http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews ... 0000159278
“พล.อ.กิตติศักดิ์” พร้อมทนายความ แจ้งจับ “ทักษิณ-วิษณุ” ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ บังอาจเข้าไปประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ยกตนเองเสมอเบื้องสูง
วันนี้ (17 พ.ย.) เวลา 12.00 น. ที่ สน.พระราชวัง พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อดีตนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และอดีตนายทหารราชองครักษ์ พร้อมด้วย นายชุมพล สังข์ทอง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานเครือโอเรียนเต็ลมาร์ท กรุ๊ป และนายประพันธ์ คูณมี ประธานชมรมนักกฎหมายใต้ฟ้าข้าพระบาท ได้เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.รัตน์เกล้า อาญานุการ ร้อยเวร สน.พระราชวัง เพื่อให้ดำเนินคดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
โดย พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พร้อมพวก ได้เข้าไปภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ นั่งเป็นประธานในพิธีศาสนสัมพันธ์สมานฉันท์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่าทำบุญประเทศ ภายในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงที่ตั้งอยู่ภายในเขตพระราชฐานในพระบรมมหาราชวัง อันเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ใช้ประกอบราชพิธี บุคคลอื่นใดไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปหากไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และนายวิษณุ ยกตนเองเสมอเบื้องสูง เป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และนายวิษณุในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ยังได้แต่งกายที่ไม่สุภาพเข้าไปประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน ละเมิด ต่อระเบียบโบราณราชประเพณี จึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้งสองเข้าข่ายฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดด้วย
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า การแจ้งความครั้งนี้ตนต้องการให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นยุติลง ทั้งนี้ เมื่อวานที่ผ่านมา (16 พ.ย.) พล.ต.พฤณท์ สุวรรณทัต ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ได้เดินทางยื่นหนังสือถึงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เพื่อห้ามนายสนธิพูดพาดพิงถึงเบื้องสูง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากดูภาพที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายวิษณุเข้าไปประกอบพิธีในวัดพระแก้ว ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และก็ไม่อยากให้มีการนำเรื่องนี้มาพูดผ่านสื่อ และไม่ต้องการให้พวกเราดึงพระองค์ลงมา ส่วนรายละเอียดการดำเนินคดีเป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการสอบสวนว่าใครผิด ใครถูก ควรหรือไม่ควร ขณะนี้หลักฐานปรากฏชัดเจน ส่วนรายละเอียดเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องไปสอบหาที่มาที่ไปของการเข้าไปทำให้เกิดภาพลักษณะดังกล่าว
“ ตั้งแต่เกิดมาในชีวิต ไม่เคยเห็น เห็นครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้าพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน เห็นภาพนี้แล้ว ก็คงคิดเหมือนผม เราคงไม่ต้องว่าเราผิดอะไร วันนี้อยากเรียกร้องให้บ้านเมืองหันเข้ามาปรองดองกัน อย่าแบ่งฝ่ายโน้นฝ่ายนี้แล้วทะเลาะเบาะแว้งกัน หมดเวลาทะเลาะกันแล้ว ประเทศชาติบอบช้ำ ฝ่ายหนึ่งหนุนอีกฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนุนอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อพ.ศ. 2535 พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าถ้าฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายหนึ่งก็จะต้องแพ้ ถ้าฝ่ายหนึ่งแพ้อีกฝ่ายก็ต้องชนะ แต่สิ่งที่แพ้แน่นอนคือประเทศชาติแล้วเสียหาย ฝ่ายที่ชนะก็ชนะบนซากปรักหักพังของแผ่นดิน จึงอยากให้ทุกยุติเรื่องเหล่านี้ อยากให้ทุกฝ่ายรอกระบวนการของศาลยุติธรรม”พล.อ.กิตติศักดิ์กล่าว
พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับพยานหลักฐานขณะนี้เราได้มาหมดแล้ว ตั้งแต่เริ่มประชุมคณะกรรมการที่จะทำบุญให้กับประเทศ ว่าเริ่มประชุมเมื่อไหร่ แนวคิดครั้งแรกเกี่ยวกับการทำหนังสือกราบบังคมทูลมาทำบุญให้แผ่นดิน การทำบุญให้แผ่นดินผู้ที่เป็นประธานก็จะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ปรากฏว่าเหตุไม่ทราบผันแปรอย่างไร จากสนามหลวงมาเป็นวัดพระแก้ว หนังสือที่เคยขอไปก็ไม่มีการตอบกลับมา อยากให้เจ้าพนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามระเบียบ เป็นเรื่องที่ค้างคาใจของคนทั้งชาติ
“อยากฝากไปถึงท่านนายกฯยังไม่สายเกินไป ท่านเป็นคนเก่งกล้าสามารถ หากมีอะไรที่ผิดพลาดพลั้งไป ก็ไปกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ คิดว่าเรื่องเหล่านี้พระองค์ท่านคงพระราชทานอภัยให้ หากเรามีจิตสำนึก เรื่องเหล่านี้เราไม่ควรจะนำมาพูดจากัน ปล่อยให้พูดกันมา 2-3 อาทิตย์ที่ปรากฎในหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ทำให้มีการพูดจากันมากมาย อยากให้ทุกฝ่ายยุติการกระทำเหล่านี้เสีย “พล.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นายเอกยุทธ กล่าวว่า ตนเดินทางมาในวันนี้ไม่ได้มาในฐานะเป็นกรณีพิพาท กับนายกรัฐมนตรี แต่มาในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจผู้ซึ่งมีจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้อยากเรียกร้องทุกฝ่ายไม่ว่าเป็นฝ่ายผู้สนับสนุนนายกรัฐมนตรีหรือไม่ชอบนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านจะต่อสู้ทางการเมืองแย่งชิงอำนาจเงินหรืออะไรก็แล้วแต่ อย่าเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาพูด เพราะสิ่งนี้ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าแจ้งความดังกล่าว พล.อ.กิตติศักดิ์ได้นำเอกสารหลักฐานภาพถ่ายที่ หนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ลงตีพิมพ์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2548 มามอบให้กับพนักงานสอบสวนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการแจ้งความได้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจ โดยมีนายเพียร ยงหนู ประธานเครือข่ายปกป้องไฟฟ้า น้ำประปา เพื่อชาติและประชาชน ได้นำรายชื่อประชาชน 20,000 รายชื่อรวมสนับสนุนการดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายวิษณุ มามอบให้กับ พล.อ.กิตติศักดิ์ ด้วย
นายเพียร กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจในฐานะประชาชนที่รักชาติ เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากได้เห็นภาพแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะวัดพระแก้วเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้สำหรับพระราชวงศ์ ประกอบพระราชพิธี ซึ่งถือเป็นห้องพระของพระเจ้าอยู่หัว การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปเป็นประธานควรจะแต่งกายด้วยชุดขาว และหากไม่ดำเนินการใดๆ ทางคดีก็อาจจะสงผลเสียในอนาคตได้
“เห็นว่านายกฯ ควรออกมารับผิดชอบ ต่อการกระทำที่เกิดขึ้น เพื่อเรียกความรู้สึกที่ดีจากประชาชน กลับคืนมา และนายกฯ ต้องมีจิตสำนึกต่อพระเจ้าอยู่หัว ควรกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ พร้อมทั้งกล่าวขอโทษประชาชน” นายเพียร กล่าว
นายเพียร กล่าวอีกว่า ภาพดังกล่าวขณะนี้ไม่ได้รู้เห็นเฉพาะประชาชนคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่กำลังแพร่หลายไปยังต่างจังหวัด โดยเฉพาะคนที่ชมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ซึ่งเกรงว่าหากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจ จะทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่นายกฯควรจะต้องออกมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง และไม่ควรให้คนใกล้ตัว ออกมาเป็นตัวแทน เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เลย