VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
Pekko
Verified User
โพสต์: 671
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 91

โพสต์

varintorn เขียน:
varintorn เขียน:คุณtum อย่าไปยึดกับความสุขที่เกิดจากสมาธิให้มากครับ บ่อยๆ เข้าจะกลายเป็นยึด
ในโลกนี้ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่กุ้งแห
แก้ไขครับ ทุกข์เท่านั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เห็นด้วยกับคุณ varintorn ครับ สุขทุกข์มันเป็นของจริง แต่เป็นเพียงวูบหนึ่งมันก็ผ่านไป แต่มันส่งผลต่อเรา เมื่อวูบนั้นเรายังมีอุปทานยึดติดในขันธ์ต่างๆ หลงเหลืออยู่

แต่การฝึกสมาธิ ไม่มีความสุขก็ไม่ได้ มิฉะนั้นพระพุทธองค์คงกล่าวถึง ปีติสุข ไว้ในอานาปานสติสูตร (ขั้นที่5-6/หมวดเวทนาในสติปัฏฐาน 4) และชี้ให้เห็นว่าควรทำให้มาก (แต่ไม่ใช่มากที่สุด) และท่านได้กล่าวถึงการปฏิบัติที่เหนือขึ้นๆ ไป คือ ต้องรู้จักปิตีสุขให้ทั่ว แล้วมาพิจารณาที่หมวดจิต และหมวดธรรมต่อไป

สำหรับเรื่องของประเภทของพระพุทธเจ้านั้น รู้ไว้ก็ดีครับ แต่อย่าไปสนใจมากนัก เพราะเป็นเรื่องอจิณไตย(สะกดถูกไหมหว่า) คือเป็นเรื่องที่นอกเหนือปัญญาอย่างมนุษย์ที่ยังมีกิเลสจะเข้าใจ (ก็เหมือนนักวิทยาศาสตร์ค้นว่าโลกเกิดได้อย่างไร จักรวาลเกิดขึ้นเมื่อไร ฯลฯ)

สำหรับตอนเด็กๆ ถึงตอนนี้ความตั้งใจของผมก็คล้ายกับพระเจ้าพิมพิสาร และพอโตขึ้นหน่อยเราก็หลงตัวเองว่ามีเราเรียนเก่ง ปัญญา(ทางโลก)ดี ความจำดี ก็หวังว่าจะมีพระอริยเจ้าพระอริยสงฆ์ มาโปรดเทศน์ชี้แนะสักหน่อย (เหมือนพระสารีบุตรฟังธรรมจากพระอัสสชิแค่บทเดียว) เรามีความมั่นใจมาก(ว่ะ)ว่าบรรลุธรรมชั้นต้นแน่
แต่พอมีทุกข์อันใหญ่หลวงเกิดขึ้นกับผม ผมก็หันเหมาปฏิบัติเองจากความไม่รู้-->หลงปาฏิหารย์-->ย่ามใจคิดว่าตนเก่งเหนือใคร-->ทำให้ยิ่งโง่ ยิ่งไม่รู้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ต้องเข้ารพ.มา 2 ครั้ง ทั้งที่ในชีวิตก่อนหน้าไม่เคยต้องนอน รพ.แม้แต่คืนเดียว และมีคนรอบๆข้างที่หวังดีบอกผมว่า ผมเปลี่ยนไป เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นคนเก็บกดดัน อยู่ในวังวนแปลกๆ เพียงคนเดียว ไม่มีใครเข้าถึง

พอคราวนี้ (ส.ค.53) ก็มาปฏิบัติใหม่ๆ ตามที่พระหลายๆ ท่านแนะนำ เราเองก็รู้จุดอ่อนแต่ไม่แก้ไข แต่ยังไงก็ต้องกลับมาแก้ไข(คือผมเป็นพวกสุดโต่ง ทำเต็มที่และหวังผมเกิน 100%) ก็ดีขึ้นจนผมคิดว่าน่าปฏิบัติถูกทางแล้วล่ะ พร้อมกับทำให้ผลของทางโลกดีขึ้น ทั้งครอบครัวแม้จะมีเรื่องเศร้าที่สุดในชีวิตเกิดขึ้นก็สุขใจ ทั้งการทำงานเมื่อก่อนผมเป็นคนเฉียบขาด หัวไว(คิดเข้าตัวเองนะ--5555) แต่ตอนนี้กลายเป็นคนเฉียบคม หัวไวมากกว่าเดิม ฟังคนอื่นมากๆๆๆ ขึ้น ECO หดหาย ทำให้มีความสุขในการทำงาน ในการเลี้ยงชีพมากขึ้น (โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นแนว VI เข้าใจถ่องแท้มากยิ่งขึ้น)

นอกจากนี้ยังทำให้ผมโยนว่าความคิดบางอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นเสียไปเกือบทั้งหมด เราและพุทธศาสนิกชนไม่ควรจะฝากความหวัง ความตั้งใจในการบรรลุธรรมไว้ให้กับพระอาจารย์องค์หนึ่งองค์ใดเพียงผู้เดียว หรือฝากให้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไป โดยที่เราคิดเข้าข้างตัวเองไม่ต้องทำอะไรเลย เราเองนี่เหละต้องพึ่งพาตนเอง ต้องตั้งใจปฏิบัติเอง เพราะเราเองเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับผลของการปฏิบัตินี้

ขออนุญาต ยกคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ดูลย์ อตุโลครับ ท่านสอนว่าในหัวข้อหวังผลไกล ดังนี้

โค้ด: เลือกทั้งหมด

เมื่อมีแขกหรืออุบาสกอุบาสิกาไปกราบนมัสการหลวงปู่ แต่หลวงปู่มีปรกติไม่เคยถามถึงเรื่องอื่นไกล มักถามว่า ญาติโยมเคยภาวนาบ้างไหม? บางคนตอบว่าไม่เคย ในจำนวนนั้นมีคนหนึ่งฉะฉานกว่าใคร เขากล่าวว่า ดิฉันเห็นว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องมาวิปัสสนาอะไรให้มันลำบากลำบนนัก เพราะปีหนึ่งๆ ดิฉันฟังเทศน์มหาชาติจบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ตั้งหลายวัน ท่านว่าอานิสงส์การฟังเทศน์มหาชาติจะได้ถึงศาสนาพระศรีอาริย์ ก็จะพบแต่ความสุขความสบายอยู่แล้ว ต้องมาทรมานให้ลำบากทำไมฯ

หลวงปู่ว่า
"สิ่งอันประเสริฐที่มีอยู่เฉพาะหน้าแล้วไม่สนใจ กลับไปหวังไกลถึงสิ่งที่เป็นแต่เพียงการกล่าวถึง เป็นลักษณะของคนไม่เอาไหนเลย ก็ในเมื่อมรรคผลนิพพานในศาสนาสมณโคดมในปัจจุบันนี้ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ กลับเหลวไหลไม่สนใจ เมื่อถึงศาสนาพระศรีอาริย์ ก็ยิ่งเหลวไหลมากกว่านี้อีก"
ที่มา : http://www.kradandum.com/luangpu_dul/index.htm
สติปัฎฐาน 4
กาย เวทนา จิต ธรรม
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 92

โพสต์

varintorn เขียน:
varintorn เขียน:คุณtum อย่าไปยึดกับความสุขที่เกิดจากสมาธิให้มากครับ บ่อยๆ เข้าจะกลายเป็นยึด
ในโลกนี้ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่กุ้งแห
แก้ไขครับ ทุกข์เท่านั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
กำลังฝึกประคองให้จิตตั้งมั่นครับ หากสมาธิเริ่มทรงตัวได้ดี ก็จะค่อยๆเริ่มการพิจารณาต่อไปครับ


:D
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 93

โพสต์

Pekko เขียน: หลวงปู่ว่า
"สิ่งอันประเสริฐที่มีอยู่เฉพาะหน้าแล้วไม่สนใจ กลับไปหวังไกลถึงสิ่งที่เป็นแต่เพียงการกล่าวถึง เป็นลักษณะของคนไม่เอาไหนเลย ก็ในเมื่อมรรคผลนิพพานในศาสนาสมณโคดมในปัจจุบันนี้ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ กลับเหลวไหลไม่สนใจ เมื่อถึงศาสนาพระศรีอาริย์ ก็ยิ่งเหลวไหลมากกว่านี้อีก"
ผมเองก็เคยอธิฐานว่าขอให้บรรลุมรรคผลนิพานในยุคสมัยของสมเด็จพระศรีอริยเมตไตร เนื่องจาก
มีกิเลสอย่างหนึ่งคือ อยากมีโอกาสได้นมัสการพระพุทธเจ้าด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง เลยอธิฐานจิต
ไปตอนที่นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ

แต่หลังจากที่ได้มาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ทำให้ได้ความรู้หลายๆอย่าง
จนตอนนี้เปลี่ยนใจอธิฐานจิตใหม่ไปแล้ว เพราะอย่างที่หลวงปู่ดุลย์พูดนั้นถูกต้องทุกอย่างเลย พระพุทธเจ้า
ทุกพระองค์สอนเหมือนกันหมด ประเสริฐสุดในทุกแดนโลกธาตุ จึงไม่มีเหตุผลอันใด ที่ต้องเวียนว่าย
ตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่สำคัญหากคิดเช่นนั้น ก็จะเป็นการสร้างกิเลสเพิ่มให้กับตัวเอง เพราะมัวแต่ไปรอน้ำบ่อหน้า

ที่สำคัญการไปนิพานไม่ใช่ความดับสูญ ดังนั้นหากมีกิเลสอยากพบพระพุทธเจ้า ก็ต้องรีบเร่งความเพียร
หมั่นถือศีล ภาวนา ละความชั่วทั้งปวง เมื่อนั้นมรรคผลนิพพานก็จะมาจ่อที่หัวใจของเราเอง

หลังจากอธิฐานจิตใหม่ รู้สึกว่าการภาวนาทำได้คล่องขึ้น ไม่ค่อยติดขัดเหมือนก่อนหน้านั้น จิตมีปีติกับ
การภาวนาพุทธโธ แม้จะยังมีอาการวอกแวกบ้าง แต่ก็รู้สึกได้ถึงความสงบของจิตทั้งในช่วงภาวนาและ
หลังภาวนา

ไม่รู้ว่ามีใครเป็นเหมือนผมหรือเปล่า ในตอนที่เราฝัน หากฝันร้าย หรือ ตอนเข้าตาจน ก่อนหน้านั้น ต้องตกใจ
ตื่นหรือร้องเสียงดัง เนื่องจากอยู่ในอาการตกใจจากความฝัน แต่หลังจากเริ่มทำบุญให้ทาน รักษาศีล และ
เจริญภาวนาบ้าง อาการเหล่านี้กลับเปลี่ยนไป หากความฝันนั้นกำลังอยู่ในช่วงร้ายแรง แทนที่จะตกใจตื่น
กลับมีสติระลึกรู้ในความฝัน ว่านี่คือความฝัน แทนที่จะเข้าตาจน เรากับกลายเป็นผู้ชนะ สามารถกลับเรื่องร้ายๆ
ในความฝัน ให้เป็นอย่างที่เราต้องการได้ ฝันนั้นก็ยังคงดำเนินต่อไปแต่อยู่ใต้การระลึกรู้ของเรา
(โปรดใช้วิจารณญาณ)

บางครั้งนั่งภาวนาอยู่ท่ามกลางฝูงชน ที่มีคนเดินขวักไขว่ไปมาพร้อม เสียงเทศน์จากพระอาจารย์ กลับรู้สึกว่า
จิตมีความสงบกว่าการนั่งในที่เงียบๆ หรือ บางทีขณะที่นั่ง อยู่ดีๆก็มีการก่อสร้าง ตอกเสาเข็ม เลื่อยต้นไม้ เจาะ
นั่นเจาะนี่ เมื่อตอนที่จิตเปี่ยมสุข การนั่งสมาธิในช่วงเวลานั้น กลับไม่มีความรู้สึกหงุดหงิด หรือ รำคาญเสียง
เหล่านั้น กลายเป็นว่าเป็นเครื่องช่วยเร่งความเพียรได้เป็นอย่างดี โดยเอาจิตไปจ่อที่เสาเข็ม ตอกครั้งแรกพุทธ
ครั้งที่สองโธ ซ้ำๆไปเรื่อยจนรู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นเลยก็มี
(ทำได้เฉพาะบางครั้งที่จิตสงบ)

สิ่งที่ได้รับจากการทำความเพียรก็คือ ความโกรธและการผูกพยาบาท นั้นน้อยลงมาก
ทุกครั้งที่มีคนมาทำให้เราโกรธ หรือ ว่าร้ายเรา จิตก็จะพิจารณาความโกรธนั้นและอโหสิกรรมให้
จากที่เคยเอามาผูกใจเจ็บ กลับระลึกรู้ได้ว่า ความโกรธนั้นไม่ได้ทำร้ายเขาเหล่านั้น แต่ทำร้าย
ตัวเราเอง เหตุไฉนเราถึงต้องให้ความโกรธนั้นมาเผาไหม้ตัวเราเอง

:D
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
ศิษย์เซียน007
Verified User
โพสต์: 1254
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 94

โพสต์

สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้คือความว่างเปล่า สูงจากว่างเปล่าคือก่อเกิดเปลี่ยนแปลง

http://www.fungdham.com/sound/popup-sou ... up-75.html



http://goo.gl/VjQ4cG
ศิษย์เซียน007
Verified User
โพสต์: 1254
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 95

โพสต์



สำหรับท่านผู้มีเวลาคับ

ขออนุโมทนาท่านผู้จัดทำคลิปและนำมาโพสให้ได้ฟังคับ :)
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้คือความว่างเปล่า สูงจากว่างเปล่าคือก่อเกิดเปลี่ยนแปลง

http://www.fungdham.com/sound/popup-sou ... up-75.html



http://goo.gl/VjQ4cG
ภาพประจำตัวสมาชิก
ดำ
Verified User
โพสต์: 4214
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 96

โพสต์

tum_H เขียน:กำลังฝึกประคองให้จิตตั้งมั่นครับ หากสมาธิเริ่มทรงตัวได้ดี ก็จะค่อยๆเริ่มการพิจารณาต่อไปครับ :D
แต่ที่ผมศึกษามา พระอาจารย์สอนว่า อย่าประคอง มันเป็นการบังคับ ไม่ทำให้ตั้งมั่นครับ ขอผู้รู้ช่วยไขข้อข้องใจทีครับ
กราฟที่มองไม่เห็นกับกราฟที่มองเห็น
Pekko
Verified User
โพสต์: 671
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 97

โพสต์

ดำ เขียน:
tum_H เขียน:กำลังฝึกประคองให้จิตตั้งมั่นครับ หากสมาธิเริ่มทรงตัวได้ดี ก็จะค่อยๆเริ่มการพิจารณาต่อไปครับ :D
แต่ที่ผมศึกษามา พระอาจารย์สอนว่า อย่าประคอง มันเป็นการบังคับ ไม่ทำให้ตั้งมั่นครับ ขอผู้รู้ช่วยไขข้อข้องใจทีครับ
รู้หรือเปล่าไม่รู้ แต่อยากตอบดังนี้
การประคองให้จิตตั้งมั่น เพื่อทำสมาธิระงับสิ่งต่างๆที่เข้าจรในจิตให้เกิดทุกข์ หรือตกอยู่ภายใต้อกุศลกรรม ที่นิยามว่า "นิวรณ์5" การเปลี่ยนนิมิตแก้นิวรณ์ตามหนังสือหายใจให้เป็นสุขนั้น มี 5 วิธี ผมจำได้เพียง 4 แต่โชคดีมีหนังสือในที่ทำงานพอดี ลอกมาอย่างย่อละกันครับ
1. เปลี่ยนกรรมฐาน/เปลี่ยนอารมณ์ อาทิเช่น เปลี่ยนจากลมหายใจเป็นคำบริกรรม เปลี่ยนจากคำบริกรรมเป็นกายคตา ยกตัวอย่างว่าหากเราบริกรรม แล้วมีราคะเข้าแทรก อาจเปลี่ยนมาใช้กายคตา หรืออสุภะแทน หรือมีโลภะเกิดขึ้นให้เปลี่ยนเป็นจาคะนุสติ เป็นต้น
2. ให้พิจารณาโทษของนิวรณ์ หรืออกุศลกรรม (วิธีนี้ผมเข้าใจเองว่าใช้ปัญญาอบรมสมาธิ) ว่า มันขัดขวางต่อการประพฤติปฏิบัติเรามากน้อยเพียงใด (อาจารย์บางท่านแนะให้โกรธกิเลส เบื่อหน่ายกิเลส)
3. ไม่ระลึกถึงมัน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจต่ออกุศลนั้นๆ เช่น หากเบื่อหน่าย ก็ให้หากิจรรมทำ เช่น ซักผ้า ล้างห้องน้ำ เก็บที่นอน
4. หยุดคิดครับ หยุดปรุงแต่ง เช่น ให้จิตตามดูการเปลี่ยนอิริยาบท จากวิ่งเป็นเดิน จากเดินเป็นนั่ง จากนั่งเป็นยืน ฯลฯ ให้รู้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำ แล้ววกเข้ามาตัวเองว่าทำไมต้องคิดอกุศล หยุดมันดีไหม ให้จิตมันหาเหตุผลไม่หยุดนิ่งครับ (ข้อนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร-เป็นข้อที่ผมจำไม่ได้)
5. สู้กับมันตรงๆเลยครับ วิธีนี้จะใช้เมื่อเรามีกำลังกายและกำลังใจเหนือกว่า (บังคับนั่นแหละครับ) ซึ่งพระอาจารย์ทุกท่านที่มีอินทรีย์แก่กล้าจะแนะผู้ที่ปฏิบัติมานานสู้ โดยพิจารณาแยกธาตุ แยกขันธ์ให้ละเอียดละออ ให้ดูซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นอีก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเวทนาคือปวดเมื่อย หรืออาการโรคต่างๆ เอาล่ะ...หามันให้เจอว่ามันอยู่ตรงไหน ตรงกายหรือจิตสมมติว่าในเวลาต่อมาอาการเจ็บปวดเมื่อย ณ จุดนั้นทุเลาลง/หายไป ให้พิจารณาว่า แล้วกายส่วนนั้นหายไปด้วยหรือเปล่า แล้วเวทนาคือจิตตัวเดียวกันใช่หรือไม่ เป็นต้น
สำหรับพระอาจารย์สอนทั้งหมดไม่ผิดนะครับ แต่ทว่าธรรม/จริตของคนบุคคลนั้นไม่เหมือนกัน ต้องพิจารณาสภาวะนั้นที่เกิดขึ้นกับตัวผู้ปฏิบัติเอง ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดความชำนาญ(วสี)มากขึ้นก็จะแก้ปัญหาเฉพาะตนได้ดียิ่งๆขึ้น และจะเห็นผลความก้าวหน้าตามลำดับนั่นเอง

โค้ด: เลือกทั้งหมด

 "ลมหายใจเข้าออกของทุกๆคนนี้เป็นแหล่งบังเกิดขึ้นแห่งสมาธิและปัญญา ซึ่งพระพุทธเจ้าเองตามที่ปรากฏในพระสูตร ก็ได้ทรงจับปฏิบัติกำหนด..."
"ผู้ปฏิบัติควรจะถือเอาหลักที่ทรงสั่งสอนไว้ด้วยพระองค์เองในการทำอาปานัสสติเป็นหลักสำคัญ พิจารณาให้เข้าใจในแนวปฏิบัติที่ได้ตรัสสอนไว้ ส่วนแนวปฏิบัติของพระอาจารย์ทั้งหลาย เลือกปฏิบัติมาประกอบเข้าตามที่เหมาะสมแก่อัธยาศัยของตน..."
ที่มา : ปกหลังหนังสือหายใจให้เป็นสุข สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
สติปัฎฐาน 4
กาย เวทนา จิต ธรรม
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 98

โพสต์

"ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าแสดงธรรมให้พระสารีบุตรฟัง พอพระพุทธเจ้าเทศน์จบลง ก็ทรงตรัสถามว่า "สารีบุตร... เธอเชื่อไหม ที่ตถาคตกล่าว" "ยังไม่เชื่อพระเจ้าข้า" พระสารีบุตรตอบ พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า "ชอบแล้ว เป็นบัณฑิตผู้มีปัญญาต้องไม่เชื่ออะไรง่ายๆ" เพียงรับรู้ไว้ก่อนแล้วเอาไปพิจารณาค้นคว้าให้เห็นเหตุเห็น ผลด้วยตนเอง จึงจะเชื่อ ได้ยินได้ฟังอะไรต้องพิจารณา โดยรอบคอบ จน ประจักษ์ชัดแก่ใจแล้วจึงปลงใจเชื่อลงไป นี่คือ หลักความเชื่อในพระพุทธศาสนา"

การปฎิบัติภาวนานั้นส่งผลดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ พูดง่ายๆก็คือ กินอิ่ม นอนหลับ หลายครั้งที่นั่งแล้วรู้สึกปวดเมื่อย
แต่ความปวดเมื่อยนั้นมักเกิดจากการเอาจิตไปจ่อที่บริเวณนั้นๆ จึงทำให้เกิดอารมณ์ไปตามที่จิตคิด หนักขึ้นๆจนจิตไม่
มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการภาวนา

วิธีการหนึ่งที่ถูกกับจริตของผมก็คือ นั่งในอริยาบทสบายๆก่อน ค่อยๆรวมจิตให้เป็นหนึ่ง หรือ จะเดิน จะนั้งบนเก้าอี้แล้ว
แต่ความสบายของกายเพื่อไม่ให้จิตเกิดอาการพะว้าพะวงกับส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เมื่อจิตมีสมาธิเข้าที่ ก็ค่อย
เปลี่ยนมาเป็นการนั่งสมาธิหรือยังคงท่าเดิมไว้ ซึ่งก็แล้วแต่จริตของแต่ละบุคคล

แม้ว่าเราจะมีการเปลี่ยนอริยาบท แต่จิตที่เป็นสมาธิก็จะสนใจแต่คำบริกรรมนั้น หรือ หากมีสิ่งเล้าจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็น
เสียงต่างๆ ก็จะไม่รู้สึกรำคาญแต่ประการใด ผมลองเปรียบเทียบการนั่งกับการเดิน แล้วรู้สึกว่าการเดินก็ให้ความสงบอีก
รูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอริยาบทที่ไม่กระทบต่อการเจริญภาวนา หนำซ้ำยังช่วยคลายความเมื่อยล้าจากการนั่งได้ด้วย

บริกรรมพุทธโธ โดยการใช้หลักการกำหนดลมหายใจ หายใจสั้นยาว หนักเบา กำหนดได้ตามใจ จนได้แบบที่เหมาะกับตน
ภาวนาไปเรื่อยๆ อ้อ ก่อนภาวนาอย่าลืมนึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณก่อน ก็จะช่วยให้จิตมีกำลังดีขึ้น
(เทคนิคส่วนตัว) เมื่อจิตออกนอกคำบริกรรม ก็ใช้กรรมฐานบางกองเข้าช่วย หรือ หากยังไม่สงบ ก็ปล่อยให้คิดไปเรื่อยๆ
จนเหนื่อยและหยุดคิดไปเอง หลังจากนั้นก็บริกรรมต่อไป

เมื่อการภาวนาเข้าที่คือ ไม่ออกนอกคำบริกรรม จิตจะเริ่มรู้สึกเบา ปลอดโปร่ง สว่างไสวไปทั่ว เหมือนทุกอย่างมารวม
อยู่ที่ตรงหน้าผาก จิตจะเริ่มนิ่ง ลมหายใจแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายคำบริกรรมก็จะหายไป เหมือนกับว่าเราหยุดหายใจ
ทุกอย่างนิ่งไปหมด เกิดปีติสุขอย่างบอกไม่ถูก ชื่นชมยินดีในจิต อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน พอรู้สึกอย่างนี้ ก็มักจะเกิดอาการ
เดินตกร่อง หรือ รู้สึกเหมือนคนนั่งแล้วสัปหงก แต่จริงๆไม่ได้หลับ เป็นอาการสมาธิตกขั้น หรือ จิตหลุดจากสมาธิชั่ววูบ

เมื่อตั้งสติได้ ก็สำรวมจิตไปที่คำบริกรรมใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนจิตนิ่ง เริ่มเกิดภาวะอย่างเดิมขึ้นอีก แต่คราวนี้สำรวจจิต
ตามปรกติไม่ใส่ใจความปีติที่เกิดขึ้น จิตเริ่มสว่างไสวมากขึ้น จ้าไปทั้งศรีษะ เสียงข้างนอกได้ยินเบามาก แต่ก็ไม่สนใจ
จนเริ่มมีอาการขนลุกซู่ จนเกิดปีติอีกครั้งพร้อมกับอาการตัวเบาเหมือนจะลอยได้ จนเกิดปีตีขึ้นแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
รู้สึกยินดีมีสุขกับสมาธิที่เกิดขึ้น และก็เกิดอาการตกร่อง จิตหลุดจากภาวะแห่งความสงบในขณะนั้นไป

เมื่อกลับมาสงบอีกครั้ง คราวนี้สมาธิกลับไปที่ระดับเดิม แต่การควบคุมอารมณ์รู้ได้ดีขึ้น จนเริ่มรู้สึกใจเบา กายเบา แทบจะ
ไม่ได้ยินเสียงหายใจ เกิดความสุขสงบ สว่างไสวไปทั่ว แต่สักพักก็จะได้ยินเสียงตูม เหมือนอะไรตกลงมาจากตึก ซึ่ง
เสียงดังมาก ทำให้สะท้านไปทั้งตัวเกิดอาการจิตหลุดไปทันที จนต้องกลับมาเริ่มภาวนาใหม่

เคยฝันถึงหลวงตามหาบัว และได้เข้าไปกราบและเล่าถึงสมาธิที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนถึงขึ้นสุดยอด
ของสมาธิแล้ว ท่านแค่เพียงยิ้ม เมื่อนำรอยยิ้มของท่านมาพิจารณาก็รู้สึกอายมาก(เมื่อตื่น) เพราะหลงทนงว่าตนฝึก
สมาธิได้ถึงขั้นสูงสุด แต่แท้ที่จริงเป็นแค่ความสุขที่เกิดจากสมาธิธรรมดาๆอย่างหนึ่งเท่านั้น

ที่ยกเอาพระสูตรมาไว้ข้างบน ก็เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ใช้สติในการพิจารณาในสิ่งที่ผมเขียน ซึ่งผมเองก็ถ่ายทอด
ออกมาจากการทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง เห็นสิ่งใด รู้สึกสิ่งใดก็ว่าไปตามนั้น ไม่ได้ขอให้เชื่อ แต่อยากให้ลอง
ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาบ้าง ความสุขสงบก็จะเข้ามาหาเราครับ


:D
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
varintorn
Verified User
โพสต์: 37
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 99

โพสต์

การปฏิบัติธรรม กับ การลงทุน มีความเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือต้องทำไปเรื่อย ๆ และก็ค้นหาวิธีที่ถูกกับจริตนิสัยตัวเอง
คนหนึ่งลงทุนสายเทคนิค ใช่ว่าเราจะทำได้อย่างเขา
คนหนึ่งปฏิบัติแบบดูจิต ใช่ว่าจะเข้าจริตกับเรา

ผมมีความคิดสรุปง่าย ๆ คือ VI ทั้งเทคนิคและพื้นฐาน ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรผิด อยู่ที่คนเลือกใช้
สมถะ และ วิปัสสนา ก็อาศัยกันและกัน แล้วแต่พื้นฐานแต่ละคนว่าจะอบรมสั่งสมมาแค่ไหน

ว่าง ๆ เดี๋ยวมาเขียนเป้าหมายต่อ... :idea: :idea: :idea:
happymom
Verified User
โพสต์: 104
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 100

โพสต์

ขอบคุณทุกท่านมากๆค่ะ
เพิ่งเริ่มปฏิบัติและไม่ค่อยเข้าใจศัพท์เฉพาะ อยากขอความอนุเคราะห์ให้มีคำแปลกำกับด้วยค่ะ แต่หากไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะคะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 101

โพสต์

เด็กใหม่ไฟแรง เขียน:ผมตามอ่านอยู่นะครับ
อยากฟังคุณเด็กใหม่บ้างครับ ช่วยแชร์หน่อยครับ
:D
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
เด็กใหม่ไฟแรง
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 1575
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 102

โพสต์

ผมความรู้น้อยครับ
ปริยัติยิ่งน้อยเลยครับ
อาศัยประสบการณ์ ผิดๆถูกๆ และความตั้งใจ
คงไม่กล้าออกความเห็นครับ
กลัวผิด จะนำคนอื่นผิดไปด้วยครับ

แต่เรื่องไหนหากรู้ ก็จะร่วมแสดงความคิดเห็นครับ
ดู clip รายการ money talk ย้อนหลังได้ที่
http://www.facebook.com/MoneyTalkTV
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 103

โพสต์

เด็กใหม่ไฟแรง เขียน:ผมความรู้น้อยครับ
ปริยัติยิ่งน้อยเลยครับ
อาศัยประสบการณ์ ผิดๆถูกๆ และความตั้งใจ
ผมก็เช่นกันครับ ได้แต่อาศัยการเล่าความปีติสุขที่เกิดจากการให้ทาน รักษาศีล(บางข้อ) และการทำสมาธิ
ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในที่นี้ได้ฟัง เผื่อพอจะมีจุดไหนพอเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

เหมือนบัวในตมในโคลนมันเหม็นสาบ ดอกบัวไปเกิดที่ตรงน้ำ มันโผล่น้ำขึ้นมา มันมีกลิ่นหอมน่าทัศนาดูทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เพราะดอกบัวดอกนี้มันเกิดมาจากโคลนสกปรก จิตใจของเราทั้งหลายก็เหมือนกันสัตว์โลกทั้งหลายก็เหมือนกัน มันปกปิดอยู่ด้วยอาสวธรรมทั้งหลายทั้งนั้นแหละ ถึงพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันตสาวกก็ดี ก็ต้องเกิดมาจากโคลนอย่างนั้น มีราคะ
(หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง)

เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ผมอยากทดลองระงับอารมณ์ของความหิวดู เลยทดลองไม่กินข้าวเย็นไปสองเดือน โดยเริ่มจากการไม่กินข้าว
เย็นเลย และทานผลไม้แทนนิดหน่อย จนไม่ทานอะไรเลยหลังช่วงเที่ยงวัน นอกจากน้ำและน้ำปานะ(น้ำหวาน)ก่อนนอน
ช่วงสองสามวันแรกๆ รู้ซึ้งถึงความหิวได้เป็นอย่างดี เพราะอาหารเย็นคืออาหารที่เราสามารถจะเลือกกินอะไรก็ได้ที่อยากจะกิน
ตามใจปากว่างั้นเถอะ ซึ่งเป็นมื้อที่โอชะที่สุด (เพื่อนๆที่ทำงานแซวว่า ก็กินอาหารร้อนๆแทนสิ)

อารมณ์ของความหิว นำมาซึ่งความหงุดหงิด เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด เลยถือโอกาสอันดีนี้พิจารณาอารมณ์หิวไปในตัว
โดยระลึกถึงพระสงฆ์ที่ท่านฉันอาหารมื้อเดียว ท่านยังอยู่ได้ด้วยอารมณ์แจ่มใส แต่เรายังกินอาหารถึง 2 เมื่อ อดแค่มื้อที่ 3 กับ
มีอารมณ์ถึงเพียงนี้ คิดแล้วก็เกิดความละอายแก่ใจ ตั้งจิตว่า ถ้าหากไม่ได้กินอาหารมื้อเย็นแล้วตาย ก็ตายๆไปซะ ไม่มีความ
อดทนอดกลั้นเสียเลย ไปวัดมาเสียมาก ไม่รู้จักเอาพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาเป็นแบบอย่างเสียเลย

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ อารมณ์หิวเริ่มดีขึ้น คือไม่รู้สึกหิว น้ำย่อยไม่หลั่ง เดินตัวเบา(สงสัยเพราะไม่มีแรง) ไม่เกิดความหิว
อารมณ์หงุดหงิดก็ไม่มี เพราะใช้มรณานุสติกำกับทุกครั้งที่หิว ทำให้เกิดความรู้สึกสังเวชทุกครั้งที่มีอารมณ์หิวเกิดขึ้น

มิน่าพระท่านถึงไม่ฉันอาหารเย็น เพราะเป็นอุปสรรคต่อการเร่งความเพียรนั่นเอง เพราะตอนกินอิ่มๆ หรือ อิ่มมากๆ หนังตา
ก็หย่อน หลับไปโดยง่าย กำลังกายก็ไม่ได้ออก กินแล้วก็นอน โรคต่างๆก็มารุมเร้า สิ่งหนึ่งที่พบในช่วงของการไม่ทาน
อาหารเย็นระหว่างการทำสมาธิก็คือ จิตสงบได้ง่าย

ผมสังเกตุได้ว่า กายเบา จิตโล่งปลอดโปร่ง หากนั่งอยู่เฉยๆแล้วเอาจิตไปจ่อที่ความหิวจะยิ่งมีแต่ความหิว แต่หากนั่งสมาธิ
จะรู้สึกถึงความอัศจรรย์เพราะจิตเราไปจ่อที่ลมอย่างเดียว ท้องว่าง กายเบา จิตโปร่ง โล่งไปหมด ความหิวหายไป กลายเป็น
ความสบายของจิตแทน ยิ่งหิว ยิ่งเร่งความเพียรให้มาก ทำให้ความหิวที่เคยมีบรรเทาเบาบางลง

แต่หลังสองเดือนนิดๆ เริ่มมีผลกระทบคือ รู้สึกหูอื้อๆ เหมือนมีลมร้อนออกทางหู จึงนำกลับมาพิจารณาก็พบว่า ตัวผมเอง
นั้นเป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งปัจจุบันไม่มีอาการเนื่องจากควบคุมการกินอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ และการทำงานที่ค่อน
ข้างเครียด และต้องทำโอทีดึกๆอยู่ทุกวัน ทำให้น้ำย่อยหลั่งออกมาค่อนข้างมาก จากการใช้ความคิดค่อนข้างมากในงาน
ที่ทำนั้นๆ

จึงได้เริ่มการทานอาหารเย็นใหม่ แต่ในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อจะได้ไม่กระทบกับร่างกาย ที่ยังต้องอาศัยกำลังสมอง
ในการทำงานในอาชีพปัจจุบันอยู่ ซึ่งการงดอาหารเย็นนั้น ผมเองก็ตั้งใจแล้วว่าในอนาคตหากเลิกทำงานแล้ว ก็จะเลิก
โดยเด็ดขาด เพราะได้เห็นประโยชน์จากสมาธิที่ได้จากการไม่มีอาหารเย็นเป็นเครื่องเหนี่ยวจิตแล้ว
(ใครที่กินแล้วจิตโล่งเป็นปรติ ก็สามารถใช้วิธีอื่นได้ครับ)

:D
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
ภาพประจำตัวสมาชิก
The Kop 71
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 271
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 104

โพสต์

โรงเรียนวิถีพุทธ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสังคมที่วัดกันด้วยค่านิยมที่ผิดๆ ช่วยกันส่งเสริมให้มีโรงเรียนแบบนี้มากๆในประเทศไทยครับ

เพราะสังคม..ประเมินค่า..ที่จนรวย
คนจึงสร้าง..เปลือกสวย..ไว้สวมใส่
หากสังคม..วัดค่า..ที่ภายใน
คนจะสร้าง..แต่จิตใจ..ที่ใฝ่ดี
ภาพประจำตัวสมาชิก
The Kop 71
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 271
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 105

โพสต์

คุณครู ที่เป็นคุณครูจริงๆ ถึงจะเหลือน้อย ก็ยังมีอยู่

ยิ่งเป็นครูที่ยึดมั่นในวิถีพุทธปัญญา ยิ่งน้อยลงไปอีกครับ

ถ้ามีโอกาส ช่วยกันส่งเสริมได้นะครับ ที่กองทุนพัฒนาครูวิถีพุทธ รร. ทอสี


เพราะสังคม..ประเมินค่า..ที่จนรวย
คนจึงสร้าง..เปลือกสวย..ไว้สวมใส่
หากสังคม..วัดค่า..ที่ภายใน
คนจะสร้าง..แต่จิตใจ..ที่ใฝ่ดี
ศิษย์เซียน007
Verified User
โพสต์: 1254
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 106

โพสต์



:D
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้คือความว่างเปล่า สูงจากว่างเปล่าคือก่อเกิดเปลี่ยนแปลง

http://www.fungdham.com/sound/popup-sou ... up-75.html



http://goo.gl/VjQ4cG
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 107

โพสต์

การแก่งแย่งแข่งขัน อิจฉาริษยา ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ทั้งสิ้น แม้ต่างเชื้อชาติ ศาสนา
ก็ยังมีโอกาสเวียนมาบรรจบพบกันได้ ทางพุทธศาสนาท่านว่า เคยสร้างกรรม จองเวรกันไว้
ถึงได้มาเจอกันในชาตินี้ การอโหสิกรรม หรือ อภัยทาน จึงเป็นหนทางแห่งความไม่เบียดเบียนนั่นเอง
เด็กใหม่ไฟแรง เขียน:การลงทุนหุ้นแบบทุ่มเท ที่พวกเรา vi ส่วนใหญ่ทำกันนั้น เป็นหนทางจัดการกับความมั่งคั่ง ที่เป็นอุปสรรคกับความเจริญก้าวหน้าทางธรรมหรือไม่
เมื่อพิจารณาการลงทุน กับ การปฏิบัติธรรม ตามที่คุณเด็กใหม่ไฟแรง เคยเขียนไว้ ผมนำมาพิจารณา ถึงการลงทุน
บนความพอดีของผม ทำให้ผมพบว่า การกินพออิ่ม กับ การกินเกินพอดี อย่างไหนจะเหมาะกับวิถีของตนเองมากที่สุด

อย่างตอนที่ผมไม่กินข้าวเย็นก่อนหน้า ทำให้ผมมานั่งพิจารณาการลงทุนอีกรอบ เพราะผลของการกินพออิ่ม ส่งผล
ให้การภาวนาปรอดโปร่ง โล่งสบาย เมื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับพอร์ตการลงทุนในปัจจุบัน ที่มูลค่าการลงทุน
เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะยังไม่ถึงเป้าหมายในตอนนี้ แต่อนาคตอันใกล้ก็คงสำเร็จตามประสงค์

เมื่อเป้าหมายเป็นไปตามที่ตั้ง มูลค่าเงินส่วนที่เกินเป้าเราจะทำอย่างไร? ซึ่งตรงนี้ผมนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อ
หาความเหมาะสมสำหรับการลงทุนเพียงเพื่อเลี้ยงชีพ ดังนั้น การกินอิ่มมากจนเกินพอสำหรับผม จะส่งผลทำให้
ร่างกายอ้วนท้วม เส้นเลือดตีบตัน สารพัดปัญหารุมเร้า เช่นเดียวกับมูลค่าเงินลงทุนในส่วนที่เกิน ถ้าตายไป หลานเหลน
ชั่วคนแรก รู้จักบริหารจัดการก็ดีไป แต่รุ่นต่อๆไปเราไม่อาจทราบได้ว่า จะนำมาซึ่งบ่อเกิดแห่งความทุกข์หรือไม่

ผมจึงตั้งเป้าหมายใหม่ว่า มูลค่าของการลงทุนส่วนที่เกินในอนาคต(น่าจะอีกพอสมควร) จะบริจาคเป็นทาน
โดยจุดหมายหลักคือการแบ่งปันธรรมทาน ในรูปของการปฏิบัติธรรม และการเผยแพร่ความสุขที่ได้รับจากการ
นำหลักของศาสนามาใช้ในชีวิตปัจจุบัน

ถึงแม้อนาคตจะเป็นอย่างที่คาดหรือไม่ก็ตาม ทุกวันนี้ผมก็รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้นึกถึงการแบ่งปันความสุข
จากธรรมทาน ถึงแม้จะเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนในสังคมในภาวะ
ที่มีแต่ความวุ่นวายในปัจจุบัน

เพราะนี่คือความสุขในรูปแบบของผมที่ค้นเจอ

:D
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
ศิษย์เซียน007
Verified User
โพสต์: 1254
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 108

โพสต์



:D
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้คือความว่างเปล่า สูงจากว่างเปล่าคือก่อเกิดเปลี่ยนแปลง

http://www.fungdham.com/sound/popup-sou ... up-75.html



http://goo.gl/VjQ4cG
ศิษย์เซียน007
Verified User
โพสต์: 1254
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 109

โพสต์

http://audio.palungjit.com/f22/miracle- ... -3135.html

เสียงอ่านหนังสือMiracle of being awake
ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ
โดย ท่านติช นัท ฮัน คับ

:pray:
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้คือความว่างเปล่า สูงจากว่างเปล่าคือก่อเกิดเปลี่ยนแปลง

http://www.fungdham.com/sound/popup-sou ... up-75.html



http://goo.gl/VjQ4cG
ศิษย์เซียน007
Verified User
โพสต์: 1254
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 110

โพสต์

ถ้าท่านใดชอบอ่านหรือฟังนิทานสนุกๆที่ให้ข้อคิดดีๆและลึกซึ้ง ลองหานิทานของท่านจิตโตมาอ่านหรือฟังดูคับสนุกและน่าจะได้อะไรดีดีอย่างแน่นอน เช่น

เรื่องกระต่ายน้อยอยากพบพญายม

http://audio.palungjit.com/f22/กระต่ายน ... -6649.html

ฤๅษีหนุ่มเที่ยวป่าหิมพานต์

http://audio.palungjit.com/f22/%E0%B8%A ... -6869.html

ตอนกบอุปาทาน & อีกาช่างติ

http://board.palungjit.com/f14/%E0%B8%9 ... 87413.html

:D
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้คือความว่างเปล่า สูงจากว่างเปล่าคือก่อเกิดเปลี่ยนแปลง

http://www.fungdham.com/sound/popup-sou ... up-75.html



http://goo.gl/VjQ4cG
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 111

โพสต์

ผมคิดว่าเพื่อนๆในห้องนี้คงสวดมนต์เป็นประจำ สำหรับผมก็พยายามฝึกไม่ให้ขาด แต่ก็มีบางวัน
ที่หัวถึงหมอนก่อน เลยไม่ได้สวดก็มี

ส่วนใหญ่ที่สวดก็จะเป็นบทพื้นๆ อย่างเช่น บูชาพระรัตนไตร สมาทานศีล พาหุงมหากา ชินบัญชร
หรือ บางวันจิตใจดีหน่อยก็จะสวด ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร ซึ่งถ้าหากลองไม่หาอ่านคำแปลเหล่านี้
ก็จะพบว่าเป็นการสรรเสริญคุณขององค์สมเด็จพระศาสดาเป็นส่วนใหญ่ ที่มีพระเมตตาเผยแผ่หลักธรรม
ที่ล้ำค่า ชี้นำซึ่งความหลุดพ้น

อานิสงค์ของการสวดมนต์ ไม่เพียงแต่ทำให้จิตใจ เปี่ยมสุข แต่ยังเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวไปด้วย ผู้ที่สวด
เป็นประจำโรคภัยไม่เบียดเบียน ตายไปก็ไปสู่สุขคติ

ผมเองชอบป่วยเล็กๆน้อยๆบ่อยๆ อาจจะเป็นเพราะตอนเด็กๆเคยได้เบียดเบียนสัตว์มาบ้าง เลยเป็นนั่นเป็นนี่
อยู่บ่อยๆ จำได้ว่าเคยได้อ่านอานิสงค์ของการสวดมนต์ของหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน ทำให้ได้รู้ว่า ไม่ใช่สิ่ง
เล็กน้อยที่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

หลังๆมานี้ ภาพต่างๆในอดีต เมื่อลองมองย้อนกลับไป ดูเหมือนจะชัดเจนเหมือนเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่
นานนี้เอง ทำให้เกิดความสลดสังเวช ในสิ่งที่ตนเคยเบียดเบียนมาเมื่อครั้งอดีต จนมาช่วงหลัง หลังการสวดมนต์
จะเพิ่มการแผ่เมตตา อุทิสส่วนกุศลให้เหล่าเจ้ากรรมนายเวร และญาติมิตรทั้งหลาย

ผลที่ได้รับคือความชุ่มชื้นใจ และสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัดคือ อาการป่วยเล็กๆน้อย ที่เคยเป็นหายไปได้อย่างอัศจรรย์
มิน่าพระท่านถึงได้กล่าวว่า จิตเบา กายก็เบา จิตหนัก กายก็หนัก ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความสงบให้จิต แต่ยังช่วย
ให้เจ้ากรรมนายเวรที่พร้อมจะอโหสิกรรมให้เรา ได้รับกุศลบุญนั้นด้วย

อาจจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับหลายๆคน แต่การสวดมนต์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะน้อมนำจิตของเราให้เข้าสู่กุศลธรรม
อันเป็นเส้นทางเบื้องต้นสู่พระนิพพานได้เช่นกัน
:D
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 112

โพสต์

พุทโธหาย (หลวงปู่มั่น)

พอตกบ่าย ๆ ก็มีชาวบ้านราว ๓-๔ คนออกมาสังเกตการณ์แทบทุกวัน แต่เขาไม่พูดจาอะไรกับท่าน ท่านก็มิได้สนใจกับเขา เฉพาะพวกเขาเองบางครั้งมีการพูดกระซิบกระซาบกัน ขณะที่พวกเขามาที่นั่นท่านกำหนดจิตดูจิตใจเขาที่คิดปรุงอยู่ทุกขณะและทุกเวลาที่เขามา

ส่วนพวกเขาเองก็คงไม่สนใจคิดว่า ท่านจะรู้เรื่องความคิดปรุงทางใจตลอดคำพูดเขาที่ระบายออกจากใจผู้บงการอะไรเลย คงเข้าใจว่าตนมีความลับที่ไม่มีใครสามารถสอดรู้อยู่ภายใน จึงสนุกคิดเรื่องต่าง ๆ อย่างเพลินใจ

ซึ่งโดยมากก็เป็นความคิดคอยจับผิดท่านอยู่ภายใน ท่านกำหนดดูใจของใครที่มาด้วยกันกี่คน ก็มีความรู้สึกนึกคิดที่คอยจับผิดอยู่ภายในเช่นเดียวกันหมด สมกับเขาประกาศสั่งพวกเขาให้มาสังเกตการณ์จริง ๆ

ท่านเองแทนที่จะคิดระวังตัวกลัวเขาจะจับผิด แต่กลับคิดสงสารเขาเป็นกำลัง ว่าคนในบ้านนั้นมีไม่กี่คนที่เป็นผู้ชักนำชาวบ้านซึ่งมีหลายคนให้เห็นผิดไปด้วย ท่านพักอยู่ที่นั้นเป็นเดือน ๆ ยังไม่เห็นเขาลดละความพยายามคอยจับพิรุธความผิดพลาดท่าน พวกใดมาหาล้วนมีความจ้องมองหาแต่ความผิดกับท่านเช่นเดียวกัน

ท่านว่าเขาช่างพยายามเอาเสียจริง ๆ แต่ยังดีอยู่อย่างหนึ่งที่เขาไม่พร้อมใจกันมาขับไล่ท่านให้หนีจากที่นั้น เป็นเพียงจัดวาระกันมาควบคุมโดยทางลับเท่านั้น เมื่อท่านอยู่นานไป ทั้งพวกเขาก็มาสังเกตดูอยู่หลายครั้ง เฉพาะพวกหนึ่ง ๆ ยังไม่อาจจับความเคลื่อนไหวที่ผิดพลาดท่านได้ เขาคงแปลกใจอยู่มาก

อในเวลาต่อมาคืนวันหนึ่งท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ ได้ยินหรือทราบขึ้นภายในใจว่า หัวหน้าบ้านประชุมสอบถามผลของการสังเกตการณ์ว่าได้ผลคืบหน้าไปเพียงใดบ้าง ชาวบ้านบรรดาที่มาสังเกตให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีผลอะไรตามความคิดเห็นของพวกเราที่คิดกัน ไปทำอย่างนั้นดีไม่ดี น่ากลัวจะเป็นโทษมากกว่าผลที่คาดกัน

ผู้สงสัยซักขึ้น ทำไมว่าอย่างนั้น เขาตอบกันว่า ก็เท่าที่สังเกตดูแล้ว ตุ๊เจ้าสองตนนั้น (ตุ๊เจ้าหมายถึงพระ) ไม่เห็นมีกิริยาท่าทางใด ๆ ที่เป็นไปดังที่พวกเราคาดกัน ไปสังเกตดูทีไรก็เห็นแต่ท่านนั่งหลับตานิ่งอยู่บ้าง ท่านเดินกลับไปกลับมาในท่าสำรวม ไม่มองโน้นมองนี้อย่างคนทั่ว ๆ ไปบ้าง

คนที่จะเป็นเสือเย็นตั้งท่าคอยฉีกสัตว์กัดคนคงไม่ทำอย่างนั้น ต้องมีอาการแสดงออกให้พอจับได้บ้าง แต่ตุ๊เจ้าสองตนนี้ไม่มีกิริยาเช่นนั้นแฝงอยู่บ้างเลย ถ้าขืนไปทำอย่างที่พากันทำอยู่ทุกวันนี้ จึงน่ากลัวเป็นบาป ทางที่ถูกควรไปศึกษาไต่ถามท่านดูให้รู้เหตุผลต้นปลายก่อน อยู่ ๆ ก็ไปเหมาว่าท่านไม่ดีเอาเลยตามความคิดเห็นเฉย ๆ อย่างนี้น่ากลัวเป็นบาป

บรรดาพวกที่ไปสังเกตท่านมาแล้ว พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านเป็นตุ๊เจ้าดียากจะหาได้ พวกเราก็เคยเห็นตุ๊เจ้ามาบ้างพอจะรู้ของดีของไม่ดี บางรายก็ว่า เคารพเลื่อมใสท่านมากกว่าจะคิดแส่หาโทษท่าน ถ้าอยากทราบรายละเอียดก็ควรไปศึกษาไต่ถามท่านดูบ้างว่า การนั่งหลับตานิ่ง ๆ ก็ดี การเดินกลับไปกลับมาก็ดี ท่านนั่งเพื่ออะไร และท่านเดินหาอะไร

ท่านว่าสุดท้ายแห่งการประชุมของชาวป่าได้ความว่า ให้คนไปไต่ถามท่านดูตามที่ตกลงกัน ตื่นเช้ามาท่านก็พูดกับพระที่อยู่ด้วยว่า เขาเริ่มกลับใจมาทางดีแล้ว คืนนี้เขาประชุมกันเกี่ยวกับการมาสังเกตดูพวกเรา ตกลงกันว่าจะจัดให้คนมาไต่ถามข้อข้องใจกับพวกเรา พอวันหลังตอนบ่าย ๆ เขาพากันมาจริง ๆ ดังที่รู้ไว้

ในจำนวนที่มามีคนหนึ่งถามขึ้นว่า
ตุ๊เจ้านั่งหลับตานิ่ง ๆ และเดินกลับไปกลับมานั้น ตุ๊เจ้านั่งและเดินหาอะไร
ท่านตอบเขาว่า พุทโธเราหาย เรานั่งและเดินหาพุทโธ
เขาถามท่านว่า พุทโธเป็นตัวอย่างไร พวกเราจะช่วยตุ๊เจ้าหาได้ไหม?
ท่านตอบว่า พุทโธเป็นดวงแก้วอันประเสริฐเลิศโลกในไตรภพ เป็นดวงฉลาดรอบรู้ทั่วไตรโลกธาตุ ถ้าสูจะช่วยเราหาก็ยิ่งดีมาก จะได้เห็นพุทโธเร็ว ๆ ง่าย ๆ ด้วย (สูเป็นคำที่ชาวเขานับถือกันว่าดีมากสนิทกันมาก)

เขาถามว่า พุทโธตุ๊เจ้าหายมานานแล้วหรือ
ท่านตอบว่า ไม่นาน ถ้าสูช่วยหาให้ยิ่งจะพบเร็วกว่าเราหาเพียงคนเดียว
เขาถามว่า พุทโธเป็นดวงแก้วใหญ่ไหม?
ท่านตอบว่า ไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอดีกับเราและกับพวกสูดี ๆ นี่เอง ใครหาพุทโธพบคนนั้นประเสริฐ มองเห็นอะไรได้ตามใจหวัง

เขาถาม มองเห็นนรกสวรรค์ได้ไหมตุ๊เจ้า?
ท่านตอบว่ามองเห็นซิ ไม่เห็นจะว่าประเสริฐได้อย่างไร
ลูกเมียผัวตายมองเห็นได้ไหมตุ๊เจ้า?
ท่านตอบว่าเห็นหมด ถ้าต้องการอยากเห็นเมื่อได้พุทโธแล้ว

เขาถาม สว่างมากไหม?
ท่าน สว่างมากยิ่งกว่าพระอาทิตย์ตั้งร้อยดวงพันดวง เพราะพระอาทิตย์ไม่สามารถส่องเห็นนรกสวรรค์ได้ แต่ดวงพุทโธสามารถส่องเห็นหมด
เขาถาม ผู้หญิงช่วยหาได้ไหม? เด็ก ๆ ช่วยหาได้ไหม?
ท่าน ได้ทั้งนั้น ไม่นิยมว่าหญิงว่าชาย ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ใครหาก็ได้ทั้งนั้น

เขาถามท่านว่า พุทโธนั้นประเสริฐในทางใดบ้าง กันผีได้ไหม?
ท่านตอบว่า พุทโธประเสริฐ และใช้ได้หลายทางจนนับไม่ถ้วน ในโลกทั้งสาม คือกามโลก รูปโลก อรูปโลก โลกทั้งสามต้องยอมกราบพุทโธทั้งนั้น ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าพุทโธ ผีก็กลัวพุทโธมาก ต้องกราบพุทโธ ใครหาพุทโธแม้ยังไม่พบ ผีเริ่มกลัวผู้นั้นแล้ว

เขาถามท่าน พุทโธเป็นแก้วสีอะไรตุ๊เจ้า
ท่านตอบพุทโธเป็นแก้วดวงสว่างไสวและมีหลายสีจนนับไม่ได้
พุทโธนี้เป็นสมบัติอันวิเศษของพระพุทธเจ้า
พุทโธนั้นเป็นองค์แห่งความรู้ความสว่างไสวไม่เป็นวัตถุ
พระพุทธเจ้าท่านมอบให้พวกเราไว้หลายปีแล้ว
แต่เราเองยังหาพุทโธที่ท่านมอบให้ยังไม่เจอ
ไม่ทราบว่าอยู่ที่ตรงไหน แต่จะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญนัก
ที่สำคัญก็คือถ้าสูจะพากันช่วยเราหาพุทโธจริง ๆ
ให้พากันนั่งหรือเดินนึกในใจว่าพุทโธ ๆ อยู่ภายในโดยเฉพาะ
ไม่ให้จิตส่งออกไปนอกกาย ให้รู้อยู่กับคำว่าพุทโธ ๆ เท่านั้น
ถ้าทำอย่างนี้พวกสูอาจเจอพุทโธก่อนเราก็ได้

เขาถามท่านว่าการนั่งหรือเดินหาพุทโธจะให้นั่งหรือเดินนานเท่าไรถึงจะพบพุทโธแล้วหยุดได้ ท่านตอบ ให้นั่งหรือเดินเพียง ๑๕ หรือ ๒๐ นาทีก่อนสำหรับผู้ตามหาพุทโธทีแรก พุทโธท่านยังไม่อยากให้พวกเราตามหาท่านนานนัก กลัวจะเหนื่อยแล้วตามพุทโธไม่ทัน เดี๋ยวจะขี้เกียจเสียก่อน ทีหลังจะไม่อยากตามหาท่านแล้วเลยจะไม่พบท่าน เอาเพียงเท่านี้ก่อน ถ้าอธิบายมากกว่านี้จะจำวิธีไม่ได้แล้วตามหาพุทโธไม่พบ

เสร็จแล้วเขาพากันกลับบ้าน การลาท่านสำหรับเขาแล้วไม่ต้องพูดถึงเพราะเขาไม่เคยลาใคร ว่าจะไปเขาลุกขึ้นแล้วก็ไปทันทีทันใด ไม่สนใจคำลาใครทั้งนั้น พอไปถึงบ้านแล้ว ชาวบ้านต่างมารุมถามเป็นการใหญ่

เขาอธิบายให้ฟังตามที่ท่านสั่งสอนเขาแต่โดยย่อไว้ก่อนนั้น นอกจากนั้น เขายังอธิบายเรื่องท่านพระอาจารย์ให้ชาวบ้านฟังว่า ที่สงสัยการนั่งหลับตานิ่ง ๆ และการเดินกลับไปกลับมานั้น ท่านนั่งและเดินหาพุทโธดวงเลิศต่างหาก มิได้นั่งและเดินแบบเสือเย็นดังที่พวกเราเข้าใจกัน

พอชาวบ้านทราบวิธีตามที่พวกมาถามท่านนำไปเล่าให้ฟังแล้ว ต่างคนต่างสนใจฝึกหัดนึกพุทโธภายในใจโดยทั่วกัน นับแต่หัวหน้าบ้านลงมาถึงผู้หญิงและเด็ก ๆ ที่พอรู้วิธีนึก พุทโธได้

เป็นที่อัศจรรย์ไม่คาดฝันว่า จะมีผู้รู้เห็นธรรมของพระพุทธเจ้าภายในใจอย่างประจักษ์โดยไม่เนิ่นนานนัก คือผู้ชายคนหนึ่งซึ่งตามหาพุทโธ แล้วประสบธรรม คือความสงบสุขทางใจจากการนึกบริกรรมพุทโธตามวิธีที่ท่านบอกเขา

ท่านเล่าว่าก่อนหน้า ๓-๔ วันที่เขาจะประสบผลจากพุทโธ เขานอนหลับฝันถึงท่านพระอาจารย์มั่นว่า ท่านเอาเทียนใหญ่ที่จุดไฟอย่างสว่างไสวแล้วไปติดไว้บนศีรษะเขา พอท่านติดเทียนเสร็จแล้วนับแต่ศีรษะลงมาถึงตัวเขาปรากฏว่าสว่างไสวไปโดยตลอด เขาดีใจมากว่าตนได้ของดีมีความสว่างไสวแผ่ออกไปนอกกายตั้งหลาย ๆ วา พอจิตเขาเป็นขึ้นมาก็รีบมาหาท่านพระอาจารย์ และเล่าเรื่องความเป็นและความฝันให้ท่านฟังอย่างน่าอัศจรรย์

จากนั้นท่านก็ได้อธิบายเพิ่มเติมให้เขาไปทำต่อ ปรากฏว่าได้ผลอย่างรวดเร็วและยังสามารถรู้ใจของผู้อื่นได้อีกด้วย ว่าใจของใครยังมีเศร้าหมองและผ่องใสเพียงใด เขาพูดกับท่านอย่างไม่มีการสะทกสะท้านเลย ซึ่งตรงกับจริตคนป่าที่มีนิสัยพูดตรงไปตรงมาอยู่แล้ว

ในเวลาต่อมาเขาออกมาเล่าธรรมให้ท่านฟังว่า เขาได้พิจารณารู้เห็นจิตท่านอาจารย์และพระที่อยู่กับท่านได้อย่างชัดเจน ท่านเองก็ถามเขาบ้างเป็นเชิงเล่น ๆ ว่าจิตของท่านเป็นอย่างไร มีบาปมากไหม? เขาตอบท่านทันทีเลยว่า จิตของตุ๊เจ้าไม่มีจุดมีดวงเหลืออยู่แล้ว มีแต่ความสว่างไสวอันเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่งอยู่ภายในเท่านั้น

ตุ๊เจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุดในโลกไม่มีใครเสมอเหมือน เฮาไม่เคยเห็น (คำว่าเฮาเทียบกับคำว่าผม) ตุ๊เจ้ามาพักอยู่ที่นี่ตั้งนานร่วมปีแล้ว ทำไมไม่สอนเฮาบ้างก๊าแต่แรกมาอยู่


:idea:
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 113

โพสต์

วันนี้ ตื่นแต่เช้าไปวัดป่าภูริทัตต ปทุมฯ ของหลวงปู่เจี๊ย

สถานที่ร่มรื่นเงียบสงบดีครับ มีกุฎิเล็กๆหลายหลัง ไว้รองรับท่านที่ต้องการไปปฎิบัติธรรม
และที่เจดีย์ ก็มีอาสนะไว้ให้ท่านที่ต้องการนั่งสมาธิ ได้นั่งภาวนา

ส่วนศาลาชั้นล่างลมโกรก เหมาะแก่การเจริญธรรมเช่นกันครับ
ไม่ไกลจากกรุงเทพ เป็นสถานที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมดีมากครับ

ไม่ทราบว่าแถวๆใกล้ๆกรุงเทพ ยังมีสถานที่ไหนที่วิเวก เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม
บ้างครับ เพื่อนๆช่วยกันแนะนำหน่อย



:idea:
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
ภาพประจำตัวสมาชิก
The Kop 71
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 271
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา พุทธชยันตี 2600 ปี

โพสต์ที่ 114

โพสต์

ขอเชิญร่วมเฉลิมฉลอง

พุทธชยันตี 2600 ปีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม

http://www.buddhaleela.org/en/bl-fair.html
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
เพราะสังคม..ประเมินค่า..ที่จนรวย
คนจึงสร้าง..เปลือกสวย..ไว้สวมใส่
หากสังคม..วัดค่า..ที่ภายใน
คนจะสร้าง..แต่จิตใจ..ที่ใฝ่ดี
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 115

โพสต์

วันนี้วันวิสาขบูชา เป็นอีกหนึ่งวันที่เราชาวพุทธจะได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
ขององค์สมเด็จพระศาสดา

ส่วนตัวผมได้ไปฝึกอบรมจิตที่วัดเมื่อวาน ได้ความสงบของจิตพอควร
ระยะหลังๆเป็นที่น่ายินดี ที่มีวัยทำงานเข้าวัด ฝึกวิปัสสนามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนหนึ่งแสดงให้เห็นถึงความวุ่นวายในสังคมและหน้าที่การงานมีมากขึ้น อีกส่วน
การแสวงหาหนทางแห่งความดับทุกข์ก็มากขึ้นด้วยกัน

ทุกวันนี้ปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ หรือ สะดุ้งตื่นมาตอนดึกๆหมดไป ตั้งแต่ฝึกการ
บริหารจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพียงแค่กำหนดจิตว่า เอาหล่ะ ตอนนี้ถึงเวลานอน
สมควรแก่การพักผ่อนแล้ว จากนั้นกำหนดลมและภาวนาพุทโธจนหลับ และตื่นมาอีกครั้ง
เมื่อตอนรุ่งสาง

รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ชาตินี้ ได้มีโอกาสศึกษาและปฎิบัติตามหลักของพระพุทธสาสนา
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังลุ่มๆดอนๆอยู่ แต่ผมก็เชื่อว่าหากเรามีความมุ่งมั่น สุดท้ายก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ครับ

:D
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
เด็กใหม่ไฟแรง
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 1575
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 116

โพสต์

อนุโมทนากับคุณ tum-H ครับ

ผมเองมีโอกาสไปเห็นสถานที่ปฏิบัติธรรมใกล้ๆกรุงเทพ2แห่งครับ
หนึ่งคือวัดหลวงพ่อเทียน อยู่ฝั่งธนครับ คนไม่มาก สงบ และมีพระอาจารย์คอยสอน
มีพระอาจารย์ทอง ลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนสอน
แต่ตอนผมไปกลางวัน รองเจ้าอาวาสท่านมาสอนด้วยตัวเองให้พวกเราครัย

อีกแห่งคือวันทับทิมแดง ลำลูกกา ที่มีพระอาจารย์ลูกศิษย์สายหลวงปู่ชาครับ
วัดร่มรื่นมากครับ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ครับ
จะไปอยู่ปฏิบัติที่วัดได้ ต้องเคยอยู่ครบ7วันก่อนครับ
ดู clip รายการ money talk ย้อนหลังได้ที่
http://www.facebook.com/MoneyTalkTV
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 117

โพสต์

เด็กใหม่ไฟแรง เขียน: หนึ่งคือวัดหลวงพ่อเทียน อยู่ฝั่งธนครับ คนไม่มาก สงบ และมีพระอาจารย์คอยสอน

อีกแห่งคือวัดทับทิมแดง ลำลูกกา ที่มีพระอาจารย์ลูกศิษย์สายหลวงปู่ชาครับ
โอ ขอบคุณมากครับที่ช่วยแชร์ เพราะปรกติผมจะไปวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก
แต่ว่าไกลจากรามอินทราพอควร เลยอยากหาสถานที่ใกล้กว่านี้หน่อย

ดูแล้ววัดทับทิมแดงดูจะใกล้ที่สุด หากมีโอกาสคงได้ไปฝึกบ้างครับ

ขอบคุณครับ
:P
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
Pekko
Verified User
โพสต์: 671
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 118

โพสต์

tum_H เขียน:
เด็กใหม่ไฟแรง เขียน: หนึ่งคือวัดหลวงพ่อเทียน อยู่ฝั่งธนครับ คนไม่มาก สงบ และมีพระอาจารย์คอยสอน

อีกแห่งคือวัดทับทิมแดง ลำลูกกา ที่มีพระอาจารย์ลูกศิษย์สายหลวงปู่ชาครับ
โอ ขอบคุณมากครับที่ช่วยแชร์ เพราะปรกติผมจะไปวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก
แต่ว่าไกลจากรามอินทราพอควร เลยอยากหาสถานที่ใกล้กว่านี้หน่อย

ดูแล้ววัดทับทิมแดงดูจะใกล้ที่สุด หากมีโอกาสคงได้ไปฝึกบ้างครับ

ขอบคุณครับ
:P
วัดปทุมวนาราม วัดพุทธบูชา และวัดธรรมมงคล ก็น่าสนใจนะครับ เป็นวัดสายหลวงปู่มั่น ด้วยเฉพาะวัดธรรมมงคล หลวงพ่อวิริยังค์ เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ผมเคยปรึกษาท่านตอนหัดใหม่(ตอนนั้นหลงทางอยู่) ท่านเมตตามาก จากนั้นมาผมก็ไปทำบุญต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 52 แต่ก็ยังไม่เคยได้ฝึกในวัดท่านเลยครับ
สติปัฎฐาน 4
กาย เวทนา จิต ธรรม
ภาพประจำตัวสมาชิก
tum_H
Verified User
โพสต์: 1857
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 119

โพสต์

Pekko เขียน:
tum_H เขียน:
เด็กใหม่ไฟแรง เขียน: หนึ่งคือวัดหลวงพ่อเทียน อยู่ฝั่งธนครับ คนไม่มาก สงบ และมีพระอาจารย์คอยสอน

อีกแห่งคือวัดทับทิมแดง ลำลูกกา ที่มีพระอาจารย์ลูกศิษย์สายหลวงปู่ชาครับ
โอ ขอบคุณมากครับที่ช่วยแชร์ เพราะปรกติผมจะไปวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก
แต่ว่าไกลจากรามอินทราพอควร เลยอยากหาสถานที่ใกล้กว่านี้หน่อย

ดูแล้ววัดทับทิมแดงดูจะใกล้ที่สุด หากมีโอกาสคงได้ไปฝึกบ้างครับ

ขอบคุณครับ
:P
วัดปทุมวนาราม วัดพุทธบูชา และวัดธรรมมงคล ก็น่าสนใจนะครับ เป็นวัดสายหลวงปู่มั่น ด้วยเฉพาะวัดธรรมมงคล หลวงพ่อวิริยังค์ เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ผมเคยปรึกษาท่านตอนหัดใหม่(ตอนนั้นหลงทางอยู่) ท่านเมตตามาก จากนั้นมาผมก็ไปทำบุญต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 52 แต่ก็ยังไม่เคยได้ฝึกในวัดท่านเลยครับ
เคยไปวัดธรรมมงคลเหมือนกันครับ แต่คนเยอะมาก เหมาะไปทำบุญ
บนเจดีย์และศาลาก็มีคนนั่งสมาธิพอควร :P
ชาตินี้เป็นที่สุดแล้ว บัดนี้ไม่มีความเกิดอีก
เด็กใหม่ไฟแรง
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 1575
ผู้ติดตาม: 0

Re: VI สายธรรมะ แนวพุทธปัญญา

โพสต์ที่ 120

โพสต์

หากสามารถเดินทางได้
ไม่ไกลมากนัก
เสนอว่า วัดบุญญาวาศ เมืองชล
พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) สอนเองครับ
ศิษย์หลวงปู่ชาครับ
อยู่ในป่า บรรยากาศรื่นรมย์มากครับ
มีคนไปปฏิบัติแบบค้างคืนกันพอสมควร
ดู clip รายการ money talk ย้อนหลังได้ที่
http://www.facebook.com/MoneyTalkTV