***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ

โพสต์ โพสต์
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 1

โพสต์

.***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***




http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 77.html#62



...Fwd: Fw: นักศึกษาปริญญาโท..

Wed, 19 Jul 2006 19:45:31 -0700 (PDT)

นักศึกษาปริญญาโท

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชน เพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันจึงตัดสินใจจะสอนนักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึดหัดง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด





เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ

เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม

"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?" เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท

แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน "เต็มแล้ว..."

เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ

หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆ จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อมกับเขย่าเหยือกเบาๆ
กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก เขาหันไปถามนักศึกษาอีก

เหยือกเต็มหรือยัง?"

นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ "เต็มแล้ว..."
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 2

โพสต์

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา และเททรายจำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจนแทบล้นเหยือก

เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง เหยือกเต็มหรือยัง?"

เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากัน ปรึกษากันอยู่นาน
หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ เงยๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง มีการปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น

คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"

แน่ใจนะ"

แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆ ไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น

ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา
ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจัง สูญเสียไปไม่ได้

เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์

ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้

เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา

ชีวิตเต็มแล้ว... เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน"
ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า


...เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข
ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกาย เล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเรา

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ หมายถึงอะไร?"

เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ..."


สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 3

โพสต์

Fwd: Fw: *** รู้ไหมว่า หมาขี้เรื้อนมันคิดอะไร***

Mon, 17 Jul 2006 00:04:34 -0700 (PDT)

หมาขี้เรื้อน ?

ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก
ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน
เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้

เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว
ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่วัดป่าแถวภาคอีสาน

พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย
เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน

แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน
ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด
และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ

วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่
ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน
ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง
เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัยไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่

ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่าท่านรองเจ้าอาวาสทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา

ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป
ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอกต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้

โอ้ชีวิต!
ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดีว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง  
มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด
มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู

นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่
ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทินนับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ

อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า
ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจาซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง

วันๆไม่เห็นท่านทอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน
การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง

เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชาเสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย
รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วยอีกข้อหนึ่ง
เพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้วไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก

อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้นพระใหม่เสนอให้
หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีปฏิสัมพันธ์กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น
และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงานอย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง
ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า

ย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลวงพ่อเจ้าอาวาสมานั่งทำวัตรที่โบสถ์ธรรมชาติกลางลานทรายด้วย
ท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่านให้พระหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายฟัง
แต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน

อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาพลางหยิบไมโครโฟนขึ้นมา
แล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่ง
จากใต้ต้นอโศกที่อยู่ใกล้ๆ เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่

เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน คันไปทั้งตัว
ฉันเห็นมันวิ่งวุ่นไปมาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้
อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน

แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ
หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน

สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน
แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน

เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า
เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใด
ไม่แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก

พูดจบแล้วหลวงพ่อก็วางไมโครโฟนลงเป็นสัญญาณให้รู้ว่า  
ได้เวลาภาวนาหลังการทำวัตร สวดมนต์เย็นแล้ว

ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้นในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบแต่ในวุ่นวาย
นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู
ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน
จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง

เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขาเพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัวท่านก็ยังไม่ยอมสึก

"อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษา"
โยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชาย
>แล้วก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่า

คำว่า หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชายหมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ

ถ้าเรา ยังเป็น โรค อยู่ในใจ ไม่ว่า เราย้ายงาน ไปที่ไหน เราก็ บ่นว่าสถานที่เหล่านั้น สกปรก สิ้นดี

สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 4

โพสต์

Fwd: ๏~* ลูกเหม็น... ที่เราใช้กันในบ้านทำให้เป็น..มะเร็ง.. *~๏

Sun, 16 Jul 2006 23:28:40 -0700 (PDT)

ลูกเหม็น... ที่เราใช้กันในบ้านทำให้เป็น..มะเร็ง..

ข่าวด่วนวันนี้ ว่า ...พบสารเคมี ...ก่อมะเร็ง หนูทดลอง ในลูกเหม็น สเปรย์ ที่ช่วยให้กลิ่นสดชื่น

หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน หนังสือพิมพ์รายวันชั้นนำ ของอังกฤษ
รายงานข่าวว่า นักวิทยาศสตร์ได้พบว่า
สารเคมี ที่ใช้ในการทำ...ลูกเหม็น...... และสเปรย์ ทำให้อากาศ สดชื่น........
อาจทำให้เกิด ความเสี่ยง กับการเป็นมะเร็งสูงขึ้น

ข่าวกล่าวว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัย โคโลราโด ของสหรัฐอเมริกา
ได้พบในการศึกษาทดลองว่า สารแนพพาลีน ....กับพาราไดโคลโรเบนซึน ....
ที่ใช้เป็นสารมลพิษ ที่อาจทำให้หนูทดลองเป็นมะเร็งขึ้นได้

รายงานผลการศึกษาซึ่งได้เผยแพร่ ในวารสาร วิชาการ ..เคมีชีววิทยธรรมชาติ..
กล่าวต่อไปว่า ผู้เชี่ยวชาญ ได้ลงความเห็นว่า มันอาจจะเป็นอันตรายกับมนุษย์เช่นกัน...

ใครที่ใช้ ลูกเหม็น..วางทั่วบ้าน เช่น ในห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า หรือฉีดสเปรย์ทั่วบ้าน  ..
เท่าที่ทราบมาจากอ.ย.เมืองไทย ก็โรคโลหิตจาง และไตวายเรื้อรัง และมามะเร็ง..อีก..น่ากลัวมาก..ครับ


สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 5

โพสต์

Fwd: Fw: รับประทานอาหารแล้ว สั่งเครื่องดื่มเย็นๆมาดื่มให้ชุ่มฉ่ำใจ! จากนั้นเป็นมะเร็งลำไส้!

Sun, 21 May 2006 20:40:15 -0700 (PDT)

รับประทานอาหารแล้ว สั่งเครื่องดื่มเย็นๆมาดื่มให้ชุ่มฉ่ำใจ!
จากนั้นเป็นมะเร็งลำไส้!


อย่าได้คิดว่าเป็นไปไม่ได้!
มีผู้คนมากมายมีความเคยชินดื่มเครื่องดื่มเย็นหลังจากรับประทานอาหาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของชา
เพราะเชื่อกันว่า สามารถขจัดไขมันและแก้เลี่ยน ดื่มลงไปแล้ว
ย่อมชุ่มฉ่ำใจแน่นอน แต่คุณเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า
หลังจากนั้นในท้องของคุณจะเกิดอะไรขึ้น? !


ลองนึกภาพตามดูนะค่ะ! ! ซี่โครงเนื้อในท้องของคุณ (หรืออาจจะเป็นไก่ทอด ฯลฯ)
ล้วนเป็นอาหารทีุ่มันย่อง กระเพาะและลำไส้จะทำการย่อยพวกมัน
ก็ต้องเปลืองแรงหน่อย ตอนนี้เทน้ำเย็นลงไปอีกถ้วยหนึ่ง...

เคยเห็นน้ำมันหมูในตู้เย็นมั้ยค่ะ? ! คุณจินตนาการว่า
กลืนไขมันที่จับตัวเป็นก้อนสีขาวเหล่านั้นลงไปในกระเพาะออกมั้ย? !
เมื่อกระเพาะลำไส้ของคุณเต็ม

ไปด้วยน้ำมันที่จับตัวเป็นก้อนราวน้ำตาเทียนไข
ยังจะแก้เลี่ยนได้อีกมั้ย!ถ้าหากแค่เพียงทำให้รู้สึกอยากจะอาเจียนเท่านั้นก็แล้วไปเถอะ

แต่ที่สำคัญคือ
มันสามารถทำให้คุณเป็นมะเร็งลำไส้ได้ด้วย! !

ไขมันที่จับตัวเหล่านี้เมื่อเจอกับกรดในกระเพาะอาหาร
จะอ่่อนตัวกลายเป็นสภาพกึ่งของเหลวที่เหนียวข้น
จากนั้นจะไหลเข้าสู่ลำไส้ก่อนอาหารที่มีสภาพเป็นของแข็งชนิดอื่น

ดังนั้นวัตถุที่มีสภาพเป็นน้ำก็ไม่ใช่ ไขมันก็ไม่เชิง
เหนียวๆข้นๆนี้ ก็จะถูกลำไส้ดูดซึมไปเป็นอันดับแรก


แต่ว่า! ลำไส้ไม่อาจดูดซึมกำจัดวัตถุประหลาดนี้ได้ทั้งหมด
ผนังลำไส้จะเต็มไปด้วยคราบไขมัน
ก็เหมือนกับการล้างหม้อใส่น้ำแกงเนื้อในหน้าหนาว

ไม่ว่าจะล้างยังงัยก็ยังรู้สึกมันลื่น และเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า
วัตถุที่ชวนอาเจียนนี้ก็จะฝังเข้าไปในผนังลำไส้
สะสมนานเข้าทำให้เกิดปฏิกิริยาที่อาจนำมาซึ่งโรคมะเร็งลำไส้ในที่สุด! !

ดังนั้นรีบเปลี่ยนพฤติกรรมความเคยชินที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตนี้โดยเร็วเถอะ!
รับประทานอาหารแล้วอย่ารีบกรอกน้ำเย็นลงไป

ดีที่สุดคือ ควรดื่มน้ำแกงร้อนๆ หรือน้ำอุ่นๆก็โอเคแล้ว

ขอบอกเรื่องชวนอาเจียนกับคุณอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้แล้ว
จะต้องต่อท่อเข้าไปกระเพาะถึงจะอุจจาระได้นะ
คุณคงไม่อยากเจอเรื่องแบบนี้ใช่มั้ย

รีบบอกต่อคนที่คุณรักและห่วงใย อย่าให้พวกเขาต้องต่อสายท่อเลย! !

สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 6

โพสต์

FW: เค้าเล่ามาว่า....(ตรงอ่ะ)

Date: Tue, 22 Aug 2006 02:36:33 -0800

เค้าเล่าว่า....

ผู้หญิงอ้วนมักจะนิสัยดี

ผู้หญิงหน้าตาดีมักจะมีแฟนเป็นทอม

ผู้หญิงน่ารักแฟนมักจะไม่หล่อ

ผู้หญิงที่แฟนหล่อจำเป็นต้องรวย

ผู้หญิงอยากรวยต้องมีแฟนคราวพ่อ

ผู้หญิงช่างจ้อมีแฟนมากมาย

ผู้หญิงขี้อายมักเซ็กส์จัด

ผู้หญิงอวบอัดมักทำศัลยกรรม

++++++++++++++++++++++++++++++++++

เค้าเล่าว่า....

ผู้ชายนิสัยดีมักจะขี้เหร่

ผู้ชายที่หล่อมักไม่สุภาพ

ผู้ชายที่ทั้งหล่อ และสุภาพ มักเป็นเกย์

ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักแต่งงานแล้ว

ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ และนิสัยดี มักไม่มีสตางค์

ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดี และมีสตางค์ มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา

ผู้ชายที่หล่อ แต่ไม่มีสตางค์ มักจะเห็นแก่สตางค์ของเรา

ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นิสัยไม่ดี มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ

ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเขา มักเป็นคนขาดความมั่นใจ

ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ มีฐานะ และเป็นชายแท้ มักจะขี้อาย และกลัวการเริ่มต้น

ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เค้าเล่าว่า....

ผู้หญิงเก่งมักชอบบงการ

ผู้หญิงเก่งที่ไม่ชอบบงการ มักเสแสร้งเฉพาะช่วงแรกๆ

ผู้หญิงสวยมักจะโง่ แต่ผู้หญิงโง่ๆ มักจะรวย

ผู้หญิงที่ไม่โง่ และรวย มักไม่ยอมแต่งงาน

ผู้หญิงที่ไม่โง่ รวย และไม่ยอมแต่งงาน มักชอบคนมีครอบครัวแล้ว

++++++++++++++++++++++++++++++++

เค้าเล่าว่า....

สมัยหนุ่มๆ ผู้ชายมักทุ่มเทเวลาทำงานหนักจนลืมภรรยาสาว เพราะต้องการจะสร้างเนื้อสร้างตัว

พอสร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้ว เขาก็จะลืมภรรยาแก่ๆ เพราะต้องการทุ่มเทเวลาให้กับอีหนูสาวๆ

+++++++++++++++++++++++++++++++++

เค้าเล่าว่า...

ผู้ชายที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จนกว่าจะมีผู้หญิงสักคนมาเชื่อมั่นในตัวเขา

หลังจากนั้น เขาก็จะเชื่อมั่นมากพอ จนกล้าทิ้งผู้หญิงคนนั้น เพื่อจะไปหาผู้หญิงคนใหม่

มาเชื่อมั่นในตัวเขาอีกครั้ง

+++++++++++++++++++++++++++++++++

เค้าเล่าว่า....

ผู้หญิงที่ดีมีแฟนคนเดียว

ผู้หญิงเก่ง คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามีและเก็บไว้ใช้เองคนเดียว

ผู้หญิงฉลาด คือผู้หญิงที่หาเงินได้น้อยกว่าสามี และเก็บเงินของสามีไว้ใช้คนเดียว

ผู้หญิงอัจฉริยะ คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี ใช้เงินของสามี...และเก็บมรดกของสามีไว้ใช้คนเดียว

ผู้หญิงยอดอัจฉริยะ คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี ใช้เงินของสามี เก็บมรดกสามีเอาไว้

แล้วเริ่มหาสามีใหม่

++++++++++++++++++++++++++++++++++
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 7

โพสต์

..สิ่งที่สุดของชีวิต

สิ่งร่ำรวยที่สุดของชีวิต                          คือ สุขภาพที่แข็งแรง
บาปกรรมใหญ่หลวงที่สุดของชีวิต          คือ ไม่กตัญญู
ความโง่เขลาที่สุดของชีวิต                    คือ ติดยาเสพติด
ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต        คือ การทะนงตัว
ของกำนัลที่มีค่าที่สุดของชีวิต                 คือ การให้อภัย
ความชั่วช้าต่ำต้อยที่สุดของชีวิต              คือ การข่มเหงผู้อื่น
การผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของชีวิต           คือ เล่นการพนัน
การล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต         คือ การสิ้นหวัง
ความสุขมากที่สุดของชีวิต                       คือ การช่วยเหลือผู้อื่น
การยอมรับและนับถือได้มากที่สุดของชีวิต คือ ความก้าวหน้า

คนเราสร้างแต่ความดี ถึงแม้ว่าลาภผลยังไม่ได้รับ แต่สิ่งภัยวิบัตินั้นได้หลีกห่างไกลไป
คนเราทำแต่ความชั่ว ถึงแม้กรรมชั่วยังไม่ได้สนองตอบ แต่ผลบุญนั้นได้หลีกห่างไปไกล


สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 8

โพสต์

FW: เคี้ยวนาน ทำให้สมองฉลาดมากขึ้น

Date: Wed, 16 Aug 2006 23:01:34 -0800
 

เคี้ยวนาน ทำให้สมองฉลาดมากขึ้น

ข้อมูลจาก
(Embedded image moved to file: pic30300.jpg)

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

ทุกคนเกิดมาก็ต้องรับประทานอาหาร โดยเวลาที่รับประทานข้าว
อาหารอื่นๆก็ต้องมีการเคี้ยว ซึ่งการเคี้ยวมาก จะช่วยให้สมองปราดเปรียวมากขึ้น

นักการเมืองชาวอังกฤษท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "อาหาร 1 คำต้องเคี้ยวอย่างน้อย 3-12 ที

ไม่ว่าอาหารนั้นจะอ่อนแค่ไหนก็ตาม ถ้าคุณไม่มีความอดทนขั้นนี้ก็อย่าไปหวังว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้"

มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารตั้งแต่เด็ก
สร้างความกลัดกลุ้มทรมานแก่เขามาก

หลังจากเขาทดลองเคี้ยวอาหารคำละ 100 ทีแล้ว ปรากฏว่า
เขาหายจากโรคกระเพาะอาหารในเวลา 1สัปดาห์

การเคี้ยวอาหารมิเพียงเกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น
ยังเกี่ยวพันกับสมรรถนะของสมองอย่างแนบแน่นด้วยการ
เคี้ยวอาหาร
จะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลาย (SALIVARY GLAND) และต่อมใต้หู(PAROTIDGLAND) หลั่งฮอร์โมนออกมา

ขณะเดียวกันอาการเคี้ยวซึ่งทำให้ฟันบนกับฟันล่างกระทบกันก็จะกระตุ้นสมองใหญ่ด้วย

การกระตุ้นนี้จะทำ ให้สมองใหญ่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มพลังแห่งการวินิจฉัย

การขบคิดและสมาธิ
ข้างล่างนี้คือผลที่ได้จากการทดลอง
จำนวนทีที่เคี้ยวอาหารสำหรับประกอบการพิจารณา

ผู้ที่สนใจจะทดลองดูก็ได้ ผลที่ได้จากการเคี้ยวอาหารการเ

เคี้ยวอาหาร 30 ที
ผลที่ได้จากการกินอาหารแต่ละคำ
ควรเคี้ยวอย่างน้อยที่สุด 30 ที จะช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยรักษาอาการขี้หงุดหงิดจิตใจไม่สงบ

การเคี้ยวอาหาร 50 ที
จะช่วยลดการกลัดกลุ้มเจ้าอารมณ์
อย่างน้อยที่สุดช่วยให้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ได้
ในเวลากินอาหาร นอกจากนี้ ยังลดความอ้วนได้
เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่เกินจำเป็นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

การเคี้ยวอาหาร 100 ที
ช่วยให้หนักแน่นมากขึ้นสามารถวินิจฉัยและจัดการปัญหาต่างๆ อย่างสงบเยือกเย็น
กินน้อยแต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก

นอกจากนี้ยังช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ หรือระคายต่อร่างกายได้ด้วย
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 9

โพสต์

FW: อย่ารับกระดาษจากคนแปลกหน้า

Date: Wed, 16 Aug 2006 22:40:48 -0800
 

อย่ารับกระดาษจากคนแปลกหน้า

นอกจากยาป้าย แล้วยังมียาอีกชนิดหนึ่ง
เพื่อนเราเคยเกือบโดน บนรถเมล์ สาย 47
เค้านั่งอยู่คนเดียวกำลังจะกลับถึงบ้านแล้ว รู้สึกแปลกเหมือนมีผู้ชายมองอยู่ข้างหลัง 2-3 คน

พอถึงป้ายราชดำเนิน ผู้ชาย 1ในนั้นก็เดินมาหาเค้าแล้วยื่นกระดาษที่พับไว้แผ่นนึงให้เค้า
แต่ไม่ได้รับเพราะปกติเป็นคนขี้ระแวงอยู่แล้ว

แต่ชายคนนั้นก็คะยั้นคะยอให้เค้ารับให้ได้แต่เค้าก็ไม่รับอยู่ดีค่ะ
กลุ่มคนพวกนั้นก็เลยรีบลงจากรถ
พร้อมกับมองขึ้นด้วยท่าทางที่หงุดหงิด

พอกลับถึงบ้านเลยเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
พ่อเค้าก็ตกใจว่าเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้ว

มันเกิดกับคนแถวๆบ้านนั้นหน่ะแหละ...คือโดนยื่นกระดาษเหมือนกัน
แล้วก็รับมาพอเปิดดูก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

มารู้อีกที
ก็อยู่สนามหลวง แต่ไม่มีของติดตัวเลย
ทั้งกระเป๋าตังและสร้อยคอ ไปแจ้งความก็ทำอะไรใครไม่ได้.............

สรุปได้ว่ามันเป็นยามึนชนิดนึง มีลักษณะเป็นผงๆ
เมื่อเปิดมามันก็จะฟุ้งออกมาทันที
ใครโดนยานี้จะคล้ายกับโดนยาป้าย




>> >ช่วยๆ ระวังกันด้วยนะคับ
>> >กรุณาส่งต่อให้หญิงสาวผู้น่ารักทั้งหลายด้วยคับ
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 10

โพสต์

FW: ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย

Date: Thu, 10 Aug 2006 21:18:17 -0800
ยิ่งนอนดึก ยิ่งเร่งวันตาย

การนอนดึกเป็นเหตุให้อายุสั้น เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง การทำงานดึกทำให้ร่างกายล้า เหมือนกับเครื่องยนต์ Overload ไม่ช้าเครื่องก็พัง
วิธีแก้ไขในกรณีต้องทำงานดึก (เพื่อไม่ให้ร่างกายโทรมเร็ว)
ผู้ที่มีหน้าที่บริหารงาน มักจะพบปัญหานี้กันมาก เพราะต้องเร่งงาน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนนอนดึก
            1.  ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ เกิดอาการล้า
            2.  ระบบร่างกายจะรวน ดังนี้
ระบบการย่อยอาหาร
ท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย อาหารย่อยไม่ดี ทำให้อุจจาระหยาบ คืออาหารที่ทานเข้าไป ถ้าไม่นอนดึกอุจจาระจะสวย ไม่มีเศษอาหารติดอยู่ เหมือนกับแท่งทอง แต่ถ้าอดนอนแล้วอุจจาระจะหยาบ จะมีเศษอะไรต่างๆ ติดอยู่ เหมือนกับรถที่มีเขม่าติด เกิดจากการที่ร่างกายย่อยไม่หมด เพราะล้า
แนวทางแก้ไข ให้ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อาหารเหนียวๆ มิฉะนั้นลำไส้ทำงานหนัก ยิ่งนอนดึกแม้เราหลับไปแล้ว แต่ลำไส้ไม่หลับ ยังคงย่อยอยู่ต่อไป พอตื่นขึ้นมาก็เพลีย ให้ทานไข่ นม แทนพวกเนื้อสัตว์ ก็จะพอถูไถไปได้ มิฉะนั้นท้องจะผูกเป็นประจำ ริดสีดวงทวารจะถามหา


(ถ้าหากอ้วนก็ให้ทานนมแทนไข่)

ท้องผูก มี 2 ลักษณะ
1.  ผูกแข็ง คือ อุจจาระแข็ง
2. ผูกเหลว คือ อาการถ่ายอุจจาระไม่หมด ยังค้างอยู่ แต่ลำไส้ล้า กระเพาะอาหารล้า ทำให้ไม่มีแรงบีบให้ออกจนหมด ดังนั้นในวันหนึ่งๆ จึงต้องถ่ายหลายครั้ง โรคที่จะตามมาก็คือ ผื่นคันบริเวณขาหนีบ (ไม่ใช่เพราะความสกปรกหมักหมม) จะคันทั้งวัน     ปกติอุจจาระจะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ถ้าแข็งแสดงว่าส่วนที่เป็นน้ำได้ซึมกลับเข้ามาในลำไส้ ซึ่งมันเป็น

ของเสียที่ต้องขับออก ผลก็คือทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะมาประทุบริเวณเนื้ออ่อนๆ เช่นที่ขาหนีบ สาเหตุก็มาจากท้องผูกนั่นเอง เพราะฉะนั้น อย่านอนดึก ถ้าต้องดึกก็ให้ออกกำลังหน้าท้อง ให้ท้องเกิดกำลัง จะได้รีดอุจจาระออกมาได้เร็ว ทานเสร็จแล้วอย่านอน ให้เดินสักครึ่งชั่วโมง เพราะพอขาได้เดิน ลำไส้มันก็ต้องไปกับขาด้วย จะช่วยทำให้ย่อยได้ดีขึ้น ท้องจะผูกน้อยลง ผื่นคันก็จะหาย ถ้ายังไม่หาย (เนื่องจากอายุมาก) ให้ทานน้ำขิงสด (ไม่ใช่ขิงผงเป็นซองๆ) พวกที่นอนดึกต้องให้ท้องอุ่นมากๆ ให้หาผ้ามาห่ม เดี๋ยวท้องจะอืด เฟ้อ บางทีต้องให้เท้าอุ่นด้วย ให้หาถุงเท้ามาใส่ มิฉะนั้นเท้าจะชา
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 11

โพสต์

ระบบปัสสาวะ
ถ้านอนไม่ดึก ประมาณ 3-4 ทุ่ม พอตื่นเช้าขึ้นมาจะปัสสาวะครั้งเดียวจบ แต่ถ้านอนดึก ยิ่งนอนตีหนึ่ง กลางดึกจะต้องลุกเข้าห้องน้ำถี่ เพราะร่างกาย Overload ต้องการน้ำมาก กล้ามเนื้อข้างในจะบีบคั้นเอาพลังงานออกมาใช้ จึงต้องใช้น้ำมาก ผลก็คือปัสสาวะบ่อย ทำให้พวกเกลือแร่ที่อยู่ในร่างกายจะถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะด้วย ยิ่งอายุ 35 ขึ้นไปจะยิ่งแย่

แนวทางแก้ไข ให้ทานแคลเซี่ยมเม็ดได้ แต่อย่ามาก แค่ 1 เม็ดก็พอ ถ้าทานมากจะทำให้แคลเซี่ยมพอก คืออาการที่กระดูกงอกทับเส้นประสาท (ถ้าเป็นแล้วต้องให้คนนวด และทานยาละลายแคลเซี่ยมช่วย) ถ้าไม่ทานแคลเซี่ยมชดเชย จะทำให้เลือดจาง เม็ดโลหิตจาง

สรุปแล้วการอดนอน เท่ากับเร่งวันตายให้ตัวเอง

การนอนดึกต้องดื่มน้ำให้มาก และเติมเกลือในน้ำด้วย คือพอเราดื่มแล้วมันออกมาหมดทั้งทางปัสสาวะและเหงื่อ เราทานเกลือมากๆ ยังออกทางเหงื่อได้ แต่ถ้าทานแคลเซี่ยมมากทำให้กระดูกงอก  ส่วนโค้ก เป๊ปซี่ กระทิงแดง อย่าทาน พอเราอยู่ดึกและกลั้นปัสสาวะ มันจะซึมกลับเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ก็จะไปประทุที่ขาหนีบ หรือท้องแขนเป็นเม็ดแดงๆ เป็นจ้ำขึ้นทั่วเลย บางคนไม่กลั้น แต่ดื่มน้ำน้อย อาการก็จะเหมือนกับการโม่แป้งฝืดๆ ลำไส้บีบตัวไม่ไหว ต้องเค้น ก็จะเพลีย แต่ถ้าดื่มน้ำมาก ทำให้ถ่ายสบาย   ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้กรดยูเรียเข้มข้น พอเรากลั้นปัสสาวะมันก็จะซึมเข้าเส้นเลือด ทำให้น้ำเหลืองเสีย ถ้ากลั้นบ่อยๆ จะทำให้ปัสสาวะไม่หมด
ระบบเหงื่อ
คนที่ไม่มีเหงื่อออก จะแย่ ถ้าขับเหงื่อให้ออกได้ร่างกายสบาย ถ้าเหงื่อไม่ออกความร้อนภายในร่างกายจะระบายไม่ได้ ทำให้อึดอัด ของเสียในร่างกายก็ออกไม่ได้ โรคผิวหนังจะถามหา สิวฝ้าจะขึ้น  เพราะฉะนั้น ดื่มน้ำให้มากพอและออกกำลังกาย เท่านั้นพอ เอาจนเหงื่อออกให้ได้  คนนอนดึกเหงื่อจะไม่ค่อยออก ของเสียตกใน สิวฝ้าขึ้น มันก็จะไปออกทางปัสสาวะแทน ไตเลยทำงานหนัก

ระบบหายใจ
ระบบหายใจจะเสียตามมา ร่างกายจะเอาออกซิเจนไปแลกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงได้ต้องมีความชื้น ถ้าความชื้นน้อยมันจะไม่แลก ทำให้อึดอัด เหมือนอยู่ห้องแอร์แล้วอึดอัด เพราะความชื้นไม่พอ ไม่ใช่อากาศไม่พอ อากาศมันแห้งเลยเอาความชื้นในตัวเราไป ทำให้ปอดทำงานไม่สะดวก และออกซิเจนไม่ได้

แนวทางแก้ไข ให้เอาน้ำใส่กะละมังไว้ข้างตัว ยิ่งเป็นน้ำร้อนยิ่งดี   ถ้าอึดอัดให้เอาผ้าหนุนเท้าให้สูง เลือดก็จะไหลลงมาได้ จะทำให้นอนสบาย การดื่มน้ำหวานๆ ตอนอยู่ดึกๆ ก็ช่วยได้ แต่อย่าหวานมากจะทำให้อ้วน ถ้าจะให้ดีที่สุดอย่าอยู่ดึก ดึกได้เป็นครั้งคราวถ้าจำเป็น คนนอนดึกเสียงจะแห้ง เพราะไตมันล้า  การใช้สบู่ ให้ใช้สบู่เด็ก เพราะเป็นสบู่อ่อน การกัดจะน้อย อย่าใช้สบู่แรงๆ ให้ฟอกสบู่วันละครั้งก็พอ

สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 12

โพสต์

FW: อยากเตือนผู้ที่ชอบดื่มน้ำส้ม/องุ่น เป็นประจำ
Date: Thu, 10 Aug 2006 01:52:50 -0800
 

อยากเตือนผู้ที่ชอบดื่มน้ำส้ม/องุ่น เป็นประจำ



อยากจะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง

ปกติเป็นคนชอบทานน้ำผักผลไม้กล่องทุกเช้า

วันละแก้วสูงเต็มแก้ว ก็ทานอยู่หลายยี่ห้อสลับกันไป

แล้วก็เป็นคนชอบทานผลไม้ด้วย ทานประจำทั้งกลางวันและเย็นหลังอาหาร

ก็ไม่ได้เยอะมาก ส่วนมากก็ทาน ส้ม ฝรั่ง เป็นหลักเพราะหาซื้อง่ายและราคาถูก

เมื่อสักประมาณสองเดือนที่แล้ว เกิดอาการท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย

แล้วก็มีแก๊สในกระเพาะเยอะมาก ผะอืดผะอมแต่ท้องไม่เสีย

ก็ทานยาลดแก๊ส ยาธาตุ น้ำขิง ก็พอประทังแต่ไม่หาย

เป็นอยู่สามวัน ก็ทนไม่ได้ ไปหาหมอที่รักษาประจำ เล่าอาการให้หมอฟังเสร็จ

หมอถามว่าดื่มน้ำผลไม้หรือเปล่า ก็ตอบว่าดื่มประจำ

กินผลไม้รึเปล่า ก็ตอบว่ากินประจำ โดยเฉพาะส้มกับฝรั่ง

แล้วก็ตรวจเช็คร่างกาย หมอบอกว่ารู้แล้วว่าเป็นอะไร อาหารเป็นพิษ

คือร่างกายสะสมสารพิษจากพวกยาฆ่าแมลงจนถึงจุดที่มันแสดงอาการ

หมอบอกว่า ส้มเป็นผลไม้ที่ใช้สารเคมีเป็นอันดับต้นๆ  นอกจากนั้นก็พวกฝรั่ง

แครอท  องุ่น  ผักคะน้า  อีกหลายชนิด

หมอบอกว่าเวลาในโรงงานเค้าผลิต  เค้าไม่ปอกเปลือกหรอกคั้นกันทั้งเปลือก

ไม่ว่าจะส้ม องุ่นและฝรั่ง

เวลาล้าง   มันกำจัดสารเคมีได้ไม่หมดหรอกมันก็ไปตกค้างในน้ำผลไม้ที่เราดื่ม

แต่ว่าปริมาณที่ตกค้างแต่ละขวดมันไม่สามารถทำให้เกิดอาการได้ทันที

แต่จะสะสมไว้ในร่างกาย ถ้ามีมากๆ ก็จะสะสมไว้ในตับ

แล้วพวกน้ำส้มที่เค้าคั้นขายสด ก็ไม่ควรดื่มเพราะนอกจากจะมีสารเคมี

พวกยาฆ่าแมลงตกค้างแล้ว  ตัวเครื่องที่ใช้คั้นก็เป็นตัวสะสมแบคทีเรีย

เพราะแม่ค้าเค้าคั้นตั้งแต่เช้ากว่าจะล้างก็เย็น

ช่วงระหว่างวัน อากาศเมืองไทยร้อน ทำให้พวกแบคทีเรียเจริญเติบโตได้เร็ว

หมอเค้าก็ให้ยาแก้อาหารเป็นพิษมา บอกว่าถ้าทานยาไปสักระยะแล้วไม่หาย

ต้องมาหาหมออีก

ต้องเจาะเลือดดูตับว่ามีสารพิษตกค้างอยู่มากขนาดไหน

แต่เราโชคดี  ทานยาไปไม่กี่วันอาการก็ดีขึ้น

หลังจากไปหาหมอ เราเลิกกินน้ำผักผลไม้ทุกชนิด ส่วนส้มกับฝรั่ง นานๆ กินที

หันไปทานพวก  apple  สับปะรดกับมะละกอแทน  ก็ฝากเตือนเพื่อนแล้วกันนะคะ
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 13

โพสต์

มะเร็งชอบคนแบบไหน ??

Thank you for the topic adviced by Khun Jittma Samerphark, Pharma division

หวัดดีค่ะเพื่อนๆชาวเมอร์ค พอดีว่าได้รับ forward mail จาก เพื่อนใน pharma จึงอยากจะนำมาแบ่งปันสิ่งดี ดีให้ชาวเมอร์คกันนะคะ

เมื่อเอ่ยถึงมะเร็งคนร้อยทั้งร้อยเป็นต้องกลัว ดังนั้นจะทำอย่างไรดีจึงจะมีสุขภาพดีปลอดภัยจากมะเร็งกัน เรามาดูกันดีกว่าว่าคนแบบไหนบ้างที่มะเร็งชอบไปอยู่กับคนประเภทไหนกันบ้างนะคะ

คนแพ้อะไรง่าย ชื่อก็บอกว่าแล้ว ขี้แพ้ เลยพาลแพ้มะเร็งไปด้วยไงล่ะ นักวิจัยสหรัฐ ได้สำรวจพบกว่าเกือบ 4 หมื่น

คนที่แพ้ยาหรือสารเคมีง่าย จะมีโอกาสเป็นมะเร็งง่ายกว่าคนไม่แพ้อะไรเลยเช่น ผู้หญิงมักจะเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติ 30% ผู้ชายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูงกว่าคนปกติ 41%

คนนอนดึก แม้ว่าปัจจุบันยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของมะเร็ง แต่ที่น่าเชื่อถือ คือการนอนหลับไม่พอ เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการเป็นมะเร็ง เพราะเซลมะเร็งที่ผิดปกติและเกิดขึ้นกระทันหันจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงกลางคืน

คนที่นอนไม่พอ ยังควบคุมการเกิดเซลพวกนี้ได้ยาก และคนนอนดึก ยังต้องดื่มกาแฟหรือสูบบุหรี่ เพื่อให้ตื่นตัวตลอด ยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น

คนอ้วน ข้อมูลของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า ผู้หญิงอ้วนมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้มากกว่าผู้หญิงรูปร่างปกติ 2 เท่า สถาบันมะเร็งสหัฐ ก็รายงานว่า ผู้หญิงอ้วน เป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้หญิงปกติ 4-6 เท่า

คนขาดวิตามิน คนที่มีวิตามินในร่างกายน้อย มีโอกาสเป็นมะเร็งสูง เช่น คนขาดวิตามินเอ เสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะ 3.5 เท่า คนขาดวิตามินซี มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งต่อมหมวกไต มากถึง 2 เท่า

คนขาดวิตามินอี มีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังมะเร็งกระเพาะ มะเร็งช่องปาก

คนมีคลอเลสเตอรอลต่ำเกินไป คนที่มีคอเลสเตอรอลสูงไปก็เป็นโรคหัวใจ ต้องลดลง จึงปลอดภัย แต่คอเลสเตอรอล เป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้และเป็นกองกำลังต้านทานโรค รายงานนักวิจัยชาวอังกฤษ พบว่าปัจจัยเสี่ยงต่อการตายของหญิงวัยกลางคนที่สำคัญ คือมีคอเลสเตอรอลต่ำเกินไป
ดังนั้นจึงควรพยายามรักษาระดับ คอเลสเตอรอลให้อยู่ในสมดุลไม่มากไม่น้อยเกินไปจึงเป็นการดีที่สุดค่ะ

ดื่มชาร้อนเข้มข้นบ่อยๆ คนที่ดื่มชาอุณหภูมิสูง(เกิน 80 องศาเซลเซียส) มีโอกาสเป็นมะเร็งหลอดอาหาร เพราะสารแทนนินในใบชา จะไปทำลายเนื้อเยื่อในหลอดอาหาร กระตุ้นให้เกิดเซลผิดปกติ

คนเป็นความดันโลหิตสูง แม้จะพูดไม่ได้ว่า ความดันโลหิตสูงเป็นเหตุให้เป็นมะเร็ง แต่ทั้ง 2 โรคมันมีอะไรเหมือนๆ กัน คืออ้วน ติดสุรา รับประทานอาหารเค็มจัด

คนอั้นปัสสาวะ ในน้ำปัสสาวะ มีสารชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ทำลายเนื้อเยื่อกระเพาะปัสสาวะผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ตอนที่ปัสสาวะหรืออุจจาระ จะมีของเสียออกมามาก รวมทั้งสิ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง จึงอย่าอั้นปัสสาวะบ่อย

คนไม่ดื่มนมเปรี้ยว นมเปรี้ยวมีแบคทีเรียที่ช่วยลดการดูดซึมไขมัน ถ้าดื่มทุกวันจะเพิ่มระดับสารอาหารและมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น ยังลดโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมด้วย



ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 14

โพสต์

8) ชอบเรื่องหมาขี้เรื้อนครับพี่สุเกียง
    ผมนี่แหละครับเคยเป็นครับ
    ผมเล่นแบดประเภทคู่ครับเพราะเล่นเดี่ยวไม่ไหวแล้ว
    ทีนี้ตอนเล่นคู่ เราก็ต้องเล่นกับเพื่อนอีกคนใช่ไหมครับ
    เวลาเล่นแบดแพ้ ผมมักจะคิดในใจเสมอว่า
    สาเหตุมาจากเพื่อนผมเล่นไม่ดี รับก็ไม่ดี รุกก็ไม่ดี
    แฮะ..ไม่เคยคิดว่าตัวเองห่วยเลยครับ
    มีความสุขทางกายนะครับ
    ร่างกายแข็งแรงดี
    แต่ไม่มีความสุขทางใจเลย
    มันร้อนรนอยากแต่จะเอาชนะคะคาน
    จะได้ไปเยาะเย้ยหรือพูดจาทำว่าเหนือกว่าพรรคพวก
    ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าตอนแพ้ จะโดนกระทำอย่างเดียวกัน
    ซึ่งก็โดนจริง (คงเพราะไปถากถางเขาไว้เยอะ)
    เคยถึงขนาดเล่นไม่จบเกม วอล์คเอ๊าท์ออกมาเพราะพูดสู้ไม่ได้
    เหตุการณ์ก็ดำเนินเรื่อยมาจนมาถึงวันนึง
    ก็มานั่งเปิดอ่านโคลงโลกนิติ บทนึงว่า

    โทษผู้อื่นเพี้ยง      เมล็ดงา
    ปองติฉินนินทา      ห่อนเว้น
    โทษตนเท่าภูผา    หนักยิ่ง
    ป้องปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้าย หายสูญ


    ก็คงคล้ายๆกับเรื่องที่พี่สุเกียงเอามาให้อ่านนี่แหละครับ
    ดวงตามันก็เห็นธรรม ขึ้นมา
    ก็เปลี่ยนไปเลยอาจจะไม่ถึง100%นะครับ
    แต่ไม่เคยโทษคนอื่นอีกเลย
    แถมคอยหาจังหวะชมเวลาเพื่อนเล่นลูกยากๆเป็นแต้มได้เสมอ
    คิดว่าเวลาแพ้เป็นเพราะตัวเองเสมอมา
    อูย..มีความสุขขึ้นเยอะเลยครับทีนี้
    เพื่อนฝูงก็รักใคร่มากขึ้น
    ไม่เป็นหมาขี้เรื้อน บวก หัวเน่า อีกตะหาก
    ที่เคยเครียดก็เปลี่ยนเป็น ขำขำกันไป
    จากที่เคยจะเลิกเล่นกันแล้ว
    ก็เล่นกันต่อมาอีกเป็นสิบปีแล้วครับ
   
    หวังว่าบทความดีๆของพี่สุเกียง
    จะยังประโยชน์ให้ใครที่เคยคิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ
    ไม่มีคำว่าสายเกินไป
    ฝรั่งยังว่า better late than never..........
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Raphin Phraiwal
Verified User
โพสต์: 1342
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 15

โพสต์

ขอบคุณพี่สุเกียงมากเช่นกันครับ
ส่วนตัวผมชอบเรื่องหมาขี้เรื้อน กับเรื่องคนนอนดึกครับ และก็เรื่องการเคี้ยวอาหารด้วยครับ
ขอให้พี่สุเกียงสุขภาพแข็งแรงนะครับ
นักการเมืองชาวอังกฤษท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "อาหาร 1 คำต้องเคี้ยวอย่างน้อย 3-12 ที  
เคยได้ยินว่า 32 ทีครับ (สันนิษฐานว่าเท่ากับจำนวนฟัน 32 ซี่)
รักในหลวงครับ
สุเกียง
Verified User
โพสต์: 891
ผู้ติดตาม: 0

***....ภาพถ่ายการปลอมตัว แฝงกาย....***

โพสต์ที่ 16

โพสต์

ขอบคุณ คุณ por_jai ที่เล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาให้อ่านกัน
สิ่งที่คุณ por_jai เล่ามานั้นให้ข้อคิดดีมากๆค่ะ
เล่นกีฬาทุกชนิด มีชนะมีแพ้ หากเรายอมรับการพ่ายแพ้
ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับและชื่นชม จะเกิดความพึงพอใจในหมู่เพื่อนฝูงมากยิ่งขึ้น
บทเรียนหลายๆสิ่งสอนใจเราให้พัฒนายิ่งๆขึ้น
ดีใจที่คุณ por_jai พบทางสว่างของการปล่อยวาง
มีความสุขกับสิ่งที่คิดและปฏิบัติ ได้เพื่อนแท้ในทุกแห่งหน
ขอบคุณมากนะคะ

สวัสดีค่ะ คุณ Raphin Phraiwal
ขอบคุณมากค่ะ ขอให้รวยๆและสุขภาพแข็งแรงๆ เช่นกันค่ะ

ขอขอบคุณเพื่อนๆที่แวะมาอ่านนะคะ
โพสต์โพสต์