
กระเป๋าสตางค์ อย่ายื่นกระเป๋าให้โจร
แต่ให้เขวี้ยงกระเป๋าไปไกลๆ เพราะเป็นไปได้ว่าเจ้าโจรนั่น
อาจสนใจเงินหรือข้าวของในกระเป๋ามากกว่าตัวคุณมันจะวิ่งไปคว้ากระเป๋าที่คุณโยนออกไป
ทีนี้ก็จงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปในทิศทางตรงกันข้าม
3. ถ้าถูกจับขังในฝากระโปรงท้ายรถพยายามทุบให้ไฟท้ายรถหลุดออกจากนั้นยื่นแขนออกมาจากรูโหว่แล้วโบกสุดฤทธิ์ คนขับมองไม่เห็นคุณ แต่รับรองชาวบ้านเห็นแน่ๆวิธีนี้ช่วยชีวิตคนมานักต่อนักแล้ว
4. อย่านั่งแช่ในรถ สาวๆ ทั้งหลาย เมื่อเสร็จภารกิจช้อปปิ้ง กินข้าว
เลิกงาน ฯลฯ สาว ๆ เมื่อก้าวขึ้นรถแล้ว ก็มักจะ นั่งแช่ ทำอะไรต่อมิอะไรกระจุกกระจิก
เป็นต้นว่า ดูสมุดบัญชี จดลิสต์รายการ ข้าวของ หรือเรื่องที่จะต้องทำ หรืออื่นๆ ขอเตือนว่าอย่าทำเช่นนี้เป็นอันขาด ผู้ร้ายอาจ กำลังจับ ตาเฝ้าดูคุณอยู่ การที่นั่งจ่อมอยู่อย่างนี้แหละจะเป็นโอกาสอันงามที่มันจะก้าวขึ้นมานั่งในรถข้างๆ คุณ เอาปืนจี้แล้ว สั่งให้พาไปไหนต่อไหน
เพราะฉะนั้นก้าวขึ้นนั่งในรถเมื่อไรให้รีบล็อคประตูแล้วออกรถทันที
5. ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ เมื่อคุณต้องเดินไปยังรถที่จอดในลานจอดรถ โรงจอดรถ หรืออาคารที่จอดรถ
ก. ประสาทตื่นตัว หมั่นสำรวจรอบตัวมองข้างในรถทั้งที่นั่งข้างคนขับ พื้นรถรวมถึง เบาะหลังด้วย
ข. ถ้ารถคุณจอดอยู่ข้างรถตู้คันใหญ่
แนะนำให้ขึ้นรถด้านประตูผู้โดยสาร ผู้ร้ายส่วนใหญ่มักฉวยโอกาส
จังหวะที่เหยื่อกำลังเปิดประตูรถลากตัวเหยื่อขึ้นรถตู้
ค. ดูรถที่จอดอยู่ข้างรถคุณทั้งฝั่งซ้ายและขวาหากมีผู้ชายนั่งอยู่คนเดียวตรงเบาะด้านที่ใกล้รถคุณควรหลีกเลี่ยงด้วยการเดินกลับเข้าไปในห้างหรือที่ทำงาน แล้วขอให้เจ้าหน้าที่ห้าง หรือ รปภ.
หรือเพื่อนชายเดินกลับมาส่งที่รถ ปลอดภัยไว้ก่อน ดีกว่าต้องเสียใจทีหลัง(โดนหาว่าประสาทดีกว่าต้องซี้ม่องเท่ง)
6. ควรใช้ลิฟต์แทนการขึ้นลงทางบันได บันไดเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดถ้าอยู่คนเดียว รวมทั้งเป็นจุดที่เกิดอาชญากรรมได้ดีที่สุด
7. หากผู้ร้ายมีปืน และคุณยังไม่ได้ถูกจี้ . วิ่งหนี! โอกาสที่มันจะยิงโดนคุณมีเพียง 4 ใน 100 ครั้งเท่านั้น (เป้าเคลื่อนที่) และถึงจะยิงโดน ก็เป็นไปได้มากว่าจะไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เพราะงั้นวิ่งลูกเดียว!
8. ผู้หญิงมักใจอ่อนขี้สงสารและเห็นอกเห็นใจไม่ต้องเลย เพราะอาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกาย ข่มขืน หรือฆาตกรรมได้ กรณีนี้มีตัวอย่างมาแล้ว ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งในอเมริกาชื่อ เท็ด เบินดี้มเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีการศึกษา มักใช้กลวิธีเรียกร้องความสงสารจากเหยื่อเพศหญิงซึ่งไม่ได้เกิดความสงสัยสักนิด เขาหลอกลวงเหยื่อให้ตายใจด้วยการเดิน โดยอาศัยไม้เท้า หรือแสร้งทำขากะเผลก จากนั้นจะขอ "ความช่วยเหลือ" จากเหยื่อให้ช่วยพยุงขึ้นรถ จากนั้นก็ใช้จังหวะนั้นลักพาตัวไป
9. จากหนังสือภัยจาก 108 มงกุฏ เมื่อคุณกลับบ้านในเวลากลางคืน
หากถูกคนร้ายจี้ ชิงทรัพย์ ฯลฯ เวลาร้องขอความช่วยเหลือให้ร้องว่า
"ไฟไหม้" แทนคำว่า"ช่วยด้วย"เพราะคำว่าไฟใหม้จะทำให้ชาวบ้านในระแวกนั้นตกใจตื่นและออกมาดูสถานการณ์ได้เร็วกว่าหากท่านเห็นว่าข้อความที่อ่านมาอาจเป็นประโยชน์ต่อคนที่ท่านรู้จักท่านสามารถส่งต่อได้โดยเฉพาะเพื่อน พี่ น้องที่เป็นเพศหญิง เพื่อเตือนให้เธอเหล่านั้นระลึก อยู่เสมอว่า "โลกใบนี้มีคนวิกลจริตอาศัยอยู่มาก . ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าเสียใจภายหลัง"
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 20
ต้องอ่านนะ..เพราะห่วง
Date: Mon, 18 Jun 2007 17:33:47 -0800
คน ๆ หนึ่งนั่งลงบนเบาะตัวหนึ่งในโรงหนังที่มีอะไร
บางอย่างแทงขึ้นมาจากเบาะเธอลุกขึ้นเพื่อจะมองดูว่าเป็นอะไร
เธอพบว่าเป็นเข็มอันหนึ่งที่มีกระดาษเขียนติดไว้ว่า
คุณติดเชื้อเอดส์เข้าแล้ว
รายงานจากศูนย์ควบคุมโรคของเมืองเมลเบอร์นแจ้งว่า
เกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้หลายครั้งในประเทศออสเตรเลียเข็มทุกอัน
พิสูจน์แล้วว่ามีเชื้อเอดส์
นอกจากนี้ยังพบเข็มในช่องจ่ายเงินสดของเครื่องเราจึงได้แต่เตือนให้ผู้ใช้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรื่องนี้เก้าอี้ที่นั่งสาธารณะควรตรวจดูให้ดีก่อนที่จะนั่งประชาชน17 คนถูกแทงด้วยเข็มและติดเชื้อเอดส์ทางแถบชานเมืองทิศตะวันตกในเดือนที่ ผ่านมาการตรวจดูเก้าอี้นั่งการตรวจอย่างละเอียดโดยการมองด้วยสายตาก็น่าจะเพียงพอนอกเหนือจากนี้คุณสามารถช่วยส่งข่าวนี้ไปให้สมาชิก,คนในครอบครัวและเพื่อน ๆ
ที่คุณคิดว่า เขาจะได้รับอันตรายจากการนั่งในที่สาธารณะได้*สำคัญมาก* เพียงแค่คิดว่าจะช่วยชีวิตคนสักคนหนึ่งที่คุณไม่รู้จัก
หรือสำหรับคนที่คุณรักและห่วงใย โดยสละเวลาเพียง 2-3 วินาที
ส่ง Mail นี้ต่อไปยังเพื่อนๆที่คุณรัก
Date: Mon, 18 Jun 2007 17:33:47 -0800
คน ๆ หนึ่งนั่งลงบนเบาะตัวหนึ่งในโรงหนังที่มีอะไร
บางอย่างแทงขึ้นมาจากเบาะเธอลุกขึ้นเพื่อจะมองดูว่าเป็นอะไร
เธอพบว่าเป็นเข็มอันหนึ่งที่มีกระดาษเขียนติดไว้ว่า
คุณติดเชื้อเอดส์เข้าแล้ว
รายงานจากศูนย์ควบคุมโรคของเมืองเมลเบอร์นแจ้งว่า
เกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้หลายครั้งในประเทศออสเตรเลียเข็มทุกอัน
พิสูจน์แล้วว่ามีเชื้อเอดส์
นอกจากนี้ยังพบเข็มในช่องจ่ายเงินสดของเครื่องเราจึงได้แต่เตือนให้ผู้ใช้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรื่องนี้เก้าอี้ที่นั่งสาธารณะควรตรวจดูให้ดีก่อนที่จะนั่งประชาชน17 คนถูกแทงด้วยเข็มและติดเชื้อเอดส์ทางแถบชานเมืองทิศตะวันตกในเดือนที่ ผ่านมาการตรวจดูเก้าอี้นั่งการตรวจอย่างละเอียดโดยการมองด้วยสายตาก็น่าจะเพียงพอนอกเหนือจากนี้คุณสามารถช่วยส่งข่าวนี้ไปให้สมาชิก,คนในครอบครัวและเพื่อน ๆ
ที่คุณคิดว่า เขาจะได้รับอันตรายจากการนั่งในที่สาธารณะได้*สำคัญมาก* เพียงแค่คิดว่าจะช่วยชีวิตคนสักคนหนึ่งที่คุณไม่รู้จัก
หรือสำหรับคนที่คุณรักและห่วงใย โดยสละเวลาเพียง 2-3 วินาที
ส่ง Mail นี้ต่อไปยังเพื่อนๆที่คุณรัก
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 21
..เรื่องบางเรื่องที่คุณคิดว่าเล็กน้อย อาจนำมาซึ่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไม่น่าเชื่อ...
การใช้แปรงสีฟันร่วมกัน
สิ่งที่คุณคิด : ใช้แปรงสีฟันด้ามเดียวกับแฟน ดูโรแมนติกดีจัง
สิ่งที่ถูกต้อง : แบคทีเรียในช่องปากนั้นสะสมอยู่มากมายในแปรงสีฟัน หากใช้ร่วมกัน อาจทำให้ อาจทำให้ติดโรคภายในช่องปาก หรือโรคติดเชื้อจากแผลในช่องปากด้วย หากวันใดเพื่อนหรือแฟนไม่มีแปรงสีฟันจริงๆ ให้เขาใช้น้ำยาบ้วนปากแทน เพราะน้ำยาบ้วนปากจะช่วยยับยั้งการก่อตัวของเชื้อแบคทีเรีย และทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นอีกด้วย
ใช้เครื่องเป่ามือตามห้องน้ำสาธารณะ
สิ่งที่คุณคิด : หลังเข้าห้องน้ำแล้วควรล้างมือทุกครั้ง แล้วตบท้ายด้วยการเป่ามือให้แห้ง เพื่อฆ่าเชื้อโรคให้หมดไป
สิ่งที่ถูกต้อง : ขอร้องเลยว่า อย่าทำให้มือแห้งด้วยเครื่องเป่ามือตามที่สาธารณะทั่วไป เพราะท่อส่งอากาศที่ถูกเป่าออกมานั้น เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ที่กำลังแพร่ขยายพันธุ์อยู่ ผลที่ได้คือ มือของคุณจะปราศจากแบคทีเรีย แต่จะอุดมไปด้วยเชื้อโรคมากกว่าตอนก่อนล้างมือเสียอีก ดังนั้นควรซับมือด้วยกระดาษชำระ หรือผ้าเช็ดมือแบบใช้ครั้งเดียวเท่านั้น
การนั่งบนชักโครกสาธารณะ
สิ่งที่คุณคิด : ดูแล้วฝารองนั่งก็สะอาดดี นั่งไปเลยก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก
สิ่งที่ถูกต้อง : เวลาสาวๆนั่งปัสสาวะหรือถ่ายทุกข์แบบหนัก ไม่ว่าจะน้ำปัสสาวะ หรือของเสียอื่นๆ ก็อาจจะมีบางส่วนที่กระเด็นมาสะสมกันอยู่ที่บริเวณโถรองนั่งของชักโครก จนเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคขนาดมหึมา ฉะนั้นก่อนเข้าห้องน้ำสาธารณะทุกครั้ง เช็ดให้สะอาดด้วยกระดาษชำระชุบน้ำ แล้วตามด้วยกระดาษชำระที่แห้งวางทับบนโถรองนั่ง ก่อนปลดทุกข์ทุกครั้ง รับรองว่าวิธีการนี้ได้ผลแน่นอน
การกลั้นจาม
สิ่งที่คุณคิด : ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยก็แค่กลั้นจามเท่านั้น ก็การจามดังๆ ดูไม่มีมารยาท แถมยังอาจถูกมองว่าทำตัวสกปรกอีกด้วย
สิ่งที่ถูกต้อง : คุณรู้ไหมว่าอัตราความเร็วในการจามแต่ละครั้งนั้นสูงถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทีเดียว ดังนั้นการยื้อหรือกลั้นไม่ให้จามนั้นจะก่อให้เกิดแรงอัดอากาศภายใน อาจส่งผลทำให้เยื่อแก้วหูแตกหรือเป็นรูได้
กินยาแก้ปวดทุกครั้งที่ปวดศีรษะ
สิ่งที่คุณคิด : ก็ปวดหัวนี่นา ถ้าไม่กินยาแก้ปวด แล้วจะหายปวดหัวได้อย่างไร
สิ่งที่ถูกต้อง : การรับประทานยาแก้ปวดหัวบ่อยๆ และเป็นเวลานานจะมีผลทำให้ตัวยาสะสมและอาจกัดจนเป็นแผลในช่องท้อง หรือมีผลให้ตับทำงานหนักจนเกิดผลเสียกับตับได้ หนทางแก้ไขก็คือ เมื่อมีอาการปวดศีรษะ ให้พยายามดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือถ้าปวดศีรษะเนื่องจากนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็ให้พักสายตาชั่วโมงละ 5 นาที ช่วงทานข้าวกลางวันก็ออกไปเดินเล่นเสียหน่อยเพื่อเป็นการพักผ่อนสายตาไปในตัว
การใช้แปรงสีฟันร่วมกัน
สิ่งที่คุณคิด : ใช้แปรงสีฟันด้ามเดียวกับแฟน ดูโรแมนติกดีจัง
สิ่งที่ถูกต้อง : แบคทีเรียในช่องปากนั้นสะสมอยู่มากมายในแปรงสีฟัน หากใช้ร่วมกัน อาจทำให้ อาจทำให้ติดโรคภายในช่องปาก หรือโรคติดเชื้อจากแผลในช่องปากด้วย หากวันใดเพื่อนหรือแฟนไม่มีแปรงสีฟันจริงๆ ให้เขาใช้น้ำยาบ้วนปากแทน เพราะน้ำยาบ้วนปากจะช่วยยับยั้งการก่อตัวของเชื้อแบคทีเรีย และทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นอีกด้วย
ใช้เครื่องเป่ามือตามห้องน้ำสาธารณะ
สิ่งที่คุณคิด : หลังเข้าห้องน้ำแล้วควรล้างมือทุกครั้ง แล้วตบท้ายด้วยการเป่ามือให้แห้ง เพื่อฆ่าเชื้อโรคให้หมดไป
สิ่งที่ถูกต้อง : ขอร้องเลยว่า อย่าทำให้มือแห้งด้วยเครื่องเป่ามือตามที่สาธารณะทั่วไป เพราะท่อส่งอากาศที่ถูกเป่าออกมานั้น เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ที่กำลังแพร่ขยายพันธุ์อยู่ ผลที่ได้คือ มือของคุณจะปราศจากแบคทีเรีย แต่จะอุดมไปด้วยเชื้อโรคมากกว่าตอนก่อนล้างมือเสียอีก ดังนั้นควรซับมือด้วยกระดาษชำระ หรือผ้าเช็ดมือแบบใช้ครั้งเดียวเท่านั้น
การนั่งบนชักโครกสาธารณะ
สิ่งที่คุณคิด : ดูแล้วฝารองนั่งก็สะอาดดี นั่งไปเลยก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก
สิ่งที่ถูกต้อง : เวลาสาวๆนั่งปัสสาวะหรือถ่ายทุกข์แบบหนัก ไม่ว่าจะน้ำปัสสาวะ หรือของเสียอื่นๆ ก็อาจจะมีบางส่วนที่กระเด็นมาสะสมกันอยู่ที่บริเวณโถรองนั่งของชักโครก จนเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคขนาดมหึมา ฉะนั้นก่อนเข้าห้องน้ำสาธารณะทุกครั้ง เช็ดให้สะอาดด้วยกระดาษชำระชุบน้ำ แล้วตามด้วยกระดาษชำระที่แห้งวางทับบนโถรองนั่ง ก่อนปลดทุกข์ทุกครั้ง รับรองว่าวิธีการนี้ได้ผลแน่นอน
การกลั้นจาม
สิ่งที่คุณคิด : ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยก็แค่กลั้นจามเท่านั้น ก็การจามดังๆ ดูไม่มีมารยาท แถมยังอาจถูกมองว่าทำตัวสกปรกอีกด้วย
สิ่งที่ถูกต้อง : คุณรู้ไหมว่าอัตราความเร็วในการจามแต่ละครั้งนั้นสูงถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทีเดียว ดังนั้นการยื้อหรือกลั้นไม่ให้จามนั้นจะก่อให้เกิดแรงอัดอากาศภายใน อาจส่งผลทำให้เยื่อแก้วหูแตกหรือเป็นรูได้
กินยาแก้ปวดทุกครั้งที่ปวดศีรษะ
สิ่งที่คุณคิด : ก็ปวดหัวนี่นา ถ้าไม่กินยาแก้ปวด แล้วจะหายปวดหัวได้อย่างไร
สิ่งที่ถูกต้อง : การรับประทานยาแก้ปวดหัวบ่อยๆ และเป็นเวลานานจะมีผลทำให้ตัวยาสะสมและอาจกัดจนเป็นแผลในช่องท้อง หรือมีผลให้ตับทำงานหนักจนเกิดผลเสียกับตับได้ หนทางแก้ไขก็คือ เมื่อมีอาการปวดศีรษะ ให้พยายามดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือถ้าปวดศีรษะเนื่องจากนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็ให้พักสายตาชั่วโมงละ 5 นาที ช่วงทานข้าวกลางวันก็ออกไปเดินเล่นเสียหน่อยเพื่อเป็นการพักผ่อนสายตาไปในตัว
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 22
จากภาพวิดิทัศน์ เกี่ยวกับไฟฟ้าสถิตย์
ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่ง เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้หลังจากออกจากรถ และตรงเข้าไปจับหัวจ่ายน้ำมัน เราก็รับทราบอุบัติเหตุคล้ายๆ กันนี้
We want to share the lesson of the day with everyone
โดยสภาพทั่วไปของสถานีบริการน้ำมันที่ต้องบริการเติมน้ำมันเองนั้น ผู้ที่มาใช้บริการควรได้รับการเตือนเกี่ยวกับการเกิดไฟไหม้ ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสไฟฟ้าสถิตย์ระหว่างที่เขากำลังเติมน้ำมัน
มีการสืบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในลักษะณะเดียวกันนี้ 150 อุบัติเหตุ ผลการสืบสวนเป็นที่น่าประหลาดใจคือ
1- จากอุบัติเหตุ 150 ครั้งที่เกิดขึ้น เกิดอุบัติเหตุกับผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีนิสัยที่จะเข้า ออก รถ ระหว่างการเติมน้ำมัน มากกว่าผู้ชาย
2- ส่วนใหญ่พบว่า อุบัติเหตุเกิดจากผู้ใช้ยานพาหนะเข้าไปในยานพาหนะอีกครั้งระหว่างที่น้ำมันกำลังไหลเข้าสู่ถัง (อันตรายจากหัวจ่ายน้ำมัน) เมื่อมีการเติมน้ำมันเรียบร้อย
ผู้ใช้บริการออกจากรถเพื่อดึงสายจ่ายน้ำมันออกจากตัวถังรถ จะมีไฟไหม้ขึ้น เนื่องจากกระแสไฟฟ้าสถิตย์
3- ผู้ใช้บริการที่เกิดไฟไหม้ส่วนใหญ่สวมรองเท้าส้นยาง และ สวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์
4- ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเติมน้ำมัน
5- เป็นที่ทราบกันว่า ไอน้ำมันซึ่งระเหยมาจากน้ำมันนั้น เผาไหม้และติดไฟได้ เมื่อมันทำปฏิกิริยากับวัตถุที่มีไฟฟ้าสถิตย์
6- อุบัติเหตุไฟไหม้ที่นำมาสืบสวนจำนวน 29 ครั้ง พบว่าเกิดจากผู้ใช้บริการ เข้าไปในรถอีกครั้งและ กลับออกมาสัมผัสหัวจ่ายน้ำมัน ระหว่างการเติมน้ำมัน ซึ่งอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นกับรถหลากหลายยี่ห้อ และหลายรุ่น
7- อุบัติเหตุไฟไหม้ 17 ครั้ง เกิดขึ้น ก่อน หรือ ระหว่าง หรือ หลังจากการเปิดฝาน้ำมันโดยทันที และเกิดก่อนการเติมน้ำมัน
8- กระแสไฟฟ้าสถิตย์ มักจะเกิดจากการที่เสื้อผ้าของผู้ใช้บริการซึ่งเสียดสีกับผ้าคลุมเบาะที่นั่ง ระหว่างที่เข้าหรือออกจากรถ เพื่อจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นี้ มีคำแนะนำว่า ผู้โดยสารทุกท่านไม่ควรเข้าหรือออกจากรถ ระหว่างการเติมน้ำมัน การเข้าหรือออกจากรถ ควรกระทำ ก่อนการเติมน้ำมัน หรือเมื่อเติมน้ำมันเสร็จและปิดฝาถังเรีบบร้อยแล้ว
9- ใช้ความระมัดระวังอย่างสูง หากว่ามีน้ำมันหกเลอะ และ กระเด็นลงพื้น ไอน้ำมันซึ่งง่ายกับการติดไฟ สามารถติดไฟง่ายโดยประกายไฟ ของไฟฟ้าสถิตย์ จากการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรศัพท์มือถือ รีโมทคอนโทรล หรือ การจุดระเบิดโดยตัวเครื่องยนต์ของพาหนะเอง ดังนั้นก่อนสตาร์ทรถ ควรทำความสะอาดน้ำมันที่หก โดยพนักงานของสถานีบริการน้ำมัน
วิธีเติมน้ำมันที่ถูกต้อง
ระหว่างอยู่ในรถ: หยุดรถ ดึงเบรคมือ ปิดสวิทซ์เครื่องยนต์ วิทยุ และไฟ
ห้าม: ห้ามกลับเข้าไปในรถระหว่างกำลังเติมน้ำมัน
ระมัดระวังดังนี้: ปิดประตูรถทุกครั้ง เมื่อเข้า หรือออกจากรถ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ประจุไฟฟ้าสถิตย์ ไม่ทำงานเมื่อสัมผัสกับโลหะ หลังจากปิดประตูรถ พยายามสัมผัสกับส่วนที่เป็นโลหะ ก่อนสัมผัส หัวจ่ายน้ำมัน การปฏิบัติเช่นนี้ กระแสไฟฟ้าสถิตย์ในตัวคุณ จะหมดสภาพไปกับโลหะ ไม่ใช่กับหัวจ่ายน้ำมัน
ซึ่งผู้หญิงคนหนึ่ง เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้หลังจากออกจากรถ และตรงเข้าไปจับหัวจ่ายน้ำมัน เราก็รับทราบอุบัติเหตุคล้ายๆ กันนี้
We want to share the lesson of the day with everyone
โดยสภาพทั่วไปของสถานีบริการน้ำมันที่ต้องบริการเติมน้ำมันเองนั้น ผู้ที่มาใช้บริการควรได้รับการเตือนเกี่ยวกับการเกิดไฟไหม้ ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสไฟฟ้าสถิตย์ระหว่างที่เขากำลังเติมน้ำมัน
มีการสืบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในลักษะณะเดียวกันนี้ 150 อุบัติเหตุ ผลการสืบสวนเป็นที่น่าประหลาดใจคือ
1- จากอุบัติเหตุ 150 ครั้งที่เกิดขึ้น เกิดอุบัติเหตุกับผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีนิสัยที่จะเข้า ออก รถ ระหว่างการเติมน้ำมัน มากกว่าผู้ชาย
2- ส่วนใหญ่พบว่า อุบัติเหตุเกิดจากผู้ใช้ยานพาหนะเข้าไปในยานพาหนะอีกครั้งระหว่างที่น้ำมันกำลังไหลเข้าสู่ถัง (อันตรายจากหัวจ่ายน้ำมัน) เมื่อมีการเติมน้ำมันเรียบร้อย
ผู้ใช้บริการออกจากรถเพื่อดึงสายจ่ายน้ำมันออกจากตัวถังรถ จะมีไฟไหม้ขึ้น เนื่องจากกระแสไฟฟ้าสถิตย์
3- ผู้ใช้บริการที่เกิดไฟไหม้ส่วนใหญ่สวมรองเท้าส้นยาง และ สวมใส่เสื้อผ้าใยสังเคราะห์
4- ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเติมน้ำมัน
5- เป็นที่ทราบกันว่า ไอน้ำมันซึ่งระเหยมาจากน้ำมันนั้น เผาไหม้และติดไฟได้ เมื่อมันทำปฏิกิริยากับวัตถุที่มีไฟฟ้าสถิตย์
6- อุบัติเหตุไฟไหม้ที่นำมาสืบสวนจำนวน 29 ครั้ง พบว่าเกิดจากผู้ใช้บริการ เข้าไปในรถอีกครั้งและ กลับออกมาสัมผัสหัวจ่ายน้ำมัน ระหว่างการเติมน้ำมัน ซึ่งอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นกับรถหลากหลายยี่ห้อ และหลายรุ่น
7- อุบัติเหตุไฟไหม้ 17 ครั้ง เกิดขึ้น ก่อน หรือ ระหว่าง หรือ หลังจากการเปิดฝาน้ำมันโดยทันที และเกิดก่อนการเติมน้ำมัน
8- กระแสไฟฟ้าสถิตย์ มักจะเกิดจากการที่เสื้อผ้าของผู้ใช้บริการซึ่งเสียดสีกับผ้าคลุมเบาะที่นั่ง ระหว่างที่เข้าหรือออกจากรถ เพื่อจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นี้ มีคำแนะนำว่า ผู้โดยสารทุกท่านไม่ควรเข้าหรือออกจากรถ ระหว่างการเติมน้ำมัน การเข้าหรือออกจากรถ ควรกระทำ ก่อนการเติมน้ำมัน หรือเมื่อเติมน้ำมันเสร็จและปิดฝาถังเรีบบร้อยแล้ว
9- ใช้ความระมัดระวังอย่างสูง หากว่ามีน้ำมันหกเลอะ และ กระเด็นลงพื้น ไอน้ำมันซึ่งง่ายกับการติดไฟ สามารถติดไฟง่ายโดยประกายไฟ ของไฟฟ้าสถิตย์ จากการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรศัพท์มือถือ รีโมทคอนโทรล หรือ การจุดระเบิดโดยตัวเครื่องยนต์ของพาหนะเอง ดังนั้นก่อนสตาร์ทรถ ควรทำความสะอาดน้ำมันที่หก โดยพนักงานของสถานีบริการน้ำมัน
วิธีเติมน้ำมันที่ถูกต้อง
ระหว่างอยู่ในรถ: หยุดรถ ดึงเบรคมือ ปิดสวิทซ์เครื่องยนต์ วิทยุ และไฟ
ห้าม: ห้ามกลับเข้าไปในรถระหว่างกำลังเติมน้ำมัน
ระมัดระวังดังนี้: ปิดประตูรถทุกครั้ง เมื่อเข้า หรือออกจากรถ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ประจุไฟฟ้าสถิตย์ ไม่ทำงานเมื่อสัมผัสกับโลหะ หลังจากปิดประตูรถ พยายามสัมผัสกับส่วนที่เป็นโลหะ ก่อนสัมผัส หัวจ่ายน้ำมัน การปฏิบัติเช่นนี้ กระแสไฟฟ้าสถิตย์ในตัวคุณ จะหมดสภาพไปกับโลหะ ไม่ใช่กับหัวจ่ายน้ำมัน
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 23
วิธีคิด วิธีทำงาน ในวันนี้
ในวันนี้
ฉันจะเป็นมิตรกับทุกคนที่ทำงานด้วยให้มากที่สุด
จะปฏิบัติเสมือนหนึ่งว่าคนเหล่านั้นมีส่วนให้ฉันได้ทำงานที่นี่ต่อไป
และขอขอบคุณที่มีพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน
ในวันนี้
ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนช่างตำหนิติเตียน
จะพยายามมองเห็นข้อดีในทุกสถานการณ์
และหาข้อดีมาชมเชยทุกคนในที่ทำงานด้วย
ในวันนี้
ฉันจะไม่ยืนกรานว่าทุกสิ่งฉันทำ จะต้องสมบูรณ์เพียบพร้อม
จะไม่พยายามทำลายสถิติความเร็วใดๆ
จะทำงานทุกอย่างตรงหน้าเต็มกำลังความสามารถ
แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกบีบคั้นจนทุกข์ทรมาน
ในวันนี้
ฉันคิดว่าตนเองมีความสามารถพอที่จะทำงานในความรับผิดชอบ
จะไม่มัวมาตั้งคำถามอย่างไม่จบสิ้นว่า มีตำแหน่งที่เหมาะสม
และได้รับคุ้มค่าเหนื่อยแล้วหรือ
ในวันนี้
ฉันจะรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้อยู่ในสังคมและยุคสมัย
ที่ไม่ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ในสภาพอันโหดร้ายทารุณ
และขอบคุณที่ได้อยู่ในประเทศเสรี ที่ไม่มีใครมากะเกณฑ์ใช้งานได้
ในวันนี้
ฉันจะรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงาน
และสุขกายสบายใจที่ไม่ต้องออกไปต่อสู้ในสนามรบ
หรือเจ็บป่วยจนต้องรอเข้าห้องผ่าตัด
วิธีคิด วิธีทำงาน ในวันนี้
ในวันนี้
ฉันจะไม่คาดหวังให้ใครมาทำดีกับฉัน
จะไม่เปรียบเทียบรายได้หรือสถานภาพ
ของตนเองกับผู้อื่น จะพอใจอย่างที่ฉันเป็นอยู่
ในวันนี้
ฉันจะไม่คอยเป็นห่วงว่า แล้วฉันจะได้อะไรจากงานนี้
จะคิดเพียงว่า วันนี้ฉันจะเข้าไปมีส่วนช่วยในเรื่องต่างๆได้อย่างไรบ้าง
ในวันนี้
เมื่อฉันออกจากที่ทำงานฉันจะไม่มัวครุ่นคิดว่าได้ทำงานไปมากแค่ไหนหรือยัง
ทำอะไรไม่เสร็จ แต่จะนึกถึงเวลาค่ำที่รออยู่
และรู้สึกขอบคุณสำหรับงานที่ทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
หมายเหตุ : เป็นบทแปลและเรียบเรียงจากข้อเขียนของ นอร์แมน วินเซนต์ พีล
จากหนังสือเรื่อง ความคิดเชิงบวก
ในวันนี้
ฉันจะเป็นมิตรกับทุกคนที่ทำงานด้วยให้มากที่สุด
จะปฏิบัติเสมือนหนึ่งว่าคนเหล่านั้นมีส่วนให้ฉันได้ทำงานที่นี่ต่อไป
และขอขอบคุณที่มีพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน
ในวันนี้
ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนช่างตำหนิติเตียน
จะพยายามมองเห็นข้อดีในทุกสถานการณ์
และหาข้อดีมาชมเชยทุกคนในที่ทำงานด้วย
ในวันนี้
ฉันจะไม่ยืนกรานว่าทุกสิ่งฉันทำ จะต้องสมบูรณ์เพียบพร้อม
จะไม่พยายามทำลายสถิติความเร็วใดๆ
จะทำงานทุกอย่างตรงหน้าเต็มกำลังความสามารถ
แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกบีบคั้นจนทุกข์ทรมาน
ในวันนี้
ฉันคิดว่าตนเองมีความสามารถพอที่จะทำงานในความรับผิดชอบ
จะไม่มัวมาตั้งคำถามอย่างไม่จบสิ้นว่า มีตำแหน่งที่เหมาะสม
และได้รับคุ้มค่าเหนื่อยแล้วหรือ
ในวันนี้
ฉันจะรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้อยู่ในสังคมและยุคสมัย
ที่ไม่ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ในสภาพอันโหดร้ายทารุณ
และขอบคุณที่ได้อยู่ในประเทศเสรี ที่ไม่มีใครมากะเกณฑ์ใช้งานได้
ในวันนี้
ฉันจะรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงาน
และสุขกายสบายใจที่ไม่ต้องออกไปต่อสู้ในสนามรบ
หรือเจ็บป่วยจนต้องรอเข้าห้องผ่าตัด
วิธีคิด วิธีทำงาน ในวันนี้
ในวันนี้
ฉันจะไม่คาดหวังให้ใครมาทำดีกับฉัน
จะไม่เปรียบเทียบรายได้หรือสถานภาพ
ของตนเองกับผู้อื่น จะพอใจอย่างที่ฉันเป็นอยู่
ในวันนี้
ฉันจะไม่คอยเป็นห่วงว่า แล้วฉันจะได้อะไรจากงานนี้
จะคิดเพียงว่า วันนี้ฉันจะเข้าไปมีส่วนช่วยในเรื่องต่างๆได้อย่างไรบ้าง
ในวันนี้
เมื่อฉันออกจากที่ทำงานฉันจะไม่มัวครุ่นคิดว่าได้ทำงานไปมากแค่ไหนหรือยัง
ทำอะไรไม่เสร็จ แต่จะนึกถึงเวลาค่ำที่รออยู่
และรู้สึกขอบคุณสำหรับงานที่ทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
หมายเหตุ : เป็นบทแปลและเรียบเรียงจากข้อเขียนของ นอร์แมน วินเซนต์ พีล
จากหนังสือเรื่อง ความคิดเชิงบวก
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 24
.." เมื่อฉันแก่ตัวลง "
ได้รับเรื่องนี้ จากเพื่อนและเห็นว่าน่าจะเป็นข้อเตือนใจสำหรับคนที่เป็นลูกทุกคน
ทั้งที่อยู่ใกล้พ่อแม่ และห่างไกลกับท่าน เพราะบ่อยครั้งที่เรามักลืมตระหนักถึงความรักของพ่อแม่
และอาจเผลอทำร้ายความรู้สึกของท่านโดยไม่ตั้งใจ
เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นต้องมีภาระกิจเดินทาง
และตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากพ่อแม่ แต่ก็มักติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับแม่อยู่เสมอ
แม่มักจะบอกเขาว่า " ไม่ต้องห่วงแม่ " ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะสิ้นเปลืองเงินทอง
ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่า แม่เริ่มคิดถึงเขามาก
จนกระทั่งปีนึง ที่แม่อายุครบ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยสัก 1 เดือน
ขอเป็นเพื่อนแม่ เพียงครั้งเดียว
พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก
แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องการตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ
รื้อเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่ ...สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย..
พอกลับถึงบ้าน...ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
แต่พอมาเห็นแม่..แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าเxxx่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย...
ได้รับเรื่องนี้ จากเพื่อนและเห็นว่าน่าจะเป็นข้อเตือนใจสำหรับคนที่เป็นลูกทุกคน
ทั้งที่อยู่ใกล้พ่อแม่ และห่างไกลกับท่าน เพราะบ่อยครั้งที่เรามักลืมตระหนักถึงความรักของพ่อแม่
และอาจเผลอทำร้ายความรู้สึกของท่านโดยไม่ตั้งใจ
เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเติบโตขึ้นต้องมีภาระกิจเดินทาง
และตั้งถิ่นฐานอยู่ไกลจากพ่อแม่ แต่ก็มักติดต่อพูดคุยทางโทรศัพท์กับแม่อยู่เสมอ
แม่มักจะบอกเขาว่า " ไม่ต้องห่วงแม่ " ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะสิ้นเปลืองเงินทอง
ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่า แม่เริ่มคิดถึงเขามาก
จนกระทั่งปีนึง ที่แม่อายุครบ 75 เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่ โดยตั้งใจว่าจะอยู่ด้วยสัก 1 เดือน
ขอเป็นเพื่อนแม่ เพียงครั้งเดียว
พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก
แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องการตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ
รื้อเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่ ...สำหรับคนอายุ 75 เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย..
พอกลับถึงบ้าน...ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
แต่พอมาเห็นแม่..แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าเxxx่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย...
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 25
แม่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่า ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว
และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท
ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย..
แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์ และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ
สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน
พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น10กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว
พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้ว แม่ก็เริ่มนั่งเงียบและเศร้าซึม....
เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เขาพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา
บางครั้งเขาพยายามชวนแม่ไปกินอาหารนอกบ้าน แม่บอกว่า อาหารข้างนอกไม่สะอาด
เมื่อเขาบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่า แม่เองยังสามารถทำงานได้....
เขาเลยพูดไม่ออก พอเขาจะไปช๊อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวันไม่ได้ซื้ออะไรเลย
และเพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท
ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย..
แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์ และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ
สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน
พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น10กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว
พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้ว แม่ก็เริ่มนั่งเงียบและเศร้าซึม....
เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เขาพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา
บางครั้งเขาพยายามชวนแม่ไปกินอาหารนอกบ้าน แม่บอกว่า อาหารข้างนอกไม่สะอาด
เมื่อเขาบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่า แม่เองยังสามารถทำงานได้....
เขาเลยพูดไม่ออก พอเขาจะไปช๊อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวันไม่ได้ซื้ออะไรเลย
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 26
เมื่อเขาคุยกับเพื่อนเรื่องทันสมัย...แม่ก็หาว่าพวกเขาเพี้ยน เขาก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า
แม่นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ก็ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง...
ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ เขาเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น
แต่แม่ลูกเขาก็ไม่เคยทะเลาะกันนะ พอเขาขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา
นัยน์ตามีแววเหม่อลอย..โรคซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ....
ได้เวลาที่เขาจะเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่เขาไม่อยู่
แม่เริ่มสนใจข่าวสารบ้านเมือง ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในจังหวัดนั้นๆ แม่ต้องตัดข่าวเก็บไว้
ตั้งใจจะมอบให้เขาตอนที่เขากลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่ไกลบ้านต้องระวังตัวให้มากๆ...
แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก วางใส่ในมือเขาเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง
มันหนักมาก เขาเริ่มรู้สีกลำบากใจ เพราะเขาไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว
เขารู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว
นี่ยังตัดเก็บไว้ขนาดนี้.....
ทันใดนั้นน..มีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบ แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง
เขารู้สึกเอะใจ เลยถามแม่ว่า " แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ "
แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้น แล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที
เขาหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่งชื่ว่า " เมื่อฉันแก่ตัวลง "
ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่เขาเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที
บทความนั้นคัดมาจาก นิตยสารของแม็กซิโกฉบับเดือน พฤศจิกายน เขาอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที......
แม่นี่มันสมัยใหม่แล้ว แม่ก็ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง...
ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ เขาเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น
แต่แม่ลูกเขาก็ไม่เคยทะเลาะกันนะ พอเขาขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา
นัยน์ตามีแววเหม่อลอย..โรคซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ....
ได้เวลาที่เขาจะเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมา ในนั้นเป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่เขาไม่อยู่
แม่เริ่มสนใจข่าวสารบ้านเมือง ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในจังหวัดนั้นๆ แม่ต้องตัดข่าวเก็บไว้
ตั้งใจจะมอบให้เขาตอนที่เขากลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่ไกลบ้านต้องระวังตัวให้มากๆ...
แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบาก วางใส่ในมือเขาเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง
มันหนักมาก เขาเริ่มรู้สีกลำบากใจ เพราะเขาไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว
เขารู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดี ต้องใช้แว่นขยาย อ่านได้วันละ 2 หน้าก็เก่งแล้ว
นี่ยังตัดเก็บไว้ขนาดนี้.....
ทันใดนั้นน..มีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบ แต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง
เขารู้สึกเอะใจ เลยถามแม่ว่า " แม่ นั่นกระดาษอะไร ขอผมดูหน่อยนะ "
แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้น แล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที
เขาหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู มันเป็นบทความบทหนึ่งชื่ว่า " เมื่อฉันแก่ตัวลง "
ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่เขาเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที
บทความนั้นคัดมาจาก นิตยสารของแม็กซิโกฉบับเดือน พฤศจิกายน เขาอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที......
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 27
..เมื่อฉันแก่ตัวลง ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น....
ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
ตอนฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง...
ตอนฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า...
ขอให้คิดถึงตอนแรกๆที่ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่าง...
ตอนฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ...
ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ
ที่เธอชอบฟังจนหลับไป....
ตอนฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลย
ยังจำตอนที่เธอเล็กๆ ฉันต้องทั้งออดทั้งอ้อน ทั้งปลอบ
เพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม....
ตอนฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ อย่าหัวเราะเยาะฉัน
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทน ตอบคำถาม " ทำไม ทำไม "
ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม...
ตอนฉันเหนื่อยล้า จนเดินต่อไม่ไหว
ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดิน....ในตอนที่เธอยังเล็กๆ
หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่
ให้เวลาฉันคิดสักนิด...
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน
ฉันก็พอใจแล้ว....
ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
ตอนฉันทำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง...
ตอนฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า...
ขอให้คิดถึงตอนแรกๆที่ฉันใช้มือสอนเธอทำทุกอย่าง...
ตอนฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆที่เธอรู้สึกเบื่อ...
ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆซากๆ
ที่เธอชอบฟังจนหลับไป....
ตอนฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลย
ยังจำตอนที่เธอเล็กๆ ฉันต้องทั้งออดทั้งอ้อน ทั้งปลอบ
เพื่อให้เธอยอมอาบน้ำได้ไหม....
ตอนฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ อย่าหัวเราะเยาะฉัน
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทน ตอบคำถาม " ทำไม ทำไม "
ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม...
ตอนฉันเหนื่อยล้า จนเดินต่อไม่ไหว
ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดิน....ในตอนที่เธอยังเล็กๆ
หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่
ให้เวลาฉันคิดสักนิด...
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน
ฉันก็พอใจแล้ว....
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 28
ตอนเธอเห็นฉันแก่ตัวลง ไม่ต้องเสียใจ
ขอให้เข้าใจฉัน สนับสนุนฉัน...
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอ
ตอยเธอเพิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ...
ตอนนั้นฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉัน
เดินไปให้สุดเส้นทาง...
ให้ความรักและอดทนต่อฉัน
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ
ในรอยยิ้มของฉัน...มีแต่ความรัก
อันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉัน
ที่มีให้กับเธอ...
สุดท้าย....เท่าที่ทราบ ลูกชายก็ตัดสินใจไม่ขนสัมภาระบางอย่างกลับไป
แต่ขนหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดไว้ให้ทั้งหมดไปด้วย....
ทุกคนทราบ ทุกคนรู้ ทุกคนเห็นด้วย พ่อแม่รักเรา...
แต่..จะมีสักกี่คน...ที่สามารถดูแลท่านได้ดีเสมือนหนึ่ง
ที่ท่านได้ให้เรา หรือกระทำต่อท่านให้ดีกว่าที่เราได้รับ...
ขอให้ลูกกตัญญูทุกคนโชคดีมีความสุขตลอดไป..
ขอให้เข้าใจฉัน สนับสนุนฉัน...
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอ
ตอยเธอเพิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ...
ตอนนั้นฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉัน
เดินไปให้สุดเส้นทาง...
ให้ความรักและอดทนต่อฉัน
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ
ในรอยยิ้มของฉัน...มีแต่ความรัก
อันหาที่สิ้นสุดมิได้ของฉัน
ที่มีให้กับเธอ...
สุดท้าย....เท่าที่ทราบ ลูกชายก็ตัดสินใจไม่ขนสัมภาระบางอย่างกลับไป
แต่ขนหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดไว้ให้ทั้งหมดไปด้วย....
ทุกคนทราบ ทุกคนรู้ ทุกคนเห็นด้วย พ่อแม่รักเรา...
แต่..จะมีสักกี่คน...ที่สามารถดูแลท่านได้ดีเสมือนหนึ่ง
ที่ท่านได้ให้เรา หรือกระทำต่อท่านให้ดีกว่าที่เราได้รับ...
ขอให้ลูกกตัญญูทุกคนโชคดีมีความสุขตลอดไป..
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 29
..........แม่.............
ชั่วชีพนี้มีใครเล่ารักเท่าแม่
รักเที่ยงแท้แน่นอนรักอ่อนหวาน
ให้กำเนิดเกิดชีวีมีลมปราณ
แม่เบิกบานรักบุตรสุดดวงใจ
ยามลูกหิวหวิวหวั่นใจพันผูก
มาเถิดลูกแม่มาอย่าร้องไห้
แม่จะป้อนนมน้ำอย่าร่ำไร
ชอบสิ่งใดแม่จะหามากำนัล
ถึงยามนอนงอนง้อขอให้หลับ
แม่นั่งขับเพลงกล่อมถนอมขวัญ
ลูกป่วยไข้โรคาแทบจาบัลย์
แม่เท่านั้นนั่งใกล้ใจระทวย
สาระพัดจัดให้ได้ศึกษา
ทั้งเสื้อผ้าแพรพรรณอันสดสวย
ถึงยากจนปรนเปรอเฝ้าเอออวย
ขอบุญช่วยบุญปลูกลูกคนดี
เมื่อโตแล้วแก้วใจใยหนีแม่
ทิ้งคนแก่ไปไกลไม่ใช้หนี้
แม่ยังคิดถึงลูกทุกนาที
อย่าหลีกลี้หลบลับรีบกลับมา
ชั่วชีพนี้มีใครเล่ารักเท่าแม่
รักเที่ยงแท้แน่นอนรักอ่อนหวาน
ให้กำเนิดเกิดชีวีมีลมปราณ
แม่เบิกบานรักบุตรสุดดวงใจ
ยามลูกหิวหวิวหวั่นใจพันผูก
มาเถิดลูกแม่มาอย่าร้องไห้
แม่จะป้อนนมน้ำอย่าร่ำไร
ชอบสิ่งใดแม่จะหามากำนัล
ถึงยามนอนงอนง้อขอให้หลับ
แม่นั่งขับเพลงกล่อมถนอมขวัญ
ลูกป่วยไข้โรคาแทบจาบัลย์
แม่เท่านั้นนั่งใกล้ใจระทวย
สาระพัดจัดให้ได้ศึกษา
ทั้งเสื้อผ้าแพรพรรณอันสดสวย
ถึงยากจนปรนเปรอเฝ้าเอออวย
ขอบุญช่วยบุญปลูกลูกคนดี
เมื่อโตแล้วแก้วใจใยหนีแม่
ทิ้งคนแก่ไปไกลไม่ใช้หนี้
แม่ยังคิดถึงลูกทุกนาที
อย่าหลีกลี้หลบลับรีบกลับมา
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
**.....เกิดเป็นหญิงแท้จริงนั้นแสนลำบาก....**
โพสต์ที่ 30
.......พ่อแก่แม่เฒ่า......
พ่อแม่ก็แก่เฒ่า จำจากเจ้าไม่อยู่นาน
จะพบจะพ้องพาน เพียงเสี้ยววารของวันวาน
ใจจริงไม่อยากพราก เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน
แต่ชีพมิทนนาน ย่อมร้าวรานสลายไป
ขอเถิดถ้าสงสาร อย่ากล่าวขานให้ช้ำใจ
คนแก่ชแรวัย ผิดเผลอไผลเป็นแน่นอน
ไม่รักก็ไม่ว่า เพียงเมตตาช่วยอาทร
ให้กินและให้นอน คลายทุกข์ผ่อนพอสุขใจ
เมื่อยามเจ้าโกรธขึ้ง ให้นึกถึงเมื่อเยาว์วัย
ร้องไห้ยามป่วยไข้ ได้ใครเล่าเฝ้าปลอบปรน
เฝ้าเลี้ยงจนเติบใหญ่ แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน
หวังเพียงจะได้ยล เติบโตจนสง่างาม
ขอโทษถ้าทำผิด ขอให้คิดทุกทุกยาม
ใจแท้มีแต่ความ หวังติดตามช่วยอวยชัย
ต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง มีหรือหวังอยู่นานได้
วันหนึ่งคงล้มไป ทิ้งฝั่งไว้ให้วังเวง
( " อ.สุนทรเกตุ " ) คัดจากหนังสือ " หลี่ " มงคลธรรมจีนโบราณ
พ่อแม่ก็แก่เฒ่า จำจากเจ้าไม่อยู่นาน
จะพบจะพ้องพาน เพียงเสี้ยววารของวันวาน
ใจจริงไม่อยากพราก เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน
แต่ชีพมิทนนาน ย่อมร้าวรานสลายไป
ขอเถิดถ้าสงสาร อย่ากล่าวขานให้ช้ำใจ
คนแก่ชแรวัย ผิดเผลอไผลเป็นแน่นอน
ไม่รักก็ไม่ว่า เพียงเมตตาช่วยอาทร
ให้กินและให้นอน คลายทุกข์ผ่อนพอสุขใจ
เมื่อยามเจ้าโกรธขึ้ง ให้นึกถึงเมื่อเยาว์วัย
ร้องไห้ยามป่วยไข้ ได้ใครเล่าเฝ้าปลอบปรน
เฝ้าเลี้ยงจนเติบใหญ่ แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน
หวังเพียงจะได้ยล เติบโตจนสง่างาม
ขอโทษถ้าทำผิด ขอให้คิดทุกทุกยาม
ใจแท้มีแต่ความ หวังติดตามช่วยอวยชัย
ต้นไม้ที่ใกล้ฝั่ง มีหรือหวังอยู่นานได้
วันหนึ่งคงล้มไป ทิ้งฝั่งไว้ให้วังเวง
( " อ.สุนทรเกตุ " ) คัดจากหนังสือ " หลี่ " มงคลธรรมจีนโบราณ