Ugly American ตัวจริงเสียงจริง
11 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 00:01:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นาย Kenneth Adelman ผู้กำลังตามไล่ฟาดฟันประเทศไทยทุกวิถีทางกำลังอาละวาดเล่นงานไทยหนักหน่วงขึ้นทุกวัน
ล่าสุดนอกจากจะเปิดเวบไซต์ชื่อ "Thailies.com" เพื่อจะกล่าวหาไทยว่าพูดเรื่อง "โกหก 10 เรื่อง" แล้วก็ยังทำจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกรัฐสภาคองเกรส ใส่ความประเทศไทยและบราซิล อย่างมีเลศนัยซ่อนเร้นถึงผลประโยชน์ทับซ้อนของพวกที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตน แต่ความจริงเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการล็อบบี้ของบริษัทยาทั้งหลายของสหรัฐ
จดหมายฉบับนี้ของนาย Adelman ลงวันที่ 9 พฤษภาคมนี้เอง ระบุว่าประเทศบราซิลและไทยได้ "โจมตีพื้นฐานแห่งความเฟื่องฟู นวัตกรรมและงาน" ของคนอเมริกัน
เขาอ้างว่าถ้าหากสหรัฐไม่ใช้มาตรการตอบโต้ที่แข็งขัน การ "โจมตี" เช่นนี้ก็จะระบาดไปประเทศอื่นและยิ่งจะเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ
สังเกตว่าเขาจงใจใช้คำว่า "attack" หรือ "โจมตี" ให้ฟังดูน่ากลัวสำหรับสหรัฐ ทั้งๆ ที่ความจริง ประเทศเล็กและยากจนกว่าอย่างเราต่างหากที่ถูก "โจมตี" โดยมหาเศรษฐีและผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา
สาเหตุที่นาย Adelman แสดงอาการแตกตื่น ล่าสุดก็เพราะบราซิลได้ตัดสินใจประกาศใช้มาตรการ "สิทธิเหนือสิทธิบัตร" หรือที่เรียกว่า "compulsory license" หรือ CL เหมือนกับที่ไทยเราทำก่อนหน้านี้
ในกรณีของไทยทำกับยารักษาเอดส์ของบริษัทยาชื่อ Abbott Laboratories ขณะที่บราซิลทำกับยาของ Merck.
อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน กำลังรณรงค์ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับนาย Adelman ด้วยการแถลงที่นิวยอร์กในนามของประธานมูลนิธิคลินตันว่า สนับสนุนจุดยืนของไทยและบราซิลในเรื่อง CL เพราะเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ที่ติดเชื้อเอดส์และโรคหัวใจ
คลินตันแถลงถึงข้อตกลงระหว่างมูลนิธิคลินตันกับยูนิตเอดส์ ซึ่งเป็นองค์กรจัดซื้อยาระหว่างประเทศและบริษัทผู้ผลิตยาสัญชาติอินเดีย 2 รายเพื่อซื้อยาต่อต้านไวรัสเอดส์ขั้นที่ 2 ด้วยราคาที่ถูกลง แล้วนำไปช่วยผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทย
คลินตันพูดในแถลงการณ์ว่า "ผมสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อจุดยืนของรัฐบาลไทยและบราซิล และการตัดสินใจของพวกเขา ภายหลังจากที่ไร้ผลในการเจรจาเพื่อระงับสิทธิบัตรเหล่านี้..."
การประกาศทำ CL นั้นไม่ได้หมายความว่าไทยหรือบราซิลไม่เห็นความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญา
และคลินตันตอกย้ำประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจนว่า "ผมเชื่อในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา...แต่นั่นไม่จำเป็นที่จะต้องกีดขวางเราจากการนำเอายาสำคัญในการช่วยชีวิตไปให้กับผู้ที่จำเป็นต้องใช้มัน ไม่ว่าในประเทศรายได้ต่ำหรือรายได้ปานกลาง...ไม่มีบริษัทไหนเคยตายเลยเพราะไม่ได้ราคาพรีเมียมสูงลิ่วจากการขายยาโรคเอดส์ในประเทศรายได้ปานกลาง แต่พวกคนไข้อาจจะตายได้..."
แต่นาย Adelman เขียนในจดหมายเปิดผนึกล่าสุดว่า ถ้าหากสหรัฐไม่พยายามระงับแนวโน้มอย่างของไทยและบราซิล ประเทศอื่นก็จะเอาอย่างบ้าง และจะทำให้ผู้คิดค้นและวิจัยไม่ทำงานเพื่อค้นหายาที่ช่วยเหลือชีวิตในประเทศเหล่านี้
ภาษาที่นาย Adelman (ซึ่งเป็นทั้งกรรมการบริหารขององค์กรเอ็นจีโอ USA for Innovation และเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัทประชาสัมพันธ์ Elderman ซึ่งมีลูกค้าใหญ่คือบริษัทยา Abbott ซึ่งเป็นคู่กรณีกับไทย และทักษิณ ชินวัตร ที่กำลังฟาดฟันรัฐบาลไทยเหมือนกัน) ใช้ภาษาดุดันอย่างผิดปกติในจดหมายเปิดผนึกล่าสุดฉบับนี้
"ประเทศไทยและบราซิลไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับความประพฤติเช่นนี้ สองประเทศนี้ไม่ใช่ประเทศยากจน และอ้างไม่ได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ จีดีพีของประเทศไทยติดอันดับร้อยละ 10 ของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และรัฐบาลไทยใช้งบประมาณด้านสุขภาพน้อย...โดยที่องค์การอนามัยโลกบอกว่าประเทศไทยใช้งบประมาณด้านสุขภาพ (ร้อยละ 3.3 ของจีดีพี 7 น้อยกว่าประเทศที่เทียบเคียงกันได้เช่น อาร์เจนตินา (8.9%) หรือประเทศที่ยากจนกว่าเช่น กัมพูชา (10.9%) หรือเลบานอน (10.2%) ขณะที่สหรัฐใช้งบเพื่อสุขภาพเท่ากับร้อยละ 15.2..."
ลีลาและเนื้อหาของสิ่งที่นาย Adelman ทำกับประเทศไทยนั้นเห็นได้ชัดว่าอยู่นอกขอบข่ายของการทำหน้าที่เป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัทยา เพราะมีความกระเหี้ยนกระหือรือผิดปกติในการที่จะยัดเยียดข้อหาให้กับประเทศไทย
น่าสังเกตว่าองค์กร USA for Innovation ที่เขาเป็นหัวหน้าอยู่นั้นโผล่ขึ้นมาอย่างฉับพลันหลังจากบริษัทยา Abbott มีข้อพิพาทกับไทย...และในช่วงจังหวะเดียวกันนี้เอง ทักษิณ ชินวัตรก็ว่าจ้างบริษัทที่นาย Adelman เป็นที่ปรึกษาใหญ่นี้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ตัวเองเช่นกัน
เป็น "ความบังเอิญ" ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความบังเอิญของหลายๆ ฝ่ายที่เป็นตัวละครของประเด็นการเมือง สิทธิบัตร และผลประโยชน์ส่วนบุคคลของคนที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลไทยต้องวางแผนปักหลักสู้กับขบวนการฟาดฟันไทยอย่างเป็นระบบ...ต้องตอบโต้ทุกข้อกล่าวหาของนาย Adelman ที่ปรากฏในเวบไซต์ และจะต้องเปิดโปงเบื้องหน้าเบื้องหลังของทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา
เพราะนี่คือสงคราม เพื่อผลประโยชน์ที่จะไปเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ของไทยกับสหรัฐด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ Generalized System of Preferences (GSP) และการต่อรองระหว่างสองประเทศในเรื่องอื่นๆ ในอนาคต
ศึกสงครามข่าวสารและการรู้ทันเกมผลประโยชน์ของทุกฝ่ายครั้งนี้จึงไม่จำกัดแค่รัฐบาลนี้เท่านั้น...
เดิมพันของประเทศคือความจริงอันน่าเกลียดของการเล่นกลเกมผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเฉพาะบุคคลของมหาอำนาจที่ต้องนำมาตีแผ่กันให้หมดเปลือก
ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในชาติประสานมือกันเพื่อการทำศึกเพื่ออนาคตของประเทศครั้ง
บังเอิญ 1
ไทยเราเป็นพี่ใหญ่เบอร์ 1 แล้วล่าสุดก็เพราะบราซิลได้ตัดสินใจประกาศใช้มาตรการ "สิทธิเหนือสิทธิบัตร" หรือที่เรียกว่า "compulsory license" หรือ CL เหมือนกับที่ไทยเราทำก่อนหน้านี้
บังเอิญ 2
รับค่าแรง 2 เด้งดึ๋งน่าสังเกตว่าองค์กร USA for Innovation ที่เขาเป็นหัวหน้าอยู่นั้นโผล่ขึ้นมาอย่างฉับพลันหลังจากบริษัทยา Abbott มีข้อพิพาทกับไทย...และในช่วงจังหวะเดียวกันนี้เอง ทักษิณ ชินวัตรก็ว่าจ้างบริษัทที่นาย Adelman เป็นที่ปรึกษาใหญ่นี้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ตัวเองเช่นกัน
คำขู่
สนับสนุนให้ประเทศทั้งหลายลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์ CL เยอะๆเหมือนไทยบ้างถ้าหากสหรัฐไม่พยายามระงับแนวโน้มอย่างของไทยและบราซิล ประเทศอื่นก็จะเอาอย่างบ้าง และจะทำให้ผู้คิดค้นและวิจัยไม่ทำงานเพื่อค้นหายาที่ช่วยเหลือชีวิตในประเทศเหล่านี้