เรียนจบแล้ว.. แต่กำลังสับสนครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 668
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนจบแล้ว.. แต่กำลังสับสนครับ
โพสต์ที่ 1
คือขอแนะนำตัวก่อนนะครับ...
เพิ่งจบวิศวะเครื่องกลที่บางมดมา แต่ผมรู้สึกตัวเองว่า
มันไม่ใช่ตัวตนของผมตั้งแต่ที่ผมได้ไปฝึกงานแล้ว..
ผมเริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2 ก่อนที่จะไปฝึกงานสะอีกชอบแนวทาง
VI มากและเพิ่งรู้ตัวว่าชอบมากๆตอนปี 4 ได้เจอหนังสือ..
ของอาจารย์นิเวศน์ และอีกหลายๆเล่ม ทำให้ผมสนใจศึกษา
แต่ตอนนี้คือทางที่ผมต้องเลือกแล้วว่า ต้องทำงาน หรือเรียนต่อ
ใจผมไม่ชอบเป็นมนุษย์เงินเดือน ชอบลงทุนไม่ค่อยอยู่สุขเท่าไร
แล้วถ้าเรียนต่อผมควรเรียนโท สาขาอะไรดีครับ MBA หรือ finance
ป.ล. ที่เรียนโทนี่อยากได้ความรู้มาใช้ครับผม
เพิ่งจบวิศวะเครื่องกลที่บางมดมา แต่ผมรู้สึกตัวเองว่า
มันไม่ใช่ตัวตนของผมตั้งแต่ที่ผมได้ไปฝึกงานแล้ว..
ผมเริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2 ก่อนที่จะไปฝึกงานสะอีกชอบแนวทาง
VI มากและเพิ่งรู้ตัวว่าชอบมากๆตอนปี 4 ได้เจอหนังสือ..
ของอาจารย์นิเวศน์ และอีกหลายๆเล่ม ทำให้ผมสนใจศึกษา
แต่ตอนนี้คือทางที่ผมต้องเลือกแล้วว่า ต้องทำงาน หรือเรียนต่อ
ใจผมไม่ชอบเป็นมนุษย์เงินเดือน ชอบลงทุนไม่ค่อยอยู่สุขเท่าไร
แล้วถ้าเรียนต่อผมควรเรียนโท สาขาอะไรดีครับ MBA หรือ finance
ป.ล. ที่เรียนโทนี่อยากได้ความรู้มาใช้ครับผม
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนจบแล้ว.. แต่กำลังสับสนครับ
โพสต์ที่ 2
น้องครับ อ่าน บทความนี้ เลยครับ มีคำตอบในนั้นเลยครับ
เส้นทางความมั่งคั่งของ บัฟเฟตต์
โลกในมุมมองของ Value Investor 20 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตำนานความมั่งคั่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Value Investor ทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ในเมืองไทย จุดเด่นของบัฟเฟตต์นั้น นอกจากจำนวนเงินที่มหาศาลติดอันดับต้น ๆ ของเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นเพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่มีฐานะทางบ้านที่ร่ำรวยมาก่อน หรือแต่งงานกับคนที่ร่ำรวย นอกจากนั้น เขาไม่ได้เป็นคนที่สร้างตัวจาก ธุรกิจ เขาเป็นแค่ นักลงทุน มาตลอดชีวิต ดังนั้น นักลงทุนหนุ่ม ๆ จำนวนมากจึงอาจจะคิดว่าพวกเขาก็สามารถรวยมหาศาลได้เช่นกันโดยการยึด อาชีพ การเป็น นักลงทุน ตั้งแต่ยังอายุน้อยและด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อยมากแบบเดียวกับบัฟเฟตต์ แต่นี่เป็นหนทางของ วอเร็น บัฟเฟตต์ จริงหรือ? ลองมาดูเส้นทางการสร้างความมั่งคั่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ดูว่าเขารวยจนมีเงินประมาณ 47,000 ล้านเหรียญหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทได้อย่างไร
พูดถึง เงินเริ่มต้น ของบัฟเฟตต์ก่อน ตาม ตำนาน นั้น บอกว่าบัฟเฟตต์เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียง 100 เหรียญหรือไม่กี่พันบาทไทย แต่ถ้ามีเงินเพียงแค่นี้และไม่มี รายได้อื่น เพิ่มเติมเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ทำอย่างไรผมก็คิดว่าบัฟเฟตต์ไม่มีทางรวยได้ขนาดนี้ บางทีเขาอาจจะมีเงินในวันนี้สัก50-60 ล้านเหรียญ และเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ในช่วงต้น ๆ ของชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น รายได้จากการลงทุนด้วยเงินของตนเองนั้นน่าจะเป็น รายได้ส่วนน้อย รายได้สำคัญนั้นน่าจะเป็น รายได้อื่น ที่เกิดจากการทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรง นั่นก็คือ เป็นรายได้จากการ รับจ้างลงทุน ซึ่งก็คือ ส่วนแบ่ง 25 เปอร์เซ็นต์ของกำไรที่เกินกว่า 6% ที่บัฟเฟตต์คิดจากคนที่เอาเงินมาให้เขาบริหาร รายได้ส่วนนี้ บัฟเฟตต์จะนำมาลงทุนทบต้นเข้าไปเรื่อย ๆ และทำให้เงินในส่วนของตนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะเขาทำกำไรให้กับพอร์ตที่เขารับบริหารสูงมาก ผลตอบแทนของพอร์ตโตปีละ 40-50% ทำให้เงินของบัฟเฟตต์เพิ่มขึ้นมาเป็นเงินถึง 25 ล้านเหรียญเมื่อเขาอายุ 38 ปี และนี่คือการจบ บทที่หนึ่ง ในชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์
บทเรียนของ บทที่หนึ่ง ก็คือ ในช่วงแรก ๆ ที่คุณยังมีเงินน้อยมากนั้น คุณควรจะต้องทำงานหาเงิน ในเมืองไทยเองนั้น การรับบริหารพอร์ตเป็นเรื่องเป็นราวนั้นทำได้ยากเนื่องจากข้อจำกัดของกฏหมาย ยิ่งกว่านั้น การบริหารพอร์ตที่มีตลาดหรือมีคนสนใจให้บริหารนั้น มักจะเป็นเรื่องของการบริหารแบบเก็งกำไรที่คนทำจะต้องมีชื่อเสียงเป็น เซียนหุ้น ที่สามารถสร้างราคาหุ้นหรือมีอิทธิพลชี้นำราคาหุ้นได้ การบริหารการลงทุนแบบ Value Investment นั้น ช้าเกินไปและคงหาคนมาลงทุนแบบที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำได้ยาก ว่าที่จริง บัฟเฟตต์เองก็ได้เงินส่วนใหญ่มาจากญาติพี่น้องและคนที่รู้จักมักคุ้นเท่านั้นโดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่เก่งหรือดังพอที่จะรับจ้างลงทุน สิ่งที่ควรทำก็คือ ทำงานหาเงินมาเพิ่ม พอร์ตเริ่มต้น ให้มากพอจนกระทั่ง เงินจากการลงทุน จะมากกว่าเงินจากการทำงานมาก ๆ และเมื่อถึงเวลานั้นค่อยเริ่ม บทที่สอง
บทที่สองของบัฟเฟตต์ก็คือ การลงทุนเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ การใช้บริษัทเบิร์กไชร์เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทอื่น ๆ รวมถึงหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และนั่นคือช่วงประมาณปี 1969 ที่บัฟเฟตต์ปิดกองทุนและคืนเงินให้คนที่มาให้บริหารซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ขึ้นไปสูงสุดและกำลังจะตกลงมากลายเป็นตลาดหมี ในช่วง 10 ปีนับจากปี 1969 ถึง 1979 ที่บัฟเฟตต์เริ่มลงทุนเพียงอย่างเดียวจากเงินต้น 25 ล้านเหรียญนั้น ตลาดหลักทรัพย์อยู่ในภาวะที่ยากลำบากมากเนื่องจากเกิดตลาดหมีที่รุนแรงถึงสองช่วงคือ ในปี 1969-71 และในช่วง 1973-74 ซึ่งเป็นวิกฤติตลาดหุ้นที่ร้ายแรงเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง ทำให้ผลตอบแทนของตลาดในช่วงสิบปีนั้นอยู่ที่ประมาณ 4.7% ต่อปีโดยเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม พอร์ตของบัฟเฟตต์คิดจากราคาหุ้นของเบิร์กไชร์นั้นกลับเพิ่มขึ้นถึง 22.5% เอาชนะดัชนีตลาดถึง 17.8% และนี่คือศิลปะแห่งการ เอาตัวรอด ในยามวิกฤติของบัฟเฟตต์
ช่วงสิบปีที่สองของการลงทุนเพียงอย่างเดียวของบัฟเฟตต์คือช่วงปี 1979-1989 นั้นเป็นช่วง ฟื้นตัว ของตลาดหุ้น ดัชนี S&P ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยปีละ 12.5% แต่พอร์ตของบัฟเฟตต์ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยปีละ 39.1% ชนะตลาดถึง 26.6% ทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีของอเมริกาโดยมีความมั่งคั่ง 3.4 พันล้านเหรียญในปี 1989
ช่วงสิบปีที่สามคือปี 1989-1999 นั้นเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นอเมริกาบูมมากและถือเป็นทศวรรษของการลงทุน ดัชนี S&P ปรับเพิ่มขึ้นปีละ 15.4% โดยเฉลี่ย พอร์ตของบัฟเฟตต์เองนั้นก็ปรับเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะไม่ดีเท่าช่วงสิบปีก่อนหน้านั้น ส่วนหนึ่งก็คือ ในช่วงสิบปีนี้เป็นช่วงของหุ้นไฮเท็คและหุ้นเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตซึ่งบัฟเฟตต์เองไม่ยอมลงทุน ดังนั้น ผลตอบแทนของบัฟเฟตต์จึงเท่ากับประมาณ 20.5% โดยเฉลี่ย และชนะดัชนีตลาดเพียง 5.1% ในปี 1998 บัฟเฟตต์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นคนที่รวยที่สุดเป็นอันดับสองของโลกด้วยความมั่งคั่ง 33.6 พันล้านเหรียญ เขากลายเป็นสัญญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของนักลงทุนและบรรษัทของอเมริกา
ช่วงสิบปีสุดท้ายคือตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2009 นั้นเป็นปีวิกฤติของตลาดหุ้น ทั้งวิกฤติจากหุ้นอินเตอร์เน็ตและวิกฤติซับไพร์ม ทำให้ช่วงสิบปีนี้ตลาดหุ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแต่กลับลดลงปีละ 2.7% โดยเฉลี่ย พอร์ตของบัฟเฟตต์เองนั้นยังโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 5.9% อานิสงค์จากการที่ไม่ได้ลงทุนในหุ้นไฮเท็คจึงไม่ถูกกระทบมากนัก ผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดประมาณ 8.6% นั้นถึงแม้ว่าจะยังสูงแต่ก็ห่างจากที่เคยทำได้ในช่วง 20 ปีแรกของการลงทุน นี่อาจจะเป็นผลจากการที่พอร์ตของบัฟเฟตต์โตขึ้นมามากจนการทำผลตอบแทนที่สูงมากนั้น ทำได้ยากขึ้นมาก
ตลอดช่วง 40 ปีของการลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้น ผลตอบแทนต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้นของบัฟเฟตต์สูงถึง 21.43% เงินหนึ่งเหรียญจะกลายเป็น 2,362 เหรียญ ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดอยู่ที่ประมาณ 7.24% ต่อปี เงินหนึ่งเหรียญกลายเป็น 16.4 เหรียญ ผลต่าง 14.19% ต่อปีนั้น เป็นสถิติที่แทบจะหาคนเทียบไม่ได้โดยเฉพาะสำหรับเม็ดเงินมหาศาลอย่างของบัฟเฟตต์
การ เดินทาง ของบัฟเฟตต์นั้น เป็นเส้นทางที่ ขีดเขียน ขึ้นด้วยฝีมือและ แน่นอน ด้วยดวงชะตา เส้นทางของ VI จำนวนไม่น้อยก็กำลังถูก ขีดเขียน ขึ้น โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ของชีวิต ว่าที่จริง VI เกือบทั้งหมดในเมืองไทยนั้น เพิ่ง เริ่มเดินทาง หลายคนประสบความสำเร็จอย่างสูง บางคนสูงกว่าของบัฟเฟตต์ด้วยซ้ำ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น ต้องวัดด้วยระยะเวลาที่ยาวมาก และความยากนั้นอยู่ที่ช่วงเวลาที่พอร์ตใหญ่ขึ้นมาก ๆ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนโตช้าลงมาก ไม่เว้นแม้แต่ในกรณีของบัฟเฟตต์
POSTED BY ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ON SUNDAY, MARCH 21, 2010 AT 11:19 AM
FILED UNDER โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR
http://www.thaivi.com/2010/03/462/
เส้นทางความมั่งคั่งของ บัฟเฟตต์
โลกในมุมมองของ Value Investor 20 มีนาคม 53
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ตำนานความมั่งคั่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Value Investor ทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ในเมืองไทย จุดเด่นของบัฟเฟตต์นั้น นอกจากจำนวนเงินที่มหาศาลติดอันดับต้น ๆ ของเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกแล้ว ยังเป็นเพราะเขาไม่ได้เป็นคนที่มีฐานะทางบ้านที่ร่ำรวยมาก่อน หรือแต่งงานกับคนที่ร่ำรวย นอกจากนั้น เขาไม่ได้เป็นคนที่สร้างตัวจาก ธุรกิจ เขาเป็นแค่ นักลงทุน มาตลอดชีวิต ดังนั้น นักลงทุนหนุ่ม ๆ จำนวนมากจึงอาจจะคิดว่าพวกเขาก็สามารถรวยมหาศาลได้เช่นกันโดยการยึด อาชีพ การเป็น นักลงทุน ตั้งแต่ยังอายุน้อยและด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อยมากแบบเดียวกับบัฟเฟตต์ แต่นี่เป็นหนทางของ วอเร็น บัฟเฟตต์ จริงหรือ? ลองมาดูเส้นทางการสร้างความมั่งคั่งของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ดูว่าเขารวยจนมีเงินประมาณ 47,000 ล้านเหรียญหรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทได้อย่างไร
พูดถึง เงินเริ่มต้น ของบัฟเฟตต์ก่อน ตาม ตำนาน นั้น บอกว่าบัฟเฟตต์เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียง 100 เหรียญหรือไม่กี่พันบาทไทย แต่ถ้ามีเงินเพียงแค่นี้และไม่มี รายได้อื่น เพิ่มเติมเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ทำอย่างไรผมก็คิดว่าบัฟเฟตต์ไม่มีทางรวยได้ขนาดนี้ บางทีเขาอาจจะมีเงินในวันนี้สัก50-60 ล้านเหรียญ และเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ในช่วงต้น ๆ ของชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์นั้น รายได้จากการลงทุนด้วยเงินของตนเองนั้นน่าจะเป็น รายได้ส่วนน้อย รายได้สำคัญนั้นน่าจะเป็น รายได้อื่น ที่เกิดจากการทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรง นั่นก็คือ เป็นรายได้จากการ รับจ้างลงทุน ซึ่งก็คือ ส่วนแบ่ง 25 เปอร์เซ็นต์ของกำไรที่เกินกว่า 6% ที่บัฟเฟตต์คิดจากคนที่เอาเงินมาให้เขาบริหาร รายได้ส่วนนี้ บัฟเฟตต์จะนำมาลงทุนทบต้นเข้าไปเรื่อย ๆ และทำให้เงินในส่วนของตนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะเขาทำกำไรให้กับพอร์ตที่เขารับบริหารสูงมาก ผลตอบแทนของพอร์ตโตปีละ 40-50% ทำให้เงินของบัฟเฟตต์เพิ่มขึ้นมาเป็นเงินถึง 25 ล้านเหรียญเมื่อเขาอายุ 38 ปี และนี่คือการจบ บทที่หนึ่ง ในชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์
บทเรียนของ บทที่หนึ่ง ก็คือ ในช่วงแรก ๆ ที่คุณยังมีเงินน้อยมากนั้น คุณควรจะต้องทำงานหาเงิน ในเมืองไทยเองนั้น การรับบริหารพอร์ตเป็นเรื่องเป็นราวนั้นทำได้ยากเนื่องจากข้อจำกัดของกฏหมาย ยิ่งกว่านั้น การบริหารพอร์ตที่มีตลาดหรือมีคนสนใจให้บริหารนั้น มักจะเป็นเรื่องของการบริหารแบบเก็งกำไรที่คนทำจะต้องมีชื่อเสียงเป็น เซียนหุ้น ที่สามารถสร้างราคาหุ้นหรือมีอิทธิพลชี้นำราคาหุ้นได้ การบริหารการลงทุนแบบ Value Investment นั้น ช้าเกินไปและคงหาคนมาลงทุนแบบที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำได้ยาก ว่าที่จริง บัฟเฟตต์เองก็ได้เงินส่วนใหญ่มาจากญาติพี่น้องและคนที่รู้จักมักคุ้นเท่านั้นโดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่เก่งหรือดังพอที่จะรับจ้างลงทุน สิ่งที่ควรทำก็คือ ทำงานหาเงินมาเพิ่ม พอร์ตเริ่มต้น ให้มากพอจนกระทั่ง เงินจากการลงทุน จะมากกว่าเงินจากการทำงานมาก ๆ และเมื่อถึงเวลานั้นค่อยเริ่ม บทที่สอง
บทที่สองของบัฟเฟตต์ก็คือ การลงทุนเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ การใช้บริษัทเบิร์กไชร์เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในบริษัทอื่น ๆ รวมถึงหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และนั่นคือช่วงประมาณปี 1969 ที่บัฟเฟตต์ปิดกองทุนและคืนเงินให้คนที่มาให้บริหารซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ขึ้นไปสูงสุดและกำลังจะตกลงมากลายเป็นตลาดหมี ในช่วง 10 ปีนับจากปี 1969 ถึง 1979 ที่บัฟเฟตต์เริ่มลงทุนเพียงอย่างเดียวจากเงินต้น 25 ล้านเหรียญนั้น ตลาดหลักทรัพย์อยู่ในภาวะที่ยากลำบากมากเนื่องจากเกิดตลาดหมีที่รุนแรงถึงสองช่วงคือ ในปี 1969-71 และในช่วง 1973-74 ซึ่งเป็นวิกฤติตลาดหุ้นที่ร้ายแรงเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง ทำให้ผลตอบแทนของตลาดในช่วงสิบปีนั้นอยู่ที่ประมาณ 4.7% ต่อปีโดยเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม พอร์ตของบัฟเฟตต์คิดจากราคาหุ้นของเบิร์กไชร์นั้นกลับเพิ่มขึ้นถึง 22.5% เอาชนะดัชนีตลาดถึง 17.8% และนี่คือศิลปะแห่งการ เอาตัวรอด ในยามวิกฤติของบัฟเฟตต์
ช่วงสิบปีที่สองของการลงทุนเพียงอย่างเดียวของบัฟเฟตต์คือช่วงปี 1979-1989 นั้นเป็นช่วง ฟื้นตัว ของตลาดหุ้น ดัชนี S&P ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยปีละ 12.5% แต่พอร์ตของบัฟเฟตต์ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยปีละ 39.1% ชนะตลาดถึง 26.6% ทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีของอเมริกาโดยมีความมั่งคั่ง 3.4 พันล้านเหรียญในปี 1989
ช่วงสิบปีที่สามคือปี 1989-1999 นั้นเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นอเมริกาบูมมากและถือเป็นทศวรรษของการลงทุน ดัชนี S&P ปรับเพิ่มขึ้นปีละ 15.4% โดยเฉลี่ย พอร์ตของบัฟเฟตต์เองนั้นก็ปรับเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะไม่ดีเท่าช่วงสิบปีก่อนหน้านั้น ส่วนหนึ่งก็คือ ในช่วงสิบปีนี้เป็นช่วงของหุ้นไฮเท็คและหุ้นเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตซึ่งบัฟเฟตต์เองไม่ยอมลงทุน ดังนั้น ผลตอบแทนของบัฟเฟตต์จึงเท่ากับประมาณ 20.5% โดยเฉลี่ย และชนะดัชนีตลาดเพียง 5.1% ในปี 1998 บัฟเฟตต์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นคนที่รวยที่สุดเป็นอันดับสองของโลกด้วยความมั่งคั่ง 33.6 พันล้านเหรียญ เขากลายเป็นสัญญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของนักลงทุนและบรรษัทของอเมริกา
ช่วงสิบปีสุดท้ายคือตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2009 นั้นเป็นปีวิกฤติของตลาดหุ้น ทั้งวิกฤติจากหุ้นอินเตอร์เน็ตและวิกฤติซับไพร์ม ทำให้ช่วงสิบปีนี้ตลาดหุ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยแต่กลับลดลงปีละ 2.7% โดยเฉลี่ย พอร์ตของบัฟเฟตต์เองนั้นยังโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 5.9% อานิสงค์จากการที่ไม่ได้ลงทุนในหุ้นไฮเท็คจึงไม่ถูกกระทบมากนัก ผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดประมาณ 8.6% นั้นถึงแม้ว่าจะยังสูงแต่ก็ห่างจากที่เคยทำได้ในช่วง 20 ปีแรกของการลงทุน นี่อาจจะเป็นผลจากการที่พอร์ตของบัฟเฟตต์โตขึ้นมามากจนการทำผลตอบแทนที่สูงมากนั้น ทำได้ยากขึ้นมาก
ตลอดช่วง 40 ปีของการลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้น ผลตอบแทนต่อปีโดยเฉลี่ยแบบทบต้นของบัฟเฟตต์สูงถึง 21.43% เงินหนึ่งเหรียญจะกลายเป็น 2,362 เหรียญ ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดอยู่ที่ประมาณ 7.24% ต่อปี เงินหนึ่งเหรียญกลายเป็น 16.4 เหรียญ ผลต่าง 14.19% ต่อปีนั้น เป็นสถิติที่แทบจะหาคนเทียบไม่ได้โดยเฉพาะสำหรับเม็ดเงินมหาศาลอย่างของบัฟเฟตต์
การ เดินทาง ของบัฟเฟตต์นั้น เป็นเส้นทางที่ ขีดเขียน ขึ้นด้วยฝีมือและ แน่นอน ด้วยดวงชะตา เส้นทางของ VI จำนวนไม่น้อยก็กำลังถูก ขีดเขียน ขึ้น โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ของชีวิต ว่าที่จริง VI เกือบทั้งหมดในเมืองไทยนั้น เพิ่ง เริ่มเดินทาง หลายคนประสบความสำเร็จอย่างสูง บางคนสูงกว่าของบัฟเฟตต์ด้วยซ้ำ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงนั้น ต้องวัดด้วยระยะเวลาที่ยาวมาก และความยากนั้นอยู่ที่ช่วงเวลาที่พอร์ตใหญ่ขึ้นมาก ๆ ซึ่งทำให้ผลตอบแทนโตช้าลงมาก ไม่เว้นแม้แต่ในกรณีของบัฟเฟตต์
POSTED BY ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ON SUNDAY, MARCH 21, 2010 AT 11:19 AM
FILED UNDER โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR
http://www.thaivi.com/2010/03/462/
- killyz
- Verified User
- โพสต์: 409
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนจบแล้ว.. แต่กำลังสับสนครับ
โพสต์ที่ 5
ถ้าจะทำงานแล้วอยากหาเงินได้เยอะๆ ก็ลองทำแนวปิโตร, offshoremaiaowna เขียน:แล้วถ้าตัดปัญหาเรื่องเงินไปอะครับ
บางคนบอกผมว่าต้องทำงานมีประสบการณ์ก่อนนะ
แต่ในเมื่อรู้ว่า ไม่ใช่สำหรับตัวเอง ก็อย่าไปฝืนครับ
เหมือนเพื่อนผมที่จบ BA แต่เลือกเป็นนักดนตรี ไม่ได้ตรงสายเลยครับ
การลงทุนมีความเสียว โปรดใช้วิจารณญาณในการลอก
- Yaileela
- Verified User
- โพสต์: 373
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนจบแล้ว.. แต่กำลังสับสนครับ
โพสต์ที่ 6
เพิ่งจบวิศวะเครื่องกลที่บางมดมา แต่ผมรู้สึกตัวเองว่า
มันไม่ใช่ตัวตนของผมตั้งแต่ที่ผมได้ไปฝึกงานแล้ว..........
ผมเคยสัมผัสกับคนที่มีแนวคิดแบบนี้หลายต่อหลายคน แต่ ก็ยังทำงานใน
สายที่เรียนมาเนื่องจากเสียดายเวลาที่ร่ำเรียนไป จนในที่สุดเมื่อค้นพบว่าไม่
ชอบจริงๆหลังจากที่เวลาผ่านไปหลายปี ก็เลย say goodbye กับงานเก่าที่
ทำแล้วไปทำในสิ่งที่ตนเองใฝ่ฝัน ไม่น่าเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้เร็ว
เกินคาดเนื่องจากโหยหามานาน
รีบค้นหาตัวเอง แล้วลงมือเลยครับ จะคอยเป็นกำลังใจให้
มันไม่ใช่ตัวตนของผมตั้งแต่ที่ผมได้ไปฝึกงานแล้ว..........
ผมเคยสัมผัสกับคนที่มีแนวคิดแบบนี้หลายต่อหลายคน แต่ ก็ยังทำงานใน
สายที่เรียนมาเนื่องจากเสียดายเวลาที่ร่ำเรียนไป จนในที่สุดเมื่อค้นพบว่าไม่
ชอบจริงๆหลังจากที่เวลาผ่านไปหลายปี ก็เลย say goodbye กับงานเก่าที่
ทำแล้วไปทำในสิ่งที่ตนเองใฝ่ฝัน ไม่น่าเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้เร็ว
เกินคาดเนื่องจากโหยหามานาน
รีบค้นหาตัวเอง แล้วลงมือเลยครับ จะคอยเป็นกำลังใจให้
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนจบแล้ว.. แต่กำลังสับสนครับ
โพสต์ที่ 7

-สิ่งที่ต้องรู้ทุกอย่าง ก็ต้องรู้ให้จริงใช้งานได้จริงๆ
ไม่ว่าของตายอย่างเช่น
การอ่านงบแำำกะงบ การคำนวนราคาหุ้น บิสเนสโมเดล
หรือของเป็นอย่างเช่น
การดูการเติบโต ความยั่งยืน เทรนด์ของอุตสาหกรรม วัฏจักร
ความยืดหยุ่น ความเก่งความโกงของผู้บริหาร
-เล่นหุ้นแนวนี้ต้องมีเพื่อนแนวๆนี้ไว้ตรวจสอบไอเดียกันครับ
-ประสบการณ์ทุกอย่างในชีิวิตต้องใช้เวลา ไม่มีทางลัด
-เล่นหุ้นแนวนี้มีเวลาเป็นเื่พื่อน ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ
จะว่าไปมือถืิอรุ่นใหม่ก็ให้ข้อมูลที่จำเป็น
ในเรื่องเทรดหรือราคาระหว่างวันได้สบายๆแล้วครับ
จะทำงาน หรือไม่ทำงาน
จะเรียนต่อ หรือ รับเป็นจ๊อบๆ ทำได้ทั้งหมดเลยครับ
-คิดได้แค่นี้ก่อน...ฮ่า...
จริงๆถ้าไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทอง
หางานวิเคราะห์สินเชื่อทำสิครับ
ผมเห็นพี่ฉัตรของผมเก๊งเก่ง
ทั้งตัวธุรกิจทั้งงบกระแสเงินสด
เมื่อก่อนตอนจบวิศวะคงไม่เก่งขนาดนี้
แต่ไปจบโทเอ็มบีเอแล้วไปทำวิเคราะห์สินเชื่อธนาคาร
มีโอกาสได้ดูcase studyมากมายทุกอุตสาหกรรม
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- san
- Verified User
- โพสต์: 1675
- ผู้ติดตาม: 0
เรียนจบแล้ว.. แต่กำลังสับสนครับ
โพสต์ที่ 9
พี่พอใจ แนะนำได้ดีนะครับ
....
ถ้าทำอะไรต่อ เพราะความกระสันต์พอประมาณเป็นตัวตั้งนี่ ส่วนใหญ่มักจะได้ดีครับ
ตกลงกระสันต์อยากทำอะไรครับ
เวลาที่เรากำลังสับสน
แล้วถ้าเราอยากรู้
แล้วเราพยายามจะรู้
ช่วงเวลานี้แหล่ะครับ เยี่ยมเลย
เหมือนหนูติดอยู่ในเขาวงกรด
ออกได้เมื่อไรก็...เย้
ลองให้เวลาผ่านไปซักพัก
อาจจะตอบได้มังครับ
ออกไปบินข้างนอกอีกซักหน่อย น่าจะดี
สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เป็นจริง
บางครั้งก็เหมือนกัน
บางครั้งก็ไม่เหมือน
ไปหาความเป็นจริงที่สัมพันธ์ เกี่ยวเนื่องกับตัวเรา
ดีนี่นา
ไว้ตกตะกอนค่อยคิดต่อ
ช่วงที่กำลังสับสนนี่แหล่ะ
กำลังมันส์ครับ
คนเขียนเริ่มงงแล้วครับ
555
....
ถ้าทำอะไรต่อ เพราะความกระสันต์พอประมาณเป็นตัวตั้งนี่ ส่วนใหญ่มักจะได้ดีครับ
ตกลงกระสันต์อยากทำอะไรครับ
เวลาที่เรากำลังสับสน
แล้วถ้าเราอยากรู้
แล้วเราพยายามจะรู้
ช่วงเวลานี้แหล่ะครับ เยี่ยมเลย
เหมือนหนูติดอยู่ในเขาวงกรด
ออกได้เมื่อไรก็...เย้
ลองให้เวลาผ่านไปซักพัก
อาจจะตอบได้มังครับ
ออกไปบินข้างนอกอีกซักหน่อย น่าจะดี
สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่เป็นจริง
บางครั้งก็เหมือนกัน
บางครั้งก็ไม่เหมือน
ไปหาความเป็นจริงที่สัมพันธ์ เกี่ยวเนื่องกับตัวเรา
ดีนี่นา
ไว้ตกตะกอนค่อยคิดต่อ
ช่วงที่กำลังสับสนนี่แหล่ะ
กำลังมันส์ครับ
คนเขียนเริ่มงงแล้วครับ
555