|0 คอมเมนต์
ตัดมาแป่ะ..........................จากโต๊ะราชดำเนิน
**แกะรรอย"กองทุนแอมเพิล ริช" กุญแจกระชากหน้ากาก "คนปล้นชาติ"**
ว่ากันว่า..อาชญากรรมทุกประเภท มักจะทิ้งร่องรอย (clue) เอาไว้ให้แกะรอยนำไปสู่การจับกุมอาชญากรนั้นๆ เสมอ
กรณีการขายหุ้นอย่างมีเงื่อนงำของตระกูลชินวัตรให้กับเทมาเสคและพันธมิตรก็เช่นกัน
จากการตามรอยของแหล่งข่าวพบว่า..
ก่อนหน้าที่จะมี "ดีลมหัศจรรย์" ในวันที่ ๒๓ มกราคมที่ผ่านมานั้น ได้มีธุรกรรมที่ผิดสังเกต โดยที่ผู้ที่กำกับดูแลในตลาดหลักทรัพย์ (แสร้ง) ละเลยที่จะตรวจสอบ นั่นคือ..
การโอนหุ้นของกองทุนแอมเพิล ริช (Ample Rich Investment ) ซึ่งเป็นกองทุนเฉพาะกิจ หรือ ที่ผมจะขอเรียกว่า Norminee ของกตระกูลชิน? ให้กับลูกสาวและลูกชายของท่านนายก และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ตามลำดับ ดังนี้..
โอนให้นส.พิณทองทา ๑๖๔.๖ ล้านหุ้น
โอนให้นายพานทองแท้ ๑๑๐.๐๕ ล้านหุ้น
โอนให้นายบรรณพจน์ ๕๔.๑๒ ล้านหุ้น
รวมทั้งสิ้น ๓๒๙ ล้านหุ้น มูลค่า(ถ้าคิดในราคาที่เทมาเสกซื้อ คือ ๕๐ บาท) ๑๖,๔๕๐ ล้านบาท เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคมที่ผ่านมา
เหตุผลที่ต้องโอน
๑/ เพื่อปิดบัญชีNorminee ที่ถือหุ้นชินคอร์ปไว้ในต่างประเทศ
๒/ เพื่อให้บุคคลทั้งสามซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ได้มีชื่อในการขายหุ้นในวันที่ ๒๓ ที่ผ่านมา ซึ่งจะเข้าหลักเกณฑ์ที่ไม่ต้องเสียภาษีรายได้จากการขายหลักทรัพย์
๓/ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงขายหุ้นทั้งหมดให้กับเทมาเสคและพันธมิตร
เหตุผลเหล่านี้ สนับสนุนบทความของผมเรื่อง การเปิดบัญชีตัวแทน (Norminee) ในประเทศสิงคโปร์(และต่างประเทศ)ของนักการเมืองไทย..มีจริง เพื่อ..
๑) ปั่นหุ้นตัวเอง ในรูปของนักลงทุนต่างชาติ "หัวดำ พูดไทยได้" กลับมาลงทุนในตลาดหุ้นและขนกำไรกลับไป
๒) รับค่าคอมมิชชั่นที่โอนเข้าบัญชีนอร์มินีในต่างประเทศจากการปล้นชาติ
หาอ่านได้นะครับ กระทู้ยังอยู่ที่กระดานแนะนำ อีกไม่กี่วันก็จะถูกปลดแล้ว
ที่มาของกองทุน แอมเพิล ริช
แหล่งข่าวบอกว่า จดทะเบียนที่เกาะบริทิช เวอจิ้น (เป็นของคุณทักษิณ๑๐๐%ตามคำแถลงของนายบุญคลี ปลั่งศิริ) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้หลักฐานแสดงตนจริง และเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่จะต้องจ่ายให้กับเจ้าของประเทศนั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ "เกาะฟอกเงินผิดกฎหมาย" ของโลกนั่นแหละครับ
กองทุนชื่อนี้ ดูแลโดยธนาคารยูไนเต็ด ออฟ สวิตเซอร์แลนด์ (UBS) สาขาสิงคโปร์ ไม่ไกลแล้วใช่ไหมครับ กับข้อสันนิษฐานของผม ว่า ทุกอย่างเริ่มที่ไหนก็ตามจะมาจบและแวะพักที่สิงคโปร์ ก่อนดำเนินธุรกรรมต่อไปในประเทศไทย
ถ้าบริสุทธิ์ใจ..ทำไมต้องไปจดทะเบียนที่หมู่เกาะฟอกเงินล่ะครับ เอาที่สิงคโปร์..ฮ่องกง ก็ง่ายๆ ดีไม่ไกลจากไทย ก็ไหนๆ จะให้ UBS เป็นคนดูแลผลประโยชน์อยู่แล้ว ก็จดทะเบียนที่สิงคโปร์ก็สิ้นเรื่อง
พฤติกรรมที่ทำให้มันซับซ้อนและสืบจับได้ยากนี่แหละครับ เป็นพฤติกรรมต้องสงสัยที่ผมเรียกว่า "เบาะแส" (clue) ของการล่าตัวอาชญากร
ความไม่ชอบมาพากล
สิ่งที่คนไทยที่รักชาติจะต้องตรวจสอบต่อไป คือ..
...........
๑) ที่มาของเงินจำนวนนับพันนับหมื่นล้านบาทที่นำไปจัดตั้งกองทุนนี้ ..
ก. มันขนออกไปเมื่อไร?
ข. มันขนออกไปกี่ครั้งแล้ว?
ค. มันขนออกไปได้อย่างไร?
ง. มันเป็นเงินของใคร?
ถ้าตอบไม่ได้ทุกข้อ ก็แสดงว่า.. กระเป๋าเงินบ้านเรานี้มัน"รั่ว" เอาเงินใส่เข้าไป มันก็รั่วออกๆ (ไปสู่กระเป๋าคนอื่น) ถ้าไม่รีบซ่อมกระเป๋าเงินก่อน มันก็จะรั่วต่อไปเรื่อย ๆ เป็นคุณเอง ถ้ากระเป๋าเงินคุณรั่ว คุณจะซ่อมก่อนไหมล่ะ?
เชื่อว่า ตอนนี้มีฝ่ายที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเคร่งเครียดอยู่สองฝ่าย คือ..
๑/ ฝ่ายค้านและขาประจำของนายก เพื่อใช้เป็นข้อมูลเอาผิดในการอภิปราย และในการกระชากหน้ากากนายกและครอบครัวในวันที่ ๔ กพ. และในสมัยประชุมสภาที่จะเปิดในเดือนมีค.นี้
๒/ ฝ่ายข้าราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง..กรมสรรพากร และตลาดหลักทรัพย์ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนี้
แต่ฝ่ายหลังนี้ หาข้อมูลเพื่อ.ปกป้องตัวเองให้พ้นข้อครหา และอีกไม่น้อยที่ต้องหาข้อมูลเพื่อสนับสนุนตระกูลชินวัตรให้เป็นผู้บริสุทธิ์ (ไม่งั้นอาจโดนเล่นงาน)
..............
๒) ถ้าการโอนหุ้นของกองทุนให้บุคคลธรรมดานี้ถูกเปิดเผยหลักฐานชัดเจน ก็จะทำให้สังคม(ส่วนหนึ่ง) ตระหนักได้ทันทีว่า ..การขายหุ้นของตระกูลชินวัตรครั้งใหญ่นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเลี่ยงภาษีอย่างแน่นอน..
เป็นความผิดในด้าน ไร้จิตสำนึก..คุณธรรม..มโนสำนึก ที่มีต่อประเทศชาติ
..................
๓) เหตุใดหน่วยงานกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่รู้ไม่ชี้อะไรเลย ทั้งๆ ที่การโอนหุ้นครั้งนี้ เป็นการซื้อขายล็อตใหญ่ (Big lot) มีมูลค่ากว่า หมื่นล้านบาท ถือว่า มีนัยสำคัญที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลให้กับสาธารณชนในทันที
มาตรการที่จะต้องนำมาใช้กับหุ้นชินคอร์ปเมือวันที่ ๒๐ หรือ วันที่ ๒๓ มกรา ในช่วงเช้า คือ ต้องขึ้นเครื่องหมาย H เพื่อให้หยุดการซื้อขายและตรวจสอบที่มาของการโอนหุ้นล็อตใหญ่ก่อน แต่ทำไมหลังเหตุการณ์ผ่านไปหลายวัน ยังไม่รู้เรื่อง (แม้จะติดวันเสาร์-อาทิตย์ แต่ข้อมูลเมื่อวันศุกร์มีมากพอที่จะทำให้หยุดการซื้อขายในเช้าวันจันทร์)
แต่กลับปล่อยให้มีการซื้อขายหุ้นครั้งประวัติศาสตร์จำนวนหลายหมื่นล้านบาทในเช้าวันจันทร์ไปก่อน แล้วจึงมาขึ้นเครื่องหมาย H หลังจากการซื้อขายผ่านพ้นไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าขึ้นเครื่องหมายหา..หอก อะไรอีก เพราะมันชัดเจนไปแล้ว
....................
๔) ทำไมก่อนหน้าเหตุการณ์นั้นหนึ่งสัปดาห์ ผู้ว่าแบงค์ชาติ ออกมาส่งสัญญาณผ่านสื่อมวลชนแล้วว่า เหตุที่ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติในช่วงเวลานั้น เป็นเพราะ มีการโอนเงินจากต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปจำนวนมหาศาล
ถ้ารัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หูไม่ดับ ตากไม่ถั่ว ต้องได้ยินได้เห็นที่หม่อมอุ๋ยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และต้องหามาตรการเพื่อปกป้องนักลงทุนรายย่อย และบังคับให้ชินคอร์ปแสดงหลักฐานที่ชัดเจน(เสียที)
.................
๕) ทำไมนายก.. กลุ่มผู้บริหารชินคอร์ป จึงปฏิเสธก่อนหน้าการซื้อขายหุ้นครั้งประวัติศาสตร์ว่า ไม่มีอะไร ไม่ได้รับทราบข้อมูลการจะเข้ามาซื้อหุ้นของกลุ่มทุนจากสิงคโปร์ใดๆ ทั้งสิ้น
ทั้งๆ ที่ข้อมูลนี้ได้ลงในนสพ.ไฟแนเชียลไทม์ ที่จำหน่ายในเอเซียหลายประเทศตั้งแต่ก่อนปีใหม่ และ ถ้าจะตรวจสอบกันจริงๆ จังๆ จะพบว่า มีการตระเตรียมของทั้งสองฝ่ายเป็นเวลานานหลายเดือนล่วงหน้าแล้ว ไม่เช่นนั้น ไม่สามรถส่งคำสั่งซื้อขาย ผ่านโบรกเกอร์รายใหญ่จำนวน ๖ ราย ในเวลาเดียวกัน โดยพร้อมเพรียงกัน และใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จสิ้น
ไม่นัดแนะกันมันทำไม่ได้นะครับ
รายการใหญ่ขนาดนี้ (ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย) มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่อาจล่วงรู้ได้หรอกครับ?
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการบริหารจัดการชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า ผู้บริหารชินคอร์ปปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น มารู้เอาตอนเช้าวันที่ ๒๓ เช่นเดียวกับชาวบ้าน มันจะเป็นไปได้ไง
เพราะตอนบ่ายก็จัดแถลงข่าวร่วมกับเจ้าของคนใหม่ที่หลายคนเดินทางมาจากต่างประเทศในทันที โดยมีผู้บริหารระดับสูงของชินคอร์ปเข้าร่วมชี้แจงด้วยอย่างหน้าตาเฉย นั่นแสดงว่า ที่ผ่านมา..ตบตาคนทั้งชาติอย่างไร้ยางอายที่สุด
เหตุใด..เมื่อรู้ว่า ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารเหล่านี้ต้อง "โกหก" อันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ลงทุนได้ ตอนนี้ชัดเจนแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ไม่มีมาตรการลงโทษใดๆ เลย ทั้งๆ ที่ตั้งกรรมการตรวจสอบย้อนหลังก็ยังทำได้
ถ้าเช่นนั้น..
อีกหน่อยจะให้เปิดเผยข้อมูลกันไปทำไมล่ะครับ ตลาดหลักทรัพยืไทยไม่มีความโปร่งใสเสียเช่นนี้ ใครโกหกก็ได้ดี ก็คงมีคนโกหกฉกฉวยประโยชน์ใส่ตนกันเรื่อยไป
ยอมรับมาเถอครับว่า "สมรู้ ร่วมคิด"
.................
๖) ราคาหุ้นชินคอร์ป เปลี่ยนแปลงอย่างผิดสังเกตตั้งแต่เดือนธันวาคม ในราคา ๓๖ บาทประมาณนั้น มากระโดดพรวดพราดเป็น ๔๗ บาทก่อนวันซื้อขายมหัศจรรย์ เพิ่มขึ้นกว่า ๓๐%
แสดงว่า มีการล่วงรู้ข้อมูลภายในของบางคน และนำไปหาประโยชน์กันมากมาย ทำไมผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์จึงทำได้แค่ยืนดูตาปริบๆ.. ทั้งๆ ที่มันเกิดขึ้นและดำเนินเรื่อยมานานนับเดือนแล้ว
ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ออกมาให้ข่าวว่า..ตลาดได้สอบถามไปหลายครั้งแล้ว แต่ผู้บริหารชินคอร์ปตอบปฏิเสธมาทุกครั้งว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น.. ก็เลยทำอะไรไม่ได้
แต่เมื่อมัน "มีอะไรเกิดขึ้น" จริงๆ ก็แสดงว่า มีการโกหกตลาดหลักทรัพย์น่ะสิ
ความจริงแล้ว ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์มีมาตรการที่จะจัดการกับการโกหกของสมาชิกในตลาดอยู่แล้วครับ ถ้าพบว่า เป็นรายงานเท็จสามารถลงโทษผู้บริหารของบริษัทสมาชิกนั้นได้ในภายหลัง
แต่..ถึงเวลานี้..อึ้งกิมกี่ เหมือนไม่เห็นว่ามันโกหกแบบหน้าด้านๆ
ตอนนี้ รอเพียงมีผู้ถือหุ้นรายย่อยคนหนึ่ง แจ้งความว่า ได้รับความเสียหาย จากการปกปิดข้อมูลของชินคอร์ป เอาผิดกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ได้ทันที (แต่คงยาก..ใครจะเป็นหนูเอากระพรวนไปผูกคอแมว)
.....................
๗) ซุกหุ้นรอบสองหรือไม่?
ถ้ากองทุนแอมเพิล ริชเป็นของคุณทักษิณ แล้วคุณทักษิณโอนหุ้นส่วนหนึ่งไปเก็บไว้ในกองทุนเมื่อปี ๒๕๔๒ ก่อนจะโอนกลับมาให้ลูกชาย ลูกสาว หนึ่งวันก่อนที่จะขายให้เทมาเสก
คุณทักษิณได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินส่วนนี้ให้สาธารณชนทราบหรือไม่ตอนที่รับตำแหน่งทางการเมือง? ถ้าไม่ก็แสดงว่า ท่านมีการ "ซุกรอบสอง"
ถ้าไม่ใช่ส่วนของคุณทักษิณแล้ว..
กองทุนนี้เป็นของใครกันแน่ ทำไมยอมขายหุ้นให้ตระกูลชินวัตรในราคาบาทเดียว ทั้งๆ ที่ราคาตลาดสูงถึง ๔๙บาท โห..มันโง่มากเลยใช่ไหมครับ ธนาคารUnited Bank of Switzerland (UBS) เนี่ย!!
แล้วถ้าไม่ใช่ของคุณทักษิณ ลูกๆ ไปรับโอนของต่างชาติมาเพื่อมาขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยไม่ต้องเสียภาษีซักบาทเดียว....มันเข้าข่ายเอื้อต่างชาติหรือไม่?
....................
สรุป
ไขปริศนา แอมเพิล ริช ออก ก็สามารถกระชากหน้ากากของ "จอมมารหน้ากากเทวดา นักปล้นชาติบันลือโลก ผู้อุปโหลกตัวเองเป็นผู้รู้หมด พูดปดกับประชาชน แสร้งทำตนเป็นคนดีมีเมตตา แต่แสวงหาประโยชน์ใส่ตนเองและพวกพ้อง จ้องทำลายผู้ไม่เห็นด้วยว่าเสียผลประโยชน์ ลงโทษคนทำความดี ก่อหนี้ให้ประชาชน บูชาเงินเป็นพระเจ้า เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ยับยั้งคนชั่ว มัวเมาในอำนาจ นำความพินาศมาสู่ประเทศ"
(สมญาท่านอาจยาวไปหน่อยแต่ได้ใจความดีครับ)
แก้ไขเมื่อ 30 ม.ค. 49 12:17:24
จากคุณ : *bonny - [ 27 ม.ค. 49 12:13:08 ]
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/t ... 57618.html