สัมภาษณ์พิเศษ
โดย อริน เจียจันทร์พงษ์
"...พระองค์ท่านอยู่เหนือการเมือง ที่นำมาพูดกันคือนำพระองค์ท่านมาเกี่ยวกับการเมืองทั้งนั้น แล้วพระองค์ท่านก็ไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วย คนที่หยิบมาก็พยายามหยิบมาเพื่อให้เข้าข้าง..."
"เมื่อใช้รัฐธรรมนูญครบ 5 ปี ผมเคยเสนอว่า องค์กรทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ควรจะตั้งตัวแทนของตนเองที่เป็นคนนอก แล้วมาร่วมศึกษาทั้งหมดว่า วันแรกที่ออกรัฐธรรมนูญมาตั้งใจให้มันเป็นอะไร วันนี้มันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ถ้ามันไม่เป็น มันเกิดอะไร ควรจะแก้มันอย่างไร คืออย่าเพิ่งไปบอกว่าแก้หรือไม่แก้ ต้องศึกษาก่อนจะดำเนินการฟันธงไปข้างหนึ่งข้างใด
"มีชัย ฤชุพันธุ์" อดีตประธานวุฒิสภา และอาจารย์-นักกฎหมายมือหนึ่งผู้คร่ำหวอดในวงการการเมืองกว่า 3 ทศวรรษ ให้ข้อคิดท่ามกลางกระแสการเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 โดยให้มีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
"มติชน" มีโอกาสถ่ายทอดแนวทางการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 จาก "มีชัย ฤชุพันธุ์" มานำเสนอ
**แนวคิดการปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 เกิดจากการมองว่ากลไกการตรวจสอบไม่มีประสิทธิภาพ ขณะที่อีกกลุ่มมองว่ารัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา คนใช้รัฐธรรมนูญต่างหากที่มีปัญหา อาจารย์เห็นว่าอย่างไร
รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนโดยพื้นฐานของคนเยอรมัน กับคนฝรั่งเศส คือเอานิสัยของคนเยอรมันกับฝรั่งเศสมาใช้ โดยคิดว่าคนไทยเป็นอย่างนั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญอย่างนี้ใช้ได้ในต่างประเทศ เพราะคนของเขาเป็นอย่างนั้น เวลามาทำงานการเมืองเขารู้หน้าที่ มีความภูมิใจ(pround) ในหน้าที่และสิทธิ แล้วเขาก็จะจำกัดอำนาจตัวเองตามกรอบที่วางไว้ แต่คนไทยเราไม่ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ก็คิดว่าคนไทยควรจะคิดแบบนั้น แต่จริงๆ คนไทยไม่ได้คิดอย่างนั้น

**แสดงว่ารัฐธรรมนูญในแบบอุดมคติ คนไทยยังไปไม่ถึง
เราอยาก...เราอยาก(เน้นเสียง) รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือความอยาก แต่ว่าผิดฝาผิดตัว มันเหมือนกับที่ฮ่องกง สิงคโปร์เวลาเรียกแท็กซี่ต้องเข้าแถว แต่ถ้าไปจีน ขืนไปเข้าแถวก็เรียกไม่ได้เลย ถ้าวันหนึ่งจีนเกิดออกกฎหมายว่าให้คนเข้าแถวล่ะ กฎหมายนั้นใช้ได้มั้ย ก็ใช้ไม่ได้ หรือคนญี่ปุ่นซดน้ำแกงต้องเสียงดัง ยิ่งกินในบ้านยิ่งต้องดังเป็นการชื่นชมอาหาร แต่คนไทยเราซดดังก็ว่าไม่มีมารยาท
ตอนที่ ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาทำโดยหวังว่า รัฐธรรมนูญนี้จะต้องออกมาแล้วชอบ เพราะฉะนั้น ใครอยากได้อะไรก็ไปใส่ คนนี้อยากได้อะไรก็ไปใส่ ก็ใส่ให้หมดทุกคน เลยกลายเป็นดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครมาถามเราเลยว่าอยากได้อะไร
อย่างไรก็ดี ไอ้ที่ว่าดีของคุณ มันอาจจะร้ายกับอีกคนได้ เช่น คุณเป็นสื่อ เขาก็บอกว่า ห้ามตรวจข่าว ห้ามปิดหนังสือพิมพ์ ห้ามฟ้องหมิ่นประมาท ถามว่าดีกับคุณมั้ย ดี แต่ดีกับผมมั้ย ไม่ดี เวลาคุณด่าผม ผมด่าคุณคุณฟ้องผมได้ แต่คุณด่าผมผมฟ้องคุณไม่ได้ มันจะมีอย่างนี้เป็นจุด จุด จุดมาโดยตลอด แล้วพอถึงวันหนึ่งปัญหาทั้งหมดก็โผล่
เป็นประธานเสวนาเรื่อง "คุณสมบัติของผู้สมัครส.ว." เมื่อปี 2542 เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สมัครส.ว.ในปี 2543 ถือเป็นการเลือกตั้งส.ว.ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญปี 2540
**ตอนนั้น ส.ส.ร.คงคิดไม่ถึงว่าการเมืองบ้านเราจะไปไม่เร็วขนาดนั้น
ไม่...ผมคิด...คิด...ผมคิด(พยักหน้า) คิดว่าจะเป็นอย่างนี้ แต่ตอนนั้นส่วนมากคิดกันว่า นักการเมืองแย่มาก เพราะฉะนั้นต้องตรวจสอบมันให้หมด ก็เห็นด้วยว่าถ้ามันสอบได้หมดจริงมันก็ดี แต่กลับกลายเป็นว่า เฮ้ย...ไอ้นี่มันมีอำนาจตรวจสอบเรา เราก็เอามันมาเป็นพวกเราซะ ซึ่งคนเยอรมัน ฝรั่งเศสเขาไม่ทำ แต่คนไทยทำก็เลยกลายเป็นแบบนี้
ตอนนั้นผมค้านโดยทำบันทึกไว้ว่า ในที่สุดมันจะเป็นอย่างนี้ และบอกด้วยว่า เมื่อ ส.ว.มาจากการเลือกตั้ง กลไกต่อไป ส.ว.ก็จะทำอย่างเดียวกับ ส.ส. และพอถึงจุดจุดหนึ่งคนก็จะบอกว่า เฮ้ย...แล้วจะมี ส.ว.ไปทำไม ซึ่งไม่นานก็มีคนเริ่มพูดแล้วว่าจะมีไปทำไม(อมยิ้ม)