|0 คอมเมนต์
การ์ดครึ่งร้อยสแกนทำเนียบคุ้มกันโอบามา
"โอบามา" เยือนไทย 18-19 พ.ย. ขอเข้าเฝ้าฯ "ในหลวง" ด้านการ์ดทำเนียบขาวกว่า 50 นายคุ้มกัน ปธน.สหรัฐเข้มงวด ส่งอเมริกันสไนเปอร์ประจำตึกสูงรอบทำเนียบรัฐบาล ขณะเดียวกันวานนี้ ครม.ให้ความเห็นชอบร่างแถลงข่าวร่วมว่าด้วยการประกาศการเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) และการรื้อฟื้นการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ
การเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย. ในฐานะแขกของรัฐบาลไทยนั้น พบว่าการคุ้มกันประธานาธิบดีสหรัฐเป็นไปอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันประธานาธิบดีสหรัฐได้ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยด้วย
รายงานข่าวเปิดเผยว่า
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ แจ้งว่า ในโอกาสที่
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางมาเยือนประเทศไทยนั้น
นายบารัค โอบามา ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ว่าจะให้เข้าเฝ้าฯ ในวันเวลาใด
ขณะที่แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในส่วนของการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น มี
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบในภาพรวม โดยมีการประชุมเตรียมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อแบ่งงานให้ตำรวจนครบาล ตำรวจสันติบาล และกองปราบปราม รวมถึงหน่วยข่าวกรอง ในการเตรียมการของแต่ละส่วน เบื้องต้นทราบว่าประธานาธิบดีสหรัฐและคณะจะมาถึงประเทศไทยเวลา 15.00 น. วันที่ 18 พ.ย. และจะเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลเวลาประมาณ 17.00 น. พักค้างคืนที่ประเทศไทย 1 คืน ก่อนจะเดินทางต่อวันที่ 19 พ.ย. เพื่อเข้าร่วมประชุมอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า วานนี้ (12 พ.ย.) ซึ่งมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ปรากฏว่าสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยได้ประสานกับทำเนียบรัฐบาลว่า จะส่งเจ้าหน้าที่สถานทูตและชุดรักษาความปลอดภัยชุดล่วงหน้าจากทำเนียบขาว มาดูสถานที่ภายในทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 08.00 น. แต่ปรากฏว่าคณะของสหรัฐกว่า 50 ชีวิต เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เวลา 07.30 น. และเข้าสำรวจตึกไทยคู่ฟ้า สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ตึกสันติไมตรี และอาณาบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด มีการเปิดดูห้องทุกห้อง และถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล สมาร์ทโฟน และไอแพด เก็บไว้ด้วยทุกห้องเช่นกัน รวมทั้งยังใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูยอดตึกสูงที่อยู่รอบๆ ทำเนียบรัฐบาลด้วย
ส่วนระบบการรักษาความปลอดภัยในวันที่ 18 พฤศจิกายนนั้น แหล่งข่าวด้านความมั่นคงของทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า จะมีการปิดถนนด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล 2 จุด คือ ที่ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ จนถึงแยกสวนมิสกวัน และถนนพระราม 5 บริเวณด้านหลังพณิชยการพระนคร (เลียบคลองเปรมประชากร) -สะพานอรทัย โดยจะปิดถนนตั้งแต่ขบวนของ
นายบารัค โอบามา ลงจากทางด่วนยมราช จนถึงเดินทางออกจากงานเลี้ยงในช่วงค่ำ
ขณะที่การคุ้มกันประธานาธิบดีสหรัฐในระยะประชิดตัวจะใช้ทีม รปภ.จากทำเนียบขาวทั้งหมด เพราะมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนไทย ส่วนหน่วยรักษาความปลอดภัยของไทยทำได้เพียงยืนคุ้มกันรอบนอกในระยะไกล และจะมีทีมของทำเนียบขาวยืนประกบเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยด้วยอีกชั้น รวมถึงทีมสหรัฐจะมีชุดแม่นปืนที่เตรียมปืนไรเฟิลซุ่มอยู่บนอาคารสูงรอบทำเนียบ อาทิ ตึกธนาคาร ธ.ก.ส. ตึกสำนักงาน ก.พ. และตึกสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อป้องกันจากมุมสูงอีกทาง
แหล่งข่าวกล่าวในตอนท้ายว่า จากประสบการณ์การตรวจสถานที่ทำเนียบของคณะจากอเมริกา เมื่อครั้งยุคของนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่มาเยือนในสมัย
นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งครั้งนั้นทีมล่วงหน้าของบุชนำสุนัขเข้าไปตรวจหาวัตถุต้องสงสัยภายในตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไม่พอใจอย่างมาก เพราะถือว่าไม่ให้ความเคารพต่อสถานที่ และครั้งนี้นายโอบามามาเยือนก็จะไม่อนุญาตให้นำสุนัขเข้าไปอีกแล้ว โดยจะอนุญาตให้นำสุนัขตรวจรอบตึกเท่านั้น หากต้องการตรวจภายในตึกจะให้ใช้อุปกรณ์ไอที หรือคนเข้าไปเท่านั้น
แต่เนื่องจากวานนี้เป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้มีสื่อมวลชนในทำเนียบรัฐบาลจำนวนมาก มีช่างภาพและสื่อมวลชนบางส่วนเข้าไปถ่ายภาพและตามทำข่าวคณะของสหรัฐ ทำให้ฝ่ายของสหรัฐไม่พอใจ พร้อมใช้กล้องส่องทางไกลถ่ายสื่อที่ตามทำข่าว และยังมีทีมงานคอยบันทึกภาพนิ่งสื่อที่เดินตามทำข่าวด้วย จนมาถึงตึกสันติไมตรี ปรากฏว่ายังมีสื่อมวลชนไทยเดินตามไปทำข่าว ทำให้ฝ่ายสหรัฐไม่พอใจอย่างมาก จึงแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยว่า ให้ไปบอกสื่อมวลชนไทยหยุดเดินตามทำข่าว เนื่องจากการเดินทางมาตรวจพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้มีเจ้าหน้าที่ที่เป็น “ซีเคร็ท” ของสหรัฐที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวเดินทางมาด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจึงแจ้งขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน
แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า กำหนดการของนายโอบามานั้น จะเดินทางถึงไทยในช่วงเย็น ซึ่งจะมีพิธีการต้อนรับตามปกติ คือ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนำนายโอบามาขึ้นแท่นรับความเคารพและตรวจแถวทหารกองเกียรติยศด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้าตามปกติ จากนั้นนายกฯ จะนำนายบารัก โอบามา เดินเข้าไปยังห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อลงนามในสมุดเยี่ยม และทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือแบบทวิภาคีเต็มคณะ
หลังจากนั้นนายกฯ และประธานาธิบดีสหรัฐจะเดินไปที่ตึกสันติไมตรี เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความตกลงที่ใกล้จะหมดอายุ และทั้งคู่ก็จะเปิดแถลงข่าวร่วมกันที่ตึกสันติไมตรีหลังใน โดยจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามได้ แต่กำหนดว่าถามนายกฯ ได้ 2 คำถาม และถามนายโอบามาได้ 2 คำถามเท่านั้น ต่อจากนั้นทั้งนายกฯ และนายโอบามาจะเดินมายังงานเลี้ยงที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก เมื่อจบงานเลี้ยงแล้วประธานาธิบดีสหรัฐและคณะจะเดินทางกลับทันที
"ยังมีจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้คือ ช่วงที่นายโอบามาเดินออกมาจากตึกสันติไมตรีหลังในเข้ามายังตึกหลังนอก เพื่อเข้างานเลี้ยง ฝ่ายไทยจะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับวันลอยกระทงไว้ และแจ้งไปว่า อยากให้ประธานาธิบดีสหรัฐเดินชมนิทรรศการ แต่ปรากฏว่าจากการเจรจากับชุดล่วงหน้าของโอบามานั้น เขาขอว่าขอเดินผ่านไปเฉยๆ ได้หรือไม่ เพราะเขาต้องการเดินผ่านให้เร็วที่สุด ไม่ต้องการหยุดชมนิทรรศการ จึงยังไม่ชัดเจนว่าในวันจริงจะทำอย่างไร” แหล่งข่าว ระบุ
ผบ.ตร.พร้อมดูแล"โอบามา"เยือนไทย
พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า ทางการข่าวยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่เราก็ไม่ประมาท ขณะนี้ตำรวจมีความพร้อมเต็มที่ในการรักษาความปลอดภัย โดยมอบหมายให้
พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. ประชุมเตรียมการรักษาความปลอดภัยทั้งหมด พร้อมทั้งประสานกับสถานทูตสหรัฐ ซึ่งสหรัฐได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาตรวจดูความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ที่นายโอบามาจะเดินทางมาแล้ว ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ ส่วนกำลังรักษาความปลอดภัยของตำรวจจะใช้กำลังจากนครบาล ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และสันติบาล ในการรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทางการเดินทางและที่พัก แต่จะใช้กำลังเท่าไหร่จะสรุปอีกครั้ง นอกจากนี้หน่วยเก็บกู้ระเบิดของเราก็มีความพร้อมในการปฏิบัติงานตลอดเวลา
ครม.ไฟเขียวพันธมิตรทางทหารร่วมเจรจาTPPสหรัฐ
วานนี้ในการประชุมครม.มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้ให้ความเห็นชอบมาตรการที่รัฐบาลไทยจะเจรจาความร่วมมือกับสหรัฐในโอกาสที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการวันที่ 18-19 พ.ย.นี้
โดย ครม.ให้ความเห็นชอบร่างแถลงข่าวร่วมว่าด้วยการประกาศการเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement หรือ TPP) และการรื้อฟื้นการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ
ความตกลงทีพีพีประกอบด้วยสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐชิลี เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม แคนาดา และเม็กซิโก ในจำนวนนี้ไทยได้ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีแล้ว 8 ประเทศ ยกเว้น สหรัฐ แคนาดาและเม็กซิโก
สหรัฐโดยประธานาธิบดีโอบามา ได้ผลักดันการเจรจาทีพีพีอย่างจริงจังและได้ประกาศในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เดือนพ.ย.ปี 2553 ว่า"ความตกลงทีพีพีจะเป็นต้นแบบสำหรับการเจรจาทำความตกลงเปิดเสรีทางเศรษฐกิจการค้าในกลุ่มเอเปค"
สหรัฐเป็นคู่ค้าหลักของไทยมีมูลค่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ การเข้าร่วมทีพีพีจะช่วยขยายตลาดการค้าโดยเพิ่มมูลค่าระหว่างไทย-สหรัฐและสมาชิกทีพีพี ทำให้สินค้าส่งออกไทยได้รับสิทธิจีเอสพีภาษีเป็น 0 ถาวรในตลาดสหรัฐ โดยไม่ต้องพึ่งพาจีเอสพีชั่วคราวและไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการค้าอื่น
การรักษาและดึงดูดการค้า การลงทุน จากสมาชิกทีพีพีและหากไทยไม่เข้าร่วมเจรจา สินค้าของไทยจะเสียเปรียบการแข่งขันในตลาดทีพีพีและสมาชิกทีพีพี
กระทรวงพาณิชย์ยังได้เสนอให้รื้อฟื้นการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐ (ทิฟฟ่า) ซึ่งเดิมไทยและสหรัฐได้ลงนามกรอบความร่วมมือนี้ในปี 2545 เพื่อขยายความร่วมมือ ประสานงาน การค้า การลงทุน รวมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า
ปี 2555 สหรัฐทั้งระดับรัฐมนตรีและผู้ช่วยผู้แทนการค้าของสหรัฐ ได้เสนอฝ่ายไทยให้รื้อฟื้นการประชุมทิฟฟ่า ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าการประชุมดังกล่าวจะเป็นช่องทางหารือทวิภาคี
ปัจจุบันไทยไม่มีเวทีหารือกับสหรัฐในเรื่องการค้าการลงทุนที่เป็นทางการต่อเนื่อง ทิฟฟ่าจึงเป็นเวทีสำคัญ ในการแลกเปลี่ยนความเห็นขจัดข้ออุปสรรคกับสหรัฐ กระทรวงพาณิชย์จึงขอให้ครม.อนุมัติฟื้นฟูกรอบเจรจาทิฟฟ่าขึ้นมาใหม่ ในการแถลงข่าวร่วมระหว่างผู้นำ 2 ประเทศ
ขณะที่ กระทรวงการต่างประเทศ ขอความเห็นชอบจากครม.เข้าร่วมความริเริ่มด้านความมั่นคงเกี่ยวกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (พีเอสไอ) โดยพีเอสไอ เป็นความคิดริเริ่มของสหรัฐ เสนอครั้งแรกที่โปแลนด์ เมื่อปี 2546 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (ดับเบิลยูเอ็มดี) ตลอดจนระบบเครื่องส่ง และวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตกไปอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย หรือประเทศที่ต้องสงสัยว่าจะพัฒนา หรือแพร่ขยายดับเบิลยูเอ็มดี ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 110 ประเทศ (ในอาเซียน มีบรูไน กัมพูชา สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ที่เข้าร่วมพีเอสไอแล้ว)
สหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีบทบาทแข็งขันในการโน้มน้าวให้ไทยเข้าร่วมพีเอสไอ โดยเห็นว่า ไทยเป็นประเทศทางผ่านที่มีท่าเรือขนาดใหญ่ และอยู่ในเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ ดังนั้น จึงเห็นความสำคัญของไทยต่อความร่วมมือ ในการป้องกันการต่อต้านการก่อการร้าย การป้องกันการค้าที่มิชอบธรรม และการส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางการค้าร่วมกับประชาคมโลก
เพื่อให้ไทยสามารถประกาศเข้าร่วมพีเอสไอได้ ก่อนการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกในช่วงวันที่ 18-21 พ.ย. 2555 ณ กรุงพนมเปญ หรือระหว่างที่ประธานาธิบดีสหรัฐ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
สาระสำคัญของพีเอสไอ เน้นมาตรการปฏิบัติ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการสกัดกั้น และยับยั้งการส่งผ่าน ถ่ายลำ และขนส่งดับเบิลยูเอ็มดี ระบบเครื่องส่ง และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ได้ 2 ทาง ทั้งทางบก และอากาศ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการหยุดยั้งการเคลื่อนย้าย ขนส่ง และการตรวจค้น จับกุมหรือยึดสินค้าต้องสงสัย รวมทั้งห้ามคนชาติของตนกระทำ หรือให้ความร่วมมือในการขนส่ง หรือเคลื่อนย้ายสินค้าดังกล่าว
พีเอสไอ เป็นความร่วมมือ และความรับผิดชอบโดยสมัครใจของประเทศต่างๆ ในลักษณะการเป็นหุ้นส่วนในการป้องกันการแพร่ขยายดับเบิลยูเอ็มดี ไปสู่ประเทศที่ไม่พึงประสงค์ และกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงของประชาคมระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ และความพยายามอย่างที่สุด ที่จะหยุดยั้งการแพร่ขยายดับเบิลยูเอ็มดี และวัสดุที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวลลำดับต้นๆ ของประชาคมระหว่างประเทศ
