VI หาดใหญ่
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2971
ช่วงนี้อ่านเจอข่าวเกี่ยวกับอาหารบ่อยมากครับ เลยคิดว่า น่าหาหุ้นเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งอาจจะดีในอนาคตนะครับ หากเทรนเรื่องนี้มาจริงๆ อย่างน้อยหุ้นที่เกี่ยวกับอาหาร น่าได้ประโยชน์บ้างครับ
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับ
มาข่วยกันเจิมให้ทะลุหน้าที่ 100 กันเถอะ ฮ่าาาา
เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มีความเห็นอย่างไรกันบ้างครับ
มาข่วยกันเจิมให้ทะลุหน้าที่ 100 กันเถอะ ฮ่าาาา
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2972
กระแส BitCoin ค่อนข้างแรงมากๆ ในยุคนี้
เมื่อปี 2555 มีลุงโฉลกเคยโพสในเฟสให้ลงทุนใน BitCoin (เพื่อนผมบอกว่า มูลค่าตอนนั้นเพียง 50 usd) มูลค่าตอนนี้ มากถึง 5 พันกว่า usd ไปแล้วครับ ใครลงทุนตอนนั้น ก็รวย 10 เท่าเลนทีเดียว และเพื่อนบอกอีกว่า ปี 2553 มูลค่า BitCoin เพียง 0.03 usd เท่านั้น ช่วงเป็น startup แบบว่า ถ้าลงเงินตอนนั้น 2000 บาท ถือถึงตอนนี้ ก็เป็นเงิน 4 พันล้านบาทเลยทีเดียว โอ้วววว อะไรจะขนาดนั้น แต่นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ กับมูลค่า BitCoin ที่เพิ่มมหาศาลครับ
ประเด็นคือ ต่อไปกระแสเงิน BitCoin จะไปต่อหรือไม่ อย่างไร หรือล้มหายตายจากไป หรือเป็นเงินสกุลหลักที่แพร่หลาย คงไม่อาจบอกได้ครับ ได้แต่ติดตามกันไปครับ
เฮ้อ ผมอยู่ในวงการไอทีมา ทราบเรื่อง BitCoin มา ตั้งแต่เป็นเงินที่ใช้กันในเกมส์ แต่ไม่ได้มองอะไรที่เป็นการลงทุนเลยครับ ตอนนั้น บอกเลยครับว่า ไม่เคยคิดถึงการลงทุนใดๆ เลย ยังดีที่ยังมารู้ตัวว่า ควรทำการลงทุนด้วย
เมื่อปี 2555 มีลุงโฉลกเคยโพสในเฟสให้ลงทุนใน BitCoin (เพื่อนผมบอกว่า มูลค่าตอนนั้นเพียง 50 usd) มูลค่าตอนนี้ มากถึง 5 พันกว่า usd ไปแล้วครับ ใครลงทุนตอนนั้น ก็รวย 10 เท่าเลนทีเดียว และเพื่อนบอกอีกว่า ปี 2553 มูลค่า BitCoin เพียง 0.03 usd เท่านั้น ช่วงเป็น startup แบบว่า ถ้าลงเงินตอนนั้น 2000 บาท ถือถึงตอนนี้ ก็เป็นเงิน 4 พันล้านบาทเลยทีเดียว โอ้วววว อะไรจะขนาดนั้น แต่นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ กับมูลค่า BitCoin ที่เพิ่มมหาศาลครับ
ประเด็นคือ ต่อไปกระแสเงิน BitCoin จะไปต่อหรือไม่ อย่างไร หรือล้มหายตายจากไป หรือเป็นเงินสกุลหลักที่แพร่หลาย คงไม่อาจบอกได้ครับ ได้แต่ติดตามกันไปครับ
เฮ้อ ผมอยู่ในวงการไอทีมา ทราบเรื่อง BitCoin มา ตั้งแต่เป็นเงินที่ใช้กันในเกมส์ แต่ไม่ได้มองอะไรที่เป็นการลงทุนเลยครับ ตอนนั้น บอกเลยครับว่า ไม่เคยคิดถึงการลงทุนใดๆ เลย ยังดีที่ยังมารู้ตัวว่า ควรทำการลงทุนด้วย
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2973
EGM IEC 20 OCT 17
บรรยากาศการประชุมครั้งสำคัญของIEC
คราวนี้มีผู้ถือหุ้นพร้อมใจกันมาประชุมกันอย่างคับครั่ง จนทำให้ผ่านขั้นต่ำ 33% ไปได้อย่างสบาย
ด้วยจำนวนที่เข้าประชุมถึง 128,257 ล้านเสียง กำหนดการประชุมเริ่มขึ้น ประมาณ บ่ายสองนิดๆ
เนื่องจากด้านนอกยังมีผู้ประชุมทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้ถือหุ้นมาจากทุกทิศทั่วไทยเพื่อมาฟังและร่วมโหวต
การเพิ่มทุนและเลือกกรรมการเข้าไปทำงาน
คุณพงศ์กวิน หรือ คุณโฟม ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่อายุเพียง38ปีแต่จบตรีทางด้านวิศวกรรมโยธา และ จบโทMBA มารับภาระใหญ่พร้อมกับคุณพ่อ คือคุณโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ
ช่วงที่เข้ามารับตำแหน่ง 2 เดือน ได้พูดในที่ประชุมถึงรายละเอียดในแต่ละส่วนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง มีการแก้ไขอะไรไปบ้าง
1.โรงไฟฟ้าขยะชุมชน หรือ จีเดดที่หาดใหญ่ มีปัญหาเรื่องขยะมีความชื้นสูง ทำงานไม่ได้เต็มกำลังการผลิต มีการร้องเรียนจากชาวบ้าน ขาดเงินซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
การแก้ไข เงินจากการเพิ่มทุนมาปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อให้ผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.IEC สระแก้ว เป็นโรงไฟฟ้าจากชีวมวล ต้นทุนเชื้อเพลิงราคาแพงและหาเชื้อเพลิงไม่ได้
รวมถึงเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ ขาดเงินซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
การแก้ไข ปรับปรุงเรื่องวัตถุดิบ มีบทลงโทษsupplierที่มาส่งวัตถุดิบ
3.โรงไฟฟ้าsolar ที่แม่ทา และ แม่แตง ผลิตไฟฟ้าได้ลดลงมาตลอดในช่วง2ปี
การแก้ไขปัญหา ปรับปรุงคุณภาพน้ำที่นำมาล้างแผงโซลาร์ ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาผลิตไฟได้มากขึ้น
4.โรงไฟฟ้าหนองรี ผลิตก๊าซชีวภาพ ปัญหา ก่อสร้างยังไม่เสร็จ และยังมีเวลาแค่ถึงกลางปีหน้าที่ต้องสร้างให้เสร็จ
ไม่เช่นนั้นจะผลิตไฟขายไม่ได้ รวมถึง บ่อหมักแก๊สมีปัญหาน้ำซึม
การแก้ไข เงินจากการเพิ่มทุนมาสร้างต่ออีกครึ่งนึง
แก้ไขปัญหาการรั่วซึม
5.โรงไฟฟ้าขยะที่ระยอง มีปัญหาไม่สามารถผลิตขายเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากวัตถุดิบไม่เพียงพอ
ต้นทุนค่าเช่าสูง จำนวนพนักงานมากเกินไป ขาดเงินทุนหมุนเวียน
การแก้ไข เงินจากการเพิ่มทุนมาปรับปรุงเครื่องจักร จัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติม
ลดพนักงานลง อบรมพนักงานให้เชี่ยวชาญกับงานที่ทำ
6. 0ffice มีการเช่า3ส่วน ค่าเช่าสูงเกินไป ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดสูงเกินไป ค่าแรงสูง
แก้ไข ยุบเหลือแค่ชั้นเดียว ค่าเช่าลดลงมาเหลือสองแสนบาทต่อเดือน
ลดเงินเดือนพนักงานลงเดือนละสี่ล้านบาท
ลดค่าน้ำมันรถจาก 2 แสนบาทต่อเดือน เป็น 3หมื่นบาทต่อเดือน
ค่าเครื่องบินไปเยี่ยมสาขา เปลี่ยนเป็น ไปเยี่ยมสาขาและอยู่ที่นั่น 1 เดือน เพื่อค่าใช้จ่ายไปกลับบ่อย
ส่วนสภาพคล่องของบริษัท
คุณโกมลได้ให้เงินกู้ยืมไปสองครั้งประมาณ 35 ลบ เพื่อประคองบริษัทรอเพิ่มทุน
วาระการเพิ่มทุน RO 1:1 สามารถผ่านได้ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 87.12%
ส่วนวาระการเลือกกรรมการ ระหว่าง ทีมคุณโกมล และ คุณ ทิศชวน ซึ่งถือหุ้นไม่ต่างกันเท่าไหร่
ทีมคุณโกมลได้เปรียบที่ลูกชายเข้าไปนั่งเป็นประธาน และ ชี้แจงผลงาน จึงชนะไปค่อนข้างขาดทั้ง 6 คน
ประเด็นที่ผมสงสัยคือ เงินเพิ่มทุนเฉพาะแก้ไขปัญหาน่าจะไม่เกิน 500 ลบ แต่ที่เหลือเป็นการลงทุนในproject
ใหม่อีก เป็น 1,000ลบ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีปัญหาในอนาคตหลังจากซื้อมาหรือเปล่า ทำไมเจ้าของเดิมที่จะขาย
มีปัญหากับFinanceจนต้องมาขาย ถ้าธุรกิจดีจริง
ก็เป็นการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นแต่ละคนว่าจะตัดสินใจเพิ่มทุนตามหรือไม่
บรรยากาศการประชุมครั้งสำคัญของIEC
คราวนี้มีผู้ถือหุ้นพร้อมใจกันมาประชุมกันอย่างคับครั่ง จนทำให้ผ่านขั้นต่ำ 33% ไปได้อย่างสบาย
ด้วยจำนวนที่เข้าประชุมถึง 128,257 ล้านเสียง กำหนดการประชุมเริ่มขึ้น ประมาณ บ่ายสองนิดๆ
เนื่องจากด้านนอกยังมีผู้ประชุมทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้ถือหุ้นมาจากทุกทิศทั่วไทยเพื่อมาฟังและร่วมโหวต
การเพิ่มทุนและเลือกกรรมการเข้าไปทำงาน
คุณพงศ์กวิน หรือ คุณโฟม ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่อายุเพียง38ปีแต่จบตรีทางด้านวิศวกรรมโยธา และ จบโทMBA มารับภาระใหญ่พร้อมกับคุณพ่อ คือคุณโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ
ช่วงที่เข้ามารับตำแหน่ง 2 เดือน ได้พูดในที่ประชุมถึงรายละเอียดในแต่ละส่วนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง มีการแก้ไขอะไรไปบ้าง
1.โรงไฟฟ้าขยะชุมชน หรือ จีเดดที่หาดใหญ่ มีปัญหาเรื่องขยะมีความชื้นสูง ทำงานไม่ได้เต็มกำลังการผลิต มีการร้องเรียนจากชาวบ้าน ขาดเงินซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
การแก้ไข เงินจากการเพิ่มทุนมาปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อให้ผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.IEC สระแก้ว เป็นโรงไฟฟ้าจากชีวมวล ต้นทุนเชื้อเพลิงราคาแพงและหาเชื้อเพลิงไม่ได้
รวมถึงเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ ขาดเงินซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักร
การแก้ไข ปรับปรุงเรื่องวัตถุดิบ มีบทลงโทษsupplierที่มาส่งวัตถุดิบ
3.โรงไฟฟ้าsolar ที่แม่ทา และ แม่แตง ผลิตไฟฟ้าได้ลดลงมาตลอดในช่วง2ปี
การแก้ไขปัญหา ปรับปรุงคุณภาพน้ำที่นำมาล้างแผงโซลาร์ ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาผลิตไฟได้มากขึ้น
4.โรงไฟฟ้าหนองรี ผลิตก๊าซชีวภาพ ปัญหา ก่อสร้างยังไม่เสร็จ และยังมีเวลาแค่ถึงกลางปีหน้าที่ต้องสร้างให้เสร็จ
ไม่เช่นนั้นจะผลิตไฟขายไม่ได้ รวมถึง บ่อหมักแก๊สมีปัญหาน้ำซึม
การแก้ไข เงินจากการเพิ่มทุนมาสร้างต่ออีกครึ่งนึง
แก้ไขปัญหาการรั่วซึม
5.โรงไฟฟ้าขยะที่ระยอง มีปัญหาไม่สามารถผลิตขายเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากวัตถุดิบไม่เพียงพอ
ต้นทุนค่าเช่าสูง จำนวนพนักงานมากเกินไป ขาดเงินทุนหมุนเวียน
การแก้ไข เงินจากการเพิ่มทุนมาปรับปรุงเครื่องจักร จัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติม
ลดพนักงานลง อบรมพนักงานให้เชี่ยวชาญกับงานที่ทำ
6. 0ffice มีการเช่า3ส่วน ค่าเช่าสูงเกินไป ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดสูงเกินไป ค่าแรงสูง
แก้ไข ยุบเหลือแค่ชั้นเดียว ค่าเช่าลดลงมาเหลือสองแสนบาทต่อเดือน
ลดเงินเดือนพนักงานลงเดือนละสี่ล้านบาท
ลดค่าน้ำมันรถจาก 2 แสนบาทต่อเดือน เป็น 3หมื่นบาทต่อเดือน
ค่าเครื่องบินไปเยี่ยมสาขา เปลี่ยนเป็น ไปเยี่ยมสาขาและอยู่ที่นั่น 1 เดือน เพื่อค่าใช้จ่ายไปกลับบ่อย
ส่วนสภาพคล่องของบริษัท
คุณโกมลได้ให้เงินกู้ยืมไปสองครั้งประมาณ 35 ลบ เพื่อประคองบริษัทรอเพิ่มทุน
วาระการเพิ่มทุน RO 1:1 สามารถผ่านได้ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 87.12%
ส่วนวาระการเลือกกรรมการ ระหว่าง ทีมคุณโกมล และ คุณ ทิศชวน ซึ่งถือหุ้นไม่ต่างกันเท่าไหร่
ทีมคุณโกมลได้เปรียบที่ลูกชายเข้าไปนั่งเป็นประธาน และ ชี้แจงผลงาน จึงชนะไปค่อนข้างขาดทั้ง 6 คน
ประเด็นที่ผมสงสัยคือ เงินเพิ่มทุนเฉพาะแก้ไขปัญหาน่าจะไม่เกิน 500 ลบ แต่ที่เหลือเป็นการลงทุนในproject
ใหม่อีก เป็น 1,000ลบ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีปัญหาในอนาคตหลังจากซื้อมาหรือเปล่า ทำไมเจ้าของเดิมที่จะขาย
มีปัญหากับFinanceจนต้องมาขาย ถ้าธุรกิจดีจริง
ก็เป็นการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นแต่ละคนว่าจะตัดสินใจเพิ่มทุนตามหรือไม่
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2974
Property fund & REITs & Infrafund Series
EP3 เรื่องน่ารู้สำหรับ Property fund & REITs & Infrafund
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ตอน IPO จะออกโดย บลจ และ นำเอาเงินจากผู้ซื้อหน่วยลงทุนไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ
หลังจาก IPO ก็สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือผ่านตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น จำนวนหน่วยลงทุนจะเท่าเดิมเหมือนตอนIPO
ยกเว้นกองนั้น มีการเพิ่มทุนภายหลัง
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกเป็น 3 แบบ
1. Property fund ปัจจุบัน 51 กองทุน Market cap 332,139 ล้านบาท
2. Infrastructure fund ( IFF ) ปัจจุบัน 5 กองทุน Market cap 232,991 ล้านบาท
3. Real Estate Investment Trust ( RIET ) ปัจจุบัน 9 กองทุน Market cap 61,300 ล้านบาท
กรรมสิทธิ์ของกองทุนมี2แบบคือ
1. Free Hold หมายถึง การซื้อขาย มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตลอดจนกว่าจะขายออกไป
2. Lease Hold หมายถึง การซื้อสิทธิการเช่า หรือ เซ้ง นั่นเอง
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีกองแรก เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คือ กองทุนยูโอบีอพาร์ตเมนต์หนึ่ง ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Lease Hold ส่วนกองที่สองตามมา คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์บางกอก ( BKKCP )
ซึ่งมีกรรมสิทธิ์บางส่วนของตึกชาญอิสระ1,2 ส่วนกอง RIET เช่น กอง Golden Venture Leasehold Real Estate หรือ GVREIT ราคาเข้าตลาดวันแรก พุ่งกว่า 40% เพราะ ดอกเบี้ยต่ำทำให้คนสนใจกองนี้มาก ปันผลสูงเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยปัจจุบัน เคยขึ้นไปสูงสุดกว่า 64% ก่อนตกลงมา
หลักการตรวจสอบกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อนซื้อ
1. กรรมสิทธิ์ Freehold or Leasehold
2. ทรัพย์สินที่ไปลงทุน ทำธุรกิจอะไร ตั้งอยู่ไหน จำนวนแห่งในกอง
3. รายได้มาจากธุรกิจอะไร Occupancy Rate (ปริมาณการใช้พื้นที่ ) เท่าไหร่
อัตราการขึ้นค่าเช่า โอกาสขึ้นค่าเช่า
สิ่งที่ควรเช็คเพิ่มเติม มี 3 ข้อ
1. เงินปันผล เป็นข้อดีของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่เงินปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ
2. สภาพคล่อง ถ้าขนาดกองทุนเล็ก ก็อาจเกิดสภาพคล่องน้อย อยากขายก็ขายไม่ได้
สามารถเช็คจากมูลค่าการซื้อขายจริงในตลาดได้
3. ราคา เป็นปัจจัยท้ายสุด
นอกจากนี้ จะดูว่าราคานี้สามารถลงทุนได้ไหม เราต้องมี IRR อยู่ในใจ และ คำนวณIRR จาก
ราคาตลาดตอนนี้ และ เงินปันผลที่จะได้รับ ถ้าสูงกว่าที่ เราตั้งไว้ ก็น่าลงทุน
นอกจากเราได้คำนวณราคาที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องสนใจว่า ทรัพย์สินในกองเป็นอะไร และ
ลองแวะไปดูก่อนการตัดสินใจซื้อด้วย
EP3 เรื่องน่ารู้สำหรับ Property fund & REITs & Infrafund
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ตอน IPO จะออกโดย บลจ และ นำเอาเงินจากผู้ซื้อหน่วยลงทุนไปซื้อทรัพย์สินต่างๆ
หลังจาก IPO ก็สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือผ่านตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น จำนวนหน่วยลงทุนจะเท่าเดิมเหมือนตอนIPO
ยกเว้นกองนั้น มีการเพิ่มทุนภายหลัง
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกเป็น 3 แบบ
1. Property fund ปัจจุบัน 51 กองทุน Market cap 332,139 ล้านบาท
2. Infrastructure fund ( IFF ) ปัจจุบัน 5 กองทุน Market cap 232,991 ล้านบาท
3. Real Estate Investment Trust ( RIET ) ปัจจุบัน 9 กองทุน Market cap 61,300 ล้านบาท
กรรมสิทธิ์ของกองทุนมี2แบบคือ
1. Free Hold หมายถึง การซื้อขาย มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตลอดจนกว่าจะขายออกไป
2. Lease Hold หมายถึง การซื้อสิทธิการเช่า หรือ เซ้ง นั่นเอง
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีกองแรก เมื่อ 13 ปีที่แล้ว คือ กองทุนยูโอบีอพาร์ตเมนต์หนึ่ง ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Lease Hold ส่วนกองที่สองตามมา คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์บางกอก ( BKKCP )
ซึ่งมีกรรมสิทธิ์บางส่วนของตึกชาญอิสระ1,2 ส่วนกอง RIET เช่น กอง Golden Venture Leasehold Real Estate หรือ GVREIT ราคาเข้าตลาดวันแรก พุ่งกว่า 40% เพราะ ดอกเบี้ยต่ำทำให้คนสนใจกองนี้มาก ปันผลสูงเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยปัจจุบัน เคยขึ้นไปสูงสุดกว่า 64% ก่อนตกลงมา
หลักการตรวจสอบกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก่อนซื้อ
1. กรรมสิทธิ์ Freehold or Leasehold
2. ทรัพย์สินที่ไปลงทุน ทำธุรกิจอะไร ตั้งอยู่ไหน จำนวนแห่งในกอง
3. รายได้มาจากธุรกิจอะไร Occupancy Rate (ปริมาณการใช้พื้นที่ ) เท่าไหร่
อัตราการขึ้นค่าเช่า โอกาสขึ้นค่าเช่า
สิ่งที่ควรเช็คเพิ่มเติม มี 3 ข้อ
1. เงินปันผล เป็นข้อดีของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่เงินปันผลค่อนข้างสม่ำเสมอ
2. สภาพคล่อง ถ้าขนาดกองทุนเล็ก ก็อาจเกิดสภาพคล่องน้อย อยากขายก็ขายไม่ได้
สามารถเช็คจากมูลค่าการซื้อขายจริงในตลาดได้
3. ราคา เป็นปัจจัยท้ายสุด
นอกจากนี้ จะดูว่าราคานี้สามารถลงทุนได้ไหม เราต้องมี IRR อยู่ในใจ และ คำนวณIRR จาก
ราคาตลาดตอนนี้ และ เงินปันผลที่จะได้รับ ถ้าสูงกว่าที่ เราตั้งไว้ ก็น่าลงทุน
นอกจากเราได้คำนวณราคาที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องสนใจว่า ทรัพย์สินในกองเป็นอะไร และ
ลองแวะไปดูก่อนการตัดสินใจซื้อด้วย
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2975
Property Fund & REITs & Infrafund Series
EP4 เข้าใจREITs มากขึ้นจากสัมมนา How raise fund from REITS from SCB
วิทยากร คุณ Tanadech Opasayanont FSVP Investment Banking1 Division ,SCB
REITs มีStructureอย่างไร
ต่างประเทศมีมาหลายสิบปีแล้ว สิงคโปร์ก็มีช่วงหลังต้มยำกุ้ง
แต่ไทย REITsพึ่งเข้ามาสามปี เมื่อก่อนมีแต่property fund
เมื่อก่อนอสังหาต้องลงทุนสูง มีการจ้างงาน แต่ต่างประเทศมีREITSs มาช่วยโดยระดมทุนจากคนทั่วไป
มีผลบวกต่อเศรษฐกิจ โดยREITsได้รับประโยชน์จากภาษี
REITsต้องเป็นอสังหาที่investment riskไม่สูงเกิน อสังหาอยู่ในช่วงที่สร้างไปแล้ว
เปิดโอกาสให้คนเม็ดเงินไม่มาก มาซื้อได้
ไทยมาใช้ปี2000 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โดยใช้platform Mutual fund
โครงสร้างของ REITs
Sponser & Investor คือ Buyer ถือได้ไม่เกิน50%
ที่เหลือก็จัดสรรตามความเหมาะสม
REIT Manager ดูแลนักลงทุนในแง่เปิดเผยข้อมูล ดูแลทรัพย์สินและportfolio
ซื้อ ขาย ปรับโฉม ทรัพย์สิน รวมถึงจัดหาเงินลงทุน
ส่วนTrustee คอยดูเช็คกับREIT Manager ว่าทำสมเหตุผลหรือไม่
ตัวREITs ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่สามารถทำtransaction ได้
เป็น Trusteeเป็นคนทำนิติกรรม
รูปแบบการลงทุน
มี3แบบ ได้แก่ Freehold , Leasehold และสุดท้ายคือการไปเข้าถือหุ้นในReal Estateแต่ช่วงนี้มีน้อย
เพราะไม่ได้ประโยชน์ทางภาษี มีสาเหตุ ถ้ามีการโอนผ่านการถือหุ้น
ต้องเสียTAX ประมาณ 20%ของEBITDA และ มีค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่น Depreciation
ดังนั้นจึงนิยมถือแค่ Freehold, Leasehold
การกู้เงิน ต่อให้ไม่มีrating สามารถกู้ได้ 35%
แต่ถ้าได้investment grade กู้ได้ถึง 60%
เนื่องจากผลประโยชน์ทางภาษี จึงให้ Trusteeเป็นคนทำธุรกรรม
แต่ยังคงควบคุมความเสี่ยงของกองอยู่
Nature of asset : เหมือน property fund เพิ่มขึ้นคือ ธุรกิจโรงเรียน หรือ โรงพยาบาล มีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง
โดยลงทุนhardwareของโรงเรียนหรือโรงพยาบาล ให้คนบริหารreal estateเพื่อให้ได้มูลค่าเพิ่มสูงสุด
มีในต่างประเทศ (เรียกว่า Asset Light Strategy )
การแยกการบริหาร โดยจัดproperty company and REITs company ออกจากกัน
ในแง่ cash flow อาจมี property ที่ให้เช่าหักcarpex 100 ลบ
ถ้าเราhappyก็เก็บไว้
แต่ REITs เสนอ ผลตอบแทน 1,500 ลบสำหรับการซื้อทรัพย์สิน แทนรับปันผล 100 ลบต่อปี
คนขายได้เงินไปทำอย่างอื่น หรือ มาถือสินทรัพย์ที่ขาย และจะได้เงินปันผลด้วย
เช่น ถือ 20% ก็ได้ปันผลปีละ 20 ลบ
REITs มีFeatureให้เก็บไว้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องขายทั้งตึก เพราะคนขายต้องการเงินบางส่วนเท่านั้น
ภาษีหลักๆที่เกี่ยวกับREITs
1. Transaction cost
Freehold : SBT 3.3% , Transfer fee 2% , VAT 7% , CIT on Gain 20%
Leasehold : Registration 1%, Stamp Duty 0.1%
2. Dividend Tax : Non resident & Individual 10% withholding tax
Q: มีบริษัทที่ถือตอนIPOและทยอยออกเหลือต่ำกว่า 20% หรือไม่
A: ยังกลับไปถือ ทำให้รายย่อยเกิดความมั่นใจ และ ไม่ได้ต้องการเงินทั้งหมดจากการขาย
Listed company ถือpreperty fund ไม่ต้องเสียภาษี พอเป็นREITs เสียภาษี เลยไม่อยากถือเยอะ
แต่ถ้าเราถือREITs ต่ำกว่า 20% ทางบัญชีถือเป็นกำไรได้ทั้งหมด
แต่ถ้าถือเกิน20% จะใช้วิธีการลงบัญชีแบบEquity method
ดังนั้นการถือหน่วยต้องดูทั้ง marketing & Finance ต้องdesign case by case
แต่ถ้าบริษัทที่ถือไม่ใช่บริษัทListed (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์)
จะนับยอด50%ของปันผล ไปเสียภาษีในอัตรา 10%
ประโยชน์ของREITs
ถ้าไม่มี REITs นักลงทุนที่ต้องการสร้างตึก ต้องเก็บเงินกว่าจะได้หลายปี
อาจเสียโอกาสทางธุรกิจ หรือกู้เงินซึ่งมีต้นทุน5-6%น้อยกว่าที่จ่ายให้REITS 8-10%
ถ้ากู้ได้ ควรกู้มาลงทุน แต่ถ้ากู้ไม่ได้ REITsน่าสนใจ โดยขายassetชิ้นนึงเพื่อไปลงทุนอีกasset
หรือมีprojectใหม่ที่น่าสนใจ ถึงแม้กู้เงินได้
เช่น cpnเมื่อ10ปีก่อน มีการcontrol finance ต้นทุนสูงกว่ากู้ธนาคาร แต่ทำให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น
How to achieve Full & Fair Valuation :
1. Selecting the right Assets ปกตินักลงทุนต้องการผลตอบแทน7%
แต่assetช่วงแรกให้ผลตอบแทน7ล้านบาทในช่วงโครงการเริ่มต้น แต่ต่อมาผลตอบแทนสูงจากการเช่าเพิ่มขึ้น ท้ายสุดได้ผลตอบแทนเท่ากับนักลงทุนที่หวัง แต่คนจะรอได้ไหม เหมือนนักลงทุนไปซื้อหุ้นPEสูงเพราะมีความหวังว่าบริษัทจะเติบโต
REITs ส่วนใหญ่คนที่ถือประมาณ 40%มาจากคนฝากเงิน อีก 40%มาจากสถาบันการเงิน ดังนั้นจึงเอาasset ที่ Matureและไม่ต้องมีcapex นักลงทุนจะชอบ อย่างแรกคือเลือกassetให้เหมาะสม
Gland มีหลายasset ก็พิจารณาเอาตึกuni-leverส่วนofficeเข้ามาก่อน ไม่จำเป็นต้องเอาassetเข้าพร้อมกัน
มาจากความจำเป็นต้องใช้เงิน
REITsอันไหนที่มีpipe line นักลงทุนสถาบันจะสนใจ ทำให้valuationดีขึ้น (ควรมี inorganic growthด้วย)
ซึ่งตอบโจทย์ การใช้เงินและvaluation
2. Optimal Structure
การขจัดการแข่งขัน เนื่องจากนักลงทุนกลัวเจ้าของทรัพย์สินมาแข่งขันด้วย เช่น
ปิ่นทอง มีกลไกนี้ เช่น OR เดิม90% ถ้าลดลง แต่เจ้าของORมากกว่า สามารถเข้าไปขอซื้อ ช่วยลดการแข่งขันได้
แต่ไม่สามารถลดRiskได้ ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้น
มีหลายกองให้Garuntee ช่วยในassetที่โตไม่สุด แต่บริษัทอยากขาย เชื่อมั่นว่าโตได้ เพราะเชื่อว่าอนาคตโตได้
และขายในราคาที่premium ข้อเสีย ถ้าOR drop ลงมาหลังหมดgaruntee จะออกใหม่ได้ลำบาก
Transaction cost ช่วยได้
3. Effective Marketing plan
Ex the Nine tower & Uni liver pack รวมกันขาย คล้ายBond uni lever 30% อีก 70% ขายgrowthของ
ตึก the Nine tower ที่กำลังgrowthอยู่
ตอนขาย ถนนรัชดาพระราม9 ถนนติดน้อยกว่าพระราม3 พื้นที่เช่าราคาน่าสนใจ
เป็นgrowth story ต่อไป มี Future project ที่จะโตต่อไป
ทำให้เราpositioning ของ REITS ว่าเหมาะสมกับขายใคร ขายprivate or public
FA ต้องแนะนำว่าทำอย่างไรให้คนซื้อสนใจซื้อ
ประเด็นที่จะทำหรือไม่ทำ REITS
1.Cost benefit ขายไปแล้วดีอย่างไรกับบริษัท ต้องเทียบกันด้านการเงิน
2.เรากลับเข้าไปinvolveได้ แต่ไม่สามารถvoteอะไรที่conflict เราเป็น silense vote
3. ผมอยากขายแต่ถือสัดส่วนมากพอเช่น 40%แต่โดนเรื่องภาษี การถือเกิน25%ไม่ต้องรับซื้อหน่วยทั้งหมด
4.หลายตึกmixed used cpnrf ไม่ได้เอาเข้าส่วนโรงแรม บางอย่างต้องshareกันอยู่ costส่วนนี้ทำอย่างไร
5. การรับรู้ทางบัญชี ถ้าขายตรงๆ อาจมีเรื่องภาษี หรือ take overง่ายๆ
REIT Manager
Set up บริษัทขึ้นมา หรือ ถ้าอยากเป็นREIT Manager ต้องfull time 3 คน แต่จริงๆต้องใช้ 6 คน
มีประสบการณ์ด้านreal estates หรือ การลงทุน 3 ปี อย่างน้อย 2 คน
1.ทำ marketing , DD , เปลี่ยนหน้าตาทรัพย์สิน
2.Finance กู้จากใคร เพิ่มทุน ซื้อของ
3.Risk & compliance ทำ internal control
ค่าใช้จ่าย 7-10 ล้านบาทต่อปี หรือ ใช้บริการของ 3rd party แต่ต้องระวังว่า
REIT Manager ไม่สามารถบริหารREITsประเภทเดียวกันเกิน 1 กองทุน
ขอบคุณวิทยากรจากSCBมาให้ความรู้ครับ
EP4 เข้าใจREITs มากขึ้นจากสัมมนา How raise fund from REITS from SCB
วิทยากร คุณ Tanadech Opasayanont FSVP Investment Banking1 Division ,SCB
REITs มีStructureอย่างไร
ต่างประเทศมีมาหลายสิบปีแล้ว สิงคโปร์ก็มีช่วงหลังต้มยำกุ้ง
แต่ไทย REITsพึ่งเข้ามาสามปี เมื่อก่อนมีแต่property fund
เมื่อก่อนอสังหาต้องลงทุนสูง มีการจ้างงาน แต่ต่างประเทศมีREITSs มาช่วยโดยระดมทุนจากคนทั่วไป
มีผลบวกต่อเศรษฐกิจ โดยREITsได้รับประโยชน์จากภาษี
REITsต้องเป็นอสังหาที่investment riskไม่สูงเกิน อสังหาอยู่ในช่วงที่สร้างไปแล้ว
เปิดโอกาสให้คนเม็ดเงินไม่มาก มาซื้อได้
ไทยมาใช้ปี2000 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โดยใช้platform Mutual fund
โครงสร้างของ REITs
Sponser & Investor คือ Buyer ถือได้ไม่เกิน50%
ที่เหลือก็จัดสรรตามความเหมาะสม
REIT Manager ดูแลนักลงทุนในแง่เปิดเผยข้อมูล ดูแลทรัพย์สินและportfolio
ซื้อ ขาย ปรับโฉม ทรัพย์สิน รวมถึงจัดหาเงินลงทุน
ส่วนTrustee คอยดูเช็คกับREIT Manager ว่าทำสมเหตุผลหรือไม่
ตัวREITs ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่สามารถทำtransaction ได้
เป็น Trusteeเป็นคนทำนิติกรรม
รูปแบบการลงทุน
มี3แบบ ได้แก่ Freehold , Leasehold และสุดท้ายคือการไปเข้าถือหุ้นในReal Estateแต่ช่วงนี้มีน้อย
เพราะไม่ได้ประโยชน์ทางภาษี มีสาเหตุ ถ้ามีการโอนผ่านการถือหุ้น
ต้องเสียTAX ประมาณ 20%ของEBITDA และ มีค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่น Depreciation
ดังนั้นจึงนิยมถือแค่ Freehold, Leasehold
การกู้เงิน ต่อให้ไม่มีrating สามารถกู้ได้ 35%
แต่ถ้าได้investment grade กู้ได้ถึง 60%
เนื่องจากผลประโยชน์ทางภาษี จึงให้ Trusteeเป็นคนทำธุรกรรม
แต่ยังคงควบคุมความเสี่ยงของกองอยู่
Nature of asset : เหมือน property fund เพิ่มขึ้นคือ ธุรกิจโรงเรียน หรือ โรงพยาบาล มีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง
โดยลงทุนhardwareของโรงเรียนหรือโรงพยาบาล ให้คนบริหารreal estateเพื่อให้ได้มูลค่าเพิ่มสูงสุด
มีในต่างประเทศ (เรียกว่า Asset Light Strategy )
การแยกการบริหาร โดยจัดproperty company and REITs company ออกจากกัน
ในแง่ cash flow อาจมี property ที่ให้เช่าหักcarpex 100 ลบ
ถ้าเราhappyก็เก็บไว้
แต่ REITs เสนอ ผลตอบแทน 1,500 ลบสำหรับการซื้อทรัพย์สิน แทนรับปันผล 100 ลบต่อปี
คนขายได้เงินไปทำอย่างอื่น หรือ มาถือสินทรัพย์ที่ขาย และจะได้เงินปันผลด้วย
เช่น ถือ 20% ก็ได้ปันผลปีละ 20 ลบ
REITs มีFeatureให้เก็บไว้บางส่วน ไม่จำเป็นต้องขายทั้งตึก เพราะคนขายต้องการเงินบางส่วนเท่านั้น
ภาษีหลักๆที่เกี่ยวกับREITs
1. Transaction cost
Freehold : SBT 3.3% , Transfer fee 2% , VAT 7% , CIT on Gain 20%
Leasehold : Registration 1%, Stamp Duty 0.1%
2. Dividend Tax : Non resident & Individual 10% withholding tax
Q: มีบริษัทที่ถือตอนIPOและทยอยออกเหลือต่ำกว่า 20% หรือไม่
A: ยังกลับไปถือ ทำให้รายย่อยเกิดความมั่นใจ และ ไม่ได้ต้องการเงินทั้งหมดจากการขาย
Listed company ถือpreperty fund ไม่ต้องเสียภาษี พอเป็นREITs เสียภาษี เลยไม่อยากถือเยอะ
แต่ถ้าเราถือREITs ต่ำกว่า 20% ทางบัญชีถือเป็นกำไรได้ทั้งหมด
แต่ถ้าถือเกิน20% จะใช้วิธีการลงบัญชีแบบEquity method
ดังนั้นการถือหน่วยต้องดูทั้ง marketing & Finance ต้องdesign case by case
แต่ถ้าบริษัทที่ถือไม่ใช่บริษัทListed (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์)
จะนับยอด50%ของปันผล ไปเสียภาษีในอัตรา 10%
ประโยชน์ของREITs
ถ้าไม่มี REITs นักลงทุนที่ต้องการสร้างตึก ต้องเก็บเงินกว่าจะได้หลายปี
อาจเสียโอกาสทางธุรกิจ หรือกู้เงินซึ่งมีต้นทุน5-6%น้อยกว่าที่จ่ายให้REITS 8-10%
ถ้ากู้ได้ ควรกู้มาลงทุน แต่ถ้ากู้ไม่ได้ REITsน่าสนใจ โดยขายassetชิ้นนึงเพื่อไปลงทุนอีกasset
หรือมีprojectใหม่ที่น่าสนใจ ถึงแม้กู้เงินได้
เช่น cpnเมื่อ10ปีก่อน มีการcontrol finance ต้นทุนสูงกว่ากู้ธนาคาร แต่ทำให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น
How to achieve Full & Fair Valuation :
1. Selecting the right Assets ปกตินักลงทุนต้องการผลตอบแทน7%
แต่assetช่วงแรกให้ผลตอบแทน7ล้านบาทในช่วงโครงการเริ่มต้น แต่ต่อมาผลตอบแทนสูงจากการเช่าเพิ่มขึ้น ท้ายสุดได้ผลตอบแทนเท่ากับนักลงทุนที่หวัง แต่คนจะรอได้ไหม เหมือนนักลงทุนไปซื้อหุ้นPEสูงเพราะมีความหวังว่าบริษัทจะเติบโต
REITs ส่วนใหญ่คนที่ถือประมาณ 40%มาจากคนฝากเงิน อีก 40%มาจากสถาบันการเงิน ดังนั้นจึงเอาasset ที่ Matureและไม่ต้องมีcapex นักลงทุนจะชอบ อย่างแรกคือเลือกassetให้เหมาะสม
Gland มีหลายasset ก็พิจารณาเอาตึกuni-leverส่วนofficeเข้ามาก่อน ไม่จำเป็นต้องเอาassetเข้าพร้อมกัน
มาจากความจำเป็นต้องใช้เงิน
REITsอันไหนที่มีpipe line นักลงทุนสถาบันจะสนใจ ทำให้valuationดีขึ้น (ควรมี inorganic growthด้วย)
ซึ่งตอบโจทย์ การใช้เงินและvaluation
2. Optimal Structure
การขจัดการแข่งขัน เนื่องจากนักลงทุนกลัวเจ้าของทรัพย์สินมาแข่งขันด้วย เช่น
ปิ่นทอง มีกลไกนี้ เช่น OR เดิม90% ถ้าลดลง แต่เจ้าของORมากกว่า สามารถเข้าไปขอซื้อ ช่วยลดการแข่งขันได้
แต่ไม่สามารถลดRiskได้ ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้น
มีหลายกองให้Garuntee ช่วยในassetที่โตไม่สุด แต่บริษัทอยากขาย เชื่อมั่นว่าโตได้ เพราะเชื่อว่าอนาคตโตได้
และขายในราคาที่premium ข้อเสีย ถ้าOR drop ลงมาหลังหมดgaruntee จะออกใหม่ได้ลำบาก
Transaction cost ช่วยได้
3. Effective Marketing plan
Ex the Nine tower & Uni liver pack รวมกันขาย คล้ายBond uni lever 30% อีก 70% ขายgrowthของ
ตึก the Nine tower ที่กำลังgrowthอยู่
ตอนขาย ถนนรัชดาพระราม9 ถนนติดน้อยกว่าพระราม3 พื้นที่เช่าราคาน่าสนใจ
เป็นgrowth story ต่อไป มี Future project ที่จะโตต่อไป
ทำให้เราpositioning ของ REITS ว่าเหมาะสมกับขายใคร ขายprivate or public
FA ต้องแนะนำว่าทำอย่างไรให้คนซื้อสนใจซื้อ
ประเด็นที่จะทำหรือไม่ทำ REITS
1.Cost benefit ขายไปแล้วดีอย่างไรกับบริษัท ต้องเทียบกันด้านการเงิน
2.เรากลับเข้าไปinvolveได้ แต่ไม่สามารถvoteอะไรที่conflict เราเป็น silense vote
3. ผมอยากขายแต่ถือสัดส่วนมากพอเช่น 40%แต่โดนเรื่องภาษี การถือเกิน25%ไม่ต้องรับซื้อหน่วยทั้งหมด
4.หลายตึกmixed used cpnrf ไม่ได้เอาเข้าส่วนโรงแรม บางอย่างต้องshareกันอยู่ costส่วนนี้ทำอย่างไร
5. การรับรู้ทางบัญชี ถ้าขายตรงๆ อาจมีเรื่องภาษี หรือ take overง่ายๆ
REIT Manager
Set up บริษัทขึ้นมา หรือ ถ้าอยากเป็นREIT Manager ต้องfull time 3 คน แต่จริงๆต้องใช้ 6 คน
มีประสบการณ์ด้านreal estates หรือ การลงทุน 3 ปี อย่างน้อย 2 คน
1.ทำ marketing , DD , เปลี่ยนหน้าตาทรัพย์สิน
2.Finance กู้จากใคร เพิ่มทุน ซื้อของ
3.Risk & compliance ทำ internal control
ค่าใช้จ่าย 7-10 ล้านบาทต่อปี หรือ ใช้บริการของ 3rd party แต่ต้องระวังว่า
REIT Manager ไม่สามารถบริหารREITsประเภทเดียวกันเกิน 1 กองทุน
ขอบคุณวิทยากรจากSCBมาให้ความรู้ครับ
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2976
กิจกรรมที่ใช้กันมากในอินเตอร์เน็ต เล่นโซเชียลมีเดีย มากพอๆ กับ ค้นหาข้อมูลเลยนะครับ
ไม่น่าแปลกใจที่ google facebook ใหญ่มากๆ เป็นบริษัทติดอันดับโลก และมีการเติบโตที่เร็วมากเลยทีเดียว
ไม่น่าแปลกใจที่ google facebook ใหญ่มากๆ เป็นบริษัทติดอันดับโลก และมีการเติบโตที่เร็วมากเลยทีเดียว
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2977
ทางเลือกหนึ่งในการลงทุนหุ้นเวียดนาม แถมยังรวมประเทศในกลุ่ม clmv ด้วยครับ
ไม่จำเป็นต้องไปเลือกหุ้นและลงทุนตรงเอง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเวียดนามที่เหล่าวีไอนิยมไปลงทุนกันครับ
ไม่จำเป็นต้องไปเลือกหุ้นและลงทุนตรงเอง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเวียดนามที่เหล่าวีไอนิยมไปลงทุนกันครับ
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2978
Property Fund & REITs & Infrafund Series
EP5 CPNCG
ถือเป็นกองproperty fund ที่Hotพอสมควร
ลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงานดิ ออฟฟิศเคส แอท Central world อายุการเช่าหรือเซ้งเป็นเวลา 20 ปี พื้นที่สำนักงานประมาณ 113,328 ตรม หรือ คิดเป็นพื้นที่เช่าประมาณ 74,605 ตรม และพื้นที่จอดรถ 1,218 คัน
กองทุนนี้บริหารโดย บลจ ไทยพาณิชย์ เปิดให้จองในช่วงที่property fund นิยมมากในช่วงนั้น โดยเปิดให้จองช่วง4-10 กย พศ. 2555 ในราคา 10.30 บาท
โดยจำกัดให้ซื้อไม่เกิน 10,000 หน่วยลงทุน หาซื้อค่อนข้างยาก กว่าจะหาซื้อได้ก็เป็นสาขาของSCBที่ไม่ค่อยมีคนไป
จดทะเบียนเข้าตลท ในวันที่ 21 กย 2555
ผู้ถือหน่วยลงทุน ลำดับแรก เซ็นทรัลพัฒนา ถือ 25% ส่วนลำดับที่ 2-10 เป็นธนาคาร ประกันชีวิต และ property fund ของ บลจ ธนชาติ รวมประมาณ 26%
ผลตอบแทนจากเงินปันผล ประมาณ 6%
ราคาตอนเข้าซื้อขายวันแรก ขึ้นไปถึง 13บาท ถือเป็นกลยุทธ์ที่limit supply
ทำให้มีความต้องการกองนี้มากตอนเข้าตลาด ตอนหลังๆมีบลจนึง ให้สิทธิ์เฉพาะลูกค้ารายใหญ่ซื้อเท่านั้น
ทำให้ราคาเปิดตอนเข้าตลท เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ช่วงจังหวะที่ซื้อกองทุนนี้ที่ดีที่สุด คือ ช่วงที่มีการปิดกรุงเทพตอนต้นปี 2557 ซึ่งการเข้าออกอาคารค่อนข้างยาก
เพราะมีการตั้งเวทีอภิปรายกันตลอดวันตรงCentral world ราคาหล่นไปเหลือ10 บาทต่ำกว่าราคาจองเสียอีก
หลังจากเหตุุการณ์ปิดกรุงเทพเสร็จสิ้น ราคาก็ทยอยปรับขึ้นไป และสูงสุดช่วง 16.xx บาทในช่วง 1H 16 ซึ่งเป็นช่วงที่property fund นิยมมากสุด มีการออกหนังสือเกี่ยวกับ property fund ออกมา สัมมนามีพูดถึงอยู่บ่อยๆ
แต่ต่อมาอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ราคาตลาดค่อยๆลดลงมาอยู่ที่ 13บาท
ช่วงกลางปี2560 ที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มไม่เพิ่มขึ้น ทำให้property fund เริ่มน่าสนใจอีกครั้ง ทำให้ราคาปรับไปใกล้ 14บาท
จุดซื้อสำหรับ property fund คือ
1. ช่วงวิกฤตชั่วคราวสำหรับกองนั้น แต่ยังมีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
2. ช่วงที่คนไม่ค่อยสนใจ หรือ อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการซื้อ คือ
1. ช่วงที่ทุกคนพูดถึงproperty fund มีสัมมนาจัดกันตลอด แม้แต่เซียนยังมาพูดถึง
2. ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวที่จุดต่ำสุด และ มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น
คำเตือน
กองทุนนี้เป็นสิทธิการเช่า ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 15 ปี ดังนั้นถ้าเราถือไว้ต้องระวังตอนช่วงใกล้ๆหมดอายุของ
สิทธิ์การเช่า ราคาอาจปรับลดมากๆ เพราะเมื่อครบอายุ ต้องคืนพื้นที่ให้เช่ากับเจ้าของ หรือ ต้องซื้อสิทธิ์การเช่าใหม่
EP5 CPNCG
ถือเป็นกองproperty fund ที่Hotพอสมควร
ลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงานดิ ออฟฟิศเคส แอท Central world อายุการเช่าหรือเซ้งเป็นเวลา 20 ปี พื้นที่สำนักงานประมาณ 113,328 ตรม หรือ คิดเป็นพื้นที่เช่าประมาณ 74,605 ตรม และพื้นที่จอดรถ 1,218 คัน
กองทุนนี้บริหารโดย บลจ ไทยพาณิชย์ เปิดให้จองในช่วงที่property fund นิยมมากในช่วงนั้น โดยเปิดให้จองช่วง4-10 กย พศ. 2555 ในราคา 10.30 บาท
โดยจำกัดให้ซื้อไม่เกิน 10,000 หน่วยลงทุน หาซื้อค่อนข้างยาก กว่าจะหาซื้อได้ก็เป็นสาขาของSCBที่ไม่ค่อยมีคนไป
จดทะเบียนเข้าตลท ในวันที่ 21 กย 2555
ผู้ถือหน่วยลงทุน ลำดับแรก เซ็นทรัลพัฒนา ถือ 25% ส่วนลำดับที่ 2-10 เป็นธนาคาร ประกันชีวิต และ property fund ของ บลจ ธนชาติ รวมประมาณ 26%
ผลตอบแทนจากเงินปันผล ประมาณ 6%
ราคาตอนเข้าซื้อขายวันแรก ขึ้นไปถึง 13บาท ถือเป็นกลยุทธ์ที่limit supply
ทำให้มีความต้องการกองนี้มากตอนเข้าตลาด ตอนหลังๆมีบลจนึง ให้สิทธิ์เฉพาะลูกค้ารายใหญ่ซื้อเท่านั้น
ทำให้ราคาเปิดตอนเข้าตลท เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ช่วงจังหวะที่ซื้อกองทุนนี้ที่ดีที่สุด คือ ช่วงที่มีการปิดกรุงเทพตอนต้นปี 2557 ซึ่งการเข้าออกอาคารค่อนข้างยาก
เพราะมีการตั้งเวทีอภิปรายกันตลอดวันตรงCentral world ราคาหล่นไปเหลือ10 บาทต่ำกว่าราคาจองเสียอีก
หลังจากเหตุุการณ์ปิดกรุงเทพเสร็จสิ้น ราคาก็ทยอยปรับขึ้นไป และสูงสุดช่วง 16.xx บาทในช่วง 1H 16 ซึ่งเป็นช่วงที่property fund นิยมมากสุด มีการออกหนังสือเกี่ยวกับ property fund ออกมา สัมมนามีพูดถึงอยู่บ่อยๆ
แต่ต่อมาอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ราคาตลาดค่อยๆลดลงมาอยู่ที่ 13บาท
ช่วงกลางปี2560 ที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มไม่เพิ่มขึ้น ทำให้property fund เริ่มน่าสนใจอีกครั้ง ทำให้ราคาปรับไปใกล้ 14บาท
จุดซื้อสำหรับ property fund คือ
1. ช่วงวิกฤตชั่วคราวสำหรับกองนั้น แต่ยังมีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
2. ช่วงที่คนไม่ค่อยสนใจ หรือ อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการซื้อ คือ
1. ช่วงที่ทุกคนพูดถึงproperty fund มีสัมมนาจัดกันตลอด แม้แต่เซียนยังมาพูดถึง
2. ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวที่จุดต่ำสุด และ มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น
คำเตือน
กองทุนนี้เป็นสิทธิการเช่า ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 15 ปี ดังนั้นถ้าเราถือไว้ต้องระวังตอนช่วงใกล้ๆหมดอายุของ
สิทธิ์การเช่า ราคาอาจปรับลดมากๆ เพราะเมื่อครบอายุ ต้องคืนพื้นที่ให้เช่ากับเจ้าของ หรือ ต้องซื้อสิทธิ์การเช่าใหม่
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2980
Property Fund & REITs & Infrafund Series
EP6 Fund of Property Fund
ONEPROP-RMF
วันนี้ผมขอแนะนำ กองทุนที่ลงทุนในproperty fund
เหมาะสำหรับคนที่สนใจลงทุนProperty fund แต่ไม่มีเวลาศึกษาหรือติดตาม
และ ถ้าเป็นกองRMFก็สามารถซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกต่อ
เป็นทางเลือกสำหรับลงทุนใน RMF ขณะที่ดัชนีหุ้นอยู่ในระดับสูง
วันนี้เลยมาแนะนำกอง ONEPROP-RMF
Background
ONEAM เป็นหนึ่งในสองบลจ ที่ริเริ่มออกกองทุน Fund of Property fund
บลจอีกหนึ่งแห่งคือ บลจ กองทุนรวม หรือ MFC
กลับมาที่บลจ วรรณ ซึ่งถือว่าเป็นบลจแรก ที่ริเริ่มออกกอง Property fund ในช่วงที่คุณวิวรรณ
เป็นผู้บริหาร ได้รับมอบหมายจากตลาดหลักทรัพย์ให้ศึกษา property fund จากต่างประเทศ
เพื่อจะได้ออกกองทุนในไทย ในช่วงต้มยำกุ้ง ซึ่งทางภาครัฐอยากช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์
จึงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ property fund ที่เป็นกองประเภทที่1
ท้ายที่สุดทางบลจ วรรณ ก็สามารถออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์บางกอก หรือ BKKCP ออกมาได้
หลังจากนั้นผ่านไป8ปี ได้เปลี่ยนผู้บริหารใหม่ที่บลจวรรณ และได้มีการออก ONEPROP ซึ่ง
เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนเฉพาะproperty fund มีนโยบายauto redemption
หมายถึง นโยบายการขายหน่วยลงทุนออกให้กับลูกค้าหลังจากได้กำไร
ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี ถูกใจนักลงทุนมาก ถ้ายังจำกันได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงบูมของproperty fund
กองนี้ได้ capital gain จากราคากองทุนproperty fund ที่ถืออยู่ เช่น CPNRF
และสามารถจ่ายคืนบางส่วนให้กับผู้ถือหน่วยผ่านทาง auto redemptionได้
ต่อมากองนี้ไม่สามารถขายเพิ่มได้ ดังนั้นได้ออกกองทุนรวมใหม่ที่ลงในproperty fund
และ จ่ายผลประโยชน์ผ่านทางเงินปันผล ซึ่งต้องเสียภาษีเงินปันผลด้วย
ท้ายที่สุด บลจ วรรณ ได้ออก ONEPROP-RMF เป็นทางเลือกสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนในRMF
IPO
กองทุนนี้บริหารโดย บลจ วรรณ เปิดให้จองในช่วงที่property fund นิยมมากในช่วงนั้น โดยเปิดให้จอง
19 Nov 2012
สัดส่วนที่กองนี้ถือในProperty fund ล่าสุด
5อันดับแรกที่ถือรวมกัน ณ 30 Jun 17 เกิน 50% ได้แก่
1. CPNRF 15.25%
2. TLGF 14.57%
3. SPF 11.82%
4. QHPF 8.95%
5. QHHR 7.9%
ผลตอบแทนการลงทุน
ผลตอบแทนจากเงินปันผล ย้อนหลัง 3 ปี ประมาณ 7%
ผลตอบแทนจากเงินปันผล ย้อนหลัง 6 เดือน ประมาณ 4.79%
ผลตอบแทนของกองนี้ ขึ้นลงตามราคาตลาดของproperty fund ที่ถืออยู่
ช่วงจังหวะที่ซื้อกองทุนนี้ที่ดีที่สุดที่ผ่านมา
ช่วงตั้งแต่กลางปี2560 ที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มไม่เพิ่มขึ้น ทำให้property fund เริ่มน่าสนใจอีกครั้ง
จุดซื้อสำหรับ fund of property fund คือ
ช่วงที่คนไม่ค่อยสนใจ หรือ อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น ช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปีนี้
ซึ่งราคาของproperty fundขยับลงมาพอสมควร
หรือช่วงนี้ต้องการลดหย่อนภาษี และ กองหุ้นที่เป็นRMFอยู่ในช่วงที่สูง กองONEPROP-RMF
ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
ช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการซื้อ คือ
1. ช่วงที่ทุกคนพูดถึงproperty fund เช่นช่วงปี 2556 , 2560
2. ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวที่จุดต่ำสุด และ มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น
เรื่องที่ต้องรู้
กองทุน Fund of Property fund มีการค่าใช้จ่ายเช่น Backend fee , Management fee
โดยรวม 3.5% ซึ่งเป็นต้นทุนค่อนข้างสูง
สรุป
น่าจะเหมาะสมเป็นasset class อันนึงสำหรับลงทุนใน RMF
สัดส่วนเท่าไหร่ ก็ขึ้นกับผู้ลงทุนว่าต้องการผลตอบแทนโดยรวมเท่าไหร่
ติดตามตอนต่อไปโดยกดดาวที่เพจ เพื่อติดตามได้ครับ
EP6 Fund of Property Fund
ONEPROP-RMF
วันนี้ผมขอแนะนำ กองทุนที่ลงทุนในproperty fund
เหมาะสำหรับคนที่สนใจลงทุนProperty fund แต่ไม่มีเวลาศึกษาหรือติดตาม
และ ถ้าเป็นกองRMFก็สามารถซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีได้อีกต่อ
เป็นทางเลือกสำหรับลงทุนใน RMF ขณะที่ดัชนีหุ้นอยู่ในระดับสูง
วันนี้เลยมาแนะนำกอง ONEPROP-RMF
Background
ONEAM เป็นหนึ่งในสองบลจ ที่ริเริ่มออกกองทุน Fund of Property fund
บลจอีกหนึ่งแห่งคือ บลจ กองทุนรวม หรือ MFC
กลับมาที่บลจ วรรณ ซึ่งถือว่าเป็นบลจแรก ที่ริเริ่มออกกอง Property fund ในช่วงที่คุณวิวรรณ
เป็นผู้บริหาร ได้รับมอบหมายจากตลาดหลักทรัพย์ให้ศึกษา property fund จากต่างประเทศ
เพื่อจะได้ออกกองทุนในไทย ในช่วงต้มยำกุ้ง ซึ่งทางภาครัฐอยากช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์
จึงให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ property fund ที่เป็นกองประเภทที่1
ท้ายที่สุดทางบลจ วรรณ ก็สามารถออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์บางกอก หรือ BKKCP ออกมาได้
หลังจากนั้นผ่านไป8ปี ได้เปลี่ยนผู้บริหารใหม่ที่บลจวรรณ และได้มีการออก ONEPROP ซึ่ง
เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนเฉพาะproperty fund มีนโยบายauto redemption
หมายถึง นโยบายการขายหน่วยลงทุนออกให้กับลูกค้าหลังจากได้กำไร
ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี ถูกใจนักลงทุนมาก ถ้ายังจำกันได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงบูมของproperty fund
กองนี้ได้ capital gain จากราคากองทุนproperty fund ที่ถืออยู่ เช่น CPNRF
และสามารถจ่ายคืนบางส่วนให้กับผู้ถือหน่วยผ่านทาง auto redemptionได้
ต่อมากองนี้ไม่สามารถขายเพิ่มได้ ดังนั้นได้ออกกองทุนรวมใหม่ที่ลงในproperty fund
และ จ่ายผลประโยชน์ผ่านทางเงินปันผล ซึ่งต้องเสียภาษีเงินปันผลด้วย
ท้ายที่สุด บลจ วรรณ ได้ออก ONEPROP-RMF เป็นทางเลือกสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนในRMF
IPO
กองทุนนี้บริหารโดย บลจ วรรณ เปิดให้จองในช่วงที่property fund นิยมมากในช่วงนั้น โดยเปิดให้จอง
19 Nov 2012
สัดส่วนที่กองนี้ถือในProperty fund ล่าสุด
5อันดับแรกที่ถือรวมกัน ณ 30 Jun 17 เกิน 50% ได้แก่
1. CPNRF 15.25%
2. TLGF 14.57%
3. SPF 11.82%
4. QHPF 8.95%
5. QHHR 7.9%
ผลตอบแทนการลงทุน
ผลตอบแทนจากเงินปันผล ย้อนหลัง 3 ปี ประมาณ 7%
ผลตอบแทนจากเงินปันผล ย้อนหลัง 6 เดือน ประมาณ 4.79%
ผลตอบแทนของกองนี้ ขึ้นลงตามราคาตลาดของproperty fund ที่ถืออยู่
ช่วงจังหวะที่ซื้อกองทุนนี้ที่ดีที่สุดที่ผ่านมา
ช่วงตั้งแต่กลางปี2560 ที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มไม่เพิ่มขึ้น ทำให้property fund เริ่มน่าสนใจอีกครั้ง
จุดซื้อสำหรับ fund of property fund คือ
ช่วงที่คนไม่ค่อยสนใจ หรือ อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น ช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางปีนี้
ซึ่งราคาของproperty fundขยับลงมาพอสมควร
หรือช่วงนี้ต้องการลดหย่อนภาษี และ กองหุ้นที่เป็นRMFอยู่ในช่วงที่สูง กองONEPROP-RMF
ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
ช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการซื้อ คือ
1. ช่วงที่ทุกคนพูดถึงproperty fund เช่นช่วงปี 2556 , 2560
2. ช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวที่จุดต่ำสุด และ มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น
เรื่องที่ต้องรู้
กองทุน Fund of Property fund มีการค่าใช้จ่ายเช่น Backend fee , Management fee
โดยรวม 3.5% ซึ่งเป็นต้นทุนค่อนข้างสูง
สรุป
น่าจะเหมาะสมเป็นasset class อันนึงสำหรับลงทุนใน RMF
สัดส่วนเท่าไหร่ ก็ขึ้นกับผู้ลงทุนว่าต้องการผลตอบแทนโดยรวมเท่าไหร่
ติดตามตอนต่อไปโดยกดดาวที่เพจ เพื่อติดตามได้ครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2981
Property Fund & REITs & Infrafund Series
EP7 SPF หรือ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย
วันนี้ผมขอแนะนำ property fund ที่ลงทุนในสินทรัพย์อีกประเภทที่แตกต่างจากที่เคยเขียน
ที่เป็น สำนักงานให้เช่า โรงงาน คราวนี้เป็นสนามบิน
หลายคนที่ลงทุนในหุ้น จะเห็นว่า AOT เป็นหุ้นที่ดูแลสนามบินทั่วประเทศและผลประกอบการที่ผ่านมา
ดีเยี่ยม ราคาตลาดก็ขึ้นไปเร็วมาก อยากลงทุนแต่กลัวว่าราคาที่ซื้อจะสูงไป ลองมาศึกษาProperty fund
ที่ลงทุนในสิทธิการเช่าสนามบินดู เป็นอีกทางเลือกนึง
Background
กองทุนอสังหาริมทรัพย์สิทธิการเช่าสนามบินสมุย ถือว่าเป็นAssetที่แปลกกว่าสินทรัพย์อื่น
มีแค่กองเดียวในไทยที่ลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาวของสนามบินบนเกาะสมุย รวมถึง ทางวิ่งของเครื่องบิน
ลานจอดเครื่องบิน อาคารผู้โดยสารปัจจุบัน และ อาคารใหม่ อายุการเช่า30ปี แต่เป็นการเช่าช่วงละ3ปี
และต่อสัญญาใหม่ อายุเหลืออยู่ประมาณ 19 ปี
IPO
กองทุนนี้บริหารแรกเริ่มโดย Siam city asset management จดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
24 Nov 2006 ต่อมาบลจ SCI ถูกซื้อไปโดย บลจ เกียรตินาคิน และท้ายสุดเปลี่ยนชื่อเป็น บลจ ภัทร
ผู้ถือหน่วยลงทุน 10 อันดับแรก ณ 28 สค 60 ประกอบไปด้วย
1. บริษัท การบินกรุงเทพ 33%
2. ธนาคาร เกียรตินาคิน 8.05%
3. อลิอันซ์ ประกันชีวิต 7.14%
4. นายชาลี วลัยเสถียร 1.81%
5. ONEAM 1.46%
6. MFC รวม 2 กอง 2.64%
สังเกตว่าเจ้าของถือเต็มสิทธิ์ คือ 33%
มีนักลงทุนรายใหญ่ นามสกุลวลัยเสถียรเข้ามาถือลงทุนด้วย
และ มีอีก 2บลจ มาลงทุนในรูปแบบ fund of property fund
ผลตอบแทนการลงทุน
ผลตอบแทนจากเงินปันผล ประมาณ 6.18%ณ ราคาตลาด 24บาท
แต่อัตรานี้รวมเงินที่จ่ายคืนเงินต้นด้วย
ถ้าอัตราการจ่ายปันผลที่ 6.18% รับจนครบอีก 19 ปี จะได้เงินเท่ากับ 28.18 บาท เงินต้นจะหมดไป
เท่ากับว่าเราซื้อตอนนี้ที่ราคา 24 บาท และ รับปันผลไปเรื่อยๆอีก 19 ปี เป็นเงิน 28.18 บาท
ลองคิดดูว่าน่าลงทุนหรือไม่
แต่ถ้าผลประกอบการดีขึ้นมากๆในอนาคต มาจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น เงินปันผลในอนาคต
ก็ดีขึ้น อาจดูยังน่าลงทุนอยู่
ช่วงจังหวะที่ซื้อกองทุนนี้ที่ดีที่สุด
คือ ช่วงที่การท่องเที่ยวมีปัญหา ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยว ราคาหล่นไปเหลือ4 บาทกว่า
ต่ำกว่าราคาจองเสียอีก แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆหลังจากนั้นก็ปรับขึ้นมาเพราะจ่ายเงินปันผลดี หลังจาก
มีรายได้จากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวสมุยมากขึ้น
ช่วงปัจจุบัน
ช่วงต้นปี2560 ที่มีข่าวเรื่องที่ดินสนามบินสมุยทับซ้อนกับที่สาธารณะ
ก็เป็นอีกจุดที่ต้องตรวจสอบด้วยตนเอง ผมถือว่าเป็นจุดเสี่ยงอย่างนึงของกองนี้
คำเตือน
กองทุนนี้เป็นสิทธิการเช่า ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 19 ปี ดังนั้นถ้าเราถือไว้ต้องระวังตอนช่วงใกล้ๆหมดอายุของ
สิทธิ์การเช่า ราคาอาจปรับลดมากๆ เพราะเมื่อครบอายุ ต้องคืนพื้นที่ให้เช่ากับเจ้าของ หรือ ต้องซื้อสิทธิ์การเช่าใหม่
สรุป
ถ้าผลตอบแทนต่อปี6.18%ต่อปีที่ราคาตลาด24บาท ( 31 oct 17)
กองมีอายุ19ปี แล้วมูลค่าเป็น0บาท
สรุปได้เงินคืน 28.18 บาท ยังน่าลงทุนหรือไม่ถ้าเปรียบเทียบกับราคาตลาดตอนนี้
EP7 SPF หรือ กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย
วันนี้ผมขอแนะนำ property fund ที่ลงทุนในสินทรัพย์อีกประเภทที่แตกต่างจากที่เคยเขียน
ที่เป็น สำนักงานให้เช่า โรงงาน คราวนี้เป็นสนามบิน
หลายคนที่ลงทุนในหุ้น จะเห็นว่า AOT เป็นหุ้นที่ดูแลสนามบินทั่วประเทศและผลประกอบการที่ผ่านมา
ดีเยี่ยม ราคาตลาดก็ขึ้นไปเร็วมาก อยากลงทุนแต่กลัวว่าราคาที่ซื้อจะสูงไป ลองมาศึกษาProperty fund
ที่ลงทุนในสิทธิการเช่าสนามบินดู เป็นอีกทางเลือกนึง
Background
กองทุนอสังหาริมทรัพย์สิทธิการเช่าสนามบินสมุย ถือว่าเป็นAssetที่แปลกกว่าสินทรัพย์อื่น
มีแค่กองเดียวในไทยที่ลงทุนในสิทธิการเช่าระยะยาวของสนามบินบนเกาะสมุย รวมถึง ทางวิ่งของเครื่องบิน
ลานจอดเครื่องบิน อาคารผู้โดยสารปัจจุบัน และ อาคารใหม่ อายุการเช่า30ปี แต่เป็นการเช่าช่วงละ3ปี
และต่อสัญญาใหม่ อายุเหลืออยู่ประมาณ 19 ปี
IPO
กองทุนนี้บริหารแรกเริ่มโดย Siam city asset management จดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
24 Nov 2006 ต่อมาบลจ SCI ถูกซื้อไปโดย บลจ เกียรตินาคิน และท้ายสุดเปลี่ยนชื่อเป็น บลจ ภัทร
ผู้ถือหน่วยลงทุน 10 อันดับแรก ณ 28 สค 60 ประกอบไปด้วย
1. บริษัท การบินกรุงเทพ 33%
2. ธนาคาร เกียรตินาคิน 8.05%
3. อลิอันซ์ ประกันชีวิต 7.14%
4. นายชาลี วลัยเสถียร 1.81%
5. ONEAM 1.46%
6. MFC รวม 2 กอง 2.64%
สังเกตว่าเจ้าของถือเต็มสิทธิ์ คือ 33%
มีนักลงทุนรายใหญ่ นามสกุลวลัยเสถียรเข้ามาถือลงทุนด้วย
และ มีอีก 2บลจ มาลงทุนในรูปแบบ fund of property fund
ผลตอบแทนการลงทุน
ผลตอบแทนจากเงินปันผล ประมาณ 6.18%ณ ราคาตลาด 24บาท
แต่อัตรานี้รวมเงินที่จ่ายคืนเงินต้นด้วย
ถ้าอัตราการจ่ายปันผลที่ 6.18% รับจนครบอีก 19 ปี จะได้เงินเท่ากับ 28.18 บาท เงินต้นจะหมดไป
เท่ากับว่าเราซื้อตอนนี้ที่ราคา 24 บาท และ รับปันผลไปเรื่อยๆอีก 19 ปี เป็นเงิน 28.18 บาท
ลองคิดดูว่าน่าลงทุนหรือไม่
แต่ถ้าผลประกอบการดีขึ้นมากๆในอนาคต มาจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น เงินปันผลในอนาคต
ก็ดีขึ้น อาจดูยังน่าลงทุนอยู่
ช่วงจังหวะที่ซื้อกองทุนนี้ที่ดีที่สุด
คือ ช่วงที่การท่องเที่ยวมีปัญหา ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยว ราคาหล่นไปเหลือ4 บาทกว่า
ต่ำกว่าราคาจองเสียอีก แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆหลังจากนั้นก็ปรับขึ้นมาเพราะจ่ายเงินปันผลดี หลังจาก
มีรายได้จากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวสมุยมากขึ้น
ช่วงปัจจุบัน
ช่วงต้นปี2560 ที่มีข่าวเรื่องที่ดินสนามบินสมุยทับซ้อนกับที่สาธารณะ
ก็เป็นอีกจุดที่ต้องตรวจสอบด้วยตนเอง ผมถือว่าเป็นจุดเสี่ยงอย่างนึงของกองนี้
คำเตือน
กองทุนนี้เป็นสิทธิการเช่า ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 19 ปี ดังนั้นถ้าเราถือไว้ต้องระวังตอนช่วงใกล้ๆหมดอายุของ
สิทธิ์การเช่า ราคาอาจปรับลดมากๆ เพราะเมื่อครบอายุ ต้องคืนพื้นที่ให้เช่ากับเจ้าของ หรือ ต้องซื้อสิทธิ์การเช่าใหม่
สรุป
ถ้าผลตอบแทนต่อปี6.18%ต่อปีที่ราคาตลาด24บาท ( 31 oct 17)
กองมีอายุ19ปี แล้วมูลค่าเป็น0บาท
สรุปได้เงินคืน 28.18 บาท ยังน่าลงทุนหรือไม่ถ้าเปรียบเทียบกับราคาตลาดตอนนี้
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2982
Stock Battle the series
EP1 SIS & SYNEX ตอนที่1 SIS
ที่มาของบทความเรื่องนี้ ผมได้ไอเดียจากรายการ วีไอกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งดำเนินรายการโดย กรรมการและอนุกรรมกาสมาคมไทยวีไอ ได้แก่ น้องตู้ น้องเบส น้องปริญญ์ โดยทุกเดือนจะมีการเปรียบเทียบหุ้นที่มีลักษณะคล้ายกัน ว่าแต่ละบริษัท
มีความเหมือน และ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ก็เลยคิดว่าจะลองเขียนแนวนี้น่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านบ้าง
เหตุที่เลือกคู่ Battle SIS & SYNEX เป็นคู่แรกนั้นส่วนนึง คืออยู่ในวงการคอมพิวเตอร์มาตลอดเลยอยากแชร์ข้อมูลที่ไปสัมผัสมา และ ข้อมูลหาได้ไม่ยากจาก Webboard Thaivi , Finomina ที่เขียนก่อนหน้านี้ ต้องขอบคุณทั้งสองแหล่งข้อมูลนะครับ
ผมจะเริ่มที่บริษัท เอสไอเอส หรือ SIS Distribution (Thailand ) ก่อนนะครับ
ข้อมูลช่วงแรกของ SIS
บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขายส่งคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงและอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติต่าง ๆ โดยบริษัทฯ เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าจากผู้ผลิตประมาณ 53 ราย และมีจำนวนสินค้าที่จำหน่ายมากกว่า 4,600 รายการ บริษัทฯ มีฐานลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการคอมพิวเตอร์ทั้งที่เป็นร้านค้าปลีก บริษัทผู้ค้าที่จำหน่ายเข้าภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการ ผู้รับวางระบบ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของตัวเอง ฯลฯ โดยในปี 2549 มีจำนวนคู่ค้ามากกว่า 3,900 ราย
วิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจ
1.1) ความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ผลิตน้อยราย
ถึงแม้บริษัทฯ จะซื้อสินค้าจากผู้ผลิต 53 ราย ในปี 2549, ร้อยละ 80 ของยอดขาย เป็นสินค้าที่มาจากผู้ผลิตเพียง 8 รายคือ Acer, Apple, Dopod, HP, IBM, Lenovo, Philips, Samsung
ผู้ผลิตที่บริษัทฯ ขายสินค้ามากที่สุดในปี 2549 คือ HP ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 45 ของสินค้าทั้งหมดเนื่องจาก HP เป็นผู้ผลิตสินค้า IT หลายประเภท ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคทั้งส่วนบุคคลและองค์กร รวมไปถึง HP ก็มีนโยบายที่จะจัดจำหน่ายสินค้าผ่านผู้ค้าส่งจึงทำให้บริษัทฯ มียอดจำหน่ายสินค้าของ HP เป็นสัดส่วนที่สูง อันทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงในแง่ของการพึ่งพาผู้ผลิตน้อยราย อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ของ HP เช่นกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ และ HP เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ต่อมาเมื่อHP drop ลง ก็มาขายสินค้าของ Acer แทน ทำให้ยังรักษาส่วนแบ่งตลาดคอมพิวเตอร์ แต่หลังจากแบรนด์อื่นเริ่มเข้ามาทำตลาดมากขึ้นเช่น Asus , Lenovo ทำให้ SISเข้ามาทำตลาดในสองยี่ห้อมากขึ้น ทำให้ยังมีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่น่าเสียดายว่า เทรนของTablet , Smart phoneมาแรง ทำให้ยอดขายโดยรวมdropลง
ส่วนสินค้าSmartphone ถือว่าในอดีตค่อนข้างทำได้ดี เป็นผู้นำในตลาด โดยได้นำสินค้า Dopodเข้ามาขาย ต่อมาได้
เปลี่ยนชื่อเป็นHTC ก็ยังสามารถโปรโมทแบรนด์ให้ติดอันดับหนึ่ง ต่อมาได้ทำตลาดมือถือBB ในช่วงที่ตลาดเริ่มเป็นขาลง แต่ก็พยายามทำตลาดในส่วนองค์กร โดย BB มีจุดแข็งที่สามารถchatหากันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และโทรฟรีหากันในองค์กร สุดท้ายก็ไม่สามารถฝืนแนวโน้มตลาดได้ ทำให้สินค้าค้างstockมากมาย
อย่างไรก็ตาม กำไรในส่วนsmartphoneก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างกำไรให้บริษัทมากมายในช่วงที่ผ่านมา
ต่อมาทางOperatorเริ่มเข้ามาทำตลาดเอง มีการsubsidizeราคาให้กับผู้ใช้บริการ ทำให้บทบาทของSISค่อยๆลดลง
ปัจจุบัน ได้ทำตลาดมือถือWIKOจากฝรั่งเศส ยอดขายถ้าเทียบกับสมัยก่อน ถือว่าน้อยมาก ยังไม่ใช่จุดแข็งที่จะช่วยSISได้มากนัก
ส่วนตลาดเครื่องประกอบนั้น SIS ถือเป็นอันดับTOP3 ร่วมกับ DCOM, SYNEX ต่อมา DCOM เกิดปัญหาภายใน
ทำให้ต้องปิดกิจการไป ทำให้เหลือผู้เล่นรายใหญ่แค่ SIS,SYNEX ต่อมาก็มา chainstoreเข้ามาทำตลาดได้แก่ Advice , JIB เป็นต้น ถือเป็นตลาดที่แข่งขันกันสูง ส่วนใหญ่จะเจาะไปที่ตลาดของคนเล่นเกม ส่วนถ้าผู้ใช้ที่ใช้งานเอกสาร ดูwebsite ส่วนใหญ่หันมาซื้อเครื่องBrand name มากกว่าเพราะราคาได้ลดลงมามาก ตลาดPantipซึ่งเป็นเครืองประกอบในสมัยก่อน ตอนนี้ก็หันไปขายเครื่องbrand nameกันมากขึ้น แต่ผู้เดินก็น้อยลง
1.2) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่กระทบต่อสินค้าคงคลัง
เนื่องจากสินค้าหลักของบริษัทฯ เป็นคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าคงคลังของบริษัทฯ อาจจะมีการล้าสมัย สร้างความเสียหายกับบริษัทฯ ได้ เช่น สินค้ามือถือBB เป็นต้น
1.3) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
บริษัทฯ มีการสั่งซื้อสินค้าบางส่วนโดยชำระด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่สินค้าทั้งหมดจะจำหน่ายในประเทศเป็นเงินบาท บริษัทฯ มีการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดย มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าบางส่วน ส่วนนี้ทางSynexทำได้ค่อนข้างดีกว่า เพราะ ตัวคุณสุทธิดามีความเชี่ยงชาญในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนได้ดี
1.4) ความเสี่ยงจากการแข่งขันและกำไรขั้นต้นต่ำ
ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ถือเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง มีกำไรขั้นต้นอยู่ในระดับต่ำ แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่และมีการเติบโตสูง โดยคาดว่ายังคงมีการเติบโตที่มากกว่า 10% ไปได้อีกหลายปี ซึ่งจากลักษณะอุตสาหกรรมแบบนี้ อาจมีคู่แข่งใช้ราคามาเป็นกลยุทธหลักในการแข่งขัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้น บริษัทฯ อาจต้องลดราคาสินค้าเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น และอาจจะกระทบผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้ บริษัทฯ ได้พยายามลดความเสี่ยงด้วยการเพิ่มประเภทสินค้า ทำให้มีการขายสินค้ากระจายมากประเภทขึ้น ส่วนนี้ถือว่า SIS ทำได้ดีกว่า SYNEX จากการสังเกตพบว่า SYNEX เน้นเรื่องการตัดราคาเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น ทำให้GPไม่ค่อยสูง
1.5) ความเสี่ยงจากลูกหนี้การค้า
บริษัทฯ มียอดขายเครดิต และลูกหนี้ส่วนใหญ่ ไม่ได้มอบหลักประกันที่ครอบคลุมหนี้สินทั้งหมดให้กับบริษัทฯ รวมไปถึงลูกค้าของบริษัทฯ หลายราย เป็นบริษัทขนาดเล็กและเป็นบริษัท ใหม่ที่ยังไม่มีเงินทุนมากนัก ดังนั้นหากลูกหนี้การค้าของบริษัทฯ เกิดปัญหาในการบริหารงาน ไม่สามารถชำระเงินได้ตามกำหนด จะส่งผลต่อสภาพคล่องของบริษัทซึ่งในส่วนนี้ ทั้ง SIS , SYNEX ก็เจอปัญหาหนี้เสียรายเดียวกันในช่วงปี 2556 และยังเก็บหนี้ไม่ได้
1.6) ความเสี่ยงด้านการเงิน
จากการที่ธุรกิจค้าส่งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เป็นธุรกิจที่มี cash cycle อยู่ในช่วง 30 - 50 วัน ทำให้ปริมาณเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น และจากการขยายงานของบริษัทฯ ที่มีเพิ่มของยอดขายในอัตราสูงกว่าร้อยละ 10 มาตลอด ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความเสี่ยงและภาระของบริษัทฯ ที่ต้องจัดหาเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
1.7) ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบุคลากร
IT เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้าน เข้ามาร่วมงานจำนวนมากซึ่งนอกเหนือจากการรับพนักงานที่มีประสบการณ์เข้ามาร่วมงานแล้ว บริษัทฯ ยังต้องมีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งหากบุคลากรที่มีความสามารถและความชำนาญงานได้ลาออกจากบริษัทฯ อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงานและความสามารถในการขยายงานของบริษัทฯ ในระยะสั้น และก่อให้เกิดงบประมาณเพิ่มเติมที่ต้องใช้ในการฝึกอบรมบุคลากรกลุ่มใหม่ขึ้นมาทดแทน ทางSIS ผู้บริหารหลักๆจะมีคุณสมชัยและคุณสมบัติ แต่ทาง SYNEX ส่งเสริมให้ผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ทำให้มีความคิดหลากหลายมากกว่า
ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับ แบบประกาศเจตนาในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงํากิจการ (แบบ 247-3) จากบริษัท ไทยอัลลิแอนซ์จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ของ SIS ที่ต่างประเทศ
ประเภทของหลักทรัพย์ และจํานวนหุ้นที่เสนอซื้อ: 350,198,655 หุ้นสามัญ ราคาที่คาดว่าจะเสนอซื้อ: 7.00 บาท วันที่คาดว่าจะยื่นคําเสนอซื้ออย่างเป็นทางการ: 6 พฤศจิกายน 2560 ผู้จัดเตรียมคําเสนอซื้อ: บริษัท อวานการ์ด แคปปิ ตอล จํากัด
ดูราคาตลาดตอนนี้ขึ้นไปสูงกว่าราคารับซื้อค่อนข้างมาก แต่ดูจากวัตถุประสงค์ของการซื้อครั้งนี้ถ้าได้จำนวนหุ้นมากพอให้ถือเกิน 50% ก็ยังมีโอกาสอยู่ รอลุ้นต่อไปว่ามีการปรับราคารับซื้อหรือไม่
ตอนต่อไปจะพูดถึง SYNEX นะครับ
EP1 SIS & SYNEX ตอนที่1 SIS
ที่มาของบทความเรื่องนี้ ผมได้ไอเดียจากรายการ วีไอกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งดำเนินรายการโดย กรรมการและอนุกรรมกาสมาคมไทยวีไอ ได้แก่ น้องตู้ น้องเบส น้องปริญญ์ โดยทุกเดือนจะมีการเปรียบเทียบหุ้นที่มีลักษณะคล้ายกัน ว่าแต่ละบริษัท
มีความเหมือน และ แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ก็เลยคิดว่าจะลองเขียนแนวนี้น่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านบ้าง
เหตุที่เลือกคู่ Battle SIS & SYNEX เป็นคู่แรกนั้นส่วนนึง คืออยู่ในวงการคอมพิวเตอร์มาตลอดเลยอยากแชร์ข้อมูลที่ไปสัมผัสมา และ ข้อมูลหาได้ไม่ยากจาก Webboard Thaivi , Finomina ที่เขียนก่อนหน้านี้ ต้องขอบคุณทั้งสองแหล่งข้อมูลนะครับ
ผมจะเริ่มที่บริษัท เอสไอเอส หรือ SIS Distribution (Thailand ) ก่อนนะครับ
ข้อมูลช่วงแรกของ SIS
บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขายส่งคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วงและอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติต่าง ๆ โดยบริษัทฯ เป็นผู้แทนจำหน่ายสินค้าจากผู้ผลิตประมาณ 53 ราย และมีจำนวนสินค้าที่จำหน่ายมากกว่า 4,600 รายการ บริษัทฯ มีฐานลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการคอมพิวเตอร์ทั้งที่เป็นร้านค้าปลีก บริษัทผู้ค้าที่จำหน่ายเข้าภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการ ผู้รับวางระบบ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของตัวเอง ฯลฯ โดยในปี 2549 มีจำนวนคู่ค้ามากกว่า 3,900 ราย
วิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจ
1.1) ความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ผลิตน้อยราย
ถึงแม้บริษัทฯ จะซื้อสินค้าจากผู้ผลิต 53 ราย ในปี 2549, ร้อยละ 80 ของยอดขาย เป็นสินค้าที่มาจากผู้ผลิตเพียง 8 รายคือ Acer, Apple, Dopod, HP, IBM, Lenovo, Philips, Samsung
ผู้ผลิตที่บริษัทฯ ขายสินค้ามากที่สุดในปี 2549 คือ HP ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 45 ของสินค้าทั้งหมดเนื่องจาก HP เป็นผู้ผลิตสินค้า IT หลายประเภท ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคทั้งส่วนบุคคลและองค์กร รวมไปถึง HP ก็มีนโยบายที่จะจัดจำหน่ายสินค้าผ่านผู้ค้าส่งจึงทำให้บริษัทฯ มียอดจำหน่ายสินค้าของ HP เป็นสัดส่วนที่สูง อันทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงในแง่ของการพึ่งพาผู้ผลิตน้อยราย อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ของ HP เช่นกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทฯ และ HP เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ต่อมาเมื่อHP drop ลง ก็มาขายสินค้าของ Acer แทน ทำให้ยังรักษาส่วนแบ่งตลาดคอมพิวเตอร์ แต่หลังจากแบรนด์อื่นเริ่มเข้ามาทำตลาดมากขึ้นเช่น Asus , Lenovo ทำให้ SISเข้ามาทำตลาดในสองยี่ห้อมากขึ้น ทำให้ยังมีส่วนแบ่งตลาดค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่น่าเสียดายว่า เทรนของTablet , Smart phoneมาแรง ทำให้ยอดขายโดยรวมdropลง
ส่วนสินค้าSmartphone ถือว่าในอดีตค่อนข้างทำได้ดี เป็นผู้นำในตลาด โดยได้นำสินค้า Dopodเข้ามาขาย ต่อมาได้
เปลี่ยนชื่อเป็นHTC ก็ยังสามารถโปรโมทแบรนด์ให้ติดอันดับหนึ่ง ต่อมาได้ทำตลาดมือถือBB ในช่วงที่ตลาดเริ่มเป็นขาลง แต่ก็พยายามทำตลาดในส่วนองค์กร โดย BB มีจุดแข็งที่สามารถchatหากันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และโทรฟรีหากันในองค์กร สุดท้ายก็ไม่สามารถฝืนแนวโน้มตลาดได้ ทำให้สินค้าค้างstockมากมาย
อย่างไรก็ตาม กำไรในส่วนsmartphoneก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างกำไรให้บริษัทมากมายในช่วงที่ผ่านมา
ต่อมาทางOperatorเริ่มเข้ามาทำตลาดเอง มีการsubsidizeราคาให้กับผู้ใช้บริการ ทำให้บทบาทของSISค่อยๆลดลง
ปัจจุบัน ได้ทำตลาดมือถือWIKOจากฝรั่งเศส ยอดขายถ้าเทียบกับสมัยก่อน ถือว่าน้อยมาก ยังไม่ใช่จุดแข็งที่จะช่วยSISได้มากนัก
ส่วนตลาดเครื่องประกอบนั้น SIS ถือเป็นอันดับTOP3 ร่วมกับ DCOM, SYNEX ต่อมา DCOM เกิดปัญหาภายใน
ทำให้ต้องปิดกิจการไป ทำให้เหลือผู้เล่นรายใหญ่แค่ SIS,SYNEX ต่อมาก็มา chainstoreเข้ามาทำตลาดได้แก่ Advice , JIB เป็นต้น ถือเป็นตลาดที่แข่งขันกันสูง ส่วนใหญ่จะเจาะไปที่ตลาดของคนเล่นเกม ส่วนถ้าผู้ใช้ที่ใช้งานเอกสาร ดูwebsite ส่วนใหญ่หันมาซื้อเครื่องBrand name มากกว่าเพราะราคาได้ลดลงมามาก ตลาดPantipซึ่งเป็นเครืองประกอบในสมัยก่อน ตอนนี้ก็หันไปขายเครื่องbrand nameกันมากขึ้น แต่ผู้เดินก็น้อยลง
1.2) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่กระทบต่อสินค้าคงคลัง
เนื่องจากสินค้าหลักของบริษัทฯ เป็นคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าคงคลังของบริษัทฯ อาจจะมีการล้าสมัย สร้างความเสียหายกับบริษัทฯ ได้ เช่น สินค้ามือถือBB เป็นต้น
1.3) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
บริษัทฯ มีการสั่งซื้อสินค้าบางส่วนโดยชำระด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่สินค้าทั้งหมดจะจำหน่ายในประเทศเป็นเงินบาท บริษัทฯ มีการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศโดย มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าบางส่วน ส่วนนี้ทางSynexทำได้ค่อนข้างดีกว่า เพราะ ตัวคุณสุทธิดามีความเชี่ยงชาญในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนได้ดี
1.4) ความเสี่ยงจากการแข่งขันและกำไรขั้นต้นต่ำ
ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ถือเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง มีกำไรขั้นต้นอยู่ในระดับต่ำ แต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่และมีการเติบโตสูง โดยคาดว่ายังคงมีการเติบโตที่มากกว่า 10% ไปได้อีกหลายปี ซึ่งจากลักษณะอุตสาหกรรมแบบนี้ อาจมีคู่แข่งใช้ราคามาเป็นกลยุทธหลักในการแข่งขัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้น บริษัทฯ อาจต้องลดราคาสินค้าเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น และอาจจะกระทบผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้ บริษัทฯ ได้พยายามลดความเสี่ยงด้วยการเพิ่มประเภทสินค้า ทำให้มีการขายสินค้ากระจายมากประเภทขึ้น ส่วนนี้ถือว่า SIS ทำได้ดีกว่า SYNEX จากการสังเกตพบว่า SYNEX เน้นเรื่องการตัดราคาเพื่อให้ได้ส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น ทำให้GPไม่ค่อยสูง
1.5) ความเสี่ยงจากลูกหนี้การค้า
บริษัทฯ มียอดขายเครดิต และลูกหนี้ส่วนใหญ่ ไม่ได้มอบหลักประกันที่ครอบคลุมหนี้สินทั้งหมดให้กับบริษัทฯ รวมไปถึงลูกค้าของบริษัทฯ หลายราย เป็นบริษัทขนาดเล็กและเป็นบริษัท ใหม่ที่ยังไม่มีเงินทุนมากนัก ดังนั้นหากลูกหนี้การค้าของบริษัทฯ เกิดปัญหาในการบริหารงาน ไม่สามารถชำระเงินได้ตามกำหนด จะส่งผลต่อสภาพคล่องของบริษัทซึ่งในส่วนนี้ ทั้ง SIS , SYNEX ก็เจอปัญหาหนี้เสียรายเดียวกันในช่วงปี 2556 และยังเก็บหนี้ไม่ได้
1.6) ความเสี่ยงด้านการเงิน
จากการที่ธุรกิจค้าส่งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เป็นธุรกิจที่มี cash cycle อยู่ในช่วง 30 - 50 วัน ทำให้ปริมาณเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ เพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น และจากการขยายงานของบริษัทฯ ที่มีเพิ่มของยอดขายในอัตราสูงกว่าร้อยละ 10 มาตลอด ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความเสี่ยงและภาระของบริษัทฯ ที่ต้องจัดหาเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
1.7) ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบุคลากร
IT เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะด้าน เข้ามาร่วมงานจำนวนมากซึ่งนอกเหนือจากการรับพนักงานที่มีประสบการณ์เข้ามาร่วมงานแล้ว บริษัทฯ ยังต้องมีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งหากบุคลากรที่มีความสามารถและความชำนาญงานได้ลาออกจากบริษัทฯ อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินงานและความสามารถในการขยายงานของบริษัทฯ ในระยะสั้น และก่อให้เกิดงบประมาณเพิ่มเติมที่ต้องใช้ในการฝึกอบรมบุคลากรกลุ่มใหม่ขึ้นมาทดแทน ทางSIS ผู้บริหารหลักๆจะมีคุณสมชัยและคุณสมบัติ แต่ทาง SYNEX ส่งเสริมให้ผู้บริหารรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ทำให้มีความคิดหลากหลายมากกว่า
ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับ แบบประกาศเจตนาในการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงํากิจการ (แบบ 247-3) จากบริษัท ไทยอัลลิแอนซ์จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ของ SIS ที่ต่างประเทศ
ประเภทของหลักทรัพย์ และจํานวนหุ้นที่เสนอซื้อ: 350,198,655 หุ้นสามัญ ราคาที่คาดว่าจะเสนอซื้อ: 7.00 บาท วันที่คาดว่าจะยื่นคําเสนอซื้ออย่างเป็นทางการ: 6 พฤศจิกายน 2560 ผู้จัดเตรียมคําเสนอซื้อ: บริษัท อวานการ์ด แคปปิ ตอล จํากัด
ดูราคาตลาดตอนนี้ขึ้นไปสูงกว่าราคารับซื้อค่อนข้างมาก แต่ดูจากวัตถุประสงค์ของการซื้อครั้งนี้ถ้าได้จำนวนหุ้นมากพอให้ถือเกิน 50% ก็ยังมีโอกาสอยู่ รอลุ้นต่อไปว่ามีการปรับราคารับซื้อหรือไม่
ตอนต่อไปจะพูดถึง SYNEX นะครับ
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2983
ควอลคอมม์ เจ้าของสิทธิบัตรเทคโนโลยีสื่อสารเคลื่อนที่ ซึ่งบริษัทสมาร์ทโฟนต่างๆ ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้ในการนำเทคโนโลยีไปใช้ กำลังถูกซื้อกิจการจากยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิพของสหรัฐฯ
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2984
สัมมนา Thailand Economic Outlook 2018
หัวข้อ Infrastructure Opportunities โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม
เผยแผนลงทุน 103 โครงการโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EEC มูลค่ารวม 7.45 แสนลบ.
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ( EEC) มูลค่ารวม 7.45 แสนล้านบาท จำนวน 103 โครงการ ใช้ในระยะเวลา 5 ปี โดยโครงการที่เร่งการลงทุนก่อนได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง ซึ่งจะรวมกับการเชื่อมสนามบิน 3 แห่ง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำการศึกษาอยู่ โดยคาดว่าจะเปิดประมูลปลายปีนี้
รองลงมาคือโครงการลงทุนศูนย์ซ่อมและบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง บมจ.การบินไทย (THAI) กับ แอร์บัส โดยในปลายปีนี้จะมีการร่วมลงนามครั้งที่ 2 อีกทั้งการลงทุนขยายสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งกองทัพเรือเป็นผู้ดำเนินงาน นอกจากนี้มีโครงการลงทุนท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมทั้งมีการลงทุนทางหลวงทั้งสายหลักและสายย่อย
ขณะที่การลงทุนโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล ยังเหลือ 3 เส้นทางได้แก่ สายสีชมพู สายสีเหลืองและสายสีส้มตะวันออกที่กำลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรคี (ครม.) พิจารณาทั้งหมดในปี 61
โครงการรรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชันที่ล่าช้าเพราะจะรวมทั้งงานก่อสร้างและการบริหารการเดินรถสายสีส้มรูปแบบ PPP คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ภายในปลายปีนี้หรือต้นปี 61
โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่ง ครม.อนุมัติแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างออก TOR คาดเปิดประมูลปลายปีนี้ และเริ่มก่อสร้างในปลายปี 61
โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงรังสิต- ธรรมศาสตร์ จะทยอยเสนอครม.ในปี 61
นายอาคม กล่าวว่าในปี 61 จะเป็นการ Transformation ครั้งที่3 ในด้านคมนาคมขนส่ง หลังจากได้ผ่านช่วงที่ 1 ในยุคการลงทุนอีสเทิร์นซีบอร์ด และช่วงที่ 2 ที่ลงทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 58-60) ที่เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลนี้จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องไปอีก 10 ปี
การลงทุนภาครัฐจะมีส่วนการวางพื้นฐานให้เศรษฐกิจ ให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ทุกภาค จึงมีกรอบ 4 เรื่องในการดำเนินการ ได้แก่
1. ประสิทธิภาพระบบคมนาคมขนส่ง ต้นทุนการขนส่งที่ถูกที่สุด คือ ทางน้ำ รองลงมา คือ ระบบราง ต่อมาคือทางถนน สุดท้าย เครื่องบินแพงสุด แต่ไทยมีสัดส่วนใช้ทางถนนในการขนส่งมากที่สุด ส่วนระบบรางไม่ได้ปรับปรุงมานาน 100 ปีดังนั้น ที่ผ่านมาราว 80% จึงได้ลงทุนในระบบราง โดยรัฐบาลให้ความสำคัญทุกระบบ อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทย ลาว และจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ One Belt One Road ของจีน , ขนส่งมวลชน . รถไฟระหว่างเมือง , รถไฟฟ้าที่รออนุมัติอีก3สาย และในปี 61-62 จะวางแผนลงทุนระบบทางน้ำมากขึ้น
2. การจัดระบบBus Bay ให้มีการเชื่อมต่อการใช้ระบบคมนาคมขนส่งระบบรางเชื่อมกับระบบอื่น โดยมีรถshutterบริการให้ รวมทั้งการใช้บัตรตั๋วร่วมหรือบัตรแมงมุมคาดว่าจะใช้ได้ในเดือน เม.ย.-พ.ค.61 โดยเริ่มต้นให้ใช้กับรถไฟฟ้าสายสีม่วง- สายสีน้ำเงินและแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์ก่อน
3. ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยนั้น หัวใจการคมนาคมคือ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย แต่ในไทยต้องเพิ่มเรื่องการเข้าถึง ซึ่งไม่ได้พูดถึงเข้าถึงบริการระบบคมนาคมของทุกคนในสังคมที่ตั้งเป้าให้ทุกคนเข้าถึงระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการ โดยมองว่ากลุ่มนี้จะแนวโน้มขยายขึ้นโดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด
4. เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยนำ IT,Innovation มาช่วย
การลงทุนของภาครัฐนำไปสู่การปฏิรูป 2 เรื่อง คือ
1.เรื่องการบิน มีการแยกหน่วยงานกำกับ (Regulator) และ เป็นผู้ประกอบการ (Operator)
หลังจากปลดธงแดงภายใน2ปี ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี แต่มีเรื่องต้องทำต่อเรื่องไฟล์ดิ้ง
หลายสายการบินเริ่มขยายสายการบิน เช่น Thai vietjet ของการบินไทย คาดว่าปี 61 จะมีความคึกคักเพราะจุดหมายปลายทางเป็นเอเชียแปซิฟิค มียอดสั่งซื้อเครื่องบินในอนาคตจะมาจากเอเชียแปซิฟิค เรามีโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีcapacity รองรับได้สูงสุด 60ล้านคน ธุรกิจการบินเติบโต การซ่อมแซมมีความจำเป็น
รัฐบาลเห็นโอกาสซ่อมบำรุงอากาศยาน เกิดโครงการ MRO
อีกไม่กี่สัปดาห์เราก็จะมีการเซ็นสัญญาระหว่างแอร์บัสกับการบินไทย ครั้งที่ 2
2. ปฏิรูปเรื่องรถเมล์ มีการแยกผู้กำกับดูแล และผู้ดำเนินการ องค์การขนส่งมวลชน (ขสมก.) ได้สิทธิเดินรถในกรุงเทพทั้งหมด และให้ใบอนุญาตผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาเดินรถ จึงเปลี่ยนให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแล และ ขสมก.เป็นผู้เดินรถในกรุงเทพ พร้อมทั้งให้โอกาส ขสมก เลือกเส้นทางเดินรถที่มีโอกาสทำกำไรได้บ้าง และปฏิรูปเส้นทางเพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดระยะทางเดินรถให้สั้นลง เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า กับท่าเรือ ขณะที่ระบบรางจะแยกกรมราง กับ รฟท.ซึ่งอยู่ขั้นตอนแก้กฎหมายอยู่คณะกรรมการกฤษฎีกา
นายอาคม กล่าวว่า การลงทุนของกระทรวงคมนาคมต่อเนื่องมา 3 ปี (58-60) คิดเป็นเงินลงทุนมูลค่า รวม ประมาณ 2.39 ล้านล้านบาท โดยบางโครงการยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-เชียงใหม่ อยู่ระหว่างการศึกษา บางโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง ส่วนกรอบลงทุนในปี 61 มีจำนวน 1.03 แสนล้านบาทที่มี 8 โครงการใหม่
Cr: ข้อมูลจาก อินโฟเควสท์ โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา/ศศิธร
หัวข้อ Infrastructure Opportunities โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม
เผยแผนลงทุน 103 โครงการโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EEC มูลค่ารวม 7.45 แสนลบ.
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ( EEC) มูลค่ารวม 7.45 แสนล้านบาท จำนวน 103 โครงการ ใช้ในระยะเวลา 5 ปี โดยโครงการที่เร่งการลงทุนก่อนได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง ซึ่งจะรวมกับการเชื่อมสนามบิน 3 แห่ง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำการศึกษาอยู่ โดยคาดว่าจะเปิดประมูลปลายปีนี้
รองลงมาคือโครงการลงทุนศูนย์ซ่อมและบำรุงอากาศยาน (MRO) ที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง บมจ.การบินไทย (THAI) กับ แอร์บัส โดยในปลายปีนี้จะมีการร่วมลงนามครั้งที่ 2 อีกทั้งการลงทุนขยายสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งกองทัพเรือเป็นผู้ดำเนินงาน นอกจากนี้มีโครงการลงทุนท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 รวมทั้งมีการลงทุนทางหลวงทั้งสายหลักและสายย่อย
ขณะที่การลงทุนโครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล ยังเหลือ 3 เส้นทางได้แก่ สายสีชมพู สายสีเหลืองและสายสีส้มตะวันออกที่กำลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรคี (ครม.) พิจารณาทั้งหมดในปี 61
โครงการรรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชันที่ล่าช้าเพราะจะรวมทั้งงานก่อสร้างและการบริหารการเดินรถสายสีส้มรูปแบบ PPP คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ภายในปลายปีนี้หรือต้นปี 61
โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่ง ครม.อนุมัติแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างออก TOR คาดเปิดประมูลปลายปีนี้ และเริ่มก่อสร้างในปลายปี 61
โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงรังสิต- ธรรมศาสตร์ จะทยอยเสนอครม.ในปี 61
นายอาคม กล่าวว่าในปี 61 จะเป็นการ Transformation ครั้งที่3 ในด้านคมนาคมขนส่ง หลังจากได้ผ่านช่วงที่ 1 ในยุคการลงทุนอีสเทิร์นซีบอร์ด และช่วงที่ 2 ที่ลงทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 58-60) ที่เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลนี้จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องไปอีก 10 ปี
การลงทุนภาครัฐจะมีส่วนการวางพื้นฐานให้เศรษฐกิจ ให้ทุกคนได้รับประโยชน์ ทุกภาค จึงมีกรอบ 4 เรื่องในการดำเนินการ ได้แก่
1. ประสิทธิภาพระบบคมนาคมขนส่ง ต้นทุนการขนส่งที่ถูกที่สุด คือ ทางน้ำ รองลงมา คือ ระบบราง ต่อมาคือทางถนน สุดท้าย เครื่องบินแพงสุด แต่ไทยมีสัดส่วนใช้ทางถนนในการขนส่งมากที่สุด ส่วนระบบรางไม่ได้ปรับปรุงมานาน 100 ปีดังนั้น ที่ผ่านมาราว 80% จึงได้ลงทุนในระบบราง โดยรัฐบาลให้ความสำคัญทุกระบบ อาทิ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมไทย ลาว และจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ One Belt One Road ของจีน , ขนส่งมวลชน . รถไฟระหว่างเมือง , รถไฟฟ้าที่รออนุมัติอีก3สาย และในปี 61-62 จะวางแผนลงทุนระบบทางน้ำมากขึ้น
2. การจัดระบบBus Bay ให้มีการเชื่อมต่อการใช้ระบบคมนาคมขนส่งระบบรางเชื่อมกับระบบอื่น โดยมีรถshutterบริการให้ รวมทั้งการใช้บัตรตั๋วร่วมหรือบัตรแมงมุมคาดว่าจะใช้ได้ในเดือน เม.ย.-พ.ค.61 โดยเริ่มต้นให้ใช้กับรถไฟฟ้าสายสีม่วง- สายสีน้ำเงินและแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์ก่อน
3. ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยนั้น หัวใจการคมนาคมคือ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย แต่ในไทยต้องเพิ่มเรื่องการเข้าถึง ซึ่งไม่ได้พูดถึงเข้าถึงบริการระบบคมนาคมของทุกคนในสังคมที่ตั้งเป้าให้ทุกคนเข้าถึงระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการ โดยมองว่ากลุ่มนี้จะแนวโน้มขยายขึ้นโดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด
4. เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยนำ IT,Innovation มาช่วย
การลงทุนของภาครัฐนำไปสู่การปฏิรูป 2 เรื่อง คือ
1.เรื่องการบิน มีการแยกหน่วยงานกำกับ (Regulator) และ เป็นผู้ประกอบการ (Operator)
หลังจากปลดธงแดงภายใน2ปี ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี แต่มีเรื่องต้องทำต่อเรื่องไฟล์ดิ้ง
หลายสายการบินเริ่มขยายสายการบิน เช่น Thai vietjet ของการบินไทย คาดว่าปี 61 จะมีความคึกคักเพราะจุดหมายปลายทางเป็นเอเชียแปซิฟิค มียอดสั่งซื้อเครื่องบินในอนาคตจะมาจากเอเชียแปซิฟิค เรามีโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีcapacity รองรับได้สูงสุด 60ล้านคน ธุรกิจการบินเติบโต การซ่อมแซมมีความจำเป็น
รัฐบาลเห็นโอกาสซ่อมบำรุงอากาศยาน เกิดโครงการ MRO
อีกไม่กี่สัปดาห์เราก็จะมีการเซ็นสัญญาระหว่างแอร์บัสกับการบินไทย ครั้งที่ 2
2. ปฏิรูปเรื่องรถเมล์ มีการแยกผู้กำกับดูแล และผู้ดำเนินการ องค์การขนส่งมวลชน (ขสมก.) ได้สิทธิเดินรถในกรุงเทพทั้งหมด และให้ใบอนุญาตผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาเดินรถ จึงเปลี่ยนให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแล และ ขสมก.เป็นผู้เดินรถในกรุงเทพ พร้อมทั้งให้โอกาส ขสมก เลือกเส้นทางเดินรถที่มีโอกาสทำกำไรได้บ้าง และปฏิรูปเส้นทางเพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดระยะทางเดินรถให้สั้นลง เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า กับท่าเรือ ขณะที่ระบบรางจะแยกกรมราง กับ รฟท.ซึ่งอยู่ขั้นตอนแก้กฎหมายอยู่คณะกรรมการกฤษฎีกา
นายอาคม กล่าวว่า การลงทุนของกระทรวงคมนาคมต่อเนื่องมา 3 ปี (58-60) คิดเป็นเงินลงทุนมูลค่า รวม ประมาณ 2.39 ล้านล้านบาท โดยบางโครงการยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-เชียงใหม่ อยู่ระหว่างการศึกษา บางโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง ส่วนกรอบลงทุนในปี 61 มีจำนวน 1.03 แสนล้านบาทที่มี 8 โครงการใหม่
Cr: ข้อมูลจาก อินโฟเควสท์ โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา/ศศิธร
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2986
เต็มไวเช่นเคย คิดว่าน่าจะไวที่สุดในweb board thaiviซะแล้ว ถึงแม้คุณโจจะแก้ให้ สมาชิก 1 ท่าน จองได้แค่ 1 ที่นั่ง แต่ ที่นั่ง 42 ที่นั่งก็เต็มใน 1 นาที
เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมนักลงทุนจากทุกสารทิศต้องมางานนี้
ผมว่าส่วนนึง น่าจะอยากมาฟังความคิดในด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจากคุณโจ ซึ่งถือเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการลงทุนสำหรับมือใหม่
หรือ ลงทุนมาสักระยะแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
อีกเหตุผล ก็คือ อยากรู้ถึงเหตุผลในการลงทุนในแต่ละบริษัทที่ผ่านมาว่ามีวิธีคิดอย่างไร
คุณโจ อยู่ที่หาดใหญ่ โอกาสพบเจอค่อนข้างยาก ไม่ค่อยได้ออกจากหาดใหญ่ ยกเว้น
มาพูดในงาน Moneytalk หรือ ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้น
เหตุผลสุดท้ายน่าจะอยากมาสัมผัสmeeting ภาคใต้ว่าเป็นอย่างไร
อยากรู้จักพี่ๆน้องๆเพื่อนนักลงทุนภาคใต้ ซึ่งหลายท่านมีแนวความคิดที่แตกต่าง
เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการลงทุน
สุดท้ายข้อมูลที่ได้ เราต้องนำมากลั่นกรองและตกผลึกเป็นแนวการลงทุนของตัวเอง
เราต้องเป็นคนตัดสินใจในการลงทุนด้วยตนเอง นำผลลัพธ์ของการลงทุนมาเรียนรู้
ปรับปรุง และ พัฒนาแนวทางการลงทุนให้เหมาะกับตนเอง
เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมนักลงทุนจากทุกสารทิศต้องมางานนี้
ผมว่าส่วนนึง น่าจะอยากมาฟังความคิดในด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจากคุณโจ ซึ่งถือเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการลงทุนสำหรับมือใหม่
หรือ ลงทุนมาสักระยะแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
อีกเหตุผล ก็คือ อยากรู้ถึงเหตุผลในการลงทุนในแต่ละบริษัทที่ผ่านมาว่ามีวิธีคิดอย่างไร
คุณโจ อยู่ที่หาดใหญ่ โอกาสพบเจอค่อนข้างยาก ไม่ค่อยได้ออกจากหาดใหญ่ ยกเว้น
มาพูดในงาน Moneytalk หรือ ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้น
เหตุผลสุดท้ายน่าจะอยากมาสัมผัสmeeting ภาคใต้ว่าเป็นอย่างไร
อยากรู้จักพี่ๆน้องๆเพื่อนนักลงทุนภาคใต้ ซึ่งหลายท่านมีแนวความคิดที่แตกต่าง
เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการลงทุน
สุดท้ายข้อมูลที่ได้ เราต้องนำมากลั่นกรองและตกผลึกเป็นแนวการลงทุนของตัวเอง
เราต้องเป็นคนตัดสินใจในการลงทุนด้วยตนเอง นำผลลัพธ์ของการลงทุนมาเรียนรู้
ปรับปรุง และ พัฒนาแนวทางการลงทุนให้เหมาะกับตนเอง
- theerasak24
- Verified User
- โพสต์: 614
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2987
การจองมิตติ้งที่หาดใหญ่นี้ ผมลองสังเกตุดูไม่ว่าเศรษฐกิจจะดี หรือไม่ดี หุ้นจะขึ้นหรือว่าลง ก็จองเร็วแบบนี้มาตลอดหลายไตรมาสแล้ว ผมว่าที่นี่มีเสน่ห์ไม่เหมือนที่อื่น ครับ อาจจะเป็นเพราะ การพูดคุย หรือสอบถาม ข้อมูลซึ่งกันและกัน อย่างเป็นกันเอง และไม่เคอะเขินใดๆๆ ในการถาม และบรรยากาศที่ทำให้เมื่อไปแล้ว ต้องกลับมาใหม่ ถ้าไม่ได้มาหลายไตรมาส ก็ต้องหาเหตุผลที่จะมาให้ได้ อันนี้สำคัญกว่า ตัวหุ้นที่สอบถามอีก และ ยังได้ความรู้พร้อมทั้ง แนวความคิดที่ คอยตอกย้ำความคิดเดิมๆ ว่าถูกต้องไหม ซึ่งบางทีเราอาจจะรอคอย สิ่งที่เราคิดไม่ได้นาน ตัวนี้ก็จะมาคอยบอก คอยย้ำ ว่า นี่แหละใช่ ทนรอให้ได้ แล้วสิ่งที่คิดจะเป็นจริงดังที่เรารอคอย เมื่อนั้นเราก็เหลือแต่คอยเก็บเกี่ยวผลผลิตทางความคิด
"เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะยังคงทำสิ่งต่างๆ ต่อไปตราบใดที่มันยังให้ความรื่นรมย์และคุณก็ทำมันได้ดี"
- romee
- Verified User
- โพสต์: 1850
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2988
ต่อไปพี่โจอาจจะต้องมีรอบการกุศล ซื้อบัตร VIPแพงเป็นพิเศษ เพื่อนำรายได้หักค่าใช้จ่าย เอาไปบริจาค แข่งกับพี่ตูน บอดี้แสลม ที่วิ่งจากภาคใต้ขึ้นภาคเหนือ
พี่โจจัดพูดสัก3-4ภาค เผลอๆมีเงินบริจาคเป็นหลักล้าน
(พี่โจบอก กรูบริจาคตรงๆก็ได้ จะทำพวกนี้ทำไมให้เหนื่อย กะเสี่ยงเจอกลต.เล่น 555555)
ส่วนพวกเราVIหาดใหญ่ สาขากทม. และคนตกรถการจองไปพบเจอพี่โจ....ถ้าลองจัดพบปะกันเอง ก็คงคุยกันเรื่องชาวบ้านตามเดิม ตามสไตล์ชาวท่าแซะ (แซะ แซว เรื่องหุ้นชาวบ้านเขา)
เสร็จแล้วก็เอาเงินที่คนมาบริจาค ไป ณ วัดบำรุงตน ตำบลกระเพาะ อำเภอลำไส้ จังหวัดลำตัว
พี่โจจัดพูดสัก3-4ภาค เผลอๆมีเงินบริจาคเป็นหลักล้าน
(พี่โจบอก กรูบริจาคตรงๆก็ได้ จะทำพวกนี้ทำไมให้เหนื่อย กะเสี่ยงเจอกลต.เล่น 555555)
ส่วนพวกเราVIหาดใหญ่ สาขากทม. และคนตกรถการจองไปพบเจอพี่โจ....ถ้าลองจัดพบปะกันเอง ก็คงคุยกันเรื่องชาวบ้านตามเดิม ตามสไตล์ชาวท่าแซะ (แซะ แซว เรื่องหุ้นชาวบ้านเขา)
เสร็จแล้วก็เอาเงินที่คนมาบริจาค ไป ณ วัดบำรุงตน ตำบลกระเพาะ อำเภอลำไส้ จังหวัดลำตัว

You only live once, but if you do it right, once is enough.
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2989
พี่อมร เต็มในหลักวินาทีนะครับ ผมว่า น่าใช้เวลาเพียง 10-15 วินาทีเองครับamornkowa เขียน:เต็มไวเช่นเคย คิดว่าน่าจะไวที่สุดในweb board thaiviซะแล้ว ถึงแม้คุณโจจะแก้ให้ สมาชิก 1 ท่าน จองได้แค่ 1 ที่นั่ง แต่ ที่นั่ง 42 ที่นั่งก็เต็มใน 1 นาที
เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมนักลงทุนจากทุกสารทิศต้องมางานนี้
ผมว่าส่วนนึง น่าจะอยากมาฟังความคิดในด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจากคุณโจ ซึ่งถือเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการลงทุนสำหรับมือใหม่
หรือ ลงทุนมาสักระยะแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
อีกเหตุผล ก็คือ อยากรู้ถึงเหตุผลในการลงทุนในแต่ละบริษัทที่ผ่านมาว่ามีวิธีคิดอย่างไร
คุณโจ อยู่ที่หาดใหญ่ โอกาสพบเจอค่อนข้างยาก ไม่ค่อยได้ออกจากหาดใหญ่ ยกเว้น
มาพูดในงาน Moneytalk หรือ ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้น
เหตุผลสุดท้ายน่าจะอยากมาสัมผัสmeeting ภาคใต้ว่าเป็นอย่างไร
อยากรู้จักพี่ๆน้องๆเพื่อนนักลงทุนภาคใต้ ซึ่งหลายท่านมีแนวความคิดที่แตกต่าง
เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการลงทุน
สุดท้ายข้อมูลที่ได้ เราต้องนำมากลั่นกรองและตกผลึกเป็นแนวการลงทุนของตัวเอง
เราต้องเป็นคนตัดสินใจในการลงทุนด้วยตนเอง นำผลลัพธ์ของการลงทุนมาเรียนรู้
ปรับปรุง และ พัฒนาแนวทางการลงทุนให้เหมาะกับตนเอง
ตอนผมกดโพสจอง กลับมาอีกที ก็ไปหน้า 2 เกือบ 50 คนแล้วครับ
รอบหน้า พี่อมรกดจองให้มันนะครับ (ยกเว้นพี่อมรได้โควต้ามือใหม่รอบนี้ อิอิ) จะได้สัมผัสมีทติ้งกับ อ.โจ ก็น่าเข้าใจว่า ทำไมเต็มไวมากๆๆๆๆๆ
Full in 15 seconds ^ ^
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2990
ดูผิวเผิน อาจมองว่า ผลประกอบการดีขึ้น โดยเฉพาะ Q3/60 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเทียบกับ Q2/60 ด้วย
แต่ก็ยังมีความเสี่ยงแอบแฝงอยู่ นั่นคือ ค่าความนิยม ที่ต้องมีการทดสอบประจำปี นั่นเอง
จากที่เคยพูดคุยกับผู้บริหารเกี่ยวกับค่าความนิยมของ MSL นั้น มีเงื่อนไขว่า หากกำไรสุทธิประจำปีของ MSL ต่ำกว่า 16 ล้านบาท จะมีผลให้ต้องตัดค่าความนิยมออกไป เท่ากับผลต่างของกำไรสุทธิกับตัวเลข 16 ล้านบาท เช่น กำไรสุทธิประจำปีของ MSL ทำได้ 12 ล้านบาท ส่วนต่างคือ 4 ล้านบาท จะเอามาคูณ 10 แล้วได้จำนวนที่ต้องไปตัดค่าความนิยม นั่นคือ 4 x 10 = 40 ล้านบาท จะเป็นยอดที่ต้องตัดค่าความนิยมออกไป
จากงบดุล ส่วนที่เป็นค่าความนิยมของ MSL นั้น book อยู่ที่ 60 ล้านบาท หากมีการตัดค่าความนิยมจริง จะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิปีนี้ เป็นอย่างมาก และถ้าตัดเกิน 21 ล้านบาท กำไรสะสมที่หายไปทันที และส่วนเกินจะเป็นขาดทุนสะสม อย่างไรก็ตาม ค่าความนิยม เปรียบเหมือนระเบิดเวลา มองอีกมุมหนึ่งคือ การตัดค่าความนิยมไป ก็เป็นการให้ระเบิดทำงานไปเลย ต่อไปก็จะไม่มีความเสี่ยงด้านนี้ที่ต้องกังวลกันอีก
สุดท้าย ก็แค่อยากมาชี้ประเด็นความเสี่ยงตรงนี้เท่านั้น ส่วนความเสี่ยงอื่นๆ ก็ยังมีอีก แต่ไว้คุยกันภายหลังครับ มิฉะนั้น จะหาว่า กล่าวโจมตีหุ้นตัวนี้ ทั้งๆ ที่เอาข้อมูลมาแชร์ เพื่อความรอบคอบในการลงทุนเท่านั้นเองครับ
ปล. ไม่อยากไปโพสห้อง COMAN ในห้องร้อยคนฯ เพราะสัญญาไว้แล้วว่า จะโพสอีกตอนมีข่าวดีๆ อันนี้ เป็นเรื่องความเสี่ยงที่คนไม่ค่อยอยากได้ยิน ฮ่าๆๆๆ แต่ผมเคยละเลยความเสี่ยงของกิจการนี้มา เลยไม่อยากให้ผู้อื่นต้องพบความเสี่ยงโดยไม่ทราบอีกครับ
แต่ก็ยังมีความเสี่ยงแอบแฝงอยู่ นั่นคือ ค่าความนิยม ที่ต้องมีการทดสอบประจำปี นั่นเอง
จากที่เคยพูดคุยกับผู้บริหารเกี่ยวกับค่าความนิยมของ MSL นั้น มีเงื่อนไขว่า หากกำไรสุทธิประจำปีของ MSL ต่ำกว่า 16 ล้านบาท จะมีผลให้ต้องตัดค่าความนิยมออกไป เท่ากับผลต่างของกำไรสุทธิกับตัวเลข 16 ล้านบาท เช่น กำไรสุทธิประจำปีของ MSL ทำได้ 12 ล้านบาท ส่วนต่างคือ 4 ล้านบาท จะเอามาคูณ 10 แล้วได้จำนวนที่ต้องไปตัดค่าความนิยม นั่นคือ 4 x 10 = 40 ล้านบาท จะเป็นยอดที่ต้องตัดค่าความนิยมออกไป
จากงบดุล ส่วนที่เป็นค่าความนิยมของ MSL นั้น book อยู่ที่ 60 ล้านบาท หากมีการตัดค่าความนิยมจริง จะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิปีนี้ เป็นอย่างมาก และถ้าตัดเกิน 21 ล้านบาท กำไรสะสมที่หายไปทันที และส่วนเกินจะเป็นขาดทุนสะสม อย่างไรก็ตาม ค่าความนิยม เปรียบเหมือนระเบิดเวลา มองอีกมุมหนึ่งคือ การตัดค่าความนิยมไป ก็เป็นการให้ระเบิดทำงานไปเลย ต่อไปก็จะไม่มีความเสี่ยงด้านนี้ที่ต้องกังวลกันอีก
สุดท้าย ก็แค่อยากมาชี้ประเด็นความเสี่ยงตรงนี้เท่านั้น ส่วนความเสี่ยงอื่นๆ ก็ยังมีอีก แต่ไว้คุยกันภายหลังครับ มิฉะนั้น จะหาว่า กล่าวโจมตีหุ้นตัวนี้ ทั้งๆ ที่เอาข้อมูลมาแชร์ เพื่อความรอบคอบในการลงทุนเท่านั้นเองครับ
ปล. ไม่อยากไปโพสห้อง COMAN ในห้องร้อยคนฯ เพราะสัญญาไว้แล้วว่า จะโพสอีกตอนมีข่าวดีๆ อันนี้ เป็นเรื่องความเสี่ยงที่คนไม่ค่อยอยากได้ยิน ฮ่าๆๆๆ แต่ผมเคยละเลยความเสี่ยงของกิจการนี้มา เลยไม่อยากให้ผู้อื่นต้องพบความเสี่ยงโดยไม่ทราบอีกครับ
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2991
ขอบคุณพี่เปี๊ยก ไวจริงๆAnieLee เขียน:พี่อมร เต็มในหลักวินาทีนะครับ ผมว่า น่าใช้เวลาเพียง 10-15 วินาทีเองครับamornkowa เขียน:เต็มไวเช่นเคย คิดว่าน่าจะไวที่สุดในweb board thaiviซะแล้ว ถึงแม้คุณโจจะแก้ให้ สมาชิก 1 ท่าน จองได้แค่ 1 ที่นั่ง แต่ ที่นั่ง 42 ที่นั่งก็เต็มใน 1 นาที
เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมนักลงทุนจากทุกสารทิศต้องมางานนี้
ผมว่าส่วนนึง น่าจะอยากมาฟังความคิดในด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจากคุณโจ ซึ่งถือเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการลงทุนสำหรับมือใหม่
หรือ ลงทุนมาสักระยะแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
อีกเหตุผล ก็คือ อยากรู้ถึงเหตุผลในการลงทุนในแต่ละบริษัทที่ผ่านมาว่ามีวิธีคิดอย่างไร
คุณโจ อยู่ที่หาดใหญ่ โอกาสพบเจอค่อนข้างยาก ไม่ค่อยได้ออกจากหาดใหญ่ ยกเว้น
มาพูดในงาน Moneytalk หรือ ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดขึ้น
เหตุผลสุดท้ายน่าจะอยากมาสัมผัสmeeting ภาคใต้ว่าเป็นอย่างไร
อยากรู้จักพี่ๆน้องๆเพื่อนนักลงทุนภาคใต้ ซึ่งหลายท่านมีแนวความคิดที่แตกต่าง
เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการลงทุน
สุดท้ายข้อมูลที่ได้ เราต้องนำมากลั่นกรองและตกผลึกเป็นแนวการลงทุนของตัวเอง
เราต้องเป็นคนตัดสินใจในการลงทุนด้วยตนเอง นำผลลัพธ์ของการลงทุนมาเรียนรู้
ปรับปรุง และ พัฒนาแนวทางการลงทุนให้เหมาะกับตนเอง
ตอนผมกดโพสจอง กลับมาอีกที ก็ไปหน้า 2 เกือบ 50 คนแล้วครับ
รอบหน้า พี่อมรกดจองให้มันนะครับ (ยกเว้นพี่อมรได้โควต้ามือใหม่รอบนี้ อิอิ) จะได้สัมผัสมีทติ้งกับ อ.โจ ก็น่าเข้าใจว่า ทำไมเต็มไวมากๆๆๆๆๆ
Full in 15 seconds ^ ^
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2992
ในอนาคตอันใกล้ ควจะมีการใช้โดรนสำหรับ food delivery ในไทยแน่ๆ ครับ
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2993
เครดิต เจ้าของบทความ คุณแชน วีไอไฮบริด
logon name ใน thaivi: 1154
“สงครามคริปโต”
.
ทุกวงการมี"สงคราม" หลายเหตุผลบอกว่า เพื่ออนาคต
แต่บ่อยครั้งที่ เหตุผลจริงๆของมันคือ"ผลประโยชน์"
.
วงการคริปโตก็เช่นกัน
.
หลังจาก Segwit2x ล่ม + เทคโนโลยีของ Bitcoin ก็เก่าเกินไป
(เพราะมันติดตั้งเฉพาะเชนใหม่)
.
จำนวน trasaction ที่จำกัดจำเขี่ย ระดับต่ำกว่า 10 txn/sec และค่าfee ที่แพง ทำให้ทำ Micro payment ไม่เกิด
ขืนอยู่แบบเดิมต่อไป ไม่น่าจะ work
.
ทำให้เกิดการฮั้วของผู้ทรงอิทธิพล 12 คน
.
BCH (Bitcoin Cash)เหมือนจะเป็นร่างสมบูรณ์ของ
เหรียญ Bitcoin ที่ควรจะเป็น แต่ แต่ แต่ ทีมBitcoin Core ไม่เห็นด้วย
และการเข้ามาของ Acis ทำให้มาคุมตลาดได้
ความเป็น Decenterlize กลายเป็นแค่คำอ้ง
.
เมื่อเทียบกับฝั่ง Ethereum เมื่อมีการ fork แล้วเกิดการ split
เหรียญใหม่จะใช้ชื่อ ETH เสมอ
เหรียญจะได้เทคโนโลยีใหม่ไป
.
แตกต่างกับ BTC ที่พอ fork แล้ว
BTC จะยังใช้ชื่อเก่า เทคโนโลยีเก่า
เพราะเสียงแตก
.
และเนี่ยแหละคือต้นตอของปัญหานี้
คุยกันไม่ลงตัวของ Bitcoin Core
การที่ชื่อยังติดอยู่กับตัวเดิมที่มีข้อจำกัด
.
ณ ขณะนี้ราคาแต่ละตลาดมั่วไปหมด แล้วแต่ใครกุมกำลังได้ แต่ระยะยาว อำนาจจะอยู่ที่คนขุด เพราะถ้าเลิกสนับสนุนฝั่งไหน transaction ก็แทบจะตาย โอนไปหากันแทบไม่ได้ คนก็จะค่อยๆเลิกใช้ไปเอง
.
แต่สงครามรอบนี้ น่าจะไม่จบง่ายๆ เพราะมีคนได้เสียผลประโยชน์เยอะมากก
.
BTG(Bitcoin Gold) ที่ดูดราม่าเยอะไม่แพ้กันในช่วงเริ่มต้น แต่นโยบายดูเป็นประชาธิปไตยมากกว่า เพราะให้สิทธิ์เฉพาะ GPU ที่ขุดได้ (เหมือนมี Mafia การ์ดจอสั่งมาอีกทอด)
ตัวเร่งอีกดอก BTG ยังเพิ่มขนาด block จาก Fork ได้อีก
BTG จะเปิด Mainnet ให้ขุดได้ในเวลาตี2 เวลาประเทศไทย
เผื่อใครอยากลองขุด
http://shaen.net/btg-minergate
คหสต mkshare ของ BTG ควรมีนัยนะในระดับสำคัญ
เพราะแลดูจะเป็น Pure Decenterlize กว่าตัวอื่น(ในขณะนี้)
ตัดปัญหาการคุมจาก Acis ไปได้ระดับนึง
ปล Vitalik ฉลาดมากที่อ่านขาดว่า ไม่ควรปล่อยให้ใช้การขุดต่อไป
เพราะอำนาจจะไปอยู่ในมือคนอื่นแทน
ข้อความทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว
โปรดใช้จักรยาน เพราะวงการนี้พร้อมจะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
logon name ใน thaivi: 1154
“สงครามคริปโต”
.
ทุกวงการมี"สงคราม" หลายเหตุผลบอกว่า เพื่ออนาคต
แต่บ่อยครั้งที่ เหตุผลจริงๆของมันคือ"ผลประโยชน์"
.
วงการคริปโตก็เช่นกัน
.
หลังจาก Segwit2x ล่ม + เทคโนโลยีของ Bitcoin ก็เก่าเกินไป
(เพราะมันติดตั้งเฉพาะเชนใหม่)
.
จำนวน trasaction ที่จำกัดจำเขี่ย ระดับต่ำกว่า 10 txn/sec และค่าfee ที่แพง ทำให้ทำ Micro payment ไม่เกิด
ขืนอยู่แบบเดิมต่อไป ไม่น่าจะ work
.
ทำให้เกิดการฮั้วของผู้ทรงอิทธิพล 12 คน
.
BCH (Bitcoin Cash)เหมือนจะเป็นร่างสมบูรณ์ของ
เหรียญ Bitcoin ที่ควรจะเป็น แต่ แต่ แต่ ทีมBitcoin Core ไม่เห็นด้วย
และการเข้ามาของ Acis ทำให้มาคุมตลาดได้
ความเป็น Decenterlize กลายเป็นแค่คำอ้ง
.
เมื่อเทียบกับฝั่ง Ethereum เมื่อมีการ fork แล้วเกิดการ split
เหรียญใหม่จะใช้ชื่อ ETH เสมอ
เหรียญจะได้เทคโนโลยีใหม่ไป
.
แตกต่างกับ BTC ที่พอ fork แล้ว
BTC จะยังใช้ชื่อเก่า เทคโนโลยีเก่า
เพราะเสียงแตก
.
และเนี่ยแหละคือต้นตอของปัญหานี้
คุยกันไม่ลงตัวของ Bitcoin Core
การที่ชื่อยังติดอยู่กับตัวเดิมที่มีข้อจำกัด
.
ณ ขณะนี้ราคาแต่ละตลาดมั่วไปหมด แล้วแต่ใครกุมกำลังได้ แต่ระยะยาว อำนาจจะอยู่ที่คนขุด เพราะถ้าเลิกสนับสนุนฝั่งไหน transaction ก็แทบจะตาย โอนไปหากันแทบไม่ได้ คนก็จะค่อยๆเลิกใช้ไปเอง
.
แต่สงครามรอบนี้ น่าจะไม่จบง่ายๆ เพราะมีคนได้เสียผลประโยชน์เยอะมากก
.
BTG(Bitcoin Gold) ที่ดูดราม่าเยอะไม่แพ้กันในช่วงเริ่มต้น แต่นโยบายดูเป็นประชาธิปไตยมากกว่า เพราะให้สิทธิ์เฉพาะ GPU ที่ขุดได้ (เหมือนมี Mafia การ์ดจอสั่งมาอีกทอด)
ตัวเร่งอีกดอก BTG ยังเพิ่มขนาด block จาก Fork ได้อีก
BTG จะเปิด Mainnet ให้ขุดได้ในเวลาตี2 เวลาประเทศไทย
เผื่อใครอยากลองขุด
http://shaen.net/btg-minergate
คหสต mkshare ของ BTG ควรมีนัยนะในระดับสำคัญ
เพราะแลดูจะเป็น Pure Decenterlize กว่าตัวอื่น(ในขณะนี้)
ตัดปัญหาการคุมจาก Acis ไปได้ระดับนึง
ปล Vitalik ฉลาดมากที่อ่านขาดว่า ไม่ควรปล่อยให้ใช้การขุดต่อไป
เพราะอำนาจจะไปอยู่ในมือคนอื่นแทน
ข้อความทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัว
โปรดใช้จักรยาน เพราะวงการนี้พร้อมจะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2994
Meeting VI หาดใหญ่คราวนี้ ผมได้รับความกรุณาจากคุณโจ ในฐานะมาครั้งแรกเลย
ได้โอกาสไปงานด้วย ถ้าอาศัยคีย์เองไม่ทันแน่ ยังไงขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
ดีใจที่จะได้เจอเพื่อนๆในห้องนี้ที่ไปร่วมงานด้วยครับ
วันนี้เอาบทความมาฝากเช่นเคย
Property Fund & REITs & Infrafund Series
EP8 UNIPF
สาเหตุที่นำกองทุนอสังหาริมทรัพย์ยูนิล๊อฟ(UNIPF) มาพูดเพราะว่าทางศิริราชมูลนิธิได้ติดต่อขอซื้อทั้งโครงการ
ในราคา 535 ลบ มาลองตามดูว่าทำไมศิริราชจึงสนใจกองทุนดี มีจุดเด่นอะไรบ้าง
เกริ่มนำ
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ยูนิล๊อฟหรือ UNIPF ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พย 2556 โดยเป็นโครงการหอพักให้เช่าที่เป็นFreehold
ซึ่งก่อสร้างโดย Perperty perfect และบลจ วรรณ ได้ตั้งกองทุนขึ้นเพื่อซื้อสินทรัพย์นี้ ในราคา 514 ล้านบาท
ตั้งอยู่ใกล้กับ ม มหิดล ศาลายา ซึ่งตอนนั้นยังไม่มี เป็นหอพักที่ทันสมัยมาก่อน
ซึ่งกองทุนนี้เน้นผู้เช่าที่เป็นนักศึกษา มีอาคารหอพักสูง 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร พื้นที่อาคารหอพักรวม 22,889.50 ตร.ม. สระว่ายน้ำ 1 สระ ลานจอดรถ และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ มีห้องพัก และห้องที่ให้เช่าพื้นที่เพื่อเปิดเป็นร้านค้า ร้านบริการต่าง ๆ รวมจำนวน 527 ห้อง โดย UNIPF จัดหาผลประโยชน์โดยนำทรัพย์สินให้ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เช่าเหมาในอัตราเช่าปีละ 43.50 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับจากวันที่กองทุนรวมเข้าลงทุนครั้งแรก และกองทุนรวมได้ต่อสัญญาให้เช่าออกไปอีก 1 ปีจนถึง 31 ตค 2556 กองนี้มีทำประกันความเสียหายรวมถึงน้ำท่วม ไว้ 33% เพราะดูแล้วไม่น่าจะเกิดกับทั้ง3ตึกพร้อมกัน ก็เลยไม่ทำประกัน 100% เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายให้กองทุน
อัตราการให้เช่า ( Occupancy Rate ) & เงินปันผล
อัตราการให้เช่าของกองนี้ปรับเพิ่มจากช่วงแรก 50.3% ปรับเพิ่มเป็น 67.85% ในปี2560
แต่ก็ยังไม่สามารถทำกำไรเท่ากับที่PFจ่ายเหมาให้กองทุนปีละ 43.50 ลบ ดูจากตาราง PFจะต้องชำระส่วนต่างปีละ10-30 ลบ ทำให้ PF ขอยกเลิกการเช่าเหมาตั้งแต่ 31 ตค 2560 ถ้ากองทุนมาปล่อยเช่าเอง ผลตอบแทนจะตกลงจาก 7% เหลือประมาณ 3.5%
สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนที่ลงทุนในตั้งแต่แรก ที่รับปันผล7%ต่อปีสำหรับ กองนี้ที่เป็น Freehold ย้ำนะครับ 7%
ซึ่งหาไม่ค่อยได้ได้ในปัจจุบัน ถ้าPFไม่ต่อสัญญา บลจ จะเริ่มหาทางออกว่าจะทำอย่างไร
ปรากฏว่า ทางศิริราชเข้ามาติดต่อขอซื้อพอดีในราคา 535 ล้านบาทในเดือน กย 2560 ทำให้adminมีความสงสัยทำไมมาประจวบเหมาะขนาดนี้ มาติดต่อตอนใกล้จะครบสัญญากับPFในปีที่4 แล้วศิริราชมูลนิธิเล็งเห็นอะไรในหอพักนี้จึงเข้ามา
ซื้อต่อ ราคาที่ดินแถวนี้จะขึ้นหรือเปล่า เป็นคำถามที่ต้องให้ประธานกรรมการกองทุนไขปัญหา
แล้วราคาที่ขายเหมาะสมหรือไม่ ก็ต้องให้ที่ปรึกษาอิสระที่ไปสำรวจมาให้ความคิดเห็น
Adminเลยเข้าประชุมเมื่อวันที่ 13 พย 17 เพื่อจะไปหาคำตอบเหล่านี้ รวมถึงทำไมอัตราการเช่าต่ำขนาดนี้
ทั้งที่ตอนเปิดกองช่วงปลายปี56 บอกว่า มีสถาบันนานาชาติมาตั้งใหม่เพิ่มมากหลังจากเปิดกองทุน แต่อัตราเช่าไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวไว้ มีการแข่งขันตัดราคากันระหว่างหอพัก ซึ่งส่วนนี้Adminเคยสำรวจดูห้องพัก พบว่าเตียงนอนมีขนาดเล็กกว่าปกติ ถ้าเป็นนักศึกษาที่สูงอาจไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าพัก อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่นักศึกษาต่างชาติไม่มาใช้บริการ
กองทุนไขคำตอบก่อนลงมติว่าจะขายหรือไม่
จากการสอบถามผู้บริหารดูพบว่า ทางกองทุนได้เคยติดต่อกับศิริราชมูลนิธิมาบ้าง (เรื่องนี้ขอชื่มชมผู้บริหารบลจ วรรณที่ได้เห็นผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วย น่าจะมองออกว่าหลังจากปีที่4 รายได้จะลดลงอย่างมาก เลยหาทางออกล่วงหน้า) ดังนั้นทางศิริราชจึงสนใจอาคารหอพักดังกล่าว และ ไม่ได้มีจุดประสงค์เข้าไปเก็งกำไรแต่อย่างใด
จุดประสงค์ในการเข้าซื้อคือเป็นที่พักให้กับเจ้าหน้าที่ พยาบาล คุณหมอของรพ ศิริราช
ทางกองทุนได้ประกาศทางหน้านสพ 3 ฉบับเพื่อหาผู้ซื้อมาแข่งขันปรากฏว่าไม่มีผู้ใดสนใจ ดังนั้นศิริราชมูลนิธิ
จึงเป็นผู้ซื้อรายเดียวของกองทุน UNIPF
ส่วนอัตราการเช่าที่ไม่ได้ตามเป้า ที่ปรึกษาได้เข้าไปสำรวจพบว่าตอนนี้มีอาคารให้พักสำหรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นมากมายและ
ใหม่กว่าตึกของกองทุน ทำให้โอกาสจะเพิ่มอัตราการพัก (Occupancy rate)เพิ่มขึ้นเต็มที่ 80% อย่างไรก็ตามก็ไม่น่าจะได้
เท่ากับที่ PF ประกันรายได้ให้ตอนนี้ ซึ่งทางบลจได้ขอให้PFเช่าต่อจนถึง 15 พย 17
ซึ่งAdminได้คำตอบที่คาใจก่อนหน้านี้ และทางกองทุนได้เสริมว่าที่ดินตรงนี้ราคาขึ้นน้อยมาก และ น้อยกว่าค่าเสื่อมทำให้สินทรัพย์รวมมีราคาลดลง
การคิดราคาทรัพย์สินสำหรับกอง Freehold
ราคาของที่ปรึกษาที่ได้มาจาก กระแสเงินสดในช่วง 10 ปีข้างหน้า รวมถึงราคาทรัพย์สินที่ขายไปในปีที่ 11 ดูรูปประกอบ
ส่วนอัตราการคิดลด มาจากสูตร CAPM คือ อัตราพันธบัตรซึ่งกองนี้คิด30ปี บวกกับ Risk Premium สรุปแล้วประมาณ 6%กว่าๆ แล้วเอาไปคิดลดแล้วจะได้ราคาในปัจจุบันประมาณ 500 ลบ
ความคิดเห็นของAdmin ว่าแสดงตัวอาคารที่จะขายในปีที่11ประมาณ 300 ลบ
แสดงว่าตอนเปิดกองขาย ราคาตึกอาจไม่ถึงราคาที่ขาย แต่มีประกันรายได้ช่วง4ปี
บทสรุป
สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนถ้าถือมาตั้งแต่แรก
Adminว่าไม่ได้เสียหายอะไร เหมือนซื้อพันธบัตรอายุ 4 ปี ดอกเบี้ย 7% ส่วนระหว่างทางอาจผันผวนตามราคาตลาดบ้าง
ถือเป็นการลงทุนที่ไม่เลวเลย ราคาที่ขายให้ศิริราช หลังหักค่าใช้จ่าย โอนที่ดิน ค่าภาษีจะเหลือ 508 ล้านบาท ซึ่งตีเป็นราคาต่อหน่วยประมาณ 10 บาท บวกลบนิดหน่อย ตอนนี้ มติของผู้ถือหน่วยได้ผ่านเรียบร้อย หลังการขายจะได้เงิน
ประมาณกลางเดือน ธค 17 แต่ไม่เกิน มค 18 และยังมีเงินปันผลช่วง 1 ตค – 15 พย 17 ซึ่งจะนำส่งให้ผู้ถือหน่วยในช่วง Q1 18 อีก
ตอนนี้ราคาตลาดปิดเมื่อวาน 9.75 บาท ถ้าถือไปจนปิดกอง จะได้ 10+เงินปันผลในช่วงสั้นๆ ก็ดูน่าสนใจที่จะถือต่อนะครับ
ได้โอกาสไปงานด้วย ถ้าอาศัยคีย์เองไม่ทันแน่ ยังไงขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ
ดีใจที่จะได้เจอเพื่อนๆในห้องนี้ที่ไปร่วมงานด้วยครับ
วันนี้เอาบทความมาฝากเช่นเคย
Property Fund & REITs & Infrafund Series
EP8 UNIPF
สาเหตุที่นำกองทุนอสังหาริมทรัพย์ยูนิล๊อฟ(UNIPF) มาพูดเพราะว่าทางศิริราชมูลนิธิได้ติดต่อขอซื้อทั้งโครงการ
ในราคา 535 ลบ มาลองตามดูว่าทำไมศิริราชจึงสนใจกองทุนดี มีจุดเด่นอะไรบ้าง
เกริ่มนำ
กองทุนอสังหาริมทรัพย์ยูนิล๊อฟหรือ UNIPF ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พย 2556 โดยเป็นโครงการหอพักให้เช่าที่เป็นFreehold
ซึ่งก่อสร้างโดย Perperty perfect และบลจ วรรณ ได้ตั้งกองทุนขึ้นเพื่อซื้อสินทรัพย์นี้ ในราคา 514 ล้านบาท
ตั้งอยู่ใกล้กับ ม มหิดล ศาลายา ซึ่งตอนนั้นยังไม่มี เป็นหอพักที่ทันสมัยมาก่อน
ซึ่งกองทุนนี้เน้นผู้เช่าที่เป็นนักศึกษา มีอาคารหอพักสูง 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร พื้นที่อาคารหอพักรวม 22,889.50 ตร.ม. สระว่ายน้ำ 1 สระ ลานจอดรถ และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ มีห้องพัก และห้องที่ให้เช่าพื้นที่เพื่อเปิดเป็นร้านค้า ร้านบริการต่าง ๆ รวมจำนวน 527 ห้อง โดย UNIPF จัดหาผลประโยชน์โดยนำทรัพย์สินให้ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เช่าเหมาในอัตราเช่าปีละ 43.50 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการเช่า 3 ปี นับจากวันที่กองทุนรวมเข้าลงทุนครั้งแรก และกองทุนรวมได้ต่อสัญญาให้เช่าออกไปอีก 1 ปีจนถึง 31 ตค 2556 กองนี้มีทำประกันความเสียหายรวมถึงน้ำท่วม ไว้ 33% เพราะดูแล้วไม่น่าจะเกิดกับทั้ง3ตึกพร้อมกัน ก็เลยไม่ทำประกัน 100% เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายให้กองทุน
อัตราการให้เช่า ( Occupancy Rate ) & เงินปันผล
อัตราการให้เช่าของกองนี้ปรับเพิ่มจากช่วงแรก 50.3% ปรับเพิ่มเป็น 67.85% ในปี2560
แต่ก็ยังไม่สามารถทำกำไรเท่ากับที่PFจ่ายเหมาให้กองทุนปีละ 43.50 ลบ ดูจากตาราง PFจะต้องชำระส่วนต่างปีละ10-30 ลบ ทำให้ PF ขอยกเลิกการเช่าเหมาตั้งแต่ 31 ตค 2560 ถ้ากองทุนมาปล่อยเช่าเอง ผลตอบแทนจะตกลงจาก 7% เหลือประมาณ 3.5%
สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนที่ลงทุนในตั้งแต่แรก ที่รับปันผล7%ต่อปีสำหรับ กองนี้ที่เป็น Freehold ย้ำนะครับ 7%
ซึ่งหาไม่ค่อยได้ได้ในปัจจุบัน ถ้าPFไม่ต่อสัญญา บลจ จะเริ่มหาทางออกว่าจะทำอย่างไร
ปรากฏว่า ทางศิริราชเข้ามาติดต่อขอซื้อพอดีในราคา 535 ล้านบาทในเดือน กย 2560 ทำให้adminมีความสงสัยทำไมมาประจวบเหมาะขนาดนี้ มาติดต่อตอนใกล้จะครบสัญญากับPFในปีที่4 แล้วศิริราชมูลนิธิเล็งเห็นอะไรในหอพักนี้จึงเข้ามา
ซื้อต่อ ราคาที่ดินแถวนี้จะขึ้นหรือเปล่า เป็นคำถามที่ต้องให้ประธานกรรมการกองทุนไขปัญหา
แล้วราคาที่ขายเหมาะสมหรือไม่ ก็ต้องให้ที่ปรึกษาอิสระที่ไปสำรวจมาให้ความคิดเห็น
Adminเลยเข้าประชุมเมื่อวันที่ 13 พย 17 เพื่อจะไปหาคำตอบเหล่านี้ รวมถึงทำไมอัตราการเช่าต่ำขนาดนี้
ทั้งที่ตอนเปิดกองช่วงปลายปี56 บอกว่า มีสถาบันนานาชาติมาตั้งใหม่เพิ่มมากหลังจากเปิดกองทุน แต่อัตราเช่าไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวไว้ มีการแข่งขันตัดราคากันระหว่างหอพัก ซึ่งส่วนนี้Adminเคยสำรวจดูห้องพัก พบว่าเตียงนอนมีขนาดเล็กกว่าปกติ ถ้าเป็นนักศึกษาที่สูงอาจไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าพัก อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่นักศึกษาต่างชาติไม่มาใช้บริการ
กองทุนไขคำตอบก่อนลงมติว่าจะขายหรือไม่
จากการสอบถามผู้บริหารดูพบว่า ทางกองทุนได้เคยติดต่อกับศิริราชมูลนิธิมาบ้าง (เรื่องนี้ขอชื่มชมผู้บริหารบลจ วรรณที่ได้เห็นผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วย น่าจะมองออกว่าหลังจากปีที่4 รายได้จะลดลงอย่างมาก เลยหาทางออกล่วงหน้า) ดังนั้นทางศิริราชจึงสนใจอาคารหอพักดังกล่าว และ ไม่ได้มีจุดประสงค์เข้าไปเก็งกำไรแต่อย่างใด
จุดประสงค์ในการเข้าซื้อคือเป็นที่พักให้กับเจ้าหน้าที่ พยาบาล คุณหมอของรพ ศิริราช
ทางกองทุนได้ประกาศทางหน้านสพ 3 ฉบับเพื่อหาผู้ซื้อมาแข่งขันปรากฏว่าไม่มีผู้ใดสนใจ ดังนั้นศิริราชมูลนิธิ
จึงเป็นผู้ซื้อรายเดียวของกองทุน UNIPF
ส่วนอัตราการเช่าที่ไม่ได้ตามเป้า ที่ปรึกษาได้เข้าไปสำรวจพบว่าตอนนี้มีอาคารให้พักสำหรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นมากมายและ
ใหม่กว่าตึกของกองทุน ทำให้โอกาสจะเพิ่มอัตราการพัก (Occupancy rate)เพิ่มขึ้นเต็มที่ 80% อย่างไรก็ตามก็ไม่น่าจะได้
เท่ากับที่ PF ประกันรายได้ให้ตอนนี้ ซึ่งทางบลจได้ขอให้PFเช่าต่อจนถึง 15 พย 17
ซึ่งAdminได้คำตอบที่คาใจก่อนหน้านี้ และทางกองทุนได้เสริมว่าที่ดินตรงนี้ราคาขึ้นน้อยมาก และ น้อยกว่าค่าเสื่อมทำให้สินทรัพย์รวมมีราคาลดลง
การคิดราคาทรัพย์สินสำหรับกอง Freehold
ราคาของที่ปรึกษาที่ได้มาจาก กระแสเงินสดในช่วง 10 ปีข้างหน้า รวมถึงราคาทรัพย์สินที่ขายไปในปีที่ 11 ดูรูปประกอบ
ส่วนอัตราการคิดลด มาจากสูตร CAPM คือ อัตราพันธบัตรซึ่งกองนี้คิด30ปี บวกกับ Risk Premium สรุปแล้วประมาณ 6%กว่าๆ แล้วเอาไปคิดลดแล้วจะได้ราคาในปัจจุบันประมาณ 500 ลบ
ความคิดเห็นของAdmin ว่าแสดงตัวอาคารที่จะขายในปีที่11ประมาณ 300 ลบ
แสดงว่าตอนเปิดกองขาย ราคาตึกอาจไม่ถึงราคาที่ขาย แต่มีประกันรายได้ช่วง4ปี
บทสรุป
สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนถ้าถือมาตั้งแต่แรก
Adminว่าไม่ได้เสียหายอะไร เหมือนซื้อพันธบัตรอายุ 4 ปี ดอกเบี้ย 7% ส่วนระหว่างทางอาจผันผวนตามราคาตลาดบ้าง
ถือเป็นการลงทุนที่ไม่เลวเลย ราคาที่ขายให้ศิริราช หลังหักค่าใช้จ่าย โอนที่ดิน ค่าภาษีจะเหลือ 508 ล้านบาท ซึ่งตีเป็นราคาต่อหน่วยประมาณ 10 บาท บวกลบนิดหน่อย ตอนนี้ มติของผู้ถือหน่วยได้ผ่านเรียบร้อย หลังการขายจะได้เงิน
ประมาณกลางเดือน ธค 17 แต่ไม่เกิน มค 18 และยังมีเงินปันผลช่วง 1 ตค – 15 พย 17 ซึ่งจะนำส่งให้ผู้ถือหน่วยในช่วง Q1 18 อีก
ตอนนี้ราคาตลาดปิดเมื่อวาน 9.75 บาท ถ้าถือไปจนปิดกอง จะได้ 10+เงินปันผลในช่วงสั้นๆ ก็ดูน่าสนใจที่จะถือต่อนะครับ
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2995
Human vs Coman vs NetBay
Business Model
------------------
1. NetBay ไม่ใช่การขาย Software แต่เป็นการเอา Software ไปให้ใช้งาน เก็บเพียงค่าบริการรายได้ จึงทำให้เกิดรายได้ประจำสม่ำเสมอ / Coman เป็นการขาย Sotfware ไป เกิดรายได้เพียงครั้งเดียว ส่วนรายได้ประจำ อาจมี หากผู้ซื้อทำ Software Maintenance แต่ก็เป็นจำนวนเงินไม่มาก และมีอีก 1 บริษัทย่อยที่ทำหน้าที่รับจ้างพัฒนา Software ซึ่งส่วนนี้ จะมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งต้นทุนด้าน Software Tools และพนักงานพัฒนาระบบฯ ในขณะที่รายได้เข้ามาไม่สม่ำเสมอ เพราะเป็นงานโครงการ / Human มีทั้งขาย Software (เกิดรายได้ครั้งเดียว) และขายบริการให้ลูกค้าโดยใช้ Software มาช่วย โดยมากกว่า 70% เป็นการขายบริการ ทำให้มีรายได้ประจำในสัดส่วนที่มากกว่าการขาย
2. การให้บริการของ NetBay ก็แตกต่างกับ Human คือ NetBay เอา Software ไปให้ลูกค้าใช้งาน ทางคนของลูกค้าเป็นผู้ดำเนินงาน โดยบริการของ NetBay เป็นลักษณะเป็น Software as a Service ต้นทุนก็จะมีแต่การพัฒนา Software เป็นหลัก / ส่วนทาง Human เป็นการเอางานลูกค้ามาทำโดยมี Software มาช่วย นั่นทำให้ Human มีต้นทุนในการ Operate มากกว่า เพราะต้องใช้คนเข้ามาดำเนินการด้วย เป็นลักษณะของ Outsource มากกว่า ไม่ใช่ Software as a Service ต้นทุนหลัก ก็คือ ค่าแรงคน และ ค่าพัฒนาSoftware
3. ด้านลูกค้า NetBay และ Coman จะเป็นลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ฐานลูกค้าอาจไม่กว้าง แต่ถ้าลูกค้าใช้งานสินค้าบริการของทั้งสองแห่งแล้ว การเปลี่ยนสินค้าบริการ ค่อนข้างยาก เพราะจะเกิด switching cost ขึ้น อาจไม่คุ้มค่าในการเปลี่ยน ในขณะที่ Human มีกลุ่มลูกค้าค่อนข้างกว้างกว่า แต่ลูกค้าไม่มี switching cost ในการเปลี่ยนแปลงบริการ เพราะเป็นบริการลักษณะ Outsource มากกว่า
ตลาด
------
1. NetBay อาจมีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างจำกัด แต่ก็มีโอกาสมากในการเติบโตในยุค Digital 4.0 เพียงแค่ออกบริการใหม่ๆ โดยเฉพาะที่เป็นบริการเกี่ยวกับภาครัฐฯ โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดการ เพื่ออำนวยความสะดวกในยุค 4.0 เช่น บริการล่าสุด E-DLT ที่บริการจดทะเบียนรถยนต์ จะเห็นว่า ขอบเขตการให้บริการในอนาคต น่ามีมากอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้ ขึ้นกับนโยบายภาครัฐฯ เช่นกัน เพราะบริการส่วนใหญ่ของ NetBay มีความเกี่ยวข้องกับภาครัฐฯ ทั้งสิ้น
2. Coman อาจมีลูกค้าเป็นราย Sector ขึ้นกับกิจการที่ไปซื้อมา ล่าสุด มีการซื้อ Synature ที่ให้บริการ POS ในร้านอาหาร รวมไปถึงสปาด้วย ปัจจุบัน มี 3 ส่วนธุรกิจ คือ 1. Comanche ขาย Software โรงแรม ที่ทาง ผบห ก็บอกอยู่แล้วว่า มีการแยก segment กันชัดเจน โรงแรมใหม่ เปิดมา ก็จะทราบเลยว่า ใช้ Software ตัวไหน 2. MSL เป็นบริษัทรับจ้างพัฒนา Software (มองง่ายๆ คือ บริษัทก่อสร้างนั่นละ แต่เป็นการสร้าง Software ไม่ใช่ก่อสร้างตึก บ้าน ทางรถไฟฟ้า) โดยจะรับงานเป็นโครงการไป ในส่วนนี้ คิดว่า การเติบโต น่ามีข้อจำกัด เพราะปัจจุบัน บริษัทน่าชอบการซื้อ Software มาและประยุกต์ใช้มากกว่า เช่น SAP ที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง แทนที่จะพัฒนาเองหรือจ้างพัฒนา ดังนั้น ส่วนที่พัฒนาเอง หรือจ้างพัฒนา มักเป็น Module เล็กๆ มากกว่า และก็จะมีมูลค่าไม่สูงมากนัก และ 3. Synature ขาย Software ร้านอาหารและสปา น่าจะยังพอมีช่องทางให้เติบโตบ้าง แต่ก็ไม่ง่ายในตลาดนี้ เพราะน่ามีคู่แข่งขันมาเช่นกัน แต่ก็มีข้อดีที่ Comanche และ Synature สามารถที่จะทำ cross sale ได้ ตรงนี้ ก็ช่วยเพิ่มช่องทางการขายได้มากขึ้น แต่ถ้ามองตลาดโรงแรม ร้านอาหาร สปา แล้ว การหาลูกค้าใหม่มา ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก โดยเฉพาะการไปตลาดต่างประเทศ เพราะ Software ต่างประเทศ ก็ไม่ด้อยกว่าเช่นกัน นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะไปลงทุนซื้อกิจการอื่นๆ มาเพิ่มเติมด้วย (ปล จากดีล Synature ที่ผ่านมา มีค่าใช้จ่ายในการทำดีลค่อนข้างสูงมากๆ ราว 10%+ ของมูลค่าดีลเลยทีเดียว ดังนั้น การซื้อกิจการรอบต่อไป นลท จำเป็นต้องคิดถึงข้อนี้ด้วยครับ)
3 Human กลุ่มลูกค้าค่อนข้างกว้าง เพราะเป็นลูกค้าทั่วไป กิจการทั่วไป ย่อมต้องมีเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือนพนักงานอย่างแน่นอน ปัจจุบัน Human มีมาร์เก็ตแชร์แล้ว 62% การที่จะเติบโตในประเทศอีก ก็จำเป็นต้องไปแย่งมาร์เก็ตแชร์ของผู้อื่น ซึ่งในตลาดนี้ ก็มีผู้แข่งขันมากราย ก็ไม่ง่ายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม Human มีแผนที่จะไปบุกตลาดต่างประเทศแถบเอเซียด้วย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น หากมองไปยังตลาดต่างประเทศแล้ว ธุรกิจ Outsource ด้านนี้ ก็มีคู่แข่งมากรายเช่นกัน ก็ไม่ง่ายที่จะไปแย่งแชร์มา ก็ต้องดูฝีมือ ผบห ว่า จะทำให้มีการเติบโตได้ไหม อย่างไร // จากแผน IPO มีข้อหนึ่งคือ ลงทุนในกิจการอื่น ซึ่งตรงนี้ เป็นอะไรที่ทำนายได้ยากมาก และการลงทุนในกิจการอื่น ก็อาจส่งผลได้ทั้งดีและไม่ดีอีกด้วย
ค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
----------------------------------------
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจที่มาก่อนว่า บริษัทที่มีการซื้อ Software มาใช้ หรือพัฒนา Software ขึ้นมา จะมีการบันทึกบัญชีเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน รวมไปถึงการเข้าไปซื้อกิจการบางแห่ง ที่อาจมีการบันทึกส่วนนี้ด้วย เช่น Coman บันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตน จากเรื่องความสัมพันธ์กับลูกค้าของทาง MSL เป็นต้น สำหรับค่าความนิยม ก็มักเกิดจากการซื้อกิจการมาในมูลค่าที่เกิน book เช่น การซื้อกิจการ MSL Synature ของ Coman เป็นต้น (ตัวเลขค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ใช้งบ ณ 30 กย. 60)
1. NetBay ไม่มีค่าความนิยมเลย เพราะไม่เคยไปซื้อกิจการใดๆ มา มีการบันทึกเพียง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน นั่นก็คือ Software ที่ทางบริษัทมีเท่านั้น และมีเพียง 1.6 ล้านบาท เท่านั้น นับเป็นข้อดีมากของ NetBay เพราะจะไม่มีภาระในการตัดจ่าย สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ระหว่างงวดมากๆ ก็ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นดีมาก
2. Coman มีทั้งค่าความนิยม 105 ล้าน (เป็นของ MSL ราว 64 ล้าน และเป็นของ SYNATURE ราว 41 ล้าน) และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 50 ล้าน (เป็นของ Comanche 3.6 ล้าน, เป็นของ MSL ราว 43 ล้าน และเป็นของ SYNATURE 3.3 ล้าน) / ค่าความนิยม ต้องมีการทดสอบทุกปีว่า ยังมีค่าความนิยมอยู่หรือไม่ ขึ้นกับเงื่อนไขในการทดสอบ เป็นความเสี่ยงที่แต่ละปี อาจต้องตัดค่าความนิยมบางส่วนหรือทั้งหมดออก หากทำไม่ได้ตามเงื่อนไข จะมีผลกระทบต่อกำไรของกิจการ ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต้องมีการตัดจำหน่ายเป็นงวดๆ ออกไป โดยเฉลี่ย คิดอายุ 5 ปี / จากตัวเลข พบว่า Coman จำเป็นต้องมีการตัดจ่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนค่อนข้างมากในแต่ละงวด ทำให้มีผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่อาจไม่ดี หากมีการเพิ่มของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเรื่อยๆ และงบปี ยังต้องเสี่ยงกับการตัดค่าความนิยมด้วย ปล. ทำไม Coman ถึงมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเยอะมาก สาเหตุหลักๆ มาจากบริษัทย่อย MSL ที่เป็นบริษัทรับจ้างพัฒนา Software สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ก็เกิดจากการที่ทาง MSL มีการพัฒนา Software ออกมา เพื่อเอาไปให้บริการลูกค้า ส่วนที่พัฒนามานี้ ก็ต้องบันทึกในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั่นเอง ซึ่งประกอบไปด้วยค่าซื้อ software tools, ค่าพนักงานที่พัฒนา, ... อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
3. Human (ตัวเลข ณ 30 มิย.) มีค่าความนิยม 35 ลบ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 155 ลบ (และยังมีส่วนที่จะเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในอนาคตอีก 11.5 ลบ) ทั้งนี้ เพราะ Human ก็มีส่วนหนึ่งที่พัฒนา Software ขึ้นมา แต่เป็นการพัฒนาเพื่อขาย และใช้เอง
* จากข้อ 2 และ ข้อ 3 พบว่า Coman และ Human มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ค่อนข้างมาก และต้องตัดจำหน่ายเป็นงวดๆ หากเปรียบเทียบดู Human จะดีกว่า Coman อยู่ เพราะ Human มีรายได้ประจำราว 70%+ ในขณะที่ Coman มีรายได้ประจำไม่มาก (ตัวเลขไม่ชัดเจน บริษัทไม่ได้แยกให้ในหมายเหตุงบฯ คาดว่า ราว 20-30%) ดังนั้น Coman อาจทำอัตรากำไรสุทธิได้ไม่ดี หากไม่มีรายได้จากการขายและรับจ้างพัฒนาฯ เข้ามาชดเชยส่วนที่ตัดจำหน่าย
ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ
Business Model
------------------
1. NetBay ไม่ใช่การขาย Software แต่เป็นการเอา Software ไปให้ใช้งาน เก็บเพียงค่าบริการรายได้ จึงทำให้เกิดรายได้ประจำสม่ำเสมอ / Coman เป็นการขาย Sotfware ไป เกิดรายได้เพียงครั้งเดียว ส่วนรายได้ประจำ อาจมี หากผู้ซื้อทำ Software Maintenance แต่ก็เป็นจำนวนเงินไม่มาก และมีอีก 1 บริษัทย่อยที่ทำหน้าที่รับจ้างพัฒนา Software ซึ่งส่วนนี้ จะมีต้นทุนที่สูงมาก ทั้งต้นทุนด้าน Software Tools และพนักงานพัฒนาระบบฯ ในขณะที่รายได้เข้ามาไม่สม่ำเสมอ เพราะเป็นงานโครงการ / Human มีทั้งขาย Software (เกิดรายได้ครั้งเดียว) และขายบริการให้ลูกค้าโดยใช้ Software มาช่วย โดยมากกว่า 70% เป็นการขายบริการ ทำให้มีรายได้ประจำในสัดส่วนที่มากกว่าการขาย
2. การให้บริการของ NetBay ก็แตกต่างกับ Human คือ NetBay เอา Software ไปให้ลูกค้าใช้งาน ทางคนของลูกค้าเป็นผู้ดำเนินงาน โดยบริการของ NetBay เป็นลักษณะเป็น Software as a Service ต้นทุนก็จะมีแต่การพัฒนา Software เป็นหลัก / ส่วนทาง Human เป็นการเอางานลูกค้ามาทำโดยมี Software มาช่วย นั่นทำให้ Human มีต้นทุนในการ Operate มากกว่า เพราะต้องใช้คนเข้ามาดำเนินการด้วย เป็นลักษณะของ Outsource มากกว่า ไม่ใช่ Software as a Service ต้นทุนหลัก ก็คือ ค่าแรงคน และ ค่าพัฒนาSoftware
3. ด้านลูกค้า NetBay และ Coman จะเป็นลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ฐานลูกค้าอาจไม่กว้าง แต่ถ้าลูกค้าใช้งานสินค้าบริการของทั้งสองแห่งแล้ว การเปลี่ยนสินค้าบริการ ค่อนข้างยาก เพราะจะเกิด switching cost ขึ้น อาจไม่คุ้มค่าในการเปลี่ยน ในขณะที่ Human มีกลุ่มลูกค้าค่อนข้างกว้างกว่า แต่ลูกค้าไม่มี switching cost ในการเปลี่ยนแปลงบริการ เพราะเป็นบริการลักษณะ Outsource มากกว่า
ตลาด
------
1. NetBay อาจมีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างจำกัด แต่ก็มีโอกาสมากในการเติบโตในยุค Digital 4.0 เพียงแค่ออกบริการใหม่ๆ โดยเฉพาะที่เป็นบริการเกี่ยวกับภาครัฐฯ โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดการ เพื่ออำนวยความสะดวกในยุค 4.0 เช่น บริการล่าสุด E-DLT ที่บริการจดทะเบียนรถยนต์ จะเห็นว่า ขอบเขตการให้บริการในอนาคต น่ามีมากอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้ ขึ้นกับนโยบายภาครัฐฯ เช่นกัน เพราะบริการส่วนใหญ่ของ NetBay มีความเกี่ยวข้องกับภาครัฐฯ ทั้งสิ้น
2. Coman อาจมีลูกค้าเป็นราย Sector ขึ้นกับกิจการที่ไปซื้อมา ล่าสุด มีการซื้อ Synature ที่ให้บริการ POS ในร้านอาหาร รวมไปถึงสปาด้วย ปัจจุบัน มี 3 ส่วนธุรกิจ คือ 1. Comanche ขาย Software โรงแรม ที่ทาง ผบห ก็บอกอยู่แล้วว่า มีการแยก segment กันชัดเจน โรงแรมใหม่ เปิดมา ก็จะทราบเลยว่า ใช้ Software ตัวไหน 2. MSL เป็นบริษัทรับจ้างพัฒนา Software (มองง่ายๆ คือ บริษัทก่อสร้างนั่นละ แต่เป็นการสร้าง Software ไม่ใช่ก่อสร้างตึก บ้าน ทางรถไฟฟ้า) โดยจะรับงานเป็นโครงการไป ในส่วนนี้ คิดว่า การเติบโต น่ามีข้อจำกัด เพราะปัจจุบัน บริษัทน่าชอบการซื้อ Software มาและประยุกต์ใช้มากกว่า เช่น SAP ที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง แทนที่จะพัฒนาเองหรือจ้างพัฒนา ดังนั้น ส่วนที่พัฒนาเอง หรือจ้างพัฒนา มักเป็น Module เล็กๆ มากกว่า และก็จะมีมูลค่าไม่สูงมากนัก และ 3. Synature ขาย Software ร้านอาหารและสปา น่าจะยังพอมีช่องทางให้เติบโตบ้าง แต่ก็ไม่ง่ายในตลาดนี้ เพราะน่ามีคู่แข่งขันมาเช่นกัน แต่ก็มีข้อดีที่ Comanche และ Synature สามารถที่จะทำ cross sale ได้ ตรงนี้ ก็ช่วยเพิ่มช่องทางการขายได้มากขึ้น แต่ถ้ามองตลาดโรงแรม ร้านอาหาร สปา แล้ว การหาลูกค้าใหม่มา ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก โดยเฉพาะการไปตลาดต่างประเทศ เพราะ Software ต่างประเทศ ก็ไม่ด้อยกว่าเช่นกัน นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะไปลงทุนซื้อกิจการอื่นๆ มาเพิ่มเติมด้วย (ปล จากดีล Synature ที่ผ่านมา มีค่าใช้จ่ายในการทำดีลค่อนข้างสูงมากๆ ราว 10%+ ของมูลค่าดีลเลยทีเดียว ดังนั้น การซื้อกิจการรอบต่อไป นลท จำเป็นต้องคิดถึงข้อนี้ด้วยครับ)
3 Human กลุ่มลูกค้าค่อนข้างกว้าง เพราะเป็นลูกค้าทั่วไป กิจการทั่วไป ย่อมต้องมีเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือนพนักงานอย่างแน่นอน ปัจจุบัน Human มีมาร์เก็ตแชร์แล้ว 62% การที่จะเติบโตในประเทศอีก ก็จำเป็นต้องไปแย่งมาร์เก็ตแชร์ของผู้อื่น ซึ่งในตลาดนี้ ก็มีผู้แข่งขันมากราย ก็ไม่ง่ายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม Human มีแผนที่จะไปบุกตลาดต่างประเทศแถบเอเซียด้วย เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้น หากมองไปยังตลาดต่างประเทศแล้ว ธุรกิจ Outsource ด้านนี้ ก็มีคู่แข่งมากรายเช่นกัน ก็ไม่ง่ายที่จะไปแย่งแชร์มา ก็ต้องดูฝีมือ ผบห ว่า จะทำให้มีการเติบโตได้ไหม อย่างไร // จากแผน IPO มีข้อหนึ่งคือ ลงทุนในกิจการอื่น ซึ่งตรงนี้ เป็นอะไรที่ทำนายได้ยากมาก และการลงทุนในกิจการอื่น ก็อาจส่งผลได้ทั้งดีและไม่ดีอีกด้วย
ค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
----------------------------------------
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจที่มาก่อนว่า บริษัทที่มีการซื้อ Software มาใช้ หรือพัฒนา Software ขึ้นมา จะมีการบันทึกบัญชีเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน รวมไปถึงการเข้าไปซื้อกิจการบางแห่ง ที่อาจมีการบันทึกส่วนนี้ด้วย เช่น Coman บันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตน จากเรื่องความสัมพันธ์กับลูกค้าของทาง MSL เป็นต้น สำหรับค่าความนิยม ก็มักเกิดจากการซื้อกิจการมาในมูลค่าที่เกิน book เช่น การซื้อกิจการ MSL Synature ของ Coman เป็นต้น (ตัวเลขค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ใช้งบ ณ 30 กย. 60)
1. NetBay ไม่มีค่าความนิยมเลย เพราะไม่เคยไปซื้อกิจการใดๆ มา มีการบันทึกเพียง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน นั่นก็คือ Software ที่ทางบริษัทมีเท่านั้น และมีเพียง 1.6 ล้านบาท เท่านั้น นับเป็นข้อดีมากของ NetBay เพราะจะไม่มีภาระในการตัดจ่าย สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ระหว่างงวดมากๆ ก็ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นดีมาก
2. Coman มีทั้งค่าความนิยม 105 ล้าน (เป็นของ MSL ราว 64 ล้าน และเป็นของ SYNATURE ราว 41 ล้าน) และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 50 ล้าน (เป็นของ Comanche 3.6 ล้าน, เป็นของ MSL ราว 43 ล้าน และเป็นของ SYNATURE 3.3 ล้าน) / ค่าความนิยม ต้องมีการทดสอบทุกปีว่า ยังมีค่าความนิยมอยู่หรือไม่ ขึ้นกับเงื่อนไขในการทดสอบ เป็นความเสี่ยงที่แต่ละปี อาจต้องตัดค่าความนิยมบางส่วนหรือทั้งหมดออก หากทำไม่ได้ตามเงื่อนไข จะมีผลกระทบต่อกำไรของกิจการ ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต้องมีการตัดจำหน่ายเป็นงวดๆ ออกไป โดยเฉลี่ย คิดอายุ 5 ปี / จากตัวเลข พบว่า Coman จำเป็นต้องมีการตัดจ่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนค่อนข้างมากในแต่ละงวด ทำให้มีผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่อาจไม่ดี หากมีการเพิ่มของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเรื่อยๆ และงบปี ยังต้องเสี่ยงกับการตัดค่าความนิยมด้วย ปล. ทำไม Coman ถึงมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเยอะมาก สาเหตุหลักๆ มาจากบริษัทย่อย MSL ที่เป็นบริษัทรับจ้างพัฒนา Software สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ก็เกิดจากการที่ทาง MSL มีการพัฒนา Software ออกมา เพื่อเอาไปให้บริการลูกค้า ส่วนที่พัฒนามานี้ ก็ต้องบันทึกในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั่นเอง ซึ่งประกอบไปด้วยค่าซื้อ software tools, ค่าพนักงานที่พัฒนา, ... อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
3. Human (ตัวเลข ณ 30 มิย.) มีค่าความนิยม 35 ลบ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 155 ลบ (และยังมีส่วนที่จะเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในอนาคตอีก 11.5 ลบ) ทั้งนี้ เพราะ Human ก็มีส่วนหนึ่งที่พัฒนา Software ขึ้นมา แต่เป็นการพัฒนาเพื่อขาย และใช้เอง
* จากข้อ 2 และ ข้อ 3 พบว่า Coman และ Human มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ค่อนข้างมาก และต้องตัดจำหน่ายเป็นงวดๆ หากเปรียบเทียบดู Human จะดีกว่า Coman อยู่ เพราะ Human มีรายได้ประจำราว 70%+ ในขณะที่ Coman มีรายได้ประจำไม่มาก (ตัวเลขไม่ชัดเจน บริษัทไม่ได้แยกให้ในหมายเหตุงบฯ คาดว่า ราว 20-30%) ดังนั้น Coman อาจทำอัตรากำไรสุทธิได้ไม่ดี หากไม่มีรายได้จากการขายและรับจ้างพัฒนาฯ เข้ามาชดเชยส่วนที่ตัดจำหน่าย
ขอจบเพียงเท่านี้ก่อนครับ
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
-
- Verified User
- โพสต์: 842
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2996
...
ตอนแรกว่าจะให้หน้าที่100เนี่ย เป็นโพสต์ของท่านAnieeLee กับท่านพี่(เรียกพี่ตามอ.ไพบูลย์)amornkowa เพื่อเน้นสาระความรู้ และความเห็น ไอเดีย นะฮะ
แต่มีข่าวบุญต้องรีบมาบอกกันก่อนน่ะฮะ
คือทางstaffวีไอหาดใหญ่ จะไปบริจาคเงินที่ได้จากมี้ตติ้งไตรมาศนี้
ที่รพ.สงขลา วันศุกร์ที่8ธค.นี้ เวลาราวๆ1100
ซึ่งปกติ ทางอ.กับสตาฟจะสมทบเพิ่มไปอีกส่วนนึงอยู่แล้วทุกครั้ง
ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านที่จะไปมี้ตติ้งหาดใหญ่ครั้งนี้
ถ้าจะบริจาคเพิ่มก็เชิญที่พี่แมวกับพี่บัวดินได้เลยนะฮะ จะแบ็งค์พันไม่ต้องทอนรึจะแถมไปอีกก็ตามแต่ศรัทธานะฮะ สาธุล่วงหน้าให้รวย ร้วย รวย ล้านเท่าของกะตังค์ที่บริจาคเพิ่มทุกท่านฮะ
คือเห็นสภาพรุ่นพี่ผมที่ขับรถชนรั้วกระทรวง กับสภาพคุณตูนวิ่งก้าวคนละก้าวแล้ว ก็รู้สึกเพลียแทนทั้งสองท่านฮะ เลยอยากเผือกมีส่วนช่วยบ้าง
จริงๆแล้วคุณตูนคงอยากให้คนไทยมีทัศนคติตระหนักรู้ ว่าสุขภาพที่ดีต้องสร้างเองนะฮะ
ใช้กำลังเงิน กำลังคนทุ่มใส่เท่าไรก็ไม่พอ วิ่งไปกลับอีกห้าร้อยรอบก็อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
(หมายถึงระบบสุขภาพนะฮะ ส่วนคุณตูนแค่นี้ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางโทรมลง..)
คือถ้าส่วนใหญ่ยังคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตเต็มที่เกินร้อย สุขภาพพังค่อยใช้สวัสดิการรัฐซ่อมเอาก็ได้
คาดหวังว่าโรงบาลต้องรักษาทุกโรคห้ามตาย เข้าตาจนก็บนให้คุณพระช่วย โรคหายรอดมาได้ก็เอาเงินให้วัด ถ้าพิการหรือตายก็เอาเงินจากโรงบาลซะ อะไรราวๆนี้
ตูด โนบอดี้สลัม รายงาน
ตอนแรกว่าจะให้หน้าที่100เนี่ย เป็นโพสต์ของท่านAnieeLee กับท่านพี่(เรียกพี่ตามอ.ไพบูลย์)amornkowa เพื่อเน้นสาระความรู้ และความเห็น ไอเดีย นะฮะ
แต่มีข่าวบุญต้องรีบมาบอกกันก่อนน่ะฮะ
คือทางstaffวีไอหาดใหญ่ จะไปบริจาคเงินที่ได้จากมี้ตติ้งไตรมาศนี้
ที่รพ.สงขลา วันศุกร์ที่8ธค.นี้ เวลาราวๆ1100
ซึ่งปกติ ทางอ.กับสตาฟจะสมทบเพิ่มไปอีกส่วนนึงอยู่แล้วทุกครั้ง
ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านที่จะไปมี้ตติ้งหาดใหญ่ครั้งนี้
ถ้าจะบริจาคเพิ่มก็เชิญที่พี่แมวกับพี่บัวดินได้เลยนะฮะ จะแบ็งค์พันไม่ต้องทอนรึจะแถมไปอีกก็ตามแต่ศรัทธานะฮะ สาธุล่วงหน้าให้รวย ร้วย รวย ล้านเท่าของกะตังค์ที่บริจาคเพิ่มทุกท่านฮะ
คือเห็นสภาพรุ่นพี่ผมที่ขับรถชนรั้วกระทรวง กับสภาพคุณตูนวิ่งก้าวคนละก้าวแล้ว ก็รู้สึกเพลียแทนทั้งสองท่านฮะ เลยอยากเผือกมีส่วนช่วยบ้าง
จริงๆแล้วคุณตูนคงอยากให้คนไทยมีทัศนคติตระหนักรู้ ว่าสุขภาพที่ดีต้องสร้างเองนะฮะ
ใช้กำลังเงิน กำลังคนทุ่มใส่เท่าไรก็ไม่พอ วิ่งไปกลับอีกห้าร้อยรอบก็อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
(หมายถึงระบบสุขภาพนะฮะ ส่วนคุณตูนแค่นี้ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางโทรมลง..)
คือถ้าส่วนใหญ่ยังคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตเต็มที่เกินร้อย สุขภาพพังค่อยใช้สวัสดิการรัฐซ่อมเอาก็ได้
คาดหวังว่าโรงบาลต้องรักษาทุกโรคห้ามตาย เข้าตาจนก็บนให้คุณพระช่วย โรคหายรอดมาได้ก็เอาเงินให้วัด ถ้าพิการหรือตายก็เอาเงินจากโรงบาลซะ อะไรราวๆนี้
ตูด โนบอดี้สลัม รายงาน
samatah
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2997
กว่าผมกับพี่อมรโพสจนจบหน้าที่ 100 น่าจะใช้เวลานะครับ พี่หมอหนึ่ง ฮ่าๆๆๆ
มาช่วยเจิมกันให้เต็มได้ครับ ^ ^
มาช่วยเจิมกันให้เต็มได้ครับ ^ ^
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
- kongkiti
- Verified User
- โพสต์: 5830
- ผู้ติดตาม: 2
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2998
ขอเจิมหน้าที่ 100 ด้วยนะคับ
ขอบคุณพี่ amornkowa, พี่ AnieLee, พี่หมอ dr1, etc คอย update ข่าวสารบ้านเมือง
(ส่วนผมก็กลับมาโพสบ้างไรบ้าง)

ขอบคุณพี่ amornkowa, พี่ AnieLee, พี่หมอ dr1, etc คอย update ข่าวสารบ้านเมือง
(ส่วนผมก็กลับมาโพสบ้างไรบ้าง)
“Its like a finger pointing away to the moon. Don't concentrate on the finger
or you will miss all that heavenly glory.”- Bruce Lee
FAQs เกี่ยวกับแนวทางลงทุนแบบ VI
Blog ใหม่ >> https://www.blockdit.com/articles/5d733 ... 270d7b530
or you will miss all that heavenly glory.”- Bruce Lee
FAQs เกี่ยวกับแนวทางลงทุนแบบ VI
Blog ใหม่ >> https://www.blockdit.com/articles/5d733 ... 270d7b530
-
- Verified User
- โพสต์: 2195
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 2999
ผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน meeting ที่หาดใหญ่
ประทับใจมากๆกับการไปหาดใหญ่ครั้งนี้ ได้มีโอกาสพบน้องๆวีไอภาคใต้หลายคน
รวมถึง การต้อนรับที่อบอุ่นจาก พี่ใหญ่ใจดี (พี่หมอหนึ่ง) คุณโจ คุณเจี๊ยบ คุณปุ๊ก น้องเตียน น้องบี พี่แมว ยังมีอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยถึง ขอบคุณมากๆครับ
ทริปนี้ได้รับความรู้ไปเต็ม แถม ยังได้มีโอกาสไปชิมอาหารของหาดใหญ่ด้วย
สงสัยต้องไปลดนำ้หนักขนานใหญ่เลย เพราะอร่อยทุกอย่าง
ขอบคุณเปี๊ยกที่ให้คำแนะนำในการเดินทางมาหาดใหญ่เป็นอย่างดี
ผมขอเริ่มเนื้อหาในงานสัมมนา ตอนแรกนะครับ
อ โจ ได้เริ่มงาน VI หาดใหญ่ MEETING ด้วยการให้แต่ละคนแนะนำตัว
รวมถึงชื่อ log in ใน Webboard thaivi
ทำให้ผมได้รู้จักหลายๆท่านเพิ่มขึ้น
หลังจากนั้น ก็เข้าสู่meetingเลย
อ โจ พูดว่า ปีนี้เป็นปีฝีแตก หุ้นตัวไหนที่อ่อนแอ
พอตลาดตั๋วB/Eพัง บริษัทต่ออายุตั๋วB/Eไมได้
แหล่งเงินกู้ต่อมาที่หาได้คือธนาคาร
บริษัทที่มี D/E Ratioสูง ถ้าD/Eเกิน1เท่าธนาคารที่ไหนกล้าปล่อยกู้
แต่ถ้าบริษัททำกำไรได้ก็ยังไม่เป็นปัญหาในการกู้ยืม
แต่ถ้าบริษัทขาดทุนเรื่อยๆ เหมือนเลือดไหลออกจากร่างกายตลอด
บริษัทแบบนี้เราต้องหลีกเลี่ยงในการลงทุน
บริษัทหลายๆแห่งเป็นแบบนี้ ก็ต้องระวัง
เราต้องทำตัวเป็นWorry investor
เราไม่ควรรอการตัดสินใจ เพราะการลงทุนครั้งไหนที่ตัดสินใจผิด หรือ ไม่เป็นไป
ตามที่คาดการณ์ ควรออกทันที
คุณโจถามต่อว่า ปีนี้ยังมีใครขาดทุนบ้าง ปรากฏว่ามีน้อยมาก
คนที่ขาดทุนเป็นมือใหม่ พึ่งลงทุน ถือหุ้นน้อยตัว เช่น 2 ตัว หรือ เป็นtrader
Trader ซื้อขายทุกวันก็ต้องเสียค่าคอมทุกวัน
อ โจ บอกว่าทางแก้ไขสำหรับคนที่ขาดทุน ก็ไปหาตัวใหม่แทน
ตลาดหุ้นปีนี้ขึ้น13% เราพยายามชนะนิดหน่อยไปเรื่อยๆก็สามารถทำผลตอบแทน
ที่ใกล้เคียงตลาดได้
ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยมี PE 18 เท่า คิดเป็นYield 6%
ใครขายหมูไปได้แต่ได้20% ถือว่าเยี่ยมแล้ว บางคนได้ 40-50%แต่ในระยะยาวควรได้ 15%ต่อปี
แม้แต่นักลงทุนที่มีชื่อเสียงเช่น คุณบัฟเฟตต์ หรือ คุณ ปีเตอร์ ลินซ์ ยังได้ผลตอบแทน20กว่า%
ดังนั้น ถ้าทำได้ 15% ต่อปี เวลาแค่4ปีนิดๆก็ได้ผลตอบแทนเท่าตัวแล้ว
สมมติ ลงทุนด้วยเงิน 3แสนบาท อีก 5 ปี ก็เป็น 6 แสนบาทแล้ว
มีความขยัน และ เรียนรู้ตลอดเวลา
คุณโจแนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ไปอ่านหนังสือที่ คุณปีเตอร์ ลินซ์
เขียนที่มีทั้งหมดสามเล่ม คือ Learn to earn , One Up On Wallstreet , Beating the Street.
ลองหาอ่านดูนะครับ ทุกเล่มมีการแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยครับ
ประทับใจมากๆกับการไปหาดใหญ่ครั้งนี้ ได้มีโอกาสพบน้องๆวีไอภาคใต้หลายคน
รวมถึง การต้อนรับที่อบอุ่นจาก พี่ใหญ่ใจดี (พี่หมอหนึ่ง) คุณโจ คุณเจี๊ยบ คุณปุ๊ก น้องเตียน น้องบี พี่แมว ยังมีอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยถึง ขอบคุณมากๆครับ
ทริปนี้ได้รับความรู้ไปเต็ม แถม ยังได้มีโอกาสไปชิมอาหารของหาดใหญ่ด้วย
สงสัยต้องไปลดนำ้หนักขนานใหญ่เลย เพราะอร่อยทุกอย่าง
ขอบคุณเปี๊ยกที่ให้คำแนะนำในการเดินทางมาหาดใหญ่เป็นอย่างดี
ผมขอเริ่มเนื้อหาในงานสัมมนา ตอนแรกนะครับ
อ โจ ได้เริ่มงาน VI หาดใหญ่ MEETING ด้วยการให้แต่ละคนแนะนำตัว
รวมถึงชื่อ log in ใน Webboard thaivi
ทำให้ผมได้รู้จักหลายๆท่านเพิ่มขึ้น
หลังจากนั้น ก็เข้าสู่meetingเลย
อ โจ พูดว่า ปีนี้เป็นปีฝีแตก หุ้นตัวไหนที่อ่อนแอ
พอตลาดตั๋วB/Eพัง บริษัทต่ออายุตั๋วB/Eไมได้
แหล่งเงินกู้ต่อมาที่หาได้คือธนาคาร
บริษัทที่มี D/E Ratioสูง ถ้าD/Eเกิน1เท่าธนาคารที่ไหนกล้าปล่อยกู้
แต่ถ้าบริษัททำกำไรได้ก็ยังไม่เป็นปัญหาในการกู้ยืม
แต่ถ้าบริษัทขาดทุนเรื่อยๆ เหมือนเลือดไหลออกจากร่างกายตลอด
บริษัทแบบนี้เราต้องหลีกเลี่ยงในการลงทุน
บริษัทหลายๆแห่งเป็นแบบนี้ ก็ต้องระวัง
เราต้องทำตัวเป็นWorry investor
เราไม่ควรรอการตัดสินใจ เพราะการลงทุนครั้งไหนที่ตัดสินใจผิด หรือ ไม่เป็นไป
ตามที่คาดการณ์ ควรออกทันที
คุณโจถามต่อว่า ปีนี้ยังมีใครขาดทุนบ้าง ปรากฏว่ามีน้อยมาก
คนที่ขาดทุนเป็นมือใหม่ พึ่งลงทุน ถือหุ้นน้อยตัว เช่น 2 ตัว หรือ เป็นtrader
Trader ซื้อขายทุกวันก็ต้องเสียค่าคอมทุกวัน
อ โจ บอกว่าทางแก้ไขสำหรับคนที่ขาดทุน ก็ไปหาตัวใหม่แทน
ตลาดหุ้นปีนี้ขึ้น13% เราพยายามชนะนิดหน่อยไปเรื่อยๆก็สามารถทำผลตอบแทน
ที่ใกล้เคียงตลาดได้
ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยมี PE 18 เท่า คิดเป็นYield 6%
ใครขายหมูไปได้แต่ได้20% ถือว่าเยี่ยมแล้ว บางคนได้ 40-50%แต่ในระยะยาวควรได้ 15%ต่อปี
แม้แต่นักลงทุนที่มีชื่อเสียงเช่น คุณบัฟเฟตต์ หรือ คุณ ปีเตอร์ ลินซ์ ยังได้ผลตอบแทน20กว่า%
ดังนั้น ถ้าทำได้ 15% ต่อปี เวลาแค่4ปีนิดๆก็ได้ผลตอบแทนเท่าตัวแล้ว
สมมติ ลงทุนด้วยเงิน 3แสนบาท อีก 5 ปี ก็เป็น 6 แสนบาทแล้ว
มีความขยัน และ เรียนรู้ตลอดเวลา
คุณโจแนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่ ไปอ่านหนังสือที่ คุณปีเตอร์ ลินซ์
เขียนที่มีทั้งหมดสามเล่ม คือ Learn to earn , One Up On Wallstreet , Beating the Street.
ลองหาอ่านดูนะครับ ทุกเล่มมีการแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยครับ
- AnieLee
- Verified User
- โพสต์: 1436
- ผู้ติดตาม: 0
Re: VI หาดใหญ่
โพสต์ที่ 3000
ขอเสริมภาพประกอบของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หาดใหญ่ ที่ให้การดูแลทุกอย่างตั้งแต่การเดินทางในเมือง กินขนม/กาแฟ ทานข้าวเย็น พร้อมขนมหวาน และอาหารเช้า แถมมีของฝากอีกด้วยครับ ก็ต้องขอบพระคุณมากๆ (big thanks) เลยครับ ในขณะที่สายฝนโปรยปรายตลอดทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ แต่ก็ยังให้ความช่วยเหลือดีมากตลอดจนกระทั่งเดินทางกลับ กทม ด้วยครับ ก็ยังห่วงใยในการเดินทางไปสนามบินอีกด้วยครับ สุดท้าย เนื้อหามีทติ้งก็ยังคงคุณภาพเช่นเดิมครับ ก็ขอเวลาอ่านที่จดมา และเรียบเรียงพิมพ์ก่อน แล้วจะนำเสนอมาให้พวกเราในห้องนี้ช่วยกันทายชื่อหุ้นนะครับ
ปล ใครใจดี ก็หาหุ้นมาให้ลอกบ้างนะครับ อยากได้ ฮ่าๆๆๆ
ปล ใครใจดี ก็หาหุ้นมาให้ลอกบ้างนะครับ อยากได้ ฮ่าๆๆๆ
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
####################################################
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก
ความสำเร็จจากการลงทุน ไม่ได้เกิดจาก "การซื้อของดี" แต่มาจาก "การซื้อของได้ดี" ต่างหาก