มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4711
อัตราว่างงานอเมริกัน ลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี
ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากขึ้นมองว่ามีโอกาสที่เฟดอาจจะตัดสินใจปรับลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะยังคาดหมายการปรับลดในเดือนมีนาคม
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 203,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานลดลงเหลือ 7% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะเริ่มลดขนาดการซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจาก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนเร็วขึ้นจากเดิม
ผลสำรวจความคิดเห็นโดยรอยเตอร์พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ 29 จาก 63 รายเชื่อว่าการลดขนาดจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมหรือมกราคม ก่อนที่นางเจเน็ต เยลเลน จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเฟดต่อจากนายเบน เบอร์นานคี โดยมี 9 รายกล่าวว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเฟดระหว่างวันที่ 17 - 18 ธันวาคม ขณะที่ 19 รายกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเดือนมกราคม และ 1 รายกล่าวว่าอาจจะเป็นเดือนธันวาคมหรือมกราคม
เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจความคิดเห็นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีนักเศรษฐศาสตร์ 16 รายที่เชื่อว่าเฟดจะเริ่มลดขนาดการซื้อพันธบัตรในเดือนมกราคม และมีเพียง 3 รายมองว่าจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าเฟดจะเริ่มลดการซื้อพันธบัตรในเดือนมีนาคม "ผมคิดว่าเฟดจะรอจนถึงมีนาคมด้วยหลายเหตุผล ข้อแรกเฟดต้องการให้แน่ใจว่าตลาดแรงงานมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่การเติบโตเพียงชั่วคราว" มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากมูดีส์ อนาไลติกส์ กล่าว และเสริมว่าเฟดอาจต้องการรอดูผลจากการเจรจาเรื่องงบประมาณของสภาคองเกรสว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ
ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าตลาดแรงงานกำลังเดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่มีอีกส่วนหนึ่งที่แสดงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ "แนวโน้มเงินเฟ้อในระดับต่ำน่าจะทำให้เฟดตัดสินใจเลื่อนการเริ่มลดการซื้อพันธบัตรไปจนถึงเดือนมีนาคม" สก็อต บราวน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเรย์มอนด์ เจมส์ กล่าว
ในช่วงปีที่ผ่านมา เฟดใช้การซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์จำนองค้ำประกัน (Morgage-backed securities) หรือที่เรียกกว่า Quantitative Easing (QE) ในการรักษาต้นทุนกู้ยืมให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดแรงงาน
เจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางเซนต์หลุยส์ กล่าวสนับสนุนการปรับลดมูลค่าการซื้อพันธบัตรในเดือนธันวาคม โดยกล่าวว่า การลดมูลค่าลงเล็กน้อยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าตลาดแรงงานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น "ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คณะกรรมการเฟดจับตามองภาวะเงินเฟ้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 ได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากเงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นมาตามเป้าหมาย เฟดอาจจะระงับการลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมครั้งต่อไป"
บูลลาร์ดกล่าวด้วยว่า นักลงทุนไม่น่าจะตื่นตระหนกถ้าเฟดเริ่มลดการซื้อพันธบัตรในอนาคตอันใกล้ "ถ้าเราลดการซื้อพันธบัตรในเร็วๆ นี้ ส่วนตัวคิดว่าตลาดการเงินน่าจะรับมือได้ เราลดการซื้อพันธบัตรเพื่อตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าตลาดจะมีความสะดวกในมากกว่ากับปัจจัยดังกล่าว"
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจโดยรอยเตอร์พบว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะเริ่มต้นลดขนาดของการซื้อพันธบัตรลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการ QE รอบล่าสุดจะสิ้นสุดลงทั้งหมดในช่วงครึ่งหลังของปี 2557
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,904 วันที่ 12 - 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556
ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากขึ้นมองว่ามีโอกาสที่เฟดอาจจะตัดสินใจปรับลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะยังคาดหมายการปรับลดในเดือนมีนาคม
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 203,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานลดลงเหลือ 7% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายรายคาดการณ์ช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะเริ่มลดขนาดการซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจาก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนเร็วขึ้นจากเดิม
ผลสำรวจความคิดเห็นโดยรอยเตอร์พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ 29 จาก 63 รายเชื่อว่าการลดขนาดจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคมหรือมกราคม ก่อนที่นางเจเน็ต เยลเลน จะเข้ามารับตำแหน่งประธานเฟดต่อจากนายเบน เบอร์นานคี โดยมี 9 รายกล่าวว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเฟดระหว่างวันที่ 17 - 18 ธันวาคม ขณะที่ 19 รายกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเดือนมกราคม และ 1 รายกล่าวว่าอาจจะเป็นเดือนธันวาคมหรือมกราคม
เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจความคิดเห็นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีนักเศรษฐศาสตร์ 16 รายที่เชื่อว่าเฟดจะเริ่มลดขนาดการซื้อพันธบัตรในเดือนมกราคม และมีเพียง 3 รายมองว่าจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าเฟดจะเริ่มลดการซื้อพันธบัตรในเดือนมีนาคม "ผมคิดว่าเฟดจะรอจนถึงมีนาคมด้วยหลายเหตุผล ข้อแรกเฟดต้องการให้แน่ใจว่าตลาดแรงงานมีแนวโน้มที่แข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่การเติบโตเพียงชั่วคราว" มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากมูดีส์ อนาไลติกส์ กล่าว และเสริมว่าเฟดอาจต้องการรอดูผลจากการเจรจาเรื่องงบประมาณของสภาคองเกรสว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจ
ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าตลาดแรงงานกำลังเดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่มีอีกส่วนหนึ่งที่แสดงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ "แนวโน้มเงินเฟ้อในระดับต่ำน่าจะทำให้เฟดตัดสินใจเลื่อนการเริ่มลดการซื้อพันธบัตรไปจนถึงเดือนมีนาคม" สก็อต บราวน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากเรย์มอนด์ เจมส์ กล่าว
ในช่วงปีที่ผ่านมา เฟดใช้การซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวและตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์จำนองค้ำประกัน (Morgage-backed securities) หรือที่เรียกกว่า Quantitative Easing (QE) ในการรักษาต้นทุนกู้ยืมให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดแรงงาน
เจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางเซนต์หลุยส์ กล่าวสนับสนุนการปรับลดมูลค่าการซื้อพันธบัตรในเดือนธันวาคม โดยกล่าวว่า การลดมูลค่าลงเล็กน้อยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าตลาดแรงงานมีพัฒนาการที่ดีขึ้น "ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คณะกรรมการเฟดจับตามองภาวะเงินเฟ้อในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 ได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากเงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นมาตามเป้าหมาย เฟดอาจจะระงับการลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจในการประชุมครั้งต่อไป"
บูลลาร์ดกล่าวด้วยว่า นักลงทุนไม่น่าจะตื่นตระหนกถ้าเฟดเริ่มลดการซื้อพันธบัตรในอนาคตอันใกล้ "ถ้าเราลดการซื้อพันธบัตรในเร็วๆ นี้ ส่วนตัวคิดว่าตลาดการเงินน่าจะรับมือได้ เราลดการซื้อพันธบัตรเพื่อตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นผมคิดว่าตลาดจะมีความสะดวกในมากกว่ากับปัจจัยดังกล่าว"
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจโดยรอยเตอร์พบว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะเริ่มต้นลดขนาดของการซื้อพันธบัตรลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการ QE รอบล่าสุดจะสิ้นสุดลงทั้งหมดในช่วงครึ่งหลังของปี 2557
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,904 วันที่ 12 - 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4712
สถานการณ์"อึมครึม"แผนธุรกิจชะงัก มู้ดจับจ่ายซึมทั้งระบบหวั่นลากยาวไตรมาส1ปีหน้า
updated: 13 ธ.ค. 2556 เวลา 11:34:40 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
สถานการณ์มู้ดจับจ่ายยังอึมครึม แผนธุรกิจ กิจกรรมตลาด 2 เดือนสุดท้ายเลื่อนไม่มีกำหนด หลายสินค้าแบรนด์ดังเปิดตัวแบบเงียบ ๆ นายกสมาคมยี่ปั๊วชี้สินค้าฟุ่มเฟือยกระทบหนักสุด เชื่ออุปโภคบริโภคยังไปได้ ด้านที่ปรึกษาธุรกิจชี้หากเหตุการณ์ยืดเยื้อ หวั่นดับฝันธุรกิจปลุกยอดขายช่วงตรุษจีนปีหน้า
สถานการณ์การเมืองที่ยังคงอึมครึม กระทบต่อธุรกิจค้าขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างน้อยที่สุดคือช่วงครึ่งเดือนแรกของธันวาคม ซึ่งปกติเป็นช่วงเวลาที่จะมีการจัดกิจกรรมการตลาดกันอย่างคึกคัก ก็กลายเป็นช่วง "สุญญากาศ" ที่ทำอะไรไม่ได้มากนัก แม้ล่าสุดจะมีการประกาศ "ยุบสภา" ที่สามารถคลายปมได้ส่วนหนึ่งแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มกังวลขณะนี้คือหากเหตุการณ์ต่าง ๆ ยือเยื้อ อาจจะกระทบลากยาวไปถึงช่วงตรุษจีนปีหน้า ซึ่งเป็นความหวังของธุรกิจต่าง ๆ ที่จะกลับมากระตุ้นยอดขายอีกครั้ง
ส.ยี่ปั๊วชี้ไตรมาส 1 ปีหน้าอึมครึม
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้สินค้าจำเป็นคงยังพอไปได้ แต่ถ้าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หรือไม่จำเป็นมาก และต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์จับจ่ายของผู้บริโภค คงได้รับผลกระทบพอสมควร แม้ล่าสุดจะมีการยุบสภาแล้วก็ตาม แต่การเมืองก็ยังคงวุ่นวาย และไม่มีทีท่าจะจบง่าย ๆ ส่งผลต่อการลงทุนของต่างประเทศที่จะเข้ามา ทำให้เชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ซบเซานี้จะลากยาวไปถึงไตรมาส 1 ปีหน้าซึ่งเชื่อว่ายังไม่ดีขึ้นเพราะการเมืองก็น่าจะยังวุ่นวาย
"พฤศจิกายน-ธันวาคม เดิมค้าขายต้องดีก็ไม่ดี เดือนสุดท้ายที่เหลืออยู่นี้ ก็คงทำอะไรไม่ได้ ไม่ถึงเป้าหมาย ก็ต้องเข้าใจ จริง ๆ ม็อบเป็นเหตุปลายทางของธุรกิจที่เงียบอย่างที่เป็นทุกวันนี้ เพราะจริง ๆ เห็นสัญญาณมาตั้งแต่ขึ้นค่าแรง 300 บาทแล้ว เมื่อต้นทุนเราสูงขึ้น บวกกับเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ก็กระทบส่งออก ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ตลาดก็ซึมมาเรื่อย ๆ เมื่อเจอปัญหาการเมืองที่จำนำข้าว เป็นผลทีละเล็กละน้อยต่อเนื่องกันมา"
ลักเซอร่กระอักสต๊อกบวม
สอดคล้องกับทางกลุ่มสินค้าลักเซอรี่และแฟชั่นแบรนด์เนม ที่ยอมรับว่ากระทบเต็ม ๆ และยังคงไม่เห็นปัจจัยบวก ก่อนหน้านี้ นายดนัย สรไกรกิติกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ-ลิส คอร์ปอเรท จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์จิมมี่ ชู, อัลเฟรด ดันฮิลล์, วาเลนติโน่ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันคนไม่มีอารมณ์จับจ่าย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาลดลง ทำให้ยอดในช่วงปลายปีที่ปกติจะเป็นยอดขายสูงสุดกว่าทุก ๆ ไตรมาสกระทบ ขณะนี้ได้มองล่วงหน้าไปถึงเดือนมกราคมแล้วว่าจะต้องจัดการกับสต๊อกอย่างไร เพราะสินค้าแฟชั่นมีอายุค่อนข้างสั้น และทำอย่างไรให้คนกลับมาจับจ่ายได้เหมือนเดิม
นางสุวดี พึ่งบุญพระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีพี กรุ๊ป ผู้นำเข้าแบรนด์สินค้าลักเซอรี่ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวลดลง คนไทยก็ไม่มีมู้ดใช้จ่ายจากปกติจะเป็นเวลาที่คนออกมาใช้จ่ายกันคึกคัก เพราะใกล้กับเทศกาลต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนปรับอะไรช่วงนี้ เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายและกลับมาเป็นปกติได้ทันช่วงปลายปี โดยจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทั้งนี้ ยังคาดหวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ตลาดลักเซอรี่สามารถเติบโตได้ดี เนื่องจากปัจจัยอย่างห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์ที่จะเกิดขึ้นถึง 2 ศูนย์ แม้ช่วงสิ้นปีนี้จะต้องทำงานกันเหนื่อยขึ้นกว่าเดิม แต่จะไม่ปรับลดการออร์เดอร์สินค้าแต่อย่างใด เพราะประเทศไทยยังเป็นเดสติเนชั่นของเอเชียในการท่องเที่ยวและช็อปปิ้ง
ธุรกิจอ่วมหวั่นลากยาวถึงตรุษจีน
ด้านนายฮัสซัน บาซาร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก พับบลิค รีเลชั่นส์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ให้แก่องค์กรธุรกิจรายใหญ่ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ธุรกิจประชาสัมพันธ์ยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่มีนัยสำคัญจากความไม่สงบทางการเมือง เนื่องจากการชุมนุมเดินขบวนครั้งนี้เกิดขึ้นตอนใกล้จะสิ้นปีแล้ว ในขณะที่บริษัทที่ทำตลาดกับผู้บริโภคส่วนใหญ่มีการสรุปแผน และเปิดตัววางตลาดสินค้ากันจบถ้วนกระบวนความไปแล้ว
ประการที่สอง การชุมนุมเดินขบวนประท้วงครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเขตธุรกิจการค้าไม่รุนแรงนัก เมื่อเทียบกับเหตุก่อความไม่สงบในอดีต
อย่างไรก็ตาม ถ้าความไม่สงบยืดเยื้อลากยาวถึงช่วงตรุษจีน ซึ่งเป็นเวลาที่กิจกรรมธุรกิจการค้าส่วนใหญ่เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง จะส่งผลกระทบแง่ลบต่อธุรกิจประชาสัมพันธ์อย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่มีแผนจะเปิดตัวสินค้า หรือจัดกิจกรรมตลาดกระตุ้นยอด ก็จะต้องเลื่อนแผนงานต่าง ๆ ไปอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจโดยรวมแน่นอน
"ในระยะยาวแล้ว การก่อความไม่สงบและความวุ่นวายทางการเมืองอะไรก็ตามแต่ ย่อมส่งผลกระทบในแง่ลบกับความเชื่อมั่นภายในประเทศและของต่างชาติ และทำให้การลงทุนลดลง นั่นก็หมายถึงเศรษฐกิจก็จะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงช้ากว่าที่น่าจะเป็น ส่งผลให้ธุรกิจโดยรวมชะลอตัว งานน้อยลงไปด้วย"
กิจกรรมตลาดสะดุดเพียบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา การชุมนุมการเมืองแม้อาจจะไม่ได้กระทบกับแผนธุรกิจระยะยาว แต่ในระยะสั้นพบว่า ผู้ประกอบการต่างๆ มีการเลื่อนจัดงานแถลงข่าว เปิดตัวสินค้าและกิจกรรมต่าง ๆ ออกไปจำนวนมาก โดยบางรายเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่ธุรกิจอีกส่วนหนึ่งก็ตัดสินใจเลื่อนจัดงานยาวเป็นปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
ล่าสุดโคคา-โคลา ได้เลื่อนจัดงานแถลงข่าวแคมเปญตลาด "เริ่มทุกวันด้วยความสดชื่นกับ...มินิทเมด" ในวันพุธที่ 11 ธันวาคม ที่จะมีการแถลงแผนของมินิทเมดรุกตลาดปีหน้า พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ "เจมส์ จิรายุ" ไปเป็นในเดือนมกราคม 2557 หรือบริษัท ไทย เยอรมัน มีท โปรดักท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเนื้อสัตว์แปรรูปพรีเมี่ยม ภายใต้แบรนด์ ที.จี.เอ็ม.ที่เลื่อนกำหนดการจัดงานฉลองครบรอบ 50 ปี จากวันพุธที่ 11 ธันวาคม เป็นวันที่ 29 มกราคม
ก่อนหน้านี้ บริษัท แอล เอ็ม อี จำกัด ที่ร่วมกับบริษัท ไทยมิตซูบิชิ ประเทศไทย และห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ อังกฤษ มีแผนเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ของ "แฮร์รอดส์ ที รูม" ร้านอาหารและทีรูมดังจากห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ ห้างหรูใจกลางกรุงลอนดอน ในวันที่ 3 ธันวาคมไปอย่างไม่มีกำหนด และทำการเปิดซอฟต์ลอนช์อย่างเงียบ ๆ ในวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา
หรือกรณีบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมแถลงข่าวต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4 ตั้งแต่เปิดตัวช่อง "รามาชาแนล" ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ต้องเลื่อนการจัดงานถึง 2 ครั้ง จนถึงก็ปัจจุบันยังเลื่อนไปไม่มีกำหนด จากสถานการณ์ทางการเมือง
เช่นเดียวกับการจัดสัมภาษณ์ผู้บริหารกันตนา เปิดตัวสู่ธุรกิจคอนเทนต์โพรไวเดอร์เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ต้องเลื่อนออกไปก่อนไม่มีกำหนดเช่นกัน
แหล่งข่าวในวงการเอเยนซี่ กล่าวว่า ความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้ สินค้าและบริการต่าง ๆ ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าควรจะเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงเวลานี้หรือไม่ โดยหลายธุรกิจที่เตรียมจะเปิดตัวสินค้าใหม่ออกมากระตุ้นตลาดในช่วงปลายปีนี้แต่ต้องเลื่อนไป อาจจะทยอยกลับมาลอนช์อีกครั้งในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้นด้วยว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เพราะภาคการเมืองคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของภาคธุรกิจ
updated: 13 ธ.ค. 2556 เวลา 11:34:40 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
สถานการณ์มู้ดจับจ่ายยังอึมครึม แผนธุรกิจ กิจกรรมตลาด 2 เดือนสุดท้ายเลื่อนไม่มีกำหนด หลายสินค้าแบรนด์ดังเปิดตัวแบบเงียบ ๆ นายกสมาคมยี่ปั๊วชี้สินค้าฟุ่มเฟือยกระทบหนักสุด เชื่ออุปโภคบริโภคยังไปได้ ด้านที่ปรึกษาธุรกิจชี้หากเหตุการณ์ยืดเยื้อ หวั่นดับฝันธุรกิจปลุกยอดขายช่วงตรุษจีนปีหน้า
สถานการณ์การเมืองที่ยังคงอึมครึม กระทบต่อธุรกิจค้าขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างน้อยที่สุดคือช่วงครึ่งเดือนแรกของธันวาคม ซึ่งปกติเป็นช่วงเวลาที่จะมีการจัดกิจกรรมการตลาดกันอย่างคึกคัก ก็กลายเป็นช่วง "สุญญากาศ" ที่ทำอะไรไม่ได้มากนัก แม้ล่าสุดจะมีการประกาศ "ยุบสภา" ที่สามารถคลายปมได้ส่วนหนึ่งแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ธุรกิจต่าง ๆ เริ่มกังวลขณะนี้คือหากเหตุการณ์ต่าง ๆ ยือเยื้อ อาจจะกระทบลากยาวไปถึงช่วงตรุษจีนปีหน้า ซึ่งเป็นความหวังของธุรกิจต่าง ๆ ที่จะกลับมากระตุ้นยอดขายอีกครั้ง
ส.ยี่ปั๊วชี้ไตรมาส 1 ปีหน้าอึมครึม
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้สินค้าจำเป็นคงยังพอไปได้ แต่ถ้าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย หรือไม่จำเป็นมาก และต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์จับจ่ายของผู้บริโภค คงได้รับผลกระทบพอสมควร แม้ล่าสุดจะมีการยุบสภาแล้วก็ตาม แต่การเมืองก็ยังคงวุ่นวาย และไม่มีทีท่าจะจบง่าย ๆ ส่งผลต่อการลงทุนของต่างประเทศที่จะเข้ามา ทำให้เชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ซบเซานี้จะลากยาวไปถึงไตรมาส 1 ปีหน้าซึ่งเชื่อว่ายังไม่ดีขึ้นเพราะการเมืองก็น่าจะยังวุ่นวาย
"พฤศจิกายน-ธันวาคม เดิมค้าขายต้องดีก็ไม่ดี เดือนสุดท้ายที่เหลืออยู่นี้ ก็คงทำอะไรไม่ได้ ไม่ถึงเป้าหมาย ก็ต้องเข้าใจ จริง ๆ ม็อบเป็นเหตุปลายทางของธุรกิจที่เงียบอย่างที่เป็นทุกวันนี้ เพราะจริง ๆ เห็นสัญญาณมาตั้งแต่ขึ้นค่าแรง 300 บาทแล้ว เมื่อต้นทุนเราสูงขึ้น บวกกับเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ก็กระทบส่งออก ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ ตลาดก็ซึมมาเรื่อย ๆ เมื่อเจอปัญหาการเมืองที่จำนำข้าว เป็นผลทีละเล็กละน้อยต่อเนื่องกันมา"
ลักเซอร่กระอักสต๊อกบวม
สอดคล้องกับทางกลุ่มสินค้าลักเซอรี่และแฟชั่นแบรนด์เนม ที่ยอมรับว่ากระทบเต็ม ๆ และยังคงไม่เห็นปัจจัยบวก ก่อนหน้านี้ นายดนัย สรไกรกิติกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ-ลิส คอร์ปอเรท จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์จิมมี่ ชู, อัลเฟรด ดันฮิลล์, วาเลนติโน่ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันคนไม่มีอารมณ์จับจ่าย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาลดลง ทำให้ยอดในช่วงปลายปีที่ปกติจะเป็นยอดขายสูงสุดกว่าทุก ๆ ไตรมาสกระทบ ขณะนี้ได้มองล่วงหน้าไปถึงเดือนมกราคมแล้วว่าจะต้องจัดการกับสต๊อกอย่างไร เพราะสินค้าแฟชั่นมีอายุค่อนข้างสั้น และทำอย่างไรให้คนกลับมาจับจ่ายได้เหมือนเดิม
นางสุวดี พึ่งบุญพระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีพี กรุ๊ป ผู้นำเข้าแบรนด์สินค้าลักเซอรี่ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวลดลง คนไทยก็ไม่มีมู้ดใช้จ่ายจากปกติจะเป็นเวลาที่คนออกมาใช้จ่ายกันคึกคัก เพราะใกล้กับเทศกาลต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนปรับอะไรช่วงนี้ เพราะเชื่อว่าเหตุการณ์จะคลี่คลายและกลับมาเป็นปกติได้ทันช่วงปลายปี โดยจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทั้งนี้ ยังคาดหวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ตลาดลักเซอรี่สามารถเติบโตได้ดี เนื่องจากปัจจัยอย่างห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์ที่จะเกิดขึ้นถึง 2 ศูนย์ แม้ช่วงสิ้นปีนี้จะต้องทำงานกันเหนื่อยขึ้นกว่าเดิม แต่จะไม่ปรับลดการออร์เดอร์สินค้าแต่อย่างใด เพราะประเทศไทยยังเป็นเดสติเนชั่นของเอเชียในการท่องเที่ยวและช็อปปิ้ง
ธุรกิจอ่วมหวั่นลากยาวถึงตรุษจีน
ด้านนายฮัสซัน บาซาร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก พับบลิค รีเลชั่นส์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ให้แก่องค์กรธุรกิจรายใหญ่ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ธุรกิจประชาสัมพันธ์ยังไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่มีนัยสำคัญจากความไม่สงบทางการเมือง เนื่องจากการชุมนุมเดินขบวนครั้งนี้เกิดขึ้นตอนใกล้จะสิ้นปีแล้ว ในขณะที่บริษัทที่ทำตลาดกับผู้บริโภคส่วนใหญ่มีการสรุปแผน และเปิดตัววางตลาดสินค้ากันจบถ้วนกระบวนความไปแล้ว
ประการที่สอง การชุมนุมเดินขบวนประท้วงครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเขตธุรกิจการค้าไม่รุนแรงนัก เมื่อเทียบกับเหตุก่อความไม่สงบในอดีต
อย่างไรก็ตาม ถ้าความไม่สงบยืดเยื้อลากยาวถึงช่วงตรุษจีน ซึ่งเป็นเวลาที่กิจกรรมธุรกิจการค้าส่วนใหญ่เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง จะส่งผลกระทบแง่ลบต่อธุรกิจประชาสัมพันธ์อย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่มีแผนจะเปิดตัวสินค้า หรือจัดกิจกรรมตลาดกระตุ้นยอด ก็จะต้องเลื่อนแผนงานต่าง ๆ ไปอีกครั้ง ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจโดยรวมแน่นอน
"ในระยะยาวแล้ว การก่อความไม่สงบและความวุ่นวายทางการเมืองอะไรก็ตามแต่ ย่อมส่งผลกระทบในแง่ลบกับความเชื่อมั่นภายในประเทศและของต่างชาติ และทำให้การลงทุนลดลง นั่นก็หมายถึงเศรษฐกิจก็จะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงช้ากว่าที่น่าจะเป็น ส่งผลให้ธุรกิจโดยรวมชะลอตัว งานน้อยลงไปด้วย"
กิจกรรมตลาดสะดุดเพียบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา การชุมนุมการเมืองแม้อาจจะไม่ได้กระทบกับแผนธุรกิจระยะยาว แต่ในระยะสั้นพบว่า ผู้ประกอบการต่างๆ มีการเลื่อนจัดงานแถลงข่าว เปิดตัวสินค้าและกิจกรรมต่าง ๆ ออกไปจำนวนมาก โดยบางรายเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่ธุรกิจอีกส่วนหนึ่งก็ตัดสินใจเลื่อนจัดงานยาวเป็นปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
ล่าสุดโคคา-โคลา ได้เลื่อนจัดงานแถลงข่าวแคมเปญตลาด "เริ่มทุกวันด้วยความสดชื่นกับ...มินิทเมด" ในวันพุธที่ 11 ธันวาคม ที่จะมีการแถลงแผนของมินิทเมดรุกตลาดปีหน้า พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ "เจมส์ จิรายุ" ไปเป็นในเดือนมกราคม 2557 หรือบริษัท ไทย เยอรมัน มีท โปรดักท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเนื้อสัตว์แปรรูปพรีเมี่ยม ภายใต้แบรนด์ ที.จี.เอ็ม.ที่เลื่อนกำหนดการจัดงานฉลองครบรอบ 50 ปี จากวันพุธที่ 11 ธันวาคม เป็นวันที่ 29 มกราคม
ก่อนหน้านี้ บริษัท แอล เอ็ม อี จำกัด ที่ร่วมกับบริษัท ไทยมิตซูบิชิ ประเทศไทย และห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ อังกฤษ มีแผนเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ของ "แฮร์รอดส์ ที รูม" ร้านอาหารและทีรูมดังจากห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ ห้างหรูใจกลางกรุงลอนดอน ในวันที่ 3 ธันวาคมไปอย่างไม่มีกำหนด และทำการเปิดซอฟต์ลอนช์อย่างเงียบ ๆ ในวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา
หรือกรณีบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมแถลงข่าวต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4 ตั้งแต่เปิดตัวช่อง "รามาชาแนล" ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ต้องเลื่อนการจัดงานถึง 2 ครั้ง จนถึงก็ปัจจุบันยังเลื่อนไปไม่มีกำหนด จากสถานการณ์ทางการเมือง
เช่นเดียวกับการจัดสัมภาษณ์ผู้บริหารกันตนา เปิดตัวสู่ธุรกิจคอนเทนต์โพรไวเดอร์เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ต้องเลื่อนออกไปก่อนไม่มีกำหนดเช่นกัน
แหล่งข่าวในวงการเอเยนซี่ กล่าวว่า ความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้ สินค้าและบริการต่าง ๆ ต้องประเมินสถานการณ์อีกครั้งว่าควรจะเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงเวลานี้หรือไม่ โดยหลายธุรกิจที่เตรียมจะเปิดตัวสินค้าใหม่ออกมากระตุ้นตลาดในช่วงปลายปีนี้แต่ต้องเลื่อนไป อาจจะทยอยกลับมาลอนช์อีกครั้งในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้นด้วยว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เพราะภาคการเมืองคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของภาคธุรกิจ
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4713
ขออนุญาต น้องหมอแป๊ะ เอาความรู้เรื่อง DCF มาโพสต์เพื่อประโยชน์ของพวกเราชาว VI หน่อยนะครับ
1.ว่ากันตามทฤษฎีทางการเงินการวัดมูลค่าหุ้นด้วย model ของ DCF ( Discounted Cash Flow ) จัดเป็นการวัดมูลค่าหุ้นที่แม่นยำที่สุด เพราะเป็นการประเมินมูลค่าหุ้นจากการนำกระแสเงินสดอิสระทั้งหมดที่บริษัทจะผลิตได้ ตั้งแต่วันนี้จนไปถึงอนันตกาล
2.คำถามแรกคือ กระแสเงินสดอิสระ ( Free Cash Flow : FCF ) คืออะไร, FCF ก็คือ กระแสเงินสดที่เกิดจากกำไรอันเป็นรูปเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัท ลบด้วยจำนวนเงินที่จะเก็บไว้ลงทุนต่อและเงินที่ต้องเก็บไว้ใช้เป็นทุนหมุนเวียนภายในบริษัท ( เขียนเป็นสมการจะได้เป็น : FCF = Operating Cash Flow – [ Capital Expenditure + Change in Working capital ] )
3.แล้วทำไมการวัดมูลค่าบริษัทด้วย Summation of FCF ถึงมีความแม่นยำสูงสุด? คำตอบก็คือเป็นเพราะ FCF เป็นสิ่งที่สะท้อนผลการดำเนินงานของบริษัทได้ดีที่สุด เนื่องจาก FCF เป็นตัวที่บ่งบอกว่าบริษัทผลิต”เงินสด” ที่สามารถเอาไปทำอะไรก็ได้ ( รวมทั้งเอามาจ่ายเป็นปันผลให้ ผถห. ) ได้มากน้อยแค่ไหน…. แน่นอนว่าเราลงทุนกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เราก็ย่อมจะคาดหวังว่าบริษัทจะเป็น”เครื่องจักรผลิตเงินสด” ให้เรา ดังนั้นการวัดที่กระแสเงินสดอิสระที่บริษัทจะผลิตได้ ย่อมเป็นการวัดที่ตรงประเด็นต่อนลท.ที่สุด ( การวัดที่กำไรสุทธิอย่างเดียว อาจไม่บอกอะไรมาก เพราะธุรกิจบางประเภทอาจจะต้องลงทุนตลอดเวลา ได้กำไรมาเท่าไรก็ต้องเอากำไรไปแปลงเป็นเครื่องจักรเสียหมด ไม่เหลือ”เงินสด”ลงมาถึงผถห. )
4.กลับมาที่สมการ FCF = OCF – [ CAPEX + CWC ] ผมจะอธิบายตัวแปรในสมการแต่ละตัวอย่างละเอียด
5.เริ่มจาก Operating cash flow ( OCF ) : OCF คือกระแสเงินสดที่ไหลเข้าบริษัทจากการดำเนินงาน ซึ่งวิธีคำนวณก็ง่ายๆ นั่นคือเอากำไรสุทธิของบริษัท มาบวกคืนด้วยรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด ซึ่งก็ก็คือค่าเสื่อมและค่าความนิยม ( Depreciation and Amortization ) หรือเขียนเป็นสมการจะได้เป็น : OCF = Net Profit + DA
อย่างไรก็ตาม นลท.บางท่าน อาจจะใช้ OCF = EBIT x ( 1 – T ) + DA แทน, เหตุที่ใช้ EBIT x ( 1 – T ) แทน Net Profit เพราะถือว่า Interest เป็นผลตอบแทนของเจ้าหนี้ เลยต้องนำมาบวกคืน แต่สำหรับความเห็นผม ผมเห็นว่า Interest เป็นรายจ่ายที่เป็นเงินสดจริงๆ เลยไม่ได้นำมาบวกกลับเวลาคิด FCF
DA เราสามารถหาออกมาได้จากงบกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัท
6.ตัวแปรตัวต่อมาที่ผมจะพูดถึงคือ Capital Expenditure ( CAPEX ) : CAPEX คือค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อซื้อสินทรัพย์มาใช้ในการดำเนินงานของบริษัท เช่น ซื้อที่ดิน ซื้อเครื่องจักรใหม่ ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ เป็นต้น, CAPEX ปกติจะมีด้วยกันสองส่วนคือ Investing CAPEX ( CAPEX ที่ใฃ้เพื่อซื้อสินทรัพย์ใหม่ ) และ Maintainance CAPEX ( CAPEX ที่ใช้ในการทำนุบำรุงสินทรัพย์เก่าให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ )
CAPEX เราสามารถหาได้จากงบกระแสเงินสดจากการลงทุนของบริษัท
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4714
7.ตัวแปรสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ Working Capital ( WC ) : WC ก็คือเงินที่บริษัทต้องใช้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการบริหารบริษัท เพราะในการทำการค้าบริษัทมักจะจำเป็นที่จะต้องให้ credit กับลูกค้า จึงจำเป็นจะต้องมีเงินสดจำนวนหนึ่งไว้หมุนเวียนก่อน ขณะที่ยังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ ( อย่างไรก็ดี บริษัทก็มักจะได้ credit จาก supplier ด้วย หากเครดิตจาก supplier ยาวนานกว่า credit ที่ให้ลูกค้า บริษัทก็อาจจะแทบไม่ได้ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเลยก็ได้ )
สรุปออกมาเป็นสูตรง่ายๆว่า WC = ทรัพย์สินหมุนเวียน ( ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้การค้าของบริษัท ) – หนี้สินหมุนเวียน ( ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ที่ติด supplier ไว้ )
แต่สูตรที่เราใช้คำนวณนั้นเป็น Change in Working Capital ( CWC ) เนื่องจากเราต้องการรู้ว่าในแต่ละรอบปีที่เราจะคำนวณ FCF บริษัทจะต้องกันเงินไว้ใช้หมุนเวียน เพิ่มหรือลดลงเท่าไร
ซึ่ง CWC คำนวณได้จาก : WC ปีที่เราคิด – WC ปีก่อนหน้านั้น 1 ปี = ( ทรัพย์สินหมุนเวียนปีที่เราคิด – หนี้สินหมุนเวียนปีที่เราคิด ) – ( ทรัพย์สินหมุนเวียนปีก่อน – หนี้สินหมุนเวียนปีก่อน )
ตัวแปรที่ใช้คำนวณ CWC อันได้แก่ ทรัพย์สินหมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน สามารถหาได้จากงบดุล
8.หลังจากเราหาตัวแปรต่างๆ ( อันได้แก่ OCF, CAPEX, WC ) ได้ครบ เราก็จะสามารถหา FCF ออกมาได้ ( การหา OCF, CAPEX, WC ในอนาคต จะกล่าวถึงในบทความต่อไป บทความนี้จะขอพูดแต่ concept การคิดคร่าวๆก่อน ) หลังจากนั้นเราก็เอา FCF มาบวกกันเสีย แล้วเอาหนี้มาลบออกเราก็จะได้มูลค่าของกิจการ
มูลค่าของกิจการ ( Market Cap ) = ( FCF ปีที่ 1 + FCF ปีที่ 2 + FCF ปีที่ 3 + …. + FCF ปีที่อนันต์ ) – หนี้ของบริษัท
9.การคำนวณแบบข้างบนดูเหมือนว่าน่าจะถูก แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมคิดไปก็คือว่า เงิน 100 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า มีมูลค่าไม่เท่ากับเงิน 100 บาทในวันนี้
10. ผมจะลองยกตัวอย่างง่ายๆ ประกอบความเข้าใจ สมมติว่ามีเศรษฐีใจบุญคนนึงจะมาแจกเงินให้คุณ 100 บาท แล้วเค้าให้คุณเลือกว่า คุณจะเอาเงินตอนนี้เลยหรือ รออีกหนึ่งปีค่อยมาเอาก็ได้ แน่นอนว่าเราก็ต้องเลือกที่จะเอาตอนนี้เลย เพราะถ้าเราเลือกเอาตอนนี้แล้วเราเอาไปฝากประจำหนึ่งปี เงิน 100 จะงอกเงยเป็น 102 บาท แตกต่างจากการที่เรารออีก 1 ปี ค่อยไปเอา ที่มูลค่ามันก็ยัง 100 บาทเท่าเดิม
สรุปออกมาเป็นสูตรง่ายๆว่า WC = ทรัพย์สินหมุนเวียน ( ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้การค้าของบริษัท ) – หนี้สินหมุนเวียน ( ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ที่ติด supplier ไว้ )
แต่สูตรที่เราใช้คำนวณนั้นเป็น Change in Working Capital ( CWC ) เนื่องจากเราต้องการรู้ว่าในแต่ละรอบปีที่เราจะคำนวณ FCF บริษัทจะต้องกันเงินไว้ใช้หมุนเวียน เพิ่มหรือลดลงเท่าไร
ซึ่ง CWC คำนวณได้จาก : WC ปีที่เราคิด – WC ปีก่อนหน้านั้น 1 ปี = ( ทรัพย์สินหมุนเวียนปีที่เราคิด – หนี้สินหมุนเวียนปีที่เราคิด ) – ( ทรัพย์สินหมุนเวียนปีก่อน – หนี้สินหมุนเวียนปีก่อน )
ตัวแปรที่ใช้คำนวณ CWC อันได้แก่ ทรัพย์สินหมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน สามารถหาได้จากงบดุล
8.หลังจากเราหาตัวแปรต่างๆ ( อันได้แก่ OCF, CAPEX, WC ) ได้ครบ เราก็จะสามารถหา FCF ออกมาได้ ( การหา OCF, CAPEX, WC ในอนาคต จะกล่าวถึงในบทความต่อไป บทความนี้จะขอพูดแต่ concept การคิดคร่าวๆก่อน ) หลังจากนั้นเราก็เอา FCF มาบวกกันเสีย แล้วเอาหนี้มาลบออกเราก็จะได้มูลค่าของกิจการ
มูลค่าของกิจการ ( Market Cap ) = ( FCF ปีที่ 1 + FCF ปีที่ 2 + FCF ปีที่ 3 + …. + FCF ปีที่อนันต์ ) – หนี้ของบริษัท
9.การคำนวณแบบข้างบนดูเหมือนว่าน่าจะถูก แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมคิดไปก็คือว่า เงิน 100 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้า มีมูลค่าไม่เท่ากับเงิน 100 บาทในวันนี้
10. ผมจะลองยกตัวอย่างง่ายๆ ประกอบความเข้าใจ สมมติว่ามีเศรษฐีใจบุญคนนึงจะมาแจกเงินให้คุณ 100 บาท แล้วเค้าให้คุณเลือกว่า คุณจะเอาเงินตอนนี้เลยหรือ รออีกหนึ่งปีค่อยมาเอาก็ได้ แน่นอนว่าเราก็ต้องเลือกที่จะเอาตอนนี้เลย เพราะถ้าเราเลือกเอาตอนนี้แล้วเราเอาไปฝากประจำหนึ่งปี เงิน 100 จะงอกเงยเป็น 102 บาท แตกต่างจากการที่เรารออีก 1 ปี ค่อยไปเอา ที่มูลค่ามันก็ยัง 100 บาทเท่าเดิม
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4715
11.จากตัวอย่างในข้อ 10 ผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าเงิน 100 บาทในวันนี้ มีค่ามากกว่าเงิน 100 บาทที่จะได้ในอีก 1 ปีข้างหน้าแน่ๆ แต่คำถามต่อไปที่จะต้องคิดก็คือว่า แล้วเงิน 100 บาทที่จะได้ในอีก 1 ปีข้างหน้า มีค่าเท่าไรกันแน่ถ้าเทียบเป็นมูลค่าในวันนี้ ? ถ้าคิดง่ายๆว่า เราจะเอาไปฝากประจำ 1 ปี แล้วได้ดอก 2% ดังนั้นเงิน 100 บาทในอีก 1 ปีข้างหน้า จะมีค่าเท่ากับ 100 / 1.02 = 98.04 บาท ( แปลง่ายๆอีกที เงิน 100 บาทใน 1 ปีข้างหน้า มีมูลค่าเทียบเท่ากับเงิน 98.04 บาทในวันนี้ เพราะเงิน 98.04 บาทสามารถเอาไปฝากประจำ 1 ปี ได้ดอก 2% แล้วงอกเงยเป็น 100 บาทได้ [ 98.04 x 1.02 = 100 ] )
12. แล้วถามต่อว่าเงิน 100 บาที่เราจะได้ในอีก 2 ปี, 3ปี, 4ปี…. nปี ข้างหน้าจะมีมูลค่าเทียบเป็นเท่าไรในวันนี้? คำตอบก็ไม่ยาก คิดแบบฝากประจำดอกเบี้ยทบต้น 2% / yr เหมือนเดิม จะได้ว่าเงิน 100 บาทในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีค่าเท่ากับ 100 / ( 1.02 )^2 = 96.11 บาท เพราะเงิน 96.11 บาทสามารถเอาไปฝากประจำได้ดอก 2% /yr ( ทบต้น ) แล้วงอกเงยเป็น 100 บาทได้ [ 96.11 x 1.02 x 1.02 = 100 ] ซึ่งถ้าเราเอามาคิดเป็นปีที่ n ก็จะได้ว่าเงิน 100 บาทในปีที่ n มีมูลค่าเท่ากับ 100 / ( 1.02 )^n
13. ที่นี้ถามว่า ถ้าเรามองไปที่บริษัท บริษัทหนึ่ง เงิน 100 บาท ที่บริษัทจะผลิตได้ในอีก 1 ปี ข้างหน้าจะมีมูลค่าเท่าใดเทียบกับปัจจุบัน แน่นอนว่าเราต้อง”คิดลด” มากกว่าการแค่เอาเงินไปฝากธนาคาร เพราะการทำธุรกิจมีความเสี่ยงมากกว่าการได้ดอกเบี้ยจากธนาคารมาก ตรงนี้ถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆให้เห็นภาพ การซื้อหุ้นกู้ของบลจ. เค้าจะให้ดอกกับเรามากกว่าดอกของธนาคาร หรือพันธบัตรรัฐบาล ( เพราะการลงทุนให้บลจ. กู้ มีความเสี่ยงมากกว่าการให้ธนาคาร หรือรบ.กู้ )
แม้แต่หุ้นกู้ด้วยกัน บริษัทที่มีความเสี่ยงมากย่อมจะต้องเสนอดอกเบี้ยที่มากกว่าเพื่อดึงดูดให้นลท.ซื้อหุ้นกู้ของตัวเอง ผมจะยกตัวอย่างง่าย ถ้า CAWOW ออกหุ้นกู้มาดอก 7% ก็คงไม่มีใครยอมชื้อ เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่ CAWOW จะขาดทุนย่อยยับจนไม่มีเงินมาจ่ายคืนหุ้นกู้ ( CAWOW อาจจะต้องให้ดอก 20% มาล่อ ถึงจะคุ้มค่าเสี่ยง ) แต่ทำนองตรงข้าม ถ้า CPALL ออกหุ้นกู้ดอก 7% มา ก็คงมีนลท.มากมายแย่งกันไปซื้อ เพราะรู้แน่ๆ ว่า CPALL จะกำไรมากพอมาจ่ายดอกจ่ายต้นคืนให้กับเรา
14. จากตัวอย่างในข้อ 13 ผมจะใช้แนวคิดในเรื่องดอกเบี้ยของหุ้นกู้มาอธิบายเรื่องมูลค่าของเงินสดในอนาคต
สมมติเราลงทุนใน CAWOW แล้วเราคาดหวังว่าในอนาคตอีก 1 ปี CAWOW จะผลิตเงินสดให้เรา 100 บาท ถามว่าเงิน 100 บาทที่เราคาดหวังจาก CAWOW ในอีก 1 ปี ควรจะมีมูลค่าเท่าไรในปัจจุบัน คำตอบคือจะมีมูลค่าเพียง 100 / 1.2 = 83.33 บาท เพราะเงิน 83.33 บาทสามารถเอาไปซื้อหุ้นกู้ของ CAWOW ดอก 20% /yr แล้วงอกเงยเป็น 100 บาทได้ [ 83.33 x 1.20 = 100 ] และในทำนองเดียวกันเงิน 100 บาทที่เราคาดหวังว่าจะได้จาก CPALL ในอีก 1 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าในวันนี้เท่ากับ 100 / 1.07 = 93.45 บาท
15. การที่เราคำนวณว่าเงินในอีก 1, 2, 3,….. n ปี ข้างหน้าจะมีมูลค่าเทียบเท่าเป็นเงินกี่บาทในปัจจุบัน ดังที่ผมคำนวณให้ดูข้างต้น ภาษานักการเงินเค้าเรียกกันว่า “การคิดลด” และการนำกระแสเงินสดที่คาดหวังในแต่ละปี มาคิดลด แล้วก็นำมารวมกันเพื่อหามูลค่าของกิจการ เราเรียกว่า “ Discounted cash flow ( การคิดลดกระแสเงินสด ) “
16. คำถามต่อมาก็คิอ แล้วหุ้นตัวไหน เราควรจะคิดลดเท่าไร อันที่จริงการหาตัวเลขมาคิดลด มีสูตรคำนวณที่เรียกว่า WACC ( Weighted average cost of capitol ) แต่เนื่องจากผมจะพยายามนำเสนอการทำ DCF แบบง่ายๆ เลยตัดการคำนวณตรงนี้ทิ้งไป และว่ากันตามจริง ผมก็ไม่ค่อยเชื่อการคำนวณของ WACC ด้วยซ้ำ เพราะการคำนวณ WACC ต้องอาศัยค่า Beta ของหุ้น ซึ่งสมมติฐานสำคัญของการใช้ Beta ก็คือตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพตลอดเวลา ซึ่งผมเองในฐานะ Value Investor ไม่เคยเชื่อว่าตลาดจะมีประสิทธิภาพ
17.แล้วผมคิดลดอย่างไร? ผมคิดลดโดยอาศัยการดูข้อมูลเชิงคุณภาพของบริษัทเอา อย่างเช่นกรณีของ CPALL ผมอาจจะคิดลดสักแค่ 7 -8% แต่กรณีของ N-PARK ผมอาจจะใช้ที่ 12 -13% และส่วนใหญ่ผมจะคิดลดไว้หลายๆ ค่า แล้วมาดูต่อว่ามูลค่าของกิจกา ที่เราคิดโดยอาศัยการคิดลดเยอะๆ นั้น มากน้อยกว่าราคาในกระดานอย่างไร เพื่อเป็นการเผื่อ MOS ไปเลย
18. โดยสรุป เราจะได้สมการออกมาว่า
มูลค่าของกิจการ ( Market Cap ) = ( [FCF ปีที่ 1 / 1.0X] + [FCF ปีที่ 2 / 1.0X^2] +[ FCF ปีที่ 3/1.0X^3] + …. + [FCF ปีที่อนันต์ / 1.0x^อนันต์] ) – หนี้ของบริษัท
12. แล้วถามต่อว่าเงิน 100 บาที่เราจะได้ในอีก 2 ปี, 3ปี, 4ปี…. nปี ข้างหน้าจะมีมูลค่าเทียบเป็นเท่าไรในวันนี้? คำตอบก็ไม่ยาก คิดแบบฝากประจำดอกเบี้ยทบต้น 2% / yr เหมือนเดิม จะได้ว่าเงิน 100 บาทในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีค่าเท่ากับ 100 / ( 1.02 )^2 = 96.11 บาท เพราะเงิน 96.11 บาทสามารถเอาไปฝากประจำได้ดอก 2% /yr ( ทบต้น ) แล้วงอกเงยเป็น 100 บาทได้ [ 96.11 x 1.02 x 1.02 = 100 ] ซึ่งถ้าเราเอามาคิดเป็นปีที่ n ก็จะได้ว่าเงิน 100 บาทในปีที่ n มีมูลค่าเท่ากับ 100 / ( 1.02 )^n
13. ที่นี้ถามว่า ถ้าเรามองไปที่บริษัท บริษัทหนึ่ง เงิน 100 บาท ที่บริษัทจะผลิตได้ในอีก 1 ปี ข้างหน้าจะมีมูลค่าเท่าใดเทียบกับปัจจุบัน แน่นอนว่าเราต้อง”คิดลด” มากกว่าการแค่เอาเงินไปฝากธนาคาร เพราะการทำธุรกิจมีความเสี่ยงมากกว่าการได้ดอกเบี้ยจากธนาคารมาก ตรงนี้ถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆให้เห็นภาพ การซื้อหุ้นกู้ของบลจ. เค้าจะให้ดอกกับเรามากกว่าดอกของธนาคาร หรือพันธบัตรรัฐบาล ( เพราะการลงทุนให้บลจ. กู้ มีความเสี่ยงมากกว่าการให้ธนาคาร หรือรบ.กู้ )
แม้แต่หุ้นกู้ด้วยกัน บริษัทที่มีความเสี่ยงมากย่อมจะต้องเสนอดอกเบี้ยที่มากกว่าเพื่อดึงดูดให้นลท.ซื้อหุ้นกู้ของตัวเอง ผมจะยกตัวอย่างง่าย ถ้า CAWOW ออกหุ้นกู้มาดอก 7% ก็คงไม่มีใครยอมชื้อ เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่ CAWOW จะขาดทุนย่อยยับจนไม่มีเงินมาจ่ายคืนหุ้นกู้ ( CAWOW อาจจะต้องให้ดอก 20% มาล่อ ถึงจะคุ้มค่าเสี่ยง ) แต่ทำนองตรงข้าม ถ้า CPALL ออกหุ้นกู้ดอก 7% มา ก็คงมีนลท.มากมายแย่งกันไปซื้อ เพราะรู้แน่ๆ ว่า CPALL จะกำไรมากพอมาจ่ายดอกจ่ายต้นคืนให้กับเรา
14. จากตัวอย่างในข้อ 13 ผมจะใช้แนวคิดในเรื่องดอกเบี้ยของหุ้นกู้มาอธิบายเรื่องมูลค่าของเงินสดในอนาคต
สมมติเราลงทุนใน CAWOW แล้วเราคาดหวังว่าในอนาคตอีก 1 ปี CAWOW จะผลิตเงินสดให้เรา 100 บาท ถามว่าเงิน 100 บาทที่เราคาดหวังจาก CAWOW ในอีก 1 ปี ควรจะมีมูลค่าเท่าไรในปัจจุบัน คำตอบคือจะมีมูลค่าเพียง 100 / 1.2 = 83.33 บาท เพราะเงิน 83.33 บาทสามารถเอาไปซื้อหุ้นกู้ของ CAWOW ดอก 20% /yr แล้วงอกเงยเป็น 100 บาทได้ [ 83.33 x 1.20 = 100 ] และในทำนองเดียวกันเงิน 100 บาทที่เราคาดหวังว่าจะได้จาก CPALL ในอีก 1 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าในวันนี้เท่ากับ 100 / 1.07 = 93.45 บาท
15. การที่เราคำนวณว่าเงินในอีก 1, 2, 3,….. n ปี ข้างหน้าจะมีมูลค่าเทียบเท่าเป็นเงินกี่บาทในปัจจุบัน ดังที่ผมคำนวณให้ดูข้างต้น ภาษานักการเงินเค้าเรียกกันว่า “การคิดลด” และการนำกระแสเงินสดที่คาดหวังในแต่ละปี มาคิดลด แล้วก็นำมารวมกันเพื่อหามูลค่าของกิจการ เราเรียกว่า “ Discounted cash flow ( การคิดลดกระแสเงินสด ) “
16. คำถามต่อมาก็คิอ แล้วหุ้นตัวไหน เราควรจะคิดลดเท่าไร อันที่จริงการหาตัวเลขมาคิดลด มีสูตรคำนวณที่เรียกว่า WACC ( Weighted average cost of capitol ) แต่เนื่องจากผมจะพยายามนำเสนอการทำ DCF แบบง่ายๆ เลยตัดการคำนวณตรงนี้ทิ้งไป และว่ากันตามจริง ผมก็ไม่ค่อยเชื่อการคำนวณของ WACC ด้วยซ้ำ เพราะการคำนวณ WACC ต้องอาศัยค่า Beta ของหุ้น ซึ่งสมมติฐานสำคัญของการใช้ Beta ก็คือตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพตลอดเวลา ซึ่งผมเองในฐานะ Value Investor ไม่เคยเชื่อว่าตลาดจะมีประสิทธิภาพ
17.แล้วผมคิดลดอย่างไร? ผมคิดลดโดยอาศัยการดูข้อมูลเชิงคุณภาพของบริษัทเอา อย่างเช่นกรณีของ CPALL ผมอาจจะคิดลดสักแค่ 7 -8% แต่กรณีของ N-PARK ผมอาจจะใช้ที่ 12 -13% และส่วนใหญ่ผมจะคิดลดไว้หลายๆ ค่า แล้วมาดูต่อว่ามูลค่าของกิจกา ที่เราคิดโดยอาศัยการคิดลดเยอะๆ นั้น มากน้อยกว่าราคาในกระดานอย่างไร เพื่อเป็นการเผื่อ MOS ไปเลย
18. โดยสรุป เราจะได้สมการออกมาว่า
มูลค่าของกิจการ ( Market Cap ) = ( [FCF ปีที่ 1 / 1.0X] + [FCF ปีที่ 2 / 1.0X^2] +[ FCF ปีที่ 3/1.0X^3] + …. + [FCF ปีที่อนันต์ / 1.0x^อนันต์] ) – หนี้ของบริษัท
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4717
ระหว่างรอนับถอยหลังวันไปเที่ยว ขอทำการบ้านส่ง พวกเราชาว VI ก่อนนะครับ
ฟรอสต์ฯเผย 8 เทรนด์เด่นแวดวงไอซีที ปีมะเมีย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 ธันวาคม 2556 12:03 น.
ฟรอสต์ฯเผย 8 เทรนด์เด่นแวดวงไอซีที ปีมะเมีย
ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน องค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก จะออกรายงานระบุถึงเทรนด์ไอซีทีเด่น โดยในปีนี้ มาร์ค ไอน์สไตน์ นักวิเคราะห์ด้านไอซีที จากบริษัท ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน ได้ระบุถึง 8 เทรนด์ ที่มีแนวโน้มโดดเด่นในปี 2557
1.ความนิยมในการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้นจะเป็นความท้าทายหลักของผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศไทย
ในปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนอยู่ประมาณ 15.3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 25% ของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด ในปี 2557 นั้น ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน เชื่อว่าความนิยมในการใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้นจะเป็นความท้าทายหลักของผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศไทย โดยสิ่งที่ผู้ให้บริการเหล่านี้จะได้เห็นคือ การที่รายได้ต่อหัวของผู้ใช้งานในระบบเสียงและการส่งข้อความถูกทดแทนด้วยรายได้จากการให้บริการ Data Services บนระบบ 3G ตลาดสมาร์ทโฟนจะยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆจนแตะระดับ 20 ล้านเครื่องหรือ 38% ของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดภายในปีหน้า
2.ตลาดแท็บเล็ตจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ไม่หวือหวา
ในปีหน้าตลาดแท็บเล็ตในประเทศไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ไม่หวือหวาซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายยังคงเป็นกลุ่ม Niche เช่นเดิม ในขณะที่ปัจจุบันนี้จำนวนผู้ใช้แท็บเล็ตมีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน นับเป็น 6% ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขผู้ใช้นั้นคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7 ล้านคนหรือ 11% ของประชากรในปีหน้า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตนี้คือการที่ความนิยมของผู้บริโภคในการใช้แท็บเล็ตแทนเครื่องคอมพิวเตอร์ PC
อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของตลาดแท็บเล็ตคือกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาเกมส์บน platform ต่างๆ ผู้เล่นในกลุ่มนี้จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกมส์บนเครื่องแท็บเล็ตให้มากขึ้นแทนที่การพัฒนาเกมส์สำหรับสมาร์ทโฟน ข้อมูลต่างๆบ่งชี้ให้เห็นว่าลูกค้าในกลุ่มนี้มีความต้องการและมีความพร้อมในการซื้อเกมส์สำหรับเล่นบนแท็บเล็ตมากกว่าเกมส์บนสมาร์ทโฟน
3.แอนดรอยด์ จะยังคงเป็นระบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปีหน้า
ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) จะยังคงเป็นระบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปีหน้า คาดว่าแอนดรอยด์จะมีส่วนแบ่งตลาดถึง 78% ของอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ (Smart Devices) ทั้งหมด โตจากปีนี้ที่มีส่วนแบ่งตลาดที่ 70% สาเหตุที่ความนิยมของแอนดรอยด์นั้นเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ใช้งานระบบโทรศัพท์ BlackBerry ที่เปลี่ยนมาใช้โทรศัพท์ในระบบแอนดรอยด์มากขึ้น รวมทั้งการเข้ามารุกตลาดของอุปกรณ์สื่อสารราคาถูกจากประเทศจีน ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนมีแอนดรอยด์เป็นระบบปฏิบัติการพื้นฐานทั้งสิ้น ส่วนอุปกรณ์ในระบบ Windows นั้นแม้ว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นแต่จะยังไม่สามารถเบียดขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักได้ทันในปีหน้า
4.LINE จะยังเติบโตและสร้างความเปลี่ยนแปลงในตลาดการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง
LINE จะยังเติบโตและสร้างความเปลี่ยนแปลงในตลาดการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนผู้ใช้มากกว่า 18 ล้านคนในปัจจุบัน LINE เติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังไล่ตาม Facebook ที่มีผู้ใช้ 25 ล้านคนในประเทศไทย Naver บริษัทผู้เป็นเจ้าของ LINE ได้เริ่มจับมือกับผู้ให้บริการธุรกิจท้องถิ่นเพื่อสร้างความน่าสนใจ และต่อยอดให้กับตัว app เช่นการออกแบบสติกเกอร์ที่เจาะตลาดคนไทยโดยเฉพาะ จึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า LINE จะยังคงรุกตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยบริการใหม่ๆที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในโลกโซเชียล
5.รายได้จากมือถือของโอเปอร์เรเตอร์จะเพิ่มมากขึ้น แม้ว่า มาร์จินจะลดลง
ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวนฯ เชื่อว่าตลาดบริการสื่อสารเคลื่อนที่ในประเทศไทยจะยังคงเติบโตขึ้น แต่ในอัตราที่ช้าลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในปีหน้าผู้ให้บริการเครือข่ายต่างๆจะเห็นรายได้ของเติบโตขึ้นในอัตราประมาณการที่ร้อยละ 8 อันเป็นผลมาจากยอดขายอุปกรณ์โทรศัพท์และการใช้บริการระบบ 3G ที่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอัตรากำไรสุทธิจะลดลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่สื่อสารผ่าน App ต่างๆ เช่น Line, WeChat, Skype, หรือ Facebook แทนที่การใช้โทรศัพท์แบบธรรมดาหรือการส่งข้อความ SMS
6. ตลาดฟิกซ์บรอดแบน์จะเริ่มชะลอตัว
ในปีหน้าตลาดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านระบบบรอดแบนด์ (Broadband) จะเริ่มชะลอตัวลง โดยที่ผู้ให้บริการในกลุ่มนี้จะมุ่งเน้นการซ่อมบำรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายของตนเองให้เร็วยิ่งขึ้นแทนที่การขยายขอบเขตพื้นที่ให้บริการ ปริมาณการเข้าถึงบอร์ดแบนด์ของผู้บริโภคทั่วไปประมาณการไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 28% ในปีหน้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 24% ในปีนี้
สำหรับตัวแปรสำคัญของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดดแบนด์นั้นอยู่ที่นโยบายขับเคลื่อนของภาครัฐ ซึ่งถ้ามีการปรับเปลี่ยนนโยบายพัฒนาโดยนำหลักการของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปโครงข่ายบอร์ดแบนด์เช่น มาเลเซีย มาประยุกต์ใช้ ทำให้น่าจะได้เห็นการเข้าถึงบริการโครงข่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
7. การจัดสรรคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือจะยังคงเป็นประเด็นร้อน
การจัดสรรคลื่นความถี่โทรศัพท์มือถือจะยังคงเป็นประเด็นร้อนสำหรับผู้ให้บริการต่างๆที่ต้องเตรียมตัวนำเสนอระบบ 4G LTE ต่อไปในปีหน้า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอย่างยิ่งคือระบบการบริหารคลื่นความถี่ที่โปร่งใส และเป็นไปตามมาตรฐานสากล เนื่องจากระบบการบริหารที่มีอยู่เดิมนั้นยังขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถจัดสรรคลื่นความถี่ได้เพียงพอต่อการใช้งาน ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความล้าหลังในการนำเทคโนโลยี 3G เข้ามาใช้งาน สำหรับระบบ 4G LTE เต็มประสิทธิภาพในประเทศไทยนั้นคาดว่าเรายังคงต้องรออีก 3 ปีจึงจะได้เห็น
8. ตลาดเกมส์ในมือถือจะโตอย่างรวดเร็ว และมีเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 100 ล้านเหรียญฯ
ในส่วนของตลาดเกมส์สำหรับอุปกรณ์พกพาในประเทศไทยนั้นแม้ว่ายังมีขนาดเล็กถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก แต่จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยแรงหนุนจากการความนิยมการใช้อุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เช่น แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงเกมส์จากต่างประเทศให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคภายในประเทศ เกมส์ออนไลน์บนเครื่อง PC (MMO) จะยังคงเป็นเจ้าตลาดด้วยส่วนแบ่ง 50% ของตลาดเกมส์ทั้งหมด เกมส์บนระบบ Mobile จะเติบโตอย่างรวดเร็วในปีหน้า ส่วนเกมส์บนระบบเครื่อง Console จะเริ่มชะลอตัวลง
โดย LINE ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดบนอุปกรณ์พกพาด้วยเกมส์ฮิตอย่างเช่น Pokopang และ LINE POP ส่วนเกมส์อื่นๆเช่น Casino ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องเช่นกัน ในขณะที่เกมส์ฮิตจากต่างชาติจำนวนมากเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย มีเพียงส่วนน้อยที่มีการปรับภาษาและระบบการเล่นให้เข้ากับคนไทย จึงเป็นโอกาสของผู้เล่นท้องถิ่นในการพัฒนาต่อยอด ประเทศไทยเองมีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเกมส์ในภูมิภาคหากได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องจากภาครัฐในการชักนำการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาให้มากขึ้น
-
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1735
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4718
เมื่อวานแวะมาอ่านยังอยู่หน้าเดิมอยู่เลย....
วันนี้เข้าหน้าใหม่มาเยอะแล้ว...พี่หมอมุขขยันแบ่งปันมากๆ....
และนุชได้ความรู้จากกระทู้พี่หมอมุขมากๆ เช่นกันค่ะ
แต่เรื่องล่าสุดนี้....ต้องใช้ความพยายามมากหน่อยค่ะ
สงสัยต้องเข้ามาอ่านหลายครั้งกว่าจะเข้าใจ
พี่หมอมุขและครอบครัวรักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ใกล้ถึงวันท่องเที่ยวของ "ครบครัวน่ารัก" ของพี่หมอมุขแล้ว
อากาศก็ช่างเป็นใจ...อุณหภูมิลดลง....วูบเลย
ลมหนาวมารอต้อนรับพวกเราแน่เลยค่ะ ^_^
วันนี้เข้าหน้าใหม่มาเยอะแล้ว...พี่หมอมุขขยันแบ่งปันมากๆ....
และนุชได้ความรู้จากกระทู้พี่หมอมุขมากๆ เช่นกันค่ะ
แต่เรื่องล่าสุดนี้....ต้องใช้ความพยายามมากหน่อยค่ะ
สงสัยต้องเข้ามาอ่านหลายครั้งกว่าจะเข้าใจ

พี่หมอมุขและครอบครัวรักษาสุขภาพด้วยนะคะ

ใกล้ถึงวันท่องเที่ยวของ "ครบครัวน่ารัก" ของพี่หมอมุขแล้ว
อากาศก็ช่างเป็นใจ...อุณหภูมิลดลง....วูบเลย
ลมหนาวมารอต้อนรับพวกเราแน่เลยค่ะ ^_^
- reiter
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 2308
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4719
เพิ่งเห็นว่าพี่หมอมุขเอาบทความผมมาแปะ
แวะมาแจ้งข่าวเรื่องที่เรียนต่อครับ ตอนนี้ผมได้ตอบรับการเรียนต่อ fellow สาขาโรคข้อที่ mayo clinic แล้วคับ

แวะมาแจ้งข่าวเรื่องที่เรียนต่อครับ ตอนนี้ผมได้ตอบรับการเรียนต่อ fellow สาขาโรคข้อที่ mayo clinic แล้วคับ

-
- Verified User
- โพสต์: 86
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4720
ยินดีด้วยค่ะ และขอบคุณทั้งสองท่าน สำหรับบทความดีๆreiter เขียน:เพิ่งเห็นว่าพี่หมอมุขเอาบทความผมมาแปะ![]()
แวะมาแจ้งข่าวเรื่องที่เรียนต่อครับ ตอนนี้ผมได้ตอบรับการเรียนต่อ fellow สาขาโรคข้อที่ mayo clinic แล้วคับ
ตรงไหนสงสัยขออนุญาตเรียนถามเจ้าของบทความหลังไมค์ด้วยนะคะ
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4721
reiter เขียน:เพิ่งเห็นว่าพี่หมอมุขเอาบทความผมมาแปะ![]()
แวะมาแจ้งข่าวเรื่องที่เรียนต่อครับ ตอนนี้ผมได้ตอบรับการเรียนต่อ fellow สาขาโรคข้อที่ mayo clinic แล้วคับ
ยินดีด้วยครับ น้องหมอแป๊ะ
แค่ฟังชื่อ mayo clinic ก็ดูขลังแล้วครับ

- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4722
ยินดีครับหวานกับแวว เขียน:ยินดีด้วยค่ะ และขอบคุณทั้งสองท่าน สำหรับบทความดีๆreiter เขียน:เพิ่งเห็นว่าพี่หมอมุขเอาบทความผมมาแปะ![]()
แวะมาแจ้งข่าวเรื่องที่เรียนต่อครับ ตอนนี้ผมได้ตอบรับการเรียนต่อ fellow สาขาโรคข้อที่ mayo clinic แล้วคับ
ตรงไหนสงสัยขออนุญาตเรียนถามเจ้าของบทความหลังไมค์ด้วยนะคะ
เจ้าของบทความ น้องหมอแป๊ะ คนนี้น่ารักมากครับ ถ้าว่างจากเรียน ต้องยินดีตอบแน่นอนเลยครับ

- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4723
แผนพัฒนา17 เมืองใหม่ –รื้อผังเมืองรอบสถานีรับรถไฟความเร็วสูงเคว้ง นักเก็งนักค้าที่ดินฝันค้าง หลังพ.ร.บ.2ล้านล้านบาท สะดุด ตามการยุบสภา กรมโยธาฯเผยรอดูทิศทางการเมือง หากเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลเดิมกลับเข้ามานโยบายอาจไม่เหมือนเดิม
แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผย" ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากกรณีที่รัฐบาลประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2557 ส่งผลให้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานรัฐด้านคมนาคมขนส่งและจราจร ส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐชะงักออกไป โดยเฉพาะแผนพัฒนาเมืองใหม่ 17เมืองตามแนวสถานีรถไฟความเร็วสูง 4 สาย ประกอบด้วย สายเหนือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ สายอีสาน กรุงเทพฯ-โคราช สายใต้กรุงเทพฯ-หัวหิน และสายตะวันออก กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง รวมถึงจะกระทบราคาที่ดิน นักเก็งกำไร ที่ปั่นราคาที่ดินให้ปรับตัวสูงเกินจริงตามกระแสรถไฟความเร็วสูงจะต้องรอเก้อและหากใครซื้อสะสมไว้อาจเสียเงินฟรี
อย่างไรก็ดีการคัดเลือกที่ตั้งสถานีหลักเพื่อสร้างเมืองใหม่ทั้ง 4สาย ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งหมด และนับตั้งแต่มีการยุบสภากรมและสนข.คงต้องชะลอการพิจารณาออกไปก่อน จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะนัดหารือสถานที่ตั้งสถานีและเมืองใหม่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสถานีใหม่ของรถไฟความเร็วสูงและพื้นที่พัฒนาเมืองใหม่ที่ สนข.เห็นตรงกันกับกรมโยธาฯ ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูงสายเหนือ
1. สถานีลพบุรี ทำเลบริเวณบ้านป่าหวาย โดยใช้ชื่อว่าสถานีเขตทางบ้านป่าหวาย จะเป็นสถานีขนาดเล็ก 30-50ไร่สถานีใหม่จะอยู่ห่างจากสถานีเดิม 5 กิโลเมตรลงมาทางด้านใต้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินของเอกชนต้องมีการเวนคืน โดยบริเวณรอบสถานี กรมโยธาธิการฯ จะพัฒนารอบๆพื้นที่ด้วยวิธีการจัดรูปที่ดิน ทั้งนี้สถานีเดิมอยู่ในตัวเมืองเมืองลพบุรีที่แออัด
2. สถานีพิจิตร เป็นสถานีใหม่ ห่างจากสถานีเดิมขึ้นไปทางเหนือ 1 กิโลเมตร โดยสถานีใหม่จะขยับเข้ามาใกล้เมืองพิจิตรมากขึ้น ซึ่งจะตั้งชื่อสถานีคือ สถานีพิจิตรใหม่ และสถานีพิจิตรเก่า สถานีนี้จะเป็นสถานีขนาดเล็ก 30-50ไร่ ซึ่งจะต้องใช้วิธีเวนคืนที่ดินเนื่องจากเป็นที่ดินเอกชน และพื้นที่โดยรอบกรมโยธาธิการฯจะพัฒนาเมืองใหม่รูปแบบจัดรูปที่ดินบนที่ดินที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์
3. รถไฟความเร็วสูง สายอีสาน คือสถานีปากช่อง บริเวณชุมชนท่ามะนาว ตำบลหนองสาหร่าย ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ปัจจุบันกองทัพบกใช้งานอยู่สถานีนี้ กำหนดให้เป็นสถานีขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่ 549 ไร่ โดยห่างจากสถานีเดิม 3 กิโลเมตร โดยใช้พื้นที่ 549 ไร่ พัฒนาสถานี ที่จอดรถสาธารณะที่จอดรถส่วนบุคคล ถนนเข้าออกและก่อสร้างถนนใหม่เพิ่มอีกเส้นเชื่อมถนนมิตรภาพระหว่างสายเก่าและสายใหม่จากที่ราชพัสดุทั้งหมด 2 หมื่นไร่ ที่กรมธนารักษ์และกรมโยธาธิการฯจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่
4.สถานีราชบุรีที่ตำบลคูบัว ห่างจากสถานีเดิมไปทางด้านใต้ของเมืองราชบุรี 3 กิโลเมตรโดยทำเลนี้ สนข.เห็นด้วยกันกับกรมโยธาฯเสนอโดยจะพัฒนาเป็นสถานีขนาดเล็ก 30-50 ไร่ ที่ต้องเวนคืนเพราะเป็นที่ดินเอกชน พื้นที่รอบสถานี กรมโยธาฯจะจัดรูปที่ดินพัฒนาเมืองใหม่
5.สถานีเพชรบุรีซึ่งพื้นที่ตั้งสถานีใหม่จะห่างจากสถานีเดิมไปทางทิศตะวันตกออกไปทางนอกเมือง ระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยว ระหว่างตำบลธงชัย และบ้านกุ่ม เขตอำเภอเมือง โดยกำหนดให้เป็นสถานีขนาดกลาง 50-75ไร่ ซึ่งจะต้องเวนคืนเนื่องจากเป็นที่ดินของเอกชนทั้งหมดส่วนพื้นที่รอบสถานี กรมจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่ด้วยวิธีจัดรูปที่ดิน แต่จะเน้นที่ดินที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์เป็นหลักเพื่อลดผลกระทบกับประชาชน โดยขนาดพื้นที่พัฒนาเมืองใหม่ 100-300 ไร่
นอกจากนี้ยังกระทบกับโครงการปรับปรุงผังเมืองรวมเมืองจังหวัดหรือผังเมืองรวมชุมชนจังหวัดกว่า 30 ฉบับ อาทิ อยุธยา สระบุรี ภาชี นครสวรรค์ พิษณุโลก นคราชสีมา หัวหิน ฯลฯ เพื่อให้การพัฒนาสอดรับกับโครงการรถไฟความเร็วสูง แต่ขณะนี้กรมยังไม่เริ่มดำเนินการปรับปรุงผังแต่อย่างใดเนื่องจากที่ผ่านมา กรมไม่ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาช่วยศึกษา แต่กรมทำหน้าที่ศึกษาเอง มีแต่ผังเมืองรวมเมืองหัวหินเท่านั้นที่อยู่ระหว่างปรับปรุง แต่หากโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่เกิดขึ้น กรมก็จะปรับปรุงผังใช้ที่ดินให้สอดรับกับการขยายตัวของเมืองและประชากรตามปกติและเน้นการต่ออายุผังเมืองกว่า 100 ผังทั่วประเทศให้บังคับใช้ทั้งหมดโดยเร็วแทน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิจารณาปรับปรุงผังเมืองและโครงการเมืองใหม่จะเดินหน้าต่อหรือไม่นั้นจะต้องดูทิศทางทางการเมืองในอนาคต หรือแผนของกระทรวงคมนาคมต่อไปหลังจากมีการเลือกตั้งใหม่และมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นมา แม้จะมีการสานต่อ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐแต่ประเมินว่าจะไม่เข้มข้นเหมือนกับรัฐบาลปัจจุบัน เพราะต้องดูว่ารัฐมนตรีคมนาคมจะเป็นใคร หากเป็นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กลับมาเป็นรัฐมนตรี ก็น่าจะมีการผลักดันโครงการต่อเนื่องเหมือนเดิม แต่หากเป็นบุคคลอื่นนโยบายอาจจะปรับเปลี่ยนหรือโครงการขนาดใหญ่ลดลงไม่มากเหมือนเดิมหรือแม้ว่าจะใช้งบประมาณก็จะเน้นโครงการหลัก เช่นถนน 4 ช่องจราจร โครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟทางคู่ ที่ประหยัดงบลงทุนและได้ประโยชน์มากกว่า ส่วนรถไฟความเร็วสูงคงยากที่จะเกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยเนื่องจากไม่มีความจำเป็น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,905 วันที่ 15 - 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556
แหล่งข่าวจากกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผย" ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากกรณีที่รัฐบาลประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2557 ส่งผลให้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานรัฐด้านคมนาคมขนส่งและจราจร ส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐชะงักออกไป โดยเฉพาะแผนพัฒนาเมืองใหม่ 17เมืองตามแนวสถานีรถไฟความเร็วสูง 4 สาย ประกอบด้วย สายเหนือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ สายอีสาน กรุงเทพฯ-โคราช สายใต้กรุงเทพฯ-หัวหิน และสายตะวันออก กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง รวมถึงจะกระทบราคาที่ดิน นักเก็งกำไร ที่ปั่นราคาที่ดินให้ปรับตัวสูงเกินจริงตามกระแสรถไฟความเร็วสูงจะต้องรอเก้อและหากใครซื้อสะสมไว้อาจเสียเงินฟรี
อย่างไรก็ดีการคัดเลือกที่ตั้งสถานีหลักเพื่อสร้างเมืองใหม่ทั้ง 4สาย ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) ยังไม่ได้ข้อสรุปทั้งหมด และนับตั้งแต่มีการยุบสภากรมและสนข.คงต้องชะลอการพิจารณาออกไปก่อน จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะนัดหารือสถานที่ตั้งสถานีและเมืองใหม่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสถานีใหม่ของรถไฟความเร็วสูงและพื้นที่พัฒนาเมืองใหม่ที่ สนข.เห็นตรงกันกับกรมโยธาฯ ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูงสายเหนือ
1. สถานีลพบุรี ทำเลบริเวณบ้านป่าหวาย โดยใช้ชื่อว่าสถานีเขตทางบ้านป่าหวาย จะเป็นสถานีขนาดเล็ก 30-50ไร่สถานีใหม่จะอยู่ห่างจากสถานีเดิม 5 กิโลเมตรลงมาทางด้านใต้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินของเอกชนต้องมีการเวนคืน โดยบริเวณรอบสถานี กรมโยธาธิการฯ จะพัฒนารอบๆพื้นที่ด้วยวิธีการจัดรูปที่ดิน ทั้งนี้สถานีเดิมอยู่ในตัวเมืองเมืองลพบุรีที่แออัด
2. สถานีพิจิตร เป็นสถานีใหม่ ห่างจากสถานีเดิมขึ้นไปทางเหนือ 1 กิโลเมตร โดยสถานีใหม่จะขยับเข้ามาใกล้เมืองพิจิตรมากขึ้น ซึ่งจะตั้งชื่อสถานีคือ สถานีพิจิตรใหม่ และสถานีพิจิตรเก่า สถานีนี้จะเป็นสถานีขนาดเล็ก 30-50ไร่ ซึ่งจะต้องใช้วิธีเวนคืนที่ดินเนื่องจากเป็นที่ดินเอกชน และพื้นที่โดยรอบกรมโยธาธิการฯจะพัฒนาเมืองใหม่รูปแบบจัดรูปที่ดินบนที่ดินที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์
3. รถไฟความเร็วสูง สายอีสาน คือสถานีปากช่อง บริเวณชุมชนท่ามะนาว ตำบลหนองสาหร่าย ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ปัจจุบันกองทัพบกใช้งานอยู่สถานีนี้ กำหนดให้เป็นสถานีขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่ 549 ไร่ โดยห่างจากสถานีเดิม 3 กิโลเมตร โดยใช้พื้นที่ 549 ไร่ พัฒนาสถานี ที่จอดรถสาธารณะที่จอดรถส่วนบุคคล ถนนเข้าออกและก่อสร้างถนนใหม่เพิ่มอีกเส้นเชื่อมถนนมิตรภาพระหว่างสายเก่าและสายใหม่จากที่ราชพัสดุทั้งหมด 2 หมื่นไร่ ที่กรมธนารักษ์และกรมโยธาธิการฯจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่
4.สถานีราชบุรีที่ตำบลคูบัว ห่างจากสถานีเดิมไปทางด้านใต้ของเมืองราชบุรี 3 กิโลเมตรโดยทำเลนี้ สนข.เห็นด้วยกันกับกรมโยธาฯเสนอโดยจะพัฒนาเป็นสถานีขนาดเล็ก 30-50 ไร่ ที่ต้องเวนคืนเพราะเป็นที่ดินเอกชน พื้นที่รอบสถานี กรมโยธาฯจะจัดรูปที่ดินพัฒนาเมืองใหม่
5.สถานีเพชรบุรีซึ่งพื้นที่ตั้งสถานีใหม่จะห่างจากสถานีเดิมไปทางทิศตะวันตกออกไปทางนอกเมือง ระยะทาง 2 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยว ระหว่างตำบลธงชัย และบ้านกุ่ม เขตอำเภอเมือง โดยกำหนดให้เป็นสถานีขนาดกลาง 50-75ไร่ ซึ่งจะต้องเวนคืนเนื่องจากเป็นที่ดินของเอกชนทั้งหมดส่วนพื้นที่รอบสถานี กรมจะพัฒนาเป็นเมืองใหม่ด้วยวิธีจัดรูปที่ดิน แต่จะเน้นที่ดินที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์เป็นหลักเพื่อลดผลกระทบกับประชาชน โดยขนาดพื้นที่พัฒนาเมืองใหม่ 100-300 ไร่
นอกจากนี้ยังกระทบกับโครงการปรับปรุงผังเมืองรวมเมืองจังหวัดหรือผังเมืองรวมชุมชนจังหวัดกว่า 30 ฉบับ อาทิ อยุธยา สระบุรี ภาชี นครสวรรค์ พิษณุโลก นคราชสีมา หัวหิน ฯลฯ เพื่อให้การพัฒนาสอดรับกับโครงการรถไฟความเร็วสูง แต่ขณะนี้กรมยังไม่เริ่มดำเนินการปรับปรุงผังแต่อย่างใดเนื่องจากที่ผ่านมา กรมไม่ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาช่วยศึกษา แต่กรมทำหน้าที่ศึกษาเอง มีแต่ผังเมืองรวมเมืองหัวหินเท่านั้นที่อยู่ระหว่างปรับปรุง แต่หากโครงการรถไฟความเร็วสูงไม่เกิดขึ้น กรมก็จะปรับปรุงผังใช้ที่ดินให้สอดรับกับการขยายตัวของเมืองและประชากรตามปกติและเน้นการต่ออายุผังเมืองกว่า 100 ผังทั่วประเทศให้บังคับใช้ทั้งหมดโดยเร็วแทน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิจารณาปรับปรุงผังเมืองและโครงการเมืองใหม่จะเดินหน้าต่อหรือไม่นั้นจะต้องดูทิศทางทางการเมืองในอนาคต หรือแผนของกระทรวงคมนาคมต่อไปหลังจากมีการเลือกตั้งใหม่และมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นมา แม้จะมีการสานต่อ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรัฐแต่ประเมินว่าจะไม่เข้มข้นเหมือนกับรัฐบาลปัจจุบัน เพราะต้องดูว่ารัฐมนตรีคมนาคมจะเป็นใคร หากเป็นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กลับมาเป็นรัฐมนตรี ก็น่าจะมีการผลักดันโครงการต่อเนื่องเหมือนเดิม แต่หากเป็นบุคคลอื่นนโยบายอาจจะปรับเปลี่ยนหรือโครงการขนาดใหญ่ลดลงไม่มากเหมือนเดิมหรือแม้ว่าจะใช้งบประมาณก็จะเน้นโครงการหลัก เช่นถนน 4 ช่องจราจร โครงการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟทางคู่ ที่ประหยัดงบลงทุนและได้ประโยชน์มากกว่า ส่วนรถไฟความเร็วสูงคงยากที่จะเกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยเนื่องจากไม่มีความจำเป็น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,905 วันที่ 15 - 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4724
นักวิเคราะห์ลดน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็น"เท่ากับตลาด" เหตุการเมืองยังไร้ทางออก งานประมูลภาครัฐสะดุด ส่งผลลบต่อจิตวิทยาการลงทุน 4 หุ้นรับเหมา อิตาเลียนไทย ,ช.การช่าง ,ซิโน-ไทย, ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง ด้านบริษัทรับเหมาก่อสร้างวิศวกรรมไม่กระทบ โตโยไทยเผยรับงานต่างประเทศ 70% มั่นใจปีนี้ปิดรายได้ รายได้ปีนี้พุ่ง 30% กอดงานในมือ 3.1 หมื่นล้าน
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็น" เท่ากับตลาด" จากก่อนหน้านี้ให้น้ำหนักลงทุน"มากกว่าตลาด"โดยให้เหตุผลว่าแม้ปัญหาการเปิดประมูลงานใหม่จากภาครัฐที่ล่าช้า จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างแต่ภาวะการเมืองในประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพ ถือเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อการลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่มีความอ่อนไหวสูงเกี่ยวกับแผนการลงทุนจากภาครัฐ
ทั้งนี้หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา ทำให้การเปิดประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จากภาครัฐที่มีความพร้อมสูง ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีส้ม ต้องสะดุดลง โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 เดือน เพื่อรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการและเป็นผู้อนุมัติโครงการ ขณะที่แหล่งเงินที่ใช้ในการดำเนินโครงการตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ต้องรอคำชี้ขาดจากศาลว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้รับคดีไว้พิจารณา
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์บล.เอเซีย พลัสฯ คาดว่าหากถูกตัดสินว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ การเปิดประมูลโครงการต่างๆ อาจต้องล่าช้าออกไปอีก เนื่องจากต้องรอการจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือการกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ หนี้สาธารณะ โดยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาที่แทบไม่มีการเปิดประมูลงานขนาดใหญ่จากภาครัฐออกมาเลย
จากปัจจัยดังกล่าวมองว่าจะทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่อย่าง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD),บมจ.ช.การช่าง(CK),บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และบมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) มีงานในมือ(แบ็กล็อก)ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2556 แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรในช่วง 2 ปีข้างหน้า แต่หากสถานการณ์ดังกล่าวยังยืดเยื้อต่อไป ก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรในอนาคต
สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้างเฉพาะทางด้านวิศวกรรม อย่าง บมจ.โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL),บมจ.เอสทีพี แอนด์ ไอ(STPI) และบมจ.ศรีราชา คอนสตรัคชั่น(SRICHA)ต่างไม่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เนื่องจากลูกค้าของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเอกชนในต่างประเทศที่ยังมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยความได้เปรียบเรื่องต้นทุนแรงงานรวมไปถึงคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทำให้ TTCL,STPI และ SRICHA ยังมีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่สดใสในช่วง 2 ปีข้างหน้า อีกทั้งโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งด้วยการดำรงสถานะเป็นเงินสดทำให้บริษัทเหล่านี้มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่น่าจูงใจ โดยเฉพาะ SRICHA ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7%
นายกอบชัย ธนสุกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงิน และนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.โตโย-ไทย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองไม่ได้ส่งผลต่อบริษัท เนื่องจากงานส่วนใหญ่ของบริษัทประมาณ 60-70% เป็นงานต่างประเทศ ซึ่งรับเหมาก่อสร้างในส่วนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้า โดยปี 2556 บริษัทยังคงเป้ารายได้เติบโต 30% จากปีก่อนมีรายได้รวม 1.15 หมื่นล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,905 วันที่ 15 - 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.) ลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็น" เท่ากับตลาด" จากก่อนหน้านี้ให้น้ำหนักลงทุน"มากกว่าตลาด"โดยให้เหตุผลว่าแม้ปัญหาการเปิดประมูลงานใหม่จากภาครัฐที่ล่าช้า จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างแต่ภาวะการเมืองในประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพ ถือเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อการลงทุนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่มีความอ่อนไหวสูงเกี่ยวกับแผนการลงทุนจากภาครัฐ
ทั้งนี้หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา ทำให้การเปิดประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จากภาครัฐที่มีความพร้อมสูง ไม่ว่าจะเป็นโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีส้ม ต้องสะดุดลง โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 เดือน เพื่อรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาทำงานอย่างเป็นทางการและเป็นผู้อนุมัติโครงการ ขณะที่แหล่งเงินที่ใช้ในการดำเนินโครงการตาม พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ต้องรอคำชี้ขาดจากศาลว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้รับคดีไว้พิจารณา
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์บล.เอเซีย พลัสฯ คาดว่าหากถูกตัดสินว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ การเปิดประมูลโครงการต่างๆ อาจต้องล่าช้าออกไปอีก เนื่องจากต้องรอการจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือการกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ หนี้สาธารณะ โดยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาที่แทบไม่มีการเปิดประมูลงานขนาดใหญ่จากภาครัฐออกมาเลย
จากปัจจัยดังกล่าวมองว่าจะทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่อย่าง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD),บมจ.ช.การช่าง(CK),บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และบมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) มีงานในมือ(แบ็กล็อก)ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2556 แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรในช่วง 2 ปีข้างหน้า แต่หากสถานการณ์ดังกล่าวยังยืดเยื้อต่อไป ก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรในอนาคต
สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้างเฉพาะทางด้านวิศวกรรม อย่าง บมจ.โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น (TTCL),บมจ.เอสทีพี แอนด์ ไอ(STPI) และบมจ.ศรีราชา คอนสตรัคชั่น(SRICHA)ต่างไม่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ เนื่องจากลูกค้าของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเอกชนในต่างประเทศที่ยังมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยความได้เปรียบเรื่องต้นทุนแรงงานรวมไปถึงคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ทำให้ TTCL,STPI และ SRICHA ยังมีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่สดใสในช่วง 2 ปีข้างหน้า อีกทั้งโครงสร้างการเงินที่แข็งแกร่งด้วยการดำรงสถานะเป็นเงินสดทำให้บริษัทเหล่านี้มีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่น่าจูงใจ โดยเฉพาะ SRICHA ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7%
นายกอบชัย ธนสุกาญจน์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงิน และนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.โตโย-ไทย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองไม่ได้ส่งผลต่อบริษัท เนื่องจากงานส่วนใหญ่ของบริษัทประมาณ 60-70% เป็นงานต่างประเทศ ซึ่งรับเหมาก่อสร้างในส่วนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้า โดยปี 2556 บริษัทยังคงเป้ารายได้เติบโต 30% จากปีก่อนมีรายได้รวม 1.15 หมื่นล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,905 วันที่ 15 - 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4725
updated: 18 ธ.ค. 2556 เวลา 13:46:40 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
กูเกิ้ลเผยสถิติคำค้นหรือที่เรียกว่า Zeitgeist ประจำปี 2013 คำว่า รถมือสอง เป็นคำที่ถูกค้นหามากที่สุดในประเทศไทยของปี 2013
เว็บไซต์ blognone รายงานว่ากูเกิ้ลเผยสถิติคำค้นหรือที่เรียกว่า Zeitgeist ประจำปี 2013 ข้อมูลส่วนของไทย โดยคำค้นยอดนิยมประจำปี 10 อันดับแรก คือ
1.รถมือสอง
2.ราคาทอง
3.คนอวดผี
4.นารูโตะ
5.พยากรณ์อากาศ
6.พี่มากพระโขนง
7.พระเครื่อง
8.คุกเข่า
9.หางาน
10.เดี่ยว10
ขณะที่แก็ดเจ็ตและเทคโนโลยี10 อันดับแรกของปี คือ
1.iphone 5s
2.ios 7
3.iphone 5c
4.ipad mini
5.Samsung Galaxy S4
6.Samsung Galaxy Grand
7.Note 3
8.Nokia Lumia
9.Nokia Asha 501
10.Baidu PC Faster
นอกจากคำค้นยอดนิยมต่างๆ ข้างต้น กูเกิ้ลยังได้แบ่งคำค้นยอดนิยมในแต่หมวดหมู่ไว้ดังนี้
คำค้นยอดนิยมประจำปี คือ "รถมือสอง"
คำค้นยอดนิยมประจำปี (จากสมาร์ทโฟนและแท๊บเล็ต) คือ "ราคาทองคำวันนี้"
แบรนด์ดัง คือ "AirAsia"
ดาราชาย คือ "บอย ปกรณ์"
ดาราหญิง คือ "หญิงลี"
คำค้นดาวรุ่งพุ่งแรงประจำปี คือ "เดี่ยว 10"
ท่องเที่ยวและที่พัก คือ "เกาะล้าน"
ภาพยนตร์จอเงิน คือ "พี่มากพระโขนง"
ละครจอแก้ว คือ "คุณชายพุฒิภัทร"
เพลงและมิวสิควิดีโอ คือ "คุกเข่า"
รถยนต์ คือ "Vios 2013"
แก็ดเจ็ตและเทคโนโลยี คือ "iPhone 5s"
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
กูเกิ้ลเผยสถิติคำค้นหรือที่เรียกว่า Zeitgeist ประจำปี 2013 คำว่า รถมือสอง เป็นคำที่ถูกค้นหามากที่สุดในประเทศไทยของปี 2013
เว็บไซต์ blognone รายงานว่ากูเกิ้ลเผยสถิติคำค้นหรือที่เรียกว่า Zeitgeist ประจำปี 2013 ข้อมูลส่วนของไทย โดยคำค้นยอดนิยมประจำปี 10 อันดับแรก คือ
1.รถมือสอง
2.ราคาทอง
3.คนอวดผี
4.นารูโตะ
5.พยากรณ์อากาศ
6.พี่มากพระโขนง
7.พระเครื่อง
8.คุกเข่า
9.หางาน
10.เดี่ยว10
ขณะที่แก็ดเจ็ตและเทคโนโลยี10 อันดับแรกของปี คือ
1.iphone 5s
2.ios 7
3.iphone 5c
4.ipad mini
5.Samsung Galaxy S4
6.Samsung Galaxy Grand
7.Note 3
8.Nokia Lumia
9.Nokia Asha 501
10.Baidu PC Faster
นอกจากคำค้นยอดนิยมต่างๆ ข้างต้น กูเกิ้ลยังได้แบ่งคำค้นยอดนิยมในแต่หมวดหมู่ไว้ดังนี้
คำค้นยอดนิยมประจำปี คือ "รถมือสอง"
คำค้นยอดนิยมประจำปี (จากสมาร์ทโฟนและแท๊บเล็ต) คือ "ราคาทองคำวันนี้"
แบรนด์ดัง คือ "AirAsia"
ดาราชาย คือ "บอย ปกรณ์"
ดาราหญิง คือ "หญิงลี"
คำค้นดาวรุ่งพุ่งแรงประจำปี คือ "เดี่ยว 10"
ท่องเที่ยวและที่พัก คือ "เกาะล้าน"
ภาพยนตร์จอเงิน คือ "พี่มากพระโขนง"
ละครจอแก้ว คือ "คุณชายพุฒิภัทร"
เพลงและมิวสิควิดีโอ คือ "คุกเข่า"
รถยนต์ คือ "Vios 2013"
แก็ดเจ็ตและเทคโนโลยี คือ "iPhone 5s"
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4726
เอาข้อมูลมาฝากพวกเราครับ ผมมีความเห็นว่าพวกเทคโนโลยี IT นี่ตามกันไม่ค่อยทันเลย การจะลงทุนหุ้น IT นี่ ต้องตามใกล้ชิดเหมือนกันนะครับ เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การหาความยั่งยืนไม่ง่ายเลยครับ
updated: 17 ธ.ค. 2556 เวลา 11:45:38 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
เข้าสู่ห้วงเวลาส่งท้ายปีเก่า ค.ศ.2013 หรือ พ.ศ.2556 ก็เป็นธรรมเนียมที่สื่อใหญ่ระดับโลกแต่ละสำนักจะสรุปข่าวเด่น-ข่าวดัง ในแต่ละหมวดนำเสนอต่อผู้อ่านทั่วโลก
ล่าสุด เว็บข่าวหมวดเทคโนโลยีของนิตยสาร "ไทม์" สื่อยักษ์ใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา เพิ่งเปิดผลจัดอันดับ 10 สุดยอดแก๊ดเจ็ตแห่งปี 2013 ออกมา ให้ชาวโลกได้ร่วมตัดสินกันเรียบร้อยแล้ว
เห็นด้วยหรือไม่-อย่างไร เชิญพิจารณาได้จากบรรทัดต่อไปนี้!
อันดับ 10
โนเกีย ลูเมีย 1020 (Nokia Lumia 1020)
แน่นอนว่าโทรศัพท์มือถือแทบทุกเครื่องในยุคปัจจุบันมีฟังก์ชัน "กล้องถ่ายรูป"
แต่ความพิเศษของ "โนเกีย ลูเมีย 1020" เครื่องนี้คือการมี เซ็นเซอร์ความคมชัดถึง 41 เมกะพิกเซล ทำให้สามารถเก็บภาพได้ทุก รายละเอียด
นอกจากนั้นยังสามารถขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นได้โดยไม่รู้สึกรำคาญสายตาอีกด้วย
แม้กระทั่งผู้ที่ใช้ไอโฟนและแอนดรอยด์ยังอาจต้องเหลียวมอง และพิจารณาโทรศัพท์รุ่นนี้อีกครั้งหากคิดจะเปลี่ยนเครื่องใหม่
อันดับ 9
อุปกรณ์ตรวจจับความเคลื่อนไหวของมือ
(Leap Motion Controller)
ด้วยราคาเพียง 80 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,400 บาท "อุปกรณ์ตรวจจับความเคลื่อนไหวของมือ" ถือเป็นอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเล่นเกม อ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ หรือทำกิจกรรมอื่นที่ใช้การเคลื่อนไหวร่างกายก็ตาม
เพียงเสียบอุปกรณ์ขนาดเท่ายางลบชิ้นนี้เข้ากับคอมพิวเตอร์ และวางมันลงพื้นผิวที่ราบเรียบ ก็จะสามารถใช้งานได้ทันที
โดยความพิเศษของอุปกรณ์ชิ้นนี้นั้น ได้แก่ การใช้อินฟราเรด ในการตรวจจับความเคลื่อนไหวของมือ นิ้วมือ ข้อศอก หรือฝ่ามือ ในท่าทางต่างกันได้อย่างดี
อันดับ 8
เครื่องตรวจจับควันอัจฉริยะ (Nest Protect)
บริษัท เนสท์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและผลิตเครื่องปรับอุณหภูมิอัจฉริยะ ได้ส่งผลิตภัณฑ์ตรวจจับควันแบบใหม่ออกสู่ตลาด
นั่นคือ "เนสต์ โพรเท็กต์" (Nest Protect)
ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์ตัวก่อนหน้านี้
โดยความพิเศษอยู่ตรงที่นอกจากจะสามารถตรวจจับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้แล้ว ยังสามารถแจ้งเตือนด้วยเสียงผู้หญิงได้อีกด้วย
สำหรับสนนราคาของเครื่อง "เนสต์ โพรเท็กต์" อยู่ที่ 130 ดอลลาร์ สหรัฐ หรือราว 3,900 บาท
อันดับ 7
อะเมซอน คินเดิ้ล ไฟร์ เอชดีเอ็กซ์
(Amazon Kindle Fire HDX)
แท็บเล็ตยี่ห้อคินเดิ้ล ไฟร์ จากบริษัทอะเมซอน ยังคงรักษาจุดเด่นอยู่ที่ความง่ายในการใช้งาน และความสวยงามของการออกแบบ
แต่สำหรับ "คินเดิ้ล ไฟร์ เอชดีเอ็กซ์" ..อีกหนึ่งความพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะคือฟังก์ชัน "เมย์เดย์" ซึ่งผู้ใช้สามารถติดต่อกับ ผู้ให้บริการของอะเมซอน เพื่อให้ความช่วยเหลือในการใช้งานแท็บเล็ตได้โดยตรง
"คินเดิ้ล ไฟร์ เอชดีเอ็กซ์" ออกมา 2 ขนาด คือ ขนาดเจ็ดนิ้ว ราคาอยู่ที่ 7,170 บาท
ขณะที่แบบ 8.9 นิ้ว อยู่ที่ราคา 11,370 บาท
อันดับ 6
ไมโครซอฟท์ เอ็กซ์บ็อกซ์ วัน (Microsoft Xbox One)
สำหรับคอเกมแล้ว "เอ็กซ์บ็อกซ์" ย่อมเป็นหนึ่งในเครื่องเล่นในฝัน
ล่าสุด ไมโครซอฟท์ตัดสินใจออก "เอ็กซ์บ็อกซ์ วัน" ออกมาเพื่อดึงดูดนักเล่นเกมทั่วโลก
แต่ไม่เพียงเท่านั้น ฟังก์ชันที่ทำให้ "เอ็กซ์บ็อกซ์ วัน" มาแรงที่สุด ในปีนี้ นอกจากจะมีกล้องติดในตัว ซึ่งสามารถใช้เล่นสไกป์ หรือดูทีวี แม้กระทั่งใช้งานวินโดวส์ 8 ได้ในตัวแล้ว แต่การเติมเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ "คิเน็กต์" เข้าไป ยังทำให้ "เอ็กซ์บ็อกซ์ วัน" สามารถเข้าใจภาษาพูด จดจำใบหน้า รวมไปถึงวัดการเต้นของหัวใจได้อีกด้วย
อันดับ 5
ไอโฟน 5 เอส (Apple iPhone 5s)
ทุกครั้งที่บริษัทแอปเปิ้ล อิงก์ ออกผลิตภัณฑ์แบบใหม่ย่อมเป็นที่จับตาของคอแก๊ดเจ็ตทั่วโลก
สำหรับ "ไอโฟน 5 เอส" นอกจากจะมีการออกแบบที่ประณีตกว่ารุ่นก่อนแล้ว เทคโนโลยีล่าสุดที่อยู่ในโทรศัพท์ก็น่าสนใจไม่น้อย
โดย "ทัช ไอดี" เซ็นเซอร์ซึ่งใช้สำหรับการปลดล็อกโทรศัพท์ด้วยการประทับนิ้วมือลงไป
หรือแม้กระทั่งกล้องที่ปรับแสงด้วยไฟแอลอีดี ซึ่งจะทำให้การแต่งภาพมีมิติและเพลิดเพลินขึ้น
ย่อมกลายเป็นอีกหนึ่งของสะสมที่แฟนตัวจริงพลาดไม่ได้
อันดับ 4
เพ็บเบิล สมาร์ตวอตช์ (Pebble Smartwatch)
เพ็บเบิล สมาร์ตวอตช์ มาพร้อมฟังก์ชันเน้นๆ ที่เปลี่ยนจากอุปกรณ์บอกเวลาแบบเดิมๆ เป็นนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ
ทำหน้าที่เชื่อมต่อไอโฟน และสมาร์ตโฟนระบบปฏิบัติแอนดรอยด์ด้วยสัญญาณ บลูทูธ
ทำให้เรียกดูข้อความที่ส่งมายังโทรศัพท์มือถือบนจออีลิงก์ ดิสเพลย์ ของเพ็บเบิล สมาร์ตวอตช์
นอกจากนี้ยังเป็นแก๊ดเจ็ตสุดฮอตฮิตที่เบียดตัวขึ้นมาแข่งในตลาดสมาร์ตโฟนอีกด้วย ราคา 4,500 บาท
อันดับ 3
โอคูลัส ริฟต์ เดเวลอปเมนต์ คิต
(Oculus Rift Development Kit)
อุปกรณ์แสดงภาพเสมือนจริง ที่เตรียมวางจำหน่ายยั่วใจนักพัฒนาเกม ด้วยราคาราว 9,000 บาทในปีหน้า
มาพร้อม "เฮดเซ็ต" ซึ่งเป็นแว่นตาสร้างภาพเสมือนจริง 3 มิติแบบรอบตัว
ช่วยให้ผู้เล่นเกมได้อรรถรสเหมือนอยู่ในเกมจริงๆ
นอกจากนั้น ยังสามารถใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานบทเรียนการเรียนรู้ต่างๆ และอุปกรณ์ในปฏิบัติการแอนดรอยด์
อันดับ 2
ไอแพด แอร์ (iPad Air)
คำถามที่เกิดขึ้นในใจหลายคนยามตัดสินใจซื้อ "แท็บแล็ต" สักเครื่อง ก็คือ ต้องการแบบที่พกพาสะดวก หรือใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่ง "ไอแพด แอร์" แท็บเล็ตรุ่นล่าสุดของแอปเปิ้ลได้ตอบโจทย์ทุกอย่าง ด้วยความหนาเพียง 0.29 นิ้ว และหน้าจอขนาด 9.7 นิ้ว ทำให้ ไอแพด แอร์ สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับแบตเตอรี่ที่สามารถใช้ได้นานถึง 10 ชั่วโมง และแอพพลิเคชั่นกว่า 475,000 แอพฯ
แน่นอนว่า "ไอแพด แอร์" จะเป็นตัวเลือกแรกสำหรับใครก็ตามที่มองหาแท็บเล็ตที่พกพาสะดวกและมีประสิทธิภาพ
อันดับ 1
กูเกิ้ล โครมแคสต์ (Google Chromecast)
กูเกิ้ล โครมแคสต์ คืออุปกรณ์เสริมขนาดเท่า USB ซึ่งมีหัวเสียบเป็นระบบ HDMI
การใช้งานจึงเพียงแค่เสียบเข้ากับจอโทรทัศน์ หรือจอมอนิเตอร์อื่นซึ่งรองรับระบบ HDMI
จากนั้นทีวีธรรมดาจะสามารถรับสัญญาณได้ทั้งภาพ วิดีโอ แม้กระทั่งเพลง ผ่านทางสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด
นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่ทำให้ กูเกิ้ล โครมแคสต์ โดดเด่นจนเป็นอันดับ 1 นอกจากจะด้วยราคาเพียง 35 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,050 บาทแล้ว ยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการแทบ ทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็น แอนดรอยด์ ไอโอเอส แมค หรือ วินโดวส์
นับว่าครบเครื่องเรื่องทีวี-สื่อออนไลน์ อย่างแท้จริง
ที่มา : นสพ.ข่าวสด
-
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1735
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4727
แวะมา copy ความรู้เรื่อง DCF ไปเก็บไว้อ่านค่ะ
และมาขอบคุณพี่หมอมุขสำหรับทุ่งทานตะวัน
ที่พี่หมอมุขนำไปฝากในกระทู้บ้านๆ ด้วยค่ะ
ตอนนี้กำลังเกรงๆ ว่าอากาศบน
จะหนาวเกินไป
แม้จะชอบอากาศหนาว แต่ตอนอาบน้ำ...จะแย่เลยค่ะ
สงสัยต้องงดๆ อาบน้ำไปบ้างนะคะ...เดี๋ยวผิวจะแห้งเกิน ^_^
และมาขอบคุณพี่หมอมุขสำหรับทุ่งทานตะวัน
ที่พี่หมอมุขนำไปฝากในกระทู้บ้านๆ ด้วยค่ะ

ตอนนี้กำลังเกรงๆ ว่าอากาศบน

แม้จะชอบอากาศหนาว แต่ตอนอาบน้ำ...จะแย่เลยค่ะ
สงสัยต้องงดๆ อาบน้ำไปบ้างนะคะ...เดี๋ยวผิวจะแห้งเกิน ^_^
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4728
อากาศแบบนี้ช่วงนี้มีหลายคนบอกผมว่า "เปลืองน้ำหอม " ครับtheenuch เขียน:แวะมา copy ความรู้เรื่อง DCF ไปเก็บไว้อ่านค่ะ
และมาขอบคุณพี่หมอมุขสำหรับทุ่งทานตะวัน
ที่พี่หมอมุขนำไปฝากในกระทู้บ้านๆ ด้วยค่ะ![]()
ตอนนี้กำลังเกรงๆ ว่าอากาศบนจะหนาวเกินไป
แม้จะชอบอากาศหนาว แต่ตอนอาบน้ำ...จะแย่เลยค่ะ
สงสัยต้องงดๆ อาบน้ำไปบ้างนะคะ...เดี๋ยวผิวจะแห้งเกิน ^_^

ปล. เที่ยวให้สนุกนะครับ เที่ยวดอยทางเหนืออย่างเดียว
ไม่เที่ยวดอยหุ้นนะครับ

- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4729
Update รถไฟสารพัดสีครับ
ใครเป็นแฟนกลุ่มรับเหมา ห้ามพลาดครับ
ใครเป็นแฟนกลุ่มรับเหมา ห้ามพลาดครับ

updated: 19 ธ.ค. 2556 เวลา 12:41:31 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ถึง เมกะโปรเจ็กต์ในร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน2 ล้านล้านบาท จะชะลอรอรัฐบาลใหม่และลุ้นคำชี้ขาดจากศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่มีเดดไลน์จะชี้ขาด ช้าหรือเร็ว แต่ที่ยังรันต่อคือรถไฟฟ้าสายสี "ม่วง-น้ำเงิน-เขียว-แดง" ถึงชื่อจะติดอยู่บัญชีเงินกู้ 2 ล้านล้าน หลังกระทรวงการคลังโยกเงินค่าก่อสร้างมาผูกไว้ ไม่ทำให้สะดุด
เปลี่ยนใช้เงินกู้ในประเทศ
"ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล" ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่าไม่มีผลต่อรถไฟฟ้าที่พร้อมประมูล เปลี่ยนใช้เงินกู้ไจก้า (องค์การเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น) และกู้ในประเทศได้ เช่น สายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ รฟม.ประมูลไปก่อน เพราะใช้เวลานานกว่าจะได้ผู้รับเหมาก็ปลายปี 2557 แต่สายอื่น ๆ ต้องหาเงินกู้เป็นรายโปรเจ็กต์
สายสีม่วง "บางซื่อ-บางใหญ่" วงเงินอยู่ พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน เป็นค่าก่อสร้างงวดที่ 3 กว่า 13,000 ล้านบาท หากกฎหมายไม่ผ่าน ทางกระทรวงการคลังจะหาเงินกู้ใหม่ให้ ล่าสุด รฟม.ยื่นเรื่องไปที่กระทรวงการคลังให้หาแหล่งเงินกู้ในประเทศให้ เพราะจะครบกำหนดจ่ายต้นปี 2557 เช่นเดียวกับสายสีเขียว "แบริ่ง-สมุทรปราการ" มีเงินอยู่ใน พ.ร.บ.กว่า 12,000 ล้านบาท และสายสีน้ำเงิน "บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค" วงเงิน 50,620 ล้านบาท รฟม.จะเบิกเงินกู้ในประเทศก้อนเดิมมาใช้
ปี57 โครงสร้างสีม่วงเสร็จ 100%
ด้าน ความคืบหน้ารถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง "ยงสิทธิ์" กล่าวว่า สีม่วงอาจจะเปิดเร็วขึ้นเป็นกลางปี 2559 หลัง บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือบีเอ็มซีแอล จะเร่งจัดหารถให้เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมปลายปี 2559 อีก 6-8 เดือนโยธาจะสร้างเสร็จทั้งหมดปี 2557 ล่าสุดวันที่ 31 พ.ย. 2556 ผลงานคืบหน้า 79.55% ช้ากว่าแผนอยู่ 1.21% ในต้นปี สัญญาที่ 1 ทางยกระดับ "บางซื่อ-สะพานพระนั่งเกล้า" กลุ่ม ช.การช่าง และโตคิวจะแล้วเสร็จ คืบหน้า 92.54% ช้าอยู่ 2.42% กลางปีงานสัญญาที่ 2 ทางยกระดับ "สะพานพระนั่งเกล้า-บางใหญ่" ของ บมจ.ซิโน-ไทยฯ ผลงานก้าวหน้า 81.58% เร็วกว่าแผน 2.08% และปลายปี
สัญญาที่ 3 อาคารศูนย์ซ่อมบำรุงและอาคารจอดแล้วจร 4 แห่ง "กลุ่มเพาเวอร์ไลน์ฯ" จะสร้างเสร็จ มีผลงาน 57.51% ล่าช้า 7.33%
สัญญา ที่ 4 จัดหาระบบรถไฟฟ้า หลังเคลียร์สัมปทานเดินรถจบกับ "บีเอ็มซีแอล" ผู้รับสัมปทาน 30 ปี วงเงิน 82,625 ล้านบาท กำลังสั่งผลิตรถไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่น จะเริ่มทดสอบระบบปลายปี 2558 จะพอดีกับสัญญา 6 งานระบบรางจะแล้วเสร็จ ซึ่ง "บมจ.อิตาเลียนไทยฯ" หลังเริ่มงานได้ 1 ปี มีผลงานแล้ว 48.78% เร็วกว่าแผน 0.28%
สีน้ำเงินติดหล่มอุโมงค์ กทม.
"สาย สีน้ำเงิน" ดูเหมือนจะเคลียร์ปัญหาจบ ล่าสุดผู้ว่าฯ ยงสิทธิ์ระบุว่า ยังติดพื้นที่ทับซ้อนกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) บริเวณอุโมงค์ทางลอดแยกไฟฉาย ยังตกลงไม่ได้จะให้ บจ.กำแพงเพชรวิวัฒน์ผู้รับเหมา กทม. หรือยูนิคฯ ผู้รับเหมารถไฟฟ้าก่อสร้าง ส่วน "แยกบางพลัด" รออนุมัติแบบจาก กทม.
"ยังไม่ส่งผลกระทบภาพรวมโครงการ ยังเปิดตามแผนต้นปี 2560 เมื่อเปิดบริการจะมีแต่โครงสร้างทางวิ่ง จะไม่จอด 2 สถานีนี้ ถ้ามีนาคมนี้ยังยุติไม่ได้ กระทบแน่"
งานก่อสร้างโดยรวม 5 สัญญา คืบหน้า 45.01% เร็วอยู่ 0.03% สัญญาที่ 1 อุโมงค์ใต้ดินช่วง "หัวลำโพง-สนามไชย" ไซต์ "อิตาเลียนไทย" ก้าวหน้า 50.70% เร็วกว่าแผน 0.10% สัญญาที่ 2 อุโมงค์ใต้ดินช่วง "สนามไชย-ท่าพระ" ทาง "ช.การช่าง" ทำผลงานคืบหน้า 55.42% ช้ากว่าแผน 1.15%
สีเขียวปากน้ำเริ่มอืด
สัญญา ที่ 3 ทางยกระดับ "ช่วงเตาปูน-ท่าพระ" ของยูนิคฯ งานคืบหน้า 37.79% ช้าอยู่ 0.79% สัญญาที่ 4 ทางยกระดับ "ช่วงท่าพระ-หลักสอง" ของซิโน-ไทยฯ คืบหน้า 31.16% เร็วกว่าแผน 2.05% และสัญญาที่ 5 วางระบบรางของ ช.การช่าง ก้าวหน้า 63.18% ล่าช้า 1.14% สายสีเขียว "แบริ่ง-สมุทรปราการ" ทาง "ผู้ว่าฯ ยงสิทธิ์" บอกว่า ยังไม่มีปัญหามากนัก คาดว่าเปิดได้ตามแผนในปี 2560 ปัจจุบันมีความคืบหน้า 18.85% ยังติดลบอยู่ 2.58%
สีแดง บางซื่อ-รังสิต ส่อดีเลย์
ยัง ลุ้นจะดีเลย์หรือไม่ "สายสีแดง" (บางซื่อ-รังสิต) ระยะทาง 26 กม.ที่ "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" บิ๊กคมนาคมเข็นจนเซ็นสัญญาก่อสร้างไปเมื่อต้นปี 2556 หลังล่าช้านับปี ปัจจุบันผู้รับเหมา "ยูนิค" ผู้ก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ และ "อิตาเลียนไทย" ผู้ก่อสร้างงานโครงสร้างทางยกระดับและสถานีรายทาง กำลังทุบตอม่อโฮปเวลล์ มีผลงานรวมคืบหน้าประมาณ 4%
แต่แว่วว่า...ล่าสุดโครงการเริ่มดีเล ย์อย่างน้อย 5-6 เดือน หลังต้องรื้อแบบสถานีกลางซื่อให้รับกับรถไฟความเร็วสูง 4 สาย พลันที่รัฐบาลเปลี่ยน
ตอนนี้ทุกอย่างเหมือนชะงัก เพราะไม่รู้ว่าไฮสปีดเทรนจะได้ไปต่อหรือไม่ จากความไม่ชัดเจนดังกล่าว ยิ่งทำให้โครงการล่าช้าออกไปอีก อยู่ที่การตัดสินใจของ "ร.ฟ.ท.-การรถไฟแห่งประเทศไทย" จะให้ก่อสร้างตามแบบเดิม หรือให้รอแบบใหม่ หากสร้างโครงสร้างรอไฮสปีดเทรน ภาพที่ออกมาจะเหมือนกับตอม่อทางด่วนเกษตร-นวมินทร์ อีกทั้งจะต้องเพิ่มค่าก่อสร้างอีก 1 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าสร้างตามแบบเดิม ทุกอย่างก็ฉลุย
สายใหม่รอลุ้น
ส่วนรถไฟฟ้าสายใหม่ เริ่มประมูลมีสายเดียว สีเขียว "หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต" ระยะทาง 19 กม. ในส่วนงานโยธา 29,140 ล้านบาท จากทั้งโครงการ 58,590 ล้านบาท ที่รอลุ้นรัฐบาลใหม่ มีสีชมพู
"แคราย-มีนบุรี" ระยะทาง 34.6 กม. เงินลงทุน 56,691 ล้านบาท และสีส้ม "ศูนย์วัฒนธรรม-บางกะปิ-มีนบุรี" ระยะทาง 21.8 กม. เงินลงทุน 110,117 ล้านบาท
ปัจจุบันทั้ง 2 สายได้รับไฟเขียวจากบอร์ดสภาพัฒน์แล้ว รอชง ครม.ใหม่อนุมัติ ไม่รู้จะช้าจากแผนเดิมแค่ไหน เพราะกรอบเวลาเดิมไม่มีเหตุยุบสภา เดิมที "รฟม." เตรียมเปิดประมูลเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2557
เช่นเดียวกับ สีเหลือง "ลาดพร้าว-สำโรง" ระยะทาง 30.4 กม. เงินลงทุน 48,619 ล้านบาท จะเสนอ ครม.ในไตรมาสแรกปี 2557 พร้อมกับสีม่วงใต้ "เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ" ระยะทาง 23.6 กม. เงินลงทุน 116,000 ล้านบาท
ส่วนรถไฟฟ้าตระกูลสี แดงของ ร.ฟ.ท.ก็รอประมูลหลายสาย หากเงินกู้ 2 ล้านล้านมีผลบังคับใช้ แต่หากไม่เป็นไปตามแผนนี้ กว่าจะสร้างแต่ละสายคงรอกันอีกยาว
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4730
updated: 12 ธ.ค. 2556 เวลา 10:24:57 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 "เซ็นทรัล กรุ๊ป" ได้ปรับโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ภายใต้การนำของ "วันชัย จิราธิวัฒน์"ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นไม่เพียงแต่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กรเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต และผลักดันคนรุ่นใหม่เจเนอเรชั่น 3 ขึ้นมามีบทบาทในการมาบริหารอย่างเต็มรูปแบบ
แต่ครั้งนั้นยังเป็นการเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างบริหารจัดการจากระบบ "Executive Committee"มาสู่ระบบ 2 บอร์ดบริหาร คือ คณะกรรมการกำกับการบริหาร Supervisory Board (SB) และคณะกรรมการบริหาร CEO Management Board (CMB) หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า บอร์ดซีเนียร์ (SB) จะคอยดูแลการทำงานและให้คำปรึกษาบอร์ดบริหาร ในยามที่ต้องขอคำปรึกษาและเมื่อต้องใช้งบฯการลงทุนก้อนโต หรือกรณีซื้อกิจการ-ร่วมทุนในดีลขนาดใหญ่ โดยบอร์ดบริหาร (CMB) มี "สุทธิธรรม"คุมทัพ พร้อมกับ 7 ผู้บริหาร คือ สุทธิลักษณ์ จิราธิวัฒน์, กอบชัย จิราธิวัฒน์, ปริญญ์ จิราธิวัฒน์, ทศ จิราธิวัฒน์, พิชัย จิราธิวัฒน์, Mr.Gerd Steeb และธีระเดช จิราธิวัฒน์
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเซ็นทรัล กรุ๊ป เดินทางมาถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างองค์กรอีกครั้ง เมื่อกลุ่มเซ็นทรัลประกาศแต่งตั้งผู้บริหารใหม่รอบใหม่ ด้วยการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง 2 ตำแหน่งเพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่การแข่งขันระดับสากล คือ "สุทธิชัย จิราธิวัฒน์"
ในวัย 73 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (Chairman of Central Group Board of Directors) แทน "วันชัย จิราธิวัฒน์" ที่ถึงแก่กรรมเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมแต่งตั้ง "ทศ จิราธิวัฒน์" ในวัย 49 ปี ก้าวขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (Chairman of Executive Committee and CEO of Central Group) แทน "สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์" ในวัย 66 ปีที่ขอเกษียณอายุการทำงาน มีผลตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ "กลุ่มเซ็นทรัล" ขยายความว่า เป็นการก้าวสู่การบริหารงานยุคใหม่ของกลุ่มเซ็นทรัล โดย "ทศ" จะเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญในการสานต่อความสำเร็จตามยุทธศาสตร์ที่ "สุทธิธรรม" ได้วางรากฐานเอาไว้
สอดคล้องกับการฉายของแหล่งข่าวระดับสูงจากเซ็นทรัล กรุ๊ป ที่ขยายความถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า การดัน "ทศ" ขึ้นเป็นหัวขบวนการขับเคลื่อนองค์กรครั้งนี้ จะเห็นภาพการบุกเต็มรูปแบบของกลุ่มเซ็นทรัลในทุกโมเดลและทุกรูปแบบทั้งเมืองไทยและการเติบโตในต่างประเทศ
สอดรับกับสไตล์การทำงานของกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น ที่เห็นชัดในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตด้วยยุทธศาสตร์ ควบรวมกิจการ (Mergers & Acquistions : M&A) รวมถึงปักธงบุกต่างประเทศเป็นครั้งแรก
"การปรับครั้งนี้เป็นการประกาศเพียงลอตแรกเท่านั้น ในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้าจะเห็นโครงสร้างใหม่ของเซ็นทรัล กรุ๊ปทั้งหมดว่าอยู่กันตรงไหนอย่างไร และที่สำคัญการยกเครื่ององค์กรครั้งนี้เป็นการกลับเอาระบบองค์กรแบบดั้งเดิม คือ Executive Committee มาบริหารอีกรอบจากโครงสร้างปี"52 ใช้รูปแบบ 2 บอร์ดซีเนียร์และบอร์ดบริหาร และต้องมีผู้บริหารมาแทนตำแหน่งคุณทศในเซ็นทรัลรีเทลฯ"
"ทศ จิราธิวัฒน์" เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ยุทธศาสตร์ M&A จะเป็นตัวเร่งให้เซ็นทรัลสามารถเติบโตทางธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง และเปิดกว้างการลงทุนเปิดในทุกรูปแบบ ควบคู่กับการมองหาโอกาสในการลงทุนในลักษณะควบรวมกิจการทั้งในไทย จีน อาเซียน และยุโรปไปในทิศทางเดียวกับมุมมองประธานกรรมการคนใหม่ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด "สุทธิชัย จิราธิวัฒน์" ให้เหตุผลว่า ตลอดการทำงานกว่า 24 ปีของคุณทศ มีความทุ่มเทและมีความรู้รอบด้านอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีก ที่เป็นหัวใจสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล เช่นเดียวกับสไตล์การทำงานแนวรุกที่เฉียบคมทั้งด้านธุรกิจและความสร้างสรรค์ใหม่ในธุรกิจค้าปลีกที่สำคัญเป็นการสานต่อการทำงานของคุณสุทธิธรรมที่วางรากฐานที่แข็งแกร่งเอาไว้
ไม่เพียงพาเซ็นทรัลก้าวขึ้นเป็น 1 ในผู้นำธุรกิจในระดับสากลเท่านั้น แต่การวิเคราะห์สถานการณ์ที่แหลมคมในแต่ละช่วงที่เป็นอุปสรรคทางธุรกิจได้ทำให้บริษัทข้ามผ่านมาได้เป็นอย่างดี
ความเปลี่ยนแปลงของเซ็นทรัล กรุ๊ปดังกล่าว ยังไปพร้อม ๆ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ 2 หน่วยธุรกิจสำคัญ คือ กลุ่มพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น และเซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี ที่ปรับเปลี่ยนผู้บริหารในบียูห้างสรรพสินค้าโรบินสัน โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง "ปรีชา เอกคุณากูล"ที่โยกมาจากหัวเรือใหญ่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ แทน "กอบชัย จิราธิวัฒน์" มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2557 เป็นต้นไป ด้วยเป้าหมายครองความเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกและขยายโครงการทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และเน้นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเตรียมความพร้อมในการรุกตลาดใหม่ ๆ ในอาเซียนและรองรับการขยายตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชีย
จากประสบการณ์การทำงานของ "ปรีชา" ตั้งแต่ปี 2538-2556 เป็นหัวเรือใหญ่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, ซีอาร์ซี เพาเวอร์ รีเทล และบีทูเอส รวมทั้งห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ตามลำดับ ส่วนตำแหน่งแม่ทัพโรบินสันที่ว่างลงคณะกรรมการบริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มีมติแต่งตั้ง "อลัน ทอมสัน" ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2557 ด้วยรายได้ 2 แสนล้านบาทต่อปี
ทุกความเคลื่อนไหว ทุกก้าวย่างที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเซ็นทรัล จึงมีความสำคัญไม่เพียงแต่ในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกด้วยกันเอง แต่ยังรวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่ล้วนเฝ้ามองทุกการเคลื่อนทัพของกลุ่มเซ็นทรัล
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 "เซ็นทรัล กรุ๊ป" ได้ปรับโครงสร้างการบริหารครั้งใหญ่ภายใต้การนำของ "วันชัย จิราธิวัฒน์"ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นไม่เพียงแต่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กรเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต และผลักดันคนรุ่นใหม่เจเนอเรชั่น 3 ขึ้นมามีบทบาทในการมาบริหารอย่างเต็มรูปแบบ
แต่ครั้งนั้นยังเป็นการเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างบริหารจัดการจากระบบ "Executive Committee"มาสู่ระบบ 2 บอร์ดบริหาร คือ คณะกรรมการกำกับการบริหาร Supervisory Board (SB) และคณะกรรมการบริหาร CEO Management Board (CMB) หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า บอร์ดซีเนียร์ (SB) จะคอยดูแลการทำงานและให้คำปรึกษาบอร์ดบริหาร ในยามที่ต้องขอคำปรึกษาและเมื่อต้องใช้งบฯการลงทุนก้อนโต หรือกรณีซื้อกิจการ-ร่วมทุนในดีลขนาดใหญ่ โดยบอร์ดบริหาร (CMB) มี "สุทธิธรรม"คุมทัพ พร้อมกับ 7 ผู้บริหาร คือ สุทธิลักษณ์ จิราธิวัฒน์, กอบชัย จิราธิวัฒน์, ปริญญ์ จิราธิวัฒน์, ทศ จิราธิวัฒน์, พิชัย จิราธิวัฒน์, Mr.Gerd Steeb และธีระเดช จิราธิวัฒน์
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเซ็นทรัล กรุ๊ป เดินทางมาถึงการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างองค์กรอีกครั้ง เมื่อกลุ่มเซ็นทรัลประกาศแต่งตั้งผู้บริหารใหม่รอบใหม่ ด้วยการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง 2 ตำแหน่งเพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่การแข่งขันระดับสากล คือ "สุทธิชัย จิราธิวัฒน์"
ในวัย 73 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (Chairman of Central Group Board of Directors) แทน "วันชัย จิราธิวัฒน์" ที่ถึงแก่กรรมเมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมแต่งตั้ง "ทศ จิราธิวัฒน์" ในวัย 49 ปี ก้าวขึ้นเป็นประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (Chairman of Executive Committee and CEO of Central Group) แทน "สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์" ในวัย 66 ปีที่ขอเกษียณอายุการทำงาน มีผลตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ "กลุ่มเซ็นทรัล" ขยายความว่า เป็นการก้าวสู่การบริหารงานยุคใหม่ของกลุ่มเซ็นทรัล โดย "ทศ" จะเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญในการสานต่อความสำเร็จตามยุทธศาสตร์ที่ "สุทธิธรรม" ได้วางรากฐานเอาไว้
สอดคล้องกับการฉายของแหล่งข่าวระดับสูงจากเซ็นทรัล กรุ๊ป ที่ขยายความถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า การดัน "ทศ" ขึ้นเป็นหัวขบวนการขับเคลื่อนองค์กรครั้งนี้ จะเห็นภาพการบุกเต็มรูปแบบของกลุ่มเซ็นทรัลในทุกโมเดลและทุกรูปแบบทั้งเมืองไทยและการเติบโตในต่างประเทศ
สอดรับกับสไตล์การทำงานของกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น ที่เห็นชัดในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตด้วยยุทธศาสตร์ ควบรวมกิจการ (Mergers & Acquistions : M&A) รวมถึงปักธงบุกต่างประเทศเป็นครั้งแรก
"การปรับครั้งนี้เป็นการประกาศเพียงลอตแรกเท่านั้น ในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้าจะเห็นโครงสร้างใหม่ของเซ็นทรัล กรุ๊ปทั้งหมดว่าอยู่กันตรงไหนอย่างไร และที่สำคัญการยกเครื่ององค์กรครั้งนี้เป็นการกลับเอาระบบองค์กรแบบดั้งเดิม คือ Executive Committee มาบริหารอีกรอบจากโครงสร้างปี"52 ใช้รูปแบบ 2 บอร์ดซีเนียร์และบอร์ดบริหาร และต้องมีผู้บริหารมาแทนตำแหน่งคุณทศในเซ็นทรัลรีเทลฯ"
"ทศ จิราธิวัฒน์" เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ยุทธศาสตร์ M&A จะเป็นตัวเร่งให้เซ็นทรัลสามารถเติบโตทางธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง และเปิดกว้างการลงทุนเปิดในทุกรูปแบบ ควบคู่กับการมองหาโอกาสในการลงทุนในลักษณะควบรวมกิจการทั้งในไทย จีน อาเซียน และยุโรปไปในทิศทางเดียวกับมุมมองประธานกรรมการคนใหม่ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด "สุทธิชัย จิราธิวัฒน์" ให้เหตุผลว่า ตลอดการทำงานกว่า 24 ปีของคุณทศ มีความทุ่มเทและมีความรู้รอบด้านอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีก ที่เป็นหัวใจสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัล เช่นเดียวกับสไตล์การทำงานแนวรุกที่เฉียบคมทั้งด้านธุรกิจและความสร้างสรรค์ใหม่ในธุรกิจค้าปลีกที่สำคัญเป็นการสานต่อการทำงานของคุณสุทธิธรรมที่วางรากฐานที่แข็งแกร่งเอาไว้
ไม่เพียงพาเซ็นทรัลก้าวขึ้นเป็น 1 ในผู้นำธุรกิจในระดับสากลเท่านั้น แต่การวิเคราะห์สถานการณ์ที่แหลมคมในแต่ละช่วงที่เป็นอุปสรรคทางธุรกิจได้ทำให้บริษัทข้ามผ่านมาได้เป็นอย่างดี
ความเปลี่ยนแปลงของเซ็นทรัล กรุ๊ปดังกล่าว ยังไปพร้อม ๆ กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ 2 หน่วยธุรกิจสำคัญ คือ กลุ่มพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น และเซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี ที่ปรับเปลี่ยนผู้บริหารในบียูห้างสรรพสินค้าโรบินสัน โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง "ปรีชา เอกคุณากูล"ที่โยกมาจากหัวเรือใหญ่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ แทน "กอบชัย จิราธิวัฒน์" มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2557 เป็นต้นไป ด้วยเป้าหมายครองความเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกและขยายโครงการทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และเน้นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเตรียมความพร้อมในการรุกตลาดใหม่ ๆ ในอาเซียนและรองรับการขยายตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชีย
จากประสบการณ์การทำงานของ "ปรีชา" ตั้งแต่ปี 2538-2556 เป็นหัวเรือใหญ่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, ซีอาร์ซี เพาเวอร์ รีเทล และบีทูเอส รวมทั้งห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ตามลำดับ ส่วนตำแหน่งแม่ทัพโรบินสันที่ว่างลงคณะกรรมการบริษัทห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มีมติแต่งตั้ง "อลัน ทอมสัน" ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2557 ด้วยรายได้ 2 แสนล้านบาทต่อปี
ทุกความเคลื่อนไหว ทุกก้าวย่างที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเซ็นทรัล จึงมีความสำคัญไม่เพียงแต่ในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกด้วยกันเอง แต่ยังรวมถึงกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่ล้วนเฝ้ามองทุกการเคลื่อนทัพของกลุ่มเซ็นทรัล
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4731
คิดถึงสมัยนึง ที่ บ้านไร่กาแฟ จะเอามา IPO
นึกไม่ออก ถ้าตอนนั้นเข้ามา ผู้ถือหุ้นจะเป็นยังไงกันบ้างนะ การแข่งขันตอนนี้ดุเดือดเหลือเกิน
นึกไม่ออก ถ้าตอนนั้นเข้ามา ผู้ถือหุ้นจะเป็นยังไงกันบ้างนะ การแข่งขันตอนนี้ดุเดือดเหลือเกิน

updated: 11 ธ.ค. 2556 เวลา 15:43:18 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ศึกร้านกาแฟพรีเมี่ยมสุดคึก แบรนด์ดังหัวนอกดาหน้าบุก คาดตลาดขยายตัวทะลุหมื่นล้านปีหน้า สตาร์บัคส์ไม่นิ่งนอนใจเร่งสปีดขยายฐานลูกค้ารุกเปิดสาขาต่างจังหวัด ผุดมุม "กาแฟดริป" รับกระแสคนรุ่นใหม่ ด้านทรูคอฟฟี่ได้มีโอกาสเปิดปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ชิงเค้ก แยกธุรกิจออกจากบริษัทแม่ หวังลุยร้านกาแฟเต็มตัว ตอกย้ำเบอร์ 2 แข่งอินเตอร์แบรนด์
ตลาดร้านกาแฟคั่วบดหรูในบรรยากาศสบาย ๆ ที่ลูกค้าเข้ามานั่งดื่มกาแฟ พบปะสังสรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่รับวัฒนธรรมการกินดื่มจากตะวันตกเข้ามา และชนชั้นกลางที่ขยายตัวทำให้ตลาดร้านกาแฟพรีเมี่ยมในไทยขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่แบรนด์ดังจากต่างประเทศดาหน้าเข้ามารุกตลาด และส่งสัญญาณว่าจะมีอีกค่ายยักษ์ใหญ่ในปีหน้าส่งผลให้ผู้นำอย่าง "สตาร์บัคส์" ที่แต่เดิมครองตลาดอยู่เพียงรายเดียวต้องออกมาทำอะไรมากขึ้นเพื่อปกป้องส่วนแบ่งตลาดของตัวเอง
สตาร์บัคส์สปีดขยายฐานลูกค้า
นางสุมนพินทุ์ โชติกะพุกกณะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท สตาร์ บัคส์ คอฟฟี่ ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากผลวิจัยเห็นชัดว่าคนไทยชอบใช้แบรนด์ต่างประเทศ ดังนั้นโอกาสของแบรนด์ร้านกาแฟดังจากต่างประเทศจึงเปิดกว้าง เชื่อว่าจะทำให้ตลาดคึกคักและขยายตัว อย่างไรก็ตามสตาร์บัคส์ไม่ได้นิ่งนอนใจที่ผ่านมามีการยกระดับเรื่องบริการ โปรดักต์ และการรีโนเวตสาขาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะปีนี้มีการปรับปรุงร้านถึง 30 สาขา และเปิดอีก22 สาขา เพิ่มจากปีก่อนที่เปิด 15 สาขา ส่วนปีหน้ามีแผนเปิดไม่ต่ำกว่าปีนี้ โอกาสอยู่ที่ตลาดต่างจังหวัด
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายโมเดลไดรฟ์ทรู ซึ่งปัจจุบันมี 1 สาขาที่คอมมิวนิตี้มอลล์ "ปอร์โตชิโน่" ซึ่งได้รับการตอบรับล้นหลาม ปีหน้าจะเปิดอีก 2-3 สาขา รวมถึงขยายธุรกิจกาแฟสำเร็จรูป "เวีย" ที่เปิดตัวมา 3 ปี ยอดขายเติบโตเท่าตัว เป็นอีกกลยุทธ์ในการได้ลูกค้าใหม่ ๆ โดยปีหน้าจะมีการเปิดตัวรสชาติใหม่เข้ามาเสริมทัพ รวมถึงรุกเข้าไปขายในช่องทางค้าปลีก อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ ในอนาคตจากปัจจุบันขายในร้านสตาร์บัคส์เท่านั้น
"ตลาดจะเปลี่ยนมั้ย น่าจะโตขึ้นเรื่อย ๆพิสูจน์จากที่แบรนด์เหล่านี้ดาหน้าเข้ามา แสดงว่าตลาดยังไม่อิ่มตัว เดิมสตาร์บัคส์เจาะลูกค้ากลุ่มบน แต่วันนี้ไม่ใช่แค่ลูกค้ากลุ่มบนที่ดื่มเรา เพราะที่ผ่านมาเราเน้นขยายฐาน ทำให้ได้ลูกค้าที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะการรุกเข้าไปในต่างจังหวัด ปัจจุบันเรามีเปิดในต่างจังหวัด 62 สาขาจากทั้งหมด 179 สาขา และจากนี้ก็จะเน้นเปิดในต่างจังหวัดมากขึ้น"
ก่อนหน้านี้นายฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ในโอกาสเดินทางเข้ามาเปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชน (Community Store) ในประเทศไทย กล่าวว่า ไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สตาร์บัคส์ให้ความสำคัญ โดยตั้งเป้าอีก 5 ปีข้างหน้าจะขยายสาขาได้เท่าตัวคือมากกว่า 300 สาขาในอีก 5 ปีจากแต่เดิมจะขยายสาขาเพียงแค่ 12 สาขาต่อปีเท่านั้น
เพิ่มมุม ดริป มัดใจสาวก
ล่าสุดยังได้เปิดตัว "สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ บาร์" (Starbucks Reserve Bar) มุมกาแฟเฉพาะสำหรับผู้ชื่นชอบกาแฟดำ ผ่านวิธีการชงกาแฟเฉพาะบุคคล หรือที่เรียกกันว่า "กาแฟดริป" ในราคาเริ่มต้นแก้วละ 95 บาท โดยจะคัดเมล็ดกาแฟหายากจากทั่วโลกมาให้บริการเพื่อสื่อถึงความพิเศษที่ให้แก่ลูกค้า
นางสุมนพินทุ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเปิดมุมดังกล่าวใน 3 สาขา ได้แก่ หลังสวน บ้านสีลม และชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ อนาคตมีแผนขยายไปยังสาขาอื่น ๆ เพื่อตอกย้ำจุดแข็งของสตาร์บัคส์ในเรื่องเมล็ดกาแฟคุณภาพ ตรงนี้ถือเป็นการปรับตัวของบริษัทเพื่อรับกับกระแส "กาแฟดริป" ที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ ซึ่งถือเป็นบริการใหม่ของสตาร์บัคส์ที่เพิ่งเริ่มในต่างประเทศ และไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในเอเชียที่เปิดมุมบริการดังกล่าว
"วันนี้มีคู่แข่งระดับโลกเข้ามา เราก็ต้องผูกใจลูกค้าให้ได้ ทุกคนคงมอง Short Term สั้น ๆ ในการรับมือวันนี้ เราอาจจะโชคดีที่ได้ฐานลูกค้ามายาวนาน 15 ปี สิ่งที่แตกต่างของแบรนด์สตาร์บัคส์กับแบรนด์อื่นทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในไทย เป็นเรื่องความผูกพันและจงรักภักดี ที่ลูกค้ามีต่อสตาร์บัคส์ และสตาร์บัคส์มีต่อลูกค้า"
คาดปีหน้าแบรนด์ดังบุกไทยเพียบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันไทยเป็นที่สนใจของแบรนด์กาแฟระดับโลกมากมาย ก่อนหน้านี้ "คอฟฟี่ คลับ" เบอร์ 1 ในออสเตรเลีย และ "ทัม แอนด์ ทัมส์" เบอร์ 1ในเกาหลี รวมถึง "ดีน แอนด์ เดลูก้า" และ "เดอะ คอฟฟี่บีน แอนด์ ทีลีฟ" ร้านกาแฟสไตล์คาเฟ่ชื่อดังจากอเมริกาได้ทยอยเข้ามาเปิดสาขาในไทยมาตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดคือแบรนด์ "คอสต้า" เบอร์ 1 ของประเทศอังกฤษที่เข้ามาเปิดสาขาแรกที่สยามพารากอนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าเปิดสาขาในไทยและกัมพูชารวมกัน 100 สาขา ใน 5 ปี
แหล่งข่าวจากวงการร้านกาแฟพรีเมี่ยมระบุว่า ปีนี้มีแบรนด์ชื่อดังเข้ามาหลายค่าย ส่วนใหญ่จะเป็นเบอร์ 1 ในประเทศต่าง ๆ และปีหน้าก็จะมีอีกหลายแบรนด์เตรียมเข้ามาชิงตลาดที่หอมหวนในไทย เท่าที่ทราบเร็ว ๆ นี้แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นจะเข้ามาบุกตลาดด้วย ขณะเดียวกันแบรนด์ที่เข้ามาก่อนหน้านี้ก็เตรียมเดินหน้าขยายสาขา หรือมีโมเดลใหม่ ๆ อาทิ คอฟฟี่ คลับ ซึ่งเป็นแบรนด์ของค่ายไมเนอร์ ฟู้ด ก็เตรียมจะเปิดโมเดล "ไดรฟ์ทรู" เร็ว ๆ นี้
ทรูคอฟฟี่ปรับกลยุทธ์ชิงเค้ก
นายวิรัตน์ เตชะนิรัติศัย อดีตรองกรรมการผู้จัดการสายธุรกิจค้าปลีก ผู้ดูแลธุรกิจซีพี ฟู้ดเวิลด์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันตนได้รับมอบหมายให้มาดูแลธุรกิจภาพรวมของ "ทรูคอฟฟี่" ซึ่งจะมีการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ในปีหน้า โดยการแตกธุรกิจทรูคอฟฟี่ออกมาจากแบรนด์แม่เพื่อรุกธุรกิจร้านกาแฟเต็มสูบ จากเดิมที่จะเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดอันหนึ่งของทรูตามคอนเซ็ปต์
"คอนเวอร์เจนซ์" อย่างไรก็ตามจากการเติบโตของธุรกิจร้านกาแฟในไทย ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสสร้างธุรกิจนี้ให้เติบโต พร้อมขยายทั้งในและต่างประเทศ และแข่งกับอินเตอร์แบรนด์ที่ดาหน้าเข้ามารุกตลาดไทยในขณะนี้
"ปีนี้เราเห็นร้านกาแฟชื่อดังจากประเทศต่าง ๆ เข้ามามากมาย ทำไมทรูคอฟฟี่ซึ่งอยู่ในตลาดกาแฟพรีเมี่ยมมา 8 ปีจะทำไม่ได้ ซึ่งสิ้นเดือนนี้เราจะมีครบ 100 สาขา ตอนนี้ถือเป็นเบอร์ 2 ของตลาดกาแฟพรีเมี่ยมรองจากสตาร์บัคส์ ปัจจุบันตลาดนี้มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 20% ของตลาดร้านกาแฟโดยรวม 30,000 ล้านบาท"
สงครามชิงทำเลทองปะทุปีหน้า
นายวิรัตน์กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีร้านที่เปิดในทรูช้อป 50% อีก 50% เป็นคอฟฟี่ช็อปที่แยกออกมาต่างหาก โจทย์หลักจากนี้เปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคเมื่อนึกถึงทรูคอฟฟี่ ไม่ได้นึกถึงร้านมือถือ แต่นึกถึงความเป็นร้านกาแฟคั่วบดพรีเมี่ยม ทั้งนี้เชื่อว่าปีหน้าตลาดนี้จะแข่งขันอย่างรุนแรง ต้องวัดกันที่คุณภาพและรสชาติ ซึ่งแต่ละค่ายจะมีความแตกต่างกัน อยู่ที่ว่าใครสามารถถูกปาก ถูกใจคนไทยได้มากกว่า อีกสิ่งที่จะเห็นคือ ภาพของการแย่งชิงพื้นที่ทำเลทองเพื่อเปิดสาขา อย่างไรก็ตามมองว่าโอกาสยังมีอีกมาก ทำเลใหม่ ๆอาทิ มหาวิทยาลัย หรือการขยายตัวไปยังต่างจังหวัด
"เชื่อว่าตลาดปัจจุบันที่มีอยู่ 6,000 ล้านบาท ปีหน้าจะขยายเป็น 10,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน"
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4733
updated: 11 ธ.ค. 2556 เวลา 11:50:19 น.
คอลัมน์ จับกระแสตลาด
แนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จากหลายปัจจัยเสี่ยงที่พร้อมจะกระทบกำลังซื้อและบรรยากาศการจับจ่าย
สอดคล้องกับการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2557 ของหลาย ๆ สำนักที่ระบุในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจระดับโลกอาจมีจังหวะฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศยังต้องจับตาปัจจัยทางการเมืองที่จะส่งผลต่อบรรยากาศทางการลงทุนและมู้ดการจับจ่ายต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
"บุษบา จิราธิวัฒน์" ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฉายภาพกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ตอนนี้ แม้จะถือว่าเบาใจได้ในระดับหนึ่ง หลังความตึงเครียดทางการเมืองคลายตัวลงในช่วงงานเฉลิมฉลอง 5 ธันวาคม และทำให้บรรยากาศดีขึ้น เพราะปลายปีเป็นหน้าขายที่ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างตั้งความหวังและได้เพิ่มงบฯการตลาดสำหรับส่งอีเวนต์และกิจกรรมเข้ามากระตุ้นในช่วงเทศกาล แต่ก็คงไม่มีผลในแง่ของธุรกิจค้าปลีกมากนัก และคาดว่าการเติบโตคงทำได้ทรงตัวเท่านั้น
เนื่องจากสถานการณ์การเมืองเกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่เป็นหน้าขายสำคัญของธุรกิจค้าปลีก และเชื่อว่าทุกคน ทุกธุรกิจคงมองข้ามชอตไปสำหรับทำธุรกิจและแผนงานต่าง ๆ ในปีหน้า ถึงตอนนั้นก็คงต้องมาประเมินและจับตาสถานการณ์ทิศทางธุรกิจอีกทีว่าจะเป็นอย่างไร
ความกังวลในเรื่องของกำลังซื้อและเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวข้ามปี สะท้อนไปในทิศทางเดียวกับการปรับแผนงานทางธุรกิจของผู้ประกอบการหลาย ๆ สินค้า
"ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ภายใต้แบรนด์เคท สเปด, แจ็ค สเปด, ดีวีเอฟ, แพนโดร่า และฟิลิปส์ สเตน กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สินค้าแฟชั่นเป็นเรื่องของอารมณ์ในการซื้อ โดยที่ผ่านมามีสัญญาณที่ไม่ดีมาตั้งแต่ช่วงกลางปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากนโยบายรถคันแรก และคาดว่าผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวจะต่อเนื่องและลากยาวไปจนถึงปีหน้า เมื่อรวมกับสถานการณ์การเมืองในช่วงที่ผ่านมายิ่งทำให้ลูกค้าเข้ามาในศูนย์การค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เท่ากับเป็นการปิดโอกาสการขายในช่วงปลายปีไปโดยปริยาย และจากการพูดคุยกับทางห้างและศูนย์การค้าพบว่า ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาคนมาเดินห้างลดลงถึง 20%
"เราประเมินสถานการณ์ตลอด เพราะต้องปรับการสั่งซื้อสินค้าให้เข้ากับสภาพตลาด เช่น การออร์เดอร์สินค้าจำนวนลดลง และไม่เผื่อการทำโปรโมชั่นมากนัก
การส่งสินค้าเข้ามาทำตลาดในต้นปีหน้าจึงต้องรอบคอบและคุมสต๊อกให้เข้ากับสถานการณ์ รวมถึงการตั้งเป้าที่จะเติบโตแบบคอนเซอร์เวทีฟ และดำเนินธุรกิจแบบรัดกุม"
ขณะที่ "ดนัย สรไกรกิติกูล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ-ลิส คอร์ปอเรท จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์ดัง จิมมี่ ชู, ดันฮิลล์, วาเลนติโน่ และผลิตแบรนด์บูดัวร์, ซัมติงบูดัวร์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปกติยอดขายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของบริษัทแทบจะเท่ากับยอดขายของทั้งปี และเชื่อว่าในธุรกิจแฟชั่นและธุรกิจต่าง ๆ
ก็จะมียอดขายจากช่วงไตรมาสนี้สูงที่สุดเช่นกัน แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อก็จะส่งผลทำให้รายได้รวมของบริษัทไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ และสินค้าที่เหลือค้างสต๊อกจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าแฟชั่นมีอายุแต่ละคอลเล็กชั่นเพียง 3-4 เดือนเท่านั้น
"ขณะนี้เรามองไปถึงต้นปีหน้าแล้วว่าจะทำอย่างไรให้คนกลับมาใช้จ่ายได้เหมือนเดิม ส่วนในขณะนี้ก็อดทนรอให้สถานการณ์ดีขึ้น ที่ผ่านมามู้ดการจับจ่ายไม่ได้กระทบเฉพาะห้างกลางเมืองอย่างพารากอน หรือเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น
แต่เชื่อว่าทุกศูนย์ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด เพราะคนในประเทศไม่มีกะจิตกะใจที่จะออกมาซื้อของในช่วงนี้"
สถานการณ์การประท้วงที่เกิดขึ้นส่งผลให้ลูกค้าที่เป็นคนไทย หายไปเกือบ 2 อาทิตย์ ตั้งแต่เหตุการณ์เริ่ม และอาทิตย์ถัดมาเป็นภาพของชาวต่างชาติก็เริ่มหายไป เนื่องจากหลายประเทศได้ออกเตือนประชาชนของตัวเองในการเดินทางมายังไทย
ด้าน "ไพศาล อ่าวสถาพร" รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ว่าขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบที่ชัดเจนในแง่ยอดขาย แต่สิ่งที่เห็นชัดขึ้นคือ คนกลับบ้านเร็วขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็ยากที่จะประเมินว่าได้รับผลกระทบขนาดไหน ต้องประเมินแบบวันต่อวัน
เช่นดียวกับ "ประวิทย์ ตันติวศินชัย" รองกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า ธุรกิจร้านอาหารของเอ็มเคมีฐานลูกค้าที่กว้าง ทำให้ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปีนี้ เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เอ็มเคเติบโตที่ 10% ต่างจากช่วงเวลาเดียวของปีที่แล้วที่เติบโตถึง 17%
"สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ห้างหรือศูนย์การค้าต้องปิดตัว เราต้องปิดให้บริการตามไปด้วย ที่ผ่านมาปิดไป 3-4 สาขา และสาขาในพื้นที่ที่มีการชุมนุมก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะมู้ดผู้บริโภคไม่อยากออกมาจับจ่ายใช้สอย"
สอดคล้องกับ "รัฐกร สืบสุข" หัวหน้ากลุ่มกลยุทธ์การค้าและการลงทุน กรุ๊ปเอ็มบริษัทด้านการบริหารจัดการสื่อโฆษณา ฉายภาพกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ลูกค้าหลาย ๆ คนได้วางแผนการใช้งบฯโฆษณาแล้ว แต่ในไตรมาสแรกของปี 2557 ค่อนข้างชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน เนื่องจากต้องประเมินสถานการณ์ทางการเมืองอีกครั้งว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
ที่สำคัญคือจะส่งผลให้แนวทางการตลาด หรือแคมเปญต่าง ๆ ของแบรนด์สินค้าช้าลง โดยแบรนด์สินค้าต่าง ๆ จะเริ่มแคมเปญในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน และจะเริ่มหนาแน่นขึ้นในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่จะเริ่มประมาณเดือนมิถุนายน จากเดิมที่จะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม
"ภาพรวมของโฆษณาปี 2557 คงไม่ได้แตกต่างจากปีนี้มากนัก แต่อาจจะมีแคมเปญเลื่อนออกไปบ้าง ซึ่งต้องประเมินจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ถ้าการเมืองไม่ยืดเยื้อก็อาจจะไม่กระทบมากนัก แต่ถ้ายืดเยื้อก็อาจจะส่งผลกระทบกับยอดขาย และทำให้เม็ดเงินโฆษณาลดลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน"
เมื่อธุรกิจยังคงไม่อาจวางใจกับสถานการณ์ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงทางการเมือง ภาพการระวังตัวทางธุรกิจและการลงทุน ควบคู่กับการดูแลบริหารสต๊อกจึงต้องเข้มข้นจากกำลังซื้อและเศรษฐกิจที่อาจ "ชอร์ต" ลากยาวข้ามปี
คอลัมน์ จับกระแสตลาด
แนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด จากหลายปัจจัยเสี่ยงที่พร้อมจะกระทบกำลังซื้อและบรรยากาศการจับจ่าย
สอดคล้องกับการคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2557 ของหลาย ๆ สำนักที่ระบุในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจระดับโลกอาจมีจังหวะฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศยังต้องจับตาปัจจัยทางการเมืองที่จะส่งผลต่อบรรยากาศทางการลงทุนและมู้ดการจับจ่ายต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
"บุษบา จิราธิวัฒน์" ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฉายภาพกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ตอนนี้ แม้จะถือว่าเบาใจได้ในระดับหนึ่ง หลังความตึงเครียดทางการเมืองคลายตัวลงในช่วงงานเฉลิมฉลอง 5 ธันวาคม และทำให้บรรยากาศดีขึ้น เพราะปลายปีเป็นหน้าขายที่ผู้ประกอบการค้าปลีกต่างตั้งความหวังและได้เพิ่มงบฯการตลาดสำหรับส่งอีเวนต์และกิจกรรมเข้ามากระตุ้นในช่วงเทศกาล แต่ก็คงไม่มีผลในแง่ของธุรกิจค้าปลีกมากนัก และคาดว่าการเติบโตคงทำได้ทรงตัวเท่านั้น
เนื่องจากสถานการณ์การเมืองเกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่เป็นหน้าขายสำคัญของธุรกิจค้าปลีก และเชื่อว่าทุกคน ทุกธุรกิจคงมองข้ามชอตไปสำหรับทำธุรกิจและแผนงานต่าง ๆ ในปีหน้า ถึงตอนนั้นก็คงต้องมาประเมินและจับตาสถานการณ์ทิศทางธุรกิจอีกทีว่าจะเป็นอย่างไร
ความกังวลในเรื่องของกำลังซื้อและเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวข้ามปี สะท้อนไปในทิศทางเดียวกับการปรับแผนงานทางธุรกิจของผู้ประกอบการหลาย ๆ สินค้า
"ธนพงษ์ จิราพาณิชกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ภายใต้แบรนด์เคท สเปด, แจ็ค สเปด, ดีวีเอฟ, แพนโดร่า และฟิลิปส์ สเตน กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สินค้าแฟชั่นเป็นเรื่องของอารมณ์ในการซื้อ โดยที่ผ่านมามีสัญญาณที่ไม่ดีมาตั้งแต่ช่วงกลางปี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากนโยบายรถคันแรก และคาดว่าผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวจะต่อเนื่องและลากยาวไปจนถึงปีหน้า เมื่อรวมกับสถานการณ์การเมืองในช่วงที่ผ่านมายิ่งทำให้ลูกค้าเข้ามาในศูนย์การค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เท่ากับเป็นการปิดโอกาสการขายในช่วงปลายปีไปโดยปริยาย และจากการพูดคุยกับทางห้างและศูนย์การค้าพบว่า ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาคนมาเดินห้างลดลงถึง 20%
"เราประเมินสถานการณ์ตลอด เพราะต้องปรับการสั่งซื้อสินค้าให้เข้ากับสภาพตลาด เช่น การออร์เดอร์สินค้าจำนวนลดลง และไม่เผื่อการทำโปรโมชั่นมากนัก
การส่งสินค้าเข้ามาทำตลาดในต้นปีหน้าจึงต้องรอบคอบและคุมสต๊อกให้เข้ากับสถานการณ์ รวมถึงการตั้งเป้าที่จะเติบโตแบบคอนเซอร์เวทีฟ และดำเนินธุรกิจแบบรัดกุม"
ขณะที่ "ดนัย สรไกรกิติกูล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ-ลิส คอร์ปอเรท จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์ดัง จิมมี่ ชู, ดันฮิลล์, วาเลนติโน่ และผลิตแบรนด์บูดัวร์, ซัมติงบูดัวร์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปกติยอดขายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของบริษัทแทบจะเท่ากับยอดขายของทั้งปี และเชื่อว่าในธุรกิจแฟชั่นและธุรกิจต่าง ๆ
ก็จะมียอดขายจากช่วงไตรมาสนี้สูงที่สุดเช่นกัน แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อก็จะส่งผลทำให้รายได้รวมของบริษัทไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ และสินค้าที่เหลือค้างสต๊อกจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าแฟชั่นมีอายุแต่ละคอลเล็กชั่นเพียง 3-4 เดือนเท่านั้น
"ขณะนี้เรามองไปถึงต้นปีหน้าแล้วว่าจะทำอย่างไรให้คนกลับมาใช้จ่ายได้เหมือนเดิม ส่วนในขณะนี้ก็อดทนรอให้สถานการณ์ดีขึ้น ที่ผ่านมามู้ดการจับจ่ายไม่ได้กระทบเฉพาะห้างกลางเมืองอย่างพารากอน หรือเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น
แต่เชื่อว่าทุกศูนย์ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด เพราะคนในประเทศไม่มีกะจิตกะใจที่จะออกมาซื้อของในช่วงนี้"
สถานการณ์การประท้วงที่เกิดขึ้นส่งผลให้ลูกค้าที่เป็นคนไทย หายไปเกือบ 2 อาทิตย์ ตั้งแต่เหตุการณ์เริ่ม และอาทิตย์ถัดมาเป็นภาพของชาวต่างชาติก็เริ่มหายไป เนื่องจากหลายประเทศได้ออกเตือนประชาชนของตัวเองในการเดินทางมายังไทย
ด้าน "ไพศาล อ่าวสถาพร" รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ว่าขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบที่ชัดเจนในแง่ยอดขาย แต่สิ่งที่เห็นชัดขึ้นคือ คนกลับบ้านเร็วขึ้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็ยากที่จะประเมินว่าได้รับผลกระทบขนาดไหน ต้องประเมินแบบวันต่อวัน
เช่นดียวกับ "ประวิทย์ ตันติวศินชัย" รองกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่า ธุรกิจร้านอาหารของเอ็มเคมีฐานลูกค้าที่กว้าง ทำให้ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปีนี้ เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เอ็มเคเติบโตที่ 10% ต่างจากช่วงเวลาเดียวของปีที่แล้วที่เติบโตถึง 17%
"สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองทำให้ห้างหรือศูนย์การค้าต้องปิดตัว เราต้องปิดให้บริการตามไปด้วย ที่ผ่านมาปิดไป 3-4 สาขา และสาขาในพื้นที่ที่มีการชุมนุมก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะมู้ดผู้บริโภคไม่อยากออกมาจับจ่ายใช้สอย"
สอดคล้องกับ "รัฐกร สืบสุข" หัวหน้ากลุ่มกลยุทธ์การค้าและการลงทุน กรุ๊ปเอ็มบริษัทด้านการบริหารจัดการสื่อโฆษณา ฉายภาพกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ลูกค้าหลาย ๆ คนได้วางแผนการใช้งบฯโฆษณาแล้ว แต่ในไตรมาสแรกของปี 2557 ค่อนข้างชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน เนื่องจากต้องประเมินสถานการณ์ทางการเมืองอีกครั้งว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
ที่สำคัญคือจะส่งผลให้แนวทางการตลาด หรือแคมเปญต่าง ๆ ของแบรนด์สินค้าช้าลง โดยแบรนด์สินค้าต่าง ๆ จะเริ่มแคมเปญในเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน และจะเริ่มหนาแน่นขึ้นในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่จะเริ่มประมาณเดือนมิถุนายน จากเดิมที่จะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม
"ภาพรวมของโฆษณาปี 2557 คงไม่ได้แตกต่างจากปีนี้มากนัก แต่อาจจะมีแคมเปญเลื่อนออกไปบ้าง ซึ่งต้องประเมินจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ถ้าการเมืองไม่ยืดเยื้อก็อาจจะไม่กระทบมากนัก แต่ถ้ายืดเยื้อก็อาจจะส่งผลกระทบกับยอดขาย และทำให้เม็ดเงินโฆษณาลดลงโดยอัตโนมัติเช่นกัน"
เมื่อธุรกิจยังคงไม่อาจวางใจกับสถานการณ์ รวมทั้งเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะความเสี่ยงทางการเมือง ภาพการระวังตัวทางธุรกิจและการลงทุน ควบคู่กับการดูแลบริหารสต๊อกจึงต้องเข้มข้นจากกำลังซื้อและเศรษฐกิจที่อาจ "ชอร์ต" ลากยาวข้ามปี
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4734
เอาข่าวของ เครื่องจักรกล ผลักเศรษฐกิจปีหน้ามาฝากครับ
ดูไปก็พอมีความหวังเพราะเริ่มฟื้นกันหมดแล้วทั้ง อเมริกา ยุโรป
ปล. เพิ่งจะแอบเห็นว่าจำนวน view จะ 200000 แล้ว เร็วจริงๆครับ
ดูไปก็พอมีความหวังเพราะเริ่มฟื้นกันหมดแล้วทั้ง อเมริกา ยุโรป
ปล. เพิ่งจะแอบเห็นว่าจำนวน view จะ 200000 แล้ว เร็วจริงๆครับ

updated: 20 ธ.ค. 2556 เวลา 14:05:26 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เชื่อมั่นว่า ภาคการส่งออกในปี 2557 ยังมีโอกาสเติบโตกว่าปีนี้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ทางกรมฯ ได้มีการพูดคุยหารือกับทางกลุ่มอุตสาหกรรม ยืนยันตรงกันว่า การส่งออกปีหน้าจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 มูลค่าราว 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ภาคเอกชนสามารถทำได้ ตามปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทยกลับมาฟื้นตัวขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเเละจีน ที่แม้ว่าจะมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวไปบ้าง แต่ก็จะกลับมาดีในปีหน้าเช่นกัน จึงทำให้สินค้าส่งออกของไทยในปีหน้าเติบโตได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาทางการเมืองในประเทศ อาจจะส่งผลให้การสั่งซื้อสินค้าของไทยประเทศคู่ค้าชะลอตัวลงไปบ้าง แต่มั่นใจว่าคู่ค้าจะยังสั่งซื้อสินค้าไทย เพราะคู่ค้าเชื่อมั่นในสินค้าไทย ตราบใดที่การชุมนุมทางการเมืองไม่ได้ยกระดับไปจนถึงการปิดสนามบินหรือท่าเรือ การส่งออกก็จะดำเนินไปอย่างปกติได้
สำหรับสินค้าของไทยในปีหน้าที่คาดว่าจะมีความต้องการสูงจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นต้น ประกอบกับสินค้าของไทยมีทิศทางที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น และสินค้ากุ้งจะมีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าในปีนี้ ที่มีปริมาณผลิตได้เพียง 250,000 ตัน จากปริมาณเดิมที่ผลิตได้ 500,000 ตัน โดนคาดว่าผลผลิตกุ้งจะเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10-20
ดังนั้น เมื่อทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มดีขึ้น ก็หวังว่าสถานการณ์การเมืองจะจบลงโดยเร็ว แต่ในปีนี้ยังมองว่าการส่งออกในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี หากมูลค่าการส่งออกเหลือเพียง 19,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โอกาสที่การส่งออกของไทยทั้งปีน่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.5 ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองแก่ฑูตพาณิชย์ เพื่อให้ชี้แจงทำความเข้าใจว่าสถานการณ์ไม่ได้รุนแรง ทั้งนี้ ในช่วงต้นปีหน้า จะมีการจัดงานแสดงสินค้าต่างๆ ซึ่งก็ไม่มีการยกเลิก หริอเลื่อนการจัดงานจากปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้แต่อย่างใด
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4735
มาแล้วครับ ไทยไลออนแอร์ มาทำให้ศึก Low cost เปิดขึ้นแล้ว
งานนี้ใครถือหุ้น จับตามองให้ดีครับ
งานนี้ใครถือหุ้น จับตามองให้ดีครับ
กองบรรณาธิการ Positioning Magazine 19 ธันวาคม 2556
Added on: 18/12/2556
ถอดรหัส…ไทยไลอ้อนแอร์ เปิดศึกโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ถูกกว่ารถทัวร์ สนั่นน่านฟ้า…เมื่อ “ไทยไลอ้อนแอร์” โลว์คอสต์แอร์ไลน์จากอินโดนีเซีย เปิดศึกชิงลูกค้าด้วยกลยุทธ์ “ราคา” ตั๋วถูกกว่ารถทัวร์ หวังกวาดลูกค้าระดับรากหญ้า ใช้กลยุทธ์รุกเร็ว รบเร็ว หวังชิงตลาดแบบม้วนเดียวจบ
สายการบินต้นทุนต่ำของไทยที่เคยมีไทยแอร์เอเชีย และนกแอร์ ครองตลาดอยู่ 2 ราย กำลังถูกท้าทายจาก “ไลอ้อนแอร์” สายการบินต้นทุนต่ำจากประเทศอินโดนีเซียที่เข้ามาเปิดตลาดในไทย ด้วยกลยุทธ์ราคาถูก ไม่มีเซอร์วิสชาร์จ เครื่องบินใหม่ซิงๆ
ไทยไลอ้อนแอร์ เริ่มประเดิมเปิดตัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วย 3 เส้นทางแรก กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ราคาเริ่มต้น 270 บาท ของทุกเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ เริ่มต้น 300 บาท ส่วนเที่ยวบินไปจาการ์ตาเริ่มต้นที่ 700 บาท
การเปิดตัวของไทยไลอ้อนแอร์ด้วยกลยุทธ์ราคา จึงได้รับความสนใจจากลูกค้าโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ทำเอาไทยแอร์เอเชียถึงกับต้องออกแคมเปญลดราคาทั้ง 3 เส้นทางมาเตะสกัด ก่อนหน้าไทยไลอ้อนแอร์เปิดตัวแค่วันเดียว
นำพล รุ่งสว่าง ผู้จัดการแผนกการขายและการตลาด บริษัทไทยไลอ้อน เมนทารี จำกัด บอกกับ POSITIONING ว่า หลังจากที่ไลอ้อนแอร์ประสบความสำเร็จในตลาดโลว์คอสต์อินโดนีเซีย มีเที่ยวบิน 700 ไฟลท์ต่อวัน และมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% จึงได้ขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคเอเชีย เริ่มจากมาเลเซียเป็นประเทศแรก ซึ่งก็สำเร็จด้วยกลยุทธ์ราคาถูก และไทยเป็นประเทศที่ 2 ที่จะใช้กลยุทธ์ในแบบเดียวกัน
การเลือกไทยเป็นประเทศเป้าหมาย เนื่องจากตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในไทยมูลค่า 25,000-30,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องปีละ 10-15% สังเกตจากทั้งไทยแอร์เอเชียและนกแอร์ที่รายได้เติบโตตลอด และยิ่งเมืองไทยกำลังก้าวสู่เออีซีในปี 2016 และถูกวางให้เป็น Hub ด้านการท่องเที่ยวและการบิน จะส่งผลให้ธุรกิจนี้บูมยิ่งขึ้น
แต่ตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ของไทยมีคู่แข่ง 2 รายครองตลาดอยู่นานนับ 10 ปี ไลอ้อนแอร์ต้องใส่เกียร์เร่งสปีดเต็มที่ โดยใช้ “ราคา” เป็นอาวุธสำคัญในการสู้ศึก เพื่อรุกเข้ากินฐานลูกค้าโลว์คอสต์แอร์ไลน์เดิม และยังขยายสู่ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยบินซึ่งเป็นลูกค้าในระดับรากหญ้า ที่ผ่านมาคู่แข่งทั้ง 2 รายไม่ได้สู้กันเรื่องราคาอย่างจริงจัง แถมยังมีการเก็บค่าธรรมเนียมทั้งค่าน้ำมัน และธรรมเนียมการจอง
“ตลาดโลว์คอสต์ในไทยยังไม่อิ่มตัว เพราะที่ผ่านมาคู่แข่ง 2 รายเขาไม่ได้แข่งขันกันจริงจัง เมื่อมีกันแค่ 2 รายแทนที่จะตัดราคา ต่างคนก็ต่างทำตลาด ออกโปรโมชั่นพอให้เป็นกิมมิกในตลาด ทั้งที่จริงๆ แล้วมีไม่กี่ที่นั่ง ตลาดเลยไม่ได้ขยาย โดยเฉพาะตลาดระดับล่าง”
นี่คือโอกาสที่ไทยไลอ้อนแอร์มองเห็น นำเอาจุดอ่อนของคู่แข่งทั้ง 2 รายมาปรับให้เป็นจุดแข็ง ใช้ราคาต่ำกว่าคู่แข่งทุกวัน ทุกเที่ยวบิน โดยไม่บวกภาษีน้ำมัน และไม่เก็บค่าธรรมเนียมการจองทุกช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ คอลเซ็นเตอร์ และเคาน์เตอร์ขายตั๋ว ให้ผู้โดยสารนำกระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องได้ฟรี 15 กิโลกรัม ที่สำคัญไม่มีโปรโมชั่นแต่เป็นราคาที่เสนอปกติ
นำพลบอกว่า กลยุทธ์ราคาที่นำมาใช้ จะเป็นลักษณะ First come first serve หรือ “จองก่อนจะได้ราคาถูกกว่าจองใกล้วันเดินทาง” โดยจะแบ่งเป็น 15 ระดับ ยกตัวอย่างเที่ยวบินไปเชียงใหม่ มี 215 ที่นั่ง ราคาเริ่มต้น 270 บาท (มี 20 ที่นั่ง) จากนั้นไล่ขึ้นทีละ 100 บาท 370 บาท 470 บาท...ไปจนถึงราคาสูงสุด 3,000 บาท (มีประมาณ15%) โดยราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 750-2,000 บาท เป็นระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่งสายการบินต้นทุนต่ำ
การนำเสนอชุดราคาในลักษณะนี้ ถึงแม้เป็นเรื่องปกติของสายการบินต้นทุนต่ำ แต่ไลอ้อนแอร์ใช้ราคาเริ่มต้นถูกกว่าคู่แข่งอีก 2 ราย ซึ่งจะเริ่มต้นในระดับราคา 800-1,000 บาท ด้วยกลไกราคาดังกล่าว จะทำให้ไทยไลอ้อนแอร์กินตลาดไปถึงลูกค้าระดับรากหญ้าที่ไม่เคยบินมาก่อน
“ถ้าเขาวางแผนจองดีๆ เขาจะได้ตั๋วราคาถูก ไป-กลับ 1,000 บาท ถูกกว่าซื้อตั๋วรถทัวร์อีก เราอยากให้คนทั่วไป คนกินเงินเดือนไม่ถึงหมื่น คนทำงานโรงงานก็มาบินกับเราได้ เราก็คาดหวังว่าจะได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ไม่เคยโดยสารเครื่องบินมาก่อน มาใช้บริการของไลอ้อนแอร์ ประมาณ 20%”
นำพลยอมรับว่า การนำกลยุทธ์ราคามาใช้ จะส่งผลให้เกิดสงครามราคา แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะ “ราคา และเครื่องบินใหม่” คือกุญแจความสำเร็จของธุรกิจโลว์คอสต์แอร์ไลน์ และเป็น “โอกาสของไทยไลอ้อนแอร์ในการบุกตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในไทย
การตั้งราคาได้ต่ำขนาดนี้ มาจากยุทธศาสตร์การลงทุน โดยไลอ้อนกรุ๊ป อินโดนีเซีย สั่งซื้อเครื่องบินทั้งโบอิ้งและแอร์บัส รวมกัน 708 ลำ ทำให้ได้ราคาพิเศษกว่าการซื้อทีละลำ และยังดูแลรักษาเอง ทำให้บริหารต้นทุนในระยะยาวได้ดีกว่า ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการเช่าเครื่องบินและการเอาต์ซอส
นอกจากนี้ทุกประเทศที่ไลอ้อนแอร์เข้าไปทำตลาด ล้วนแต่มีเจ้าตลาดเดิมที่ยึดครองตลาดอยู่ ผู้มาทีหลังอย่างไลอ้อนแอร์เมื่อต่อกรกับคู่แข่งในตลาดที่มีต้นทุนสะสมมานานทั้งเรื่องแบรนด์ ฐานลูกค้า จึงต้องอาศัยช่องว่างตลาด และมีอาวุธครบมือ พร้อมที่จะ “รุกเร็ว รบเร็ว” และช่วงชิงลูกค้าได้ทันที จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไปคงไม่รอด นั่นคือเครื่องบินใหม่ทั้งฝูงและกลไกราคา เหมือนอย่างที่ทำสำเร็จมาแล้วในอินโดนีเซียและมาเลเซีย
หลังจากส่งเครื่องบินโบอิ้ง 737-900ER ขนาด 215 ที่นั่ง 2 ลำ เปิดเที่ยวบิน 3 เส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ บินวันละ 2 เที่ยว กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ และกรุงเทพฯ-จาการ์ตา ในเดือนมีนาคม ปี 2557 จะเพิ่มอีก 4 ลำ เพื่อรองรับกับการเปิดเส้นทางใหม่ๆ ในจังหวัดหลักๆ เช่น หาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงราย อุดรธานี พร้อมกับเพิ่มเที่ยวบิน เช้า กลางวัน เย็น ส่วนเที่ยวบินต่างประเทศ จะเริ่มไตรมาสที่ 2 บินไปสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน และอินเดีย
การรุกตลาดของไทยไลอ้อนแอร์ เป้าหมายของไทยไลอ้อนแอร์คือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3 ปี และภายใน 5 ปี เป็นเบอร์ 1 โดยจะมีเครื่องบิน 50 ลำ อำพลเชื่อว่า เวลานั้นฝูงบินของไทยไลอ้อนแอร์จะแซงหน้าคู่แข่ง
อัพงบ 90 ล้านสร้างแบรนด์ใน 3 เดือน
การทำตลาดและการสร้างแบรนด์ก็เช่นกัน อำพลบอกว่า “ต้องโกยสี่ขาแบบไม่ยั้ง” โดยใน 3 เดือนแรกของการเปิดตัว ไทยไลอ้อนแอร์ทุ่มไปงบการตลาด 90 ล้านบาท สำหรับธุรกิจโลว์คอสต์ถือว่าเป็นงบการตลาดที่สูงมาก แต่เมื่อมาทีหลังก็ต้องทำให้ดัง เพราะถ้าแบรนด์ไม่เป็นที่รู้จักจะขาดความน่าเชื่อถือ
ขั้นตอนการสร้างแบรนด์ เริ่มจากโฆษณาทีวีซี สร้างการรับรู้แบรนด์ชิ้นแรกถูกปล่อยออกไปทันที เน้นการนำเสนอโปรดักชั่นสวย ดูดี ไม่หวือหวา เพื่อสร้างความมั่นใจ และรองรับกับการเปิดเที่ยวบินแรกในช่วงต้นเดือนธันวาคม จากนี้เป็นคิวของการปล่อยทีวีซี โฆษณา ชุด 2 และ 3 จะเป็นเรื่องการโปรโมตตัวโปรดักต์ ที่จะเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง
แบรนด์คาแรกเตอร์ของไทยไลอ้อนแอร์ เป็นบุคลิกของคนทำงาน ดูดี มีเสน่ห์ แต่งตัวทันสมัย ใช้อุปกรณ์ทันสมัย ไม่หวือหวามาก เพื่อให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย ที่มีตั้งแต่วัยรุ่น คนทำงาน เจ้าของกิจการ
“ถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่างแอร์เอเชียเขาจะดูเพลย์บอยกว่า ส่วนนกแอร์เขาจะเป็นภาพของเพลย์บอยไฮโซ ส่วนของไทยไลอ้อนแอร์ จะเรียบกว่า ถ้าเปรียบเป็นดารา ผมนึกถึงบุคลิกแบบเกรียงไกร อุณหะนันท์ แต่หนุ่มกว่า”
นำพล เลือกใช้มิวสิกมาร์เก็ตติ้งมาเป็นเครื่องมือการตลาด โดยเลือกนักร้อง “สิงโต นำโชค” มาแต่งและร้องเพลง โดยให้เหตุผลว่า สไตล์การร้องและชื่อเสียงโด่งดัง ชื่อของสิงโตเข้ากับแบรนด์ไลอ้อนแอร์ และให้ความหมายดี โดยเพลงที่แต่งจะนำไปใช้สร้างการรับรู้ไปยังสื่อต่างๆ เช่น เป็นเพลงประจำเครื่องบิน และนำมิวสิกวิดีโอลงบนยูทิวบ์ รวมถึงการจัดอีเวนต์ คอนเสิร์ตย่อมๆ บนเครื่องบิน และปลายทางต่างๆ
ดูแล้วกลยุทธ์การตลาด การสร้างแบรนด์อาจไม่ดุดันเท่ากับเรื่องของกลยุทธ์ราคา อำพลยืนยันว่า “นโยบายของบริษัทแม่ ถ้าคู่แข่งตัดราคามา เราจะตัดราคากลับไป ไม่ว่าจะใช้สงครามราคาแค่ไหนเราก็สู้ เพราะยังไงต้นทุนเราก็ถูกกว่า”
และนี่คือ จุดเริ่มต้นของสงครามราคาของโลว์คอสต์แอร์ไลน์ นอกจากแอร์เอเชียจะออกมาขยับออกโปรโมชั่นสู้ศึกครั้งนี้หลายระลอก ล่าสุดนกแอร์ได้เซ็นเอ็มโอยูกับสายการบินสกู๊ต พีทีอี สิงคโปร์ จัดตั้งสายการบินราคาประหยัด นกสกู๊ต รองรับเส้นทางบินระยะกลางระยะไกลในเส้นทางต่างประเทศ
![]()
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4736
ได้ข้อมูลมาจากห้อง PT เครดิตคุณเหรียญครับ ข้อมูลน่าสนใจดีครับ
ไอดีซีแนะธุรกิจไอทีปรับตัวใหม่
ไอดีซี ชี้ตลาดไอซีทีไทยจำเป็นจะต้องปรับตัวขนานใหญ่ เลี่ยงพึ่งพางบลงทุนไอซีทีจากภาครัฐไปสู่แหล่งอื่นๆ ที่มีการเติบโตด้านการลงทุนใช้จ่ายแทน คาดปีหน้าตลาดชะลอตัวเติบโต เพียง 7.2% พร้อมคาดการณ์ 10 อันดับแนวโน้มที่สำคัญ
นายไมเคิล อาราเน็ตตา ผู้จัดการประจำ ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า งบลงทุนด้านไอซีที คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 7.2% ในปี 2557 ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าตลาดกำลังที่จะชะลอตัวลง โดยภาวะตึงเครียดทางการเมืองเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตอย่างแน่นอน โดยที่ภาคเอกชนต่างๆ กำลังรอดูแนวทางว่าปัญหาในปัจจุบันจะได้รับการแก้ไขอย่างไร รวมถึงโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ นั้นเกิดการชะลอแผนงาน อาทิ โครงการแท็บเลตพีซีเพื่อการศึกษาไทย โครงการอินเตอร์เน็ตไว-ไฟฟรี และโครงการสมาร์ทซิตี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นเสริมอีก เช่น ภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ความเชื่อมั่นต่อการบริโภคที่ลดลงของภาคธุรกิจและประชาชน และการเติบโตของเทคโนโลยีแบบลบล้าง ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนนโยบายด้านไอทีของธุรกิจต่าง ๆ ในประเทศไทย นายไมเคิลได้เน้นย้ำว่า "ภาวะการชะลอตัวที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากเพียงแค่ความวุ่นวายทางการเมืองเท่านั้น
ทั้งนี้ไอดีซี ยังระบุว่า ตลาดไอทีซี ในประเทศจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนในการเข้าสู่ตลาดโครงการลงทุนด้านไอที ของบรรดาองค์กรธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ ที่มีการลงทุนด้านไอทีเป็นอย่างมากจากกลุ่มธุรกิจหลายประเภทที่ยังคงมีการดำเนินกิจการอย่างเป็นปกติราบรื่น อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน กลุ่มโทรคมนาคมและ กลุ่มโลจิสติกส์
นอกจากนี้ ไอดีซี ประเทศไทยได้คาดการณ์ 10 อันดับแนวโน้มที่สำคัญปี 2557 ดังนี้
1. อัตราการเติบโตของการใช้จ่ายด้านไอทีในปี 2557 จะอยู่ที่ร้อยละ 7.2 แต่จะมีปัจจัยบวกอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี
2. การปรับเปลี่ยนเพื่อสิ่งใหม่ของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ต่อการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) จะทำให้ไทยเป็นสนามทดลองสำหรับเทคโนโลยีแบบลบล้างแบบใหม่ๆ ของภูมิภาคอาเซียน
3. เพื่อเข้าถึงผู้ใช้งานประเภทเลือกใช้อุปกรณ์ตามความชื่นชอบของตนเอง (CYOD), บริษัทต่างๆ ในไทยจำเป็นต้องพัฒนาแผนงานด้าน mobility ขึ้นมารองรับการใช้งานดังกล่าว
4. ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหม่ๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในตลาด FTTx (การต่ออินเตอร์เน็ตแบบนำสายใยแก้วนำแสง ส่งตรงถึงบ้านของลูกค้า)
5. กระแสดิจิตอลทีวียังคงแรง แต่ความคืบหน้ายังต่ำกว่าเป้าในปี 2557
6. บรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์ของญี่ปุ่นจะทำให้ไทยเข้าถึงทุกสิ่งอย่างผ่านอินเตอร์เน็ต
7. จำนวน 40% ของการใช้จ่ายด้านไอทีในสหภาพเมียนมาร์จะมีแหล่งกำเนิดหรือจัดหามาจากไทย
8. แท็บเลตจะเป็นอุปกรณ์ที่ครองตลาดคอนซูเมอร์ในปี 2557
9. ใน 5 หัวเมืองหลักของแต่ละภูมิภาคของไทยจะมีอัตราการเติบโตการใช้จ่ายด้านไอที โตขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ส่งผลให้กรุงเทพฯและปริมณฑล ถูกลดบทบาทการเป็นศูนย์กลางของการใช้จ่ายด้านไอที และ
10. การเติบโตอย่างมากของการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือกำลังทำให้ไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล แม้ว่าจะประสบปัญหาความตึงเครียดด้านการเมือง แต่ไทยกำลังเป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานที่ประสบผลสำเร็จของการนำเทคโนโลยีแบบลบล้างมาใช้อย่าง เช่น บิ๊กดาต้า และ คลาวด์คอมพิวติ้ง สิ่งนี้จะทำให้ไทยค่อนข้างพร้อม พอที่จะก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์มขั้นที่ 3 ของไอทีในอีก 3 ปีข้างหน้า
นายไมเคิล กล่าวต่ออีกว่า "สิ่งที่สำคัญที่สุดในปี 2557 ก็คือการลงทุนด้านไอซีที ไม่ว่าอะไรก็ตามจำเป็นต้องให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นโดยเร็ว จากหลายตัวอย่างในการทดลองใช้บิ๊กดาต้าของบริษัทต่างๆ นั้น บริษัทจำเป็นจะต้องแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านข้อมูลเชิงลึกและเน้นการทำตลาดกับลูกค้า รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้ของบริษัทจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ โครงการบิ๊กดาต้าต่างๆ จำเป็นต้องถูกผลักดันให้เกิดความต้องการใช้งานจากภายในองค์กร ไม่ใช่ถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยภายนอก ที่อยู่เหนือการควบคุมของบริษัท
http://www.thanonline.com/index.php?opt ... Itemid=491
-
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 1735
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4737
นำรูปความหนาวทางภาคเหนือมาฝากพี่หมอมุขค่ะ
ที่ อช.แจ้ซ้อน_ลำปางค่ะ
อากาศหนาวเย็นมากจริงๆ ค่ะ....ถูกใจพี่หมอมุขแน่นอน
แม้ว่าพี่หมอมุขจะขึ้นไปทางเพชรบูรณ์ก็คงหนาวพอๆ กันเลยค่ะ
อีกไม่กี่วันแล้วพี่หมอมุขและครอบครัวรักษาสุขภาพ...ไว้เที่ยวในวันอากาศหนาวให้สนุกนะคะ
ที่ อช.แจ้ซ้อน_ลำปางค่ะ
อากาศหนาวเย็นมากจริงๆ ค่ะ....ถูกใจพี่หมอมุขแน่นอน
แม้ว่าพี่หมอมุขจะขึ้นไปทางเพชรบูรณ์ก็คงหนาวพอๆ กันเลยค่ะ
อีกไม่กี่วันแล้วพี่หมอมุขและครอบครัวรักษาสุขภาพ...ไว้เที่ยวในวันอากาศหนาวให้สนุกนะคะ
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4738
รูปอุทยาน แจ้ซ้อน ดูสงบ ผ่อนคลายนะครับ ได้ไป relax ทิ้งชีวิตยุ่งเหยิงของเมืองกรุงดีครับ
เห็นเป็นหมอกๆ นั่น เป็นหมอกเย็น หรือเป็น ไอน้ำจากน้ำพุร้อน อะไรหรือเปล่าครับ คุณนุช
ดีใจที่คุณนุชและครอบครัวได้เที่ยวด้วยกันอย่างมีความสุขนะครับ
ส่วนของผมขอนับวันถอยหลังไปเที่ยวล่ะครับ ขอให้เย็นๆอย่างนี้ข้ามปีใหม่นะครับ จะได้เที่ยวอย่างมีความสุขกาย เย็นใจกันทุกคนครับ
เห็นเป็นหมอกๆ นั่น เป็นหมอกเย็น หรือเป็น ไอน้ำจากน้ำพุร้อน อะไรหรือเปล่าครับ คุณนุช
ดีใจที่คุณนุชและครอบครัวได้เที่ยวด้วยกันอย่างมีความสุขนะครับ
ส่วนของผมขอนับวันถอยหลังไปเที่ยวล่ะครับ ขอให้เย็นๆอย่างนี้ข้ามปีใหม่นะครับ จะได้เที่ยวอย่างมีความสุขกาย เย็นใจกันทุกคนครับ

- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4739
เปิดข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ-ตลาดmai ตั้งแต่ต้นปีถึง 20 ธ.ค.56 มูลค่าระดมทุนแตะ 3.8 หมื่นล้าน มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโอเฉียด 2 แสนล้าน
ข้อมูลบริษัทหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนใหม่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) พบว่า ในปี 2556 มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 20 ธ.ค.56 จำนวน 27 บริษัท โดยแบ่งเป็น SET จำนวน 13 บริษัท และ เอ็มเอไอ จำนวน 14 บริษัท มูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 38,972.12 ล้านบาท และมีจำนวนมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโออยู่ที่ 193,571.93 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากประเมินข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2553 มีบริษัทจดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 11 บริษัท แบ่งเป็น SET จำนวน 4 บริษัท และ เอ็มเอไอ จำนวน 7 บริษัท มีมูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 6,716.56 ล้านบาท และมีจำนวนมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโออยู่ที่ 52,461.02 ล้านบาท
ปี 2554 มีบริษัทจดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 10 บริษัท แบ่งเป็น SET จำนวน 3 บริษัท และ เอ็มเอไอ จำนวน 7 บริษัท มีมูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 4,953.99 ล้านบาท และมีจำนวนมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโออยู่ที่ 26,702.65 ล้านบาท
ปี 2555 มีบริษัทจดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 18 บริษัท แบ่งเป็น SET จำนวน 8 บริษัท และ เอ็มเอไอ จำนวน 10 บริษัท มีมูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 19,664.07 ล้านบาท และมีจำนวนมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโออยู่ที่ 68,205.20 ล้านบาท
สำหรับในปี 2556 มีบริษัทเข้าจดทะเบียน 27 บริษัท โดยมีบริษัทที่รอเข้าตลาดหุ้นอยู่ประมาณ 32 บริษัท อาทิ บริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน) (AJD), บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน) (OCEAN) บริษัท เอไอ เอนเนอร์จี จำกัด (มหาชน) หรือ AIE เป็นต้น
2หุ้นไอพีโอราคาต่ำจอง CSS-PACE
อย่างไรก็ตาม หุ้นที่ซื้อขายในช่วงปี 2556 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 20 ธ.ค. จำนวน 27 บริษัทนั้น ส่วนใหญ่ปิดการซื้อขายวันแรกราคาปรับขึ้นทั้งหมด มีเพียง 2 บริษัทที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ บริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CSS ซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ราคาปรับลดลง 29.33% จากราคาไอพีโอที่ 3 บาท และ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE ซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ราคาปรับลดลง 22.86% จากราคาไอพีโอที่ 3.50 บาท ซึ่งทั้งสองบริษัทอยู่ใน SET
อัคคีปราการราคาพุ่ง 200%
ส่วนบริษัทที่ราคาไอพีโอปรับขึ้นในการซื้อขายวันแรกสูงถึง 200% ได้แก่ บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) หรือ AKP ซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ราคาปรับขึ้น 200% จากราคาไอพีโอที่ 2 บาท, บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ EUREKA ซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ราคาปรับขึ้น 200% จากราคาไอพีโอที่ 2.25 บาท และ บริษัท บางกอก เดค-คอน จำกัด (มหาชน) หรือ BKD ซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ราคาปรับขึ้น 200% จากราคาไอพีโอที่ 1.50 บาท โดยทั้งสามบริษัทอยู่ในเอ็มเอไอ
ตลาดตั้งเป้าไอพีโอปี 57กว่า 1 แสนล้าน
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งเป้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) จากหุ้นที่เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ในปี 2557 มากกว่า 1 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะมาจากบริษัทที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ กลุ่มสมาชิกลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย จีน ลาว เมียนมาร์ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม โดยในปีนี้มีหุ้นใหม่ที่เข้ามาซื้อขายและมีรายได้จาก GMS แล้ว เช่น บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ที่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากลาว และบริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA ที่มีรายได้ราว 30% จากเมียนมาร์
ข้อมูลบริษัทหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนใหม่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) พบว่า ในปี 2556 มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค. ถึง 20 ธ.ค.56 จำนวน 27 บริษัท โดยแบ่งเป็น SET จำนวน 13 บริษัท และ เอ็มเอไอ จำนวน 14 บริษัท มูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 38,972.12 ล้านบาท และมีจำนวนมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโออยู่ที่ 193,571.93 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากประเมินข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2553 มีบริษัทจดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 11 บริษัท แบ่งเป็น SET จำนวน 4 บริษัท และ เอ็มเอไอ จำนวน 7 บริษัท มีมูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 6,716.56 ล้านบาท และมีจำนวนมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโออยู่ที่ 52,461.02 ล้านบาท
ปี 2554 มีบริษัทจดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 10 บริษัท แบ่งเป็น SET จำนวน 3 บริษัท และ เอ็มเอไอ จำนวน 7 บริษัท มีมูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 4,953.99 ล้านบาท และมีจำนวนมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโออยู่ที่ 26,702.65 ล้านบาท
ปี 2555 มีบริษัทจดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 18 บริษัท แบ่งเป็น SET จำนวน 8 บริษัท และ เอ็มเอไอ จำนวน 10 บริษัท มีมูลค่าการระดมทุนอยู่ที่ 19,664.07 ล้านบาท และมีจำนวนมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโออยู่ที่ 68,205.20 ล้านบาท
สำหรับในปี 2556 มีบริษัทเข้าจดทะเบียน 27 บริษัท โดยมีบริษัทที่รอเข้าตลาดหุ้นอยู่ประมาณ 32 บริษัท อาทิ บริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน) (AJD), บริษัท โอเชี่ยน คอมเมิรช จำกัด (มหาชน) (OCEAN) บริษัท เอไอ เอนเนอร์จี จำกัด (มหาชน) หรือ AIE เป็นต้น
2หุ้นไอพีโอราคาต่ำจอง CSS-PACE
อย่างไรก็ตาม หุ้นที่ซื้อขายในช่วงปี 2556 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 20 ธ.ค. จำนวน 27 บริษัทนั้น ส่วนใหญ่ปิดการซื้อขายวันแรกราคาปรับขึ้นทั้งหมด มีเพียง 2 บริษัทที่ราคาปรับลดลง ได้แก่ บริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CSS ซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ราคาปรับลดลง 29.33% จากราคาไอพีโอที่ 3 บาท และ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE ซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ราคาปรับลดลง 22.86% จากราคาไอพีโอที่ 3.50 บาท ซึ่งทั้งสองบริษัทอยู่ใน SET
อัคคีปราการราคาพุ่ง 200%
ส่วนบริษัทที่ราคาไอพีโอปรับขึ้นในการซื้อขายวันแรกสูงถึง 200% ได้แก่ บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) หรือ AKP ซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ราคาปรับขึ้น 200% จากราคาไอพีโอที่ 2 บาท, บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ EUREKA ซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ราคาปรับขึ้น 200% จากราคาไอพีโอที่ 2.25 บาท และ บริษัท บางกอก เดค-คอน จำกัด (มหาชน) หรือ BKD ซื้อขายครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ราคาปรับขึ้น 200% จากราคาไอพีโอที่ 1.50 บาท โดยทั้งสามบริษัทอยู่ในเอ็มเอไอ
ตลาดตั้งเป้าไอพีโอปี 57กว่า 1 แสนล้าน
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งเป้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) จากหุ้นที่เสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ในปี 2557 มากกว่า 1 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะมาจากบริษัทที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ กลุ่มสมาชิกลุ่มน้ำโขง ประกอบด้วย จีน ลาว เมียนมาร์ ไทย กัมพูชา และเวียดนาม โดยในปีนี้มีหุ้นใหม่ที่เข้ามาซื้อขายและมีรายได้จาก GMS แล้ว เช่น บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP ที่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากลาว และบริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA ที่มีรายได้ราว 30% จากเมียนมาร์
- Paul VI
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 10538
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มั่งคั่งด้วยหุ้น ลงทุนอย่างมีคุณค่า
โพสต์ที่ 4740
หุ้นไอพีโอเมินกระแสการเมืองร้อน-เฟดหั่นคิวอี ปี"57 จ่อระดมทุนตลาดหุ้นกว่า 1 แสนล้านบาท
ท่ามกลางกระแสการเมืองร้อนแรง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดขนาดคิวอีลงไปแล้ว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มว่าปีหน้าจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบกับเงินทุนเคลื่อนย้าย น่าสนใจว่า "หุ้นน้องใหม่" ที่เสนอขายให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ซึ่งจะพาเหรดเข้าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร รายการ Ringside สังเวียนหุ้น "กรุงเทพธุรกิจทีวี" มีคำตอบ
นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (เอพีเอ็ม) บริษัทที่ปรึกษาการเงินชื่อดัง กล่าวว่า หุ้นไอพีโอในปัจจุบันยังมีแนวโน้มที่ดี แม้สถานการณ์การเมืองจะกดดันตลาดหุ้นบ้าง แต่เนื่องจากบริษัทที่กระจายหุ้นครั้งแรกให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี ธุรกิจน่าสนใจ และในส่วนของบริษัทหากจะนำบริษัทใดเข้าตลาดหุ้น จะต้องศึกษาพื้นฐานของบริษัทให้ดี จนมั่นใจว่าหากเข้าตลาดหุ้นแล้วจะต้องเกิดประโยชน์ทั้งในส่วนของบริษัทและนักลงทุน จึงทำให้หุ้นของบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นวันแรกส่วนใหญ่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง และราคายังปรับขึ้นต่อเนื่องเมื่อพ้นการซื้อขายวันแรกด้วย
"ผมไม่กังวลเลยแม้ว่าการเมืองจะร้อนแรง เรื่องคิวอีของสหรัฐจะมากระทบอย่างไร หากเรามั่นใจว่าหุ้นเราดี พื้นฐานดี เราก็สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ นักลงทุนก็มั่นใจ หุ้นที่เข้าตลาดของเราก็ดีจริงๆ วันแรกขึ้นแรง ต่อๆ ไปก็ยังขึ้นต่อเนื่อง เพราะเรามีการทำพีอาร์ ไออาร์ต่อเนื่อง ให้บริษัทมีข่าวอยู่ในตลาด ให้นักลงทุนมั่นใจ" นายสมภพ กล่าว
คาดปี 57 จ่อระดมทุน 1 แสนล้านบาท
ส่วนกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกมาประเมินว่า แนวโน้มหุ้นไอพีโอในปีหน้าจะมีมูลค่าระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น นายสมภพ มองว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจากการประเมินจำนวนบริษัทที่รอเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นปี 2557 จะสูงถึง 35-40 บริษัท จากปี 2556 ที่ระดับ 30 บริษัท ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีโครงการหุ้นใหม่ความภูมิใจของจังหวัด ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทต่างๆ ที่จะเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น รวมถึงการทำดูโอลิสซิ่ง โดยการนำบริษัทจากต่างประเทศมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย จึงเป็นเหตุผลว่าไม่ใช่เรื่องยากที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาทได้
"ปี 2553 มีบริษัทเข้าจดทะเบียน 11 บริษัท ปี 2554 ก็ 11 บริษัท ปี 2555 อยู่ที่ 18 บริษัท ในปีนี้ก็น่าจะประมาณ 30 บริษัท ส่วนปีหน้าก็ 35-40 บริษัท นี่ยังไม่รวมบริษัทในโครงการของ ก.ล.ต.ที่พร้อมจะเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น และบริษัทต่างประเทศที่จะทำดูโอลิสซิ่งเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยอีก ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเพิ่มเป็นแสนล้านบาทได้" นายสมภพย้ำ
และว่า ที่ผ่านมาบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนใหม่มีกำไรและรายได้เพิ่มขึ้นสูงมาก จากปีที่แล้วที่บริษัทในตลาดหุ้นมีกำไร 8 แสนล้านบาท ปีนี้ 9 เดือนก็อยู่ที่ 6 แสนล้านบาทแล้ว จึงทำให้หลายบริษัทมีความสนใจที่จะเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น เพราะเล็งเห็นว่าจะสามารถขยายธุรกิจของบริษัทให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
หลายบริษัทที่ปรึกษาแนะเลื่อนกระจายหุ้น
สำหรับสถานการณ์การเมืองที่ยังคงยืดเยื้อต่อเนื่องจนทำให้หลายบริษัทเลื่อนการกระจายหุ้นไอพีโอออกไปนั้น นายสมภพ มองว่า เรื่องนี้เป็นเพียงความคิดของเอฟเอและผู้บริหารของแต่ละบริษัทที่หารือร่วมกันเท่านั้น แต่ในส่วนของเอพีเอ็ม ไม่ได้มองว่าวิกฤติการเมืองจะทำให้ต้องเลื่อนการเข้าตลาด เพราะก่อนที่จะดันแต่ละบริษัทเข้าตลาดหุ้น เราในฐานะบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ได้มีการศึกษาพื้นฐานธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างดี จนมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดวิกฤติใดๆ ที่เป็นปัจจัยแวดล้อมด้านนอก ก็จะไม่กระทบกับธุรกิจของบริษัท เราจึงมั่นใจที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นและไม่คิดเลื่อน เพราะบางบริษัทเคยเลื่อนเพื่อรอให้ภาวะตลาดดี ภาวะแวดล้อมดี สุดท้ายก็ยกเลิกการเข้าตลาดหุ้นไป
"เราไม่รอ ไม่เลื่อน ถ้าเราเตรียมพร้อมเต็มที่เราก็มั่นใจในบริษัทที่เราผลักดันเข้าไป ทุกบริษัทผมจะทำงานมากกว่า 3-4 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นฐานบริษัทแกร่งดีพอที่จะเข้าตลาดหุ้น อย่างบริษัทน้ำมันเครื่องเทรน เข้าตลาดหุ้นตอนปี 2541 ซึ่งประเทศเพิ่งประสบภาวะต้มยำกุ้ง แต่เราก็มั่นใจที่จะดันหุ้นเข้าตลาด เพราะเราโชว์ความเก๋าของบริษัทที่ตั้งมานานกว่า 40 ปี ผู้บริหารดี พื้นฐานบริษัทเยี่ยม ราคาพาร์ 10 บาท ไอพีโอ 39 บาท วันแรกเข้าตลาดขึ้นมาปิด 45 บาท วันนี้ราคาก็ 200 กว่าบาท"
"ถ้าวันนั้นไม่เข้า ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเมื่อไร ส่วนการคิดราคาไอพีโอ เราจะเอาธุรกิจของบริษัทในอีก 4 ไตรมาสข้างหน้ามาพิจารณาพร้อมกับวิเคราะห์ แล้วให้ส่วนลด ซึ่งระดับปกติจะอยู่ที่ประมาณ 10-15%"
ไอพีโอแทบทุกตัวราคาพุ่งมากกว่า 100%
นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงที่หุ้นไอพีโอประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ราคาหุ้นไอพีโอบางบริษัทปรับขึ้นไปมากกว่า 100% มองว่าราคาที่ปรับขึ้นนั้น นอกจากพื้นฐานของธุรกิจที่ดีแล้วยังมีปัจจัยจากอารมณ์และความรู้สึกของนักลงทุนร่วมอยู่ด้วย ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินประเมินราคาที่ต่ำเกินไป
"ก่อนที่เราจะพิจารณาราคาหุ้นไอพีโอ เราเอาปัจจัยหลายเรื่องมาพิจารณา จนได้ราคาที่เหมาะสมมา บางคนมองว่าเราตั้งราคาที่ 4 บาท แล้วราคาพุ่งขึ้นไป 8-9 บาท เป็นสิ่งที่สูงเกินไป เพราะเราตั้งราคาไว้ต่ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเราตั้งราคาไอพีโอไว้ที่ 8 บาท ราคาอาจจะไม่ได้ปรับขึ้น 100% ก็ได้ ทุกอย่างมันมีหลายปัจจัยประกอบกัน จากความมั่นใจในเอฟเอ มั่นใจในบริษัท และสุดท้ายคือเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกของนักลงทุน" นายสมภพระบุ
ยังไม่หมดรอบหุ้นไอพีโอฟีเวอร์
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไอพีโอในปี 2557 นั้น กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัสฯ เชื่อว่า ยังเดินหน้าได้ดีต่อเนื่องจากปีนี้ เพราะวงจรของหุ้นไอพีโอแต่ละรอบน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 ปี โดยในปีหน้าบริษัทมีแผนนำไอพีโอเข้าตลาดหุ้นประมาณ 7 บริษัท ส่วนปี 2558 จะอยู่ที่ประมาณ 5 บริษัท ประกอบกับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยได้ปรับขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของอาเซียนแล้ว ซึ่งทำให้มองภาพชัดเจนได้ว่าปีหน้าไอพีโอจะมีแนวโน้มที่เติบโตได้ดีอยู่
นายสมภพ กล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนอาจกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศจนไม่กล้าลงทุน แต่อยากให้มองว่าตลาดหุ้นไทยวนเวียนอยู่กับความร้อนแรงทางการเมืองมาประมาณ 7 ปี แล้ว ทั้งกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบิน เสื้อแดงปิดราชประสงค์ มาจนถึงเสื้อหลากสี และวันนี้คือราชดำเนิน ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นถ้ากลัวการเมืองจะไม่สามารถลงทุนในตลาดหุ้นได้เลย
"อยากให้มั่นใจว่าทุกบริษัทที่ทุกเอฟเอนำเข้าตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานธุรกิจที่ดีอยู่แล้ว นักลงทุนสามารถลงทุนได้โดยศึกษาพื้นฐานของบริษัท อ่านบทวิเคราะห์ก่อนจึงค่อยลงทุน" เขากล่าวทิ้งท้าย
ท่ามกลางกระแสการเมืองร้อนแรง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดขนาดคิวอีลงไปแล้ว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มว่าปีหน้าจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบกับเงินทุนเคลื่อนย้าย น่าสนใจว่า "หุ้นน้องใหม่" ที่เสนอขายให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ซึ่งจะพาเหรดเข้าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร รายการ Ringside สังเวียนหุ้น "กรุงเทพธุรกิจทีวี" มีคำตอบ
นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (เอพีเอ็ม) บริษัทที่ปรึกษาการเงินชื่อดัง กล่าวว่า หุ้นไอพีโอในปัจจุบันยังมีแนวโน้มที่ดี แม้สถานการณ์การเมืองจะกดดันตลาดหุ้นบ้าง แต่เนื่องจากบริษัทที่กระจายหุ้นครั้งแรกให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี ธุรกิจน่าสนใจ และในส่วนของบริษัทหากจะนำบริษัทใดเข้าตลาดหุ้น จะต้องศึกษาพื้นฐานของบริษัทให้ดี จนมั่นใจว่าหากเข้าตลาดหุ้นแล้วจะต้องเกิดประโยชน์ทั้งในส่วนของบริษัทและนักลงทุน จึงทำให้หุ้นของบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นวันแรกส่วนใหญ่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง และราคายังปรับขึ้นต่อเนื่องเมื่อพ้นการซื้อขายวันแรกด้วย
"ผมไม่กังวลเลยแม้ว่าการเมืองจะร้อนแรง เรื่องคิวอีของสหรัฐจะมากระทบอย่างไร หากเรามั่นใจว่าหุ้นเราดี พื้นฐานดี เราก็สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ นักลงทุนก็มั่นใจ หุ้นที่เข้าตลาดของเราก็ดีจริงๆ วันแรกขึ้นแรง ต่อๆ ไปก็ยังขึ้นต่อเนื่อง เพราะเรามีการทำพีอาร์ ไออาร์ต่อเนื่อง ให้บริษัทมีข่าวอยู่ในตลาด ให้นักลงทุนมั่นใจ" นายสมภพ กล่าว
คาดปี 57 จ่อระดมทุน 1 แสนล้านบาท
ส่วนกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกมาประเมินว่า แนวโน้มหุ้นไอพีโอในปีหน้าจะมีมูลค่าระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น นายสมภพ มองว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจากการประเมินจำนวนบริษัทที่รอเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นปี 2557 จะสูงถึง 35-40 บริษัท จากปี 2556 ที่ระดับ 30 บริษัท ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีโครงการหุ้นใหม่ความภูมิใจของจังหวัด ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทต่างๆ ที่จะเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น รวมถึงการทำดูโอลิสซิ่ง โดยการนำบริษัทจากต่างประเทศมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย จึงเป็นเหตุผลว่าไม่ใช่เรื่องยากที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาทได้
"ปี 2553 มีบริษัทเข้าจดทะเบียน 11 บริษัท ปี 2554 ก็ 11 บริษัท ปี 2555 อยู่ที่ 18 บริษัท ในปีนี้ก็น่าจะประมาณ 30 บริษัท ส่วนปีหน้าก็ 35-40 บริษัท นี่ยังไม่รวมบริษัทในโครงการของ ก.ล.ต.ที่พร้อมจะเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น และบริษัทต่างประเทศที่จะทำดูโอลิสซิ่งเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยอีก ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเพิ่มเป็นแสนล้านบาทได้" นายสมภพย้ำ
และว่า ที่ผ่านมาบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนใหม่มีกำไรและรายได้เพิ่มขึ้นสูงมาก จากปีที่แล้วที่บริษัทในตลาดหุ้นมีกำไร 8 แสนล้านบาท ปีนี้ 9 เดือนก็อยู่ที่ 6 แสนล้านบาทแล้ว จึงทำให้หลายบริษัทมีความสนใจที่จะเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น เพราะเล็งเห็นว่าจะสามารถขยายธุรกิจของบริษัทให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
หลายบริษัทที่ปรึกษาแนะเลื่อนกระจายหุ้น
สำหรับสถานการณ์การเมืองที่ยังคงยืดเยื้อต่อเนื่องจนทำให้หลายบริษัทเลื่อนการกระจายหุ้นไอพีโอออกไปนั้น นายสมภพ มองว่า เรื่องนี้เป็นเพียงความคิดของเอฟเอและผู้บริหารของแต่ละบริษัทที่หารือร่วมกันเท่านั้น แต่ในส่วนของเอพีเอ็ม ไม่ได้มองว่าวิกฤติการเมืองจะทำให้ต้องเลื่อนการเข้าตลาด เพราะก่อนที่จะดันแต่ละบริษัทเข้าตลาดหุ้น เราในฐานะบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ได้มีการศึกษาพื้นฐานธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างดี จนมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดวิกฤติใดๆ ที่เป็นปัจจัยแวดล้อมด้านนอก ก็จะไม่กระทบกับธุรกิจของบริษัท เราจึงมั่นใจที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นและไม่คิดเลื่อน เพราะบางบริษัทเคยเลื่อนเพื่อรอให้ภาวะตลาดดี ภาวะแวดล้อมดี สุดท้ายก็ยกเลิกการเข้าตลาดหุ้นไป
"เราไม่รอ ไม่เลื่อน ถ้าเราเตรียมพร้อมเต็มที่เราก็มั่นใจในบริษัทที่เราผลักดันเข้าไป ทุกบริษัทผมจะทำงานมากกว่า 3-4 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นฐานบริษัทแกร่งดีพอที่จะเข้าตลาดหุ้น อย่างบริษัทน้ำมันเครื่องเทรน เข้าตลาดหุ้นตอนปี 2541 ซึ่งประเทศเพิ่งประสบภาวะต้มยำกุ้ง แต่เราก็มั่นใจที่จะดันหุ้นเข้าตลาด เพราะเราโชว์ความเก๋าของบริษัทที่ตั้งมานานกว่า 40 ปี ผู้บริหารดี พื้นฐานบริษัทเยี่ยม ราคาพาร์ 10 บาท ไอพีโอ 39 บาท วันแรกเข้าตลาดขึ้นมาปิด 45 บาท วันนี้ราคาก็ 200 กว่าบาท"
"ถ้าวันนั้นไม่เข้า ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเมื่อไร ส่วนการคิดราคาไอพีโอ เราจะเอาธุรกิจของบริษัทในอีก 4 ไตรมาสข้างหน้ามาพิจารณาพร้อมกับวิเคราะห์ แล้วให้ส่วนลด ซึ่งระดับปกติจะอยู่ที่ประมาณ 10-15%"
ไอพีโอแทบทุกตัวราคาพุ่งมากกว่า 100%
นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงที่หุ้นไอพีโอประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ราคาหุ้นไอพีโอบางบริษัทปรับขึ้นไปมากกว่า 100% มองว่าราคาที่ปรับขึ้นนั้น นอกจากพื้นฐานของธุรกิจที่ดีแล้วยังมีปัจจัยจากอารมณ์และความรู้สึกของนักลงทุนร่วมอยู่ด้วย ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินประเมินราคาที่ต่ำเกินไป
"ก่อนที่เราจะพิจารณาราคาหุ้นไอพีโอ เราเอาปัจจัยหลายเรื่องมาพิจารณา จนได้ราคาที่เหมาะสมมา บางคนมองว่าเราตั้งราคาที่ 4 บาท แล้วราคาพุ่งขึ้นไป 8-9 บาท เป็นสิ่งที่สูงเกินไป เพราะเราตั้งราคาไว้ต่ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเราตั้งราคาไอพีโอไว้ที่ 8 บาท ราคาอาจจะไม่ได้ปรับขึ้น 100% ก็ได้ ทุกอย่างมันมีหลายปัจจัยประกอบกัน จากความมั่นใจในเอฟเอ มั่นใจในบริษัท และสุดท้ายคือเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกของนักลงทุน" นายสมภพระบุ
ยังไม่หมดรอบหุ้นไอพีโอฟีเวอร์
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไอพีโอในปี 2557 นั้น กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัสฯ เชื่อว่า ยังเดินหน้าได้ดีต่อเนื่องจากปีนี้ เพราะวงจรของหุ้นไอพีโอแต่ละรอบน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 ปี โดยในปีหน้าบริษัทมีแผนนำไอพีโอเข้าตลาดหุ้นประมาณ 7 บริษัท ส่วนปี 2558 จะอยู่ที่ประมาณ 5 บริษัท ประกอบกับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยได้ปรับขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของอาเซียนแล้ว ซึ่งทำให้มองภาพชัดเจนได้ว่าปีหน้าไอพีโอจะมีแนวโน้มที่เติบโตได้ดีอยู่
นายสมภพ กล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนอาจกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศจนไม่กล้าลงทุน แต่อยากให้มองว่าตลาดหุ้นไทยวนเวียนอยู่กับความร้อนแรงทางการเมืองมาประมาณ 7 ปี แล้ว ทั้งกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบิน เสื้อแดงปิดราชประสงค์ มาจนถึงเสื้อหลากสี และวันนี้คือราชดำเนิน ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นถ้ากลัวการเมืองจะไม่สามารถลงทุนในตลาดหุ้นได้เลย
"อยากให้มั่นใจว่าทุกบริษัทที่ทุกเอฟเอนำเข้าตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานธุรกิจที่ดีอยู่แล้ว นักลงทุนสามารถลงทุนได้โดยศึกษาพื้นฐานของบริษัท อ่านบทวิเคราะห์ก่อนจึงค่อยลงทุน" เขากล่าวทิ้งท้าย