จุฬาฯพบคนกทม.เป็นมะเร็งลำไส้สูงเหตุกินอาหารไม่เป็น
28 มิถุนายน 2550 20:37 น.
หมอจุฬาฯ เผย คนไทยเป็นมะเร็งลำไส้สูง คน กทม.ครองแชมห์ เหตุเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค พร้อมเสนอทางเลือกใหม่ใช้ยากระตุ้นภูมิคุ้มกันควบคู่เคมีบำบัดในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผลวิจัยในต่างประเทศเพิ่มทางรอดจาก 16 เดือน เป็น 27 เดือน ชี้คนไทยควรตะหนักป้องกัน เลือกกินผัก ผลไม้ แทนเนื้อสัตว์
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่โรงแรมแพนแปซิฟิก รศ.นพ.นรินทร์ วรวุฒิ หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สัมภาษณ์พิเศษเรื่อง ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะลุกลาม จัดโดยบริษัท เมอร์ค จำกัด ว่า
ปัจจุบันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากขึ้น โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพมหานคร
เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลภาวะ และพฤติกรรมการบริโภคที่นิยมอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ด ซึ่งถือเป็นสาเหตุสำคัญของโรคถึงร้อยละ 85 ที่เหลือร้อยละ 15 มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ โรคดังกล่าวมีอุบัติการณ์มากเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งปอดและเต้านม พบมากในเพศชายเฉลี่ย 12.3 คนต่อประชากรแสนคน และเพศหญิงเฉลี่ย 11.6 คนต่อประชากรแสนคน อายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป
รศ.นพ.นรินทร์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้เสียชีวิตถึงร้อยละ 50 ที่สำคัญหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธีคาดว่าจะมีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นมากกว่า 10,000 รายภายในปี 2551 ทั้งนี้ พบว่า ปัญหาของผู้ป่วยไทยที่เป็นโรคชนิดนี้ คือ มักตรวจพบในระยะลุกลามแล้วประมาณร้อยละ 30 ซึ่งมีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างน้อย 5 ปี
อย่างไรก็ตาม การรักษาที่ผ่านมาผู้ป่วยต้องรับเคมีบำบัด ซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงมาก อาทิ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย กระหายน้ำ อ่อนเพลีย เสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น มือเท้าชา ผมร่วง ที่สำคัญบางรายมีอาการดื้อยาเคมีบำบัด ล่าสุดรายงานการประชุมประจำปีของสมาคมมะเร็งวิทยา ประเทศสหรัฐอเมริกา พบแนวทางการรักษาใหม่ที่เรียกว่า ทาร์เก็ต เธอร์ราปี หรือยารักษาตามเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง
รศ.นพ.นรินทร์ กล่าวว่า การรักษาดังกล่าวเป็นการพัฒนาและค้นคว้าวิจัยทางชีวพันธุเทคโนโลยี โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถทำหน้าที่ต่อต้านเซลล์มะเร็งได้ ปัจจุบันพัฒนายาออกมา 2 ชนิด คือ
1.การรักษาที่ออกฤทธิ์ปิดสัญญาณการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยยากลุ่มนี้จะเป็นแอนติบอดีที่ออกฤทธิ์ยับยั้งปัจจัยที่ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโต และ 2.การรักษาโดยการยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ เป็นแอนติบอดีตัวหนึ่งทำหน้าที่ต่อต้านปัจจัยกระตุ้นการสร้างเส้นเลือดในเนื้อเยื่อมะเร็ง ทำให้มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้
สำหรับยาทั้ง 2 ชนิด ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)อนุมัติให้นำมาใช้ในประเทศไทยแล้ว ส่วนผลข้างเคียงน้อยมาก แค่เป็นสิว คันตามผิวหนัง
รศ.นพ.นรินทร์ กล่าวอีกว่า ยาดังกล่าวเหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย ที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการรักษาอื่นๆ ซึ่งสามารถนำมารักษาควบคู่กับการให้เคมีบำบัดได้เช่นกัน ส่วนประสิทธิภาพการรักษาในต่างประเทศพบว่า อัตรารอดชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 16 เดือนเป็น 27 เดือน
อย่างไรก็ตาม หากได้รับการรักษาในระยะแรกโอกาสรอดชีวิตย่อมสูงกว่า สิ่งสำคัญควรตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว การป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ด เนื้อแดง ไขมันสูง ควรบริโภคอาหารที่มีเส้นใย พวกผักและผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันหรือครึ่งกิโลกรัม การบริโภคผักและผลไม้จะมีประโยชน์มาก งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ที่สำคัญควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
หลายคนนิยมไปทำดีท็อกซ์เพื่อล้างลำไส้ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ขอแนะนำ เนื่องจากการล้างจะฉีดจากปลายลำไส้ซึ่งสกปรกมากไปข้างบน ทำให้สิ่งสกปรกไปอุดตันอยู่ภายในลำไส้กว่าเดิม ทางที่ดีควรบริโภคผักและผลไม้จะช่วยได้มากที่สุดรศ.นพ.นรินทร์ กล่าว และว่า
นอกจากนี้ การป้องกันลำไส้ใหญ่ยังพบว่า มีงานวิจัยต่างประเทศระบุว่า การรับประทานยาแอสไพรินวันละ 1 เม็ด รับประทาน 4 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เนื่องจากตัวยาแอสไพรินมีสารที่ยับยั้งเนื้องอกก่อนที่กลายเป็นมะเร็งได้ ทั้งนี้ ในคนที่แพ้แอสไพรินควรหลีกเลี่ยงวิธีดังกล่าว