เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 1
8) อือม..ไม่รู้จะพูดไงดี
เบื้องหลังผูกคอตาย ไม่ติดวิศวะจุฬาฯ [15 พ.ค. 50 - 02:44]
กรณีที่นายจิรัฎฐากรณ์ สุขเกษมพงค์ อายุ 19 ปี หนุ่มนักเรียนที่พลาดหวังเอ็นทรานซ์ไม่ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เลือกไว้อันดับ 1 แต่กลับไปได้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เลือกเป็นอันดับ 2 จนเครียดจัดตัดสินใจผูกคอตายสังเวยชีวิตจนสร้างความเสียใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและญาติพี่น้องเป็นอย่างยิ่ง ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าต่อมาเวลา 12.00 น. วันที่ 14 พ.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านเฉลิมพรโลหะกิจ เลขที่ 248 ถนนพหลโยธิน ข้างสำนักงานเทศบาลตำบลห้วยไคร้ ถนนพหลโยธิน หมู่ 2 ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย สถานที่ตั้งศพนายจิรัฎฐากรณ์ สุขเกษมพงค์ หนุ่มนักเรียนที่ผูกคอคาย พบมีบรรดาเพื่อนนักเรียนเก่าจาก ร.ร.สามัคคีวิทยา อ.เมืองเชียงราย และครูอาจารย์ที่เคยสอนอยู่ ร.ร.บ้านห้วยไคร้ ทยอยมาเยี่ยมสอบถามสาเหตุการฆ่าตัวตาย และปลอบใจนางภาพร สุขเกษมพงค์ และนายปรีดา สุขเกษมพงค์ มารดาและบิดาผู้ตายอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน
ทั้งนี้ นางภาพรเล่าให้ผู้มาเยี่ยมฟังด้วยน้ำตานองหน้าว่า ช่วงเย็นวันที่ 12 พ.ค. นายจิรัฎฐากรณ์ ลูกชาย ได้รับข้อความจากเพื่อนแจ้งให้ทราบว่าไม่ติดคณะวิศวกรรมจุฬาฯ ที่ไว้อันดับ 1 แต่ไปติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เลือกไว้อันดับ 2 ทำให้นายจิรัฎฐากรณ์เครียดมากถึงกับร้องตะโกนออกมาเสียงดังว่า เมื่อสอบเข้าจุฬาฯไม่ได้ก็จะขอตาย พร้อมขออนุญาตตนและผู้เป็นพ่อว่า ลูกขอตาย เพราะเมื่อไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่ชอบ หากเรียนไปก็ไม่มีความสุข พร้อมบอกด้วยว่า เหตุผลการตายไม่ใช่คนโง่ แต่จะทำให้ผู้ใหญ่ ในบ้านเมืองได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของเด็กๆ ที่ต้องมารับผลของการบริหารงานจัดระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ผิดพลาดแล้วให้เด็กเป็นผู้รับกรรม
แม่ผู้สูญเสียลูกชายกล่าวด้วยว่า หลังได้ยินคำพูดของลูกชายถึงกับตกใจมาก พยายามพูดปลอบใจว่า เมื่อสอบติดที่ไหนก็เรียนไปตามนั้น แต่ผู้ตายตอบกลับว่า เมื่อปีที่แล้วสอบได้คะแนนดี ประกาศครั้งแรกคะแนนสูง จนสามารถจะเลือกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตามความตั้งใจ แต่เมื่อประกาศครั้งที่ 2 ทำให้คะแนนตกลงมากจนเข้าไม่ได้ ต้องเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กรุงเทพฯแทน กระทั่งมีการสอบโอเน็ต-เอเน็ตใหม่ เมื่อคะแนนออกมาต่ำไม่สามารถที่จะเข้าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตามที่ตั้งความหวังไว้ครั้งแรก จึงหันไปเลือกคณะวิศวกรรม จุฬาฯ เป็นอันดับ 1 แต่เมื่อผลสอบออกมาไม่ได้อีกจึงรู้สึกผิดหวังเพิ่มเป็นทวีคูณ และคิดว่าสาเหตุทั้งหมดมาจากผู้ใหญ่บริหารงานไม่ดีไปลดคะแนนของเด็ก ทำให้หลายคนสอบเข้าคณะที่ตนเองชอบไม่ได้
นางภาพรกล่าวอีกว่า การตายของลูกชายครั้งนี้ไม่ใช่ได้รับความกดดันจากพ่อแม่ เพราะเป็นลูกคนเดียว จึงปล่อยให้ลูกเป็นอิสระในการเลือกเรียน ต้องการซื้ออุปกรณ์การเรียนอะไร พ่อแม่จัดให้หมด ไม่เคยบังคับลูกว่า จะต้องเรียนคณะไหน แต่ที่ต้องมาตายเพราะผู้ใหญ่ไม่รับผิดชอบ จัดระบบการศึกษาพลาดแล้วปล่อยให้เด็กต้องมาตายสังเวยต่อการบริหาร อยากขอร้องว่า ขอให้การตายของลูกตนครั้งนี้เป็นบทเรียน และเป็นคนสุดท้ายต่อความผิดพลาดของผู้ใหญ่ และขอให้เด็กๆ ที่สอบไม่ติด อย่าได้คิดสั้นอีกเลย เพราะจะทำให้พ่อแม่ต้องชอกช้ำ เสียใจต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตเป็นอย่างมาก และขอเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ออกมาแสดงความรับผิดครั้งนี้ด้วย
ด้านนางรัชดาพร มังคราช ครูสอนศิลปะและการดนตรี ร.ร.บ้านห้วยไคร้ ต.ห้วยไคร้ ที่เคยสอนผู้ตายเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล-ป.6 กล่าวว่า นายจิรัฎฐากรณ์เป็นเด็กที่มีระเบียบวินัยมาก มีนิสัยร่าเริง รักการเรียนดนตรี ชอบทำกิจกรรม เล่นกีฬา เป็นผู้นำที่ดี เรียนเก่ง ขยันเอาใจใส่ต่อการเรียน สนใจใฝ่ธรรมะ ชอบสวดมนต์ไหว้ พระ มีความตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จและเรียบร้อยทุกครั้ง ครูและเพื่อนทุกคนรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของลูกศิษย์คนนี้เป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าระบบการศึกษาจะทำให้ต้องสูญเสียเด็กดี เรียนเก่งไปครั้งนี้
ด้านนายกฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับพ่อแม่ของนักเรียนที่เสียชีวิต สิ่งที่ สกอ. จะทำได้คือ ต้องมองในระยะยาว เพราะปัญหาเด็กเครียดนั้น มีความ เครียดสะสมมาตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เคยตรวจสุขภาพจิตนักศึกษาตอนเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 2,000 กว่าคน พบว่ามีเด็กที่เครียดต้องดูแลเป็นพิเศษ ประมาณ 40-50 คน ทั้งนี้ทุกมหาวิทยาลัยจะมีคลินิกที่ดูแลสุขภาพจิตนักศึกษา ก็จะต้องทำงานเชิงรุกเข้าไปหาเด็กเครียดให้เจอก่อน เพราะทั้งมหาวิทยาลัยและพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการเห็นเด็กทุกคนสอบจบการศึกษา ไม่มีใครอยากเห็นเด็กฆ่าตัวตายระหว่างเรียน
ขณะที่นายวันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อยากบอกกับเด็กทุกคนว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ขอให้ทบทวนให้ดีอย่าตัดสินใจอะไรที่เป็นภัยกับตนเอง สำหรับชื่อเสียงของสถาบันนั้น สมัยนี้ชื่อเสียงของคณะ หรือมหาวิทยาลัย มีความสำคัญน้อยลง สิ่งสำคัญในชีวิตวัดด้วยการทำงานมากกว่าจบจากที่ใด
ส่วนนายดิเรก ลาวัณย์ศิริ คณบดีวิศวะจุฬาฯซึ่งเป็นคณะที่นายจิรัฎฐากรณ์เลือกเป็นอันดับ 1 แต่ต้องผิดหวังกล่าวว่า อยากจะให้เด็กที่สอบติดอันดับไหนก็ตาม ควรจะไปดูคนที่ได้อันดับแย่กว่าตัวเอง หรือคนที่พลาดสอบไม่ติด อย่าไปเปรียบเทียบกับคนที่เก่งหรือได้อันดับดีกว่า อีกทั้งควรพยายามที่จะตั้งใจเรียนมากกว่าที่จะยึดติดกับสถาบัน เพราะไม่ว่าจะเรียนคณะไหน สาขาใด ของมหาวิทยาลัยของรัฐ คุณภาพก็อยู่ในระดับเดียวกัน และเด็กก็ไม่ควรตั้งความหวังไว้มาก อีกอย่างถ้าไม่ติดปีนี้ปีหน้าสมัครใหม่ก็ได้
ด้านนายวรากรณ์ สามโกเศศ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีนักเรียนผูกคอตายเพราะเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดคณะที่ชอบว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้ตาย เพราะไม่มีความสูญเสียใดจะมากเท่ากับการสูญเสียลูก แต่การสอบแอดมิชชั่นนั้นเด็กสอบโอเน็ตได้ครั้งเดียวก็จริง แต่การสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูงหรือเอเน็ต ซึ่งจะสอบใหม่กี่ครั้งก็ได้ อาจเป็นการเข้าใจผิดของเด็ก ในการสอบคัดเลือกไม่ว่าจะเป็นการสอบปกติ สอบเอ็นทรานซ์ หรือสอบแอดมิชชั่น ย่อมต้องมีคนสมหวังและผิดหวัง
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่านายจิรัฎฐากรณ์ ผู้ตายเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอันดับ 4 อย่างไร ก็ตาม จึงอยากให้กำลังใจกับเด็กๆทุกคนว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของโลก แม้จะไม่ได้คณะตามที่หวัง ก็ยังสามารถสอบใหม่ในปีหน้าได้ ขณะเดียว กันมหาวิทยาลัยอื่นๆก็ยังเปิดรับอยู่ ที่สำคัญการจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยใดก็ไม่สำคัญเท่าการจบแล้วมีความสามารถ การตั้งใจเรียนของเด็กมีความสำคัญกว่าการที่เข้าเรียนในสถาบันที่คิดว่าดีที่สุด แต่ไม่ตั้งใจเรียน ขอให้ทุกคนคิดว่าความหวังยังมีเสมอ
เบื้องหลังผูกคอตาย ไม่ติดวิศวะจุฬาฯ [15 พ.ค. 50 - 02:44]
กรณีที่นายจิรัฎฐากรณ์ สุขเกษมพงค์ อายุ 19 ปี หนุ่มนักเรียนที่พลาดหวังเอ็นทรานซ์ไม่ติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เลือกไว้อันดับ 1 แต่กลับไปได้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เลือกเป็นอันดับ 2 จนเครียดจัดตัดสินใจผูกคอตายสังเวยชีวิตจนสร้างความเสียใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและญาติพี่น้องเป็นอย่างยิ่ง ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าต่อมาเวลา 12.00 น. วันที่ 14 พ.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านเฉลิมพรโลหะกิจ เลขที่ 248 ถนนพหลโยธิน ข้างสำนักงานเทศบาลตำบลห้วยไคร้ ถนนพหลโยธิน หมู่ 2 ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย สถานที่ตั้งศพนายจิรัฎฐากรณ์ สุขเกษมพงค์ หนุ่มนักเรียนที่ผูกคอคาย พบมีบรรดาเพื่อนนักเรียนเก่าจาก ร.ร.สามัคคีวิทยา อ.เมืองเชียงราย และครูอาจารย์ที่เคยสอนอยู่ ร.ร.บ้านห้วยไคร้ ทยอยมาเยี่ยมสอบถามสาเหตุการฆ่าตัวตาย และปลอบใจนางภาพร สุขเกษมพงค์ และนายปรีดา สุขเกษมพงค์ มารดาและบิดาผู้ตายอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน
ทั้งนี้ นางภาพรเล่าให้ผู้มาเยี่ยมฟังด้วยน้ำตานองหน้าว่า ช่วงเย็นวันที่ 12 พ.ค. นายจิรัฎฐากรณ์ ลูกชาย ได้รับข้อความจากเพื่อนแจ้งให้ทราบว่าไม่ติดคณะวิศวกรรมจุฬาฯ ที่ไว้อันดับ 1 แต่ไปติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เลือกไว้อันดับ 2 ทำให้นายจิรัฎฐากรณ์เครียดมากถึงกับร้องตะโกนออกมาเสียงดังว่า เมื่อสอบเข้าจุฬาฯไม่ได้ก็จะขอตาย พร้อมขออนุญาตตนและผู้เป็นพ่อว่า ลูกขอตาย เพราะเมื่อไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่ชอบ หากเรียนไปก็ไม่มีความสุข พร้อมบอกด้วยว่า เหตุผลการตายไม่ใช่คนโง่ แต่จะทำให้ผู้ใหญ่ ในบ้านเมืองได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของเด็กๆ ที่ต้องมารับผลของการบริหารงานจัดระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ผิดพลาดแล้วให้เด็กเป็นผู้รับกรรม
แม่ผู้สูญเสียลูกชายกล่าวด้วยว่า หลังได้ยินคำพูดของลูกชายถึงกับตกใจมาก พยายามพูดปลอบใจว่า เมื่อสอบติดที่ไหนก็เรียนไปตามนั้น แต่ผู้ตายตอบกลับว่า เมื่อปีที่แล้วสอบได้คะแนนดี ประกาศครั้งแรกคะแนนสูง จนสามารถจะเลือกคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตามความตั้งใจ แต่เมื่อประกาศครั้งที่ 2 ทำให้คะแนนตกลงมากจนเข้าไม่ได้ ต้องเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กรุงเทพฯแทน กระทั่งมีการสอบโอเน็ต-เอเน็ตใหม่ เมื่อคะแนนออกมาต่ำไม่สามารถที่จะเข้าคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ตามที่ตั้งความหวังไว้ครั้งแรก จึงหันไปเลือกคณะวิศวกรรม จุฬาฯ เป็นอันดับ 1 แต่เมื่อผลสอบออกมาไม่ได้อีกจึงรู้สึกผิดหวังเพิ่มเป็นทวีคูณ และคิดว่าสาเหตุทั้งหมดมาจากผู้ใหญ่บริหารงานไม่ดีไปลดคะแนนของเด็ก ทำให้หลายคนสอบเข้าคณะที่ตนเองชอบไม่ได้
นางภาพรกล่าวอีกว่า การตายของลูกชายครั้งนี้ไม่ใช่ได้รับความกดดันจากพ่อแม่ เพราะเป็นลูกคนเดียว จึงปล่อยให้ลูกเป็นอิสระในการเลือกเรียน ต้องการซื้ออุปกรณ์การเรียนอะไร พ่อแม่จัดให้หมด ไม่เคยบังคับลูกว่า จะต้องเรียนคณะไหน แต่ที่ต้องมาตายเพราะผู้ใหญ่ไม่รับผิดชอบ จัดระบบการศึกษาพลาดแล้วปล่อยให้เด็กต้องมาตายสังเวยต่อการบริหาร อยากขอร้องว่า ขอให้การตายของลูกตนครั้งนี้เป็นบทเรียน และเป็นคนสุดท้ายต่อความผิดพลาดของผู้ใหญ่ และขอให้เด็กๆ ที่สอบไม่ติด อย่าได้คิดสั้นอีกเลย เพราะจะทำให้พ่อแม่ต้องชอกช้ำ เสียใจต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตเป็นอย่างมาก และขอเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ออกมาแสดงความรับผิดครั้งนี้ด้วย
ด้านนางรัชดาพร มังคราช ครูสอนศิลปะและการดนตรี ร.ร.บ้านห้วยไคร้ ต.ห้วยไคร้ ที่เคยสอนผู้ตายเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล-ป.6 กล่าวว่า นายจิรัฎฐากรณ์เป็นเด็กที่มีระเบียบวินัยมาก มีนิสัยร่าเริง รักการเรียนดนตรี ชอบทำกิจกรรม เล่นกีฬา เป็นผู้นำที่ดี เรียนเก่ง ขยันเอาใจใส่ต่อการเรียน สนใจใฝ่ธรรมะ ชอบสวดมนต์ไหว้ พระ มีความตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จและเรียบร้อยทุกครั้ง ครูและเพื่อนทุกคนรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของลูกศิษย์คนนี้เป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าระบบการศึกษาจะทำให้ต้องสูญเสียเด็กดี เรียนเก่งไปครั้งนี้
ด้านนายกฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับพ่อแม่ของนักเรียนที่เสียชีวิต สิ่งที่ สกอ. จะทำได้คือ ต้องมองในระยะยาว เพราะปัญหาเด็กเครียดนั้น มีความ เครียดสะสมมาตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เคยตรวจสุขภาพจิตนักศึกษาตอนเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จำนวน 2,000 กว่าคน พบว่ามีเด็กที่เครียดต้องดูแลเป็นพิเศษ ประมาณ 40-50 คน ทั้งนี้ทุกมหาวิทยาลัยจะมีคลินิกที่ดูแลสุขภาพจิตนักศึกษา ก็จะต้องทำงานเชิงรุกเข้าไปหาเด็กเครียดให้เจอก่อน เพราะทั้งมหาวิทยาลัยและพ่อแม่ผู้ปกครองต้องการเห็นเด็กทุกคนสอบจบการศึกษา ไม่มีใครอยากเห็นเด็กฆ่าตัวตายระหว่างเรียน
ขณะที่นายวันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อยากบอกกับเด็กทุกคนว่า การเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ขอให้ทบทวนให้ดีอย่าตัดสินใจอะไรที่เป็นภัยกับตนเอง สำหรับชื่อเสียงของสถาบันนั้น สมัยนี้ชื่อเสียงของคณะ หรือมหาวิทยาลัย มีความสำคัญน้อยลง สิ่งสำคัญในชีวิตวัดด้วยการทำงานมากกว่าจบจากที่ใด
ส่วนนายดิเรก ลาวัณย์ศิริ คณบดีวิศวะจุฬาฯซึ่งเป็นคณะที่นายจิรัฎฐากรณ์เลือกเป็นอันดับ 1 แต่ต้องผิดหวังกล่าวว่า อยากจะให้เด็กที่สอบติดอันดับไหนก็ตาม ควรจะไปดูคนที่ได้อันดับแย่กว่าตัวเอง หรือคนที่พลาดสอบไม่ติด อย่าไปเปรียบเทียบกับคนที่เก่งหรือได้อันดับดีกว่า อีกทั้งควรพยายามที่จะตั้งใจเรียนมากกว่าที่จะยึดติดกับสถาบัน เพราะไม่ว่าจะเรียนคณะไหน สาขาใด ของมหาวิทยาลัยของรัฐ คุณภาพก็อยู่ในระดับเดียวกัน และเด็กก็ไม่ควรตั้งความหวังไว้มาก อีกอย่างถ้าไม่ติดปีนี้ปีหน้าสมัครใหม่ก็ได้
ด้านนายวรากรณ์ สามโกเศศ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีนักเรียนผูกคอตายเพราะเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดคณะที่ชอบว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้ตาย เพราะไม่มีความสูญเสียใดจะมากเท่ากับการสูญเสียลูก แต่การสอบแอดมิชชั่นนั้นเด็กสอบโอเน็ตได้ครั้งเดียวก็จริง แต่การสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูงหรือเอเน็ต ซึ่งจะสอบใหม่กี่ครั้งก็ได้ อาจเป็นการเข้าใจผิดของเด็ก ในการสอบคัดเลือกไม่ว่าจะเป็นการสอบปกติ สอบเอ็นทรานซ์ หรือสอบแอดมิชชั่น ย่อมต้องมีคนสมหวังและผิดหวัง
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่านายจิรัฎฐากรณ์ ผู้ตายเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอันดับ 4 อย่างไร ก็ตาม จึงอยากให้กำลังใจกับเด็กๆทุกคนว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของโลก แม้จะไม่ได้คณะตามที่หวัง ก็ยังสามารถสอบใหม่ในปีหน้าได้ ขณะเดียว กันมหาวิทยาลัยอื่นๆก็ยังเปิดรับอยู่ ที่สำคัญการจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยใดก็ไม่สำคัญเท่าการจบแล้วมีความสามารถ การตั้งใจเรียนของเด็กมีความสำคัญกว่าการที่เข้าเรียนในสถาบันที่คิดว่าดีที่สุด แต่ไม่ตั้งใจเรียน ขอให้ทุกคนคิดว่าความหวังยังมีเสมอ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
-
- Verified User
- โพสต์: 876
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 2
ผมมีลูก 2 คน กำลังอยากจะถามเรื่องวางแผนการเรียนลูกพอดี
ผมตั้งใจว่าจะไม่ตั้งเป้าว่าเค้าต้องเรียนโน่นเรียนนี่ หรือ มหาลัยดีๆ อะไรก็แล้วแต่ ไม่ไปบีบเค้า หรือเอาความคาดหวัง ค่านิยมของสังคมไทย ไปใส่สมองให้เค้าคิดแบบนี้ ส่งเสริมสิ่งที่เค้าจะชอบ แล้วก็สอนเค้าว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่เรียนซักกะหน่อย
อ่านเรื่องนี้แล้วก็ว่าเราน่าจะคิดถูกนะ
พี่พอใจมีลูกป่าวคับ
ผมตั้งใจว่าจะไม่ตั้งเป้าว่าเค้าต้องเรียนโน่นเรียนนี่ หรือ มหาลัยดีๆ อะไรก็แล้วแต่ ไม่ไปบีบเค้า หรือเอาความคาดหวัง ค่านิยมของสังคมไทย ไปใส่สมองให้เค้าคิดแบบนี้ ส่งเสริมสิ่งที่เค้าจะชอบ แล้วก็สอนเค้าว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่เรียนซักกะหน่อย
อ่านเรื่องนี้แล้วก็ว่าเราน่าจะคิดถูกนะ
พี่พอใจมีลูกป่าวคับ
-
- Verified User
- โพสต์: 551
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 3
เห็นปัญหาแล้วเศร้าใจ
เตรียมส่งหลานสาวบังเกิดเกล้าไปเรียนมัธยมที่ต่างประเทศ แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะให้กลับมาเรียนปริญญาตรีในไทยไหม
ถ้ากลับมา คงใช้ไม้ถ่อให้เข้าเรียนโครงการภาษาอังกฤษ จะได้ไม่ต้อง "ทน" กระบวนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแบบไทยๆ
ส่งกำลังใจให้คนส่วยใหญ่ของประเทศที่ยังต้องใช้งานราชการและระบบของรัฐอยู่
เตรียมส่งหลานสาวบังเกิดเกล้าไปเรียนมัธยมที่ต่างประเทศ แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะให้กลับมาเรียนปริญญาตรีในไทยไหม
ถ้ากลับมา คงใช้ไม้ถ่อให้เข้าเรียนโครงการภาษาอังกฤษ จะได้ไม่ต้อง "ทน" กระบวนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแบบไทยๆ
ส่งกำลังใจให้คนส่วยใหญ่ของประเทศที่ยังต้องใช้งานราชการและระบบของรัฐอยู่
just one life, use it!
-
- Verified User
- โพสต์: 898
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 4
แปลว่าดูแต่ชื่อมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้สนใจเลยว่าจะเลือกสาขาไหน
รัฐศาสตร์กับวิศวะ มีความแตกต่างกันในสายงานมากเกินกว่า
ที่คนๆเดียวกันที่ตัดสินใจดีแล้วจะมาเลือกคณะทั้ง2ได้
น่าจะมีการเพิ่มหลักสูตร"เรื่องเรียนรู้การรับมือกับ
ความผิดพลาดหรือผิดหวังในชีวิต"นะครับ
มหาวิทยาลัยเป็นเพียงสถานที่สอนความรู้ ไม่น่ายึดติดได้ขนาดนี้เลย
ไหนจะมีระดับปริญญาโทให้ต้องเลือกอีก
ถึงได้ที่ๆตัวเองไม่พอใจจริงๆตอนปริญญาตรี
ตอนปริญญาโทค่อยเลือกก็ยังทัน
รัฐศาสตร์กับวิศวะ มีความแตกต่างกันในสายงานมากเกินกว่า
ที่คนๆเดียวกันที่ตัดสินใจดีแล้วจะมาเลือกคณะทั้ง2ได้
น่าจะมีการเพิ่มหลักสูตร"เรื่องเรียนรู้การรับมือกับ
ความผิดพลาดหรือผิดหวังในชีวิต"นะครับ
มหาวิทยาลัยเป็นเพียงสถานที่สอนความรู้ ไม่น่ายึดติดได้ขนาดนี้เลย
ไหนจะมีระดับปริญญาโทให้ต้องเลือกอีก
ถึงได้ที่ๆตัวเองไม่พอใจจริงๆตอนปริญญาตรี
ตอนปริญญาโทค่อยเลือกก็ยังทัน
bid please!!
-
- Verified User
- โพสต์: 898
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 5
ถ้าส่งไปตอนอายุยังน้อย แน่นอนว่าภาษาจะได้ถึงระดับ native speakertriathlon เขียน:เห็นปัญหาแล้วเศร้าใจ
เตรียมส่งหลานสาวบังเกิดเกล้าไปเรียนมัธยมที่ต่างประเทศ แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะให้กลับมาเรียนปริญญาตรีในไทยไหม
ถ้ากลับมา คงใช้ไม้ถ่อให้เข้าเรียนโครงการภาษาอังกฤษ จะได้ไม่ต้อง "ทน" กระบวนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยแบบไทยๆ
ส่งกำลังใจให้คนส่วยใหญ่ของประเทศที่ยังต้องใช้งานราชการและระบบของรัฐอยู่
และความคนึงหาถึงบ้านจะหมดไป เมื่อเพื่อนๆเขาทั้งหมดอยู่ต่างประเทศ
สังคมเขาทั้งหมดไปอยู่ต่างประเทศแล้ว เด็กส่วนใหญ่จะ"ไปลับ"นะครับ
หมายถึงเด็กเลือกที่จะหางานทำหรือ เรียนต่อที่ประเทศนั้นมากกว่า
และไม่อยากกลับมาประเทศไทย
ถ้าคุณพ่อคุณแม่พร้อมจะเทียวไปเทียวมา2ประเทศเยี่ยมลูกสาว
ตอนที่เขาทำงานที่ประเทศนั้น ก็OKครับ
bid please!!
-
- Verified User
- โพสต์: 551
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 6
ขอบคุณคะสำหรับคำเตือนของคุณ reminsence :)
พี่มานั่งคิดหลายเทียวแล้วคะ
ยุคพี่ทำงานใหม่ๆ ถ้าพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้คล่อง ได้เปรียบคนทั่วไปที่เก่งกว่าเราแต่ไม่ได้ภาษาอีกหลายขุม
แต่ถึงรุ่นหลานพี่ที่เพิ่งขึ้นประถมสี่นี่
จะได้เปรียบคนอื่น ต้องเลี้ยงให้เป็นฝรั่งที่พูดและอ่านเขียนไทยได้คะ
ส่วนเรื่องทำงานต่างประเทศ พี่ว่าน่าจะเป็นโอกาศที่ดี ไปแล้วไม่ต้องกลับมาก้ได้ ทุกวันนี้ยังเสียใจที่ไม่หางานทำที่อเมริกา :twisted:
พี่มานั่งคิดหลายเทียวแล้วคะ
ยุคพี่ทำงานใหม่ๆ ถ้าพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้คล่อง ได้เปรียบคนทั่วไปที่เก่งกว่าเราแต่ไม่ได้ภาษาอีกหลายขุม
แต่ถึงรุ่นหลานพี่ที่เพิ่งขึ้นประถมสี่นี่
จะได้เปรียบคนอื่น ต้องเลี้ยงให้เป็นฝรั่งที่พูดและอ่านเขียนไทยได้คะ
ส่วนเรื่องทำงานต่างประเทศ พี่ว่าน่าจะเป็นโอกาศที่ดี ไปแล้วไม่ต้องกลับมาก้ได้ ทุกวันนี้ยังเสียใจที่ไม่หางานทำที่อเมริกา :twisted:
just one life, use it!
- goi
- Verified User
- โพสต์: 70
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 7
แต่การสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ ต้องใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูงหรือเอเน็ต ซึ่งจะสอบใหม่กี่ครั้งก็ได้ อาจเป็นการเข้าใจผิดของเด็ก ในการสอบคัดเลือกไม่ว่าจะเป็นการสอบปกติ สอบเอ็นทรานซ์ หรือสอบแอดมิชชั่น ย่อมต้องมีคนสมหวังและผิดหวัง
เป็นไปได้เหรอค่ะ ที่เด็กจะเข้าใจผิดไปเอง
ดูถูกเด็กมากไปแล้ว ไม่เคยเป็นเด็กเลยรึไงค่ะ
เป็นไปได้เหรอค่ะ ที่เด็กจะเข้าใจผิดไปเอง
ดูถูกเด็กมากไปแล้ว ไม่เคยเป็นเด็กเลยรึไงค่ะ
-
- Verified User
- โพสต์: 898
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 9
ผมคงคิดต่างกัน การเป็นคนรวยในสังคมไทย
มันเยี่ยมกว่าการเป็นคนรวยในสังคมที่เจริญทางวัตถุแล้ว มากๆเลยครับ
สภาพสังคมไทยเอื้ออำนวยให้คนที่มีเงินมากๆ อยู่อย่างราชาได้
แต่สังคมฝรั่งจะเหมาะกับคนที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวจาก 0 มากกว่า
ว่าจะไม่ต้องท้อถอยไปก่อนเพราะโอกาสยังมีเสมอ
มันเยี่ยมกว่าการเป็นคนรวยในสังคมที่เจริญทางวัตถุแล้ว มากๆเลยครับ
สภาพสังคมไทยเอื้ออำนวยให้คนที่มีเงินมากๆ อยู่อย่างราชาได้
แต่สังคมฝรั่งจะเหมาะกับคนที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวจาก 0 มากกว่า
ว่าจะไม่ต้องท้อถอยไปก่อนเพราะโอกาสยังมีเสมอ
bid please!!
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 11
8) แฮ่..มีแล้ว2พระหน่อครับNoonino เขียน:ผมมีลูก 2 คน กำลังอยากจะถามเรื่องวางแผนการเรียนลูกพอดี
ผมตั้งใจว่าจะไม่ตั้งเป้าว่าเค้าต้องเรียนโน่นเรียนนี่ หรือ มหาลัยดีๆ อะไรก็แล้วแต่ ไม่ไปบีบเค้า หรือเอาความคาดหวัง ค่านิยมของสังคมไทย ไปใส่สมองให้เค้าคิดแบบนี้ ส่งเสริมสิ่งที่เค้าจะชอบ แล้วก็สอนเค้าว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่เรียนซักกะหน่อย
อ่านเรื่องนี้แล้วก็ว่าเราน่าจะคิดถูกนะ
พี่พอใจมีลูกป่าวคับ
คนโตเป็นลูกสาวจบโท ทำงานแล้ว
ตัวเล็กเรียนมหาลัยขึ้นปี2
เรื่องนี้ผมไม่กล้าแนะนำจริงๆครับ
ผมว่าแล้วแต่ครอบครัวไป
แนวใครก็แนวมัน
มันมีหลายเหลี่ยมหลายมุมที่ต้องดู มากเหลือเกิน
อย่างไอ้หนุ่มผม ตอนเรียนม.4
มาบอกผมว่า "พ่อ ผมไม่อยากเรียน รักษาดินแดน"
ผมว่าเวลาเกณฑ์ทหาร ต้องรับผิดชอบเองนะ
คือในใจผมคิดว่าการเป็นทหาร
ก็มีประโยชน์อยู่เยอะเหมือนกันเรื่องวินัย และติดดิน
ผมก็ไม่ได้ไปบังคับอะไรเขา
ผมกับอาซ้อตกลงกันได้เสมอเรี่องเรียนของลูกๆ
ค่อนข้างปล่อยครับ ให้เขาคิดเอง อย่างว่า
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
-
- Verified User
- โพสต์: 551
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 12
เห็นด้วยมากๆเลยคะReminiscence of 3 Dogs เขียน:ผมคงคิดต่างกัน การเป็นคนรวยในสังคมไทย
มันเยี่ยมกว่าการเป็นคนรวยในสังคมที่เจริญทางวัตถุแล้ว มากๆเลยครับ
สภาพสังคมไทยเอื้ออำนวยให้คนที่มีเงินมากๆ อยู่อย่างราชาได้
แต่สังคมฝรั่งจะเหมาะกับคนที่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวจาก 0 มากกว่า
ว่าจะไม่ต้องท้อถอยไปก่อนเพราะโอกาสยังมีเสมอ
สังคมไทย มีเงินเหมือนเป็นเทวดา มีเงินแล้วดูดีไปหมด เอาง่ายๆ อย่างซื้อของตามซุปเปอร์ ไปกับเพื่อนที่เป็นฝรั่ง พอเด้กที่เคาน์เตอร์เก็บเงินยกมือไหว้ เขาตกใจ เฮ้ย มาไหว้ฉันทำไม เพื่อนพี่ ตอนทำงานไปเรียนไป ก็ทำงานถูพื้นในซูเเปอร์มาร์เกต ซึ่งเขามองว่ามันก็คนเหมือนกัน จะเป็นหมอ เป็นทนาย เป็นวิศวกร ก็คนเหมือนกัน ถึงฉันจะหาได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ได้ขอขนมปังใครกิน ทำไมต้องพินอบพิเทาด้วย
แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว ฝรั่งที่งี่เง่า เหยียดผิวก็มีไม่น้อย

สรุปไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทุกขืหรือสุขอยู่ที่การทำใจ และความเข้าใจของตัวเราเอง
just one life, use it!
-
- Verified User
- โพสต์: 1468
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 13
พี่ว่า เรียนกันตั้งแต่ที่บ้านเลยดีกว่านะReminiscence of 3 Dogs เขียน: น่าจะมีการเพิ่มหลักสูตร"เรื่องเรียนรู้การรับมือกับ
ความผิดพลาดหรือผิดหวังในชีวิต"นะครับ
พ่อกะแม่เนี่ยแหละ ต้องสอนทั้งทางตรงและอ้อม
ให้เด็กเล็ก เด็กโต รับความกดดัน กะความผิดหวังให้ได้
สงสารพ่อแม่จังค่ะ
..สักวันจะเก่งเหมือนพี่บ้าง..
-
- Verified User
- โพสต์: 898
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 16
ผมเลือกแบบเพื่อนคุณ triahlon นะครับ
ถ้าต้องตกอับจริงๆ ถึงทำงานรายได้น้อย ก็ไม่ได้ต้องไปกราบไหว้คนรวยกว่า
เพราะไม่ได้ไปขอเขากิน
แต่ถ้าจะมีคนมาไหว้ผมเพราะเพียงผมรวยกว่า ผมก็รับนะไม่ปฏิเสธ :lol:
กลับมาเรื่องเด็กฆ่าตัวตายนี่น่าเศร้าจริงๆ
อย่างน้อยก็ควรจะได้มาดูสภาพคณะในฝันของตัวเอง
ตามสภาพความเป็นจริงก่อนว่าก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมายขนาดนั้นในแง่ facilityต่างๆ
ในแง่อาจารย์ผู้สอนก็ขอไม่ comment แล้วแต่ประสบการณ์แต่ละท่าน
สภาพการเรียนก็หนัก เกินคนธรรมดาจะรับได้ไปมากทีเดียว
ถ้าไม่ชอบจริงๆ การเรียนคณะนี้ทรมานมากๆ
เสียดายชีวิต
ถ้าต้องตกอับจริงๆ ถึงทำงานรายได้น้อย ก็ไม่ได้ต้องไปกราบไหว้คนรวยกว่า
เพราะไม่ได้ไปขอเขากิน
แต่ถ้าจะมีคนมาไหว้ผมเพราะเพียงผมรวยกว่า ผมก็รับนะไม่ปฏิเสธ :lol:
กลับมาเรื่องเด็กฆ่าตัวตายนี่น่าเศร้าจริงๆ
อย่างน้อยก็ควรจะได้มาดูสภาพคณะในฝันของตัวเอง
ตามสภาพความเป็นจริงก่อนว่าก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมายขนาดนั้นในแง่ facilityต่างๆ
ในแง่อาจารย์ผู้สอนก็ขอไม่ comment แล้วแต่ประสบการณ์แต่ละท่าน
สภาพการเรียนก็หนัก เกินคนธรรมดาจะรับได้ไปมากทีเดียว
ถ้าไม่ชอบจริงๆ การเรียนคณะนี้ทรมานมากๆ
เสียดายชีวิต
bid please!!
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 17
8) ผมก็สงสารไอ้หนุ่มของผมเหมือนกันReminiscence of 3 Dogs เขียน: กลับมาเรื่องเด็กฆ่าตัวตายนี่น่าเศร้าจริงๆ
อย่างน้อยก็ควรจะได้มาดูสภาพคณะในฝันของตัวเอง
ตามสภาพความเป็นจริงก่อนว่าก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมายขนาดนั้นในแง่ facilityต่างๆ
ในแง่อาจารย์ผู้สอนก็ขอไม่ comment แล้วแต่ประสบการณ์แต่ละท่าน
สภาพการเรียนก็หนัก เกินคนธรรมดาจะรับได้ไปมากทีเดียว
ถ้าไม่ชอบจริงๆ การเรียนคณะนี้ทรมานมากๆ
เสียดายชีวิต
เรียนหนักเหลือเกิน คณะที่ว่านี้
แต่ผมมองคนละมุมกับท่าน 3 dogs
ผมชอบสภาพแข่งขันที่ตึงๆหน่อยอย่างนี้
อีกหน่อยเจอสภาพงานจริงๆ จะได้บอกได้ว่า
หนักกว่าเธอ ฉันเจอมาแล้ว
ประสบการณ์เหล่านี้ติดตัวไว้
ใช้เอาชีวิตรอดไปได้เรื่อยๆครับ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- Mon money
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 3134
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 18
อาจจะไกลตัวผมไปสักหน่อยครับ เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมเป็นนักเรียนชั้นแย่ของโรงเรียนมาโดยตลอด
ผมไม่ชอบการบังคับเรียนของครูระบบเก่า ผมอ่อนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แต่ผมชอบคิด และคิดว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างที่ครูบอก ชอบหาข้อสรุปเอง ผมจึงกลายเป็นเด็กประหลาดของครู และโรงเรียน
ผมเรียนจบม.3 แบบทุลักทุเล(พวกครูคิดว่าผมคงไม่จบ) โรงเรียนไม่รับผมเรียนต่อม.4(โรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียงด้วยซ้ำ) ผมจึงต้องไปเรียนช่างกล และผมก็พบตัวเอง ว่านั่นแหละผมล่ะ ผมชอบอะไรที่มันเป็นระบบ เป็นตรรกะ การเป็นช่างมั่วไม่ได้ ไม่งั้นทำไม่สำเร็จ งานช่างสอนให้ผมเป็นคนมีระเบียบและระบบ และแล้วผมก็ต้องกลับมาคิดใหม่ว่าการเป็นช่างซ่อมรถนั้นไม่ใช่ผมแน่ๆ ผมถูกส่งไปฝึกงานในอู่รถเก่าๆข้างถนน ทางเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ด้วยความเป็นวัยรุ่นจึงชอบมองเด็กสาวรุ่นเดียวกัน แต่พวกเธอมองผมแบบไม่สนใจ และงานนั้นก็หนักเอามากๆ ผมว่าผมต้องทำอะไรบางอย่างที่จะทำให้ผมเท่ห์กว่านี้ คือการเป็นนายช่าง
ผมหาทางต่อยอดการเรียนเพื่อให้ถึงจุดหมาย ผมต้องเอาวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์มาเรียนใหม่หมด ทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องเลยเพราะไม่เคยตั้งใจเรียน และหนีเรียนเพราะไม่ชอบครู และสุดท้ายก็อ่านไม่ทัน ผมไปสอบเข้าพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผลคือไม่ได้เรียน ไม่เสียใจ ผมได้เรียนที่ ที่เทคนิคกรุงเทพฯ เวลาแห่งการขยันเริ่มขึ้นแล้ว สองปีที่นั้นเป็นเวลาที่เพียงพอต่อการเอาเรื่องที่ไม่รู้มาเรียนใหม่ พอจบผมสอบเข้าเรียนวิศวฯที่บางมดได้ ปีๆหนึ่งรับแค่ 4-5คนเอง คนสอบตั้งมากมาย แต่ผมก็ไม่เห็นใครเสียใจจนฆ่าตัวตายเลย ผมเองถ้าไม่ได้ก็คิดจะไปทำงานสักปีแล้วลองใหม่
การไม่รู้จักตัวเองนี่แหละ นำมาซึ่งปัญหาการสิ้นหวังถ้าไม่ได้สิ่งที่ตัวเองหวัง ฉะนั้น Intrapersonal Intelligent จึงเป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังให้มี มากกว่าเรื่องวิชาการ เพราะผมเชื่อว่าถ้าให้เวลาและความตั้งใจมากพอ วิชาการเรียนทันแน่นอน
ผมไม่ชอบการบังคับเรียนของครูระบบเก่า ผมอ่อนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แต่ผมชอบคิด และคิดว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างที่ครูบอก ชอบหาข้อสรุปเอง ผมจึงกลายเป็นเด็กประหลาดของครู และโรงเรียน
ผมเรียนจบม.3 แบบทุลักทุเล(พวกครูคิดว่าผมคงไม่จบ) โรงเรียนไม่รับผมเรียนต่อม.4(โรงเรียนที่ไม่มีชื่อเสียงด้วยซ้ำ) ผมจึงต้องไปเรียนช่างกล และผมก็พบตัวเอง ว่านั่นแหละผมล่ะ ผมชอบอะไรที่มันเป็นระบบ เป็นตรรกะ การเป็นช่างมั่วไม่ได้ ไม่งั้นทำไม่สำเร็จ งานช่างสอนให้ผมเป็นคนมีระเบียบและระบบ และแล้วผมก็ต้องกลับมาคิดใหม่ว่าการเป็นช่างซ่อมรถนั้นไม่ใช่ผมแน่ๆ ผมถูกส่งไปฝึกงานในอู่รถเก่าๆข้างถนน ทางเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ด้วยความเป็นวัยรุ่นจึงชอบมองเด็กสาวรุ่นเดียวกัน แต่พวกเธอมองผมแบบไม่สนใจ และงานนั้นก็หนักเอามากๆ ผมว่าผมต้องทำอะไรบางอย่างที่จะทำให้ผมเท่ห์กว่านี้ คือการเป็นนายช่าง
ผมหาทางต่อยอดการเรียนเพื่อให้ถึงจุดหมาย ผมต้องเอาวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์มาเรียนใหม่หมด ทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องเลยเพราะไม่เคยตั้งใจเรียน และหนีเรียนเพราะไม่ชอบครู และสุดท้ายก็อ่านไม่ทัน ผมไปสอบเข้าพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผลคือไม่ได้เรียน ไม่เสียใจ ผมได้เรียนที่ ที่เทคนิคกรุงเทพฯ เวลาแห่งการขยันเริ่มขึ้นแล้ว สองปีที่นั้นเป็นเวลาที่เพียงพอต่อการเอาเรื่องที่ไม่รู้มาเรียนใหม่ พอจบผมสอบเข้าเรียนวิศวฯที่บางมดได้ ปีๆหนึ่งรับแค่ 4-5คนเอง คนสอบตั้งมากมาย แต่ผมก็ไม่เห็นใครเสียใจจนฆ่าตัวตายเลย ผมเองถ้าไม่ได้ก็คิดจะไปทำงานสักปีแล้วลองใหม่
การไม่รู้จักตัวเองนี่แหละ นำมาซึ่งปัญหาการสิ้นหวังถ้าไม่ได้สิ่งที่ตัวเองหวัง ฉะนั้น Intrapersonal Intelligent จึงเป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังให้มี มากกว่าเรื่องวิชาการ เพราะผมเชื่อว่าถ้าให้เวลาและความตั้งใจมากพอ วิชาการเรียนทันแน่นอน
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
- MacroArt
- Verified User
- โพสต์: 265
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 19
ติดวิศวะเกษตรได้ก็เก่งมากแล้ว ไม่น่าเลย
-
- Verified User
- โพสต์: 898
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 20
เมื่อก่อนผมก็เป็นประเภทคล้ายๆกันกับน้องคนนี้ครับ
แต่ต่างกันที่โดนพ่อแม่บีบบังคับด้วย
แต่สุดท้ายแล้วการได้มาสัมผัสวงการหุ้น ทำให้ผมต้องเปลี่ยนทัศนคติ
ความคาดหวังอันรุนแรง ไม่งั้นคงไม่ทันได้ใช้เงิน
ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามีแต่คนบอกว่าผมเรื่อยๆ
เหมือนไม่ค่อยจริงจังอะไรกับชีวิต
แถมใจเย็นมากๆ เย็นจนน่ากลัว :x
แต่ต่างกันที่โดนพ่อแม่บีบบังคับด้วย
แต่สุดท้ายแล้วการได้มาสัมผัสวงการหุ้น ทำให้ผมต้องเปลี่ยนทัศนคติ
ความคาดหวังอันรุนแรง ไม่งั้นคงไม่ทันได้ใช้เงิน
ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามีแต่คนบอกว่าผมเรื่อยๆ
เหมือนไม่ค่อยจริงจังอะไรกับชีวิต
แถมใจเย็นมากๆ เย็นจนน่ากลัว :x
bid please!!
-
- Verified User
- โพสต์: 551
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 21
บางทีเราอาจได้บทเรียนที่จะสอนให้ลูกหลานต้อง "ผิดหวัง" และรู้จักกับคำว่า "ไม่สมหวัง" ตั้งแต่เด้ก จะได้เป็นภูมิต้านทาน เรียนรู้ที่จะทำใจ ที่จะมีชีวิตต่อไปอย่างเป็นสุขแม้จะเคย "แพ้" เคย "ไม่สมหวัง"
just one life, use it!
-
- Verified User
- โพสต์: 1647
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 23
กรณีนี้น่าแปลกใจมากที่สอบ2คณะที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันเลย
แต่น้องเค้าคงเก่งทีเดียวนะครับคือสอบแบบนี้ต้องสอบหลายวิชามากจริงๆแถมยังสอบติดอีก
น่าเสียดายครับ
ตรงนี้ก็บอกได้ถึงความแย่ของระบบแนะแนวด้วยครับ
ระบบ Admission น่าจะรับตรงไปเลยไม่ต้องผ่านระบบส่วนกลาง มหาวิทยาลัยจะรับก็รับไปเลยตรงๆ พิจารณาจากหลายๆด้าน เด็กจะได้ทำงานเพื่อสังคมบ้าง จบออกมาก็จะได้คิดเพื่อสังคมด้วย
แต่น้องเค้าคงเก่งทีเดียวนะครับคือสอบแบบนี้ต้องสอบหลายวิชามากจริงๆแถมยังสอบติดอีก
น่าเสียดายครับ
ตรงนี้ก็บอกได้ถึงความแย่ของระบบแนะแนวด้วยครับ
ระบบ Admission น่าจะรับตรงไปเลยไม่ต้องผ่านระบบส่วนกลาง มหาวิทยาลัยจะรับก็รับไปเลยตรงๆ พิจารณาจากหลายๆด้าน เด็กจะได้ทำงานเพื่อสังคมบ้าง จบออกมาก็จะได้คิดเพื่อสังคมด้วย
-
- Verified User
- โพสต์: 5786
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 24
[quote="triathlon"]ขอบคุณคะสำหรับคำเตือนของคุณ reminsence
"Winners never quit, and quitters never win."
-
- Verified User
- โพสต์: 898
- ผู้ติดตาม: 0
เอ็นท์ติดที่ไม่ชอบ ตายดีกว่า
โพสต์ที่ 25
ผมคงเขียนคลาดเคลื่อนไปนิดนึง แต่ความจริงคือประมาณ50-60%ทีเดียว
ที่ตัดสินใจไม่กลับมา ซึ่งเป็นการไปก่อนขึ้นมัธยมต้นน่ะครับ
ทำให้เขาไม่รู้สึกผูกพันกับเมืองไทยมากนัก
ส่วนเด็กที่ไปตอนม.ปลายหรือชั้นสูงกว่า
ส่วนใหญ่เกิน80%กลับเกือบหมดครับ
ที่ตัดสินใจไม่กลับมา ซึ่งเป็นการไปก่อนขึ้นมัธยมต้นน่ะครับ
ทำให้เขาไม่รู้สึกผูกพันกับเมืองไทยมากนัก
ส่วนเด็กที่ไปตอนม.ปลายหรือชั้นสูงกว่า
ส่วนใหญ่เกิน80%กลับเกือบหมดครับ
bid please!!