********* FW: ความรัก **********
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 1
********* FW: ความรัก **********
FW: ความรัก
Mon, 21 Nov 2005 23:55:54 -0900
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 01917.html
FW: ราคาประเมินที่ดินกทม.พุ่ง60% ธนารักษ์รื้อใหม่-ปริมณฑลตาม
Date: Mon, 21 Nov 2005 02:10:07 -0900
ราคาประเมินที่ดินกทม.พุ่ง60% ธนารักษ์รื้อใหม่-ปริมณฑลตาม
ด่วน! กรมธนารักษ์ปรับราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศใหม่ 9.4 แสนแปลง ดีเดย์ 1 ม.ค."49
หลังสภาพพื้นที่มีการพัฒนาเพิ่ม-สาธารณูปโภคเกิดใหม่เพียบ แลนด์ลอร์ดย่านใจกลาง กทม. 13 เขต
เฮ ราคาใหม่พุ่ง 5-60% เมืองนนท์ นครปฐม ปากน้ำ เชียงใหม่ สุพรรณฯ รับโชคถ้วนหน้า
นักพัฒนาที่ดินยกธงเชียร์ ชี้ไม่มีผลทำให้กำลังซื้อลดลง เผยยอมรับได้แม้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม-ภาษีเพิ่ม
นายแคล้ว ทองสม ผู้อำนวยการสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน (ปท.) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ"
ว่า ในวันที่ 1 มกราคม 2549 กรมธนารักษ์จะประกาศราคาประเมินที่ดินรอบบัญชีใหม่ (2549-2550)
ในบางพื้นที่ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปริมณฑล และต่างจังหวัด จำนวน 942,000 แปลง
เพื่อให้สะท้อนราคาตลาดและมูลค่าของที่ดินที่แท้จริงที่มีการซื้อขายในราคาที่สูงกว่าราคาประเมินมาก
เนื่องจากราคาประเมินที่ดินรอบบัญชีปัจจุบัน (2547-2550) บางส่วนราคาไม่สอดคล้องกับราคาตลาด
เพราะมีการเก็บข้อมูลมานานหลายปี ช่วงนั้นบางพื้นที่จึงมีการปรับเปลี่ยนราคาไม่มากนัก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯชั้นใน
"จากการสำรวจพื้นที่และประเมินราคาที่ดินล่าสุด จะทำให้ราคาประเมินรอบบัญชีใหม่ที่จะประกาศใช้เดือนมกราคม 2549 เปลี่ยนไป
คือ พื้นที่ต่างจังหวัดปรับขึ้นเฉลี่ย 15-20% กทม.ปรับขึ้นเฉลี่ย 5-30% ซึ่งเป็นการปรับโดยอิงราคาตลาดเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม
ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และจะต้องเสนอให้คณะอนุกรรมการประจำจังหวัดพิจารณาเห็นชอบก่อน
จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์พิจารณาก่อนประกาศใช้"
นายแคล้วกล่าวว่า พื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัดที่จะมีการปรับราคาประเมิน
ประกอบด้วย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี 68,000 แปลง อัตราการเปลี่ยนแปลง 4.50%
จังหวัดสมุทรปราการ 59,000 แปลง ในเขตอำเภอพระประแดง อัตราการเปลี่ยนแปลง 42.86% อำเภอพระสมุทรเจดีย์ เปลี่ยนแปลง 20%
จังหวัดนนทบุรี 126,000 แปลง เขตอำเภอบางบัวทอง และอำเภอไทรน้อย เปลี่ยน แปลง 12.59%
จังหวัดนครราชสีมา 163,000 แปลง เขตเทศบาล เปลี่ยนแปลง 42.25%
จังหวัดอ่างทอง ทุกอำเภอ 124,000 แปลง เปลี่ยนแปลง 21%
จังหวัดเชียงใหม่ ในเขตเทศบาล 52,000 แปลง เปลี่ยน แปลง 14.85%
จังหวัดนครนายก อำเภอเมือง อำเภอบ้านนา และอำเภอปากพลี 85,000 แปลง เปลี่ยนแปลง 13.51%
จังหวัดนครปฐม อำเภอสามพร=D
FW: ความรัก
Mon, 21 Nov 2005 23:55:54 -0900
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 01917.html
FW: ราคาประเมินที่ดินกทม.พุ่ง60% ธนารักษ์รื้อใหม่-ปริมณฑลตาม
Date: Mon, 21 Nov 2005 02:10:07 -0900
ราคาประเมินที่ดินกทม.พุ่ง60% ธนารักษ์รื้อใหม่-ปริมณฑลตาม
ด่วน! กรมธนารักษ์ปรับราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศใหม่ 9.4 แสนแปลง ดีเดย์ 1 ม.ค."49
หลังสภาพพื้นที่มีการพัฒนาเพิ่ม-สาธารณูปโภคเกิดใหม่เพียบ แลนด์ลอร์ดย่านใจกลาง กทม. 13 เขต
เฮ ราคาใหม่พุ่ง 5-60% เมืองนนท์ นครปฐม ปากน้ำ เชียงใหม่ สุพรรณฯ รับโชคถ้วนหน้า
นักพัฒนาที่ดินยกธงเชียร์ ชี้ไม่มีผลทำให้กำลังซื้อลดลง เผยยอมรับได้แม้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม-ภาษีเพิ่ม
นายแคล้ว ทองสม ผู้อำนวยการสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน (ปท.) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ"
ว่า ในวันที่ 1 มกราคม 2549 กรมธนารักษ์จะประกาศราคาประเมินที่ดินรอบบัญชีใหม่ (2549-2550)
ในบางพื้นที่ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปริมณฑล และต่างจังหวัด จำนวน 942,000 แปลง
เพื่อให้สะท้อนราคาตลาดและมูลค่าของที่ดินที่แท้จริงที่มีการซื้อขายในราคาที่สูงกว่าราคาประเมินมาก
เนื่องจากราคาประเมินที่ดินรอบบัญชีปัจจุบัน (2547-2550) บางส่วนราคาไม่สอดคล้องกับราคาตลาด
เพราะมีการเก็บข้อมูลมานานหลายปี ช่วงนั้นบางพื้นที่จึงมีการปรับเปลี่ยนราคาไม่มากนัก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯชั้นใน
"จากการสำรวจพื้นที่และประเมินราคาที่ดินล่าสุด จะทำให้ราคาประเมินรอบบัญชีใหม่ที่จะประกาศใช้เดือนมกราคม 2549 เปลี่ยนไป
คือ พื้นที่ต่างจังหวัดปรับขึ้นเฉลี่ย 15-20% กทม.ปรับขึ้นเฉลี่ย 5-30% ซึ่งเป็นการปรับโดยอิงราคาตลาดเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม
ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และจะต้องเสนอให้คณะอนุกรรมการประจำจังหวัดพิจารณาเห็นชอบก่อน
จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์พิจารณาก่อนประกาศใช้"
นายแคล้วกล่าวว่า พื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัดที่จะมีการปรับราคาประเมิน
ประกอบด้วย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี 68,000 แปลง อัตราการเปลี่ยนแปลง 4.50%
จังหวัดสมุทรปราการ 59,000 แปลง ในเขตอำเภอพระประแดง อัตราการเปลี่ยนแปลง 42.86% อำเภอพระสมุทรเจดีย์ เปลี่ยนแปลง 20%
จังหวัดนนทบุรี 126,000 แปลง เขตอำเภอบางบัวทอง และอำเภอไทรน้อย เปลี่ยน แปลง 12.59%
จังหวัดนครราชสีมา 163,000 แปลง เขตเทศบาล เปลี่ยนแปลง 42.25%
จังหวัดอ่างทอง ทุกอำเภอ 124,000 แปลง เปลี่ยนแปลง 21%
จังหวัดเชียงใหม่ ในเขตเทศบาล 52,000 แปลง เปลี่ยน แปลง 14.85%
จังหวัดนครนายก อำเภอเมือง อำเภอบ้านนา และอำเภอปากพลี 85,000 แปลง เปลี่ยนแปลง 13.51%
จังหวัดนครปฐม อำเภอสามพร=D
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 2
FW: อย่าสงสัยว่าทำไมเงินเดือนไม่ขึ้น
Date: Mon, 21 Nov 2005 01:59:06 -0900
หลังจากทำงานผ่านไปได้ 2 ปี
หนุ่มคนหนึ่งก็เริ่มสงสัยว่า ทำไม๊ทำไม
เค้าไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย
เช้าวันหนึ่งเค้าตัดสินใจเข้าไปพบผู้จัดการแผนกบุคคลและคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อฝ่ายบุคคลได้ฟังข้อสงสัยของเค้า จึงได้หัวเราะเชิญให้เค้านั่งลงและพูดว่า
บุคคล: นี่คุณ คุณจะให้ผมขึ้นเงินเดือนให้คุณได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่ได้ทำงานที่นี่เลยแม้แต่วันเดียว
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก แต่ฝ่ายบุคคลก็ยังคงใจเย็นและอธิบายต่อไป
บุคคล: ไหนคุณตอบคำถามผมหน่อยสิ ในหนึ่งปีมีกี่วัน
ชายหนุ่ม : 365 วัน และบางปีก็ 366 วันครับ
บุคคล : แล้วในหนึ่งวันมีกี่ชั่วโมง
ชายหนุ่ม : 24 ชั่วโมง
บุคคล : แล้วในหนึ่งวัน คุณทำงานกี่ชั่วโมง
ชายหนุ่ม : 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น มีพัก 1 ชั่วโมง ....... ทำ 8 ชั่วโมงครับ
บุคคล : อาฮะ .... แสดงว่า คุณทำงานเท่าไหร่ต่อหนึ่งวัน
ชายหนุ่ม : ก็ทำ 8/24 ชั่วโมง ก็แปลว่า 1/3 ก็คือทำงาน 1 ใน 3 ของวันครับผม
บุคคล : โอเคขอบคุณมาก งั้นลองมาคิดต่อนะ คุณทำงาน 1 ใน 3 ของ 366 วัน
แสดงว่าคุณทำงานกี่วัน
ชายหนุ่ม: 1 ปี ผมทำงาน 122 วันครับ (366 หาร 3 = 122 วัน)
บุคคล : เอาล่ะ ปกติคุณมาทำงานวันเสาร์อาทิตย์ด้วยรึเปล่า
ชายหนุ่ม : ไม่ได้มาครับ
บุคคล : แล้วปีหนึ่งมีวันหยุดสุดสัปดาห์กี่วัน
ชายหนุ่ม : มีวันเสาร์ 52 วัน วันอาทิตย์ 52 วัน รวมเป็น 104 วันครับ
บุคคล : 1 ปี คุณว่าคุณทำงานจริง 122 วัน แต่มีเสาร์อาทิตย์อีก 104 วัน งั้นตกลงคุณทำงานกี่วัน
ชายหนุ่ม : 122 104 = 18 วันครับ (เสียงเริ่มอ่อย)
บุคคล : โอเค .. ปกติผมอนุญาตให้คุณลาป่วยได้ปีละ 2 อาทิตย์ ซึ่งก็คือ 14 วัน
ตกลงตอนนี้คุณเหลือเวลาทำงานกี่วัน
ชายหนุ่ม : 18 14 = 4 วันครับ
บุคคล : แล้ววันปีใหม่คุณมาทำงานมั๊ย
ชายหนุ่ม : ไม่ครับ
บุคคล : วันแรงงานล่ะ
ชายหนุ่ม : ไม่ครับ
บุคคล : ตกลงเหลือกี่วัน
ชายหนุ่ม : 2 วันครับ
บุคคล : วันพ่อมาทำงานมั๊ย
ชายหนุ่ม : ไม่มาครับ
บุคคล : ตกลงเหลือกี่วันแล้ว
ชายหนุ่ม : 1 วันคครับ
บุคคล : แล้ววันแม่ล่ะ หยุดมั๊ย
ชายหนุ่ม : หยุดครับ
บุคคล : ตกลงปีนึงคุณทำงานให้บริษัทกี่วันเนี๊ยะ
ชายหนุ่ม : ไม่ได้ทำเลยครับ!!!
บุคคล : อ้าว !! .. แล้วนี่คุณจะมาเรียกร้องอะไรอีกเนี๊ยะ
ชายหนุ่ม : ผมเข้าใจแล้วครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าทุกวันนี้ เงินเดือนที่ผมได้
เหมือนกับขโมยบริษัทมาเปล่าๆเลยครับ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .... อย่าคิดไปขอความช่วยเหลืออะไรจาก HR เลยจ้า เหอๆๆ
Date: Mon, 21 Nov 2005 01:59:06 -0900
หลังจากทำงานผ่านไปได้ 2 ปี
หนุ่มคนหนึ่งก็เริ่มสงสัยว่า ทำไม๊ทำไม
เค้าไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง และไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย
เช้าวันหนึ่งเค้าตัดสินใจเข้าไปพบผู้จัดการแผนกบุคคลและคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อฝ่ายบุคคลได้ฟังข้อสงสัยของเค้า จึงได้หัวเราะเชิญให้เค้านั่งลงและพูดว่า
บุคคล: นี่คุณ คุณจะให้ผมขึ้นเงินเดือนให้คุณได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่ได้ทำงานที่นี่เลยแม้แต่วันเดียว
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก แต่ฝ่ายบุคคลก็ยังคงใจเย็นและอธิบายต่อไป
บุคคล: ไหนคุณตอบคำถามผมหน่อยสิ ในหนึ่งปีมีกี่วัน
ชายหนุ่ม : 365 วัน และบางปีก็ 366 วันครับ
บุคคล : แล้วในหนึ่งวันมีกี่ชั่วโมง
ชายหนุ่ม : 24 ชั่วโมง
บุคคล : แล้วในหนึ่งวัน คุณทำงานกี่ชั่วโมง
ชายหนุ่ม : 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น มีพัก 1 ชั่วโมง ....... ทำ 8 ชั่วโมงครับ
บุคคล : อาฮะ .... แสดงว่า คุณทำงานเท่าไหร่ต่อหนึ่งวัน
ชายหนุ่ม : ก็ทำ 8/24 ชั่วโมง ก็แปลว่า 1/3 ก็คือทำงาน 1 ใน 3 ของวันครับผม
บุคคล : โอเคขอบคุณมาก งั้นลองมาคิดต่อนะ คุณทำงาน 1 ใน 3 ของ 366 วัน
แสดงว่าคุณทำงานกี่วัน
ชายหนุ่ม: 1 ปี ผมทำงาน 122 วันครับ (366 หาร 3 = 122 วัน)
บุคคล : เอาล่ะ ปกติคุณมาทำงานวันเสาร์อาทิตย์ด้วยรึเปล่า
ชายหนุ่ม : ไม่ได้มาครับ
บุคคล : แล้วปีหนึ่งมีวันหยุดสุดสัปดาห์กี่วัน
ชายหนุ่ม : มีวันเสาร์ 52 วัน วันอาทิตย์ 52 วัน รวมเป็น 104 วันครับ
บุคคล : 1 ปี คุณว่าคุณทำงานจริง 122 วัน แต่มีเสาร์อาทิตย์อีก 104 วัน งั้นตกลงคุณทำงานกี่วัน
ชายหนุ่ม : 122 104 = 18 วันครับ (เสียงเริ่มอ่อย)
บุคคล : โอเค .. ปกติผมอนุญาตให้คุณลาป่วยได้ปีละ 2 อาทิตย์ ซึ่งก็คือ 14 วัน
ตกลงตอนนี้คุณเหลือเวลาทำงานกี่วัน
ชายหนุ่ม : 18 14 = 4 วันครับ
บุคคล : แล้ววันปีใหม่คุณมาทำงานมั๊ย
ชายหนุ่ม : ไม่ครับ
บุคคล : วันแรงงานล่ะ
ชายหนุ่ม : ไม่ครับ
บุคคล : ตกลงเหลือกี่วัน
ชายหนุ่ม : 2 วันครับ
บุคคล : วันพ่อมาทำงานมั๊ย
ชายหนุ่ม : ไม่มาครับ
บุคคล : ตกลงเหลือกี่วันแล้ว
ชายหนุ่ม : 1 วันคครับ
บุคคล : แล้ววันแม่ล่ะ หยุดมั๊ย
ชายหนุ่ม : หยุดครับ
บุคคล : ตกลงปีนึงคุณทำงานให้บริษัทกี่วันเนี๊ยะ
ชายหนุ่ม : ไม่ได้ทำเลยครับ!!!
บุคคล : อ้าว !! .. แล้วนี่คุณจะมาเรียกร้องอะไรอีกเนี๊ยะ
ชายหนุ่ม : ผมเข้าใจแล้วครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าทุกวันนี้ เงินเดือนที่ผมได้
เหมือนกับขโมยบริษัทมาเปล่าๆเลยครับ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .... อย่าคิดไปขอความช่วยเหลืออะไรจาก HR เลยจ้า เหอๆๆ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 3
Siam Ocean World
Date: Tue, 22 Nov 2005 00:55:49 -0900
Siam Ocean World
สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล อุทยานสัตว์น้ำระดับโลก
บริษัท สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ โอเชียนิส ออสเตรเลีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจอุทยานสัตว์น้ำอันดับหนึ่งของโลก ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 15 ปี ปัจจุบันโอเชียนิส ออสเตรเลีย กรุ๊ป เป็นเจ้าของธุรกิจอุทยานสัตว์น้ำระดับโลกถึง 4 แห่ง อันได้แก่ บริสเบนและเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ สยาม พารากอน ศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาส ซึ่งถือเป็นอุทยานสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เข้ามาเยี่ยมชมและได้เพลิดเพลินกับโลกใต้น้ำแห่งใหม่ล่าสุดของเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งความรู้ความบันเทิงให้เยาวชนอีกด้วย
วิสัยทัศน์
อุทยานสัตว์น้ำของเราจะต้องแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ
เป้าหมาย
การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของทุกคนด้วยการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ได้มาตรฐานโลก โดยมีการจัดแสดงที่มีลักษณะพิเศษและโดดเด่น เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้มาเยือนอุทยานสัตว์น้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจของเรา
รายละเอียดเกี่ยวกับ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล
ใช้เงินลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
มีพื้นที่จัดแสดงขนาด 10,000 ตารางเมตร (เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานสากล 2 สนาม)
จุน้ำได้มากถึง 4 ล้านลิตร (เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 3 สระ)
จุดเด่นของ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล
มีความก้าวล้ำด้านเทคโนโลยี
- อุโมงค์ใสใต้น้ำเปิดมุมมองกว้างถึง 270 องศา
- สามารถชมชีวิตสัตว์ใต้ทะเลได้รอบทิศทาง 360 องศา ในพื้นที่วงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 10.5 เมตร
- แทงก์แสดงความสวยงามของปะการัง Deep Reef สูงถึง 8 เมตร
- จัดแสดงสภาพป่าดิบชื้น
รวบรวมสัตว์น้ำที่หายากจากทั่วโลก กว่า 3 หมื่นชีวิต จาก 400 สายพันธุ์ เช่น หมึกวงแหวนฟ้า, นกเพนกวิน, ฉลามเสือทราย, ฉลามงวงช้าง, ปลามังกรลีฟฟี่, ปูแมงมุมยักษ์ และอื่นๆ
สามารถค้นหาข้อมูลของสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ผ่าน อะควาเซิร์ช
โปรแกรมการศึกษาสำหรับนักเรียนด้วยมาตรฐานระดับโลก
ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว
เวลาเปิดทำการ ทุกวัน 0900-2200 น.
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 450 บาท, เด็ก (สูง 80-120 ซม.) 280 บาท
ทางเข้า เข้าได้จากทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าสยาม หรือ จากสยาม พารากอน
ที่จอดรถ รองรับได้ถึง 4,000 คัน ภายในลานจอดรถของสยาม พารากอน
Date: Tue, 22 Nov 2005 00:55:49 -0900
Siam Ocean World
สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล อุทยานสัตว์น้ำระดับโลก
บริษัท สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล จำกัด เป็นบริษัทในเครือของ โอเชียนิส ออสเตรเลีย กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจอุทยานสัตว์น้ำอันดับหนึ่งของโลก ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 15 ปี ปัจจุบันโอเชียนิส ออสเตรเลีย กรุ๊ป เป็นเจ้าของธุรกิจอุทยานสัตว์น้ำระดับโลกถึง 4 แห่ง อันได้แก่ บริสเบนและเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้
สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ สยาม พารากอน ศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาส ซึ่งถือเป็นอุทยานสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้เข้ามาเยี่ยมชมและได้เพลิดเพลินกับโลกใต้น้ำแห่งใหม่ล่าสุดของเมืองไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งความรู้ความบันเทิงให้เยาวชนอีกด้วย
วิสัยทัศน์
อุทยานสัตว์น้ำของเราจะต้องแปลกใหม่ตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ
เป้าหมาย
การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของทุกคนด้วยการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ได้มาตรฐานโลก โดยมีการจัดแสดงที่มีลักษณะพิเศษและโดดเด่น เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้มาเยือนอุทยานสัตว์น้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจของเรา
รายละเอียดเกี่ยวกับ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล
ใช้เงินลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
มีพื้นที่จัดแสดงขนาด 10,000 ตารางเมตร (เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานสากล 2 สนาม)
จุน้ำได้มากถึง 4 ล้านลิตร (เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 3 สระ)
จุดเด่นของ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล
มีความก้าวล้ำด้านเทคโนโลยี
- อุโมงค์ใสใต้น้ำเปิดมุมมองกว้างถึง 270 องศา
- สามารถชมชีวิตสัตว์ใต้ทะเลได้รอบทิศทาง 360 องศา ในพื้นที่วงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 10.5 เมตร
- แทงก์แสดงความสวยงามของปะการัง Deep Reef สูงถึง 8 เมตร
- จัดแสดงสภาพป่าดิบชื้น
รวบรวมสัตว์น้ำที่หายากจากทั่วโลก กว่า 3 หมื่นชีวิต จาก 400 สายพันธุ์ เช่น หมึกวงแหวนฟ้า, นกเพนกวิน, ฉลามเสือทราย, ฉลามงวงช้าง, ปลามังกรลีฟฟี่, ปูแมงมุมยักษ์ และอื่นๆ
สามารถค้นหาข้อมูลของสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ผ่าน อะควาเซิร์ช
โปรแกรมการศึกษาสำหรับนักเรียนด้วยมาตรฐานระดับโลก
ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยว
เวลาเปิดทำการ ทุกวัน 0900-2200 น.
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 450 บาท, เด็ก (สูง 80-120 ซม.) 280 บาท
ทางเข้า เข้าได้จากทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าสยาม หรือ จากสยาม พารากอน
ที่จอดรถ รองรับได้ถึง 4,000 คัน ภายในลานจอดรถของสยาม พารากอน
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 4
ดำดิ่งสู่ สยาม โอเชี่ยน เวิร์ล
1. Weird and Wonderful
แน่นอนว่าผู้เข้าชมหวังที่จะพบเห็นปลามากมายหลากหลายชนิด แต่พวกเขาจะระทึกใจยิ่งขึ้นเมื่อได้เข้ามายังบริเวณ Weird and Wonderful ผู้เข้าชมจะถูกรายล้อมไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่น่าตื่นเต้นที่แตกต่างจากสัตว์น้ำทั่วไป สัตว์น้ำในโซนนี้มีคุณสมบัติที่โดนเด่นเฉพาะตัว และบางชนิดก็น่าพิศวงยิ่งนัก
2. Deep Reef
นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลมักจะกล่าวว่าในแนวปะการังของโลกมีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์มากกว่าในเขตป่าดิบชื้น เขตศูนย์สูตร ในโซน Deep Reef ของเราได้จัดแสดงความสวยงามตระการตาของปะการังที่มีอยู่ในโลกนี้ไว้ให้ชม ในแทงก์แสดงความสวยงามของปะการัง Deep Reef สูงถึง 8 เมตร
3. Living Ocean
กฎง่ายๆของการมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งท้องทะเลคือการเอาตัวรอด สิ่งมีชีวิตทุกชนิดภายใต้ท้องทะเลสีครามแห่งนี้จำเป็นต้องต้องทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด สัตว์เหล่านี้ต้องหาอาหาร ต้องต่อสู้ป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อ ต้องการอากาศหายใจ และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ มันจำเป็นที่จะต้องหาคู่เพื่อสืบพันธุ์ต่อไป คุณสามารถเฝ้ามองและสังเกตการณ์ความอยู่รอดเหล่านี้ได้ใน Living Ocean
4. Rainforest
ป่าดิบชื้น เป็นระบบนิเวศวิทยาขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน ในบริเวณนี้เราจะได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง สัตว์และพืช ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในป่าดิบชื้น ใกล้ชิดกับปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และพบกับสัตว์อื่นๆอัน ได้แก่ ปลาปอดโบราณ ปลาถ้ำตาบอด รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่คุณอาจไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน
5. Rocky Shore
การใช้ชีวิตในโซน Rocky shore เต็มไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากเป็นบริเวณที่คลื่นปะทะชายฝั่งอย่างรุนแรง สัตว์ที่กำลังเจริญเติบโตเหล่านั้นต้องปรับตัวและนิสัยเพื่อความอยู่รอดภายใต้คลื่นโถมซัดกระหน่ำ แสงแดดที่แผดเผา และออกซิเจนเบาบาง ทั้งยังเต็มไปด้วยนักล่าที่สอดส่ายสายตาหาเหยื่ออยู่ตลอดเวลา
6. Open Ocean
โซน Open Ocean แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่าในโลกมหาสมุทร นักล่าขนาดใหญ่อย่างฉลาม กระเบน และปลาหมอทะเลที่อาศัยอยู่ร่วมกันกับปลาฝูงอันชาญฉลาดและสัตว์ที่พรางตัวอยู่ก้นทะเลลึก
- อุโมงค์ใสใต้น้ำเปิดมุมมองกว้างถึง 270 องศา
- สามารถชมชีวิตสัตว์ใต้ทะเลได้รอบทิศทาง 360 องศา ในพื้นที่วงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 10.5 เมตร
7. Sea Jellies
สิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ และลึกลับที่สุดแห่งท้องทะเล คือ แมงกะพรุน มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสมอง ไม่มีโครงสร้างที่เป็นกระดูก ไม่มีแม้กระทั่งอวัยวะภายใน และมันเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นได้แพร่หลายที่สุดในโลก
กิจกรรมต่างๆที่จะมีใน Siam Ocean World
เรือท้องกระจก
สนุกตื่นเต้นไปกับประสบการ์ที่แตกต่างในอีกมุมมองจากเรือท้องกระจก ตื่นตาไปกับภาพเบื้องหลังการทำงานของทีมนักประดาน้ำ เหมือนได้ด่ำดิ่งไปรอบๆแทงก์น้ำขนาดยักษ์ความจุกว่า 2.8 ล้านลิตร
ราคาค่าบริการ อยู่ที่ประมาณ 100 บาท / 1 ท่าน
ดำน้ำกับปลาฉลาม
กิจกรรมนี้จะเปิดให้บริการประมาณดือน มีนาคม 2549
การแสดงต่างๆใน Siam Ocean World
การแสดงให้อาหารฉลาม
การแลดงการพูดคุยกับคนดูจากในแท้งค์
1. Weird and Wonderful
แน่นอนว่าผู้เข้าชมหวังที่จะพบเห็นปลามากมายหลากหลายชนิด แต่พวกเขาจะระทึกใจยิ่งขึ้นเมื่อได้เข้ามายังบริเวณ Weird and Wonderful ผู้เข้าชมจะถูกรายล้อมไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้น้ำที่น่าตื่นเต้นที่แตกต่างจากสัตว์น้ำทั่วไป สัตว์น้ำในโซนนี้มีคุณสมบัติที่โดนเด่นเฉพาะตัว และบางชนิดก็น่าพิศวงยิ่งนัก
2. Deep Reef
นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลมักจะกล่าวว่าในแนวปะการังของโลกมีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชและสัตว์มากกว่าในเขตป่าดิบชื้น เขตศูนย์สูตร ในโซน Deep Reef ของเราได้จัดแสดงความสวยงามตระการตาของปะการังที่มีอยู่ในโลกนี้ไว้ให้ชม ในแทงก์แสดงความสวยงามของปะการัง Deep Reef สูงถึง 8 เมตร
3. Living Ocean
กฎง่ายๆของการมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งท้องทะเลคือการเอาตัวรอด สิ่งมีชีวิตทุกชนิดภายใต้ท้องทะเลสีครามแห่งนี้จำเป็นต้องต้องทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด สัตว์เหล่านี้ต้องหาอาหาร ต้องต่อสู้ป้องกันตัวเองให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อ ต้องการอากาศหายใจ และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ มันจำเป็นที่จะต้องหาคู่เพื่อสืบพันธุ์ต่อไป คุณสามารถเฝ้ามองและสังเกตการณ์ความอยู่รอดเหล่านี้ได้ใน Living Ocean
4. Rainforest
ป่าดิบชื้น เป็นระบบนิเวศวิทยาขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน ในบริเวณนี้เราจะได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง สัตว์และพืช ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในป่าดิบชื้น ใกล้ชิดกับปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และพบกับสัตว์อื่นๆอัน ได้แก่ ปลาปอดโบราณ ปลาถ้ำตาบอด รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่คุณอาจไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน
5. Rocky Shore
การใช้ชีวิตในโซน Rocky shore เต็มไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากเป็นบริเวณที่คลื่นปะทะชายฝั่งอย่างรุนแรง สัตว์ที่กำลังเจริญเติบโตเหล่านั้นต้องปรับตัวและนิสัยเพื่อความอยู่รอดภายใต้คลื่นโถมซัดกระหน่ำ แสงแดดที่แผดเผา และออกซิเจนเบาบาง ทั้งยังเต็มไปด้วยนักล่าที่สอดส่ายสายตาหาเหยื่ออยู่ตลอดเวลา
6. Open Ocean
โซน Open Ocean แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่าและผู้ถูกล่าในโลกมหาสมุทร นักล่าขนาดใหญ่อย่างฉลาม กระเบน และปลาหมอทะเลที่อาศัยอยู่ร่วมกันกับปลาฝูงอันชาญฉลาดและสัตว์ที่พรางตัวอยู่ก้นทะเลลึก
- อุโมงค์ใสใต้น้ำเปิดมุมมองกว้างถึง 270 องศา
- สามารถชมชีวิตสัตว์ใต้ทะเลได้รอบทิศทาง 360 องศา ในพื้นที่วงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 10.5 เมตร
7. Sea Jellies
สิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ และลึกลับที่สุดแห่งท้องทะเล คือ แมงกะพรุน มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสมอง ไม่มีโครงสร้างที่เป็นกระดูก ไม่มีแม้กระทั่งอวัยวะภายใน และมันเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นได้แพร่หลายที่สุดในโลก
กิจกรรมต่างๆที่จะมีใน Siam Ocean World
เรือท้องกระจก
สนุกตื่นเต้นไปกับประสบการ์ที่แตกต่างในอีกมุมมองจากเรือท้องกระจก ตื่นตาไปกับภาพเบื้องหลังการทำงานของทีมนักประดาน้ำ เหมือนได้ด่ำดิ่งไปรอบๆแทงก์น้ำขนาดยักษ์ความจุกว่า 2.8 ล้านลิตร
ราคาค่าบริการ อยู่ที่ประมาณ 100 บาท / 1 ท่าน
ดำน้ำกับปลาฉลาม
กิจกรรมนี้จะเปิดให้บริการประมาณดือน มีนาคม 2549
การแสดงต่างๆใน Siam Ocean World
การแสดงให้อาหารฉลาม
การแลดงการพูดคุยกับคนดูจากในแท้งค์
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 5
FW: กรรม
Date: Tue, 15 Nov 2005 00:41:18 -0900
> เราลอกเขามาให้อ่านน่ะ
> ลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของรัฐบาลในต่างจังหวัด
> ไม่นานมานี้ข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยียนหมอน้องชายเขาเล่าเรื่องแปลกของคนไข้รายหนึ่งให้ฟัง
> ซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คนละบาปได้ดีจึงขอเล่าสู่กันฟังต่อ.
> โรงพยาบาลที่น้องชายทำงานอยู่เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางประจำอำเภอ
> คนไข้ไม่มากนักด้ เพราะคนที่พอมีฐานะสักหน่อย หากอาการน่าเป็นห่วงก็มักจะส่งตรงโรงพยาบาลจังหวัด
> หรือโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯ ฉะนั้นหมอน้องชายจึงต้องรับหน้าที่เป็นทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล
> เป็นแพทย์เฉพาะทางทุกโรคเป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดและแม้กระทั่งเป็นแพทย์เวร
> การสนทนาตอนหนึ่ง หมอน้องชายเล่าให้ฟังว่า
> ตั้งแต่เป็นหมอมาไม่เคยเห็นผู้ป่วยรายใดต้องผ่าตัดทุลักทุเลซ้ำซากอย่างนี้เลย
> สามปีต้องตัดห้าครั้งและหนักหนายิ่งขึ้นทุกครั้ง ผู้ป่วยรายนี้ชื่อบุญมาครั้งแรกที่เข้าโรงพยาบาล
> ก็เพื่อมาทำแผลที่นิ้วก้อยที่ถูกตะพาบน้ำกัด
> หมอให้ทายากินยาแก้ปวดแก้อักเสบแล้วกลับบ้านดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอีก
> ครึ่งเดือนต่อมาบุญมากลับมาใหม่ แผลเก่าอักเสบรุนแรงบวมใหญ่
> หมอตรวจพบว่าเชื้อโรคกินเข้ากระดูก จะต้องตัดนิ้วเพื่อไม่ให้เน่าลุกลาม
> ซึ่งนิ้วเท้านั้นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
> หลังจากนั้นครึ่งปีงบุญมาไปเที่ยวชายทะเลเขาถูกตะพาบน้ำกัดที่นิ้วเท้าอีก
> อะไรจะเจาะจงได้ถึงอย่างนั้น นิ้วเท้าของบุญมาที่ถูกตะพาบน้ำกัดครั้งที่สองอักเสบบวมใหญ่
> ภายในเวลาสองวัน เมื่อมาฉายเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลก็ได้พบอีกว่า
> เชื้อโรคกินเข้าไปถึงกระดูกหมดจึงต้องตัดนิ้วเท้าของเขาไปอีกหนึ่งนิ้ว
> เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปี บุญมากลับมาที่โรงพยาบาลอีก
> ครั้งนี้แผลเก่าทั้งสองแห่งเกิดอักเสบบวมใหญ่ขึ้นพร้อมกันพอเอกซเรย์ก็พบว่าแย่แล้ว !
> เชื้อโรคแพร่เข้าไปกินกระดูกอย่างรุนแรงเชื้อโรคนั้นกำลังกลายเป็นมะเร็ง
> จะต้องผ่าตัดฝ่ามือฝ่าเท้าออกให้หมดก่อนที่จะลุกลามขึ้นไปอีก
> บุญมาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึงยี่สิบกว่าวันด้วยสภาพของผู้ป่วยด้วน
> วันหนึ่งลูกชายของญาติอุปสมบท บุญมาไปช่วยงานคืนนั้น
> ผู้ร่วมงานบวชนอนค้างที่วัดกันสี่ห้าสิบคน
> เคราะห์หามยามร้ายของบุญมายังไม่จบสิ้น หนูตัวหนึ่งเจาะจงมา
> กัดตรงขาด้วนของบุญมาคนเดียว กัดแล้วก็หนีไป
> บุญมาสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวด
> คนที่นอนอยู่ด้วยกันตกใจกับเสียงร้องพากันตื่นหมด
> แผลที่หนูกัดไม่กว้างไม่ลึกนักมีเลือดซึมออกมาแต่ทุกคนพากันตกใจที่อยู่ดีๆ
> ทำไมจึงมีหนูมากัดคนนอนหลับเพราะหนูจะกัดกินก็เฉพาะศพเท่านั้นไม่กัดกินคนเป็นๆ
> บุญมาขวัญเสียถูกเคราะห์กรรมซ้ำเติมจนคิดว่าตนคงจะต้องตายในไม่ช้า
> มันทารุณจิตใจมาก ไม่นานต่อมาเกิดอาการเจ็บคันบริเวณแผลเก่าที่มือที่เท้าอีก
> บุญมารีบมาหาหมอที่โรงพยาบาลโดยเร็ว
Date: Tue, 15 Nov 2005 00:41:18 -0900
> เราลอกเขามาให้อ่านน่ะ
> ลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของรัฐบาลในต่างจังหวัด
> ไม่นานมานี้ข้าพเจ้ามีโอกาสไปเยี่ยมเยียนหมอน้องชายเขาเล่าเรื่องแปลกของคนไข้รายหนึ่งให้ฟัง
> ซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้คนละบาปได้ดีจึงขอเล่าสู่กันฟังต่อ.
> โรงพยาบาลที่น้องชายทำงานอยู่เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางประจำอำเภอ
> คนไข้ไม่มากนักด้ เพราะคนที่พอมีฐานะสักหน่อย หากอาการน่าเป็นห่วงก็มักจะส่งตรงโรงพยาบาลจังหวัด
> หรือโรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพฯ ฉะนั้นหมอน้องชายจึงต้องรับหน้าที่เป็นทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล
> เป็นแพทย์เฉพาะทางทุกโรคเป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดและแม้กระทั่งเป็นแพทย์เวร
> การสนทนาตอนหนึ่ง หมอน้องชายเล่าให้ฟังว่า
> ตั้งแต่เป็นหมอมาไม่เคยเห็นผู้ป่วยรายใดต้องผ่าตัดทุลักทุเลซ้ำซากอย่างนี้เลย
> สามปีต้องตัดห้าครั้งและหนักหนายิ่งขึ้นทุกครั้ง ผู้ป่วยรายนี้ชื่อบุญมาครั้งแรกที่เข้าโรงพยาบาล
> ก็เพื่อมาทำแผลที่นิ้วก้อยที่ถูกตะพาบน้ำกัด
> หมอให้ทายากินยาแก้ปวดแก้อักเสบแล้วกลับบ้านดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอีก
> ครึ่งเดือนต่อมาบุญมากลับมาใหม่ แผลเก่าอักเสบรุนแรงบวมใหญ่
> หมอตรวจพบว่าเชื้อโรคกินเข้ากระดูก จะต้องตัดนิ้วเพื่อไม่ให้เน่าลุกลาม
> ซึ่งนิ้วเท้านั้นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
> หลังจากนั้นครึ่งปีงบุญมาไปเที่ยวชายทะเลเขาถูกตะพาบน้ำกัดที่นิ้วเท้าอีก
> อะไรจะเจาะจงได้ถึงอย่างนั้น นิ้วเท้าของบุญมาที่ถูกตะพาบน้ำกัดครั้งที่สองอักเสบบวมใหญ่
> ภายในเวลาสองวัน เมื่อมาฉายเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลก็ได้พบอีกว่า
> เชื้อโรคกินเข้าไปถึงกระดูกหมดจึงต้องตัดนิ้วเท้าของเขาไปอีกหนึ่งนิ้ว
> เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปี บุญมากลับมาที่โรงพยาบาลอีก
> ครั้งนี้แผลเก่าทั้งสองแห่งเกิดอักเสบบวมใหญ่ขึ้นพร้อมกันพอเอกซเรย์ก็พบว่าแย่แล้ว !
> เชื้อโรคแพร่เข้าไปกินกระดูกอย่างรุนแรงเชื้อโรคนั้นกำลังกลายเป็นมะเร็ง
> จะต้องผ่าตัดฝ่ามือฝ่าเท้าออกให้หมดก่อนที่จะลุกลามขึ้นไปอีก
> บุญมาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึงยี่สิบกว่าวันด้วยสภาพของผู้ป่วยด้วน
> วันหนึ่งลูกชายของญาติอุปสมบท บุญมาไปช่วยงานคืนนั้น
> ผู้ร่วมงานบวชนอนค้างที่วัดกันสี่ห้าสิบคน
> เคราะห์หามยามร้ายของบุญมายังไม่จบสิ้น หนูตัวหนึ่งเจาะจงมา
> กัดตรงขาด้วนของบุญมาคนเดียว กัดแล้วก็หนีไป
> บุญมาสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวด
> คนที่นอนอยู่ด้วยกันตกใจกับเสียงร้องพากันตื่นหมด
> แผลที่หนูกัดไม่กว้างไม่ลึกนักมีเลือดซึมออกมาแต่ทุกคนพากันตกใจที่อยู่ดีๆ
> ทำไมจึงมีหนูมากัดคนนอนหลับเพราะหนูจะกัดกินก็เฉพาะศพเท่านั้นไม่กัดกินคนเป็นๆ
> บุญมาขวัญเสียถูกเคราะห์กรรมซ้ำเติมจนคิดว่าตนคงจะต้องตายในไม่ช้า
> มันทารุณจิตใจมาก ไม่นานต่อมาเกิดอาการเจ็บคันบริเวณแผลเก่าที่มือที่เท้าอีก
> บุญมารีบมาหาหมอที่โรงพยาบาลโดยเร็ว
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 6
> ผลการฉายเอกซเรย์ปรากฏว่าอ เชื้อมะเร็งกินลึกเข้าไปมาก
> หมอจำเป็นต้องจัดการตัดแขนขาทั้งท่อนของบุญมาทิ้งไป
> หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของคนไข้แปลกใจในชะตากรรมของบุญมานัก
> จึงสอบถามประวัติอย่างละเอียดอีกครั้งไว้และได้ความว่า
> บุญมาชายอายุยี่สิบสามปี อาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างก่อสร้าง
> ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำชอบแกล้มเหล้าด้วยปลาน้ำจืด
> โดยเฉพาะชอบกินเต่า่ กินตะพาบ
> บุญมาเคยได้ยินมาว่าใครกินตะพาบน้ำได้สิบถึงยี่สิบตัวแล้ว
> ตลอดชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบอีกทั้งยังช่วยบำรุงไต
> บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำมาผัดเผ็ด แกล้มเหล้าขาว
> บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปี
> นับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไปได้กี่ตัว
> หมอจำเป็นต้องจัดการตัดแขนขาทั้งท่อนของบุญมาทิ้งไป
> หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของคนไข้แปลกใจในชะตากรรมของบุญมานัก
> จึงสอบถามประวัติอย่างละเอียดอีกครั้งไว้และได้ความว่า
> บุญมาชายอายุยี่สิบสามปี อาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างก่อสร้าง
> ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำชอบแกล้มเหล้าด้วยปลาน้ำจืด
> โดยเฉพาะชอบกินเต่า่ กินตะพาบ
> บุญมาเคยได้ยินมาว่าใครกินตะพาบน้ำได้สิบถึงยี่สิบตัวแล้ว
> ตลอดชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบอีกทั้งยังช่วยบำรุงไต
> บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำมาผัดเผ็ด แกล้มเหล้าขาว
> บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปี
> นับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไปได้กี่ตัว
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 7
งูสวัด รัดตัว กลัวจังเลย
Date: Sun, 20 Nov 2005 06:54:14 -0900
เป็นความรู้ที่น่ารู้ไว้
Subject: งูสวัด รัดตัว กลัวจังเลย
เรื่องมันมีอยู่ว่า ในขณะที่นั่งตรวจโรคที่ห้องตรวจฉุกเฉิน
ก็มีผู้ชายคนนึง อายุเบญจเพศเดินเข้ามาเพื่อขอยาต้านไวรัสในห้องฉุกเฉิน
และก่อนที่ผมจะทันได้ถามอะไร
เขาก็บอกมาเสร็จสรรพว่าต้องการยาแก้อักเสบสำหรับใช้รักษาเป็นเวลา10วัน
ก่อนที่เรื่องมันจะเลยไปมากกว่านั้น ผมก็เลยถามแกว่าที่มารพ.เพราะว่าอะไร
จะได้ตรวจและรักษาได้
ประวัติที่ได้คือ เขามีไข้มาได้สี่วันแล้ว ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว.
ถามดูก็ไม่มีอาการเจ็บคอไม่มีอาการเหนื่อยแน่นหน้าอก
ไม่มีไอไม่มีเสมหะ....
ตรวจดูก็มีไข้ต่ำๆคอไม่แดงต่อมน้ำเหลืองไม่โตฟังปอดปกติดี
ผมก็สงสัยเลยถามไปว่าแล้วขอยาต้านไวรัสยาแก้อักเสบไปทำไม
เ
ขาลังเลอยู่พักนึงก่อนจะถลกเสื้อขึ้นมาให้เห็นรอยตุ่มใสที่ขึ้นที่แผ่นหลังเป็นกลุ่ม
เรียงเป็นกระจุกอยู่ มันคืองูสวัดครับ....
(ที่จริงน่าจะเอะใจตั้งแต่ตอนขอครีมพญายอแล้วล่ะ ลืมไป)
จากกรณีนี้ผมก็เลยตรวจวินิฉัยให้คำแนะนำบวกกับรักษาไป
ความเชื่อความเข้าใจแรกที่ทำให้เขาไม่ยอมให้ผมดูว่าเป็นอะไรมาก็คือ
เชื่อว่าโรคงูสวัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ความเชื่อนี้มีที่มาจากไหนไม่ทราบ
แต่แม้แต่ผมเองเมื่อก่อนก็เข้าใจอย่างนั้น
ทั้งที่ความจริงและการที่จะเป็นงูสวัดได้เกิดจากการที่มีเชื้ออยู่แล้วในร่างกาย
ทั้งจากการที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนแล้วเมื่อหายเชื้อก็ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของเรา
รอวันที่จะฟื้นชึ้นมาแผลงฤทธิ์
การที่มีคนเป็นงูสวัดแล้วเราเข้าไปใกล้ชิด
ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นโรคงูสวัด (เพราะเราเป็นจากเชื้อในตัวเราเอง)
แต่อย่างดี
ก็จะเป็นอีสุกอีใสแทนถ้าไม่เคยเป็นมาก่อน
ความเชื่ออีกอย่างที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือ เชื่อว่า
หากเป็นแล้วมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างหนักจนเสียชีวิตได้
อย่างเช่นปอดบวมหรืออัมพาต เนื่องจากเป็นรอบเส้นประสาท
ความเชื่อนี้มีที่มาจากการที่คนที่เป็นงูสวัดมากๆจนเห็นได้
มักเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้ว เช่นคนที่เป็นมะเร็ง
เปลี่ยนอวัยวะ
อายุมาก เป็นเอดส์
ซึ่งในคนกลุ่มนี้เมื่อเกิดอาการขึ้นมาก็จะมีอาการรุนแรงได้
รวมทั้งโดยสภาพดั้งเดิมแล้วก็ไม่ดีอยู่แล้ว
การเป็นก็มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้ กลับกัน ในคนปกติที่เป็นงูสวัด
เวลาเป็นมักจะเป็นแค่ตำแหน่งเดียวและไม่ได้เป็นมากกว่านั้น
ส่วนความเชื่อเก่าที่เคยมีบอกว่า
ถ้างูสวัดรัดตัวแล้วจะตายทุกรายนั้น
คิดว่าในปัจจุบันเริ่มจางหายไปแล้ว
เพราะว่าสื่อต่างๆมักพูดถึงการที่งูสวัดขึ้นตามแนวประสาทจึงไม่อาจพันรอบตัวได้
สื่อกล่าวถึง จนคนส่วนใหญ่รู้และเชื่อแล้ว
จะยกเว้นในบางที่ซึ่งมีคนที่เชื่อเนื่องจากเคยเห็นด้วยตา(แต่ก็มักหมายถึงคนที่เป็นหนักจนเป็นหลายตำแหน่งของร่างกายและมีบังเอิญที่เป็นพร้อมกันสองฟาก
ซึ่งหากเป็นขนาดนั้นก็มักจะเป็นคนที่อ่อนแอมากอยู่เดิมแล้วมากกว่า....)
Date: Sun, 20 Nov 2005 06:54:14 -0900
เป็นความรู้ที่น่ารู้ไว้
Subject: งูสวัด รัดตัว กลัวจังเลย
เรื่องมันมีอยู่ว่า ในขณะที่นั่งตรวจโรคที่ห้องตรวจฉุกเฉิน
ก็มีผู้ชายคนนึง อายุเบญจเพศเดินเข้ามาเพื่อขอยาต้านไวรัสในห้องฉุกเฉิน
และก่อนที่ผมจะทันได้ถามอะไร
เขาก็บอกมาเสร็จสรรพว่าต้องการยาแก้อักเสบสำหรับใช้รักษาเป็นเวลา10วัน
ก่อนที่เรื่องมันจะเลยไปมากกว่านั้น ผมก็เลยถามแกว่าที่มารพ.เพราะว่าอะไร
จะได้ตรวจและรักษาได้
ประวัติที่ได้คือ เขามีไข้มาได้สี่วันแล้ว ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว.
ถามดูก็ไม่มีอาการเจ็บคอไม่มีอาการเหนื่อยแน่นหน้าอก
ไม่มีไอไม่มีเสมหะ....
ตรวจดูก็มีไข้ต่ำๆคอไม่แดงต่อมน้ำเหลืองไม่โตฟังปอดปกติดี
ผมก็สงสัยเลยถามไปว่าแล้วขอยาต้านไวรัสยาแก้อักเสบไปทำไม
เ
ขาลังเลอยู่พักนึงก่อนจะถลกเสื้อขึ้นมาให้เห็นรอยตุ่มใสที่ขึ้นที่แผ่นหลังเป็นกลุ่ม
เรียงเป็นกระจุกอยู่ มันคืองูสวัดครับ....
(ที่จริงน่าจะเอะใจตั้งแต่ตอนขอครีมพญายอแล้วล่ะ ลืมไป)
จากกรณีนี้ผมก็เลยตรวจวินิฉัยให้คำแนะนำบวกกับรักษาไป
ความเชื่อความเข้าใจแรกที่ทำให้เขาไม่ยอมให้ผมดูว่าเป็นอะไรมาก็คือ
เชื่อว่าโรคงูสวัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ความเชื่อนี้มีที่มาจากไหนไม่ทราบ
แต่แม้แต่ผมเองเมื่อก่อนก็เข้าใจอย่างนั้น
ทั้งที่ความจริงและการที่จะเป็นงูสวัดได้เกิดจากการที่มีเชื้ออยู่แล้วในร่างกาย
ทั้งจากการที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนแล้วเมื่อหายเชื้อก็ซ่อนอยู่ภายในร่างกายของเรา
รอวันที่จะฟื้นชึ้นมาแผลงฤทธิ์
การที่มีคนเป็นงูสวัดแล้วเราเข้าไปใกล้ชิด
ก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นโรคงูสวัด (เพราะเราเป็นจากเชื้อในตัวเราเอง)
แต่อย่างดี
ก็จะเป็นอีสุกอีใสแทนถ้าไม่เคยเป็นมาก่อน
ความเชื่ออีกอย่างที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือ เชื่อว่า
หากเป็นแล้วมีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างหนักจนเสียชีวิตได้
อย่างเช่นปอดบวมหรืออัมพาต เนื่องจากเป็นรอบเส้นประสาท
ความเชื่อนี้มีที่มาจากการที่คนที่เป็นงูสวัดมากๆจนเห็นได้
มักเป็นผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอยู่แล้ว เช่นคนที่เป็นมะเร็ง
เปลี่ยนอวัยวะ
อายุมาก เป็นเอดส์
ซึ่งในคนกลุ่มนี้เมื่อเกิดอาการขึ้นมาก็จะมีอาการรุนแรงได้
รวมทั้งโดยสภาพดั้งเดิมแล้วก็ไม่ดีอยู่แล้ว
การเป็นก็มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้ กลับกัน ในคนปกติที่เป็นงูสวัด
เวลาเป็นมักจะเป็นแค่ตำแหน่งเดียวและไม่ได้เป็นมากกว่านั้น
ส่วนความเชื่อเก่าที่เคยมีบอกว่า
ถ้างูสวัดรัดตัวแล้วจะตายทุกรายนั้น
คิดว่าในปัจจุบันเริ่มจางหายไปแล้ว
เพราะว่าสื่อต่างๆมักพูดถึงการที่งูสวัดขึ้นตามแนวประสาทจึงไม่อาจพันรอบตัวได้
สื่อกล่าวถึง จนคนส่วนใหญ่รู้และเชื่อแล้ว
จะยกเว้นในบางที่ซึ่งมีคนที่เชื่อเนื่องจากเคยเห็นด้วยตา(แต่ก็มักหมายถึงคนที่เป็นหนักจนเป็นหลายตำแหน่งของร่างกายและมีบังเอิญที่เป็นพร้อมกันสองฟาก
ซึ่งหากเป็นขนาดนั้นก็มักจะเป็นคนที่อ่อนแอมากอยู่เดิมแล้วมากกว่า....)
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 8
ปัจจุบัน
ความรู้เรื่องงูสวัดมีค่อนข้างมากและหาได้จากสื่อหลายๆประเภท
มีการลงถึงวิธีรักษาและยาที่ใช้ รวมทั้งอาการที่อาจเกิดขึ้นได้
แต่รายละเอียดอาจจะไม่ได้ลงลึกนักหรืออาจจะยังเข้าใจไม่ถูกต้องนั้น
ที่นี้ก็จะขอนำเอาความเชื่อความเข้าใจที่เคยพบเคยเห็น
มาเล่าสู่กันฟังครับ
1. ความเชื่อ : เป็นงูสวัดแล้วใช้สมุนไพรรักษาก็หาย
ความจริง : หายถ้าหากใช้ถูกตัว ถูกวิธี ถูกเวลา ก็น่าจะหายได้
แต่ปัญหาที่พบก็คือ ใช้ผิดชนิด ใช้ไม่ถูกวิธี และใช้ผิดเวลา
ดังนั้นถ้าใช้ไม่เป็นหรือไม่มีความรู้จริง
การใช้ก็ไม่ได้ทำให้หายเร็วขึ้น
แถมทดลองรักษาในช่วงที่ใกล้หายในบางคนอาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่าใช้ถูกชนิดเพราะพอใช้แล้วหายก็คิดเอาว่าใช้สมุนไพรได้ผล(ที่จริงไม่ใช้ก็หายหรือหายเร็วกว่าซะอีก)
2. ความเชื่อ : อาการแทรกซ้อนของงูสวัดอาจถึงตายได้
ความจริง ก็จริงอีกนั่นแหละ แต่ว่าไม่ได้จะเป็นกันง่ายๆ
อย่างเช่นในรายที่ยกตัวอย่างว่ากลัวเป็นปอดบวม
ก็มักจะเจอในคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอมากๆ
หรืออย่างเช่นการติดเชื้อที่ผิวหนังอย่างรุนแรง
ที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลรักษาแผลดีๆ ไม่เกา(และห้ามเผลอเกา)
ส่วนในคนที่ภูมิคุ้มกันปกติ ไม่มีโรคประจำตัวที่รุนแรง
ก็มักจะเป็นปกติสุขดี
3. ความเชื่อ : ถ้ามารพ.จะต้องขอยาต้านไวรัสเพื่อ.จะได้เป็นไม่กี่วัน
มีตุ่มขึ้นน้อยๆไม่มีแผลเป็น
ความจริง
ยาที่ใช้เพื่อให้อาการที่เป็นน้อยหรือมีตุ่มขึ้นไม่มากนั้นที่จริงมี
แต่ว่าจำเป็นต้องให้ในวันแรกๆจึงจะได้ผล
เนื่องจากว่ากลไกการเกิดตุ่มนั้นเกิดมาจากการที่ไวรัสทำลายชั้นผิวหนังไปแล้วน้ำซึมเข้ามา...
ดังนั้นแม้ว่าเราให้ยาไปแต่ว่าผิวโดนทำลายไปแล้ว
การให้ยาก็ไม่ได้มีประโยชน์เพราะตอนนั้นเชื้อก็ไม่อยู่แล้ว
หยุดการเกิดตุ่มก็ไม่ได้
แต่อย่างไรก็ดีแม้จะอธิบายให้ฟังแล้ว
คนไข้ส่วนมากก็จะขอยาเพื่อ"กินเผื่อๆไว้"เผื่อว่าตุ่มจะขึ้นน้อย...
ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ก็จะไม่ให้...
สำหรับผมจะแนะนำให้ไปซื้อเอง(ก็ไม่เห็นว่าตุ่มจะขึ้นน้อยลงเลย)
หรือในกรณีที่มีอาการเจ็บที่บริเวณขึ้นตุ่ม(เป็นอาการเจ็บจำเพาะของโรคนี้
แม้ว่าตุ่มหายก็จะยังเจ็บไปอีกนาน) ก็อาจจะยอมให้มีการจ่ายยาให้......
แต่ถ้าเป็น5วัน7วันพึ่งมา ก็คงจะไม่ให้
การดูแลรักษาตัวเวลาเป็น
1. ถ้าเป็นตุ่มใสๆกลุ่มๆขึ้นมาที่และสงสัยงูสวัด
ให้ไปหาหมอให้เร็วๆในช่วง3วันแรก ถ้าไปหลังจากนี้
การใช้ยาอาจจะไม่ช่วยอะไรแล้ว
2. อย่าเกา หรือ"เผลอเกา"อย่างที่เวลาหมอถามแล้วชอบตอบ...
การเกาเป็นประจำ
มักจะเกิดการ"เผลอเกาแรง"จนเกิดแผลขึ้น และอาจเกิดการติดเชื้อทับลงไปได้
3. เอาผ้าชุบน้ำ ไปวางแปะที่บริเวณตุ่มใสครั้งละ10นาที แล้วเอาออก
ทำเพื่อให้ตุ่มยุบเร็วๆและเจ็บน้อย
และเมื่อตุ่มแห้งก็ให้หยุดทำ(ถ้าทำต่ออาจจะเกิดผิวแห้งลอกตามมา)
4. อาจใช้ปิโตรเลียมเจลหรือวาสลีนทาทับเพื่อลดอาการเจ็บจากการเสียดสี
5. สำหรับผู้ที่แต่งชุดฟอร์มต่างๆที่เนื้อผ้าหนาแข็งสาก
อาจจะใส่เสื้อกล้ามอีกชั้นเอาไว้ไม่ให้เสียดสีและเจ็บนัก
ข้อระวัง และ ข้อควรรู้
1. เวลาเป็นที่จมูกหรือใกล้ตา ให้ไปหาหมอในทันที
เพราะว่าเส้นประสาทเส้นที่เลี้ยงบริเวณดังกล่าวเป็นเส้นแขนงเดียวกัน
มีโอกาสที่จะลามเข้าตาได้และอันตรายที่สุดที่เป็นได้ก็คือตาบอด
2. หลังจากเป็นและหายแล้ว อาจจะมีอาการเจ็บปวดได้อีกเป็นเวลา3-4สัปดาห์
เป็นสิ่งปกติที่พบได้ ไม่ได้เป็นการรักษาไม่หายแต่อย่างใด
3. ถ้าเวลาเป็นแล้วมีไข้สูงมาก ตุ่มกระจายเป็นหลายหย่อม
หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้ไม่แข็งแรงก็ควรจะไปหาหมอ
4. ถ้าหลังเป็นหรือขณะเป็นยังปวด ควรกินยาแก้ปวด
ไม่ต้องฝืนทน(การฝืนทนอาจทำให้รู้สึกเจ็บไปอีกหลายสัปดาห์)
5. ขณะที่เป็นไม่ควรไปใกล้ชิดคลุกคลีกับผู้อื่นมากนัก
เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าใครที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส......
ในคนที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส
หากสัมผัสคนเป็นงูสวัดก็จะได้รับเชื้อและกลายเป็นอีสุกอีใสได้...
ส่วนคนที่เคยเป็นแล้วแต่ไม่เคยเป็นงูสวัด
การสัมผัสหรือใกล้ชิดไม่ได้ทำให้ติดงูสวัด
6. คนที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส การฉีดวัคซีนอีสุกอีใส
นอกจากช่วยให้ไม่เป็นอีสุกอีใส ก็ยังทำให้โอกาสเป็นงูสวัดลดลงด้วย
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 9
..มิจฉาขีพขโมยรถแนวใหม่
| | | Inbox
Subject: FW: [Fwd: มิจฉาชีพขโมยรถแนวใหม่]]]
มิจฉาชีพขโมยรถแนวใหม่
เหตุเกิดเมื่อศุกร์วันที่ 1 เมษายน 2548
ประมาณ5โมงเย็นผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการจะขายรถยนต์ของตัว
เองให้ได้ราคาที่ดีจะตัดสินใจลงโฆษณาในหนังสือรถ และ
น internet
มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ติดต่อมาเพื่อของดูรถ
บอกว่าชื่อ"น้ำ"และได้นัดให้ขับไปดูที่
คาร์ฟูสาขาถนนศรีนครินทร์
ผู้หญิงชื่อ"น้ำ"ได้มาดูรถกับสามีและลูก(เด็กชายอายุประมาณ1-2ขวบ)
สามีของน้ำได้ลองขับรถและได้ตกลงซื้อโดยไม่ต่อราคาแต่ให้ผมช่วยขับรถไปรับเงินสด
ที่บริษัทของเขาอยู่ที่
เซนทรัลบางนาผมก็ตอบตกลงและผมก็ขับรถไปด้วยกันทั้ง3คน
ไปจอดรถที่จอดรถ เซนทรัลบางนาชั้นB2
ผมเป็นคนล็อกรถเอง..กุญแจและเอกสารต่างๆเกี่ยวกับรถก็อยู่ที่ผม
เขาพาผมไปกินอาหารกันที่ร้าน BLACK CANYON
สามีของน้ำได้ตัวขึ้นไปรับเงินสดที่บริษัทข้างบนเพื่อมาซื้อรถ
โดยให้ผมรออยู่กับผู้หญิงชื่อ"น้ำ" เมื่อทานอาหารเสร็จ
ผู้หญิงชื่อ"น้ำ"ก็ชำระเงินค่าอาหารให้แล้วพากันขึ้นไปนั่งรอสามีที่ชั้น3
รอประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าสามีก็กลับมารับผู้หญิงชื่อ"น้ำ"ให้ไปเซนต์ชื่อรับเงิน
ที่บริษัท
ให้ผมนั่งรอรับเงินและจะมาทำสัญญาซื้อขายรถกันอยู่ที่ชั้น3
ไม่ได้ให้ผมตามไปด้วยโดยอ้างว่าคนนอกไม่สามารถเข้าไปที่บริษัทได้
ผมเริ่มสงสัยจึงรีบไปดูที่รถที่ชั้นB1ปรากฎว่า..รถของผมหายไปแล้ว..
ทั้งๆที่..กุญแจรถ และ เอกสารเกี่ยวกับรถยังอยู่ที่ผม
เหตุการณ์ครั้งนี้..เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดกับตัวผมจึงได้เขียนเตื
อนด้วยความหวังดีกับทุกท่าน..
และกรุญาช่วยบอกต่อกันผมหวังว่าจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกต่อไปในอนาคต
| | | Inbox
Subject: FW: [Fwd: มิจฉาชีพขโมยรถแนวใหม่]]]
มิจฉาชีพขโมยรถแนวใหม่
เหตุเกิดเมื่อศุกร์วันที่ 1 เมษายน 2548
ประมาณ5โมงเย็นผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการจะขายรถยนต์ของตัว
เองให้ได้ราคาที่ดีจะตัดสินใจลงโฆษณาในหนังสือรถ และ
น internet
มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ติดต่อมาเพื่อของดูรถ
บอกว่าชื่อ"น้ำ"และได้นัดให้ขับไปดูที่
คาร์ฟูสาขาถนนศรีนครินทร์
ผู้หญิงชื่อ"น้ำ"ได้มาดูรถกับสามีและลูก(เด็กชายอายุประมาณ1-2ขวบ)
สามีของน้ำได้ลองขับรถและได้ตกลงซื้อโดยไม่ต่อราคาแต่ให้ผมช่วยขับรถไปรับเงินสด
ที่บริษัทของเขาอยู่ที่
เซนทรัลบางนาผมก็ตอบตกลงและผมก็ขับรถไปด้วยกันทั้ง3คน
ไปจอดรถที่จอดรถ เซนทรัลบางนาชั้นB2
ผมเป็นคนล็อกรถเอง..กุญแจและเอกสารต่างๆเกี่ยวกับรถก็อยู่ที่ผม
เขาพาผมไปกินอาหารกันที่ร้าน BLACK CANYON
สามีของน้ำได้ตัวขึ้นไปรับเงินสดที่บริษัทข้างบนเพื่อมาซื้อรถ
โดยให้ผมรออยู่กับผู้หญิงชื่อ"น้ำ" เมื่อทานอาหารเสร็จ
ผู้หญิงชื่อ"น้ำ"ก็ชำระเงินค่าอาหารให้แล้วพากันขึ้นไปนั่งรอสามีที่ชั้น3
รอประมาณครึ่งชั่วโมงกว่าสามีก็กลับมารับผู้หญิงชื่อ"น้ำ"ให้ไปเซนต์ชื่อรับเงิน
ที่บริษัท
ให้ผมนั่งรอรับเงินและจะมาทำสัญญาซื้อขายรถกันอยู่ที่ชั้น3
ไม่ได้ให้ผมตามไปด้วยโดยอ้างว่าคนนอกไม่สามารถเข้าไปที่บริษัทได้
ผมเริ่มสงสัยจึงรีบไปดูที่รถที่ชั้นB1ปรากฎว่า..รถของผมหายไปแล้ว..
ทั้งๆที่..กุญแจรถ และ เอกสารเกี่ยวกับรถยังอยู่ที่ผม
เหตุการณ์ครั้งนี้..เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดกับตัวผมจึงได้เขียนเตื
อนด้วยความหวังดีกับทุกท่าน..
และกรุญาช่วยบอกต่อกันผมหวังว่าจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกต่อไปในอนาคต
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 10
ต่อจากกระทู้ กรรม
> ผลการฉายเอกซเรย์ปรากฏว่า เชื้อมะเร็งกินลึกเข้าไปมาก
> หมอจำเป็นต้องจัดการตัดแขนขาทั้งท่อนของบุญมาทิ้งไป
> หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของคนไข้แปลกใจในชะตากรรมของบุญมานัก
> จึงสอบถามประวัติอย่างละเอียดอีกครั้งไว้และได้ความว่า
> บุญมาชายอายุยี่สิบสามปี อาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างก่อสร้าง
> ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำชอบแกล้มเหล้าด้วยปลาน้ำจืด
> โดยเฉพาะชอบกินเต่า่ กินตะพาบ
> บุญมาเคยได้ยินมาว่าใครกินตะพาบน้ำได้สิบถึงยี่สิบตัวแล้ว
> ตลอดชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบอีกทั้งยังช่วยบำรุงไต
> บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำมาผัดเผ็ด แกล้มเหล้าขาว
> บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปี
> นับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไปได้กี่ตัว
..> บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปี
> นับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไปได้กี่ตัว
> วันหนึ่งบุญมาซื้อตะพาบน้ำตัวใหญ่จากตลาดมา
> ตะพาบน้ำตัวนี้น้ำหนักตั้งสิบกว่ากิโลกรัมเขาดีใจมาก
> ตัวใหญ่ขนาดนี้ฆ่ากินทีเดียวไม่หมดจะต้องค่อยๆกิน
> ที่บ้านไม่มีตู้เย็นให้แช่เก็บได้จึงต้องกินผ่อนทีละน้อย
> ตะพาบน้ำเป็นสัตว์อายุยืน อดทนไม่ตายง่ายๆ
> ไม่ว่าจะถูกกักขังอยู่ในสภาพใดก็อดทนมีชีวิตอยู่ได้เป็นปี
> บุญมาเห็นแก่กินัด ไม่นึกถึงว่าตะพาบจะต้องทนทุกข์ทรมานนานเพียงไร
> ต้องเจ็บปวดแสนสาหัสครั้งแล้วครั้งอีก
> เขาตัดเฉือนเนื้อตะพาบส่วนต่างๆ ตามความพอใจมาปรุงอาหารทีละชิ้นๆ
> บาดแผลรอบตัวตะพาบเขาทาด้วยปูนแดงที่กินกับหมากเพื่อไม่ให้เนื้อตัวตะพาบเน่า
> ตะพาบตัวนั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานกว่าครึ่งเดือน
> จากนั้นบุญมาจึงประหารเอามากินเป็นมื้อสุดท้าย
> บุญมาพอใจกับวิธีที่จะได้กินเนื้อตะพาบสดๆ ทุกวันอย่างนี้เรื่อยมาพ
> ผลสรุปประวัติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบันทึกไว้ในตอนท้ายมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า..
> เป็นประวัติที่แสดงให้เห็นกรรมตามสนองอย่างไม่น่าเชื่อที่ไม่มีข้อสรุปชัดเจน
> ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน
> ปล. คุณควรตระหนักถึงการกระทำที่คุณได้ทำอยู่ในทุกวันนี้
ถึงผลดีและผลร้ายที่คุณได้กระทำลงไป
มันจะส่งผลกลับมาหาคุณเอง ที่เรียกกันว่า กรรมตามสนองัก นั้นเอง
> ขอขอบคุณหนังสือธรรมะทุกเล่มที่ให้ความรู้แก่ผู้คนทั้งหลาย
เรื่องดีๆส่งต่อจักได้บุญ
> ผลการฉายเอกซเรย์ปรากฏว่า เชื้อมะเร็งกินลึกเข้าไปมาก
> หมอจำเป็นต้องจัดการตัดแขนขาทั้งท่อนของบุญมาทิ้งไป
> หมอน้องชายซึ่งเป็นเจ้าของคนไข้แปลกใจในชะตากรรมของบุญมานัก
> จึงสอบถามประวัติอย่างละเอียดอีกครั้งไว้และได้ความว่า
> บุญมาชายอายุยี่สิบสามปี อาชีพเกษตรกรรมและรับจ้างก่อสร้าง
> ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำชอบแกล้มเหล้าด้วยปลาน้ำจืด
> โดยเฉพาะชอบกินเต่า่ กินตะพาบ
> บุญมาเคยได้ยินมาว่าใครกินตะพาบน้ำได้สิบถึงยี่สิบตัวแล้ว
> ตลอดชีวิตจะไม่เป็นโรคไขข้ออักเสบอีกทั้งยังช่วยบำรุงไต
> บุญมาจึงเพียรหาตะพาบน้ำมาผัดเผ็ด แกล้มเหล้าขาว
> บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปี
> นับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไปได้กี่ตัว
..> บุญมากินตะพาบน้ำมาแล้วเกือบยี่สิบปี
> นับไม่ได้แล้วว่ากินเข้าไปได้กี่ตัว
> วันหนึ่งบุญมาซื้อตะพาบน้ำตัวใหญ่จากตลาดมา
> ตะพาบน้ำตัวนี้น้ำหนักตั้งสิบกว่ากิโลกรัมเขาดีใจมาก
> ตัวใหญ่ขนาดนี้ฆ่ากินทีเดียวไม่หมดจะต้องค่อยๆกิน
> ที่บ้านไม่มีตู้เย็นให้แช่เก็บได้จึงต้องกินผ่อนทีละน้อย
> ตะพาบน้ำเป็นสัตว์อายุยืน อดทนไม่ตายง่ายๆ
> ไม่ว่าจะถูกกักขังอยู่ในสภาพใดก็อดทนมีชีวิตอยู่ได้เป็นปี
> บุญมาเห็นแก่กินัด ไม่นึกถึงว่าตะพาบจะต้องทนทุกข์ทรมานนานเพียงไร
> ต้องเจ็บปวดแสนสาหัสครั้งแล้วครั้งอีก
> เขาตัดเฉือนเนื้อตะพาบส่วนต่างๆ ตามความพอใจมาปรุงอาหารทีละชิ้นๆ
> บาดแผลรอบตัวตะพาบเขาทาด้วยปูนแดงที่กินกับหมากเพื่อไม่ให้เนื้อตัวตะพาบเน่า
> ตะพาบตัวนั้นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่นานกว่าครึ่งเดือน
> จากนั้นบุญมาจึงประหารเอามากินเป็นมื้อสุดท้าย
> บุญมาพอใจกับวิธีที่จะได้กินเนื้อตะพาบสดๆ ทุกวันอย่างนี้เรื่อยมาพ
> ผลสรุปประวัติผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบันทึกไว้ในตอนท้ายมีอยู่ประโยคหนึ่งว่า..
> เป็นประวัติที่แสดงให้เห็นกรรมตามสนองอย่างไม่น่าเชื่อที่ไม่มีข้อสรุปชัดเจน
> ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน
> ปล. คุณควรตระหนักถึงการกระทำที่คุณได้ทำอยู่ในทุกวันนี้
ถึงผลดีและผลร้ายที่คุณได้กระทำลงไป
มันจะส่งผลกลับมาหาคุณเอง ที่เรียกกันว่า กรรมตามสนองัก นั้นเอง
> ขอขอบคุณหนังสือธรรมะทุกเล่มที่ให้ความรู้แก่ผู้คนทั้งหลาย
เรื่องดีๆส่งต่อจักได้บุญ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 11
ระวังภัยใกล้ตัว
>
>ระมัดระวัง! สำหรับท่านที่ขับรถ หากมีข้อผิดสังเกต หรือมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
> อย่าพึ่งลงจากรถ กรุณาใช้สติ ใคร่ครวญให้รอบคอบ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็น
> ข้อเตือนใจให้ระมัดระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง และเมื่อท่าน
> อ่านจบแล้ว ขอให้ช่วยส่งต่อให้กับเพื่อนและคนที่คุณรักด้วย
>
> > เมื่อวานได้ฟังเพื่อนเล่าว่าจอดรถไว้ที่วัดโพธิ์
> > และไปเดินดูของที่ตลาดนัดสะพานพุทธ ขากลับมาที่รถประมาณ 2 ทุ่ม
> > ตอนออกรถมีผู้ชายมายืนขวางหน้า
> > เพื่อนเห็นว่ามีคนเดียวและตัวเองก็เป็นผู้ชายจึงเปิดกระจกถามไปว่ามีอะไร
> > เท่านั้นแหละมีผู้ชาย 3-4 คนมาจากไหนไม่รู้ ลากตัวเขาออกมาซ้อมด้านหลังรถ
> > แล้วขับรถพาไปด้วยไปชานเมือง ลากตัวลงมาซ้อมต่อ คนหนึ่งบอกให้ยิงทิ้ง
> > อีกคนบอกว่าแทงให้ตาย สุดท้ายคนหนึ่งบอกว่ามันพูดดีปล่อยมัน
> > ก่อนไปพวกมันถอดเสื้อผ้าออกหมด เอาเสื้อมัดแขนไว้
> >
> > และขับรถพร้อมทรัพย์สินทั้งหมดไป โชคดีที่ไม่ตาย
> > ใครที่พบเหตุการณ์อย่างนี้แนะนำว่าอย่าเปิดกระจกรถ
> >
> >
> > เพราะคนร้ายที่แอบอยู่สามารถดันกระจกลง และปลดล็อคประตูได้
> > ทางที่ดีใช้แตร...ดังๆ ให้เป็นจุดสนใจ
> > จำไดว่าเร็วๆนี้มีข่าวคนมาจากต่าจังหวัดไปถามทางคนที่อยู่แถวท่าเตียน
> > ก็ถูกซ้อมและปล้นลักษณะคล้ายกัน โปรดระวังครับ
> >
> > ฝากส่งต่อให้กับคนที่คุณรักด้วยครับ
>
>ระมัดระวัง! สำหรับท่านที่ขับรถ หากมีข้อผิดสังเกต หรือมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
> อย่าพึ่งลงจากรถ กรุณาใช้สติ ใคร่ครวญให้รอบคอบ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็น
> ข้อเตือนใจให้ระมัดระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง และเมื่อท่าน
> อ่านจบแล้ว ขอให้ช่วยส่งต่อให้กับเพื่อนและคนที่คุณรักด้วย
>
> > เมื่อวานได้ฟังเพื่อนเล่าว่าจอดรถไว้ที่วัดโพธิ์
> > และไปเดินดูของที่ตลาดนัดสะพานพุทธ ขากลับมาที่รถประมาณ 2 ทุ่ม
> > ตอนออกรถมีผู้ชายมายืนขวางหน้า
> > เพื่อนเห็นว่ามีคนเดียวและตัวเองก็เป็นผู้ชายจึงเปิดกระจกถามไปว่ามีอะไร
> > เท่านั้นแหละมีผู้ชาย 3-4 คนมาจากไหนไม่รู้ ลากตัวเขาออกมาซ้อมด้านหลังรถ
> > แล้วขับรถพาไปด้วยไปชานเมือง ลากตัวลงมาซ้อมต่อ คนหนึ่งบอกให้ยิงทิ้ง
> > อีกคนบอกว่าแทงให้ตาย สุดท้ายคนหนึ่งบอกว่ามันพูดดีปล่อยมัน
> > ก่อนไปพวกมันถอดเสื้อผ้าออกหมด เอาเสื้อมัดแขนไว้
> >
> > และขับรถพร้อมทรัพย์สินทั้งหมดไป โชคดีที่ไม่ตาย
> > ใครที่พบเหตุการณ์อย่างนี้แนะนำว่าอย่าเปิดกระจกรถ
> >
> >
> > เพราะคนร้ายที่แอบอยู่สามารถดันกระจกลง และปลดล็อคประตูได้
> > ทางที่ดีใช้แตร...ดังๆ ให้เป็นจุดสนใจ
> > จำไดว่าเร็วๆนี้มีข่าวคนมาจากต่าจังหวัดไปถามทางคนที่อยู่แถวท่าเตียน
> > ก็ถูกซ้อมและปล้นลักษณะคล้ายกัน โปรดระวังครับ
> >
> > ฝากส่งต่อให้กับคนที่คุณรักด้วยครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 12
....แพ้ยา
ภญ.พูลสุข จันทร์วัฒนเดชากุล
--------------------------------------------------------------------------------
โดยปกติแล้ว ธรรมชาติสร้างให้ร่างกายของคนเรามีภูมิต้านทาน ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อต้านสิ่งที่เป็นภัยต่อร่างกาย เช่น สารพิษ สิ่งแปลกปลอม เชื้อโรคต่างๆ และเมื่อได้รับอันตรายแล้ว ร่างกายก็จะเตือนผู้ที่ได้รับสารนั้นด้วยการหลั่งสารหลายชนิดในร่างกาย เช่น ฮีสตามีน (Histamine) สารที่หลั่งออกมานี้จะก่อให้เกิดอาการแพ้ ทำให้มีอาการต่างๆ เช่น อักเสบ บวม แดง คัน และเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกายเพื่อกำจัดสิ่งที่เป็นอันตรายนั้นออกไป
เมื่อใดที่ภูมิต้านทานนั้นทำงานผิดปกติ แม้จะได้รับสิ่งที่คนทั่วไป ได้รับแล้วไม่เป็นอันตราย เช่น ละออง เกสรดอกไม้ ยางไม้ ความร้อน ความเย็น อาหารทะเลก็ทำให้เกิดการแพ้ได้ หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ ในทำนองเดียวกัน อาการแพ้นี้เกิดจากยาก็จะเรียกว่า การแพ้ยา
การแพ้ยาไม่ได้ขึ้นกับขนาดของยา หมายถึงได้รับยาชนิดนั้น ในปริมาณมากน้อยเท่าใด ก็เกิดการแพ้ได้ทันที และไม่สามารถจะชี้ชัดได้ว่า จะเกิดขึ้นกับใครบ้าง แต่ก็อาจพบได้ง่ายในคนที่มีประวัติแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน หรือคนที่มีประวัติของโรคภูมิแพ้ เช่น หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน การรับประทานยามีโอกาสแพ้ยาน้อยที่สุด ส่วนการทายา จะทำให้แพ้ง่ายที่สุด และถ้าฉีดยา โอกาสที่แพ้เกิดรุนแรง และแก้ยากที่สุด ฉะนั้นการฉีดยาบางชนิด จึงต้องทดสอบดูก่อนว่า แพ้หรือไม่
การแพ้ยาแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด
1. การแพ้ยาที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดแบ่งเป็น
1.1 อะนาฟัยแลกซีส (Anaphylaxis) เป็นอาการแพ้ที่พบได้น้อย แต่ว่ารุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากหลอดลมตีบ ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ อาการที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ต้องทำการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้น อาจเสียชีวิตได้ ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้เช่นนี้ เช่น เพนนิซิลิน ยาฉีดทุกชนิด
1.2 อาการแพ้อื่นๆ เช่น มีอาการผื่นคัน บวม มีไข้ หอบหืด หากหยุดยา 2-3 วัน ไข้ก็จะหายไป บางครั้งอาจเกิดอาการหอบหืด คัดจมูกได้
2. การแพ้แบบทิ้งช่วง ร่างกายจะแสดงอาการหรือมีการตอบ สนองต่อยา หลังจากได้รับยาไปแล้ว 1-2 วัน อาการที่พบ ได้แก่ ผื่นแดงอักเสบ เม็ดเลือดขาวลดลง โลหิตจาง แผลในกระเพาะอาหาร จนถึงไตถูกทำลาย
เมื่อแพ้ยาควรทำอย่างไร
ถ้าแพ้เพียงเล็กน้อย เช่น มีผื่นแดง คัดจมูก แน่นหน้าอก ให้หยุดยา เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน อาการเหล่านี้จะหายเองภายใน 2-3 ชั่วโมง
ถ้ามีผื่นคันมาก อาจให้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานบรรเทาอาการได้
ถ้าแพ้รุนแรง หยุดยา และรีบไปพบแพทย์ ขณะส่งแพทย์ ควรทำให้ผู้ที่แพ้อาเจียน หรือให้รับประทานสิ่งที่ช่วยลดการดูดซึมของยา เช่น ยาเม็ดผงถ่าน ยาแก้ท้องเสียคาลินแพคติน
เมื่อแพ้ยาใดแล้ว ต้องจดจำชื่อสามัญทางยา ของยาที่แพ้นั้น หรือ จดใส่สมุดบันทึก ไม่ควรจำสี หรือรูปร่างลักษณะของเม็ดยา เนื่องจากไม่อาจบ่งบอกได้แน่นอนว่าเป็นยาอะไร หากไม่มีชื่อยาบนซอง หรือฉลากที่ใช้ ท่านควรกลับไปขอชื่อสามัญทางยาจากแหล่งที่ได้รับยานั้น เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง งดใช้ยาที่ท่านเคยแพ้ และเมื่อไปพบแพทย์ หรือซื้อยา ควรแจ้งให้ทราบว่า ท่านเคยแพ้ยาอะไร เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้น หรือยาที่มีส่วนผสมของยาที่ท่านเคยแพ้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง กว่าที่เคยเป็นได้
ที่สำคัญคือ ไม่ควร ใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ ท่านไม่มีโอกาสทราบเลยว่าเป็นยาอะไร เช่น ยาชุด ยาที่ไม่มีฉลาก หากเจ็บป่วยมากต้องได้รับการรักษาด้วยยา ควรพบแพทย์ หรือขอคำแนะนำเรื่องยาโดยเภสัชกรจะดีที่สุด
ภญ.พูลสุข จันทร์วัฒนเดชากุล
--------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่
ภญ.พูลสุข จันทร์วัฒนเดชากุล
--------------------------------------------------------------------------------
โดยปกติแล้ว ธรรมชาติสร้างให้ร่างกายของคนเรามีภูมิต้านทาน ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อต้านสิ่งที่เป็นภัยต่อร่างกาย เช่น สารพิษ สิ่งแปลกปลอม เชื้อโรคต่างๆ และเมื่อได้รับอันตรายแล้ว ร่างกายก็จะเตือนผู้ที่ได้รับสารนั้นด้วยการหลั่งสารหลายชนิดในร่างกาย เช่น ฮีสตามีน (Histamine) สารที่หลั่งออกมานี้จะก่อให้เกิดอาการแพ้ ทำให้มีอาการต่างๆ เช่น อักเสบ บวม แดง คัน และเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกายเพื่อกำจัดสิ่งที่เป็นอันตรายนั้นออกไป
เมื่อใดที่ภูมิต้านทานนั้นทำงานผิดปกติ แม้จะได้รับสิ่งที่คนทั่วไป ได้รับแล้วไม่เป็นอันตราย เช่น ละออง เกสรดอกไม้ ยางไม้ ความร้อน ความเย็น อาหารทะเลก็ทำให้เกิดการแพ้ได้ หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ ในทำนองเดียวกัน อาการแพ้นี้เกิดจากยาก็จะเรียกว่า การแพ้ยา
การแพ้ยาไม่ได้ขึ้นกับขนาดของยา หมายถึงได้รับยาชนิดนั้น ในปริมาณมากน้อยเท่าใด ก็เกิดการแพ้ได้ทันที และไม่สามารถจะชี้ชัดได้ว่า จะเกิดขึ้นกับใครบ้าง แต่ก็อาจพบได้ง่ายในคนที่มีประวัติแพ้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน หรือคนที่มีประวัติของโรคภูมิแพ้ เช่น หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน การรับประทานยามีโอกาสแพ้ยาน้อยที่สุด ส่วนการทายา จะทำให้แพ้ง่ายที่สุด และถ้าฉีดยา โอกาสที่แพ้เกิดรุนแรง และแก้ยากที่สุด ฉะนั้นการฉีดยาบางชนิด จึงต้องทดสอบดูก่อนว่า แพ้หรือไม่
การแพ้ยาแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด
1. การแพ้ยาที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดแบ่งเป็น
1.1 อะนาฟัยแลกซีส (Anaphylaxis) เป็นอาการแพ้ที่พบได้น้อย แต่ว่ารุนแรงถึงชีวิต เนื่องจากหลอดลมตีบ ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ อาการที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ต้องทำการรักษาอย่างทันท่วงที มิฉะนั้น อาจเสียชีวิตได้ ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้เช่นนี้ เช่น เพนนิซิลิน ยาฉีดทุกชนิด
1.2 อาการแพ้อื่นๆ เช่น มีอาการผื่นคัน บวม มีไข้ หอบหืด หากหยุดยา 2-3 วัน ไข้ก็จะหายไป บางครั้งอาจเกิดอาการหอบหืด คัดจมูกได้
2. การแพ้แบบทิ้งช่วง ร่างกายจะแสดงอาการหรือมีการตอบ สนองต่อยา หลังจากได้รับยาไปแล้ว 1-2 วัน อาการที่พบ ได้แก่ ผื่นแดงอักเสบ เม็ดเลือดขาวลดลง โลหิตจาง แผลในกระเพาะอาหาร จนถึงไตถูกทำลาย
เมื่อแพ้ยาควรทำอย่างไร
ถ้าแพ้เพียงเล็กน้อย เช่น มีผื่นแดง คัดจมูก แน่นหน้าอก ให้หยุดยา เปลี่ยนไปใช้ยาอื่นแทน อาการเหล่านี้จะหายเองภายใน 2-3 ชั่วโมง
ถ้ามีผื่นคันมาก อาจให้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานบรรเทาอาการได้
ถ้าแพ้รุนแรง หยุดยา และรีบไปพบแพทย์ ขณะส่งแพทย์ ควรทำให้ผู้ที่แพ้อาเจียน หรือให้รับประทานสิ่งที่ช่วยลดการดูดซึมของยา เช่น ยาเม็ดผงถ่าน ยาแก้ท้องเสียคาลินแพคติน
เมื่อแพ้ยาใดแล้ว ต้องจดจำชื่อสามัญทางยา ของยาที่แพ้นั้น หรือ จดใส่สมุดบันทึก ไม่ควรจำสี หรือรูปร่างลักษณะของเม็ดยา เนื่องจากไม่อาจบ่งบอกได้แน่นอนว่าเป็นยาอะไร หากไม่มีชื่อยาบนซอง หรือฉลากที่ใช้ ท่านควรกลับไปขอชื่อสามัญทางยาจากแหล่งที่ได้รับยานั้น เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง งดใช้ยาที่ท่านเคยแพ้ และเมื่อไปพบแพทย์ หรือซื้อยา ควรแจ้งให้ทราบว่า ท่านเคยแพ้ยาอะไร เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยานั้น หรือยาที่มีส่วนผสมของยาที่ท่านเคยแพ้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง กว่าที่เคยเป็นได้
ที่สำคัญคือ ไม่ควร ใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ ท่านไม่มีโอกาสทราบเลยว่าเป็นยาอะไร เช่น ยาชุด ยาที่ไม่มีฉลาก หากเจ็บป่วยมากต้องได้รับการรักษาด้วยยา ควรพบแพทย์ หรือขอคำแนะนำเรื่องยาโดยเภสัชกรจะดีที่สุด
ภญ.พูลสุข จันทร์วัฒนเดชากุล
--------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 13
แพ้อาหาร แพ้ยา
ปฏิกิริยาภูมิแพ้
ภูมิแพ้เป็นปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม (ที่เรียกว่าสารเร้าภูมิแพ้) และแสดงออกมาในหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น เป็นผื่น บวม เป็นหืด น้อยรายที่จะพบว่าหมดสติหรือถึงขั้นเสียชีวิต สารเร้าภูมิแพ้ส่วนใหญ่ ได้แก่ ละอองเกสรดอกไม้ และพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ในส่วนนี้จะกล่าวเฉพาะเรื่องการแพ้อาหารและยาเท่านั้น
การแพ้อาหาร
การแพ้อาหารอาจเป็นอาการภูมิแพ้ที่มีคนเข้าใจผิดมากที่สุด คนอเมริกัน 2 ใน 5 คน คิดว่าตัวเองแพ้อาหารบางอย่าง แต่มีไม่ถึงร้อยละ 1 ที่จะแพ้อาหารจริง ๆ ร้อยละ 90 ของการแพ้อาหารเกิดจากโปรตีนในนมวัว ไข่ขาว ถั่วลิสง ข้าวสาลี หรือถั่วเหลือง ลูกไม้ต่าง ๆ หอย ข้าวโพด ถั่ว สีย้อมอาหารสีเหลืองเบอร์ 5 แต่อาการที่คนเข้าใจผิดมานานคือช็อกโกแลต (โดยเฉพาะเด็ก) ซึ่งแท้จริงแทบไม่มีผลทำให้เป็นภูมิแพ้เลย
สัญญาณเตือนและอาการแพ้อาหารมีดังต่อไปนี้
-ปวดท้อง ถ่ายเหลว คลื่นไส้ หรืออาเจียน
-เป็นลม
-เป็นลมพิษ ผิวหนังบวมหรือผิวหนังอักเสบออกผื่น (เอ๊คซีมา)
-ริมผีปาก ตา ใบหน้า ลิ้น และคอ บวม
-คัดจมูกและเป็นหืด
การดูแลรักษาตนเอง
-การหลีกเลี่ยงคือการป้องกันที่ดีที่สุด
-เลือกกินอาหารชนิดอื่นที่ไม่แพ้ แต่ต้องได้คุณค่าสารอาหารครบถ้วนเท่ากันด้วย
-ถ้าเคยมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอยาแก้แพ้ไว้ติดตัวยามฉุกเฉิน ติดแผ่นหรือป้ายชื่อบอกไว้ที่ข้อมือหรือทำเป็นที่ห้อยคอเพื่อให้คนช่วยเหลือได้ทัน
-เรียนรู้วิธีช่วยชีวิตเบื้องต้น และสอนให้เพื่อนและคนอื่นในครอบครัวได้รู้ด้วย
พบแพทย์
อาการแพ้อาหารสามารถวินิจฉัยตามวิธีทางการแพทย์ได้ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 จดอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ว่าเกิดขึ้นเมื่อไร เมื่อกินอะไร หรือกินไปมากน้อย แค่ไหนจึงเกิดอาการแพ้อาหาร แล้วคนในครอบครัวคนอื่น ๆ มีใครที่แพ้ด้วยบ้าง
ขั้นที่ 2 จดรายการอาหารทุกวันเพื่อดูพฤติกรรมการกิน อาการที่เกิดขึ้น และการใช้ยาต่าง ๆ
ขั้นที่ 3 ตรวจร่างกาย
ขั้นที่ 4 ทดสอบด้วยการสะกิดที่ผิวหนังโดยการใช้สารสกัดจากอาหาร และการตรวจเลือด เพื่อวัดสารภูมิคุ้มกันชนิดอี (IgE: Immunoglobulin E) แต่ไม่มีวิธีไหนที่จะได้ผล
ขั้นที่ 5 การกำจัดอาหารทีละอย่าง เป็นวิธีทดสอบมาตรฐานเพื่อเชื่อมโยงอาการแพ้กับอาหารบางอย่าง แต่ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงมาก
ถ้าเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้อ่อน ๆ แพทย์จะสั่งยาแก้แพ้หรือครีมทาผิวให้ผู้ป่วย
ข้อควรระวัง
ปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างรุนแรงแบบแอนาฟิแล็กซิส หรือโรคหืดแบบเฉียบพลัน เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่อันตรายมาก เพราะมีผลถึงชีวิต แม้จะพบไม่บ่อยกันก็ตาม เพราะส่วนใหญ่มักจะเป็นแค่ลมพิษและผื่น ทั้งนี้ภาวะทุโภชนาการและการเป็นโรคต่าง ๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงก็มีทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
การดูแลเด็ก
เด็กมีโอกาสแพ้อาหารมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 10 เท่า เด็กที่ระบบย่อยอาหารเจริญเต็มที่จะดูดซึมอาหารที่แพ้ได้น้อยลง เด็ก 6 ขวบขึ้นไปจะเริ่มแพ้นม ข้าวสาลี และไข่น้อยลง แต่ภูมิแพ้แบบรุนแรงที่เกิดจากถั่วและหอยชนิดต่าง ๆ จะเป็นอยู่ตลอดชีวิต
การแพ้ยา
คนแพ้ยาได้เกือบทุกชนิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่พบได้บ่อยนัก อาการอาจมีตั้งแต่น่ารำคาญเล็กน้อยจนเป็นผลถึงชีวิต อาการบางอย่าง (เช่น เป็นผื่น) เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้จริง แต่อาการอื่น ๆ มักเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่า เช่น อาการปากแห้งหรืออ่อนเพลีย หรือบางครั้งก็เป็นผลจากพิษยาโดยตรง เช่น อาการตับถูกทำลาย เป็นต้น ทว่าหลายอาการก็บอกไม่ได้ว่าเกิดเพราะสาเหตุอะไร แต่แพทย์จะช่วยพิจารณาให้คุณได้ว่าเป็นปฏิกิริยาจากอะไร และควรทำต้องทำอย่างไรต่อไปบ้าง
เพนิซิลลินและยาชนิดอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน คือสาเหตุของการแพ้ยาที่พบมากที่สุด อาการมีตั้งแต่เป็นผื่นเล็กน้อย เป็นลมพิษ จนถึงเป็นภูมิแพ้อย่างรุนแรงแบบแอนาฟิแล็กซิส แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ผื่นขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
ยาที่คนแพ้บ่อย ๆ ได้แก่ ยาซัลฟา ยานอนหลับในกลุ่มบาร์บิทูเรต ยาแก้ลมชัก อินซูลิน และยาชาเฉพาะที่ ยาทั้งหมดนี้ปกติมีประโยชน์และใช้ได้ดี มีผลกระทบกับคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ถ้าใช้แล้วไม่เป็นไรก็ไม่ต้องหยุด นอกจากนี้เรายังพบว่าหลายคนแพ้สารประกอบไอโอดีนสีทึบแสงที่ใช้เอกซเรย์ด้วย
อาการแพ้แอสไพรินแม้จะไม่ได้เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้โดยตรง แต่ก็ทำให้เข้าใจผิดได้ไม่ยาก และอาการอาจจะรุนแรง
สัญญาณเตือนและอาการแพ้ยามีดังต่อไปนี้
- หายใจลำบาก หายใจแล้วมีเสียงหวีดตามมา
- เป็นผื่น ลมพิษ และคันตามร่างกาย
- หมดสติ
การดูแลรักษาตนเอง
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่แพ้
- ถ้าเคยมีอาการแพ้ยาบางอย่างรุนแรง ควรต้องรู้จักชื่อยาอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันด้วย
- สวมป้ายเตือนแบบสร้อยคอหรือแบบสร้อยข้อมือบอกรายละเอียดว่าคุณแพ้ยาอะไรบ้าง
- บอกให้แพทย์ทุกคนทราบว่าคุณแพ้ยาอะไรบ้างก่อนสั่งยาทุกครั้ง
- แจ้งอาการให้แพทย์ทราบ บางครั้งอาจเป็นอาการแพ้หลังจากหยุดยาไปแล้วหลายวัน
- พกยาแก้แพ้ติดตัวไปด้วยเมื่อออกจากบ้าน
พบแพทย์
อาการคนที่แพ้ยาทั่วไปคือ เป็นผื่น คัน และเป็นลมพิษ ซึ่งใช้ยาแก้แพ้หรือยาคอร์ติโซน บำบัดได้ แต่ส่วนใหญ่รักษาให้หายขาดไม่ได้ ยกเว้นกรณีแพ้เพนิซิลลิน บางรายอาการแพ้จะน้อยลงมากจนแทบไม่มีเลย วิธีที่แพทย์ใช้คือ ค่อย ๆ ให้ยาเพิ่มขึ้นทีละน้อยอย่างช้า ๆ จนภูมิต้านทานคุ้นชินกับยา และไม่แสดงปฏิกิริยาอีกต่อไป
ปฏิกิริยาภูมิแพ้
ภูมิแพ้เป็นปฏิกิริยาที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม (ที่เรียกว่าสารเร้าภูมิแพ้) และแสดงออกมาในหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น เป็นผื่น บวม เป็นหืด น้อยรายที่จะพบว่าหมดสติหรือถึงขั้นเสียชีวิต สารเร้าภูมิแพ้ส่วนใหญ่ ได้แก่ ละอองเกสรดอกไม้ และพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ในส่วนนี้จะกล่าวเฉพาะเรื่องการแพ้อาหารและยาเท่านั้น
การแพ้อาหาร
การแพ้อาหารอาจเป็นอาการภูมิแพ้ที่มีคนเข้าใจผิดมากที่สุด คนอเมริกัน 2 ใน 5 คน คิดว่าตัวเองแพ้อาหารบางอย่าง แต่มีไม่ถึงร้อยละ 1 ที่จะแพ้อาหารจริง ๆ ร้อยละ 90 ของการแพ้อาหารเกิดจากโปรตีนในนมวัว ไข่ขาว ถั่วลิสง ข้าวสาลี หรือถั่วเหลือง ลูกไม้ต่าง ๆ หอย ข้าวโพด ถั่ว สีย้อมอาหารสีเหลืองเบอร์ 5 แต่อาการที่คนเข้าใจผิดมานานคือช็อกโกแลต (โดยเฉพาะเด็ก) ซึ่งแท้จริงแทบไม่มีผลทำให้เป็นภูมิแพ้เลย
สัญญาณเตือนและอาการแพ้อาหารมีดังต่อไปนี้
-ปวดท้อง ถ่ายเหลว คลื่นไส้ หรืออาเจียน
-เป็นลม
-เป็นลมพิษ ผิวหนังบวมหรือผิวหนังอักเสบออกผื่น (เอ๊คซีมา)
-ริมผีปาก ตา ใบหน้า ลิ้น และคอ บวม
-คัดจมูกและเป็นหืด
การดูแลรักษาตนเอง
-การหลีกเลี่ยงคือการป้องกันที่ดีที่สุด
-เลือกกินอาหารชนิดอื่นที่ไม่แพ้ แต่ต้องได้คุณค่าสารอาหารครบถ้วนเท่ากันด้วย
-ถ้าเคยมีอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอยาแก้แพ้ไว้ติดตัวยามฉุกเฉิน ติดแผ่นหรือป้ายชื่อบอกไว้ที่ข้อมือหรือทำเป็นที่ห้อยคอเพื่อให้คนช่วยเหลือได้ทัน
-เรียนรู้วิธีช่วยชีวิตเบื้องต้น และสอนให้เพื่อนและคนอื่นในครอบครัวได้รู้ด้วย
พบแพทย์
อาการแพ้อาหารสามารถวินิจฉัยตามวิธีทางการแพทย์ได้ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 จดอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ว่าเกิดขึ้นเมื่อไร เมื่อกินอะไร หรือกินไปมากน้อย แค่ไหนจึงเกิดอาการแพ้อาหาร แล้วคนในครอบครัวคนอื่น ๆ มีใครที่แพ้ด้วยบ้าง
ขั้นที่ 2 จดรายการอาหารทุกวันเพื่อดูพฤติกรรมการกิน อาการที่เกิดขึ้น และการใช้ยาต่าง ๆ
ขั้นที่ 3 ตรวจร่างกาย
ขั้นที่ 4 ทดสอบด้วยการสะกิดที่ผิวหนังโดยการใช้สารสกัดจากอาหาร และการตรวจเลือด เพื่อวัดสารภูมิคุ้มกันชนิดอี (IgE: Immunoglobulin E) แต่ไม่มีวิธีไหนที่จะได้ผล
ขั้นที่ 5 การกำจัดอาหารทีละอย่าง เป็นวิธีทดสอบมาตรฐานเพื่อเชื่อมโยงอาการแพ้กับอาหารบางอย่าง แต่ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงมาก
ถ้าเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้อ่อน ๆ แพทย์จะสั่งยาแก้แพ้หรือครีมทาผิวให้ผู้ป่วย
ข้อควรระวัง
ปฏิกิริยาภูมิแพ้อย่างรุนแรงแบบแอนาฟิแล็กซิส หรือโรคหืดแบบเฉียบพลัน เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่อันตรายมาก เพราะมีผลถึงชีวิต แม้จะพบไม่บ่อยกันก็ตาม เพราะส่วนใหญ่มักจะเป็นแค่ลมพิษและผื่น ทั้งนี้ภาวะทุโภชนาการและการเป็นโรคต่าง ๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงก็มีทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
การดูแลเด็ก
เด็กมีโอกาสแพ้อาหารมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 10 เท่า เด็กที่ระบบย่อยอาหารเจริญเต็มที่จะดูดซึมอาหารที่แพ้ได้น้อยลง เด็ก 6 ขวบขึ้นไปจะเริ่มแพ้นม ข้าวสาลี และไข่น้อยลง แต่ภูมิแพ้แบบรุนแรงที่เกิดจากถั่วและหอยชนิดต่าง ๆ จะเป็นอยู่ตลอดชีวิต
การแพ้ยา
คนแพ้ยาได้เกือบทุกชนิด ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่พบได้บ่อยนัก อาการอาจมีตั้งแต่น่ารำคาญเล็กน้อยจนเป็นผลถึงชีวิต อาการบางอย่าง (เช่น เป็นผื่น) เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้จริง แต่อาการอื่น ๆ มักเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยามากกว่า เช่น อาการปากแห้งหรืออ่อนเพลีย หรือบางครั้งก็เป็นผลจากพิษยาโดยตรง เช่น อาการตับถูกทำลาย เป็นต้น ทว่าหลายอาการก็บอกไม่ได้ว่าเกิดเพราะสาเหตุอะไร แต่แพทย์จะช่วยพิจารณาให้คุณได้ว่าเป็นปฏิกิริยาจากอะไร และควรทำต้องทำอย่างไรต่อไปบ้าง
เพนิซิลลินและยาชนิดอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน คือสาเหตุของการแพ้ยาที่พบมากที่สุด อาการมีตั้งแต่เป็นผื่นเล็กน้อย เป็นลมพิษ จนถึงเป็นภูมิแพ้อย่างรุนแรงแบบแอนาฟิแล็กซิส แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแค่ผื่นขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
ยาที่คนแพ้บ่อย ๆ ได้แก่ ยาซัลฟา ยานอนหลับในกลุ่มบาร์บิทูเรต ยาแก้ลมชัก อินซูลิน และยาชาเฉพาะที่ ยาทั้งหมดนี้ปกติมีประโยชน์และใช้ได้ดี มีผลกระทบกับคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ถ้าใช้แล้วไม่เป็นไรก็ไม่ต้องหยุด นอกจากนี้เรายังพบว่าหลายคนแพ้สารประกอบไอโอดีนสีทึบแสงที่ใช้เอกซเรย์ด้วย
อาการแพ้แอสไพรินแม้จะไม่ได้เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้โดยตรง แต่ก็ทำให้เข้าใจผิดได้ไม่ยาก และอาการอาจจะรุนแรง
สัญญาณเตือนและอาการแพ้ยามีดังต่อไปนี้
- หายใจลำบาก หายใจแล้วมีเสียงหวีดตามมา
- เป็นผื่น ลมพิษ และคันตามร่างกาย
- หมดสติ
การดูแลรักษาตนเอง
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่แพ้
- ถ้าเคยมีอาการแพ้ยาบางอย่างรุนแรง ควรต้องรู้จักชื่อยาอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันด้วย
- สวมป้ายเตือนแบบสร้อยคอหรือแบบสร้อยข้อมือบอกรายละเอียดว่าคุณแพ้ยาอะไรบ้าง
- บอกให้แพทย์ทุกคนทราบว่าคุณแพ้ยาอะไรบ้างก่อนสั่งยาทุกครั้ง
- แจ้งอาการให้แพทย์ทราบ บางครั้งอาจเป็นอาการแพ้หลังจากหยุดยาไปแล้วหลายวัน
- พกยาแก้แพ้ติดตัวไปด้วยเมื่อออกจากบ้าน
พบแพทย์
อาการคนที่แพ้ยาทั่วไปคือ เป็นผื่น คัน และเป็นลมพิษ ซึ่งใช้ยาแก้แพ้หรือยาคอร์ติโซน บำบัดได้ แต่ส่วนใหญ่รักษาให้หายขาดไม่ได้ ยกเว้นกรณีแพ้เพนิซิลลิน บางรายอาการแพ้จะน้อยลงมากจนแทบไม่มีเลย วิธีที่แพทย์ใช้คือ ค่อย ๆ ให้ยาเพิ่มขึ้นทีละน้อยอย่างช้า ๆ จนภูมิต้านทานคุ้นชินกับยา และไม่แสดงปฏิกิริยาอีกต่อไป
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 14
การแพ้ยา
เมื่อคุณรับประทานยาแล้วเกิดผื่น หรือแน่นหน้าอก แสดงว่าคุณอาจจะมีอาการแพ้ยา แต่การเกิดผลข้างเคียงจากยามิใช่หมายความว่าแพ้ยาเสมอไป อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้ และผู้ป่วยก็ยังสามารถรับยานั้นได้ แต่ถ้าหากเกิดจากแพ้ยาผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงยาที่แพ้โดยเด็ดขาด
การแพ้ยาหมายถึงเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้มักจะเกิดอาการหลังรับประทานยา ทันทีหรือไม่เกิน 2 ชั่วโมงอาการที่สำคัญได้แก่
ผื่นคัน
คัดจมูก
หายใจไม่ออก หายใจเสี่ยงดังหวีด
บวมแขนขา
การที่จะทราบแน่ชัดต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ หลังจากที่ทราบชื่อยาที่แพ้แล้วก็จดชื่อยาที่แพ้ไว้กับตัว หรืออาจจะทำป้ายติดไว้กับตัว การรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงจากยาชนิดนั้นโดยเด็ดขาด ก่อนที่แพทย์จะจ่ายยาต้องบอกแพทย์ทุกครั้งว่าแพ้ยาอะไร ก่อนรับยาจากเภสัชกรต้องถามชื่อยาและบอกว่าแพ้ยาอะไรแก่เภสัชกรเนื่องจากยาชนิดเดียวกันอาจจะมีหลายชื่อ ผลเสียที่เกิดจากยาอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น
Overdose or toxicity ได้รับยาเกินขนาด เช่นการได้ราปฏิชีวนะรักษาโรคติดเชื้อหากได้ติดต่อกันนานๆอาจจะมีผื่นเกิดขึ้น
Secondary effects ผลข้างเคียงจากฤทธิ์ของยา เช่นเร่รับประทาน aspirin เพื่อแก้ปวดแต่เกิดเลือดออกง่าย เลือดออกง่ายเป็นผลจากยา aspirin
Side effects คือผลข้างเคียงของยา เช่นกินยาลดน้ำมูกจะมีอาการปากแห้งใจสั่น นอนไม่หลับ กินยาแก้หอบหืดจะมีอาการมือสั่นใจสั่น กินยาแก้ปวดจะมีอาการปวดท้อง ท่านสามารถอ่านผลข้างเคียงได้จากสลากยาที่กำกับ อาการข้างเคียงไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคนที่กินยา อาจจะเกิดกับบางคนเท่านั้น
Drug interactions ท่านหากรับประทานยามากกว่าหนึ่งชนิดท่านต้องทราบว่ายาสองชนิดมีปฏิกิริยาส่งเสริมหรือหักล้างกันหรือไม่ทั้งในแง่ของการรักษาและผลข้างเคียงของยา เช่นรับประทานยาชนิดหนึ่งและเมื่อได้ยาอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะส่งผลให้ยานั้นออกฤทธิ์หรือผลข้างเคียงมากขึ้นและอาจจะเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ยา
Idiosyncratic reactions เป็นปฏิกิริยาที่เกิดโดยคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดอาการภูมิแพ้หรือไม่
โปรดจำไว้ว่าหากท่านจะรับประทานยาหรือสมุนไพรท่านต้องคำนึงถึงการแพ้ยาทั้งที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้และจากอย่างอื่น นอกจากนั้นท่านที่รับประทานยามากกว่า สองชนิดต้องระวังว่าอาจจะเกิดผลเสียแก่ตัวท่าน
การเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้
เมื่อร่างกายได้รับสารชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกาย ทางผิวหนัง ทางรับประทาน ทางลมหายใจ หรือจากการฉีดยา หากร่่งกายรับสารนั้นได้ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกาย แต่หากสารนั้นเป็นสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย อาจจะรุ่นแรงมากจนทำให้เกิดเสียชีวิตกระทันหันเรียกว่ายังไม่ได้ถอนเข็มก็เกิดอาการแล้ว หรือบางกรณีอาจจะเกิดปฏิกิริยาภูมิมาในภายหลังโดยที่ตัวคนไข้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปรับสารใดมาบ้าง ความรุนแรงและความรวดเร็วของการเกิดภูมแพ้ขึ้นชนิดของภูมิแพ้ซึ่งแบ่งออกเป็น
IgE - Mediated Reaction
เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgE ขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม
IgE จะจับกับโปรตีนของสารภูมแพ้และเกาะกับผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Mast cell
หลังจากนั้นจะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมาทำให้เกิดการหลังของสารเคมอีกหลายชนิด histamine heparin Protease Eosinophil chemotactic factor Neutrophil chemotactic factor ,Leucotriene ,prostaglandin
สารต่างๆเหล่านี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมแพ้เฉียบพลันที่เรียกว่า Anaphylaxis ซึ่งมีอาการดังต่อไปนี้
ลมพิษ
ความดันโลหิตต่ำ
คัน
Angioedema
ตัวอย่างสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ชนิดนี้
ยาโดยเฉพาะกลุ่ม pennicillin
การให้เลือด
วัคซีน
ฮอร์โมน
Cytotoxic/Cytolytic Reaction
ร่างกายจะสร้างภูมิชนิด IgG,iGm ,Complement มาจับกับโปรตีนของสารก่อภูมิแพ้ทำให้มีการทำลายของเซลล์โดยเฉพาะเซลล์ของเม็ดเลือดทำให้เกิด การแตกของเม็ดเลือดแดง( Immune hemolytic anemia) เกล็ดเลือดต่ำ(Thromobocytopenia) เม็ดเลือดขาวต่ำ (Granulocytopenia) ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาชนิดนี้
pennicillin
quinidine
sulfonamide
methyldopa
Immune Complex Reaction
ภูมิของร่างกายจะรวมกับโปรตีนของสารภูมิแพ้เกิดสารที่เรียกว่า immune complex ซึ่งจะไหลเวียนไปในกระแสเลือด เมื่อimmune complex นี้ไปเกาะที่เส้นเลือดก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาดังนี้
เกร็ดเลือดจะมาเกาะรวมกลุ่ม plattlet aggregation
มีการกระตุ้นเซลล์ Mast cell activation
มีการกระตุ้น ทำให้เกิด การรั่วของผนังหลอดเลือด{permiability} การหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ(ทำให้เกิดปวด บวม แดง ร้อน)
อาการของภูมิแพ้ชนิดนี้ได้แก่
ไข้
ผื่นที่ผิวหนัง
ต่อมน้ำเหลืองโต
ปวดข้อ
ไตอักเสบ
ตับอักเสบ
ยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดนี้ได้แก่
hydralazine ยาลดความดันโลหิต
procanamide
isoniazid ยารักษาวัณโรค
phenyltoin ยากันชัก
T-cell Mediated Reaction
ปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดจากเซลลT-cell์ lymphocyte ถูกกระตุ้นเมื่อได้รับสารภูมิแพ้ อาการที่สำคัญของการเกิดภูมิแพ้ชนิดนี้คือพวกผื่นแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส
แพ้ยาทำให้เกิดไข้
ท่านที่เป็นโรคติดเชื้อและซื้อยารับประทาน หลังจากรับประทานไประยะหนึ่งไข้ไม่ลง ซึ่งอาจจะเกิดจากแพยาก็ได้ ยาที่เกิดอาจจะเป็นไข้ต่ำๆตลอด หรือไข้สูงเป็นช่วงๆยาที่มักจะทำให้เกิดไข้คือยากลุ่มปฏิชีวนะ เมื่อหยุดยา 24-48 ชั่วโมงไข้ก็จะลงเอง
ยาที่ทำให้เกิดผลภูมิแพ้ที่ตับ
ปฏิกิริยาภูมิแพ้อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของตับ โดยตับจะโตและเจ็บเมื่อเจาะเลือดตรวจจะพบว่ามีค่า SGOT,SGPT สูงและอาจจะมีดีซ่าน ยาที่ทำให้เกิดตับอักเสบที่พบบ่อยได้แก่
phenotiazine
sulfonamide
halathane
phenyltoin
Isoniazid
ยาที่ทำให้เกิดโรคปอด
ผู้ป่วยที่ใช้ยาเป็นประจำเช่นยา nitrofurantoin sulfasalaxine นานๆอาจะทำให้เกิดโรคที่ปอด ทำให้เกิด ไข้ ไอ และมีผื่น เมื่อเจาะเลือดพบว่า eosinphil ในเลือดสูง การรักาาให้หยุดยานั้นเสีย
การแพ้ยา penicillin
ยากลุ่ม penicillin เป็นยาที่แพ้ได้บ่อยที่สุด การเกิดภูมิแพ้ได้หลายแบบ IgE,Immune Complex,Cytotoxic เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแพ้ยาpenicillin อาการแพ้มีได้หลายแบบ
เมื่อคุณรับประทานยาแล้วเกิดผื่น หรือแน่นหน้าอก แสดงว่าคุณอาจจะมีอาการแพ้ยา แต่การเกิดผลข้างเคียงจากยามิใช่หมายความว่าแพ้ยาเสมอไป อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้ และผู้ป่วยก็ยังสามารถรับยานั้นได้ แต่ถ้าหากเกิดจากแพ้ยาผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงยาที่แพ้โดยเด็ดขาด
การแพ้ยาหมายถึงเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้มักจะเกิดอาการหลังรับประทานยา ทันทีหรือไม่เกิน 2 ชั่วโมงอาการที่สำคัญได้แก่
ผื่นคัน
คัดจมูก
หายใจไม่ออก หายใจเสี่ยงดังหวีด
บวมแขนขา
การที่จะทราบแน่ชัดต้องทำการทดสอบภูมิแพ้ หลังจากที่ทราบชื่อยาที่แพ้แล้วก็จดชื่อยาที่แพ้ไว้กับตัว หรืออาจจะทำป้ายติดไว้กับตัว การรักษาที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงจากยาชนิดนั้นโดยเด็ดขาด ก่อนที่แพทย์จะจ่ายยาต้องบอกแพทย์ทุกครั้งว่าแพ้ยาอะไร ก่อนรับยาจากเภสัชกรต้องถามชื่อยาและบอกว่าแพ้ยาอะไรแก่เภสัชกรเนื่องจากยาชนิดเดียวกันอาจจะมีหลายชื่อ ผลเสียที่เกิดจากยาอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น
Overdose or toxicity ได้รับยาเกินขนาด เช่นการได้ราปฏิชีวนะรักษาโรคติดเชื้อหากได้ติดต่อกันนานๆอาจจะมีผื่นเกิดขึ้น
Secondary effects ผลข้างเคียงจากฤทธิ์ของยา เช่นเร่รับประทาน aspirin เพื่อแก้ปวดแต่เกิดเลือดออกง่าย เลือดออกง่ายเป็นผลจากยา aspirin
Side effects คือผลข้างเคียงของยา เช่นกินยาลดน้ำมูกจะมีอาการปากแห้งใจสั่น นอนไม่หลับ กินยาแก้หอบหืดจะมีอาการมือสั่นใจสั่น กินยาแก้ปวดจะมีอาการปวดท้อง ท่านสามารถอ่านผลข้างเคียงได้จากสลากยาที่กำกับ อาการข้างเคียงไม่จำเป็นต้องเกิดกับทุกคนที่กินยา อาจจะเกิดกับบางคนเท่านั้น
Drug interactions ท่านหากรับประทานยามากกว่าหนึ่งชนิดท่านต้องทราบว่ายาสองชนิดมีปฏิกิริยาส่งเสริมหรือหักล้างกันหรือไม่ทั้งในแง่ของการรักษาและผลข้างเคียงของยา เช่นรับประทานยาชนิดหนึ่งและเมื่อได้ยาอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจจะส่งผลให้ยานั้นออกฤทธิ์หรือผลข้างเคียงมากขึ้นและอาจจะเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้ยา
Idiosyncratic reactions เป็นปฏิกิริยาที่เกิดโดยคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดอาการภูมิแพ้หรือไม่
โปรดจำไว้ว่าหากท่านจะรับประทานยาหรือสมุนไพรท่านต้องคำนึงถึงการแพ้ยาทั้งที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้และจากอย่างอื่น นอกจากนั้นท่านที่รับประทานยามากกว่า สองชนิดต้องระวังว่าอาจจะเกิดผลเสียแก่ตัวท่าน
การเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้
เมื่อร่างกายได้รับสารชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกาย ทางผิวหนัง ทางรับประทาน ทางลมหายใจ หรือจากการฉีดยา หากร่่งกายรับสารนั้นได้ก็ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกาย แต่หากสารนั้นเป็นสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย อาจจะรุ่นแรงมากจนทำให้เกิดเสียชีวิตกระทันหันเรียกว่ายังไม่ได้ถอนเข็มก็เกิดอาการแล้ว หรือบางกรณีอาจจะเกิดปฏิกิริยาภูมิมาในภายหลังโดยที่ตัวคนไข้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปรับสารใดมาบ้าง ความรุนแรงและความรวดเร็วของการเกิดภูมแพ้ขึ้นชนิดของภูมิแพ้ซึ่งแบ่งออกเป็น
IgE - Mediated Reaction
เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันชนิด IgE ขึ้นเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม
IgE จะจับกับโปรตีนของสารภูมแพ้และเกาะกับผิวของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Mast cell
หลังจากนั้นจะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ตามมาทำให้เกิดการหลังของสารเคมอีกหลายชนิด histamine heparin Protease Eosinophil chemotactic factor Neutrophil chemotactic factor ,Leucotriene ,prostaglandin
สารต่างๆเหล่านี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมแพ้เฉียบพลันที่เรียกว่า Anaphylaxis ซึ่งมีอาการดังต่อไปนี้
ลมพิษ
ความดันโลหิตต่ำ
คัน
Angioedema
ตัวอย่างสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ชนิดนี้
ยาโดยเฉพาะกลุ่ม pennicillin
การให้เลือด
วัคซีน
ฮอร์โมน
Cytotoxic/Cytolytic Reaction
ร่างกายจะสร้างภูมิชนิด IgG,iGm ,Complement มาจับกับโปรตีนของสารก่อภูมิแพ้ทำให้มีการทำลายของเซลล์โดยเฉพาะเซลล์ของเม็ดเลือดทำให้เกิด การแตกของเม็ดเลือดแดง( Immune hemolytic anemia) เกล็ดเลือดต่ำ(Thromobocytopenia) เม็ดเลือดขาวต่ำ (Granulocytopenia) ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาชนิดนี้
pennicillin
quinidine
sulfonamide
methyldopa
Immune Complex Reaction
ภูมิของร่างกายจะรวมกับโปรตีนของสารภูมิแพ้เกิดสารที่เรียกว่า immune complex ซึ่งจะไหลเวียนไปในกระแสเลือด เมื่อimmune complex นี้ไปเกาะที่เส้นเลือดก็จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาดังนี้
เกร็ดเลือดจะมาเกาะรวมกลุ่ม plattlet aggregation
มีการกระตุ้นเซลล์ Mast cell activation
มีการกระตุ้น ทำให้เกิด การรั่วของผนังหลอดเลือด{permiability} การหลั่งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ(ทำให้เกิดปวด บวม แดง ร้อน)
อาการของภูมิแพ้ชนิดนี้ได้แก่
ไข้
ผื่นที่ผิวหนัง
ต่อมน้ำเหลืองโต
ปวดข้อ
ไตอักเสบ
ตับอักเสบ
ยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดนี้ได้แก่
hydralazine ยาลดความดันโลหิต
procanamide
isoniazid ยารักษาวัณโรค
phenyltoin ยากันชัก
T-cell Mediated Reaction
ปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดจากเซลลT-cell์ lymphocyte ถูกกระตุ้นเมื่อได้รับสารภูมิแพ้ อาการที่สำคัญของการเกิดภูมิแพ้ชนิดนี้คือพวกผื่นแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส
แพ้ยาทำให้เกิดไข้
ท่านที่เป็นโรคติดเชื้อและซื้อยารับประทาน หลังจากรับประทานไประยะหนึ่งไข้ไม่ลง ซึ่งอาจจะเกิดจากแพยาก็ได้ ยาที่เกิดอาจจะเป็นไข้ต่ำๆตลอด หรือไข้สูงเป็นช่วงๆยาที่มักจะทำให้เกิดไข้คือยากลุ่มปฏิชีวนะ เมื่อหยุดยา 24-48 ชั่วโมงไข้ก็จะลงเอง
ยาที่ทำให้เกิดผลภูมิแพ้ที่ตับ
ปฏิกิริยาภูมิแพ้อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของตับ โดยตับจะโตและเจ็บเมื่อเจาะเลือดตรวจจะพบว่ามีค่า SGOT,SGPT สูงและอาจจะมีดีซ่าน ยาที่ทำให้เกิดตับอักเสบที่พบบ่อยได้แก่
phenotiazine
sulfonamide
halathane
phenyltoin
Isoniazid
ยาที่ทำให้เกิดโรคปอด
ผู้ป่วยที่ใช้ยาเป็นประจำเช่นยา nitrofurantoin sulfasalaxine นานๆอาจะทำให้เกิดโรคที่ปอด ทำให้เกิด ไข้ ไอ และมีผื่น เมื่อเจาะเลือดพบว่า eosinphil ในเลือดสูง การรักาาให้หยุดยานั้นเสีย
การแพ้ยา penicillin
ยากลุ่ม penicillin เป็นยาที่แพ้ได้บ่อยที่สุด การเกิดภูมิแพ้ได้หลายแบบ IgE,Immune Complex,Cytotoxic เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแพ้ยาpenicillin อาการแพ้มีได้หลายแบบ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 15
Fwd: FW: อ่านหน่อยนะ เพื่อความปลอดภัย
Wed, 23 Nov 2005 00:22:03 -0800 (PST)
อ่านหน่อยนะ เพื่อความปลอดภัย น่ากลัว..ระวังปลุกเสน่ห์
รู้ไว้เพื่อเป็นประโยชน์ ก็ดีค่ะ...!!!
โปรดระวังภัยสังคมและแจ้งต่อคนที่ท่านรู้จักด้วย ระวัง...
ดิฉันเคยมีประสบการณ์ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนหญิงทั้งหลายนะคะ
เรื่องมันมีอยู่ว่า หลังจากที่ได้ทำงานเหน็ดเหนื่อยตลอดสัปดาห์
วันนั้นดิฉันจึงไปออกเดทกับแฟนไปเที่ยวที่โรงหนังชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพ ฯ
ก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านอยู่ตลอด
แต่ใครจะคิดว่ามีเหตุการณ์แบบนี้ได้
ช่วงใกล้จะออกจากตัวตึกของโรงหนัง
ดิฉันไปห้องน้ำกับแฟนบริเวณที่จอดรถซึ่งต้องเดินแยกกัน
ห้องน้ำมีห้องน้อยไปหน่อยขาออก ก็เลยออกไม่พร้อมกัน
แฟนดิฉันจึงไปเล่นเกมตู้ที่อยู่ไม่ห่างมากนัก
ถ้าดิฉันออกมาก็จะเห็นเลย ในวันนั้นดิฉันเองก็ไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวเลยเป็นกางเกงขายาวรัดทรงธรรมดา
เสื้อสองชั้นคลุมไหล่แขนยาวปกติจู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง
เดินสวนตอนที่ดิฉันพ้นจากประตูห้องน้ำด้านนอกไม่มาก
และเธอก็เบียดเข้ามาป้ายอะไรซักอย่างที่ข้อแขนซ้าย
เพียงชั่วครู่ ดิฉันก็รู้สึกร้อนวูบวาบและรู้สึกสลึมสลือมึนงงอย่างรวดเร็ว
สมองจินตนาการบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว
ผู้หญิงหลายๆคนพอจะเดาออกนะคะ
ไม่ทันจะก้าวได้เท่าไหร่
จู่ๆก็มีชายร่างสูงตัวใหญ่หน้าตาดีเข้ามายืนชิดด้านหลังเยื้องขวา
เขามีวิธีการลวนลามที่แปลกมาก คือเขาใช้มือซ้ายจับนิ่งๆที่เนินสะโพกขวาด้านเอว
และใช้มือขวาจับนิ่งๆที่ต้นขาขวาต่ำกว่าเอวนิดหน่อย และก็ดันไปข้างหน้า
มาแปลกที่ดิฉันแทบไม่มีแรงขัดขืนแต่ในใจก็ไม่เต็มใจหรอก
ที่สำคัญรู้สึกมึนและก็ร้อนวูบวาบอย่างเต็มที่
บรรยายเปิดใจเจาะลึกขนาดนี้คงเข้าใจความหมายนะคะ
แต่บังเอิญว่าแฟนซึ่งเล่นเกมตู้อยู่ เล่นเสร็จได้ตุ๊กตาพอดี
เขาจึงเดินมาตะโกนเรียกดิฉัน
ผู้ชายคนนั้นนึกไม่ถึงเลยผละมือหลบไปอย่างรวดเร็ว
ดิฉันเดินโซซัดโซเซแฟนก็เลยประคองไปที่รถ
แฟนเห็นท่าทางของดิฉันก็พอจะเดาความรู้สึกออก
เลยไปที่บ้านที่พึ่งซื้อกันใหม่ด้วยกันแทน
คืนนั้นทำให้ดิฉันเข้าใจฤทธิ์ที่แท้จริงของยาที่ถูกป้ายนะคะ
ช่วงรุ่งเช้าเขาถึงกับสัพยอกว่า
"เป็นครั้งแรกที่เราดูดวงอาทิตย์ขึ้นในกรุงเทพฯ ด้วยกันเลยนะเนี่ย"
ดิฉันตอบกลับไปว่า "ขอบคุณค่ะ!?"
เขาทำหน้างงๆ
แต่ไหนๆดิฉันก็ไม่ได้เสียท่าพวกนั้นไปก็เลยไม่บอกเขาดีกว่า
ช่วงที่ดิฉันอาบน้ำ
ดิฉันสังเกตุรอยครีมสีขาวอมชมพูบางๆที่ข้อแขนซ้ายค่อนข้างลื่น เช็ดล้างออกไม่ยาก
ลองนึกภาพดูนะคะ
ถ้าแฟนไม่ได้ไปด้วยเรื่องจะกลายเป็นอย่างนี้
ผู้ชายคนดังกล่าวอาศัยยาปลุก sex และกดประสาทให้มึนงง
พาไปในที่ที่สะดวกของเขาและถึงดิฉันไม่เต็มใจ
ร่างกายไม่ได้ตอบสนองต่อฉัน
แต่ไปตอบสนองเขาแทนไม่แน่เขาอาจบันทึกภาพเอาไว้แบล็คเมย์ก็ได้
ถ้าแจ้งกับตำรวจ
พอตรวจสถานที่
กลายเป็นโรงแรม
ไม่พบการต่อสู้ตรวจร่างกาย
ไม่พบร่องรอยการทำร้ายและข่มขืน
มีแต่ร่องรอยการร่วมเพศธรรมดา
ไม่มีคราบอสุจิ(สวมถุง)
ไม่พบสารเสพติด
และอาจจะไม่รู้จักหรือไม่พบสารดังกล่าวในร่างกายดิฉันก็ได้
ลองคิดดูสิคะ
แจ้งความเอาผิดผู้อื่น
อาจกลับกลายเป็นแจ้งความประจานตัวเองขึ้นมาก็ได้
แฟนไม่เชื่อเลยอาจเลิกกันไป
ถ้ามีใครโดนเข้าไปจริงๆ
ก็ขอให้ทำใจให้ว่างหรือคิดเรื่องยากๆเครียดๆ
และตั้งสติให้มั่น
สูดหายใจแรงๆ
ก้าวขายาวๆ เหยียบใครก็ช่าง
ดิฉันไม่อยากให้มีใครเป็นเหยื่อ
ขอให้ช่วยกัน Forward
มากๆทั้งชายทั้งหญิงนะคะ
ส่งแค่คนสองคนก็ได้บุญมากแล้วค่ะ
Wed, 23 Nov 2005 00:22:03 -0800 (PST)
อ่านหน่อยนะ เพื่อความปลอดภัย น่ากลัว..ระวังปลุกเสน่ห์
รู้ไว้เพื่อเป็นประโยชน์ ก็ดีค่ะ...!!!
โปรดระวังภัยสังคมและแจ้งต่อคนที่ท่านรู้จักด้วย ระวัง...
ดิฉันเคยมีประสบการณ์ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนหญิงทั้งหลายนะคะ
เรื่องมันมีอยู่ว่า หลังจากที่ได้ทำงานเหน็ดเหนื่อยตลอดสัปดาห์
วันนั้นดิฉันจึงไปออกเดทกับแฟนไปเที่ยวที่โรงหนังชื่อดังแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพ ฯ
ก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านอยู่ตลอด
แต่ใครจะคิดว่ามีเหตุการณ์แบบนี้ได้
ช่วงใกล้จะออกจากตัวตึกของโรงหนัง
ดิฉันไปห้องน้ำกับแฟนบริเวณที่จอดรถซึ่งต้องเดินแยกกัน
ห้องน้ำมีห้องน้อยไปหน่อยขาออก ก็เลยออกไม่พร้อมกัน
แฟนดิฉันจึงไปเล่นเกมตู้ที่อยู่ไม่ห่างมากนัก
ถ้าดิฉันออกมาก็จะเห็นเลย ในวันนั้นดิฉันเองก็ไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวเลยเป็นกางเกงขายาวรัดทรงธรรมดา
เสื้อสองชั้นคลุมไหล่แขนยาวปกติจู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง
เดินสวนตอนที่ดิฉันพ้นจากประตูห้องน้ำด้านนอกไม่มาก
และเธอก็เบียดเข้ามาป้ายอะไรซักอย่างที่ข้อแขนซ้าย
เพียงชั่วครู่ ดิฉันก็รู้สึกร้อนวูบวาบและรู้สึกสลึมสลือมึนงงอย่างรวดเร็ว
สมองจินตนาการบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว
ผู้หญิงหลายๆคนพอจะเดาออกนะคะ
ไม่ทันจะก้าวได้เท่าไหร่
จู่ๆก็มีชายร่างสูงตัวใหญ่หน้าตาดีเข้ามายืนชิดด้านหลังเยื้องขวา
เขามีวิธีการลวนลามที่แปลกมาก คือเขาใช้มือซ้ายจับนิ่งๆที่เนินสะโพกขวาด้านเอว
และใช้มือขวาจับนิ่งๆที่ต้นขาขวาต่ำกว่าเอวนิดหน่อย และก็ดันไปข้างหน้า
มาแปลกที่ดิฉันแทบไม่มีแรงขัดขืนแต่ในใจก็ไม่เต็มใจหรอก
ที่สำคัญรู้สึกมึนและก็ร้อนวูบวาบอย่างเต็มที่
บรรยายเปิดใจเจาะลึกขนาดนี้คงเข้าใจความหมายนะคะ
แต่บังเอิญว่าแฟนซึ่งเล่นเกมตู้อยู่ เล่นเสร็จได้ตุ๊กตาพอดี
เขาจึงเดินมาตะโกนเรียกดิฉัน
ผู้ชายคนนั้นนึกไม่ถึงเลยผละมือหลบไปอย่างรวดเร็ว
ดิฉันเดินโซซัดโซเซแฟนก็เลยประคองไปที่รถ
แฟนเห็นท่าทางของดิฉันก็พอจะเดาความรู้สึกออก
เลยไปที่บ้านที่พึ่งซื้อกันใหม่ด้วยกันแทน
คืนนั้นทำให้ดิฉันเข้าใจฤทธิ์ที่แท้จริงของยาที่ถูกป้ายนะคะ
ช่วงรุ่งเช้าเขาถึงกับสัพยอกว่า
"เป็นครั้งแรกที่เราดูดวงอาทิตย์ขึ้นในกรุงเทพฯ ด้วยกันเลยนะเนี่ย"
ดิฉันตอบกลับไปว่า "ขอบคุณค่ะ!?"
เขาทำหน้างงๆ
แต่ไหนๆดิฉันก็ไม่ได้เสียท่าพวกนั้นไปก็เลยไม่บอกเขาดีกว่า
ช่วงที่ดิฉันอาบน้ำ
ดิฉันสังเกตุรอยครีมสีขาวอมชมพูบางๆที่ข้อแขนซ้ายค่อนข้างลื่น เช็ดล้างออกไม่ยาก
ลองนึกภาพดูนะคะ
ถ้าแฟนไม่ได้ไปด้วยเรื่องจะกลายเป็นอย่างนี้
ผู้ชายคนดังกล่าวอาศัยยาปลุก sex และกดประสาทให้มึนงง
พาไปในที่ที่สะดวกของเขาและถึงดิฉันไม่เต็มใจ
ร่างกายไม่ได้ตอบสนองต่อฉัน
แต่ไปตอบสนองเขาแทนไม่แน่เขาอาจบันทึกภาพเอาไว้แบล็คเมย์ก็ได้
ถ้าแจ้งกับตำรวจ
พอตรวจสถานที่
กลายเป็นโรงแรม
ไม่พบการต่อสู้ตรวจร่างกาย
ไม่พบร่องรอยการทำร้ายและข่มขืน
มีแต่ร่องรอยการร่วมเพศธรรมดา
ไม่มีคราบอสุจิ(สวมถุง)
ไม่พบสารเสพติด
และอาจจะไม่รู้จักหรือไม่พบสารดังกล่าวในร่างกายดิฉันก็ได้
ลองคิดดูสิคะ
แจ้งความเอาผิดผู้อื่น
อาจกลับกลายเป็นแจ้งความประจานตัวเองขึ้นมาก็ได้
แฟนไม่เชื่อเลยอาจเลิกกันไป
ถ้ามีใครโดนเข้าไปจริงๆ
ก็ขอให้ทำใจให้ว่างหรือคิดเรื่องยากๆเครียดๆ
และตั้งสติให้มั่น
สูดหายใจแรงๆ
ก้าวขายาวๆ เหยียบใครก็ช่าง
ดิฉันไม่อยากให้มีใครเป็นเหยื่อ
ขอให้ช่วยกัน Forward
มากๆทั้งชายทั้งหญิงนะคะ
ส่งแค่คนสองคนก็ได้บุญมากแล้วค่ะ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 16
FW: ข้อควรระมัดระวังในการกินยาแก้อักเสบ
Date: Thu, 15 Sep 2005 02:45:23 -0800
ข้อควรระมัดระวังในการกินยาแก้อักเสบ
เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ เมื่อเช้า วาทินี (หลิน) Marketing ทีม 1
ได้ป่วย เจ็บคอ ไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาล...
ได้รับยา antibiotic ชื่อcravit ซึ่งตรงกับใน Mail ที่ได้รับมา
ปัจจุบัน หลินต้อง admit อยู่ที่โรงพยาบาล มีอาการ อาเจียร ตลอดเวลา
และ ไม่มีแรง จึงอยากให้เพื่อนๆ ได้รับทราบ
บอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง.. ยานี้เป็นยาแก้อักเสบ antibiotic ชนิดนึง
หมอบางคนมักจะให้กับผู้ป่วยที่มีฐานะดี เนื่องจากเป็นยานำเข้ามีราคาแพง
ซึ่งก็หมายถึงคอมมิชชั่นที่หมอจะได้รับเพิ่มมากขึ้น
เมื่อเร็วๆนี้เราไปประชุม ลูกค้าเราก็เล่าให้ฟังว่า ผู้จัดการบริษัทส่งออกน้ำตาลท่านนึง
กินยาตัวนี้แล้วเกิดผลต่อกล้ามเนื้อ เอ็นถูกทำลาย รักษาผลข้างเคียงเป็นปี ตอนนี้ก็ยังไม่หายดี
ล่าสุดสามีของเจ้าของโรงงานน้ำตาลแห่งนึงบังเอิญกินยาตัวนี้เหมือนกัน
ก็เกิดอาการแปลกๆ ซึมเศร้า พูดจาไม่รู้เรื่อง เคลื่อนไหวและเดินผิดปกติ
หลังจากได้ทราบว่าเป็นตัวยาชนิดเดียวกันจึงหยุดยาทันที
ดังนั้นควรระมัดระวังในการกินยาชนิดนื้
ถ้ามีอาการผิดปกติให้หยุดยาทันทีไม่เช่นนั้นอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้
(See attached file: CRA.pdf)
Date: Thu, 15 Sep 2005 02:45:23 -0800
ข้อควรระมัดระวังในการกินยาแก้อักเสบ
เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ เมื่อเช้า วาทินี (หลิน) Marketing ทีม 1
ได้ป่วย เจ็บคอ ไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาล...
ได้รับยา antibiotic ชื่อcravit ซึ่งตรงกับใน Mail ที่ได้รับมา
ปัจจุบัน หลินต้อง admit อยู่ที่โรงพยาบาล มีอาการ อาเจียร ตลอดเวลา
และ ไม่มีแรง จึงอยากให้เพื่อนๆ ได้รับทราบ
บอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง.. ยานี้เป็นยาแก้อักเสบ antibiotic ชนิดนึง
หมอบางคนมักจะให้กับผู้ป่วยที่มีฐานะดี เนื่องจากเป็นยานำเข้ามีราคาแพง
ซึ่งก็หมายถึงคอมมิชชั่นที่หมอจะได้รับเพิ่มมากขึ้น
เมื่อเร็วๆนี้เราไปประชุม ลูกค้าเราก็เล่าให้ฟังว่า ผู้จัดการบริษัทส่งออกน้ำตาลท่านนึง
กินยาตัวนี้แล้วเกิดผลต่อกล้ามเนื้อ เอ็นถูกทำลาย รักษาผลข้างเคียงเป็นปี ตอนนี้ก็ยังไม่หายดี
ล่าสุดสามีของเจ้าของโรงงานน้ำตาลแห่งนึงบังเอิญกินยาตัวนี้เหมือนกัน
ก็เกิดอาการแปลกๆ ซึมเศร้า พูดจาไม่รู้เรื่อง เคลื่อนไหวและเดินผิดปกติ
หลังจากได้ทราบว่าเป็นตัวยาชนิดเดียวกันจึงหยุดยาทันที
ดังนั้นควรระมัดระวังในการกินยาชนิดนื้
ถ้ามีอาการผิดปกติให้หยุดยาทันทีไม่เช่นนั้นอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้
(See attached file: CRA.pdf)
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 17
FW: ๏~* มูลค่าของชีวิต *~๏
Date: Wed, 16 Nov 2005 01:42:03 -0900
"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"
เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า
"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"
"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"
ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว
เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม
"พี่หนอม มีไรหรอคะ"
"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"
พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้
"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"
แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่
"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"
ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า
"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"
ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่
"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"
แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า
"ทำไมหนูโขมยของป้าเขาละ"
เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า
"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า
"ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"
แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"
แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า
"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"
"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"
ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า
"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"
ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า
"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"
"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"
"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"
"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"
แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
"จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"
Date: Wed, 16 Nov 2005 01:42:03 -0900
"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"
เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า
"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"
"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"
ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว
เสียงเอะอะดังมากขึ้น ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม
"พี่หนอม มีไรหรอคะ"
"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"
พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้
"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"
แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่
"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"
ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้ แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า
"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"
ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่
"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"
แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า
"ทำไมหนูโขมยของป้าเขาละ"
เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า
"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า
"ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"
แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"
แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า
"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"
"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"
ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า
"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"
ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า
"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"
"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"
"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"
"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"
แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
"จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 18
แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
"ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"
หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่
ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ
หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด
หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง
หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท
ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง
หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น
ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง
ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร'
"ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"
หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่
ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ
หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด
หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง
หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท
ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง
หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้ ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น
ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง
ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร'
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 19
FW: ไม่ส่งต่อไม่มีแฟนเน้อ
Date: Wed, 16 Nov 2005 02:06:22 -0900
ทดสอบว่าคุณดึงดูดเพศตรงข้ามมากขะหนาดไหน.... +++
1.. ถ้ามีให้เลือกได้ไปเที่ยวต่างประเทศ 3 ที่นี้ คุณจะไปที่ไหน ก.
ไปเมืองจีน ( ไปข้อ 2 ) ข. ไปญี่ปุ่น ( ไปข้อ 3 ) ค. ไปฝรั่งเศส ( ไปข้อ 4 )
2.. เวลาดูหนังเศร้า คุณเคยร้องไห้ไหมจ๊ะ ก. เคย ( ไปข้อ 4 ) ข. ไม่เคย ( ไปข้อ 3 )
3.. ถ้าแฟนคุณ(คบกันใหม่ๆ) ไม่มาตามนัด 1 ชั่วโมง คุณจะ ก. รออีก 30นาที ( ไปข้อ 4 )
ข. กลับบ้าน ( ไปข้อ 5 ) ค. รอจนกว่าจะมา ( ไปข้อ 6 )
4.. คุณเคยดูหนังคนเดียวหรือเปล่า ก. เคย ( ไปข้อ 5 ) ข. ไม่เคย ( ไปข้อ 6 )
5.. นัดครั้งแรก แฟนคุณก็บอกว่าอยากจูบคุณ คุณจะ ก. ปฏิเสธ ( ไปข้อ 6 )
ข. ให้จูบหรือจูบที่มือเบาๆ ( ไปข้อ 7 ) ค. ยิ้มแล้วจูบเลย ( ไปข้อ 8 )
6.. คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนตลกหรือไม่ ก. ใช่ ( ไปข้อ 7 ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 8 )
7.. คุณคิดว่าตัวเองมีความเป็นผู้นำหรือไม่ ก. ใช่ ( ไปข้อ 9 )
ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 10 )
8.. ในความเห็นของคุณ เกิดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะดีกว่ากัน ก. ผู้ชาย
( ไปข้อ 9 ) ข. ผู้หญิง ( ไปข้อ 10 ) ค. เหมือนกัน ( คำตอบ D )
9.. คุณควงแฟนมากกว่า 1 คนพร้อมกันหรือไม่ ก. ใช่ ( คำตอบ B )
ข. ไม่ใช่ ( คำตอบ A )
10.. คุณคิดว่าคุณมีความ (Intelligent) รอบรู้, ฉลาด หรือไม่ ก. ใช่ ( คำตอบ B )
ข. ไม่ใช่ ( คำตอบ C )
************************************
- เฉลย
- A.. ขอแสดงความยินดี คุณเป็นพวกต้องตาเพศตรงข้ามมากๆเลยนะ
นอกจากคุณจะมีอารมณ์ขันแล้ว คุณยังมีความสุภาพ
คุณเป็นผู้ค้นพบวิธีเอาชนะใจคนอื่น และคุณ Popular เอามากๆ
B.. เยี่ยมยอด คุณต้องตาเพศตรงข้ามเหมือนกันนะ
แต่ยังยากที่จะให้เค้ารักเรา
อารมณ์ขันคุณทำให้ดึงดูดคนมาล้อมรอบคุณเค้าจะมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆคุณดูดีทีเดียว
C.. ไม่เลวนัก คุณไม่ต้องตาเพศตรงข้ามมากนัก
แต่ก็ยังมีบางอย่างในตัวคุณที่ทำให้เค้าคบหาคุณอยู่
คุณเป็นคนอารมณ์ดีทีเดียว แต่ยังมองทุกสิ่งเพียงด้านเดียวอยู่
D.. โอ๊ะโอ! คุณไม่ดึงดูดเพศตรงข้ามเลย
ลองดูว่าคนที่คบคุณอยู่กำลังหาประโยชน์จากคุณหรือเปล่านะ
หากคุณมองคนด้วยคุณค่า (Human Value) มากขึ้น คุณอาจได้ข้อ A
ก็ได้นะคะ
+++++++++++++++++ - - +++++++++++++++
ฟอร์เวิร์ดซะ!
5 คน คนที่คุณแอบมองเขา เขาก้อจะแอบมองคุณ 10 คน คนที่คุนแอบชอบเขา
เขาก้อจะแอบชอบคุณ 15 คน ขึ้นปาย คนที่คุนแอบรักเขา เขาก้อจะแอบรักคุณ
Date: Wed, 16 Nov 2005 02:06:22 -0900
ทดสอบว่าคุณดึงดูดเพศตรงข้ามมากขะหนาดไหน.... +++
1.. ถ้ามีให้เลือกได้ไปเที่ยวต่างประเทศ 3 ที่นี้ คุณจะไปที่ไหน ก.
ไปเมืองจีน ( ไปข้อ 2 ) ข. ไปญี่ปุ่น ( ไปข้อ 3 ) ค. ไปฝรั่งเศส ( ไปข้อ 4 )
2.. เวลาดูหนังเศร้า คุณเคยร้องไห้ไหมจ๊ะ ก. เคย ( ไปข้อ 4 ) ข. ไม่เคย ( ไปข้อ 3 )
3.. ถ้าแฟนคุณ(คบกันใหม่ๆ) ไม่มาตามนัด 1 ชั่วโมง คุณจะ ก. รออีก 30นาที ( ไปข้อ 4 )
ข. กลับบ้าน ( ไปข้อ 5 ) ค. รอจนกว่าจะมา ( ไปข้อ 6 )
4.. คุณเคยดูหนังคนเดียวหรือเปล่า ก. เคย ( ไปข้อ 5 ) ข. ไม่เคย ( ไปข้อ 6 )
5.. นัดครั้งแรก แฟนคุณก็บอกว่าอยากจูบคุณ คุณจะ ก. ปฏิเสธ ( ไปข้อ 6 )
ข. ให้จูบหรือจูบที่มือเบาๆ ( ไปข้อ 7 ) ค. ยิ้มแล้วจูบเลย ( ไปข้อ 8 )
6.. คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนตลกหรือไม่ ก. ใช่ ( ไปข้อ 7 ) ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 8 )
7.. คุณคิดว่าตัวเองมีความเป็นผู้นำหรือไม่ ก. ใช่ ( ไปข้อ 9 )
ข. ไม่ใช่ ( ไปข้อ 10 )
8.. ในความเห็นของคุณ เกิดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะดีกว่ากัน ก. ผู้ชาย
( ไปข้อ 9 ) ข. ผู้หญิง ( ไปข้อ 10 ) ค. เหมือนกัน ( คำตอบ D )
9.. คุณควงแฟนมากกว่า 1 คนพร้อมกันหรือไม่ ก. ใช่ ( คำตอบ B )
ข. ไม่ใช่ ( คำตอบ A )
10.. คุณคิดว่าคุณมีความ (Intelligent) รอบรู้, ฉลาด หรือไม่ ก. ใช่ ( คำตอบ B )
ข. ไม่ใช่ ( คำตอบ C )
************************************
- เฉลย
- A.. ขอแสดงความยินดี คุณเป็นพวกต้องตาเพศตรงข้ามมากๆเลยนะ
นอกจากคุณจะมีอารมณ์ขันแล้ว คุณยังมีความสุภาพ
คุณเป็นผู้ค้นพบวิธีเอาชนะใจคนอื่น และคุณ Popular เอามากๆ
B.. เยี่ยมยอด คุณต้องตาเพศตรงข้ามเหมือนกันนะ
แต่ยังยากที่จะให้เค้ารักเรา
อารมณ์ขันคุณทำให้ดึงดูดคนมาล้อมรอบคุณเค้าจะมีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ๆคุณดูดีทีเดียว
C.. ไม่เลวนัก คุณไม่ต้องตาเพศตรงข้ามมากนัก
แต่ก็ยังมีบางอย่างในตัวคุณที่ทำให้เค้าคบหาคุณอยู่
คุณเป็นคนอารมณ์ดีทีเดียว แต่ยังมองทุกสิ่งเพียงด้านเดียวอยู่
D.. โอ๊ะโอ! คุณไม่ดึงดูดเพศตรงข้ามเลย
ลองดูว่าคนที่คบคุณอยู่กำลังหาประโยชน์จากคุณหรือเปล่านะ
หากคุณมองคนด้วยคุณค่า (Human Value) มากขึ้น คุณอาจได้ข้อ A
ก็ได้นะคะ
+++++++++++++++++ - - +++++++++++++++
ฟอร์เวิร์ดซะ!
5 คน คนที่คุณแอบมองเขา เขาก้อจะแอบมองคุณ 10 คน คนที่คุนแอบชอบเขา
เขาก้อจะแอบชอบคุณ 15 คน ขึ้นปาย คนที่คุนแอบรักเขา เขาก้อจะแอบรักคุณ
-
- Verified User
- โพสต์: 891
- ผู้ติดตาม: 0
********* FW: ความรัก **********
โพสต์ที่ 20
FW: รู้หรือไม่?.ชาชนิดใดเหมาะกับเรา.....
Date: Fri, 18 Nov 2005 01:14:04 -0900
.....Date: Tue, 08 Nov 2005 21:15:44 +0700
รู้หรือไม่? ...ชาชนิดใดเหมาะกับเรา.....
1. ผู้ที่ทำงานแบบใช้สมอง ต้องซีเรียสเครียดทั้งวัน
หรือนักเรียนนักศึกษาที่ตรากตรำอ่านตำหรับตำราจนดึกดื่น
ควรดื่ม ชามะลิ
2. ผู้ที่รักการออกกำลังกาย หรือทำงานที่ต้องใช้แรง
เสียเหงื่อมากัก
เหมาะกับ ชาอูหลง
3. ผู้ที่ต้องผจญสูดดมอากาศเป็นพิษอยู่เสมอ อาทิ
ผู้ที่ขับขี่หรือสัญจรไปมาด้วยรถจักรยานยนต์ เป็นประจำ
เหมาะกับ ชาเขียว
4. ผู้ที่ในแต่ละวันนั่งตัวติดกับเก้าอี้
ไม่ค่อยขยับเขยื้อนกายไปไหนเลย
อีกทั้งปกติไม่ชอบออกกำลังกายด้วยแล้ว
เหมาะอย่างยิ่งกับ ชาเขียว หรือ ชาดอกไม้่
5. ผู้ที่ชอบดื่มสุรา เครื่องดื่มมึนเมา
ควรดื่ม ชาเขียว
6. ผู้นิยมรับประทานเนื้อสัตวเป็นชีวิตจิตใจ
เหมาะกับ ชาอูหลง
7.ผู้ที่เข้าห้องน้ำแต่ละครังช่างทุกข์ทรมานเสียเหลือเกิน
แล้วยังมักท้องผูกเสมอๆ
เหมาะกับ ชาผสมน้ำผึ้งะค
8. ผู้ที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง
เหมาะที่จะดื่ม ชาอูหลง หรือชาเขียวน
9. มนุษย์ยุคไฮเทค ที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืน
หากได้ดื่มชาเป็นประจำจะดีมากๆ (ชาอะไรก็ได้ทั้งนั้น) เช่น
ว่างเมื่อไหร่ก็คว้าแก้วน้าชาข้างมือ
ยกมาดื่มสักอึกสองอึกแก้กระหาย
จะช่วยป้องกันรังสีที่แผ่ออกมาจากเครื่อง
อีกทั้งช่วยคลายเส้นคลายกระดูก
ลดความอาการอ่อนเพลียได้อย่างชะงัดนักแล.
Date: Fri, 18 Nov 2005 01:14:04 -0900
.....Date: Tue, 08 Nov 2005 21:15:44 +0700
รู้หรือไม่? ...ชาชนิดใดเหมาะกับเรา.....
1. ผู้ที่ทำงานแบบใช้สมอง ต้องซีเรียสเครียดทั้งวัน
หรือนักเรียนนักศึกษาที่ตรากตรำอ่านตำหรับตำราจนดึกดื่น
ควรดื่ม ชามะลิ
2. ผู้ที่รักการออกกำลังกาย หรือทำงานที่ต้องใช้แรง
เสียเหงื่อมากัก
เหมาะกับ ชาอูหลง
3. ผู้ที่ต้องผจญสูดดมอากาศเป็นพิษอยู่เสมอ อาทิ
ผู้ที่ขับขี่หรือสัญจรไปมาด้วยรถจักรยานยนต์ เป็นประจำ
เหมาะกับ ชาเขียว
4. ผู้ที่ในแต่ละวันนั่งตัวติดกับเก้าอี้
ไม่ค่อยขยับเขยื้อนกายไปไหนเลย
อีกทั้งปกติไม่ชอบออกกำลังกายด้วยแล้ว
เหมาะอย่างยิ่งกับ ชาเขียว หรือ ชาดอกไม้่
5. ผู้ที่ชอบดื่มสุรา เครื่องดื่มมึนเมา
ควรดื่ม ชาเขียว
6. ผู้นิยมรับประทานเนื้อสัตวเป็นชีวิตจิตใจ
เหมาะกับ ชาอูหลง
7.ผู้ที่เข้าห้องน้ำแต่ละครังช่างทุกข์ทรมานเสียเหลือเกิน
แล้วยังมักท้องผูกเสมอๆ
เหมาะกับ ชาผสมน้ำผึ้งะค
8. ผู้ที่มีระดับคอเรสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง
เหมาะที่จะดื่ม ชาอูหลง หรือชาเขียวน
9. มนุษย์ยุคไฮเทค ที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันทั้งคืน
หากได้ดื่มชาเป็นประจำจะดีมากๆ (ชาอะไรก็ได้ทั้งนั้น) เช่น
ว่างเมื่อไหร่ก็คว้าแก้วน้าชาข้างมือ
ยกมาดื่มสักอึกสองอึกแก้กระหาย
จะช่วยป้องกันรังสีที่แผ่ออกมาจากเครื่อง
อีกทั้งช่วยคลายเส้นคลายกระดูก
ลดความอาการอ่อนเพลียได้อย่างชะงัดนักแล.