***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 1
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 37904.html
Fw: ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว .......
Date: Wed, 25 Oct 2006 03:37:43 -0800
..บางท่านอาจแปลกใจที่ทำไมธรรมชาติจึงได้โหดร้ายรุนแรงขึ้นทุกวัน..แต่สำหรับผมแล้ว..ไม่แปลกใจเลยสักนิดทำไมน่ะหรือ..เพราะเห็นตำตาอยู่ทุกวี่วันแถมขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว..
..ภาพแรกผืนพรมสีเขียว..ป่าอันอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำสาละวิน..ที่มันยังคงเขียวอยู่ได้เพราะอยู่ห่างไกลผู้คน..แถมดินแดนแถบนี้ยังมีการรบของชนกลุ่มน้อยอยู่ตลอดเวลา..มีแต่ทหารเท่านั้นถึงจะกล้ามายังดินแดนแถบนี้..
เมื่อมีความเจริญ..มีการพัฒนา(ในภาษาของธรรมชาติการพัฒนาของมนุษย์คือ..การทำลายล้างธรรมชาติ) มีถนนลากยาวไปถึงไหนก็บรรลัยวายวอดที่นั่น..ป่าเริ่มถูกเปิดบริสุทธิ์..จุดเริ่มต้นของหายนะ..
ท่านอาจไม่เชื่อว่ามนุษย์มีพรสวรรค์ในทางทำลายล้างอย่างหาสัตว์พันธ์ไหนมาทาบรัศมีได้ยาก..ภูเขาบางลูกมีอายุยืนยาวมานับร้อยนับพันปี..แต่มนุษย์เพียงคนเดี่ยวสามารถถากถางป่าจนเหี้ยนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน.
..เมื่อมีผู้ว่าราชการมารับตำแหน่งใหม่ ๆ ..ท่านได้ขอ ฮ.ทบ. เพื่อบินสำรวจอาณาเขตป่าที่ท่านต้องรับผิดชอบ..ก่อนขึ้นเครื่องท่านได้พูดถึงนโยบายที่วาดไว้สวยหรูเรื่องการอนุรักษ์ป่าจนผมฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก..แถมยังแอบอมยิ้ม..ท่านบอกว่ากับพวกผมว่า "ถ้าระหว่างบินไปทำงานแล้วพบเจอว่ามีการตัดไม้ทำลายป่าให้แจ้งท่านเป็นการส่วนตัวได้ตลอดเวลา"
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 37904.html
Fw: ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว .......
Date: Wed, 25 Oct 2006 03:37:43 -0800
..บางท่านอาจแปลกใจที่ทำไมธรรมชาติจึงได้โหดร้ายรุนแรงขึ้นทุกวัน..แต่สำหรับผมแล้ว..ไม่แปลกใจเลยสักนิดทำไมน่ะหรือ..เพราะเห็นตำตาอยู่ทุกวี่วันแถมขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว..
..ภาพแรกผืนพรมสีเขียว..ป่าอันอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำสาละวิน..ที่มันยังคงเขียวอยู่ได้เพราะอยู่ห่างไกลผู้คน..แถมดินแดนแถบนี้ยังมีการรบของชนกลุ่มน้อยอยู่ตลอดเวลา..มีแต่ทหารเท่านั้นถึงจะกล้ามายังดินแดนแถบนี้..
เมื่อมีความเจริญ..มีการพัฒนา(ในภาษาของธรรมชาติการพัฒนาของมนุษย์คือ..การทำลายล้างธรรมชาติ) มีถนนลากยาวไปถึงไหนก็บรรลัยวายวอดที่นั่น..ป่าเริ่มถูกเปิดบริสุทธิ์..จุดเริ่มต้นของหายนะ..
ท่านอาจไม่เชื่อว่ามนุษย์มีพรสวรรค์ในทางทำลายล้างอย่างหาสัตว์พันธ์ไหนมาทาบรัศมีได้ยาก..ภูเขาบางลูกมีอายุยืนยาวมานับร้อยนับพันปี..แต่มนุษย์เพียงคนเดี่ยวสามารถถากถางป่าจนเหี้ยนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน.
..เมื่อมีผู้ว่าราชการมารับตำแหน่งใหม่ ๆ ..ท่านได้ขอ ฮ.ทบ. เพื่อบินสำรวจอาณาเขตป่าที่ท่านต้องรับผิดชอบ..ก่อนขึ้นเครื่องท่านได้พูดถึงนโยบายที่วาดไว้สวยหรูเรื่องการอนุรักษ์ป่าจนผมฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก..แถมยังแอบอมยิ้ม..ท่านบอกว่ากับพวกผมว่า "ถ้าระหว่างบินไปทำงานแล้วพบเจอว่ามีการตัดไม้ทำลายป่าให้แจ้งท่านเป็นการส่วนตัวได้ตลอดเวลา"
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 2
ยิ่งบินลึกเข้าไปในป่า..เสียงของท่านผู้ว่า ฯ ก็เบาลงเรื่อย ๆ บางช่วงก็ถึงกับเงียบจนผมต้องหันไปมองดูว่าท่านยังสบายดีอยู่หรือเปล่า..ผมกลัวว่าท่านจะช็อกกับภาพที่เห็นกระจะตาอยุ่เบื้องล่าง..และเป็นการได้เห็นด้วยตาของตนเองต่างจากรายงานบนแผ่นกระดาษอย่างสิ้นเชิง..
..ภูเขาหมดเป็นลูก ๆ แบบนี้บ้านผมเรียกว่า "วายวอด" ไม่ใช่การบุกรุกป่า..แต่เป็นการทำลายล้างป่าต้นน้ำของประเทศไทยให้สูญพันธ์ไปอย่างรวดเร็วที่สุด..ท่านผู้ว่า ฯ ของผมไม่ได้ถึงกับเงียบจนเกินไปนัก..เพราะบางช่วงแม้เสียงใบพัด ฮ.จะดังสนั่นหวั่นไหว..หูผมอาจฝาดไปก็ได้..เพราะผมคิดว่าผมได้ยินเสียงท่านผู้ว่า ฯ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่..ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าอุดมการณ์อันแรงกล้าของท่านที่จะยืนหยัดรักษาป่าต้นน้ำไว้ให้ลูกหลานคนไทย..จะยังคงเหนียวแน่นมั่นคงอยู่หรือเปล่า..ในยามที่ได้มาเห็นความจริงต่อหน้าต่อตาแบบนี้..
..ภูเขาหมดเป็นลูก ๆ แบบนี้บ้านผมเรียกว่า "วายวอด" ไม่ใช่การบุกรุกป่า..แต่เป็นการทำลายล้างป่าต้นน้ำของประเทศไทยให้สูญพันธ์ไปอย่างรวดเร็วที่สุด..ท่านผู้ว่า ฯ ของผมไม่ได้ถึงกับเงียบจนเกินไปนัก..เพราะบางช่วงแม้เสียงใบพัด ฮ.จะดังสนั่นหวั่นไหว..หูผมอาจฝาดไปก็ได้..เพราะผมคิดว่าผมได้ยินเสียงท่านผู้ว่า ฯ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่..ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าอุดมการณ์อันแรงกล้าของท่านที่จะยืนหยัดรักษาป่าต้นน้ำไว้ให้ลูกหลานคนไทย..จะยังคงเหนียวแน่นมั่นคงอยู่หรือเปล่า..ในยามที่ได้มาเห็นความจริงต่อหน้าต่อตาแบบนี้..
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 3
..ไม้มีค่าจำพวก "ต้นสักทอง" จะถูกตัดโค่นและขนลำเลียงออกมาก่อน..ส่วนที่เหลือก็ไม่มีความหมายอันใด..จัดการฌาปนกิจป่าทั้งป่าให้ไปสู่ที่ชอบที่ชอบ..ยามเมื่อคนตัดไม้เหน็ดเหนื่อยยังมีเวลาได้พัก..ตกกลางคืนก็มีเวลาได้นอนหลับพักผ่อนมีเวลาให้ป่าได้พักจากการถูกทำลาย..แต่การทำลายป่าด้วยวิธีการเผา..ไฟป่าจะโหมไหม้ตลอด 24 ชม. ไม่มีเวลาได้หยุดพัก..ไฟจะลามต่อเนื่องกินพื้นที่นับร้อยนับพันไร่เพียงข้ามคืน..ท่านลองดูด้วยตาจะเห็นว่าควันไฟจากการเผาทำลายป่ามันสามารถทำให้ป่าทั้งป่ามืดคลึ้ม..ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้ากลับกลายเป็นสีเทา..ผมไม่ได้หมายถึงป่าจำนวน 10 หรือ 100 ไร่..แต่มันหมายถึงป่าที่ผมมองไปจนสุดสายตาแต่ไม่เห็นอะไรเลย..นอกจากควันไฟ.
..แล้วเมืองก็ผุดขึ้นกลางป่า..กลางหุบเขา..รีสอรท์เอย..โรงแรมเอย..ไหนจะสนามกอล์ฟ..ไร่ส้ม..พืชผักปลอดสารพิษ..ภาพนี้ถ่ายจากอำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่..
..รีสอร์ทกลางหุบเขาของใครเอ่ยยย..
..ขอเชิญท่านมาเป็นแขกของเรา..บรรยากาศท่ามกลางขุนเขา..อากาศบริสุทธิ์..และถ้าท่านใดเคยเป็นลูกค้ารีสอร์ทประเภทนี้..ขอยินดีกับท่านด้วยที่ท่านเป็นหนึ่งในผู้เห็นดีเห็นงามกับการทำลายป่า..เงินของท่านจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนในการทำลายป่าขยายกิจการของรีสอร์ทออกไปให้เจริญรุดหน้า..
..ยามที่ท่านตื่นขึ้นยามเช้า..เดินไปออกไปชื่นชมธรรมชาติที่ระเบียงห้องพักของรีสอร์ท..พร้อมกับสูดลมหายใจอันแสนบริสุทธิ์ของป่าเข้าไปเต็มปอด..และรำพึงรำพันออกมาด้วยความสุข..ขอให้ท่านรับรู้ว่า..ป่ากำลังร้องไห้..ความสุขของท่านยืนอยู่บนซากศพของต้นไม้นับร้อยนับพัน.
..แล้วเมืองก็ผุดขึ้นกลางป่า..กลางหุบเขา..รีสอรท์เอย..โรงแรมเอย..ไหนจะสนามกอล์ฟ..ไร่ส้ม..พืชผักปลอดสารพิษ..ภาพนี้ถ่ายจากอำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่..
..รีสอร์ทกลางหุบเขาของใครเอ่ยยย..
..ขอเชิญท่านมาเป็นแขกของเรา..บรรยากาศท่ามกลางขุนเขา..อากาศบริสุทธิ์..และถ้าท่านใดเคยเป็นลูกค้ารีสอร์ทประเภทนี้..ขอยินดีกับท่านด้วยที่ท่านเป็นหนึ่งในผู้เห็นดีเห็นงามกับการทำลายป่า..เงินของท่านจะได้เป็นส่วนหนึ่งของกองทุนในการทำลายป่าขยายกิจการของรีสอร์ทออกไปให้เจริญรุดหน้า..
..ยามที่ท่านตื่นขึ้นยามเช้า..เดินไปออกไปชื่นชมธรรมชาติที่ระเบียงห้องพักของรีสอร์ท..พร้อมกับสูดลมหายใจอันแสนบริสุทธิ์ของป่าเข้าไปเต็มปอด..และรำพึงรำพันออกมาด้วยความสุข..ขอให้ท่านรับรู้ว่า..ป่ากำลังร้องไห้..ความสุขของท่านยืนอยู่บนซากศพของต้นไม้นับร้อยนับพัน.
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 4
..ลองนึกภาพดูว่าในร่องเขาแบบนี้..ถ้าฝนตกลงมา..กระแสน้ำจากบนภูเขาจะไหลไปทางไหน..เป้าหมายของมันก็คือหมู่บ้านเชิงเขา..และเราก็จะได้เห็นภาพของการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน..ได้อ่านข่าวทั้งจากหนังสือพิมพ์และนั่งดูข่าวผ่านทีวีทุกช่องด้วยความตกอกตกใจว่า..มันเป็นไปได้อย่างไร..ทำไมธรรมชาติช่างโหดร้ายกับมนุษย์ผู้ใสซื่อตัวเล็ก ๆ ..
..คนตายก็ตายไป..พวกที่อยู่ก็ยังคงถากถางทำลายป่าแลกเงินกันต่อไปหามีจิตสำนึกไม่..บทเรียนกี่ครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้เราฉลาดขึ้นเลยสักนิด..ธรรมชาติปรับตัวเป็นเรื่องปกติ..แต่มนุษย์เองมิใช่หรือที่นำพาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ ๆ ไม่ควรอยู่..เหมือนไปนอนอยู่กลางถนนท่ามกลางอันตรายจากรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา..ยามเมื่อมีการตายการสูญเสียเราจะโทษป่า..โทษภัยธรรมชาติว่าโหดร้ายได้อย่างไร..
..สองมือยังถากถางทำลายป่ากันไม่หยุด..แต่ปากก็ร้องถามว่า..ทำไมธรรมชาติจึงโหดร้ายนัก..มันช่างไม่ยุติธรรมกับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ เลย..ทำไมไม่ต่างคนต่างอยู่..ธรรมชาติมายุ่งกับมนุษย์ทำไม..
..เฮ้อออออ...มนุษย์หนอมนุษย์..!!!
..คนตายก็ตายไป..พวกที่อยู่ก็ยังคงถากถางทำลายป่าแลกเงินกันต่อไปหามีจิตสำนึกไม่..บทเรียนกี่ครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้เราฉลาดขึ้นเลยสักนิด..ธรรมชาติปรับตัวเป็นเรื่องปกติ..แต่มนุษย์เองมิใช่หรือที่นำพาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ ๆ ไม่ควรอยู่..เหมือนไปนอนอยู่กลางถนนท่ามกลางอันตรายจากรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา..ยามเมื่อมีการตายการสูญเสียเราจะโทษป่า..โทษภัยธรรมชาติว่าโหดร้ายได้อย่างไร..
..สองมือยังถากถางทำลายป่ากันไม่หยุด..แต่ปากก็ร้องถามว่า..ทำไมธรรมชาติจึงโหดร้ายนัก..มันช่างไม่ยุติธรรมกับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ เลย..ทำไมไม่ต่างคนต่างอยู่..ธรรมชาติมายุ่งกับมนุษย์ทำไม..
..เฮ้อออออ...มนุษย์หนอมนุษย์..!!!
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 5
..เมื่อฝนเริ่มตก..ด้วยความลาดชันของภูเขา..ดินที่ปราศจากการยึดด้วยรากของต้นไม้..เมื่อปริมาณน้ำยิ่งมากขึ้น..ดินก็ยิ่งมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นทุกทีจากการอมน้ำไว้ด้วยปริมาณมาก..แล้วมันก็จะพังทลายลงมา..ไหลลงไปรวมกันในร่องเขา..พัดกวาดท่อนซุงที่มนุษย์ทิ้งไว้บนเขาลงมาด้วย..ยิ่งภูเขาสูงชันเท่าไร..กระแสน้ำที่ไหลลงมาจะมีความเร็วและรุนแรงบ้าคลั่ง..พัดกวาดต้นไม้ชนิดถอนรากถอนโคน..จุดหมายของพวกมันคือ..หมู่บ้านและเมืองเบื้องล่าง..
หมู่บ้านในหุบเขา..ตามเชิงเขาจะโดนถล่มก่อนเป็นการปลดปล่อยพลังครั้งแรกของมัน..ในภาพไม่ใช่กองไม้จิ้มฟัน..แต่เป็นซุงขนาดต่าง ๆ ไหลลงมาจากภูเขาเข้าถล่มหมู่บ้าน..ขอย้ำว่า..มันคือท่อนซุงครับท่าน..
..มองไปทางไหนไม่เห็นอะไรเลย..นอกจากท่องซุงและทะเลโคลน.
..บริเวณนี้เคยเป็นนาข้าวลุ่มแม่น้ำที่เขียวขจี..แต่ตอนนี้มีแต่โคลนหนาเป็นฟุต..
..ลงมาดูที่พื้นด้านล่าง..คราวนี้เชื่อหรือยังล่ะครับว่าที่มองเห็นทางอากาศเหมือนไม้จิ้มฟันมันเป็นท่อนซุงจริง ๆ ..
หมู่บ้านในหุบเขา..ตามเชิงเขาจะโดนถล่มก่อนเป็นการปลดปล่อยพลังครั้งแรกของมัน..ในภาพไม่ใช่กองไม้จิ้มฟัน..แต่เป็นซุงขนาดต่าง ๆ ไหลลงมาจากภูเขาเข้าถล่มหมู่บ้าน..ขอย้ำว่า..มันคือท่อนซุงครับท่าน..
..มองไปทางไหนไม่เห็นอะไรเลย..นอกจากท่องซุงและทะเลโคลน.
..บริเวณนี้เคยเป็นนาข้าวลุ่มแม่น้ำที่เขียวขจี..แต่ตอนนี้มีแต่โคลนหนาเป็นฟุต..
..ลงมาดูที่พื้นด้านล่าง..คราวนี้เชื่อหรือยังล่ะครับว่าที่มองเห็นทางอากาศเหมือนไม้จิ้มฟันมันเป็นท่อนซุงจริง ๆ ..
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 6
นายทุนรวยเอา ๆ นอนสบายอยู่ในเมืองครับ.. ส่วนชาวบ้านเป็นเหยื่อรับจ้างตัดไม้ก็ถูกจับเวลาเกิดภัยจากธรรมชาติตัวชาวบ้านเองก็เป็นผู้รับเคราะห์..น่าสงสารที่สุดคือชาวบ้านตาดำ ๆ ทำไปด้วยความไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะรุนแรงขนาดไหน..เงินและทรัพย์สมบัติที่สร้างสมมาจากการรับจ้างตัดไม้..ยามธรรมชาติมาทวงคืนต้องคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยคือชีวิตของตัวเองหรือไม่ก็เป็นคนในครอบครัวที่ตัวเองรัก..
..ป่าปิดไปนานแล้วครับ แต่ประตูหลังไม่ได้ปิดแถมยังเปิดกว้างกว่าประตูหน้าซะอีก..นับจากวันที่ประกาศปิดป่าต้นไม้ยังคงถูกลำเลียงออกจากป่าไม่มีวันหยุด..ก่อนปิดป่า ๆ จะถูกตัดทำลายอย่างถูกกฏหมายจากเจ้าของสัมปทานเพียงกลุ่มเดียวซึ่งเขาจะคอยสอดส่องไม่ให้ชาวบ้านเข้ามากอบโกยผลประโยชน์แข่งกับพวกเขา..แต่พอปิดป่ายกเลิกทุกสัมปทานป่าก็กลายเป็นของสาธารณะพวกนายทุนเจ้าของสัมปทานเดิมก็แอบเข้าไปตัด..ชาวบ้านก็ร่วมสังฆกรรมด้วย..ต่างคนต่างทำงานของตัวเองอย่างแข็งขัน..ไม่มีใครว่าใคร..มือใครยาวสาวได้สาวเอา..สุดท้ายก็..เละ
..ป่าปิดไปนานแล้วครับ แต่ประตูหลังไม่ได้ปิดแถมยังเปิดกว้างกว่าประตูหน้าซะอีก..นับจากวันที่ประกาศปิดป่าต้นไม้ยังคงถูกลำเลียงออกจากป่าไม่มีวันหยุด..ก่อนปิดป่า ๆ จะถูกตัดทำลายอย่างถูกกฏหมายจากเจ้าของสัมปทานเพียงกลุ่มเดียวซึ่งเขาจะคอยสอดส่องไม่ให้ชาวบ้านเข้ามากอบโกยผลประโยชน์แข่งกับพวกเขา..แต่พอปิดป่ายกเลิกทุกสัมปทานป่าก็กลายเป็นของสาธารณะพวกนายทุนเจ้าของสัมปทานเดิมก็แอบเข้าไปตัด..ชาวบ้านก็ร่วมสังฆกรรมด้วย..ต่างคนต่างทำงานของตัวเองอย่างแข็งขัน..ไม่มีใครว่าใคร..มือใครยาวสาวได้สาวเอา..สุดท้ายก็..เละ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 7
..คนสมัยก่อนพึ่งพาอาศัยป่าด้วยความเคารพในฐานะที่ป่าคือชีวิต..คือแหล่งอาหาร..คือแหล่งของสมุนไพรรักษาโรค..คือที่อยู่อาศัย..ทุกคนอยู่กันอย่างพอเพียงล่าสัตว์ได้ 1 ตัวก็กลับบ้านกินหมดแล้วค่อยไปออกล่าหาเอาใหม่..ตัดไม้พอปลูกบ้านอาศัยก็เพียงพอแล้ว..ป่าก็สงบเรียบร้อย..
..แต่ปัจจุบันทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง..ทุกคนต่างแข่งขันกันสร้างฐานะไม่รู้จักพอ..เพื่อสะสมเงินทองให้ได้มากที่สุด..สุดท้ายทุกคนต้องมาร่วมกันชดใช้..เราต้องมาเผชิญกรรมร่วมกัน..
..ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือในเมือง..ความเดือดร้อนจากผลของการกระทำของคนเพียงหยิบมือได้ส่งผลมาถึงคนที่อยู่ในเมือง..นับพัน..นับหมื่น..นับแสน..และนับล้าน..
..สะพานขาด..!!!
..ถนนพัง..!!!
..ภาพชุดต่อไปเห้นชัดอย่างไม่น่าเชื่อ..แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าถ่ายภาพชุดนี้มาได้อย่างไร..
..รีสอร์ทริมธารน้ำแสนสวย..เร่งปลูกสร้างเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึง..
..Before..!!!
จะมีสักวันใหมหนอ..!!!
..วันที่มนุษย์ได้คิด..ว่าเราเป็นเพียงเถ้าธุลีเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่..เรากล้าประกาศก้องว่าเราสามารถเอาชนะธรรมชาติได้..แต่เพียงธรรมชาติขยับตัวเพียงเบา ๆ พวกเราก็ตายเกลื่อนวิ่งหางจุกก้น
..เราจะรู้กันหรือเปล่า..ว่าคนโบราณไม่เคยคิดจะเอาชนะธรรมชาติ..คิดเพียงว่าจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างไรให้เป็นสุข
..บรรพบุรุษของเรามีพิธีสักการะแม่โพสพ..พิธีขอขมาต่อสายน้ำและเรียกสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตว่าแม่พระคงคา
เรียกผืนแผ่นดินว่าแม่พระธรณี..พวกเขาเคารพนบนอบต่อธรรมชาติ..และธรรมชาติก็หล่อเลี้ยงพวกเขาเป็นการตอบแทน..ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างสงบสุข
..แต่ปัจจุบันทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง..ทุกคนต่างแข่งขันกันสร้างฐานะไม่รู้จักพอ..เพื่อสะสมเงินทองให้ได้มากที่สุด..สุดท้ายทุกคนต้องมาร่วมกันชดใช้..เราต้องมาเผชิญกรรมร่วมกัน..
..ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือในเมือง..ความเดือดร้อนจากผลของการกระทำของคนเพียงหยิบมือได้ส่งผลมาถึงคนที่อยู่ในเมือง..นับพัน..นับหมื่น..นับแสน..และนับล้าน..
..สะพานขาด..!!!
..ถนนพัง..!!!
..ภาพชุดต่อไปเห้นชัดอย่างไม่น่าเชื่อ..แปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าถ่ายภาพชุดนี้มาได้อย่างไร..
..รีสอร์ทริมธารน้ำแสนสวย..เร่งปลูกสร้างเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึง..
..Before..!!!
จะมีสักวันใหมหนอ..!!!
..วันที่มนุษย์ได้คิด..ว่าเราเป็นเพียงเถ้าธุลีเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่..เรากล้าประกาศก้องว่าเราสามารถเอาชนะธรรมชาติได้..แต่เพียงธรรมชาติขยับตัวเพียงเบา ๆ พวกเราก็ตายเกลื่อนวิ่งหางจุกก้น
..เราจะรู้กันหรือเปล่า..ว่าคนโบราณไม่เคยคิดจะเอาชนะธรรมชาติ..คิดเพียงว่าจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างไรให้เป็นสุข
..บรรพบุรุษของเรามีพิธีสักการะแม่โพสพ..พิธีขอขมาต่อสายน้ำและเรียกสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตว่าแม่พระคงคา
เรียกผืนแผ่นดินว่าแม่พระธรณี..พวกเขาเคารพนบนอบต่อธรรมชาติ..และธรรมชาติก็หล่อเลี้ยงพวกเขาเป็นการตอบแทน..ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอย่างสงบสุข
-
- Verified User
- โพสต์: 4596
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 8
ได้ไปดูมาแล้ว ขอบคุณครับ
ทำลายธรรมชาติก่อนเอง จะให้ใครช่วยละครับ
ทำลายธรรมชาติก่อนเอง จะให้ใครช่วยละครับ
สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ
สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ
ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด
ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์
สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ
ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด
ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 9
FW: ดอกเตอร์ดังพบภาพนิมิต เตือน 3-6 เดือนพิบัติภัยทั่วไทย
Date: Wed, 25 Oct 2006 03:51:00 -0800
ดอกเตอร์ดังพบภาพนิมิต เตือน 3-6 เดือนพิบัติภัยทั่วไทย
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
ดร.กัญจีรา กาญจนเกศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประธานชมรมวิถีธรรม-วิถีไท ผู้มีชื่อเสียงจากการใช้พลังจิตและคลื่นพิเศษสร้างกระแสทำนายพิบัติภัย กล่าวเตือนว่า ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะได้พบภัยพิบัติธรรมชาติอย่างรุนแรง จะเกิดน้ำท่วม แผ่นดินแยก แผ่นดินทรุดในหลายพื้นที่ทั่วโทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ จะมีตึกสูงถล่มด้วย ส่วนภาคใต้จะเกิดคลื่นพายุหนัก จึงอยากเตือนให้หน่วยงานราชการเตรียมรับกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น
"จากการนั่งสมาธิสวดมนต์ภาวนาปฏิบัติธรรม ได้พบภาพนิมิตล่าสุดว่า ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะเกิดแผ่นดินแยกและทรุดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เห็นภาพแฟลตดินแดงถล่มทรุดลงมากองกับพื้นดินเลย ทุกวันนี้ตอนนั่งสมาธิรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนระดับลึก จนเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงแน่นอน และมีอาฟเตอร์ช็อกด้วย คนที่อยู่ในตึกสูงเกิน 30 ชั้นให้ระวังตัวไว้เลย" ดร.กัญจีรา กล่าว
ดร.กัญจีรา อธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากนั่งสมาธิเพื่อเห็นภาพด้วยญาณวิถีแล้ว ยังศึกษาแผนที่โลกและความรู้ด้านภูมิศาสตร์-วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมด้วย อยากเตือนว่าน้ำอาจท่วมปทุมธานีและนครนายกด้วย ภาคใต้จังหวัดที่ต้องระวังพายุหนักคือ ตรัง พัทลุง และนครศรีธรรมราช ผู้อยู่ภาคเหนือตอนล่างคือ อุทัยธานี พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ก็ต้องเตรียมพร้อมรับภัยธรรมชาติ
"อาจารย์ออกมาพูดวันนี้ ก็กลัวว่าคนจะหาว่าเชื่องมงาย แต่ถ้าไม่พูดคนก็จะไม่ได้ระวังตัว โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเรื่องบรรเทาสาธารณภัย อาจารย์เคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงคมนาคมมาก่อน จึงรู้ว่าการป้องกันสามารถทำได้ และเตือนไปที่ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ให้รู้ข้อมูลนี้แล้ว อยากให้มีการเตรียมกระสอบทราย ระบายร่องน้ำและเรือช่วยเหลือไว้ เพราะที่ผ่านมาก็เคยเตือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 และในวันที่ 26 ธันวาคม ก็เกิดคลื่นสึนามิจริงๆ" ประธานชมรมวิถีธรรมฯ กล่าว
Date: Wed, 25 Oct 2006 03:51:00 -0800
ดอกเตอร์ดังพบภาพนิมิต เตือน 3-6 เดือนพิบัติภัยทั่วไทย
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
ดร.กัญจีรา กาญจนเกศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประธานชมรมวิถีธรรม-วิถีไท ผู้มีชื่อเสียงจากการใช้พลังจิตและคลื่นพิเศษสร้างกระแสทำนายพิบัติภัย กล่าวเตือนว่า ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะได้พบภัยพิบัติธรรมชาติอย่างรุนแรง จะเกิดน้ำท่วม แผ่นดินแยก แผ่นดินทรุดในหลายพื้นที่ทั่วโทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ จะมีตึกสูงถล่มด้วย ส่วนภาคใต้จะเกิดคลื่นพายุหนัก จึงอยากเตือนให้หน่วยงานราชการเตรียมรับกับภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้น
"จากการนั่งสมาธิสวดมนต์ภาวนาปฏิบัติธรรม ได้พบภาพนิมิตล่าสุดว่า ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้าประเทศไทยจะเกิดแผ่นดินแยกและทรุดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เห็นภาพแฟลตดินแดงถล่มทรุดลงมากองกับพื้นดินเลย ทุกวันนี้ตอนนั่งสมาธิรู้สึกถึงความสั่นสะเทือนระดับลึก จนเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงแน่นอน และมีอาฟเตอร์ช็อกด้วย คนที่อยู่ในตึกสูงเกิน 30 ชั้นให้ระวังตัวไว้เลย" ดร.กัญจีรา กล่าว
ดร.กัญจีรา อธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากนั่งสมาธิเพื่อเห็นภาพด้วยญาณวิถีแล้ว ยังศึกษาแผนที่โลกและความรู้ด้านภูมิศาสตร์-วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมด้วย อยากเตือนว่าน้ำอาจท่วมปทุมธานีและนครนายกด้วย ภาคใต้จังหวัดที่ต้องระวังพายุหนักคือ ตรัง พัทลุง และนครศรีธรรมราช ผู้อยู่ภาคเหนือตอนล่างคือ อุทัยธานี พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ก็ต้องเตรียมพร้อมรับภัยธรรมชาติ
"อาจารย์ออกมาพูดวันนี้ ก็กลัวว่าคนจะหาว่าเชื่องมงาย แต่ถ้าไม่พูดคนก็จะไม่ได้ระวังตัว โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเรื่องบรรเทาสาธารณภัย อาจารย์เคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงคมนาคมมาก่อน จึงรู้ว่าการป้องกันสามารถทำได้ และเตือนไปที่ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ให้รู้ข้อมูลนี้แล้ว อยากให้มีการเตรียมกระสอบทราย ระบายร่องน้ำและเรือช่วยเหลือไว้ เพราะที่ผ่านมาก็เคยเตือนว่าจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 และในวันที่ 26 ธันวาคม ก็เกิดคลื่นสึนามิจริงๆ" ประธานชมรมวิถีธรรมฯ กล่าว
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 10
FW: รู้เท่าทัน - มะเร็งเต้านมชนิดใหม่
Date: Sun, 29 Oct 2006 19:49:05 -0900
รู้เท่าทัน - มะเร็งเต้านมชนิดใหม่
อาการเป็นผื่นแดงที่เต้านม คล้ายการระคายเคืองธรรมดาของแม่ที่ให้นมบุตร
การตรวจหามะเร็งด้วย mammogram แสดงผลปกติ
หมอให้ทายาปฏิชีวนะ แต่อาการกลับแย่ลง หมอจึงให้ตรวจด้วย< FONT face="Microsoft Sans Serif" size=1> mammogram อีกครั้ง คราวนี้ พบก้อนเนื้อมะเร็งที่กำลังขยายเร็วมาก
เขาเริ่มการรักษามะเร็งด้วย "คีโม" (chemotherapy) และการฉายรังสีเพื่อยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง หลังจากการรักษาอย่างเข้มข้น 9 เดือน เขาก็หายดี
แต่มะเร็งก็กลับมาอีก โดยครั้งนี้เกิดที่ตับ เขาเข้ารับการรักษา 4 ครั้ง แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตช่วงสุดท้า ยอยู่อย่างสบายโดยไม่ต้องทรมานจากอาการข้างเคียงจากการทำคีโม เขาอยู่ได้ 5 เดือน
ก่อนเสียชีวิตเขาได้ทิ้งข้อความนี้ไว้ให้กับผู้หญิงทุกคน
ผู้หญิงทุกท่าน โปรดตื่นตัวกับอาการอะไรก็ตามที่ไม่ปกติ และรีบรับการรักษาแต่เนิ่นๆ
Paget's Disease เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยพบบ่อยนัก จะเกิดภายนอกที่หัวนมและบริเวณ
รอบๆ ลานนม ดูเหมือนเป็นผื่นแดง (rash) ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นคล้ายแผลและตกสะเก็ดแข็งรอบๆ
ซึ่งเขาก็ไม่คิดเลยว่าจะเป็นมะเร็งไปได้เพราะไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร เพียงแต่รู้สึกรำคาญเพราะบางทีจะคันๆ แสบๆ จึงได้ไปหาหมอ แต่ทายาที่หมอผิวหนังสั่งแล้วก็ไม่หาย และหมอก็ไม่ได้เตือนถึงความเป็นไปได้ของมะเร็ง
ฉันเชื่อว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็คงไม่คิดว่าผื่นที่หัวนมจะกลายเป็นมะเร็งไปได้ ตอนที่ฉันเป็น ก็เริ่มจากตุ่มแดงตุ่มเดียวคล้ายสิวที่ลานนม ซึ่งดูไม่น่ากลัวอะไร คิดว่าเป็นเพียงผิวหนังอักเสบเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ไม่คิดจะหาหมอเพื่อรับการรักษา อาการเป็นอย่างไร
1. ผิวระคายเคืองออกแดง มีน้ำเหลืองออก ถึงตกสะเก็ด ที่บริเวณหัวนม คันและแสบร้อน (ของฉันคันและแสบไม่มาก และไม่มีหนองไหล เพียงแต่เป็นสะเก็ดรอบนอกด้านหนึ่ง)
2. แผลบนหัวนมจะไม่หาย (ของฉันเป็นบริเวณลานนม มีบริเวณเป็นสีขาวๆ หนาๆ ที่กลางหัวนม)
3. โดยทั่วไป จะเป็นที่หัวนมข้างเดียว การตรวจพบ ต้องตรวจทางกายภาพ และทำ mammogram
เต้านมทั้งสองข้างทันที แม้อาการระคายเคืองนั้นจะดูเหมือนแค่ผิวอักเสบธรรมดา หมอควรจะสงสัยว่าเป็นมะเร็ง หากมีอาการเพียงข้างเดียว หมอควรตรวจเนื้อเยื่อเพื่อให้มั่นใจ
ข้อความนี้สำคัญ และควรส่งต่อไปให้มากที่สุด อาจช่วยรักษาชีวิตบางคนได้
มะเร็งเต้านมที่ฉันเป็นลุกลามไปถึงกระดูก หลังจากการรักษาด้วยคีโมอย่างแรง ฉายรังสี 28 ครั้ง
และใช้ยา หากฉันรู้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่มะเร็งเริ่มแรก บางทีมะเร็งอาจไม่ลุกลามมากขนาดนี้
Date: Sun, 29 Oct 2006 19:49:05 -0900
รู้เท่าทัน - มะเร็งเต้านมชนิดใหม่
อาการเป็นผื่นแดงที่เต้านม คล้ายการระคายเคืองธรรมดาของแม่ที่ให้นมบุตร
การตรวจหามะเร็งด้วย mammogram แสดงผลปกติ
หมอให้ทายาปฏิชีวนะ แต่อาการกลับแย่ลง หมอจึงให้ตรวจด้วย< FONT face="Microsoft Sans Serif" size=1> mammogram อีกครั้ง คราวนี้ พบก้อนเนื้อมะเร็งที่กำลังขยายเร็วมาก
เขาเริ่มการรักษามะเร็งด้วย "คีโม" (chemotherapy) และการฉายรังสีเพื่อยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง หลังจากการรักษาอย่างเข้มข้น 9 เดือน เขาก็หายดี
แต่มะเร็งก็กลับมาอีก โดยครั้งนี้เกิดที่ตับ เขาเข้ารับการรักษา 4 ครั้ง แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตช่วงสุดท้า ยอยู่อย่างสบายโดยไม่ต้องทรมานจากอาการข้างเคียงจากการทำคีโม เขาอยู่ได้ 5 เดือน
ก่อนเสียชีวิตเขาได้ทิ้งข้อความนี้ไว้ให้กับผู้หญิงทุกคน
ผู้หญิงทุกท่าน โปรดตื่นตัวกับอาการอะไรก็ตามที่ไม่ปกติ และรีบรับการรักษาแต่เนิ่นๆ
Paget's Disease เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยพบบ่อยนัก จะเกิดภายนอกที่หัวนมและบริเวณ
รอบๆ ลานนม ดูเหมือนเป็นผื่นแดง (rash) ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นคล้ายแผลและตกสะเก็ดแข็งรอบๆ
ซึ่งเขาก็ไม่คิดเลยว่าจะเป็นมะเร็งไปได้เพราะไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร เพียงแต่รู้สึกรำคาญเพราะบางทีจะคันๆ แสบๆ จึงได้ไปหาหมอ แต่ทายาที่หมอผิวหนังสั่งแล้วก็ไม่หาย และหมอก็ไม่ได้เตือนถึงความเป็นไปได้ของมะเร็ง
ฉันเชื่อว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็คงไม่คิดว่าผื่นที่หัวนมจะกลายเป็นมะเร็งไปได้ ตอนที่ฉันเป็น ก็เริ่มจากตุ่มแดงตุ่มเดียวคล้ายสิวที่ลานนม ซึ่งดูไม่น่ากลัวอะไร คิดว่าเป็นเพียงผิวหนังอักเสบเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ไม่คิดจะหาหมอเพื่อรับการรักษา อาการเป็นอย่างไร
1. ผิวระคายเคืองออกแดง มีน้ำเหลืองออก ถึงตกสะเก็ด ที่บริเวณหัวนม คันและแสบร้อน (ของฉันคันและแสบไม่มาก และไม่มีหนองไหล เพียงแต่เป็นสะเก็ดรอบนอกด้านหนึ่ง)
2. แผลบนหัวนมจะไม่หาย (ของฉันเป็นบริเวณลานนม มีบริเวณเป็นสีขาวๆ หนาๆ ที่กลางหัวนม)
3. โดยทั่วไป จะเป็นที่หัวนมข้างเดียว การตรวจพบ ต้องตรวจทางกายภาพ และทำ mammogram
เต้านมทั้งสองข้างทันที แม้อาการระคายเคืองนั้นจะดูเหมือนแค่ผิวอักเสบธรรมดา หมอควรจะสงสัยว่าเป็นมะเร็ง หากมีอาการเพียงข้างเดียว หมอควรตรวจเนื้อเยื่อเพื่อให้มั่นใจ
ข้อความนี้สำคัญ และควรส่งต่อไปให้มากที่สุด อาจช่วยรักษาชีวิตบางคนได้
มะเร็งเต้านมที่ฉันเป็นลุกลามไปถึงกระดูก หลังจากการรักษาด้วยคีโมอย่างแรง ฉายรังสี 28 ครั้ง
และใช้ยา หากฉันรู้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่มะเร็งเริ่มแรก บางทีมะเร็งอาจไม่ลุกลามมากขนาดนี้
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 11
ทำนายนิสัยจากสบู่ที่ชอบใช้ สบู่
ชอบใช้สบู่ที่ผสมน้ำหอม
สำหรับคนที่ชอบใช้สบู่หอมๆ ไม่ว่าจะหอมมากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม ขอเพียงหลังอาบน้ำกลิ่นนั้นก็จะหอมกรุ่นละมุนละไมติดตัว สามารถทายได้เลยว่า เป็นคนที่มีนิสัยประณีต พิถีพิถัน รักความสะดวกสบาย เป็นคนที่มีจินตนาการในเรื่องความรักสูง ชอบดูแลตัวเองให้ดูดีมีเสน่ห์ แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นคนที่มีอารมณ์ปรวนแปร ใจน้อยเก่ง งอนง่ายว่างั้นเถอะ ชอบให้คนเอาอกเอาใจเป็นที่สุด
ชอบใช้สบู่ที่สกัดจากพืชพรรณธรรมชาติ
ใครก็ตามที่ชอบใช้สบู่ที่ทำมา (หรือมีส่วนผสม) จากพืช,ผลไม้,สมุนไพร เช่นสบู่ขมิ้น,สบู่มังคุด,สบู่ว่านหางจระเข้ฯลฯ อะไรทำนองนี้ แสดงว่าเป็นคนที่ชอบตัดสินใจด้วยจัวเอง รักอิสระ บางคนอาจจะอยู่ในกฏเกณฑ์หรือกรอบระเบียบของสังคมแต่ลึกๆแล้วมักมีข้อข่อข้านขัดแย้งอยู่ร่ำไป เป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ลักษณะการแสดงออกภายนอกกลับดูอ่อนโยน เป็นคนที่มักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รักและไว้ใจคนง่าย
ชอบใช้สบู่ราคาแพง
แต่ถ้าใครชอบใช้สบู่ซึ่งมียี่ห้อชื่อดัง หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก หรือมีราคาค่อนข้างแพงล่ะก็ แสดงว่าเป็นคนที่ให้ความสนใจกับภาพพจน์ตัวเองสูง มักจะคาดหวังถึงแต่สิ่งที่ดีเลิศ ชอบความรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่ง หรือการมีผู้คนชื่นชมสนใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะเป็นคนที่มีความพยายามสูง (โดยเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองต้องการ) เรียกว่าถ้าหมายปองสิ่งใด ก็จะทำทุกวิถีทางให้ได้สิ่งนั้นมา แต่อีกด้านหนึ่งนั้น เชื่อมั้ยล่ะว่า กลับเป็นคนที่ขาดความมั่นใจอยู่ลึกๆ
ชอบใช้สบู่ยา
ส่วนใครที่ชอบใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของยา ซึ่งมักจะมีสรรพคุณว่าสามารถกำจัดแบคทีเรียได้ดี หรือระงับกลิ่นกาย,กลิ่นเหงื่อได้อย่างหมดจด จะสาวหรือหนุ่มก็รู้ไว้เลยว่า เป็นคนที่ให้ความสนใจกับสุขภาพสูง มักชื่นชอบการเล่นกีฬา ชอบการออกกำลังกายเวลาอยู่ในที่ปลอดโปร่งสดชื่นจะรู้สึกมีความสุขมาก... แต่อีก 2 นิสัยเด่นๆก็คือ มักจะเป็นคนที่มีความวิตกกังวลเล็กๆน้อยๆอยู่ในใจ และมีกฏระเบียบบางอย่างเป็นของตัวเอง
ชอบใช้สบู่ที่ผสมน้ำหอม
สำหรับคนที่ชอบใช้สบู่หอมๆ ไม่ว่าจะหอมมากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม ขอเพียงหลังอาบน้ำกลิ่นนั้นก็จะหอมกรุ่นละมุนละไมติดตัว สามารถทายได้เลยว่า เป็นคนที่มีนิสัยประณีต พิถีพิถัน รักความสะดวกสบาย เป็นคนที่มีจินตนาการในเรื่องความรักสูง ชอบดูแลตัวเองให้ดูดีมีเสน่ห์ แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นคนที่มีอารมณ์ปรวนแปร ใจน้อยเก่ง งอนง่ายว่างั้นเถอะ ชอบให้คนเอาอกเอาใจเป็นที่สุด
ชอบใช้สบู่ที่สกัดจากพืชพรรณธรรมชาติ
ใครก็ตามที่ชอบใช้สบู่ที่ทำมา (หรือมีส่วนผสม) จากพืช,ผลไม้,สมุนไพร เช่นสบู่ขมิ้น,สบู่มังคุด,สบู่ว่านหางจระเข้ฯลฯ อะไรทำนองนี้ แสดงว่าเป็นคนที่ชอบตัดสินใจด้วยจัวเอง รักอิสระ บางคนอาจจะอยู่ในกฏเกณฑ์หรือกรอบระเบียบของสังคมแต่ลึกๆแล้วมักมีข้อข่อข้านขัดแย้งอยู่ร่ำไป เป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง แต่ลักษณะการแสดงออกภายนอกกลับดูอ่อนโยน เป็นคนที่มักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รักและไว้ใจคนง่าย
ชอบใช้สบู่ราคาแพง
แต่ถ้าใครชอบใช้สบู่ซึ่งมียี่ห้อชื่อดัง หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก หรือมีราคาค่อนข้างแพงล่ะก็ แสดงว่าเป็นคนที่ให้ความสนใจกับภาพพจน์ตัวเองสูง มักจะคาดหวังถึงแต่สิ่งที่ดีเลิศ ชอบความรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่ง หรือการมีผู้คนชื่นชมสนใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะเป็นคนที่มีความพยายามสูง (โดยเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองต้องการ) เรียกว่าถ้าหมายปองสิ่งใด ก็จะทำทุกวิถีทางให้ได้สิ่งนั้นมา แต่อีกด้านหนึ่งนั้น เชื่อมั้ยล่ะว่า กลับเป็นคนที่ขาดความมั่นใจอยู่ลึกๆ
ชอบใช้สบู่ยา
ส่วนใครที่ชอบใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของยา ซึ่งมักจะมีสรรพคุณว่าสามารถกำจัดแบคทีเรียได้ดี หรือระงับกลิ่นกาย,กลิ่นเหงื่อได้อย่างหมดจด จะสาวหรือหนุ่มก็รู้ไว้เลยว่า เป็นคนที่ให้ความสนใจกับสุขภาพสูง มักชื่นชอบการเล่นกีฬา ชอบการออกกำลังกายเวลาอยู่ในที่ปลอดโปร่งสดชื่นจะรู้สึกมีความสุขมาก... แต่อีก 2 นิสัยเด่นๆก็คือ มักจะเป็นคนที่มีความวิตกกังวลเล็กๆน้อยๆอยู่ในใจ และมีกฏระเบียบบางอย่างเป็นของตัวเอง
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 12
ชอบใช้สบู่ที่ผสมเครื่องบำรุงผิว
แต่ถ้าหากใครเลือกสบู่อาบน้ำสักก้อน ก็ต้องเลือกสบู่ที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ หรือผสมวิตามินอันอุดมด้วยคุณค่าบำรุงผิวแล้วล่ะก็ แสดงว่าเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน ละเอียดอ่อน มีมิตรไมตรี มักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นง่าย ยามรักใครก็จะแสดงออกถึงความอาทรห่วงใยโดยไม่ปิดบัง แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น เห็นอารมณ์อ่อนไหวอย่างนี้เถอะ กลับรักการผจญภัยอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องไม่เสี่ยงอันตรายนะ
ชอบใช้สบู่เหลว
สำหรับคนที่ชอบใช้สบู่น้ำ หรือสบู่เหลว แน่นอนเลยว่าเป็นคนที่รักสวยรักงาม มักพิถีพิถันกับเรื่องส่วนตัว มีมาตรฐานสูงในการประเมินคุณค่าผู้คนหรือสิ่งของต่างๆ อีกทั้งยังเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องความสะอาดของสิ่งของเครื่องใช้ (และรวมทั้งผู้คนใกล้ชิดด้วย) อีกนิสัยที่โดดเด่นคือ เป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เกลียดการเอารัดเอาเปรียบ และจะมีปฏิกิริยาสูงมากต่อคนที่เห็นแก่ตัว
ชอบใช้สบู่เด็ก
ส่วนใครที่ชอบใช้สบู่อ่อนๆ ไม่มีส่วนผสมของหัวน้ำหอมฉุน หรือตัวยาที่มีฤทธิ์ใดๆ หรือที่เรียกว่าสบู่เด็กนั่นแหละ แสดงว่าเป็นคนที่มีความไร้เดียงสาอยู่ในตัว อารมณ์อ่อนไหว ดูเปราะบาง แต่ก็จะสามารถดูแลตัวเองได้ และยังเป็นคนที่ชอบของสวยงามชิ้นเล็กๆน่ารัก กุ๊กกิ๊ก ชอบการสะสมข้าวของที่ตัวเองโปรดปราน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้า และมีความเห็นที่น่าสนใจ
ใช้สบู่อะไรก็ได้
สำหรับคนที่ใช้สบู่อะไรก็ได้ ไม่พิถีพิถัน ขอเพียงให้ใช้อาบน้ำสะอาดก็พอใจแล้ว นั่นแสดงว่าเป็นคนเรียบง่าย มีความเข้มแข็งอยู่ในตัวเอง เมื่อเจออุปสรรคปัญหาก็ไม่ย่อท้อง่ายๆ แม้จะท้อบ้างก็เป็นในระยะเวลาอันสั้น เป็นคนปรับตัวเก่ง มีความอดทนสูง และค่อนข้างจะใช้เวลาในการตัดสินใจนาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคิดบางอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว บุคลิกค่อนข้างจะเฉยชา เหมือนไม่ค่อยกล้าสู้กับใคร จริงๆแล้วเป็นเพราะไม่อยากมีรื่องวุ่นวายต่างหาก
ขอขอบคุณเรื่องทางบ้านจาก
แต่ถ้าหากใครเลือกสบู่อาบน้ำสักก้อน ก็ต้องเลือกสบู่ที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ หรือผสมวิตามินอันอุดมด้วยคุณค่าบำรุงผิวแล้วล่ะก็ แสดงว่าเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน ละเอียดอ่อน มีมิตรไมตรี มักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นง่าย ยามรักใครก็จะแสดงออกถึงความอาทรห่วงใยโดยไม่ปิดบัง แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น เห็นอารมณ์อ่อนไหวอย่างนี้เถอะ กลับรักการผจญภัยอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ต้องไม่เสี่ยงอันตรายนะ
ชอบใช้สบู่เหลว
สำหรับคนที่ชอบใช้สบู่น้ำ หรือสบู่เหลว แน่นอนเลยว่าเป็นคนที่รักสวยรักงาม มักพิถีพิถันกับเรื่องส่วนตัว มีมาตรฐานสูงในการประเมินคุณค่าผู้คนหรือสิ่งของต่างๆ อีกทั้งยังเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องความสะอาดของสิ่งของเครื่องใช้ (และรวมทั้งผู้คนใกล้ชิดด้วย) อีกนิสัยที่โดดเด่นคือ เป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เกลียดการเอารัดเอาเปรียบ และจะมีปฏิกิริยาสูงมากต่อคนที่เห็นแก่ตัว
ชอบใช้สบู่เด็ก
ส่วนใครที่ชอบใช้สบู่อ่อนๆ ไม่มีส่วนผสมของหัวน้ำหอมฉุน หรือตัวยาที่มีฤทธิ์ใดๆ หรือที่เรียกว่าสบู่เด็กนั่นแหละ แสดงว่าเป็นคนที่มีความไร้เดียงสาอยู่ในตัว อารมณ์อ่อนไหว ดูเปราะบาง แต่ก็จะสามารถดูแลตัวเองได้ และยังเป็นคนที่ชอบของสวยงามชิ้นเล็กๆน่ารัก กุ๊กกิ๊ก ชอบการสะสมข้าวของที่ตัวเองโปรดปราน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้า และมีความเห็นที่น่าสนใจ
ใช้สบู่อะไรก็ได้
สำหรับคนที่ใช้สบู่อะไรก็ได้ ไม่พิถีพิถัน ขอเพียงให้ใช้อาบน้ำสะอาดก็พอใจแล้ว นั่นแสดงว่าเป็นคนเรียบง่าย มีความเข้มแข็งอยู่ในตัวเอง เมื่อเจออุปสรรคปัญหาก็ไม่ย่อท้อง่ายๆ แม้จะท้อบ้างก็เป็นในระยะเวลาอันสั้น เป็นคนปรับตัวเก่ง มีความอดทนสูง และค่อนข้างจะใช้เวลาในการตัดสินใจนาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคิดบางอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว บุคลิกค่อนข้างจะเฉยชา เหมือนไม่ค่อยกล้าสู้กับใคร จริงๆแล้วเป็นเพราะไม่อยากมีรื่องวุ่นวายต่างหาก
ขอขอบคุณเรื่องทางบ้านจาก
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 13
Fw: บทความของจอร์จ ดีมาก ให้ตั้งใจอ่านนะ
Date: Fri, 27 Oct 2006 00:11:53 -0800
บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย. ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ *********
ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น.....
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นจากนี้ไปขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ โอกาสที่พิเศษสุดแล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ..อยาก
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น.
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า.สักวันหนึ่ง..ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง
Date: Fri, 27 Oct 2006 00:11:53 -0800
บทความนี้เขียนขึ้นโดย จอร์จ คอลลิน ซึ่งเป็นดาราตลกที่โด่งดัง เขาเขียนขึ้นในวันที่ 11 กันยายน (ตึกเวิรด์เทรดถล่ม) หลังจากที่ทราบว่าภรรยาของเขาเสียชีวิตในตึกนั้นด้วย. ทำ..ในสิ่งที่อยากจะทำ อยากให้ทุกคนได้อ่าน ข้อความนี้ มีความหมายดีนะ *********
ทุกวันนี้เรามีตึกสูงขึ้น มีถนนกว้างขึ้นแต่ความอดกลั้นน้อยลง
เรามีบ้านใหญ่ขึ้น แต่ครอบครัวของเรากลับเล็กลง
เรามียาใหม่ ๆ มากขึ้น แต่สุขภาพกลับแย่ลง
เรามีความรักน้อยลง แต่มีความเกลียดมากขึ้น
เราไปถึงโลกพระจันทร์มาแล้ว แต่เรากลับพบว่า
แค่การข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านกลับยากเย็น.....
เราพิชิตห้วงอวกาศมาแล้ว แต่แค่ห้วงในหัวใจกลับไม่อาจสัมผัสถึง
เรามีรายได้สูงขึ้น แต่ศีลธรรมกลับตกต่ำลง
เรามีอาหารดี ๆ มากขึ้นแต่สุขภาพแย่ลง
ทุกวันนี้ทุกบ้านมีคนหารายได้ได้ถึง 2 คน แต่การหย่าร้างกลับเพิ่มมากขึ้น
ดังนั้นจากนี้ไปขอให้พวกเรา อย่าเก็บของดี ๆ ไว้โดยอ้างว่าเพื่อโอกาสพิเศษ
เพราะทุกวันที่เรายังมีชีวิตอยู่คือ โอกาสที่พิเศษสุดแล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงนั่งตรงระเบียงบ้านเพื่อชื่นชมกับการมีชีวิตอยู่ โดยไม่ใส่ใจกับความ..อยาก
จงใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงคนที่รักให้มากขึ้น.
กินอาหารให้อร่อย ไปเที่ยวในที่ที่อยากจะไป
ชีวิตคือโซ่ห่วงของนาทีแห่งความสุขไม่ใช่เพียงแค่การอยู่ให้รอด
เอาแก้วเจียระไนที่มีอยู่มาใช้เสีย
น้ำหอมดี ๆ ที่ชอบ จงหยิบมาใช้เมื่ออยากจะใช้
เอาคำพูดที่ว่า.สักวันหนึ่ง..ออกไปเสียจากพจนานุกรม
บอกคนที่เรารักทุกคนว่าเรารักพวกเขาเหล่านั้นแค่ไหน
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ที่จะทำอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น
ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที มีความหมาย
เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรมันจะสิ้นสุดลง
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 14
..และเวลานี้.
ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีเวลาที่จะ copy ข้อความนี้ไปให้คนที่คุณรักอ่าน แล้วคิดว่า.สักวันหนึ่ง..ค่อยส่ง.. จงอย่าลืมคิดว่า.สักวันหนึ่ง..วันนั้น คุณอาจไม่มีโอกาสมานั่งตรงนี้เพื่อทำอย่างที่คุณต้องการอีกก็ได้
ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีเวลาที่จะ copy ข้อความนี้ไปให้คนที่คุณรักอ่าน แล้วคิดว่า.สักวันหนึ่ง..ค่อยส่ง.. จงอย่าลืมคิดว่า.สักวันหนึ่ง..วันนั้น คุณอาจไม่มีโอกาสมานั่งตรงนี้เพื่อทำอย่างที่คุณต้องการอีกก็ได้
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 15
FW: ตู้เย็นกินตังค์
Date: Tue, 17 Oct 2006 18:53:27 -0800
ในสัปดาห์นี้ผมอยากจะนำเคล็ดลับวิธี การตรวจสอบตู้เย็นว่าตู้เย็นที่เราใช้เป็นตู้เย็นกินไฟหรือเปล่านั้น ก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดูนะครับ รับรองเห็นผลทันตา
ให้นำเอาแบงก์ร้อย หรือจะเป็นแบงก์ห้าร้อยก็ได้ไม่มีใครว่า เปิดบานประตูตู้เย็นออกมา แล้วเอาแบงก์วางทาบกับขอบประตูตู้เย็น ให้ปลายแบงก์โผล่พันขอบตู้เย็นสักครึ่งใบนะครับ เสร็จแล้วปิดตู้เย็นให้บานประตูหนีบทับแบงก์ไว้ จากนั้นค่อยๆ เอามือดึงแบงก์ออกมา ถ้าแบงก์ติดหนึบดึงไม่ออก แสดงว่าตู้เย็นเก็บเงินอยู่ แต่ถ้าแบงก์หลุดติดมือออกมาง่ายๆ คำตอบคือตู้เย็นไม่เก็บเงิน และกำลังเป็นตู้เย็นกินตังค์
สาเหตุที่ตู้เย็นไม่เก็บเงิน แบงก์หลุดออกมาง่าย นั่นเป็นเพราะขอบยางตู้เย็นเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งานนั้นเองครับ ก็เลยเก็บความเย็นไม่อยู่ ทำให้ความเย็นรั่วออกมาได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ไปนานๆ เราก็เสียค่าไฟในการปั่นความเย็นไปฟรีๆ เท่านี้ยังไม่พอครับ ยังทำให้คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นก็ต้องทำงานหนัก เพื่อปั่นให้ตู้เย็นมีความเย็นตลอดเวลา นานวันเข้าตู้เย็นของเราก็จะพังได้นะครับ
ผมขอเสนอ วิธีแก้เคล็ด ตู้เย็นกินตังค์ ง่ายๆ ก็คือ ไปซื้อขอบยางประตูตู้เย็นมาเปลี่ยนก็หมดเรื่อง
เห็นไม่ครับว่าได้ผลจริงๆ
มั่นสังเกตสักนิดพิชิตการสูญเสียเงิน นะครับ
Date: Tue, 17 Oct 2006 18:53:27 -0800
ในสัปดาห์นี้ผมอยากจะนำเคล็ดลับวิธี การตรวจสอบตู้เย็นว่าตู้เย็นที่เราใช้เป็นตู้เย็นกินไฟหรือเปล่านั้น ก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดูนะครับ รับรองเห็นผลทันตา
ให้นำเอาแบงก์ร้อย หรือจะเป็นแบงก์ห้าร้อยก็ได้ไม่มีใครว่า เปิดบานประตูตู้เย็นออกมา แล้วเอาแบงก์วางทาบกับขอบประตูตู้เย็น ให้ปลายแบงก์โผล่พันขอบตู้เย็นสักครึ่งใบนะครับ เสร็จแล้วปิดตู้เย็นให้บานประตูหนีบทับแบงก์ไว้ จากนั้นค่อยๆ เอามือดึงแบงก์ออกมา ถ้าแบงก์ติดหนึบดึงไม่ออก แสดงว่าตู้เย็นเก็บเงินอยู่ แต่ถ้าแบงก์หลุดติดมือออกมาง่ายๆ คำตอบคือตู้เย็นไม่เก็บเงิน และกำลังเป็นตู้เย็นกินตังค์
สาเหตุที่ตู้เย็นไม่เก็บเงิน แบงก์หลุดออกมาง่าย นั่นเป็นเพราะขอบยางตู้เย็นเสื่อมสภาพหรือหมดอายุการใช้งานนั้นเองครับ ก็เลยเก็บความเย็นไม่อยู่ ทำให้ความเย็นรั่วออกมาได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ไปนานๆ เราก็เสียค่าไฟในการปั่นความเย็นไปฟรีๆ เท่านี้ยังไม่พอครับ ยังทำให้คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นก็ต้องทำงานหนัก เพื่อปั่นให้ตู้เย็นมีความเย็นตลอดเวลา นานวันเข้าตู้เย็นของเราก็จะพังได้นะครับ
ผมขอเสนอ วิธีแก้เคล็ด ตู้เย็นกินตังค์ ง่ายๆ ก็คือ ไปซื้อขอบยางประตูตู้เย็นมาเปลี่ยนก็หมดเรื่อง
เห็นไม่ครับว่าได้ผลจริงๆ
มั่นสังเกตสักนิดพิชิตการสูญเสียเงิน นะครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 16
Fw: พญานาคเล่นน้ำ เคยเห็นมั้ย
Date: Mon, 16 Oct 2006 23:13:17 -0800
ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งในชั่วอายุคน
ชาวเขมรจำนวนหนึ่งนำไปโยงเข้ากับเหตุการณ์
"อาเพศจระเข้เผือก" เมื่อ 31ปีก่อนที่ทำให้รัฐบาลพังทลาย
และกัมพูชาเข้าสู่ยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้ระบอบเข
มรแดง
นักอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงเหตุการณ์ทางธรรมชาติ
เป็นเรื่องของคลื่นความกดอากาศต่ำไปปะทะกับคลื่นความกดอากาศสูงอย่างกะทันหันเหนือท้องน้ำ
ทำให้เกิดมีไอน้ำรวมตัวกันและถูกพัดหมุนเป็นเกลียวขึ้้นสู่ท้องฟ้าความสูงกว่า100 เมตร
Date: Mon, 16 Oct 2006 23:13:17 -0800
ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งในชั่วอายุคน
ชาวเขมรจำนวนหนึ่งนำไปโยงเข้ากับเหตุการณ์
"อาเพศจระเข้เผือก" เมื่อ 31ปีก่อนที่ทำให้รัฐบาลพังทลาย
และกัมพูชาเข้าสู่ยุคฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้ระบอบเข
มรแดง
นักอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเพียงเหตุการณ์ทางธรรมชาติ
เป็นเรื่องของคลื่นความกดอากาศต่ำไปปะทะกับคลื่นความกดอากาศสูงอย่างกะทันหันเหนือท้องน้ำ
ทำให้เกิดมีไอน้ำรวมตัวกันและถูกพัดหมุนเป็นเกลียวขึ้้นสู่ท้องฟ้าความสูงกว่า100 เมตร
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 17
ดูคล้ายกับพายุทอร์นาโด
เหตุการณ์เกิดขึ้นในอาณาบริเวณที่แม่น้ำโขงกับแม่น้ำ
ทะเลป่าสัก (TonleBassac)
ไหลไปบรรจบกันในเขตรอบนอกกรุงพนมเปญ อันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดบ่อยนัก
และบังเอิญไปคล้องจองกับตำนานพญานาคเล่นน้ำของชาวเขมร
ภาพเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วกัมพู
ชา
เนื่องจากมีความสวยงาม พอๆ กับความแปลกประหลาด
น่าอัศจรรย์ใจ
เหตุการณ์เกิดขึ้นในอาณาบริเวณที่แม่น้ำโขงกับแม่น้ำ
ทะเลป่าสัก (TonleBassac)
ไหลไปบรรจบกันในเขตรอบนอกกรุงพนมเปญ อันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดบ่อยนัก
และบังเอิญไปคล้องจองกับตำนานพญานาคเล่นน้ำของชาวเขมร
ภาพเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางทั่วกัมพู
ชา
เนื่องจากมีความสวยงาม พอๆ กับความแปลกประหลาด
น่าอัศจรรย์ใจ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 18
Fw: เป็นเรื่อง "ไม่คิดไม่ฝัน!!"
Date: Thu, 05 Oct 2006 02:09:49 -0800
เป็นเรื่อง "ไม่คิดไม่ฝัน!!" เมื่อของที่ใช้อยู่เป็นประจำใน "ห้องน้ำ" จะ เป็นตัวร้าย "ย้อน" มา ทำลายให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ!!!
เรื่อง "โชคร้าย" นี้เป็นของ ปิยะพัชร โพธิ์พิทักษ์กุล แอคเคานต์
ทำลายให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ!!!
เรื่อง "โชคร้าย" นี้เป็นของ ปิยะพัชร โพธิ์พิทักษ์กุล แอคเคานต์แมเนเจอร์ภูมิพีอาร์ วัย 39 ปี ที่ เกิดอาการติดเชื้อที่ "กรวยไต" สาเหตุอันเนื่องมาจาก "สายฉีดล้างอวัยวะเพศในห้องน้ำ!!!"
"ปกติจะดูแลตัวเองอย่างดี เป็นคนดื่มน้ำเยอะ ไม่เคยกลั้นปัสสาวะ ใช้แผ่นอนามัยตลอดเวลา และ ใช้น้ำยาล้างภายนอกเป็นประจำทุกวัน ในการทำความสะอาดเช้าเย็น แต่กลับพลาด!!
ลืมสังเกตว่าสาย ฉีดในห้องน้ำสาธารณะ ก็เป็นพาหะนำโรคได้เหมือนกัน เพราะคนมากหน้าหลายตามาใช้ ของอันเดียวกัน ซึ่งบางคนอาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรง แล้วพอไปใช้ต่อ ซึ่งวันนั้นใช้สายฉีดใกล้ อวัยวะเพศมาก
เนื่องจาก น้ำไม่ค่อยไหล จึงทำให้ติดเชื้อโรคมา เพราะหลังจากวันนั้นก็มีอาการไข้สูง ปวดตรงบั้นเอวด้านขวา เหมือนปวดประจำเดือน พอไปหาหมอจึงรู้ว่าเป็นโรคกรวยไตอักเสบ ซึ่งเกิดจากการติด เชื้อ รักษาอยู่ 10 วันกว่าจะหาย"
ปิยะพัชรบอกว่า การป่วยครั้งนี้เป็นครั้งที่ทรมานที่สุดในชีวิต และถือว่าโชคร้ายมากที่สุดด้วย เพราะ โรคติดเชื้อจากสายฉีดน้ำและมีอาการหนักขนาดลามไปติดเชื้อถึงกรวยไต มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ที่ เธอได้รับเชื้อเพราะเมื่อ 10 ปีก่อนเคยมีประวัติ "กรวยไตอักเสบ" ทำให้มีโอกาสการติดเชื้อง่ายกว่า คนปกติ และกิจวัตรประจำวันที่เข้าใจ "ผิด" ว่าเป็นการดูแลตัวเองอย่างดี ทั้งเรื่องใช้แผ่นอนามัย และ น้ำยาทำความสะอาดภายนอกก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ จนติดเชื้อจากสายฉีดในห้องน้ำอีก เช่นกัน
"หลังจากหายป่วยดิฉันเลิกใช้แผ่นอนามัย เลิกใช้น้ำยาล้างภายนอก กลับมาใช้แค่น้ำเปล่าเหมือน เดิม แล้วหันมาพกกระดาษทิชชู เวลาไปเข้าห้องน้ำที่ไหนจะใช้ทิชชูส่วนตัวเท่านั้น ไม่ใช้สายฉีดน้ำ และ ทิชชูสาธารณะอีกเลย สำหรับผู้หญิงทุกคน แนะนำว่าเวลาเข้าห้องน้ำควรสำรวจรอบๆ ห้องน้ำบ้าง และ ควรพกกระดาษทิชชูเป็นของตัวเอง เพราะเชื้อโรคเป็นสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่
เห็น และเราไม่รู้ว่าโชค ร้ายจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ ดังนั้นควรป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาตามแก้ที่หลัง"
อย่า...อย่าเพิ่งตกอกตกใจ จนไม่กล้าใช้ "สายฉีดน้ำ" ในห้องน้ำกันเลย
เพราะได้รับการยืนยัน จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ชัยศิลป์วัฒนา สาขาวิชาการใช้กล้องเพื่อส่องตรวจและรักษา ภาค วิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า โอกาสที่จะ ติดเชื้อโรคจากสายฉีดน้ำในห้องน้ำมี "น้อยมากๆ" แต่ก็สามารถเป็นได้ ถ้าคนคนนั้นมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาทิ
เคยมีประวัติเป็นโรคเรื้อรัง ใช้น้ำยาล้าง ใช้แผ่นอนามัย ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ดู แลตามธรรมชาติโดยใช้น้ำเปล่าดีที่สุด
"ก่อนใช้สายฉีดน้ำในห้องน้ำสาธารณะ ควรฉีดน้ำออกก่อนแล้วใช้กระดาษทิชชูเช็ดให้แห้งและฉีดน้ำ อีกที จึงค่อยใช้ และขณะใช้อย่าให้หัวฉีดสัมผัสอวัยวะเพศ เพราะอาจมีเชื้อหนองและตกขาวคนอื่นติดอยู่ แล้วถ้าห้องน้ำสกปรกมาก แนะนำให้ยืนปัสสาวะ โดยนำขวดน้ำมาตัดครึ่งตามยาวให้เป็นท่อรองปัสสาวะ"
ศ.นพ.พงษ์ศักดิ์บอกอีกว่า ผู้หญิงประมาณ 5-7% เท่านั้นที่โชคร้ายเป็นโรคติดเชื้อที่อวัยวะเพศ
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความรักสวยรักงามใช้น้ำเปล่าล้างไม่พอ ต้องไปซื้อน้ำยามาล้างให้สะอาดมากขึ้น แล้วน้ำยาก็มาทำลายแบคทีเรียตัวที่ป้องกันเชื้อโรคในช่องคลอด หรือปล่อยให้ระบายอากาศดีๆ ไม่ชอบ ไปหาแผ่นอนามัยมาใช้ ใส่กางเกงชั้นในสเตย์ฟิตๆ กางเกงยีนส์หนาๆ ให้อบ แฉะ อึดอัด ไม่มีอากาศ ระบาย
"โรคติดเชื้อที่อวัยวะเพศ เป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าภูมิต้านทานดี อวัยวะเพศไม่ชื้น อับ แฉะ ก็ไม่เกิดขึ้นง่ายๆ"
รู้อย่างนี้แล้ว ค่อยหายห่วง ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงทั้งหลายแล้วล่ะ ว่า...ดูแลตัวเองดีแค่ไหน เอ๊ะ! หรือดีเกินไปหรือเปล่า...
Date: Thu, 05 Oct 2006 02:09:49 -0800
เป็นเรื่อง "ไม่คิดไม่ฝัน!!" เมื่อของที่ใช้อยู่เป็นประจำใน "ห้องน้ำ" จะ เป็นตัวร้าย "ย้อน" มา ทำลายให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ!!!
เรื่อง "โชคร้าย" นี้เป็นของ ปิยะพัชร โพธิ์พิทักษ์กุล แอคเคานต์
ทำลายให้ผู้หญิงคนหนึ่งต้องถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อ!!!
เรื่อง "โชคร้าย" นี้เป็นของ ปิยะพัชร โพธิ์พิทักษ์กุล แอคเคานต์แมเนเจอร์ภูมิพีอาร์ วัย 39 ปี ที่ เกิดอาการติดเชื้อที่ "กรวยไต" สาเหตุอันเนื่องมาจาก "สายฉีดล้างอวัยวะเพศในห้องน้ำ!!!"
"ปกติจะดูแลตัวเองอย่างดี เป็นคนดื่มน้ำเยอะ ไม่เคยกลั้นปัสสาวะ ใช้แผ่นอนามัยตลอดเวลา และ ใช้น้ำยาล้างภายนอกเป็นประจำทุกวัน ในการทำความสะอาดเช้าเย็น แต่กลับพลาด!!
ลืมสังเกตว่าสาย ฉีดในห้องน้ำสาธารณะ ก็เป็นพาหะนำโรคได้เหมือนกัน เพราะคนมากหน้าหลายตามาใช้ ของอันเดียวกัน ซึ่งบางคนอาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรง แล้วพอไปใช้ต่อ ซึ่งวันนั้นใช้สายฉีดใกล้ อวัยวะเพศมาก
เนื่องจาก น้ำไม่ค่อยไหล จึงทำให้ติดเชื้อโรคมา เพราะหลังจากวันนั้นก็มีอาการไข้สูง ปวดตรงบั้นเอวด้านขวา เหมือนปวดประจำเดือน พอไปหาหมอจึงรู้ว่าเป็นโรคกรวยไตอักเสบ ซึ่งเกิดจากการติด เชื้อ รักษาอยู่ 10 วันกว่าจะหาย"
ปิยะพัชรบอกว่า การป่วยครั้งนี้เป็นครั้งที่ทรมานที่สุดในชีวิต และถือว่าโชคร้ายมากที่สุดด้วย เพราะ โรคติดเชื้อจากสายฉีดน้ำและมีอาการหนักขนาดลามไปติดเชื้อถึงกรวยไต มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ที่ เธอได้รับเชื้อเพราะเมื่อ 10 ปีก่อนเคยมีประวัติ "กรวยไตอักเสบ" ทำให้มีโอกาสการติดเชื้อง่ายกว่า คนปกติ และกิจวัตรประจำวันที่เข้าใจ "ผิด" ว่าเป็นการดูแลตัวเองอย่างดี ทั้งเรื่องใช้แผ่นอนามัย และ น้ำยาทำความสะอาดภายนอกก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ จนติดเชื้อจากสายฉีดในห้องน้ำอีก เช่นกัน
"หลังจากหายป่วยดิฉันเลิกใช้แผ่นอนามัย เลิกใช้น้ำยาล้างภายนอก กลับมาใช้แค่น้ำเปล่าเหมือน เดิม แล้วหันมาพกกระดาษทิชชู เวลาไปเข้าห้องน้ำที่ไหนจะใช้ทิชชูส่วนตัวเท่านั้น ไม่ใช้สายฉีดน้ำ และ ทิชชูสาธารณะอีกเลย สำหรับผู้หญิงทุกคน แนะนำว่าเวลาเข้าห้องน้ำควรสำรวจรอบๆ ห้องน้ำบ้าง และ ควรพกกระดาษทิชชูเป็นของตัวเอง เพราะเชื้อโรคเป็นสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่
เห็น และเราไม่รู้ว่าโชค ร้ายจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ ดังนั้นควรป้องกันไว้ก่อนดีกว่ามาตามแก้ที่หลัง"
อย่า...อย่าเพิ่งตกอกตกใจ จนไม่กล้าใช้ "สายฉีดน้ำ" ในห้องน้ำกันเลย
เพราะได้รับการยืนยัน จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ ชัยศิลป์วัฒนา สาขาวิชาการใช้กล้องเพื่อส่องตรวจและรักษา ภาค วิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า โอกาสที่จะ ติดเชื้อโรคจากสายฉีดน้ำในห้องน้ำมี "น้อยมากๆ" แต่ก็สามารถเป็นได้ ถ้าคนคนนั้นมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาทิ
เคยมีประวัติเป็นโรคเรื้อรัง ใช้น้ำยาล้าง ใช้แผ่นอนามัย ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ดู แลตามธรรมชาติโดยใช้น้ำเปล่าดีที่สุด
"ก่อนใช้สายฉีดน้ำในห้องน้ำสาธารณะ ควรฉีดน้ำออกก่อนแล้วใช้กระดาษทิชชูเช็ดให้แห้งและฉีดน้ำ อีกที จึงค่อยใช้ และขณะใช้อย่าให้หัวฉีดสัมผัสอวัยวะเพศ เพราะอาจมีเชื้อหนองและตกขาวคนอื่นติดอยู่ แล้วถ้าห้องน้ำสกปรกมาก แนะนำให้ยืนปัสสาวะ โดยนำขวดน้ำมาตัดครึ่งตามยาวให้เป็นท่อรองปัสสาวะ"
ศ.นพ.พงษ์ศักดิ์บอกอีกว่า ผู้หญิงประมาณ 5-7% เท่านั้นที่โชคร้ายเป็นโรคติดเชื้อที่อวัยวะเพศ
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความรักสวยรักงามใช้น้ำเปล่าล้างไม่พอ ต้องไปซื้อน้ำยามาล้างให้สะอาดมากขึ้น แล้วน้ำยาก็มาทำลายแบคทีเรียตัวที่ป้องกันเชื้อโรคในช่องคลอด หรือปล่อยให้ระบายอากาศดีๆ ไม่ชอบ ไปหาแผ่นอนามัยมาใช้ ใส่กางเกงชั้นในสเตย์ฟิตๆ กางเกงยีนส์หนาๆ ให้อบ แฉะ อึดอัด ไม่มีอากาศ ระบาย
"โรคติดเชื้อที่อวัยวะเพศ เป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าภูมิต้านทานดี อวัยวะเพศไม่ชื้น อับ แฉะ ก็ไม่เกิดขึ้นง่ายๆ"
รู้อย่างนี้แล้ว ค่อยหายห่วง ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้หญิงทั้งหลายแล้วล่ะ ว่า...ดูแลตัวเองดีแค่ไหน เอ๊ะ! หรือดีเกินไปหรือเปล่า...
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 19
Fw: สุขกับงาน
Date: Thu, 05 Oct 2006 02:12:21 -0800
ไปเที่ยวไกลถึงฮาวายหรือปารีส แต่ถ้าใจยังกังวลถึงลูก ๆ ที่เมืองไทย หรือเพิ่งทะเลาะกับแฟนที่โอ้เอ้ผิดนัด แล้วอย่างนี้จะมีความสุขได้อย่างไร
ในทางตรงกันข้าม เพียงแค่นั่งเล่นที่สวนสาธารณะข้างบ้าน แต่ใจปลอดโปร่งเพราะปล่อยวางภาระทั้งปวง แถมได้ยิ้มหัวกับลูก ๆ หยอกเอินกับแฟน อะไรจะสุขเท่า
ใช่หรือไม่ว่า เที่ยวที่ไหน ไม่สำคัญเท่ากับเที่ยว อย่างไร
ฉันใดก็ฉันนั้น ทำงานที่ไหน หรือทำงาน อะไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับทำงาน อย่างไร
คนเรามักฝันถึงงานที่มีเงินเดือนมาก ๆ ตำแหน่งสูง ๆ หรือโดดเด่นเป็นที่รู้จัก โดยคิดว่างานอย่างนี้แหละที่จะทำให้มีความสุข แต่ที่จริงแล้วความสุขไม่ได้อยู่ที่ประเภทของงานมากเท่ากับการวางจิตวางใจในขณะทำงาน จะสุขแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานด้วยความรู้สึกอย่างไร หาใช่เพราะเป็นงานอะไรไม่
งานแม้จะดูต่ำต้อย แอบอยู่หลังฉาก แถมซ้ำซากจำเจ แต่ถ้าทำด้วยใจรัก ก็ย่อมบังเกิดความแช่มชื่นเบิกบาน คุณแม่ที่ทำงานบ้าน หรือคุณย่าคุณยายที่เลี้ยงหลานทั้งวัน มีความสุขกว่าผู้จัดการหรือซีอีโอทั้งหลายก็เพราะเหตุนี้
จริงอยู่ใจรักในงานนั้นบางครั้งเกิดขึ้นเพราะได้งานที่ชอบ แต่แม้จะไม่ได้งานที่ชอบ เราก็ยังสามารถบันดาลใจให้เกิดความรักในงานได้ วิธีหนึ่งก็คือการมองให้เห็นคุณค่าของงานนั้น ๆ
งานอย่างเดียวกัน แต่มองด้วยมุมที่ต่างกัน ก็ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
ชายสามคนกำลังก่ออิฐ คนแรกมีทีท่าเหนื่อยล้า หน้าบึ้งตึง คนที่สองดูดีขึ้นหน่อย ส่วนคนที่สามดูกระฉับกระเฉง หน้าตายิ้มแย้ม
เมื่อถูกถามว่ากำลังทำอะไรอยู่ คนแรกตอบอย่างขอไปทีว่า "กำลังก่ออิฐ" คนที่สองบอกว่า "กำลังก่อกำแพง" ส่วนคนที่สามตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า "กำลังสร้างวัดครับ"
ก่ออิฐเหมือนกัน แต่ทำด้วยอาการต่างกันก็เพราะเห็นคุณค่าของงานต่างกัน คนที่สามทำงานอย่างมีความสุขเพราะเห็นว่างานที่ตนทำนั้นไม่ใช่แค่ก่ออิฐธรรมดา ๆ แต่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างสิ่งที่สูงส่งเป็นบุญเป็นกุศล อิฐแต่ละก้อนที่ก่อจึงให้ความรู้สึกปีติอิ่มเอิบใจ
นอกจากใจรักในงานแล้ว การทำให้งานกลายเป็นเรื่องสนุก ก็เป็นเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งของการทำงานอย่างมีความสุข คนไทยแต่ก่อนไม่ได้แยกงานกับความสนุกออกจากกัน เวลาเกี่ยวข้าวก็ร้องรำทำเพลงกันไปด้วย แต่เดี๋ยวนี้ พอเข้าโรงงานหรือออฟฟิศ ความสนุกก็ถูกกีดกันออกไป
ถึงแม้มิอาจร้องรำทำเพลงขณะทำงานในออฟฟิศ แต่เราก็ยังสามารถทำให้งานมีบรรยากาศแห่งความสนุกได้ แทนที่จะทำงานอย่างหน้าดำคร่ำเครียดกันไปทั้งวัน
เราอาจเริ่มต้นด้วยการช่วยกันตกแต่งสำนักงานให้มีสีสันเดือนละครั้งหรือสองอาทิตย์ครั้ง ถ้ามีหลายแผนก ก็ให้แต่ละแผนกช่วยกันคิดและร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ของตนขึ้นมา แล้วมาประกวดกันโดยมีการสะสมคะแนนตลอดปี หรือให้แต่ละแผนกแต่ละกลุ่มผลัดกันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน ด้วยการสรรหาเมนูแปลก ๆ ใหม่ ๆ แต่ไม่สิ้นเปลือง มาลิ้มลองกัน
กิจกรรมแบบนี้ทำให้เพื่อนร่วมงานมีโอกาสหันหน้ามาคุยและร่วมมือกันในเรื่องที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่คุยกันแต่เรื่องงานการอย่างเดียว ชุมชนแห่งมิตรสามารถเริ่มต้นได้จากบรรยากาศแบบนี้ ก่อนที่จะนำไปสู่การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลในเรื่องที่สำคัญกว่า
ชุมชนอย่างนี้แหละที่จะทำให้คนมีใจรักในงานมากขึ้น เพราะงานกลายเป็นช่องทางที่จะ "ให้"แก่คนซึ่งตนรักใคร่ชอบพอ ยิ่งให้ก็ยิ่งมีความสุข จึงไม่คิดเกี่ยงงาน สวนทางกับความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากที่ทำงานโดยพยายามออกแรงให้น้อยที่สุด และ "ตักตวง"ให้ได้มากที่สุดจากเพื่อนร่วมงาน
บ่อยครั้งเราไม่อาจเลือกงานได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะทำงานด้วยท่าทีอย่างไร และจะใส่ความรู้สึกอะไรลงไปในงาน ความสุขจากงานการจึงมิใช่เรื่องยาก หากอยู่ในกำมือของเราทุกคน
Date: Thu, 05 Oct 2006 02:12:21 -0800
ไปเที่ยวไกลถึงฮาวายหรือปารีส แต่ถ้าใจยังกังวลถึงลูก ๆ ที่เมืองไทย หรือเพิ่งทะเลาะกับแฟนที่โอ้เอ้ผิดนัด แล้วอย่างนี้จะมีความสุขได้อย่างไร
ในทางตรงกันข้าม เพียงแค่นั่งเล่นที่สวนสาธารณะข้างบ้าน แต่ใจปลอดโปร่งเพราะปล่อยวางภาระทั้งปวง แถมได้ยิ้มหัวกับลูก ๆ หยอกเอินกับแฟน อะไรจะสุขเท่า
ใช่หรือไม่ว่า เที่ยวที่ไหน ไม่สำคัญเท่ากับเที่ยว อย่างไร
ฉันใดก็ฉันนั้น ทำงานที่ไหน หรือทำงาน อะไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับทำงาน อย่างไร
คนเรามักฝันถึงงานที่มีเงินเดือนมาก ๆ ตำแหน่งสูง ๆ หรือโดดเด่นเป็นที่รู้จัก โดยคิดว่างานอย่างนี้แหละที่จะทำให้มีความสุข แต่ที่จริงแล้วความสุขไม่ได้อยู่ที่ประเภทของงานมากเท่ากับการวางจิตวางใจในขณะทำงาน จะสุขแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานด้วยความรู้สึกอย่างไร หาใช่เพราะเป็นงานอะไรไม่
งานแม้จะดูต่ำต้อย แอบอยู่หลังฉาก แถมซ้ำซากจำเจ แต่ถ้าทำด้วยใจรัก ก็ย่อมบังเกิดความแช่มชื่นเบิกบาน คุณแม่ที่ทำงานบ้าน หรือคุณย่าคุณยายที่เลี้ยงหลานทั้งวัน มีความสุขกว่าผู้จัดการหรือซีอีโอทั้งหลายก็เพราะเหตุนี้
จริงอยู่ใจรักในงานนั้นบางครั้งเกิดขึ้นเพราะได้งานที่ชอบ แต่แม้จะไม่ได้งานที่ชอบ เราก็ยังสามารถบันดาลใจให้เกิดความรักในงานได้ วิธีหนึ่งก็คือการมองให้เห็นคุณค่าของงานนั้น ๆ
งานอย่างเดียวกัน แต่มองด้วยมุมที่ต่างกัน ก็ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
ชายสามคนกำลังก่ออิฐ คนแรกมีทีท่าเหนื่อยล้า หน้าบึ้งตึง คนที่สองดูดีขึ้นหน่อย ส่วนคนที่สามดูกระฉับกระเฉง หน้าตายิ้มแย้ม
เมื่อถูกถามว่ากำลังทำอะไรอยู่ คนแรกตอบอย่างขอไปทีว่า "กำลังก่ออิฐ" คนที่สองบอกว่า "กำลังก่อกำแพง" ส่วนคนที่สามตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า "กำลังสร้างวัดครับ"
ก่ออิฐเหมือนกัน แต่ทำด้วยอาการต่างกันก็เพราะเห็นคุณค่าของงานต่างกัน คนที่สามทำงานอย่างมีความสุขเพราะเห็นว่างานที่ตนทำนั้นไม่ใช่แค่ก่ออิฐธรรมดา ๆ แต่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างสิ่งที่สูงส่งเป็นบุญเป็นกุศล อิฐแต่ละก้อนที่ก่อจึงให้ความรู้สึกปีติอิ่มเอิบใจ
นอกจากใจรักในงานแล้ว การทำให้งานกลายเป็นเรื่องสนุก ก็เป็นเคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งของการทำงานอย่างมีความสุข คนไทยแต่ก่อนไม่ได้แยกงานกับความสนุกออกจากกัน เวลาเกี่ยวข้าวก็ร้องรำทำเพลงกันไปด้วย แต่เดี๋ยวนี้ พอเข้าโรงงานหรือออฟฟิศ ความสนุกก็ถูกกีดกันออกไป
ถึงแม้มิอาจร้องรำทำเพลงขณะทำงานในออฟฟิศ แต่เราก็ยังสามารถทำให้งานมีบรรยากาศแห่งความสนุกได้ แทนที่จะทำงานอย่างหน้าดำคร่ำเครียดกันไปทั้งวัน
เราอาจเริ่มต้นด้วยการช่วยกันตกแต่งสำนักงานให้มีสีสันเดือนละครั้งหรือสองอาทิตย์ครั้ง ถ้ามีหลายแผนก ก็ให้แต่ละแผนกช่วยกันคิดและร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ของตนขึ้นมา แล้วมาประกวดกันโดยมีการสะสมคะแนนตลอดปี หรือให้แต่ละแผนกแต่ละกลุ่มผลัดกันเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน ด้วยการสรรหาเมนูแปลก ๆ ใหม่ ๆ แต่ไม่สิ้นเปลือง มาลิ้มลองกัน
กิจกรรมแบบนี้ทำให้เพื่อนร่วมงานมีโอกาสหันหน้ามาคุยและร่วมมือกันในเรื่องที่มีชีวิตชีวา ไม่ใช่คุยกันแต่เรื่องงานการอย่างเดียว ชุมชนแห่งมิตรสามารถเริ่มต้นได้จากบรรยากาศแบบนี้ ก่อนที่จะนำไปสู่การเอื้อเฟื้อเกื้อกูลในเรื่องที่สำคัญกว่า
ชุมชนอย่างนี้แหละที่จะทำให้คนมีใจรักในงานมากขึ้น เพราะงานกลายเป็นช่องทางที่จะ "ให้"แก่คนซึ่งตนรักใคร่ชอบพอ ยิ่งให้ก็ยิ่งมีความสุข จึงไม่คิดเกี่ยงงาน สวนทางกับความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากที่ทำงานโดยพยายามออกแรงให้น้อยที่สุด และ "ตักตวง"ให้ได้มากที่สุดจากเพื่อนร่วมงาน
บ่อยครั้งเราไม่อาจเลือกงานได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะทำงานด้วยท่าทีอย่างไร และจะใส่ความรู้สึกอะไรลงไปในงาน ความสุขจากงานการจึงมิใช่เรื่องยาก หากอยู่ในกำมือของเราทุกคน
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
***... ถึงเวลาที่ธรรมชาติ สั่งสอนบ้างแล้ว ...***
โพสต์ที่ 20
FW: เรื่องเล่าขนหัวลุก ตอน ผีท้ายรถ
Date: Thu, 05 Oct 2006 02:50:32 -0800
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นผีจริงหรือเปล่าไม่รู้
บ้านผมเป็นเต็นท์ขายรถมือสอง ขนาดจอดรถได้กว่าร้อยคัน เวลาหยุดเทอมใหญ่จะมีญาติๆ จากต่างจังหวัดอายุ 10-15 ปี จำนวนมากมาพักอยู่ด้วย
พวกเราก็จะเล่นกันสนุกทั้งวันตั้งแต่เช้า พอตกกลางคืนหลังอาหารเย็นเราก็จะเล่นซ่อนหากันจนถึงดึก
แล้วคืนวันหนึ่งก็เกิดเรื่องขึ้น ผมเข้าไปซ่อนตามรถแถวๆ ด้านหลังซึ่งมืดมากไม่ค่อยมีคนกล้าเข้าไป
ระหว่างที่ผมกำลังแอบอยู่ข้างๆ รถคันหนึ่งที่จำได้ว่าเพิ่งเข้ามาจอดเมื่อตอนบ่ายๆ วันนี้เอง ปรากฏว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุประมาณ 6-7 ขวบมายืนอยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า
" พี่ๆ หนูเล่นด้วยคนนะ "
ผมมองหน้าเด็กคนนั้น แต่มันมืดมากเลยไม่แน่ใจว่าเป็นใครแต่กำลังสนุกจึงไม่สนใจและตอบตกลง
นั่งอยู่ประเดี๋ยวเด็กคนนี้ก็ชวนว่า
" พี่ๆ เราไปซ่อนในท้ายรถกันดีกว่าเดี๋ยวคนมาหาเจอ"
ผมเห็นด้วยก็เลยตามเด็กคนนี้ซึ่งกำลังปีนเข้าไปในท้ายรถคันนั้นอย่างรวดเร็ว
ด้วยความที่ผมเป็นเด็กไม่ทันคิดว่าเด็กคนนี้เปิดท้ายรถได้อย่างไร พอผมมุดเข้าไปเรียบร้อย เธอก็ปิดฝากระโปรงหลังเต็มแรง ทีแรกก็ตื่นเต้นดี ผมขดตัวสักพักก็เริ่มร้อน และเบื่อจึงบอกกับเด็กผู้หญิงว่า
" ในนี้ร้อน เราออกไปกันเถอะ"
เด็กคนนั้นหัวเราะเสียงแหลมเย็นยะเยือกและบอกว่า
" หนูไม่ให้พี่ไป หนูอยู่คนเดียวหนูเหงา หนูอยากเอาพี่ไปอยู่ด้วย " ว่าแล้วเธอก็หายไป
ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าผมเจอผีเข้าแล้ว ตกใจจนตัวสั่น พยายามเปิดฝากระโปรงแต่ก็เปิดไม่ออก ผมทั้งทุบทั้งตะโกนเรียกให้คนช่วย แต่ก็ไม่มีใครมาช่วย ผมรู้สึกว่านานมาก นานจนหมดแรงหมดหวังแล้ว คิดว่าคงตายแน่แล้วจึงได้แต่ร้องไห้ และเริ่มหายใจไม่ออกแล้วก็ค่อยๆ เวียนหัวมากขึ้น มากขึ้น จนเกือบหมดสติแล้ว
ผมต้องตกใจอีกครั้งเมื่อฝากระโปรงหลังเกิดเปิดขึ้นทันทีทันใด ผมดีใจมากรีบปีนออกมาจากท้ายรถอย่างรวดเร็ว รู้ตัวว่าไม่ตายแน่
พอตั้งตัวยืนได้มองหาคนที่เปิดท้ายรถให้นึกว่าเป็นพวกนักเล่นซ่อนหาด้วยกันมาตามเจอ แต่กลับไม่ใช่
สิ่งที่ผมเห็นเป็นพระแก่ๆ หลังโกงๆ ยืนยิ้มอยู่ ผมคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น ก้มกราบแทบเท้าท่านหนึ่งครั้งแล้วเผ่นผลุงโกยแนบกลับเข้าบ้านแบบไม่เหลียวหลัง ได้ยินแต่เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของหลวงปู่องค์นั้นตามหลังมา
ผมยังจำเสียงหัวเราะนั้นได้อย่างแม่นยำจนทุกวันนี้
พอผมเปิดประตูเข้าบ้านก็พบ พ่อ แม่ พี่ๆ และ ญาติ กำลังนั่งประชุมกันว่าจะไปตามหาผมที่ไหนดี? ผมมาทราบว่าผมหายไปกว่าสามชั่วโมง ทุกคนออกตามหากันทั่วบ้านจนอ่อนใจแล้ว กำลังจะไปแจ้งตำรวจอยู่แล้ว
หลังจากผมพักเหนื่อยแล้วก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง เล่นเอาทุกคนเงียบสนิท คืนนั้นพ่อผมเอาผมไปอาบน้ำแล้วเอาเข้ามานอนด้วย
รุ่งขึ้นเช้าพ่อให้ผมพาไปดูรถคันนั้น จึงเห็นว่าเป็นรถเบ็นซ์ขนาดใหญ่ กลางเก่ากลางใหม่ที่เพิ่งมีคนมาฝากพ่อขาย ผมยังกลัวไม่หายทั้งๆ ที่เป็นเวลากลางวัน ผมดึงพ่อให้กลับเข้าบ้านแต่พ่อกลับเปิดประตูรถเปิดเก๊ะหน้ารถหยิบเอกสารปึกหนึ่งมาด้วยก่อนกลับเข้าบ้าน
พ่อเอาเอกสารทั้งหมดมากองบนโต๊ะทำงานแล้วค้นหาชื่อและเบอร์โทรศัพท์เจ้าของรถคันนั้น ระหว่างนั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่งปลิวตกมาจากโต๊ะ ผมรีบก้มไปเก็บ
พอผมหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา ผมต้องตกใจอีกครั้งหนึ่งพร้อมทั้งตะโกนลั่นว่า
" พ่อ! พ่อ! พระองค์นี้แหละที่เปิดรถให้ผม "
พ่อหยิบรูปหลวงปู่องค์นั้นไปดูแล้วบอกว่า
" นี่แหละ หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า "
ผมหยิบรูปนั้นมาดูอีกครั้งพลันได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความเมตตาของหลวงปู่เหมือนเมื่อคืนแว่วมาอีกครั้ง
ผมยังเก็บรูปนั้นไว้บนหิ้งบูชามาจนถึงทุกวันนี้ นับจากวันนั้นไม่มีใครเล่นซ่อนหาตอนกลางคืนอีกเลย
จาก เว็บไซต์สยอง
Date: Thu, 05 Oct 2006 02:50:32 -0800
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่เป็นผีจริงหรือเปล่าไม่รู้
บ้านผมเป็นเต็นท์ขายรถมือสอง ขนาดจอดรถได้กว่าร้อยคัน เวลาหยุดเทอมใหญ่จะมีญาติๆ จากต่างจังหวัดอายุ 10-15 ปี จำนวนมากมาพักอยู่ด้วย
พวกเราก็จะเล่นกันสนุกทั้งวันตั้งแต่เช้า พอตกกลางคืนหลังอาหารเย็นเราก็จะเล่นซ่อนหากันจนถึงดึก
แล้วคืนวันหนึ่งก็เกิดเรื่องขึ้น ผมเข้าไปซ่อนตามรถแถวๆ ด้านหลังซึ่งมืดมากไม่ค่อยมีคนกล้าเข้าไป
ระหว่างที่ผมกำลังแอบอยู่ข้างๆ รถคันหนึ่งที่จำได้ว่าเพิ่งเข้ามาจอดเมื่อตอนบ่ายๆ วันนี้เอง ปรากฏว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุประมาณ 6-7 ขวบมายืนอยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า
" พี่ๆ หนูเล่นด้วยคนนะ "
ผมมองหน้าเด็กคนนั้น แต่มันมืดมากเลยไม่แน่ใจว่าเป็นใครแต่กำลังสนุกจึงไม่สนใจและตอบตกลง
นั่งอยู่ประเดี๋ยวเด็กคนนี้ก็ชวนว่า
" พี่ๆ เราไปซ่อนในท้ายรถกันดีกว่าเดี๋ยวคนมาหาเจอ"
ผมเห็นด้วยก็เลยตามเด็กคนนี้ซึ่งกำลังปีนเข้าไปในท้ายรถคันนั้นอย่างรวดเร็ว
ด้วยความที่ผมเป็นเด็กไม่ทันคิดว่าเด็กคนนี้เปิดท้ายรถได้อย่างไร พอผมมุดเข้าไปเรียบร้อย เธอก็ปิดฝากระโปรงหลังเต็มแรง ทีแรกก็ตื่นเต้นดี ผมขดตัวสักพักก็เริ่มร้อน และเบื่อจึงบอกกับเด็กผู้หญิงว่า
" ในนี้ร้อน เราออกไปกันเถอะ"
เด็กคนนั้นหัวเราะเสียงแหลมเย็นยะเยือกและบอกว่า
" หนูไม่ให้พี่ไป หนูอยู่คนเดียวหนูเหงา หนูอยากเอาพี่ไปอยู่ด้วย " ว่าแล้วเธอก็หายไป
ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าผมเจอผีเข้าแล้ว ตกใจจนตัวสั่น พยายามเปิดฝากระโปรงแต่ก็เปิดไม่ออก ผมทั้งทุบทั้งตะโกนเรียกให้คนช่วย แต่ก็ไม่มีใครมาช่วย ผมรู้สึกว่านานมาก นานจนหมดแรงหมดหวังแล้ว คิดว่าคงตายแน่แล้วจึงได้แต่ร้องไห้ และเริ่มหายใจไม่ออกแล้วก็ค่อยๆ เวียนหัวมากขึ้น มากขึ้น จนเกือบหมดสติแล้ว
ผมต้องตกใจอีกครั้งเมื่อฝากระโปรงหลังเกิดเปิดขึ้นทันทีทันใด ผมดีใจมากรีบปีนออกมาจากท้ายรถอย่างรวดเร็ว รู้ตัวว่าไม่ตายแน่
พอตั้งตัวยืนได้มองหาคนที่เปิดท้ายรถให้นึกว่าเป็นพวกนักเล่นซ่อนหาด้วยกันมาตามเจอ แต่กลับไม่ใช่
สิ่งที่ผมเห็นเป็นพระแก่ๆ หลังโกงๆ ยืนยิ้มอยู่ ผมคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น ก้มกราบแทบเท้าท่านหนึ่งครั้งแล้วเผ่นผลุงโกยแนบกลับเข้าบ้านแบบไม่เหลียวหลัง ได้ยินแต่เสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของหลวงปู่องค์นั้นตามหลังมา
ผมยังจำเสียงหัวเราะนั้นได้อย่างแม่นยำจนทุกวันนี้
พอผมเปิดประตูเข้าบ้านก็พบ พ่อ แม่ พี่ๆ และ ญาติ กำลังนั่งประชุมกันว่าจะไปตามหาผมที่ไหนดี? ผมมาทราบว่าผมหายไปกว่าสามชั่วโมง ทุกคนออกตามหากันทั่วบ้านจนอ่อนใจแล้ว กำลังจะไปแจ้งตำรวจอยู่แล้ว
หลังจากผมพักเหนื่อยแล้วก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง เล่นเอาทุกคนเงียบสนิท คืนนั้นพ่อผมเอาผมไปอาบน้ำแล้วเอาเข้ามานอนด้วย
รุ่งขึ้นเช้าพ่อให้ผมพาไปดูรถคันนั้น จึงเห็นว่าเป็นรถเบ็นซ์ขนาดใหญ่ กลางเก่ากลางใหม่ที่เพิ่งมีคนมาฝากพ่อขาย ผมยังกลัวไม่หายทั้งๆ ที่เป็นเวลากลางวัน ผมดึงพ่อให้กลับเข้าบ้านแต่พ่อกลับเปิดประตูรถเปิดเก๊ะหน้ารถหยิบเอกสารปึกหนึ่งมาด้วยก่อนกลับเข้าบ้าน
พ่อเอาเอกสารทั้งหมดมากองบนโต๊ะทำงานแล้วค้นหาชื่อและเบอร์โทรศัพท์เจ้าของรถคันนั้น ระหว่างนั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่งปลิวตกมาจากโต๊ะ ผมรีบก้มไปเก็บ
พอผมหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา ผมต้องตกใจอีกครั้งหนึ่งพร้อมทั้งตะโกนลั่นว่า
" พ่อ! พ่อ! พระองค์นี้แหละที่เปิดรถให้ผม "
พ่อหยิบรูปหลวงปู่องค์นั้นไปดูแล้วบอกว่า
" นี่แหละ หลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า "
ผมหยิบรูปนั้นมาดูอีกครั้งพลันได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความเมตตาของหลวงปู่เหมือนเมื่อคืนแว่วมาอีกครั้ง
ผมยังเก็บรูปนั้นไว้บนหิ้งบูชามาจนถึงทุกวันนี้ นับจากวันนั้นไม่มีใครเล่นซ่อนหาตอนกลางคืนอีกเลย
จาก เว็บไซต์สยอง