ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 1
2 คนนี้เป็น สส. เป็นบุคคลสาธารณะเหมือนกันหรือเปล่าครับ ???
ถ้าฟ้องแล้วถือเป็นการปิดปากสื่อหรือเปล่า ???
แล้วก็แปลกมากๆเลย เรื่องส่วนตัวทำไมต้องมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ผัวใคร เมียใคร ไม่เห็นต้องเอามาตัดสินเรื่องงานเลยครับ (หมายถึงถ้า เรื่องมันเป็นความจริง น่าจะดูที่ผลงานที่ทำไว้มากกว่า นำเรื่องส่วนตัวมาตัดสิน)
ถ้าฟ้องแล้วถือเป็นการปิดปากสื่อหรือเปล่า ???
แล้วก็แปลกมากๆเลย เรื่องส่วนตัวทำไมต้องมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ผัวใคร เมียใคร ไม่เห็นต้องเอามาตัดสินเรื่องงานเลยครับ (หมายถึงถ้า เรื่องมันเป็นความจริง น่าจะดูที่ผลงานที่ทำไว้มากกว่า นำเรื่องส่วนตัวมาตัดสิน)
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 2
เรื่องส่วนตัวบางครั้งก็แสดงถึงความคิดที่อยู่ภายในตัวเองครับ
แต่การกล่าวหาแบบลอยๆ แต่มีเจตนาให้รู้แบบนี้ น่าจะเลิกได้แล้ว
ฟังคำป๋าเปรมที่พูดว่า คนโกง คนชั่ว เราอย่าไปคบหาสมาคมด้วย
แต่การกล่าวหาแบบลอยๆ แต่มีเจตนาให้รู้แบบนี้ น่าจะเลิกได้แล้ว
ฟังคำป๋าเปรมที่พูดว่า คนโกง คนชั่ว เราอย่าไปคบหาสมาคมด้วย
-
- Verified User
- โพสต์: 424
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 3
พูดกลาง ๆ นะครับ
ผมสนใจเนื้อหามากกว่า
ถ้ามีการพูด ผมจะสนในว่ามันจริงหรือไม่มากกว่าครับ
คนดีวันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะดีตลอดไป
คนเลววันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเลวตลอดไป
ใช้เหตุผล ใช้สติ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ใช้อารมณ์เหมือนเมื่อก่อนครับ
ผมสนใจเนื้อหามากกว่า
ถ้ามีการพูด ผมจะสนในว่ามันจริงหรือไม่มากกว่าครับ
คนดีวันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะดีตลอดไป
คนเลววันนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเลวตลอดไป
ใช้เหตุผล ใช้สติ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ใช้อารมณ์เหมือนเมื่อก่อนครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 424
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 4
ตอนมีข่าวลือ มอสเป็นเอดส์
ร้ายแรงไหม
เขาก็เข้ามาตรวจเลือด มาแก้ข่าว มันก็จบครับ
ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ
ร้ายแรงไหม
เขาก็เข้ามาตรวจเลือด มาแก้ข่าว มันก็จบครับ
ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 5
ถ้าบริษัทดี แต่มีผู้บริหารที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส คุณจะซื้อหุ้นบริษัทนั้นไหมครับ
สมัยก่อนที่ผมทำงานสินเชื่อ เคยเสนอเรื่องขออนุมัติสินเชื่อให้กลุ่มผู้จัดการ ยังไม่ทันจะเสนออะไรเลยครับ แค่กรรมการธนาคารเห็นชื่อบริษัท รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เรื่องก็ตกแล้วครับ ประเภทไม่คบคนชั่วนะครับ เพราะไม่อยากคอยระวังหลังตลอดเวลา
สมัยก่อนที่ผมทำงานสินเชื่อ เคยเสนอเรื่องขออนุมัติสินเชื่อให้กลุ่มผู้จัดการ ยังไม่ทันจะเสนออะไรเลยครับ แค่กรรมการธนาคารเห็นชื่อบริษัท รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เรื่องก็ตกแล้วครับ ประเภทไม่คบคนชั่วนะครับ เพราะไม่อยากคอยระวังหลังตลอดเวลา
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 6
สมัย 15 ปีก่อนคุณทักษิณกับคุณหญิงอ้อก็เคยวิ่งแลกเช็คบ่อยๆ ครับ
เด้งกันเป็นว่าเล่น
อยู่ในวงการเทเลคอม ไม่ *** อยู่ไม่ได้หรอกครับ
สนธิกับทักษิณก็ *** พอๆ กันครับ แต่คนนึงเก่งกว่าอีกคนนึง เท่านั้นเอง
ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร
อันนี้คงจะโทษเขาไม่ได้ เพราะระบบมันบังคับให้ต้อง ***
ถึงจะอยู่ในวงการได้ครับ ไม่งั้นก็เจ๊งไปเลย
ต้องค่อยๆ แก้ที่คนรุ่นใหม่
เด้งกันเป็นว่าเล่น
อยู่ในวงการเทเลคอม ไม่ *** อยู่ไม่ได้หรอกครับ
สนธิกับทักษิณก็ *** พอๆ กันครับ แต่คนนึงเก่งกว่าอีกคนนึง เท่านั้นเอง
ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร
อันนี้คงจะโทษเขาไม่ได้ เพราะระบบมันบังคับให้ต้อง ***
ถึงจะอยู่ในวงการได้ครับ ไม่งั้นก็เจ๊งไปเลย
ต้องค่อยๆ แก้ที่คนรุ่นใหม่
- คัดท้าย
- Verified User
- โพสต์: 2917
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 7
"Might is Right"CK เขียน:สมัย 15 ปีก่อนคุณทักษิณกับคุณหญิงอ้อก็เคยวิ่งแลกเช็คบ่อยๆ ครับ
เด้งกันเป็นว่าเล่น
อยู่ในวงการเทเลคอม ไม่ *** อยู่ไม่ได้หรอกครับ
สนธิกับทักษิณก็ *** พอๆ กันครับ แต่คนนึงเก่งกว่าอีกคนนึง เท่านั้นเอง
ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร
อันนี้คงจะโทษเขาไม่ได้ เพราะระบบมันบังคับให้ต้อง ***
ถึงจะอยู่ในวงการได้ครับ ไม่งั้นก็เจ๊งไปเลย
ต้องค่อยๆ แก้ที่คนรุ่นใหม่
The crowd, the world, and sometimes even the grave, step aside for the man who knows where he's going, but pushes the aimless drifter aside. -- Ancient Roman Saying
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 8
ความคิดผมนะ เรื่องส่วนตัวคือเรื่องส่วนตัวครับ ไม่ควรไปรวมกับเรื่องส่วนรวมครับ
แต่ถ้าทำเรื่องส่วนรวมแย่ จะด่าจะประณาม เอาเลยครับตามใจชอบ
แต่ถ้าทำเรื่องส่วนรวมแย่ จะด่าจะประณาม เอาเลยครับตามใจชอบ
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- Verified User
- โพสต์: 2509
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 9
ผมว่าการเลือกว่าจะเสพข่าวจากแหล่งไหนมันก็สำคัญนะครับ เวลาจะซื้อหนังสือพิมพ์ ดูทีวี เข้าเว็บไซต์ เรายังมีวิจารณญาณเลือกเลย
คงไม่มีใครคิดจะเข้าไปหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก junk source ที่คาดหวังว่าอ่านไปร้อยข้อมูล ได้อันที่เป็นประโยชน์แค่ 1 หรือ 2 นะครับ
คงไม่มีใครคิดจะเข้าไปหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก junk source ที่คาดหวังว่าอ่านไปร้อยข้อมูล ได้อันที่เป็นประโยชน์แค่ 1 หรือ 2 นะครับ
- มดง่าม
- Verified User
- โพสต์: 584
- ผู้ติดตาม: 0
Re: ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครั
โพสต์ที่ 10
นาย ก ไม่ใช่ สส. นะครับ แต่ยิ่งกว่าอีกโป้ง เขียน:2 คนนี้เป็น สส. เป็นบุคคลสาธารณะเหมือนกันหรือเปล่าครับ ???
ถ้าฟ้องแล้วถือเป็นการปิดปากสื่อหรือเปล่า ???
แล้วก็แปลกมากๆเลย เรื่องส่วนตัวทำไมต้องมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ผัวใคร เมียใคร ไม่เห็นต้องเอามาตัดสินเรื่องงานเลยครับ (หมายถึงถ้า เรื่องมันเป็นความจริง น่าจะดูที่ผลงานที่ทำไว้มากกว่า นำเรื่องส่วนตัวมาตัดสิน)
สำหรับเรื่องนี้ เป็นเรื่องส่วนตัว ของคนสาธารณะ แต่กระทบต่อศิลธรรมอันดีหรือสังคมนี้มีแต่พวกทุศีล เห็นเป็นเรื่องะรรมดา
พึ่งรู้เรื่อง ตอนอีกฝ่ายออกมาโต้
ถ้าไม่จริง คือ ไม่ท้อง(ปฏิเสธ) และหรือไม่มีเรื่องมีความสัมพันธ์ชู้สาว(ซึ่งไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับ) ต้องตำหนิคนที่ให้ข่าวทั้งหมด การใช้เรื่องเพศทำร้ายผู้หญิง เลวมาก
แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง (ไม่ใช่แค่เรื่องตั้งท้อง รวมเรื่องมีความสัมพันธ์ชู้สาวหรือเปล่าด้วย) ขอตำหนิผู้ชายที่ก่อกรรม ผิดศีลธรรม แล้วหลบอยู่ใต้กระโปรง ขี้ขลาดสุดๆ
ส่วนทำไมเป็นเรื่องงานด้วยหรือ
คิดง่ายๆ ถ้าคุณเป็น ผจก. แล้วลุกน้องคุณมีเรื่องชู้สาว ผิดศีลธรรม คุณจะทำยังไง คุณคิดว่ามันกระทบกับงานในบริษัทไหมล่ะ
เออ แล้วเอาไปโยงกับเรื่องสนธิทำไม ต่างกรรม ต่างวาระนะ
ย้ำ เป็นเรื่องส่วนตัวของคนสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องสาระารณะที่กระทบต่อประชาชนเหมือนการโกง เม้มเงินภาษี แต่กระทบต่อสีลธรรมครับ
แล้วสงสัยไหม ว่าทำไมไม่ฟ้อง แต่ปิดเวปไซท์แค่นั้น
เหงาให้ตาย ถ้าไม่ใช่เธอ(หุ้นดี) ไม่เอา
ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ
ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 11
อ่านเรื่องนี้แล้ว อืมม์ นึกถึง Monica Lewinsky ขึ้นมาทันที
แต่ถามผม ผมไม่เชื่อครับ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
และคิดว่า คุณเอกยุทธเลวมากที่ออกมากล่าวหาแบบนี้
เพราะสังคมไทยชอบที่จะ "เชื่อ" เรื่องแบบนี้
ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานก็ตาม
แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง นายกสมควรถูกถอดถอนครับ
คนที่ไม่ซื้อสัตย์ต่อภรรยาคู่ชีวิต
จะซื่อสัตย์ต่อคนอื่นได้อย่างไร
คนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อคนอื่น
จะซื่อสัตย์ต่อประเทศได้อย่างไร
แต่ถามผม ผมไม่เชื่อครับ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
และคิดว่า คุณเอกยุทธเลวมากที่ออกมากล่าวหาแบบนี้
เพราะสังคมไทยชอบที่จะ "เชื่อ" เรื่องแบบนี้
ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานก็ตาม
แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง นายกสมควรถูกถอดถอนครับ
คนที่ไม่ซื้อสัตย์ต่อภรรยาคู่ชีวิต
จะซื่อสัตย์ต่อคนอื่นได้อย่างไร
คนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อคนอื่น
จะซื่อสัตย์ต่อประเทศได้อย่างไร
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 12
เรายกย่องคนที่เรื่องในบ้านหรือ เรื่องประเทศครับ
เพราะในอดีต พระนารายณ์มหาราช ขึ้นครองราชก็ได้ฆ่าพ่อของตัวเอง
แต่เรื่องของประเทศเรื่องส่วนรวม ทำได้ดีอย่างที่สุด จึงได้ยกย่องเป็น "มหาราช"
สรุปแล้ว เราเอาเรื่องในบ้านเป็นหลักใช่ไหมครับ ???
เพราะในอดีต พระนารายณ์มหาราช ขึ้นครองราชก็ได้ฆ่าพ่อของตัวเอง
แต่เรื่องของประเทศเรื่องส่วนรวม ทำได้ดีอย่างที่สุด จึงได้ยกย่องเป็น "มหาราช"
สรุปแล้ว เราเอาเรื่องในบ้านเป็นหลักใช่ไหมครับ ???
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 17
ตามกฎหมาย กฎมณเฑียรบาล และสามัญสำนึก
การที่พระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช
จะมีพระสนมหลายคน เป็นเรื่อถูกต้องหรือเปล่าครับ
แต่พระมเหสี หรือราชินี มีเพียงพระองค์เดียวนะครับ
ใครเป็นพระสนมของกษัตริย์ ก็เป็นเรื่องที่เปิดเผยให้ทุกคนทราบ
ไม่ใช่ลักลอบแอบไปเป็นชู้ มันต่างกันมากนะครับ
ใช้สามัญสำนึกคิดดูสิครับ
การกระทำปิตุฆาต เป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือเปล่าครับ
แม้กระทั่งกษัตริย์เอง
ผิดก็คือผิดครับ ถูกก็คือถูกครับ
ถ้าประเทศเรา กฎหมายอนุญาตให้คนไทยมีภรรยาน้อยได้
และภรรยาหลวงอนุญาตอย่างเปิดเผย ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
แต่ดูเหมือนคนเมืองพุทธจะรับเรื่องพวกนี้ได้ง่ายกว่าพวกตะวันตกนะครับ
ตอน Clinton มีเพศสัมพันธ์กับ Lewinsky คนยังด่ากันทั้งประเทศเลย
การที่พระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช
จะมีพระสนมหลายคน เป็นเรื่อถูกต้องหรือเปล่าครับ
แต่พระมเหสี หรือราชินี มีเพียงพระองค์เดียวนะครับ
ใครเป็นพระสนมของกษัตริย์ ก็เป็นเรื่องที่เปิดเผยให้ทุกคนทราบ
ไม่ใช่ลักลอบแอบไปเป็นชู้ มันต่างกันมากนะครับ
ใช้สามัญสำนึกคิดดูสิครับ
การกระทำปิตุฆาต เป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือเปล่าครับ
แม้กระทั่งกษัตริย์เอง
ผิดก็คือผิดครับ ถูกก็คือถูกครับ
ถ้าประเทศเรา กฎหมายอนุญาตให้คนไทยมีภรรยาน้อยได้
และภรรยาหลวงอนุญาตอย่างเปิดเผย ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
แต่ดูเหมือนคนเมืองพุทธจะรับเรื่องพวกนี้ได้ง่ายกว่าพวกตะวันตกนะครับ
ตอน Clinton มีเพศสัมพันธ์กับ Lewinsky คนยังด่ากันทั้งประเทศเลย
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 18
ทุกอย่างจะทำดีหรือทำชั่ว ย่อมขึ้นกับกฎธรรมชาติครับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งขึ้น
ส่วนผลจากการกระทำอาจจะส่งผลไม่ปัจจุบัน ก็ในอนาคต เราอาจจะเห็นหรือไม่ก็ได้
คนที่คิดชั่ว ทำชั่ว ย่อมได้รับผลจากการคิด จากการกระทำนั้นแน่นอน
ผมเชื่ออย่างนั้น
ส่วนผลจากการกระทำอาจจะส่งผลไม่ปัจจุบัน ก็ในอนาคต เราอาจจะเห็นหรือไม่ก็ได้
คนที่คิดชั่ว ทำชั่ว ย่อมได้รับผลจากการคิด จากการกระทำนั้นแน่นอน
ผมเชื่ออย่างนั้น
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 19
ผมไม่ได้พูดถึง "ดี" หรือ "ชั่ว" นะครับ
ความบาปก็คือความบาป ไม่ว่ากรอบของสังคมจะเป็นแบบไหน
ปิตุฆาตเป็นความบาป หรือ "ชั่ว" อย่างแน่นอน
ไม่ว่าข้อกำหนดของสังคมจะเป็นอย่างไร
แต่ "ถูก" หรือ "ผิด" นั้น ขึ้นอยู่กับกรอบสังคมครับ
ความบาปก็คือความบาป ไม่ว่ากรอบของสังคมจะเป็นแบบไหน
ปิตุฆาตเป็นความบาป หรือ "ชั่ว" อย่างแน่นอน
ไม่ว่าข้อกำหนดของสังคมจะเป็นอย่างไร
แต่ "ถูก" หรือ "ผิด" นั้น ขึ้นอยู่กับกรอบสังคมครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 20
เป็นมนุษย์เหมือนกัน กษัตริย์ทำได้ ประชาชนทำผิด ???ตามกฎหมาย กฎมณเฑียรบาล และสามัญสำนึก
การที่พระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช
จะมีพระสนมหลายคน เป็นเรื่อถูกต้องหรือเปล่าครับ
แต่พระมเหสี หรือราชินี มีเพียงพระองค์เดียวนะครับ
ใครเป็นพระสนมของกษัตริย์ ก็เป็นเรื่องที่เปิดเผยให้ทุกคนทราบ
ไม่ใช่ลักลอบแอบไปเป็นชู้ มันต่างกันมากนะครับ
ใช้สามัญสำนึกคิดดูสิครับ
แสดงว่า ถ้ามีอะไรกัน ต้องทำอย่างเปิดเผย จึงจะถือว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ? (กลายเป็นว่าถูกผิดอยู่ที่ เปิดเผย-ไม่เปิดเผย)
มหาราชจะตั้งให้ยากมากครับ เขาไม่ได้ดูเรื่องครอบครัว แต่เขาดูเรื่องประเทศชาติ ทำอะไรไว้ให้กับประเทศชาติ
(หลายคำที่มารวมกันไม่ได้ เช่น ยุติธรรม = ยุติ + ธรรม(ธรรมะ) คือ หยุดด้วยธรรม ใช้คำนิยามนี้ได้ศาลก็ไม่ต้องมี)
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 21
- มีภรรยาเยอะผิดไหม >>>>>>ผิด
- ฆ่าบิดา ผิดไหม >>>>>>>>>> ผิด
แต่สรรเสริญ และยกย่อง เป็นถึง "มหาราช" เพราะทำประโยชน์ส่วนรวมไว้มาก ประเทศชาติได้ผลประโยชน์มาก
- ฆ่าบิดา ผิดไหม >>>>>>>>>> ผิด
แต่สรรเสริญ และยกย่อง เป็นถึง "มหาราช" เพราะทำประโยชน์ส่วนรวมไว้มาก ประเทศชาติได้ผลประโยชน์มาก
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 22
มีภรรยาเยอะ บาปไหม มีภรรยาเยอะ (หรือสามีเยอะ) ไม่ใช่ความบาปครับ
ที่บาปคือ การที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยา (หรือสามี) ของตนเองต่างหากครับ
ในระบบกษัตริย์ การแต่งงานเป็นเรื่องทางการเมืองครับ
อธิบายไปคุณโป้งคงไม่เข้าใจ เพราะผมอธิบายไม่เก่ง
เอาเป็นว่า norm ในสมัยนั้นคือ กษัตริย์ "ต้อง" มีชายาหลายองค์
เพราะเป็นเรื่องจำเป็นกับการบริหารบ้านเมืองครับ
ที่บาปคือ การที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยา (หรือสามี) ของตนเองต่างหากครับ
ในระบบกษัตริย์ การแต่งงานเป็นเรื่องทางการเมืองครับ
อธิบายไปคุณโป้งคงไม่เข้าใจ เพราะผมอธิบายไม่เก่ง
เอาเป็นว่า norm ในสมัยนั้นคือ กษัตริย์ "ต้อง" มีชายาหลายองค์
เพราะเป็นเรื่องจำเป็นกับการบริหารบ้านเมืองครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 23
แล้วภรรยาคนถัดๆๆมา แบบชอบเป็นการส่วนตัว ที่ไม่ใช่การเมือง ล่ะครับ ????
(ถ้าไม่มีผมถือว่าไม่ผิด และถูกต้องตาม norm ที่ว่ามา คือมีผู้หญิงจากการเมืองล้วนๆ จากสาเหตุอื่นไม่มี)
ที่ผมมอง ครอบครัวก็เรื่องครอบครัว ประเทศชาติก็อีกเรื่องหนึ่ง (คนที่ทำเรื่องครอบครัวแย่ แต่ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองก็มีให้เห็นแล้วครับ)
(ถ้าไม่มีผมถือว่าไม่ผิด และถูกต้องตาม norm ที่ว่ามา คือมีผู้หญิงจากการเมืองล้วนๆ จากสาเหตุอื่นไม่มี)
ที่ผมมอง ครอบครัวก็เรื่องครอบครัว ประเทศชาติก็อีกเรื่องหนึ่ง (คนที่ทำเรื่องครอบครัวแย่ แต่ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองก็มีให้เห็นแล้วครับ)
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 24
กรรมดีก็ส่วนกรรมดี กรรมบาปก็ส่วนกรรมบาป คงจะไม่สามารถหักล้างกันได้ และเกือบจะทุกคนก็คงไม่สามารถที่จะทำแต่กรรมดี หรือกรรมบาปได้แต่เพียงอย่างเดียว
คนเราส่วนใหญ่ก็จะทำทั้งกรรมดีและกรรมบาปด้วยกันทั้งนั้น ผลจากกรรมดี และกรรมบาป ก็จะส่งผลต่อคนๆนั้น เพียงแต่เราจะเห็น จะได้รับรู้ หรือไม่
ไม่เห็น ไม่รับรู้ ไม่ได้แสดงว่า คนๆนั้นจะไม่ได้รับผลกรรม
คนเราส่วนใหญ่ก็จะทำทั้งกรรมดีและกรรมบาปด้วยกันทั้งนั้น ผลจากกรรมดี และกรรมบาป ก็จะส่งผลต่อคนๆนั้น เพียงแต่เราจะเห็น จะได้รับรู้ หรือไม่
ไม่เห็น ไม่รับรู้ ไม่ได้แสดงว่า คนๆนั้นจะไม่ได้รับผลกรรม
-
- Verified User
- โพสต์: 84
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 25
ต้องค่อยๆ แก้ที่คนรุ่นใหม่
กลัวว่าไม่มีรุ่นใหม่ให้แก้สิ ... ต้องแก้ที่รุ่นเรา ... เดี๋ยวนี้
อย่ายกภาระให้คนรุ่นหลังเลย ... คำนี้ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ... ไม่รู้ว่าจะได้ยินไปถึงเมื่อไหร่
ถ้ามีภรรยาหรือสามีสักสิบคน แล้วเปิดเผย คงไม่มีปัญหา
เพราะครอบครัวรับรู้ สังคมรับรู้ ครอบครัวยอมรับ สังคมยอมรับ
หากมีแล้วต้องหลบๆซ่อนๆ ปิดๆ บังๆ
ไม่ว่าเป็นใครทำอาชีพไหน ก็ผิดและเลวยิ่ง
เมื่อครอบครัวรู้ จะยอมรับได้หรือ เมื่อสังคมรู้ จะยอมรับได้หรือ
ผู้ชายเพื่อสนองความอยากของตน จะหาเหตุผลเก่าๆว่าเมื่อก่อนเหตุใดจึงมีได้
แบบนี้เป็นการเห็นแก่ตัว และไร้ความรับผิดชอบ
หากยอมรับได้เช่นนั้น บอกภรรยาไปหาชายอื่นมาได้หลายๆคน
คงไม่ว่าอะไรสินะ ลองดูน่ะคุณสามีทั้งหลาย ภรรยาคงชอบ
คนที่ไม่อาจสัตย์ซื่อ แม้กับครอบครัวที่ตนเองสร้าง
จะมีความชอบธรรม ในการอ้างความสัตย์ซื่อในการงานหรือ
สังคมย่อหย่อนต่อมาตราฐานลงไปเรื่อยๆ
เรายอมในสิ่งที่ไม่เคยยอม เพียงเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามที่เราต้องการ
ไม่คำนึงถึงผลข้างเคียงที่จะเกิด ไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะมี
เราคิดถึงกระเป๋าเรา โดยลืมคิดถึงท้องคนอื่น
การศึกษาไทย เป็นดั่ง การศึกษาหมาหางด้วน
ที่คอยรับใช้ความอยาก มากกว่าเพื่อการดำรงค์ในความเป็นมนุษย์
... ค่อยๆแก้ ... จึงกลัวว่าจะไม่ทันกาลเสียแล้ว
เต่าโบราณในกะลา ... หวังในคนรุ่นใหม่
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 26
ก็รุ่นเรานั่นแหละครับ ต้องรับผิดชอบไปค่อยๆ แก้คนรุ่นใหม่กลัวว่าไม่มีรุ่นใหม่ให้แก้สิ ... ต้องแก้ที่รุ่นเรา ... เดี๋ยวนี้
อย่ายกภาระให้คนรุ่นหลังเลย ... คำนี้ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ... ไม่รู้ว่าจะได้ยินไปถึงเมื่อไหร่
การสอนลูกหลายและสังคมรุ่นใหม่ให้ใส่ใจเรื่อง "ความถูกต้อง"
มากกว่า "เงิน" เป็นสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่เท่าที่มีโอกาส
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 27
นักการเมือง นักปกครองมีอำนาจที่จะชี้นำความเป็นไปของบ้านเมือง การจัดสรรผลประโยชน์ รวมทั้งการให้คุณให้โทษกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้...ลองนึกภาพนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นปกครองแอบมีกิ๊กหรือภรรยาน้อยในสำนักงาน กิ๊กอาจจะอ้อนให้ช่วยส่งเสริมญาติพี่น้องของตนให้ได้ดิบได้ดี การพิจารณางบประมาณ การประมูลงาน ญาติพี่น้องพวกพ้องของภรรยาน้อยอาจจะได้งานไปอย่างง่ายดาย โดยไม่คำนึงถึงเนื้องานและราคาที่แท้จริง ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นก็ตามมา และอื่นๆอีกเป็นพรวน...เหตุการณ์แบบนี้พบได้ทั่วไปในสังคม การเมืองการปกครองไทย....ในปัจจุบัน.....
*************************************************************
ข้อความต่อไปนี้ เป็นบทความบางส่วน ขอยกมาให้ทุกท่านได้พิจารณาประกอบกับข้อความข้างต้นด้วย...
จรรยาบรรณของนักการเมืองก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความไม่ติดยึดอยู่กับลาภยศสักการะ และผลประโยชน์ส่วนตัวส่วนพรรคพวก การรับฟังเสียงประชาชน ความมีสัจจะและความรับผิดชอบ หิริโอตตัปปะ ความรับผิดชอบของนักการเมืองนั้นกว้างและลึกกว่าความรับผิดชอบของคนธรรมดาหรือข้าราชการทั่วไป ครอบคลุมไปถึงความประพฤติส่วนตัวและการปฏิบัติราชการ ซึ่งจะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย กรอบของศีลธรรม และกรอบของจริยธรรม
ทำไมจึงหนักหนาสาหัสถึงเพียงนั้น ก็เพราะความสำคัญของนักการเมืองนั่นเอง ก็เพราะนักการเมืองสามารถทำลายบ้านเมืองได้ทั่วถึงเสมือนห่าลงนั่นเอง มาตรฐานที่จะใช้ตรวจสอบชี้วัดและตัดสินนักการเมืองจึงเฉียบขาดยิ่งกว่ามาตรฐานที่ใช้กับนักบุญเสียอีก สมกับที่มีคำพังเพยว่า สำหรับผู้ต้องหาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ว่าได้กระทำผิด สำหรับนักบุญให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากระทำผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สำหรับผู้ปกครองเพียงแต่ไม่วายสงสัย ก็ให้ถือได้แล้วว่าไม่น่าไว้วางใจ
คนไทยที่มีอายุเกินกึ่งศตวรรษ คงพอจะนึกได้ลางๆ ว่า เวลามีข่าวลือหรือสงสัยว่าห่าจะลงกิน บ้านเมืองเกิดความหวาดกลัวโกลาหลเพียงใด
เราลองมาดูจรรยาบรรณนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยประเทศอื่นๆ เขาดูบ้าง รวมทั้งของอิสราเอล ซึ่งอายุของประชาธิปไตยกับอายุของประเทศเท่ากันพอดีคือ 40 กว่าปี (ของไทยเราเก่าแก่กว่าเป็นไหนๆ ทีหลังจะได้เลิกอ้างกันเสียทีว่าประชาธิปไตยของเรายังไม่เข้ารูป เพราะเวลาทดลองยังน้อยไป) ขอยกตัวอย่างแต่เพียง 3 เรื่อง คือ เรื่องคำพูด เรื่องเงินทองหรือคอร์รัปชัน กับเรื่องชู้สาวซึ่งเป็นเรื่องของความประพฤติส่วนตัว โดยจะเปรียบเทียบกันปนๆ ไปกับของไทยเสียเลย เพื่อประหยัดเนื้อที่
ที่อิสราเอล นายระบินต้องเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป เพราะลืมปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา (สมัยที่ไปเป็นทูต) จรรยาบรรณทางการเมืองเขาถือว่า ผู้นำไปมีเงินฝากอยู่ในต่างประเทศไม่ถูกต้อง ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายห้ามก็ตาม ถึงแม้ว่าจำนวนเงินในบัญชีจะคิดเป็นเงินไทยได้แค่ 2-3 พันบาทก็ตาม ของไทยเรารัฐมนตรีคุยทับกันว่า เอทีเอ็มใครจะใหญ่กว่ากัน ถ้าใครมีมากกว่ายอมให้อีกฝ่ายหนึ่งริบของตนเสีย พูดกันเป็นพันๆ ล้าน รัฐมนตรีคนหนึ่งบอกว่าต้องแจกราษฎรทุกเดือนๆ ละห้าแสนบาท
แกรี่ฮาร์ทแห่งสหรัฐฯ เสียโอกาสเป็นประธานาธิบดีไปเพราะไปมีเรื่องอื้อฉาวกับสาวสังคม จอนโปรฟูโมต้องลาออกจากรมว.กลาโหมอังกฤษเพราะไปติดนางในโทรศัพท์ หรืออดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องเสียตำแหน่งไปเพราะเคยมีความสัมพันธ์กับเกอิชา ของไทยเราไม่สู้จะถือ สังคมหรือผู้หญิงมักจะสมยอม ข่าวที่ว่าวุฒิสมาชิกผู้หนึ่ง หรือรัฐมนตรีอีกหนึ่งเป็นผู้คอยจัดคิวสาวให้รักษาความเป็นหนุ่มของผู้นำการเมืองเป็นเรื่องซุบซิบในทางที่น่าชื่นชมมากกว่าจะรังเกียจ
เรื่องของการพูดไม่อยู่กะร่องกะรอย หรือการพูดพล่อยๆ ก็ทำให้ผู้นำการเมืองในอเมริกา ในอังกฤษ ในญี่ปุ่นพลาดตำแหน่งหรือตกกระป๋องมานักต่อนักแล้ว เพียงแต่พูดว่าตนถูกล้างสมอง ตอนนั้นตนยังไม่ทันคิด หรือบอกว่าตำราของกระทรวงศึกษาญี่ปุ่นว่าด้วยความสัมพันธ์กับเกาหลีนั้นถูกต้องแล้วเท่านั้นเอง ของไทยเราเป็นอย่างไร นายกฯ เคยพูดอะไรมาบ้าง รัฐมนตรีมหาดไทยเคยประกาศหน้าตาเฉยกลางจอทีวีว่าเมืองไทยไม่เคยมีโสเภณี เมืองไทยไม่เคยมีการซื้อเสียงเลือกตั้ง ผู้นำประกาศในสภาว่าตำแหน่งรัฐมนตรีคือสมบัติผลัดกันชม ตอนเป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้งเหลือเกิน พรรคที่เก่าที่สุดบอกว่าตอนนี้เสียเปรียบอีก 2 พรรคเพราะตำแหน่งรองนายกฯ ไม่ใช่ตำแหน่งหาเงินเหมือนคมนาคมกับมหาดไทย
เรื่องที่ร้ายแรงที่สุดคือความไม่ซื่อสัตย์หรือการคอร์รัปชัน นายไคฟู นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบันได้รับตำแหน่ง ทั้งๆ ที่อยู่ในกลุ่มที่มีเสียงน้อยที่สุดในพรรครัฐบาล ก็ด้วยเหตุที่ว่า ผู้นำกลุ่มใหญ่ๆ พากันมัวหมองในเรื่องถูกกล่าวหาว่ารับเงินช่วยหาเสียงจากบริษัทรีครูท (ไม่ใช่แพทริออท) ทั้งนี้โดยมิพักต้องแสดงใบเสร็จหรือมาแฉโพยกันกลางสภา เพียงแต่สงสัยเท่านั้น ก็เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นแผงๆ ไม่รู้ปีละกี่หน ในสหรัฐอเมริกาเอง สภาคองเกรสก็หน้าดำคร่ำเครียด ตั้งคณะกรรมการควบคุมจริยธรรม และความประพฤติของสมาชิกสภา ด้วยสาเหตุใหญ่แค่เพียง บรรดา ส.ส.ไปรับเงินค่าตอบแทนในการไปปาฐกถา ในการประชาสัมพันธ์เพื่อขายหนังสือที่ตนเองเป็นผู้แต่ง จนกระทั่งประธานสภาผู้แทน คือ นายจิม ไรท์ ซึ่งเป็นผู้นำการเมืองที่สำคัญที่สุด รองจากประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ถึงกับต้องอำลาสังเวียนการเมืองไป
ครับ..เพียงแต่สงสัยเท่านั้น กับหิริโอตตัปปะอีกนิดเดียวเท่านั้น
คำกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันของครม.ของเราเป็นอย่างไร ไม่ว่าในสภา ไม่ว่าทหาร ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าป.ป.ป.หรือตำรวจ ต่างก็อ้างว่ารู้ ต่างก็อ้างว่าหลายเรื่องมีมูล ต่างก็อ้างว่าบางเรื่องมีเงื่อนงำ แม้แต่ในหมู่ครม.ก็กล่าวหากันเอง เป็นต้น สรุปได้ความว่า ทำยังไงๆ ก็ไม่หายสงสัย แต่ละเรื่องก็เกี่ยวพันกับเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลิตเติลดั๊ก เรื่องโทรศัพท์เรื่องรถลอยฟ้า
รัฐบาลก็ไม่เคยให้ความกระจ่าง กลับใช้กลยุทธ์ทางการเมืองปิดปากฝ่ายค้านเสีย หรือไม่ก็ขอดูใบเสร็จหรือตอบโต้ว่า รัฐมนตรีโกง ฝ่ายค้านก็โกงเหมือนกัน
เห็นจะต้องช่วยกันถามว่า หิริโอตตัปปะ อยู่ที่ไหน
เห็นจะต้องช่วยกันประกาศว่า จรรยาบรรณทางการเมืองอยู่ที่ไหน
เห็นจะต้องช่วยกันใช้ปัญญาสมาธิ ระดมความคิด ความกล้า รักษาบ้านเมืองไว้ให้พ้นจากเงื้อมมือของผู้ปกครองที่ไม่มีจรรยา
ถามว่า วิธีการที่เป็นประชาธิปไตยมีไหม ตอบได้เลยว่า มีครับ มีเยอะด้วย ไม่จำเป็นต้องไปใช้วิธีของเผด็จการเลย
ในวิถีแห่งประชาธิปไตยเท่านั้น เราจึงจะหาผู้ปกครองที่มีจรรยาบรรณได้
*************************************************************
บทความนี้ตีพิมพ์เมื่อ 1 ธันวาคม 2533
จากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้ วิญญาณและตัวตนของผู้ปกครองไม่มีจรรยายังฟูเฟื่องอยู่ แผ่นดินไทยไม่สูงขึ้นเลยหรือกระไรหนอ อนิจจา
****************************************************************
15 ปีที่ผ่านมาของบทความนี้ กับความเป็นไปในปัจจุบัน...
*************************************************************
ข้อความต่อไปนี้ เป็นบทความบางส่วน ขอยกมาให้ทุกท่านได้พิจารณาประกอบกับข้อความข้างต้นด้วย...
จรรยาบรรณของนักการเมืองก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความไม่ติดยึดอยู่กับลาภยศสักการะ และผลประโยชน์ส่วนตัวส่วนพรรคพวก การรับฟังเสียงประชาชน ความมีสัจจะและความรับผิดชอบ หิริโอตตัปปะ ความรับผิดชอบของนักการเมืองนั้นกว้างและลึกกว่าความรับผิดชอบของคนธรรมดาหรือข้าราชการทั่วไป ครอบคลุมไปถึงความประพฤติส่วนตัวและการปฏิบัติราชการ ซึ่งจะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย กรอบของศีลธรรม และกรอบของจริยธรรม
ทำไมจึงหนักหนาสาหัสถึงเพียงนั้น ก็เพราะความสำคัญของนักการเมืองนั่นเอง ก็เพราะนักการเมืองสามารถทำลายบ้านเมืองได้ทั่วถึงเสมือนห่าลงนั่นเอง มาตรฐานที่จะใช้ตรวจสอบชี้วัดและตัดสินนักการเมืองจึงเฉียบขาดยิ่งกว่ามาตรฐานที่ใช้กับนักบุญเสียอีก สมกับที่มีคำพังเพยว่า สำหรับผู้ต้องหาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ว่าได้กระทำผิด สำหรับนักบุญให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากระทำผิด จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สำหรับผู้ปกครองเพียงแต่ไม่วายสงสัย ก็ให้ถือได้แล้วว่าไม่น่าไว้วางใจ
คนไทยที่มีอายุเกินกึ่งศตวรรษ คงพอจะนึกได้ลางๆ ว่า เวลามีข่าวลือหรือสงสัยว่าห่าจะลงกิน บ้านเมืองเกิดความหวาดกลัวโกลาหลเพียงใด
เราลองมาดูจรรยาบรรณนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยประเทศอื่นๆ เขาดูบ้าง รวมทั้งของอิสราเอล ซึ่งอายุของประชาธิปไตยกับอายุของประเทศเท่ากันพอดีคือ 40 กว่าปี (ของไทยเราเก่าแก่กว่าเป็นไหนๆ ทีหลังจะได้เลิกอ้างกันเสียทีว่าประชาธิปไตยของเรายังไม่เข้ารูป เพราะเวลาทดลองยังน้อยไป) ขอยกตัวอย่างแต่เพียง 3 เรื่อง คือ เรื่องคำพูด เรื่องเงินทองหรือคอร์รัปชัน กับเรื่องชู้สาวซึ่งเป็นเรื่องของความประพฤติส่วนตัว โดยจะเปรียบเทียบกันปนๆ ไปกับของไทยเสียเลย เพื่อประหยัดเนื้อที่
ที่อิสราเอล นายระบินต้องเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป เพราะลืมปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา (สมัยที่ไปเป็นทูต) จรรยาบรรณทางการเมืองเขาถือว่า ผู้นำไปมีเงินฝากอยู่ในต่างประเทศไม่ถูกต้อง ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายห้ามก็ตาม ถึงแม้ว่าจำนวนเงินในบัญชีจะคิดเป็นเงินไทยได้แค่ 2-3 พันบาทก็ตาม ของไทยเรารัฐมนตรีคุยทับกันว่า เอทีเอ็มใครจะใหญ่กว่ากัน ถ้าใครมีมากกว่ายอมให้อีกฝ่ายหนึ่งริบของตนเสีย พูดกันเป็นพันๆ ล้าน รัฐมนตรีคนหนึ่งบอกว่าต้องแจกราษฎรทุกเดือนๆ ละห้าแสนบาท
แกรี่ฮาร์ทแห่งสหรัฐฯ เสียโอกาสเป็นประธานาธิบดีไปเพราะไปมีเรื่องอื้อฉาวกับสาวสังคม จอนโปรฟูโมต้องลาออกจากรมว.กลาโหมอังกฤษเพราะไปติดนางในโทรศัพท์ หรืออดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต้องเสียตำแหน่งไปเพราะเคยมีความสัมพันธ์กับเกอิชา ของไทยเราไม่สู้จะถือ สังคมหรือผู้หญิงมักจะสมยอม ข่าวที่ว่าวุฒิสมาชิกผู้หนึ่ง หรือรัฐมนตรีอีกหนึ่งเป็นผู้คอยจัดคิวสาวให้รักษาความเป็นหนุ่มของผู้นำการเมืองเป็นเรื่องซุบซิบในทางที่น่าชื่นชมมากกว่าจะรังเกียจ
เรื่องของการพูดไม่อยู่กะร่องกะรอย หรือการพูดพล่อยๆ ก็ทำให้ผู้นำการเมืองในอเมริกา ในอังกฤษ ในญี่ปุ่นพลาดตำแหน่งหรือตกกระป๋องมานักต่อนักแล้ว เพียงแต่พูดว่าตนถูกล้างสมอง ตอนนั้นตนยังไม่ทันคิด หรือบอกว่าตำราของกระทรวงศึกษาญี่ปุ่นว่าด้วยความสัมพันธ์กับเกาหลีนั้นถูกต้องแล้วเท่านั้นเอง ของไทยเราเป็นอย่างไร นายกฯ เคยพูดอะไรมาบ้าง รัฐมนตรีมหาดไทยเคยประกาศหน้าตาเฉยกลางจอทีวีว่าเมืองไทยไม่เคยมีโสเภณี เมืองไทยไม่เคยมีการซื้อเสียงเลือกตั้ง ผู้นำประกาศในสภาว่าตำแหน่งรัฐมนตรีคือสมบัติผลัดกันชม ตอนเป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้งเหลือเกิน พรรคที่เก่าที่สุดบอกว่าตอนนี้เสียเปรียบอีก 2 พรรคเพราะตำแหน่งรองนายกฯ ไม่ใช่ตำแหน่งหาเงินเหมือนคมนาคมกับมหาดไทย
เรื่องที่ร้ายแรงที่สุดคือความไม่ซื่อสัตย์หรือการคอร์รัปชัน นายไคฟู นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบันได้รับตำแหน่ง ทั้งๆ ที่อยู่ในกลุ่มที่มีเสียงน้อยที่สุดในพรรครัฐบาล ก็ด้วยเหตุที่ว่า ผู้นำกลุ่มใหญ่ๆ พากันมัวหมองในเรื่องถูกกล่าวหาว่ารับเงินช่วยหาเสียงจากบริษัทรีครูท (ไม่ใช่แพทริออท) ทั้งนี้โดยมิพักต้องแสดงใบเสร็จหรือมาแฉโพยกันกลางสภา เพียงแต่สงสัยเท่านั้น ก็เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นแผงๆ ไม่รู้ปีละกี่หน ในสหรัฐอเมริกาเอง สภาคองเกรสก็หน้าดำคร่ำเครียด ตั้งคณะกรรมการควบคุมจริยธรรม และความประพฤติของสมาชิกสภา ด้วยสาเหตุใหญ่แค่เพียง บรรดา ส.ส.ไปรับเงินค่าตอบแทนในการไปปาฐกถา ในการประชาสัมพันธ์เพื่อขายหนังสือที่ตนเองเป็นผู้แต่ง จนกระทั่งประธานสภาผู้แทน คือ นายจิม ไรท์ ซึ่งเป็นผู้นำการเมืองที่สำคัญที่สุด รองจากประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ถึงกับต้องอำลาสังเวียนการเมืองไป
ครับ..เพียงแต่สงสัยเท่านั้น กับหิริโอตตัปปะอีกนิดเดียวเท่านั้น
คำกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันของครม.ของเราเป็นอย่างไร ไม่ว่าในสภา ไม่ว่าทหาร ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าป.ป.ป.หรือตำรวจ ต่างก็อ้างว่ารู้ ต่างก็อ้างว่าหลายเรื่องมีมูล ต่างก็อ้างว่าบางเรื่องมีเงื่อนงำ แม้แต่ในหมู่ครม.ก็กล่าวหากันเอง เป็นต้น สรุปได้ความว่า ทำยังไงๆ ก็ไม่หายสงสัย แต่ละเรื่องก็เกี่ยวพันกับเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลิตเติลดั๊ก เรื่องโทรศัพท์เรื่องรถลอยฟ้า
รัฐบาลก็ไม่เคยให้ความกระจ่าง กลับใช้กลยุทธ์ทางการเมืองปิดปากฝ่ายค้านเสีย หรือไม่ก็ขอดูใบเสร็จหรือตอบโต้ว่า รัฐมนตรีโกง ฝ่ายค้านก็โกงเหมือนกัน
เห็นจะต้องช่วยกันถามว่า หิริโอตตัปปะ อยู่ที่ไหน
เห็นจะต้องช่วยกันประกาศว่า จรรยาบรรณทางการเมืองอยู่ที่ไหน
เห็นจะต้องช่วยกันใช้ปัญญาสมาธิ ระดมความคิด ความกล้า รักษาบ้านเมืองไว้ให้พ้นจากเงื้อมมือของผู้ปกครองที่ไม่มีจรรยา
ถามว่า วิธีการที่เป็นประชาธิปไตยมีไหม ตอบได้เลยว่า มีครับ มีเยอะด้วย ไม่จำเป็นต้องไปใช้วิธีของเผด็จการเลย
ในวิถีแห่งประชาธิปไตยเท่านั้น เราจึงจะหาผู้ปกครองที่มีจรรยาบรรณได้
*************************************************************
บทความนี้ตีพิมพ์เมื่อ 1 ธันวาคม 2533
จากวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้ วิญญาณและตัวตนของผู้ปกครองไม่มีจรรยายังฟูเฟื่องอยู่ แผ่นดินไทยไม่สูงขึ้นเลยหรือกระไรหนอ อนิจจา
****************************************************************
15 ปีที่ผ่านมาของบทความนี้ กับความเป็นไปในปัจจุบัน...
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 28
มีงานเขียนชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่ทราบว่าพอจะหาอ่านได้จากที่ไหนได้บ้าง...
งานวิทยานิพนธ์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรรัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) เรื่อง การสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) ในสังคมไทย โดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปีพ.ศ. 2542
ในงานเขียนชิ้นนี้มีคำๆหนึ่งที่น่าสนใจ...
คำ Integrity - ตัดทอนมาจากคำ ดัชนีสุจริตธรรมและความไม่ผิดเพี้ยนไปจากหลักแห่งความถูกต้อง
อาจารย์บวรศักดิ์ท่านเห็นว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการเมือง
ท่านเห็นว่า การปฏิรูปการเมืองนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วต้องสร้างทั้งธรรมาภิบาล (Good Governance) และบรรษัทภิบาล (Good Corporate Governance) ขึ้นมาให้เป็นธรรมชาติ และธรรมดา
พูดง่าย ๆ คือให้เป็นวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทย
จะมีธรรมาภิบาลทั้ง 2 ลักษณะได้ก็ต้องละทิ้งหลักความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ มาเคร่งครัดต่อหลักการแยกส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยเด็ดขาด
(บทความของคำนูญ สิทธิสมาน)
ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่เรานำเข้ามา.. รธน.ที่รับเข้ามาจากหลายๆประเทศ จะนำพามาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงขึ้นของนักการเมือง นักปกครองและโดยเฉพาะผู้นำประเทศ ให้สมกับความไว้วางใจของประชาชน...
และประชาชน(รวมทั้งสื่อมวลชน)ยังจะต้องช่วยกันตรวจสอบอย่างแข็งขันต่อไป....
งานวิทยานิพนธ์วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรรัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) เรื่อง การสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) ในสังคมไทย โดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปีพ.ศ. 2542
ในงานเขียนชิ้นนี้มีคำๆหนึ่งที่น่าสนใจ...
คำ Integrity - ตัดทอนมาจากคำ ดัชนีสุจริตธรรมและความไม่ผิดเพี้ยนไปจากหลักแห่งความถูกต้อง
อาจารย์บวรศักดิ์ท่านเห็นว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการเมือง
ท่านเห็นว่า การปฏิรูปการเมืองนั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วต้องสร้างทั้งธรรมาภิบาล (Good Governance) และบรรษัทภิบาล (Good Corporate Governance) ขึ้นมาให้เป็นธรรมชาติ และธรรมดา
พูดง่าย ๆ คือให้เป็นวัฒนธรรมใหม่ของสังคมไทย
จะมีธรรมาภิบาลทั้ง 2 ลักษณะได้ก็ต้องละทิ้งหลักความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ มาเคร่งครัดต่อหลักการแยกส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยเด็ดขาด
(บทความของคำนูญ สิทธิสมาน)
ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่เรานำเข้ามา.. รธน.ที่รับเข้ามาจากหลายๆประเทศ จะนำพามาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงขึ้นของนักการเมือง นักปกครองและโดยเฉพาะผู้นำประเทศ ให้สมกับความไว้วางใจของประชาชน...
และประชาชน(รวมทั้งสื่อมวลชน)ยังจะต้องช่วยกันตรวจสอบอย่างแข็งขันต่อไป....
-
- Verified User
- โพสต์: 2326
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้า อ้อน้อย ฟ้องเอกยุทธ มันจะต่างอะไรกับ นายกฟ้องสนธิครับ
โพสต์ที่ 29
มาอีก แล้วครับท่าน เรื่อง ชู้ ผัวๆๆเมียๆๆๆ
"ชูวิทย์" นำเมียอดีตคนขับรถจับโกหก "มุกดา" แย่งสามี
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 ธันวาคม 2548 15:41 น.
เมียอดีตคนขับรถ ยันมุกดามีความสัมพันธ์กับสามีจริง ปัดข่าวหย่าร้างแค่แยกกันอยู่เท่านั้น พร้อมโชว์ใบสมรส แฉอ้างตัวเป็นนักร้องแถมขู่อุ้มฆ่า ระบุเคยว่าจ้างให้ขับรถในวันเสาร์-อาทิตย์ ขณะ ที่ ชูวิทย์ ย้ำไม่ได้หนุนหลัง พร้อมพาไปสาบานวัดพระแก้วพรุ่งนี้ ด้าน ส.ส.ขอนแก่น โวลั่นบ้ากันไปใหญ่แล้ว ยืนกรานเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้อง
วันที่(20 ธ.ค.)ที่รัฐสภา นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยได้พานางสำรวย ปิยะไพร อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 242/1 หมู่ 1 ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ พร้อมนายเอกพันธ์ ปิยะไพร อายุ 15 ปี ภรรยาและบุตรชาย นายสาธิต ปิยะไพร อดีตคนขับรถนายชูศักดิ์ แอกทอง อดีตผู้สมัครส.ส.สุรินทร์ พรรคชาติไทย ที่มีข่าวสัมพันธ์ชู้สาวกับนางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคไทยรักไทย ได้มาแถลงข่าวยืนยันว่า ความสัมพันธ์ของนายสาธิตสามีตนและนางมุกดาเป็นเรื่องจริง
โดยตนเริ่มจับความผิดปกติของสามีเพราะมีโทรศัพท์เข้ามาหาเครื่องสามีบ่อยๆ และฝากข้อความว่า ดา..ขาดคุณไม่ได้ แม้แต่วันเดียว ซึ่งเมื่อตนได้โทรฯกลับไปที่เบอร์ดังกล่าว มีผู้หญิงรับสายโดยบอกว่า เป็นนักร้องชื่อลัดดา จากนั้นได้ค้นสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ในทุกเล่มของสามีพบว่า เป็นเบอร์เดียวกับ ส.ส.มุกดา ทั้งนี้ในช่วงแรกตนคิดว่าผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นนักร้องธรรมดา จึงได้โทรไปต่อล้อต่อเถียง แต่ปรากฏว่าเจ๊ดา ได้ข่มขู่กลับมา ว่าอย่าโทรมาอีก เพราะเคยอุ้มคนไปฆ่าหลายรายแล้ว ตนจึงหวาดกลัวไม่กล้าโทรไปอีก หลังจากนั้นตนไม่กล้าอาศัยอยู่ ใน อ.ปราสาท เพราะถูกตามรังควาน จนต้องย้ายหนีมาเปิดร้านเสริมสวยในตัวเมือง จ.สุรินทร์
นางสำรวย กล่าวต่อว่า ช่วงนั้นจะเรียกร้องอะไรไม่ได้ ต้องเก็บตัวอยู่ถึง 2 ปี และกอดทะเบียนสมรสตามที่เจ๊มุกดาท้าว่า ถ้าจะนอนกอดทะเบียนสมรสก็ทำไป ตนขอยืนยันว่ายังไม่ได้หย่าขาดกับนายสาธิตตามที่ได้กล่าวอ้าง เพียงแต่แยกกันอยู่เท่านั้น ทั้งนี้นางสำรวยได้นำทะเบียนสมรสโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. พ.ศ.2537 ที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์มายืนยันต่อหน้าผู้สื่อข่าวด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเรื่องนายสาธิตไม่กลับบ้าน ไม่ติดต่อกับลูกและตน เป็นเวลา 2 ปีแล้ว เพราะถูกเจ๊มุกดาสั่งห้ามเข้าบ้าน ทำให้ตนต้องไปตามสามีที่กรุงเทพฯ แต่ก็ถูกเจ๊มุกดาขับรถตามบนทางด่วน
นางสำรวย กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องสิทธิในฐานะภรรยา และลูกชาย เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านนายสาธิตไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูในฐานะสามีและพ่อ โดยลูกต้องหยุดเรียนกลางคันเมื่ออยู่ชั้น ม.1 ทั้งนี้ได้อยู่กินฉันท์สามีภรรยากับนายสาธิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี พ.ศ.2537 ที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีหลักฐานใดที่ยืนยันว่านางมุกดาและสามีมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว นางสำรวย กล่าวว่า พี่เตี้ยไม่เคยเข้าบ้านเลย ขนาดลูกชายไม่สบายมาเยี่ยมไม่ถึง 10 นาที ก็ยังโทรตามให้กลับบอกว่าให้ออกมาเดี๋ยวนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าเป็นผู้หญิงธรรมดา คงไม่สามารถสั่งพี่เตี้ยได้ ขนาดจะหลับนอนด้วยกันยังใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที รองเท้ายังไม่ถอดเลย เพราะจะถูกโทรตามจิกตลอด นอกจากนี้พี่เตี้ยยังเคยสั่งว่าอย่าไปยุ่งกับเขาเด็ดขาด หากมีอะไรเกิดขึ้นจะไม่รับรองความปลอดภัย
ต่อข้อถามที่ว่า คิดว่าอะไรที่ทำให้นางมุกดามาติดพันสามี นางสำรวย กล่าวว่า น่าจะเป็นความใกล้ชิด เพราะเจ๊มุกดาได้จ้างให้สามีตนไปขับรถให้ในวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งทำให้ทั้ง 2 คนได้อยู่ด้วยกัน เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคที่นางมุกดาสังกัด นางสำรวย กล่าวว่า ขอฝากให้นายกรัฐมนตรีให้รับเรื่องของตนและให้ความยุติธรรม กับตนและลูกบ้าง เพราะเป็นเพียงผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา ขณะที่คุณมุกดามีโอกาสมากกว่าหลายเท่า การที่ตนออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้นางมุกดาออกมายอมรับและพูดความจริง และปล่อยให้พ่อลูกได้เจอกันบ้าง สักครึ่งชั่วโมงก็ยังดี ไม่ใช่โทรมาตามตลอด อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องไปหลายแห่ง รวมทั้งมูลนิธิปวีณา แต่ก็ถูกส่งเรื่องกลับ จึงได้ทำหนังสือร้องเรียนกับนายชูวิทย์
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่ได้ยุยงส่งเสริม แต่ได้รับการร้องเรียนก็ต้องตรวจสอบและเปิดเผย เดี๋ยวจะหาว่าโกหกจึงต้องพานางสำรวยมาแถลง และคนที่กินเข้าไปแล้วบอกว่าไม่ได้กิน ก็ไม่มีใครเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องจริยธรรมและศักดิ์ศรี ไม่ใช่ว่าเป็น ส.ส.หญิงในสภาจะมีศักดิ์ศรีมากว่าผู้หญิงนอกสภา หากจะสอบจริยธรรมตนก็สอบไป ตนก็จะยื่นเรื่องให้สอบจริยธรรม ส.ส.หญิงในสภาเหมือนกัน ทั้งนี้ในวันที่ 21 ธ.ค. เวลา 10.00 น.จะพานางสำรวย ไปสาบานที่วัดพระแก้ว และเชิญนางมุกดามาสาบานด้วย เพราะสิ่งที่นางสำรวยพูดเป็นความสัตย์จริงทุกประการ เพราะเขาเดือดร้อนทุกประการ เขาเดือดร้อนมาเขาก็ร้องมา ตนทำหน้าที่ ส.ส.ปกป้องสิทธิสตรีนอกสภาบ้าง เพราะเขาร้องไปไม่มีที่พึ่ง และอยากบอกว่าทุกกรณีที่เปิดเผยถ้าภาพไม่ชัดเสียงไม่แจ๋ว ไม่เอามาแน่ ทั้งที่ความจริงเรื่องแบบนี้ไม่อยากยุ่ง แต่เขามายุ่งกับตนก่อน ซึ่งก็ดีเมื่อเป็นเรื่องขึ้นมาก็จะได้มีการติดตามเรื่องแลค่าเลี้ยงดูลูกโดยเฉพาะทุนการศึกษา
ด้านนางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตนไม่รู้จักกับนายสาธิต หรือเตี้ย และก่อนหน้านี้นายเตี้ยก็ออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน ดังนั้นการไปพิสูจน์ที่วัดพระแก้วก็ควรให้นางสำรวยและนายเตี้ยไปสาบานกันเอง เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องเลย แต่หากเป็นเรื่องของตนกับนายชูวิทย์นั้น ขอปรึกษาสามีของก่อน เพราะไปแลกกับนายชูวิทย์ มันไม่คุ้ม อย่างไรก็ตามการที่โยงว่าตนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นั้น ไม่ทราบว่านางสำรวยเห็นตนเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนขับรถหรืออย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า นางสำรวยตั้งข้อสังเกตว่า ข้อความที่ส่งมาในโทรศัพท์มือถือของนายเตี้ยเป็นเบอร์เดียวกับหมายเลขของนางมุกดาที่จดไว้ในสมุดบันทึกของนายเตี้ย นางมุกดา กล่าวว่า บ้ากันไปใหญ่แล้ว และเบอร์โทรศัพท์ของตนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็เพิ่งจะเปลี่ยน ตั้งแต่ปี 2546 เพราะโทรศัพท์หายไปและไม่ทราบว่า คนขับรถของนายชูศักดิ์ แอกทอง อดีตส.ส.สุรินทร์ พรรคกิจสังคม จะบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของใครบ้าง อย่างไรก็ตามขออุทิศส่วนกุศลให้กับบุคคลดังกล่าว เพื่อให้นายเตี้ยออกมาแสดงตน และรู้สึกแปลกใจที่เหตุใดถึงมาพาดพิงถึง
เมื่อถามว่า การที่นายชูวิทย์ จะนำนางสำรวยเป็นพยานหากมีการยื่นเรื่องให้กรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบ นางมุกดา กล่าวว่า ก็ว่ากันไป การรวบรวมรายชื่อนั้นเป็นเพียงการหารือในเบื้องต้นจึงไม่ควรออกมาร้อนตัว แต่จะไม่ขอพาดพิงถึงใคร เพราะกลัวฝีปากของคนดังกล่าว
"ชูวิทย์" นำเมียอดีตคนขับรถจับโกหก "มุกดา" แย่งสามี
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 ธันวาคม 2548 15:41 น.
เมียอดีตคนขับรถ ยันมุกดามีความสัมพันธ์กับสามีจริง ปัดข่าวหย่าร้างแค่แยกกันอยู่เท่านั้น พร้อมโชว์ใบสมรส แฉอ้างตัวเป็นนักร้องแถมขู่อุ้มฆ่า ระบุเคยว่าจ้างให้ขับรถในวันเสาร์-อาทิตย์ ขณะ ที่ ชูวิทย์ ย้ำไม่ได้หนุนหลัง พร้อมพาไปสาบานวัดพระแก้วพรุ่งนี้ ด้าน ส.ส.ขอนแก่น โวลั่นบ้ากันไปใหญ่แล้ว ยืนกรานเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้อง
วันที่(20 ธ.ค.)ที่รัฐสภา นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยได้พานางสำรวย ปิยะไพร อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 242/1 หมู่ 1 ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ พร้อมนายเอกพันธ์ ปิยะไพร อายุ 15 ปี ภรรยาและบุตรชาย นายสาธิต ปิยะไพร อดีตคนขับรถนายชูศักดิ์ แอกทอง อดีตผู้สมัครส.ส.สุรินทร์ พรรคชาติไทย ที่มีข่าวสัมพันธ์ชู้สาวกับนางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคไทยรักไทย ได้มาแถลงข่าวยืนยันว่า ความสัมพันธ์ของนายสาธิตสามีตนและนางมุกดาเป็นเรื่องจริง
โดยตนเริ่มจับความผิดปกติของสามีเพราะมีโทรศัพท์เข้ามาหาเครื่องสามีบ่อยๆ และฝากข้อความว่า ดา..ขาดคุณไม่ได้ แม้แต่วันเดียว ซึ่งเมื่อตนได้โทรฯกลับไปที่เบอร์ดังกล่าว มีผู้หญิงรับสายโดยบอกว่า เป็นนักร้องชื่อลัดดา จากนั้นได้ค้นสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ในทุกเล่มของสามีพบว่า เป็นเบอร์เดียวกับ ส.ส.มุกดา ทั้งนี้ในช่วงแรกตนคิดว่าผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นนักร้องธรรมดา จึงได้โทรไปต่อล้อต่อเถียง แต่ปรากฏว่าเจ๊ดา ได้ข่มขู่กลับมา ว่าอย่าโทรมาอีก เพราะเคยอุ้มคนไปฆ่าหลายรายแล้ว ตนจึงหวาดกลัวไม่กล้าโทรไปอีก หลังจากนั้นตนไม่กล้าอาศัยอยู่ ใน อ.ปราสาท เพราะถูกตามรังควาน จนต้องย้ายหนีมาเปิดร้านเสริมสวยในตัวเมือง จ.สุรินทร์
นางสำรวย กล่าวต่อว่า ช่วงนั้นจะเรียกร้องอะไรไม่ได้ ต้องเก็บตัวอยู่ถึง 2 ปี และกอดทะเบียนสมรสตามที่เจ๊มุกดาท้าว่า ถ้าจะนอนกอดทะเบียนสมรสก็ทำไป ตนขอยืนยันว่ายังไม่ได้หย่าขาดกับนายสาธิตตามที่ได้กล่าวอ้าง เพียงแต่แยกกันอยู่เท่านั้น ทั้งนี้นางสำรวยได้นำทะเบียนสมรสโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. พ.ศ.2537 ที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์มายืนยันต่อหน้าผู้สื่อข่าวด้วย อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดเรื่องนายสาธิตไม่กลับบ้าน ไม่ติดต่อกับลูกและตน เป็นเวลา 2 ปีแล้ว เพราะถูกเจ๊มุกดาสั่งห้ามเข้าบ้าน ทำให้ตนต้องไปตามสามีที่กรุงเทพฯ แต่ก็ถูกเจ๊มุกดาขับรถตามบนทางด่วน
นางสำรวย กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องสิทธิในฐานะภรรยา และลูกชาย เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านนายสาธิตไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูในฐานะสามีและพ่อ โดยลูกต้องหยุดเรียนกลางคันเมื่ออยู่ชั้น ม.1 ทั้งนี้ได้อยู่กินฉันท์สามีภรรยากับนายสาธิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี พ.ศ.2537 ที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีหลักฐานใดที่ยืนยันว่านางมุกดาและสามีมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาว นางสำรวย กล่าวว่า พี่เตี้ยไม่เคยเข้าบ้านเลย ขนาดลูกชายไม่สบายมาเยี่ยมไม่ถึง 10 นาที ก็ยังโทรตามให้กลับบอกว่าให้ออกมาเดี๋ยวนี้ ดิฉันคิดว่าถ้าเป็นผู้หญิงธรรมดา คงไม่สามารถสั่งพี่เตี้ยได้ ขนาดจะหลับนอนด้วยกันยังใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที รองเท้ายังไม่ถอดเลย เพราะจะถูกโทรตามจิกตลอด นอกจากนี้พี่เตี้ยยังเคยสั่งว่าอย่าไปยุ่งกับเขาเด็ดขาด หากมีอะไรเกิดขึ้นจะไม่รับรองความปลอดภัย
ต่อข้อถามที่ว่า คิดว่าอะไรที่ทำให้นางมุกดามาติดพันสามี นางสำรวย กล่าวว่า น่าจะเป็นความใกล้ชิด เพราะเจ๊มุกดาได้จ้างให้สามีตนไปขับรถให้ในวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งทำให้ทั้ง 2 คนได้อยู่ด้วยกัน เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคที่นางมุกดาสังกัด นางสำรวย กล่าวว่า ขอฝากให้นายกรัฐมนตรีให้รับเรื่องของตนและให้ความยุติธรรม กับตนและลูกบ้าง เพราะเป็นเพียงผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา ขณะที่คุณมุกดามีโอกาสมากกว่าหลายเท่า การที่ตนออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้นางมุกดาออกมายอมรับและพูดความจริง และปล่อยให้พ่อลูกได้เจอกันบ้าง สักครึ่งชั่วโมงก็ยังดี ไม่ใช่โทรมาตามตลอด อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องไปหลายแห่ง รวมทั้งมูลนิธิปวีณา แต่ก็ถูกส่งเรื่องกลับ จึงได้ทำหนังสือร้องเรียนกับนายชูวิทย์
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่ได้ยุยงส่งเสริม แต่ได้รับการร้องเรียนก็ต้องตรวจสอบและเปิดเผย เดี๋ยวจะหาว่าโกหกจึงต้องพานางสำรวยมาแถลง และคนที่กินเข้าไปแล้วบอกว่าไม่ได้กิน ก็ไม่มีใครเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องจริยธรรมและศักดิ์ศรี ไม่ใช่ว่าเป็น ส.ส.หญิงในสภาจะมีศักดิ์ศรีมากว่าผู้หญิงนอกสภา หากจะสอบจริยธรรมตนก็สอบไป ตนก็จะยื่นเรื่องให้สอบจริยธรรม ส.ส.หญิงในสภาเหมือนกัน ทั้งนี้ในวันที่ 21 ธ.ค. เวลา 10.00 น.จะพานางสำรวย ไปสาบานที่วัดพระแก้ว และเชิญนางมุกดามาสาบานด้วย เพราะสิ่งที่นางสำรวยพูดเป็นความสัตย์จริงทุกประการ เพราะเขาเดือดร้อนทุกประการ เขาเดือดร้อนมาเขาก็ร้องมา ตนทำหน้าที่ ส.ส.ปกป้องสิทธิสตรีนอกสภาบ้าง เพราะเขาร้องไปไม่มีที่พึ่ง และอยากบอกว่าทุกกรณีที่เปิดเผยถ้าภาพไม่ชัดเสียงไม่แจ๋ว ไม่เอามาแน่ ทั้งที่ความจริงเรื่องแบบนี้ไม่อยากยุ่ง แต่เขามายุ่งกับตนก่อน ซึ่งก็ดีเมื่อเป็นเรื่องขึ้นมาก็จะได้มีการติดตามเรื่องแลค่าเลี้ยงดูลูกโดยเฉพาะทุนการศึกษา
ด้านนางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตนไม่รู้จักกับนายสาธิต หรือเตี้ย และก่อนหน้านี้นายเตี้ยก็ออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับตน ดังนั้นการไปพิสูจน์ที่วัดพระแก้วก็ควรให้นางสำรวยและนายเตี้ยไปสาบานกันเอง เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องเลย แต่หากเป็นเรื่องของตนกับนายชูวิทย์นั้น ขอปรึกษาสามีของก่อน เพราะไปแลกกับนายชูวิทย์ มันไม่คุ้ม อย่างไรก็ตามการที่โยงว่าตนเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นั้น ไม่ทราบว่านางสำรวยเห็นตนเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนขับรถหรืออย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า นางสำรวยตั้งข้อสังเกตว่า ข้อความที่ส่งมาในโทรศัพท์มือถือของนายเตี้ยเป็นเบอร์เดียวกับหมายเลขของนางมุกดาที่จดไว้ในสมุดบันทึกของนายเตี้ย นางมุกดา กล่าวว่า บ้ากันไปใหญ่แล้ว และเบอร์โทรศัพท์ของตนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็เพิ่งจะเปลี่ยน ตั้งแต่ปี 2546 เพราะโทรศัพท์หายไปและไม่ทราบว่า คนขับรถของนายชูศักดิ์ แอกทอง อดีตส.ส.สุรินทร์ พรรคกิจสังคม จะบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของใครบ้าง อย่างไรก็ตามขออุทิศส่วนกุศลให้กับบุคคลดังกล่าว เพื่อให้นายเตี้ยออกมาแสดงตน และรู้สึกแปลกใจที่เหตุใดถึงมาพาดพิงถึง
เมื่อถามว่า การที่นายชูวิทย์ จะนำนางสำรวยเป็นพยานหากมีการยื่นเรื่องให้กรรมการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบ นางมุกดา กล่าวว่า ก็ว่ากันไป การรวบรวมรายชื่อนั้นเป็นเพียงการหารือในเบื้องต้นจึงไม่ควรออกมาร้อนตัว แต่จะไม่ขอพาดพิงถึงใคร เพราะกลัวฝีปากของคนดังกล่าว
งด เลิก เสพ สุรา บุหรี่ วันนี้ เพื่อชีวิตที่ดีของท่าน