เสาร์ พ.ค. 19, 2007 11:41 pm | 0 คอมเมนต์
เชลซีแชมป์!แมลงสาบตัวแสบยิงน.115
แชมป์เอฟเอ คัพแรกของเชลซีภายใต้การทำทีมของโจเซ่ มูรินโญ่ที่ได้มาท่ามกลางความช็อกของแข้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหลังเกมสูสีจนถึงช่วงต่อเวลามาตัดสินกันเสี้ยววินาทีเดียวก่อนที่ดร็อกบาจะยิงเฮขโมยซีนอย่างสะใจแม่ยกในที่สุด
เชลซี 1-0 แมนฯยูฯ
ประตู : 1-0 ดร็อกบา น.115
โจเซ่ มูรินโญ่ไร้ทางเลือกส่งนักเตะเท่าที่จะจัดได้โดยใช้ดร็อกบายืนหอกเดี่ยวและมีตัวรุกทั้งโจ โคลและไรท์ ฟิลลิปส์ช่วยงานขนาบข้างในขณะที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันก็จัดทัพแบบระวังตัวโดยให้รูนี่ย์ยืนเดี่ยวและอัดแดนกลางรวเดียวห้าตัวมีคาร์ริคยืนรับบทโฮลดดิ้งและมีสโคลส์กับเฟลทเชอร์ยืนอยู่ข้างๆ
เริ่มเกมมาทั้งคู่ระมัดระวังกันสุดๆโดยที่"สิงห์โตพันล้าน"แอบเสียวก่อนเมื่อจอห์น โอบี มิเกลเติมเกมขึ้นมาทางริมเส้นก่อนครอสเข้ากลางบอลเลยไปเสาสองเป็นไรท์ ฟิลลิปส์ที่เอาบอลลงก่อนยิงเหน่งๆแค่ 7-8 หลาแต่ติดบล็อกยูไนเต็ดหวุดหวิด
นาทีที่ 14 กรรมการใจถึงเมื่อปล่อยให้เกมดำเนินไปเฉยทั้งๆที่ทั้งสองทีมเข้าบอลติดดาบแย่งบอล 50-50 กันอย่างรุนแรงชนิดที่ว่าอีกฝ่ายชักขาหนีแทบไม่ทันและเป็นแบบนี้อยู่สี่ห้าจังหวะจนกลับสู่ความสงบ
นาที 22 เชลซีน่าจะขึ้นนำสุดๆเมื่อจังยูไนเต็ดกำลังป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตูยอดทีมจากลอนดอนโดนตัดก่อนที่จะมาถึงดร็อกบาตรงกลางสนามและหอกทีมชาติไอเวอรี่โคสต์พามาเองก่อนตะบันยิงลูกบานาน่าช็อตบอลพุ่งโค้งตกลงอย่างรวดเร็วแต่พุ่งเฉี่ยวเสาชนิดที่ฟาน เดอร์ ซาร์พุ่งสุดมือ
การตั้งเกมของเชลซีเหมือนจะเป็นรูปเป็นร่างมากกว่าส่วนยูไนเต็ดแม้พยายามเก็บบอลแต่ก็แทบไปข้างหน้าไม่ได้ในขณะที่"โด้จิ๋ว"ก็ยังโชว์ทริคหนีการเข้าคู่ของแฟร์เรียร่าและเอสเซียงที่ปีกซ้ายไม่ได้เช่นกัน
เกมถึงครึ่งชั่วโมงมิเกลแทงทุลุให้แฟร์เรียร่าพาบอลเข้าถึงเขตโทษก่อนป้ายต่อให้แลมพาร์ดที่วิ่งทำทางและตวัดหักมุมยิงแต่ฟาน เดอร ซาร์ล้มตัวตระครุบหนึบ ช่วงนี้เชลซีมาแรงคุมเกมไว้ได้หมด
นาที 34 สโคลส์บอมบ์จากแดนกลางให้โรนัลโด้เอาบอลลงในเขตโทษทั้งๆที่โดนประกบสองตัวแต่ดันหมุนตัวยิงหลักไม่ดีบอลเข้าข้างไปซะงั้น
อีกสองนาทีแลมพาร์ดโชว์ลูกยิงไกลบอลพุ่งเฉี่ยวข้ามคานไปชนเสายึดตาข่ายด้านหลังแบบเสียวท้องน้อยสุดๆ จากนั้นทั้งคู่ก็ยังทำอะไรกันไม่ได้แม้ว่าโรนัลโด้เริ่มอาศัยช่วงที่แฟร์เรียร่าหมดแรงพาทัวร์หนีเห็นๆก็ตาม หมดครึ่งแรกเสมอกัน 0-0
ครึ่งหลังเริ่มมาไม่ทันสองนาทียูไนเต็ดน่าจะขึ้นนำอย่างรวดเร็วเมื่อรูนี่ย์แย่งบอลจากมาเกเลเล่เลี้ยงจี้เข้าหากรอบโทษก่อนยิงไกลเป็นเช็กที่พุ่งตะปบเซฟเอาไว้ได้และแม้กิกส์ที่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าจะตามมาซ้ำแต่จอมหนึบร่างยาวยังอุตสาห์โชว์เทพลุกมาเซฟอีกจังหวะ
เกมครึ่งนี้ทำท่าจะมันส์เห็นๆหลังเปิดแลกการอย่างหนักท่ามกลางเสียงเชียร์อื้ออึงไปหมด
นาที 56 หลังเชลซีนวดยูไนเต็ดอยู่ชุดใหญ่เป็นสโคลส์ที่ตักบอลจากหน้ากรอบโทษระยะ 35 หลาให้กิกส์ตะบันวอลเลย์ตามน้ำด้วยอีซ้ายที่เสาสองบวกกับจังหวะเอสเซียงสไลด์ทั้งตัวแต่ไม่ทันการณ์ยังดีที่บอลพุ่งข้ามคานออกไปนิดเดียวเท่านั้น
อีกสามนาทีต่อมาสโคล์ไปสอยแลมพาร์ดโดนใบเหลืองคนแรกและเสียฟรีคิกบนเส้นทางขวาตรงรูปตัว L และเป็นดร็อกบาที่หลอกยิงปั่นไซด์อ้อมกำแพงบนชนเสาออกหลังอย่างน่าเสียดายสุดๆ
การลงมาของร็อบเบนแทนโคลทำให้เกมรุกทางริมเส้นด้านซ้ายของเชลซีน่ากลัวเอามากๆโดยที่บราว์นเอาความเร็วปีกฮอลลีวู้ดไม่อยู่และโดนกระชากหายถึงเส้นหลังยังดีที่จังหวะเปิดเป็นฟาน เดอร์ซาร์บินชกออกมา
นาที 70 ยูไนเต็ดยังพลาดโอกาสหลุดเดี่ยวอีกครั้งหลังเฟลทเชอร์แทงบอลให้กิกส์หลุดไปคนเดียวเนื่องจากบริดจ์ยืนห้อยเช็กพลาดแต่ปีกขนดกดันช้าเงยหน้าจะเปิดเข้ากลางให้เพื่อนเลยโดนเอสเซียงสไลด์ออกหลังไปทัน
ยูไนเต็ดเริ่มเสียบอลบ่อยมากขึ้นและก่อนหมดเวลาห้านาทีเฟลทเชอร์ไม่ยอมเคลียร์ทิ้งหน้ากรอบโทษตัวเองแต่เลือกบังเลยโดนแลมพาร์ดฉกไปยังดีที่เพื่อนช่วยกันซ้อนเลยรอดพ้นการเสียประตูอย่างหวุดหวิด
นาที 88 สโคลส์หยอดให้โรนัลโด้ควบสับขาหลอกเข้าเขตโทษก่อนหักข้อยิงด้วยอีซ้ายบอลเสียบหน้าต่างเอง
กำลังเข้าสู่ช่วงทดเจ็บคาร์ริควางยาวให้รูนี่ย์วิ่งมาเอาทางปีกซ้ายก่อนลากยื้อกับแฟร์เรียร่าที่หัวคะมำตรงเส้นหลังในกรอบโทษและกำลังจะได้เข้าไปล่อเป้ากับเช็กแต่มาเจอเอสเซียงสไลด์เสียเตะมุมหวุดหวิด
ช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้ายยูไนเต็ดได้ฟรีคิกทางริมเส้นด้านซ้ายเป็นกิกส์ที่ปั่นโค้งสวยเป็นวิดิชได้โขกบอลข้ามคานออกไปและผู้ตัดสินสตีฟ เบ็นเน็ตต์เป่านกหวีดหมดเวลาปกติต้องไปห้ำหั่นกันใหม่อีก 30 นาที
เริ่มช่วงต่อเวลาพิเศษเซอร์ส่งอลัน สมิธลงมาบู๊แทนเฟลทเชอร์หมายจะเอาให้รู้เรื่องหนีไปยิงจุดโทษที่เป็นของแสลงมาตลอดผ่านไป 9 นาทีสโคลส์ลองยิงไกลแต่เจอเทอร์รี่พุ่งมาใส่เลยยิงออกหลังไปเอง
ช่วงนี้เป็นยูไนเต็ดที่ครองบอลเอาไว้ได้ชัดเจนส่วนเชลซีลงไปตั้งรับรอสวนซึ่งแนวรับ"ปิศาจแดง"ก็ไม่ขึ้นสูงทำให้โอกาสทำประตูของทั้งคู่ยังไม่มีเช่นเดิม
ก่อนหมดเวลานาทีเดียวยูไนเต็ดต้องตาตั้งหลังโรนัลโด้ตัดบอลของเชลซีก่อนปาดออกปีกให้รูนี่ย์ที่ตบเข้ากลางผ่านทุกคนและเป็นกิกส์ที่สไลด์เข้าฮอร์ตแค่ 2-3 หลาแต่โดนไม่เต็มทำให้เช็กล้มคว้าบนเส้นแต่แรงเฉื่อยของปีกขนดกไปยันเอานายทวารเลยข้ามเส้นเข้าไปแต่กรรมการไม่ว่าอะไรแต่ดูแล้วยังไงก็ไม่ได้เพราะน่าจะเป็นการฟาว์ลของกัปตันทีมจอมเก๋ามากกว่า ช็อตนี้น่าเสียดายสุดๆ
หมด 15 นาทีแรกยังสกอร์ 0-0 แต่ช็อตเด็ดอยู่ที่ช่วงเปลี่ยนแดนภาพจับไปที่ไมเคิ่ล โธมัสเด็กเก่า"ปืนโต"และ"หงส์แดง"มานั่งชมอยู่ด้วยแต่ดันหาวปากหวอบอกให้เห็นถึงความตื่นเต้นระดับห้าดาวของเกมนี้
เริ่มต่อเวลาครึ่งได้ไม่นานโรนัลโด้กระชากขึ้นมาจากปีกซ้ายก่อนป้ายต่อให้รูนี่ย์หาโอกายิงไกลบอลข้ามคานออกไปเยอะและ"น้ามู"ถอดเอาร็อบเบนที่ความฟิตไม่ถึงออกและส่งแอชลี่ย์ โคลลงมาแทน
สโคลส์วันนี้วางบอลยาวแม่นสุดๆเปิดจากแดนตัวเองให้รูนี่ย์สอดหนีเอสเซียงซึ่งเป็นตัวสุดท้ายแต่จังหวะเอาบอลลงดันไปโดนหน้าแข้งทำให้เช็กสไลด์ทั้งตัวตะครุบเอาไว้ได้และ"หมูพลิ้ว"ไปแถมจนตัวเองหัวถิ่มแต่ก็ขอโทษขอโพยกัน
ก่อนหมดเวลา 8 นาทีกาลูพาบอลขึ้นมาตั้งแต่แดนกลางก่อนเผชิญหน้ากับริโอ เฟอร์ดินานด์ที่ถอยหลังเอียงตัวประจันตัวต่อตัวก่อนเป็นดาวเตะผิวหมึกเอี้ยวตัวปั่นไซด์บนเส้น 18 หลาบอลเฉี่ยวเสาออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ เชลซีน่าจะขึ้นนำสุดๆ
แต่นาที 125 กลายเป็นเชลซีที่ขึ้นนำจนได้โดยเริ่มจากมิเกลแหย่บอลให้ดร็อกบาที่ตวัดทำชิ่ง 1-2 กับแลมพาร์จนหลุดเข้าถึงเขตโทษและวิ่งมาเสือกหัวเกือกตัดหน้าฟาน เดอร์ซาร์เข้าไปไม่มีเหลือ เชลซีนำ 1-0 และกำลังจะเป็นแชมป์เอฟเอ คัพในอีกอึดใจเดียวเท่านั้นส่วนกล้องจับภาพดีใจน้ามูไม่ทันเพราะพี่ท่านวิ่งเฮแจ้นเข้าสนามไปเลย
ช่วงทดเจ็บยูไนเต็ดบอมบ์เข้าใส่แหลกเข้าเขตโทษหมายจะตีเสมอให้ได้แต่บอลที่ไร้รูปแบบในช่วงเวลาที่แทบไม่เหลือแล้วยากที่จะเจาะเชลซีจบเกมเป็นลูกทีมมูรินโญ่ที่ได้แชมป์รายการนี้ไปครองด้วยสปิริตอันสุดยอดหลังมีตัวเลือกน้อยสุดๆ
รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม :
เชลซี : ปีเตอร์ เช็ก,เปาโล แฟร์เรียร่า,จอห์น เทอร์รี่,เวย์น บริดจ์,โคล้ด มาเกเลเล่ ,แฟร็งค์ แลมพาร์ด,ฌอน ไรท์ ฟิลลิปส์(กาลู น.93),ดิดิเยร์ ดร็อกบา,โจ โคล(ร็อบเบน น.46)(แอชลี่ย์ โคล น.108)
แมนฯยูฯ : เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์,เวส บราว์น,เนมันย่า วิดิช ,กาเบรียล ไฮนเซ่,ไมเคิ่ล คาร์ริค(โซลชา น.112),ดาร์เรน เฟลทเชอร์(สมิธ น.92 ),พอล สโคลส์ ,คริสติอาโน่ โรนัลโด้,ไรอัน กิกส์(โอเชีย น.112),เวย์น รูนี่ย์