ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 1
ไม่ค่อยชอบคุณทอม เลย
เพราะใช้ความรู้ความสามารถแบบไม่เป็นกลาง
เช่น ดร.บอกว่า ตามตัวเลข เทมาเส็ก ถือหุ้น 49 % แต่ตามเม็ดเงิน 75-80 %
ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ส่วนคุณทอมบอกว่า ก่อนหน้านี้ ก็มีหลายดีลทำแบบนี้
อืม เหมือนกับคุณทอมกำลังจะบอกว่า ก่อนหน้าก็มีคนทำ shin ทำผิดตรงไหน
เหอๆ
ก่อนหน้านี้ก็มีคนทำผิด แล้ว shin ทำผิดด้วย ผิดตรงไหน คุณทอมนี่ พูดไปเหอะ กลับไปนอนคิดหน่อยนะว่ากำลังพูดให้ประชาชนฟังนะ คนสมัยนี้ไม่โง่แล้ว
สรุปนะ ผมว่า ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายชัดเจนมาก เพราะกฎหมายเขียนไว้ว่า ห้ามถือหุ้นเกิน 49 % ถ้ามีใครซักคนไปร้องเรียนศาลปกครอง แล้วให้ศาลปกครองตีความว่า
ตามตัวเลข 49 % แต่นับเม็ดเงินจริงได้ 75-80 % ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่
ถ้าศาลปกครองบอกว่าผิด
ดีลก่อนหน้านี้ที่คุณทอมบอกว่า ผิดหมด ก็อาจจะไม่หมดครับ เพราะกฎหมายมีอายุความ
และถ้ายังอยู่ในอายุความก็ผิดหมดครับ
ที่แน่ๆ นายกผิดเต็มๆ ตรงที่ ใช้วิธีเลี่ยงให้มากที่สุด โดยไม่ผิดกฎหมาย เหอๆ นายกพลาดตรงเจตนารมณ์ของกฎหมายครับ
เพราะวิธีตีความ ของกฎหมาย มีสองวิธี คือตามเจตนารมณ์ และตามตัวอักษร
แค่ผิดตามเจตนารมณ์ ผม 1 คน ผมก็ไม่เลือกแล้วครับ คราวหน้า
อืม ประเทศไทยก็เปงงี้แหละครับ
เพราะใช้ความรู้ความสามารถแบบไม่เป็นกลาง
เช่น ดร.บอกว่า ตามตัวเลข เทมาเส็ก ถือหุ้น 49 % แต่ตามเม็ดเงิน 75-80 %
ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ส่วนคุณทอมบอกว่า ก่อนหน้านี้ ก็มีหลายดีลทำแบบนี้
อืม เหมือนกับคุณทอมกำลังจะบอกว่า ก่อนหน้าก็มีคนทำ shin ทำผิดตรงไหน
เหอๆ
ก่อนหน้านี้ก็มีคนทำผิด แล้ว shin ทำผิดด้วย ผิดตรงไหน คุณทอมนี่ พูดไปเหอะ กลับไปนอนคิดหน่อยนะว่ากำลังพูดให้ประชาชนฟังนะ คนสมัยนี้ไม่โง่แล้ว
สรุปนะ ผมว่า ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายชัดเจนมาก เพราะกฎหมายเขียนไว้ว่า ห้ามถือหุ้นเกิน 49 % ถ้ามีใครซักคนไปร้องเรียนศาลปกครอง แล้วให้ศาลปกครองตีความว่า
ตามตัวเลข 49 % แต่นับเม็ดเงินจริงได้ 75-80 % ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่
ถ้าศาลปกครองบอกว่าผิด
ดีลก่อนหน้านี้ที่คุณทอมบอกว่า ผิดหมด ก็อาจจะไม่หมดครับ เพราะกฎหมายมีอายุความ
และถ้ายังอยู่ในอายุความก็ผิดหมดครับ
ที่แน่ๆ นายกผิดเต็มๆ ตรงที่ ใช้วิธีเลี่ยงให้มากที่สุด โดยไม่ผิดกฎหมาย เหอๆ นายกพลาดตรงเจตนารมณ์ของกฎหมายครับ
เพราะวิธีตีความ ของกฎหมาย มีสองวิธี คือตามเจตนารมณ์ และตามตัวอักษร
แค่ผิดตามเจตนารมณ์ ผม 1 คน ผมก็ไม่เลือกแล้วครับ คราวหน้า
อืม ประเทศไทยก็เปงงี้แหละครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 4
รธน.ไทยให้ตีความตามตัวอักษรครับ (มีหลายร้อยข้อ)
อันนี้โทษท่านนายกไม่ได้
ของอเมริกาตีความตามเจตนารมณ์ของรธน. ซึ่งมีแค่ 7 ข้อ
กฎหมายถ้าผิดเจตนารมณ์ก็เป็นโมฆะ
ของอังกฤษไม่มีแม้กระทั่งรธน.เป็นลายลักษณ์อักษร
ใช้ common law practice "ควร" และ "ไม่ควร"
ยากจะบอกครับ ว่าแบบไหนดีกว่า
อันนี้โทษท่านนายกไม่ได้
ของอเมริกาตีความตามเจตนารมณ์ของรธน. ซึ่งมีแค่ 7 ข้อ
กฎหมายถ้าผิดเจตนารมณ์ก็เป็นโมฆะ
ของอังกฤษไม่มีแม้กระทั่งรธน.เป็นลายลักษณ์อักษร
ใช้ common law practice "ควร" และ "ไม่ควร"
ยากจะบอกครับ ว่าแบบไหนดีกว่า
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1841
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 7
I totally agree with Khun Jeng. Assumed that you're a head of a company, PLC or not, you must have self-discipline, etiquette and comply with the minimum requirement of the law. พยายามทำให้ถูกกม.อย่างเพียงพอโดยยึดเอา กม. เป็น มาตรฐานขั้นต่ำ Not try to avoid by complying no more than requirement of the law. BUT AS A PRIME MINISTER, maybe he just forget or very smart to do business and hire the next senator candidate as โฆษกประจำตระกูล. However I remember Warren Baffet notices the integrity of the executive who run his valued company he chose. I humble ask all investor in this planet that " Does Thailand is a valued country ?" Start from investors in this webboard.......
Rabbit VS. Turtle
-
- Verified User
- โพสต์: 84
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 9
นายก ไม่ผิดที่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ตามกฏหมาย ใครๆ ก็ทำกันเช่นนั้น
เพราะ นายก คือ นายทักษิณ (ไม่ใช่แค่นั้น) อีกทั้งนายทักษิณ มีผลประโยชน์โดยตรงกับบริษัทชินวัตร
ดังนั้น ข้อกังขาเกิดขึ้น ทั้งๆที่ไม่เกิดกับคนอื่น เพราะผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีอยู่
ภาพการกระทำ การแสดงออก และการตัดสินใจของนายก
ทาบทับลงไปในทุกการกระทำ ดังนั้น ถึงขาวก็จะดูหมองลง
มันเป็นสิ่งที่นายก สร้างขึ้นมา และต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้
คนเรามี double standard เสมอ เพียงแต่จะยอมรับหรือไม่
เพราะสิ่งที่เรารับรู้ แม้จะเป็นสิ่งเดียวกัน แต่มีผลกระทบอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย
เราไม่ชอบคนนี้ ทำแบบนี้ ... รู้ว่าผิด ... ก็ยังเฉย ยอมได้
เราไม่ชอบคนนี้ ทำแบบเดียวกัน ... รู้ว่าผิด ... ก็ยิ่งไม่ชอบ ต้องต่อต้าน
คงต้องถามใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า
... นายกมี double standard หรือไม่เมื่อคิดให้ถี่ถ้วนเป็นธรรม อย่าคิดเฉพาะบางแง่มุม
... คุณเองมี double standard หรือไม่เมื่อคิดให้ถี่ถ้วนเป็นธรรม อย่าคิดเฉพาะบางแง่มุม
คำถามที่คุณจะต้องตอบตัวเอง และคุยกับตัวเอง
ไม่ต้องไปคุยกับคนอื่น เพราะรังแต่จะเถียงกัน และ อาจจะมีการล้มตายอย่างที่เคยปรากฎ
แต่คำถามที่น่าสนใจมากกว่าคือ
แล้ว double standard ของคนในสังคมที่มีต่อนายก กับการกระทำที่ขาวสะอาดเช่นนี้ มีขึ้นได้อย่างไร?
1. เพราะคนพูดไม่มีความรู้เรื่องภาษี จึงคิดและพูดตามอารมณ์ที่มี ...
2. หรือรู้ แต่ทำเหมือนไม่รู้ เพราะอารมณ์ค้างอยู่...
ความคิดของทั้งสองกลุ่ม ถูกเงาในอดีตของนายกทาบทับลง ทำให้ภาพของนายกมืดลง
หากคิดไปแล้ว
เงานี้คงจะไม่เกิด ถ้าชินฯ ไม่ได้เติบโตอย่างกวางกระโดด เมื่อนายกเข้าสู่การเมือง
เงานี้คงจะไม่เกิด ถ้าชินฯ ไม่ได้รับประโยชน์เหนือคนอื่น เมื่อนายกเข้าสู่การเมือง
เงานี้คงจะไม่เกิด หากนายก ไม่ใช่นายทักษิณ ...
ชิณฯเป็นอดีตไปแล้ว แต่เงาที่จะติดตัวนายก หาใช่หลุดพ้นไปได้ไม่
ถึงแม้นายก จะบอกว่าเงินเป็นของลูก นายกไม่เข้าไปแตะต้อง ... คุณเชื่อได้แค่ไหน?
เมื่อชินฯ เป็นธุรกิจหลักของนายก สังคมก็จับตาในชินฯ เงาของชินฯ ก็ทาบทับนายก
เมื่อไร้ชินฯ เงินสดที่ไร้ร่องรอย กลับจะเป็นเงาที่ดำทะมึนยิ่งกว่า ทาบทับนายก
จึงเป็นโจทย์ ให้นายกต้องคิดให้หนัก เพราะทุกอย่างก้าว ณ.บัดนี้ไป
นายก จะตัดสินใจในเรื่องใด เงาของเงินสดที่นายกถืออยู่ จะติดไปในทุกเรื่องราว
ทั้งการตกลงในประเทศ ( ตรวจสอบได้ แต่มีประสิทธิภาพแค่ไหน? )
และ การตกลงกับต่างประเทศ ( ตรวจสอบได้หรือ ?!? )
ผลประโยชน์ทับซ้อน จะเป็นคำถามที่อาจจะดังขึ้นและขัดแย้งกันยิ่งกว่าเดิม
...เพราะนายกเลือกที่วัดค่าความสำเร็จของทุกสิ่ง ในเชิงธุรกิจ
เต่าโบราณในกะลา ... แวะเที่ยวประเทศแห่งการค้า (1)
เพราะ นายก คือ นายทักษิณ (ไม่ใช่แค่นั้น) อีกทั้งนายทักษิณ มีผลประโยชน์โดยตรงกับบริษัทชินวัตร
ดังนั้น ข้อกังขาเกิดขึ้น ทั้งๆที่ไม่เกิดกับคนอื่น เพราะผลประโยชน์ทับซ้อนที่มีอยู่
ภาพการกระทำ การแสดงออก และการตัดสินใจของนายก
ทาบทับลงไปในทุกการกระทำ ดังนั้น ถึงขาวก็จะดูหมองลง
มันเป็นสิ่งที่นายก สร้างขึ้นมา และต้องต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้
คนเรามี double standard เสมอ เพียงแต่จะยอมรับหรือไม่
เพราะสิ่งที่เรารับรู้ แม้จะเป็นสิ่งเดียวกัน แต่มีผลกระทบอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย
เราไม่ชอบคนนี้ ทำแบบนี้ ... รู้ว่าผิด ... ก็ยังเฉย ยอมได้
เราไม่ชอบคนนี้ ทำแบบเดียวกัน ... รู้ว่าผิด ... ก็ยิ่งไม่ชอบ ต้องต่อต้าน
คงต้องถามใจตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า
... นายกมี double standard หรือไม่เมื่อคิดให้ถี่ถ้วนเป็นธรรม อย่าคิดเฉพาะบางแง่มุม
... คุณเองมี double standard หรือไม่เมื่อคิดให้ถี่ถ้วนเป็นธรรม อย่าคิดเฉพาะบางแง่มุม
คำถามที่คุณจะต้องตอบตัวเอง และคุยกับตัวเอง
ไม่ต้องไปคุยกับคนอื่น เพราะรังแต่จะเถียงกัน และ อาจจะมีการล้มตายอย่างที่เคยปรากฎ
แต่คำถามที่น่าสนใจมากกว่าคือ
แล้ว double standard ของคนในสังคมที่มีต่อนายก กับการกระทำที่ขาวสะอาดเช่นนี้ มีขึ้นได้อย่างไร?
1. เพราะคนพูดไม่มีความรู้เรื่องภาษี จึงคิดและพูดตามอารมณ์ที่มี ...
2. หรือรู้ แต่ทำเหมือนไม่รู้ เพราะอารมณ์ค้างอยู่...
ความคิดของทั้งสองกลุ่ม ถูกเงาในอดีตของนายกทาบทับลง ทำให้ภาพของนายกมืดลง
หากคิดไปแล้ว
เงานี้คงจะไม่เกิด ถ้าชินฯ ไม่ได้เติบโตอย่างกวางกระโดด เมื่อนายกเข้าสู่การเมือง
เงานี้คงจะไม่เกิด ถ้าชินฯ ไม่ได้รับประโยชน์เหนือคนอื่น เมื่อนายกเข้าสู่การเมือง
เงานี้คงจะไม่เกิด หากนายก ไม่ใช่นายทักษิณ ...
ชิณฯเป็นอดีตไปแล้ว แต่เงาที่จะติดตัวนายก หาใช่หลุดพ้นไปได้ไม่
ถึงแม้นายก จะบอกว่าเงินเป็นของลูก นายกไม่เข้าไปแตะต้อง ... คุณเชื่อได้แค่ไหน?
เมื่อชินฯ เป็นธุรกิจหลักของนายก สังคมก็จับตาในชินฯ เงาของชินฯ ก็ทาบทับนายก
เมื่อไร้ชินฯ เงินสดที่ไร้ร่องรอย กลับจะเป็นเงาที่ดำทะมึนยิ่งกว่า ทาบทับนายก
จึงเป็นโจทย์ ให้นายกต้องคิดให้หนัก เพราะทุกอย่างก้าว ณ.บัดนี้ไป
นายก จะตัดสินใจในเรื่องใด เงาของเงินสดที่นายกถืออยู่ จะติดไปในทุกเรื่องราว
ทั้งการตกลงในประเทศ ( ตรวจสอบได้ แต่มีประสิทธิภาพแค่ไหน? )
และ การตกลงกับต่างประเทศ ( ตรวจสอบได้หรือ ?!? )
ผลประโยชน์ทับซ้อน จะเป็นคำถามที่อาจจะดังขึ้นและขัดแย้งกันยิ่งกว่าเดิม
...เพราะนายกเลือกที่วัดค่าความสำเร็จของทุกสิ่ง ในเชิงธุรกิจ
เต่าโบราณในกะลา ... แวะเที่ยวประเทศแห่งการค้า (1)
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 10
เรื่องนายกเลี่ยงภาษี เป็นเรื่องที่เบี่ยงเบนประเด็น นายกไม่ได้เลี่ยงภาษี
และผมก็ไม่ติดใจ
แต่เรื่องเทมาเส็กมายึดกิจการบ้านเรา เพราะมีหุ้นเกิน 49 % เป็นเรื่องที่รับไม่ได้
แต่ถ้ากฎหมายเปิดกว้างว่า ต่างชาติถือเท่าไรก็ได้ อย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา
ประเทศเราไม่ค่อยพัฒนาก็เพราะว่าเราตั้งกติกา มา เพื่อให้คนมีอำนาจ สามารถล้มกติกาได้
และผมก็ไม่ติดใจ
แต่เรื่องเทมาเส็กมายึดกิจการบ้านเรา เพราะมีหุ้นเกิน 49 % เป็นเรื่องที่รับไม่ได้
แต่ถ้ากฎหมายเปิดกว้างว่า ต่างชาติถือเท่าไรก็ได้ อย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา
ประเทศเราไม่ค่อยพัฒนาก็เพราะว่าเราตั้งกติกา มา เพื่อให้คนมีอำนาจ สามารถล้มกติกาได้
-
- Verified User
- โพสต์: 487
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 11
เรื่อง 49% คิดยังไง ตราบใดที่ยังไม่มีคนตัดสินก็คงคิดได้เรื่อยๆ
คิดตามเม็ดเงินแบบที่ดร.สมเกียรติว่าก็แบบนึง แต่แบบนั้นจะวุ่นวายทั้งประเทศ สมมติมีกฎหมายว่าคนไทยเท่านั้นที่จะรับราชการได้ คำว่าคนไทยคืออะไร ปู่ไทยแต่งงานกับย่าฝรั่งออกลูกมาเป็นลูกครึ่ง ลูกไปแต่งงานกับฝรั่ง ออกมาจะเป็นคนไทยหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ประเทศไหนๆเขาถึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเชื้อชาติ (นอกจากมาเลย์ฺมั้ง) แต่ให้ความสำคัญกับสัญชาติ จะเป็นลูกครึ่งลูกเสี้ยว มีสัญชาติไทยคือคนไทย ดังนั้นเมื่อเอามาปรับกับบริษัท จะมีทุนมาจากไหนยังไง ถ้าจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทยว่าเป็นบริษัทสัญชาติไทย ก็เป็นบริษัทไทยครับ
คิดตามเม็ดเงินแบบที่ดร.สมเกียรติว่าก็แบบนึง แต่แบบนั้นจะวุ่นวายทั้งประเทศ สมมติมีกฎหมายว่าคนไทยเท่านั้นที่จะรับราชการได้ คำว่าคนไทยคืออะไร ปู่ไทยแต่งงานกับย่าฝรั่งออกลูกมาเป็นลูกครึ่ง ลูกไปแต่งงานกับฝรั่ง ออกมาจะเป็นคนไทยหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ประเทศไหนๆเขาถึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเชื้อชาติ (นอกจากมาเลย์ฺมั้ง) แต่ให้ความสำคัญกับสัญชาติ จะเป็นลูกครึ่งลูกเสี้ยว มีสัญชาติไทยคือคนไทย ดังนั้นเมื่อเอามาปรับกับบริษัท จะมีทุนมาจากไหนยังไง ถ้าจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทยว่าเป็นบริษัทสัญชาติไทย ก็เป็นบริษัทไทยครับ
对不起,请问一下.
存货是什么意思 ?
存货是什么意思 ?
-
- Verified User
- โพสต์: 84
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 12
ประเทศไทยมี value มากแค่ไหน มองได้สองนัย
มองทางด้าน มูลค่า เป็นมุมมองที่ นายก ตีค่าในฐานะ นักธุรกิจระดับชาติ
มองทางด้าน คุณค่า เป็นมุมมองที่ ภูมิปัญญาตะวันออกแสวงหา
เหตุใด มูลค่า จึงสำคัญต่อการค้า ...
เมื่อไร้มูลค่า เมื่อไม่สามารถตีราคา ของสิ่งนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจ
เมื่อจับต้องไม่ได้ เมื่อวัดเทียบไม่ได้ ของสิ่งนั้นก็ไม่อาจก่อให้เกิดผลเชิงธุรกิจ
ดังนั้น คุณค่าที่วัดด้วยใจ รับรู้ได้โดยจิตสำนึก จึงไร้ค่าทางธุรกิจ
การตีราคา วัดค่า เพิ่มมูลค่า จึงเป็นสิ่งที่นายก พยายามทำ
กับทรัพยากรที่ประเทศไทยมี กับบริษัทนี้ที่นายกเป็น CEO
นายก ประกาศกร้าว จะทำให้ประเทศไทยก้าวกระโดด อย่างกวาง
นายก ผลักดันทุกสิ่งที่จะสามารถประเมินได้เชิงธุรกิจ ให้มีมูลค่า
นายก ต้องการเพิ่มมูลค่า ในทรัพยากรของไทย และแสดงให้โลกได้เห็น
นายก จะทำสำเร็จหรือไม่ ...
นายทักษิณ เจ้าของบริษัทชินวัตร สามารถสร้างบริษัทให้ก้าวกระโดด อย่างกวาง
นายทักษิณ นำทรัพยากรทุกอย่างที่บริษัทชินวัตรได้รับมา สร้างมูลค่าให้กับบริษัท
นายทักษิณ เพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทชินวัตร และแสดงให้โลกได้เห็นแล้ว
นายทักษิณ ทำสำเร็จแล้ว ...
และแล้ว ...
นายทักษิณ นำบริษัทที่มีมูลค่าสูง ออกขายให้ต่างชาติ และแน่นอน ว่าต้องเป็นต่างชาติ
(เพราะนี่ไม่ใช่ขนมเข่ง แต่เป็นขนมเค๊กชั้นดี ที่ชาวไทยไม่มีวาสนาจะลิ้มรส)
นายทักษิณ ได้รับกำไรสูงอย่างงดงาม ต่างชาติได้ทรัพยากรที่สะสมในบริษัทชินวัตร
นายทักษิณ มีความสุข ... ต่างชาติ มีความสุข
นายก จะทำให้บริษัทประเทศไทย ประสบความสำเร็จ ได้อย่างนายทักษิณทำหรือไม่
ในตอนจบ นายก จะมีความสุข และ ต่างชาติ จะมีความสุข เช่นเดียวกันหรือไม่
เป็นเรื่องที่น่าติดตาม ยิ่งกว่า แดจังกึม
หากว่า ประเทศไทย ควรจะถูกประเมิน เพียงเพื่อหามูลค่ากระนั้นหรือ
มูลค่า กับ คุณค่า เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบกันได้แค่ไหน
ใครสามารถหาสมการ ของสองค่านี้ได้บ้าง ...
เต่าโบราณในกะลา ... แวะเที่ยวประเทศแห่งการค้า (2)
ปล. 49%++ เป็นเพียงแค่เรื่องภายนอก
สิ่งที่อยู่ภายในคือ ทรัพยากรผูกขาดและสิทธิ ที่ได้รับ
49%++ ไม่ได้เป็นการเปิดเสรี
หากเปิดเสรีจริงและการแข่งขันมีความสะอาดแล้ว ผลประโยชน์จะตกสู่ผู้บริโภคหรือ
49%++ จึงเป็นแค่การเปลี่ยนให้ต่างชาติมาเอาประโยชน์แทน
49%++ เป็นเพียงการยกอภิสิทธินี้ให้กับคนต่างชาติ
แน่จริง เปิดเสรีแล้วคืนสิ่งที่เอาไปจากผู้บริโภคกลับคืนมา
มองทางด้าน มูลค่า เป็นมุมมองที่ นายก ตีค่าในฐานะ นักธุรกิจระดับชาติ
มองทางด้าน คุณค่า เป็นมุมมองที่ ภูมิปัญญาตะวันออกแสวงหา
เหตุใด มูลค่า จึงสำคัญต่อการค้า ...
เมื่อไร้มูลค่า เมื่อไม่สามารถตีราคา ของสิ่งนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจ
เมื่อจับต้องไม่ได้ เมื่อวัดเทียบไม่ได้ ของสิ่งนั้นก็ไม่อาจก่อให้เกิดผลเชิงธุรกิจ
ดังนั้น คุณค่าที่วัดด้วยใจ รับรู้ได้โดยจิตสำนึก จึงไร้ค่าทางธุรกิจ
การตีราคา วัดค่า เพิ่มมูลค่า จึงเป็นสิ่งที่นายก พยายามทำ
กับทรัพยากรที่ประเทศไทยมี กับบริษัทนี้ที่นายกเป็น CEO
นายก ประกาศกร้าว จะทำให้ประเทศไทยก้าวกระโดด อย่างกวาง
นายก ผลักดันทุกสิ่งที่จะสามารถประเมินได้เชิงธุรกิจ ให้มีมูลค่า
นายก ต้องการเพิ่มมูลค่า ในทรัพยากรของไทย และแสดงให้โลกได้เห็น
นายก จะทำสำเร็จหรือไม่ ...
นายทักษิณ เจ้าของบริษัทชินวัตร สามารถสร้างบริษัทให้ก้าวกระโดด อย่างกวาง
นายทักษิณ นำทรัพยากรทุกอย่างที่บริษัทชินวัตรได้รับมา สร้างมูลค่าให้กับบริษัท
นายทักษิณ เพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทชินวัตร และแสดงให้โลกได้เห็นแล้ว
นายทักษิณ ทำสำเร็จแล้ว ...
และแล้ว ...
นายทักษิณ นำบริษัทที่มีมูลค่าสูง ออกขายให้ต่างชาติ และแน่นอน ว่าต้องเป็นต่างชาติ
(เพราะนี่ไม่ใช่ขนมเข่ง แต่เป็นขนมเค๊กชั้นดี ที่ชาวไทยไม่มีวาสนาจะลิ้มรส)
นายทักษิณ ได้รับกำไรสูงอย่างงดงาม ต่างชาติได้ทรัพยากรที่สะสมในบริษัทชินวัตร
นายทักษิณ มีความสุข ... ต่างชาติ มีความสุข
นายก จะทำให้บริษัทประเทศไทย ประสบความสำเร็จ ได้อย่างนายทักษิณทำหรือไม่
ในตอนจบ นายก จะมีความสุข และ ต่างชาติ จะมีความสุข เช่นเดียวกันหรือไม่
เป็นเรื่องที่น่าติดตาม ยิ่งกว่า แดจังกึม
หากว่า ประเทศไทย ควรจะถูกประเมิน เพียงเพื่อหามูลค่ากระนั้นหรือ
มูลค่า กับ คุณค่า เป็นสิ่งที่เปรียบเทียบกันได้แค่ไหน
ใครสามารถหาสมการ ของสองค่านี้ได้บ้าง ...
เต่าโบราณในกะลา ... แวะเที่ยวประเทศแห่งการค้า (2)
ปล. 49%++ เป็นเพียงแค่เรื่องภายนอก
สิ่งที่อยู่ภายในคือ ทรัพยากรผูกขาดและสิทธิ ที่ได้รับ
49%++ ไม่ได้เป็นการเปิดเสรี
หากเปิดเสรีจริงและการแข่งขันมีความสะอาดแล้ว ผลประโยชน์จะตกสู่ผู้บริโภคหรือ
49%++ จึงเป็นแค่การเปลี่ยนให้ต่างชาติมาเอาประโยชน์แทน
49%++ เป็นเพียงการยกอภิสิทธินี้ให้กับคนต่างชาติ
แน่จริง เปิดเสรีแล้วคืนสิ่งที่เอาไปจากผู้บริโภคกลับคืนมา
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1841
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 14
Let alone UCOM or SHIN, even
นาย ทักษิณ I still don't care.......but
นายก ทักษิณ I do care because it's my business and he's there as our representative.........
เขาปกครองผมและเราอยู่นะครับ รวมทั้งอนาคตของเราและลูกหลานเราทุกคนด้วย
นาย ทักษิณ I still don't care.......but
นายก ทักษิณ I do care because it's my business and he's there as our representative.........
เขาปกครองผมและเราอยู่นะครับ รวมทั้งอนาคตของเราและลูกหลานเราทุกคนด้วย
Rabbit VS. Turtle
-
- Verified User
- โพสต์: 84
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 15
เช่นนั้น คงต้องรบกวนคุณ chatchai แจกแจงเปรียบเทียบ
ผลประโยชน์ที่ UCOM ได้รับ และ SHIN ได้รับ จากสมบัติของประเทศไทย
เอาแบบทั้งด้านจำนวนและปริมาณ
คุณ chatchai คงมีข้อมูลรู้ลึกรู้จริงจะคุยจะบอก
ดวงตาของประชาชนคนโง่จะได้สว่างเสียที
จะปล่อยให้สมองซีกขวาทำงานไร้สาระไปทำไม
ผลประโยชน์ที่ UCOM ได้รับ และ SHIN ได้รับ จากสมบัติของประเทศไทย
เอาแบบทั้งด้านจำนวนและปริมาณ
คุณ chatchai คงมีข้อมูลรู้ลึกรู้จริงจะคุยจะบอก
ดวงตาของประชาชนคนโง่จะได้สว่างเสียที
จะปล่อยให้สมองซีกขวาทำงานไร้สาระไปทำไม
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 16
เคยได้ยินว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
เราเองก็เคยถกเถียงกันว่า ให้รอดูกันไปก่อน ว่าเวลาจะบอกเราเอง
เวลาผ่านไป มีหลายเรื่องราวที่บอกเรา ให้เรารับรู้ แต่ไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด
หลายคนตัดสินใจได้ว่า จะเลือกอะไร จาก เรื่องราว ที่ได้รับรู้ หลายคนบอกไม่สนใจ หลายคน ขอดูอีกสักระยะก่อน
แต่ความจริงก็คือความจริง
ความจริงที่ว่า มีคนขายหุ้น SHIN ให้กับกองทุนของประเทศสิงคโปร์, ความจริงที่ว่ามีคน ประกาศตัวว่าเป็นผู้นำม็อบ
ความจริงที่ว่า พ.ต.ท. ดร. ทักษิน ชินวัตร ตอนนี้ ดำรงแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของ SHIN Cooperation
ความจริงที่ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศ ตัวเป็นผู้นำม็อบที่มีคนเรียกว่าม็อบเมืองไทยรายสัปดาห์
ความจริงที่ว่าคนไทยมีประมาณ 63 ล้านคน ไม่ใช่ 19 ล้านคน
ความจริงที่ว่า นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่เป็นผู้ทำให้เมืองไทย ประเทศไทย เจริญก้าวหน้า มีหน้าที่ดูแล 63 ล้านคนไทย
หน้าที่คือหน้าที่ ที่ต้องทำ และ รับผิดชอบ ทำไม่ไหว ก็ขอคนช่วย ไม่ใช่ไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ตัวเอง หรือ ไม่ก็ไม่ต้องทำ ให้คนอื่นทำแทน
สื่อก็มีหน้าที่สื่อ ที่ต้องเสนอข่าวที่จริง และ ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตีใข่ใส่สีให้คนเสียหาย
คนไทยก็มีหน้าที่ของคนไทย ที่ไท่ใช่แค่ กากบาท ในคูหา แล้ว หมดหน้าที่
คนไทยมีหน้าที่สอนลูกสอนหลาน ให้เป็นคนไทยที่ดี
คนไทยมีหน้าที่ปกป้อง ดูแล ประเทศที่คนไทยอยู่
คนไทยมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายปกครอง เพราะ คนไทยเป็นคนเลือกเองกับมือ

เราเองก็เคยถกเถียงกันว่า ให้รอดูกันไปก่อน ว่าเวลาจะบอกเราเอง
เวลาผ่านไป มีหลายเรื่องราวที่บอกเรา ให้เรารับรู้ แต่ไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด
หลายคนตัดสินใจได้ว่า จะเลือกอะไร จาก เรื่องราว ที่ได้รับรู้ หลายคนบอกไม่สนใจ หลายคน ขอดูอีกสักระยะก่อน
แต่ความจริงก็คือความจริง
ความจริงที่ว่า มีคนขายหุ้น SHIN ให้กับกองทุนของประเทศสิงคโปร์, ความจริงที่ว่ามีคน ประกาศตัวว่าเป็นผู้นำม็อบ
ความจริงที่ว่า พ.ต.ท. ดร. ทักษิน ชินวัตร ตอนนี้ ดำรงแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของ SHIN Cooperation
ความจริงที่ว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศ ตัวเป็นผู้นำม็อบที่มีคนเรียกว่าม็อบเมืองไทยรายสัปดาห์
ความจริงที่ว่าคนไทยมีประมาณ 63 ล้านคน ไม่ใช่ 19 ล้านคน
ความจริงที่ว่า นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่เป็นผู้ทำให้เมืองไทย ประเทศไทย เจริญก้าวหน้า มีหน้าที่ดูแล 63 ล้านคนไทย
หน้าที่คือหน้าที่ ที่ต้องทำ และ รับผิดชอบ ทำไม่ไหว ก็ขอคนช่วย ไม่ใช่ไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่ตัวเอง หรือ ไม่ก็ไม่ต้องทำ ให้คนอื่นทำแทน
สื่อก็มีหน้าที่สื่อ ที่ต้องเสนอข่าวที่จริง และ ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตีใข่ใส่สีให้คนเสียหาย
คนไทยก็มีหน้าที่ของคนไทย ที่ไท่ใช่แค่ กากบาท ในคูหา แล้ว หมดหน้าที่
คนไทยมีหน้าที่สอนลูกสอนหลาน ให้เป็นคนไทยที่ดี
คนไทยมีหน้าที่ปกป้อง ดูแล ประเทศที่คนไทยอยู่
คนไทยมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายปกครอง เพราะ คนไทยเป็นคนเลือกเองกับมือ

- tok
- Verified User
- โพสต์: 833
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 17
ถ้าไม่ซับซ้อนซ่อนหุ้น ก็ไม่ใช่ทักษิณ ตัวจริง
จาก นสพ ไทยโพสท์
เปลวสีเงิน
บริติชเวอร์จินไอส์แลนด์ส
27 มกราคม 2549 กองบรรณาธิการ
ก็เกิดรายการ "ซุกหุ้น ภาค อภิชาตบุตร" อันต่อเนื่องจากภาคแรกที่เรียกว่า "ภาคอภิชาตบิดา" ขึ้นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นความดีความชอบต่อแผ่นดินของ "คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ"
ที่นำหลักฐานชัดในประเด็นนี้มาบอกกล่าวกับสังคม
กว่า 73,000 ล้านบาท เป็นรายได้จากการซื้อขายหุ้นในตลาดฯ และไม่ต้องเสียภาษี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ท่านบอกว่าเป็นความถูกต้อง-ชอบธรรมตามกติกาสากลนิยม ใครก็อย่าไปอิจฉา
แต่คราวนี้เงิน 15,883.9 ล้านบาท ในจำนวน 73,000 ล้านบาทที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเซกไปนั้น ถูกจับได้-ไล่ทันว่า
ส่วนหนึ่ง "ที่มาของหุ้นและเงิน" มีปัญหาขึ้นแล้ว
จะทำไงดีล่ะ..คราวนี้?
ถ้าทางการสืบสาวราวเรื่องกันไปจริงๆ เผลอๆ จะต้องโทษอาญาทั้งพ่อและลูก นับเป็นเรื่องน่าสงสารนักสำหรับเด็กๆ คือ "ลูกทั้งสอง" ที่อาจต้องรับโทษจากกรรมที่ผู้ใหญ่เอาชีวิตลูกมาสร้างความถูกให้ตัวเอง
"บาปสุจริต" มันจะติดตัวลูก!
เอ่ยชื่อ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" คงทราบกันนะครับ ท่านคืออดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และท่านติดตามเรื่องซุกหุ้น และเรื่องธุรกิจครอบครัวนายกฯ มาตลอด เมื่อปี 2547 ท่านได้อภิปรายในสภาเรื่อง "หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน" ในส่วนที่มีความสัมพันธ์กับนายกฯ ทักษิณ
บริติชเวอร์จิน รู้จักกันดีว่า เป็นแหล่งหนีภาษี และการฟอกเงิน!
คุณกอร์ปศักดิ์เปิดหู-เปิดตาให้ประชาชนคนไทยได้ทราบว่า มีใครคนหนึ่งไปตั้งบริษัท Ample Rich Investments Limited ไว้ที่เกาะนี้ และใครคนนั้นก็ขายหุ้นชินคอร์ปให้บริษัทนี้จำนวนหนึ่ง
ชนิดยอกย้อนซ่อนเงื่อน!!
ตอนนั้น คนไทยไม่สนใจประเด็นที่คุณกอร์ปศักดิ์บอกหรอกครับ เพราะกำลังถูกโรคระบาดชนิดโงหัวไม่ขึ้นกันทั้งเมือง
โรคคลั่ง "เทวดาทักษิณ" อวตารลงมาเกิดน่ะ!
ค่อยๆ ลำดับความสู่กันฟังนะครับ เดี๋ยวท่านจะงง ย้อนไปปูพื้นเป็นความเข้าใจกันก่อน จำกันให้ดีนะครับ
วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2549 นางกาญจนา หงษ์เหิร เลขาฯ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร แจ้งต่อ ก.ล.ต.ว่า เมื่อ 20 ม.ค. บริษัท Ample Rich ขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่ น.ส.พิณทองทา และนายพานทองแท้ รวม 329.2 ล้านหุ้น และวันเดียวกัน คือที่ 23 มกรา. นางกาญจนา ก็เป็นตัวแทนแจ้งต่อ ก.ล.ต.แทนนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทาว่า ได้ซื้อหุ้นจาก Ample Rich เมื่อ 20 ม.ค. มาคนละ 164.6 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท
และระบุเป็นหลักฐานไว้กับ ก.ล.ต.ด้วยว่า ซื้อหุ้นดังกล่าวผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย!
วันที่ 23 มกรา. คือวันอภิมหาโคตรรวยจากการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร อันเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ เพราะเป็นวันที่ปรากฏและประกาศเป็นทางการว่า
ชินคอร์ปขายหุ้น 49% ให้ ซีดาร์-แอสแพน-กุกลาบแก้ว อันเป็นบริษัทที่เทมาเซกตั้งขึ้นเป็นบริษัทไทยเป็นการเฉพาะ เพื่อรับหน้าเสื่อในการซื้อ-ขายประวัติศาสตร์ รวมแล้วมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท
นายพานทองแท้ ชินวัตร ขาย 458,550,220 ล้านหุ้น
น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ขาย 604,600.000 ล้านหุ้น
ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท เฉพาะส่วนของบุตรชายและบุตรสาวท่านนายกฯ จะได้เป็นเงินเท่าไหร่ คูณกันเอาเองนะครับ
ท่านก็จำตัวเลขหุ้นของลูกนายกฯ ทั้งสองไว้ให้ดี เพราะเดี๋ยวจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นตัวเลขพิศวงดังที่เป็น "ประเด็นใหม่" จะนำไปสู่ความตายน้ำตื้นในอนาคต
ปรากฏการณ์ 23 มกรา. ไม่เพียงดังที่บอกนั้นนะครับ ยังปรากฏว่า เลขาฯ คนขยันของคุณหญิงพจมาน ได้แจ้งไปยัง ก.ล.ต.ในวัน-เวลาเดียวกันอีกว่า หุ้นที่นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา ซื้อปุ๊บจากตลาดหุ้นคนละ 164.6 ล้านหุ้น นั้น
ได้ขายปั๊บในวันนี้ รวมอยู่ในจำนวนชินคอร์ป "บิ๊กล็อต" ดังกล่าว ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท คือที่เพิ่งซื้อมาใหม่สดๆ ซิงๆ หุ้นละ 1 บาทก็ขาย 49.25 บาทด้วย
สรุปตรงนี้ เลขาฯ คุณหญิงพจมานคนเดียวกันนั่นแหละ เป็นทั้งตัวแทน Ample Rich แจ้งขาย เป็นทั้งตัวแทนพิณทองทา-พานทองแท้ แจ้งซื้อ ก.ล.ต.ก็ซื้อ..ซื่อ..ไม่แอะอะไรเลยซักคำ
เอาละ..คราวนี้ก็ถึงคราว "ความลับไม่มีในโลก" เมื่อนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา แจ้งต่อ ก.ล.ต.ว่าได้ซื้อหุ้นชินคอร์ปจาก Ample Rich ผ่านตลาดหุ้นไทย คนละ 164.6 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
ก็ไม่ยากที่จะตรวจสอบผ่านการซื้อ-ขายประจำวันของตลาดหลักทรัพย์ ก็พบว่า
ไม่ปรากฏการซื้อ-ขายหุ้นด้วยจำนวนตามที่แจ้งไว้แต่อย่างใด!
ยุ่งละซี..ตานี้ ความจริงตลาดหลักทรัพย์ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ที่ประเทศพึงได้ แต่ไม่ทำ "คุณกอร์ปศักดิ์" อดรนทนเห็นคนกลุ่มหนึ่งสุมหัวกันต้มยำทำแกงประเทศไม่ไหว
ก็เลยกระจายข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของคุณกอร์ปศักดิ์ ประจานทั้ง เทวโลก มนุษยโลก และเดรัจฉานโลก
ความจริงที่เป็นตัวจับความเท็จในประเด็นนี้ก็คือ ในข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ระบุถึงการถือหุ้นชินคอร์ป ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2548 ว่า น.ส.พิณทองทา ถือหุ้น 440,000,000 หุ้น นายพานทองแท้ ถือหุ้น 293,950,220 ล้านหุ้น
แต่ปรากฏว่า 23 มกรา. น.ส.พิณทองทา กลับมีหุ้นขายถึง 604,600,000 ล้านหุ้น มากกว่าหุ้นที่แจ้งไว้ต่อตลาดฯ ถึง 164,600 ล้านหุ้น
เช่นเดียวกับนายพานทองแท้ ขาย 458,550,220 ล้านหุ้น มากกว่าที่แจ้งไว้ต่อตลาดถึง 164,600 ล้านหุ้นเช่นกัน
นี่ไงล่ะ..ตัวเลข "ตายตอนจบ" ท่านก็อาจเถียงได้ว่า ไม่เป็นแปลกตรงไหน ที่งอกขึ้นมาคนละ 164,600 ล้านหุ้น นั้น ก็อย่างที่แจ้งต่อ ก.ล.ต.นั่นไงล่ะว่า ซื้อมาจาก Ample Rich
แต่ข้อสงสัยประชาชนก็มีอยู่ว่า
1.Ample Rich นี้ เป็นบริษัทของใคร เอาหุ้นชินคอร์ปจำนวน 329,200 หุ้นที่ขายให้ "พิณทองทา-พานทองแท้" มาจากไหน?
2.มีเหตุผลอะไรที่ขายในราคาพาร์ คือหุ้นละ 1 บาท ทั้งที่ราคาซื้อ-ขายในตลาดฯ ร่วม 50 บาทต่อหุ้น?
3.น.ส.พิณทองทา และนายพานทองแท้ "แจ้งเท็จ" ต่อตลาดฯ ว่าซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ส่อพฤติกรรมว่าหุ้นจำนวนนี้มีที่มา "ไม่สุจริต" และ ก.ล.ต.รู้เห็นเป็นใจในการซื้อขายใช่หรือไม่?
4.นี้คือวิธีการ "ฟอกหุ้น-ฟอกเงิน" ของใครบางคน ใช่หรือไม่ และเงินส่วนต่างอันเกิดจากการขายหุ้น 329,200 หุ้น ที่ซื้อมาหุ้นละ 1 บาท แต่ขายหุ้นละ 49.25 บาท เป็นเงิน 15,883.9 ล้านบาทนี้ ต้องเสียภาษีมิใช่หรือ?
บริษัท Ample Rich ที่ตั้งอยู่ที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ย่านทะเลแคริบเบียน แถวๆ เปอร์โตริโก อันเป็นแหล่งฟอกเงิน และหลบภาษีนี้ เป็นบริษัทของใคร?
ผมไม่ทราบ แต่ในรายงานการประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต.ครั้งที่ 11/2544 วันที่ 12 ตุลาคม 2544 มีบันทึกเป็นรายงานไว้ตอนหนึ่ง ดังนี้
4.3.1 Ample Rich Investments Limited
ในช่วงที่ตรวจสอบพบว่า บริษัทมี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ถือหุ้นทั้งจำนวนจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 โดยจดทะเบียนจัดตั้งใน British Virgin Islands เพื่อประกอบธุรกิจระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 มีสถานที่ติดต่อ (Correspondent Office) ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ ตั้งแต่จัดตั้งพบบริษัทถือครองหุ้น SHIN เพียงหลักทรัพย์เดียว โดยเป็นการซื้อจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 11 มิถุนายน 2542 บนกระดานรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์เพียงหนึ่งรายการ
ครับ..Ample Rich บริษัทที่ขายหุ้นชินคอร์ปราคาพาร์ให้พิณทองทา-พานทองแท้ ที่แท้ก็บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณผู้เป็นพ่อนี่เอง ถ้ายังจะดิ้น ผมก็จะมอบเชือกอีกเส้นให้ดู ดังนี้
นายบุญคลี ปลั่งศิริ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ 11 มิ.ย. 42 เรื่อง ขอชี้แจงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท สาระสำคัญมีว่า
ชินคอร์ปได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 23.75% เหลือ 11.88% โดยหุ้นที่ลดลง 11.88% นั้น โอนให้ถือในนามของ "แอมเพิล ริช อินเวสเมนท์ ลิมิเต็ด"
โดยระบุในหนังสือแจ้งว่า "แอมเพิล ริช" ถือหุ้นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 100%
ครับ..ปมที่ผูกไว้ ใครจะนึกว่าจะย้อนมารัดคอตัวเองในวันนี้ได้ ประเด็นตายต่อไปก็คือ ตัวเองขายหุ้นตัวเองให้บริษัทที่ตั้งใหม่บนเกาะบริติชเวอร์จิน อันเป็นของตัวเองแล้ว ปรากฏว่า เมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2544
ในบัญชีแสดงทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ไม่ปรากฏว่ามีชื่อบริษัท Ample Rich อยู่ในบัญชีแสดงทรัพย์สินของนายกฯ ทักษิณแต่อย่างใด!?
ผมจะจบด้วยคำพูดของนายกฯ ทักษิณที่พูดไว้เมื่อ 20 พ.ค. 45 ความตอนหนึ่งว่า เมื่อวานผมดูข่าวจาก CNN ทราบว่าขณะนี้สภาของสหรัฐกำลังแก้ไขกฎหมายใหม่ ทั้งนี้เพราะบริษัทต่างๆ ไม่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ แต่ไปจดทะเบียนในประเทศอื่นๆ เช่น ในปานามาบ้าง หรือที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่ไม่รักชาติ เพราะถือว่าเป็นการเลี่ยงภาษี..."
นั่นน่ะซี มัน "โคตรระยำ" เลยนะ ท่านว่ามั้ย?
:twisted: :evil:
จาก นสพ ไทยโพสท์
เปลวสีเงิน
บริติชเวอร์จินไอส์แลนด์ส
27 มกราคม 2549 กองบรรณาธิการ
ก็เกิดรายการ "ซุกหุ้น ภาค อภิชาตบุตร" อันต่อเนื่องจากภาคแรกที่เรียกว่า "ภาคอภิชาตบิดา" ขึ้นแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นความดีความชอบต่อแผ่นดินของ "คุณกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ"
ที่นำหลักฐานชัดในประเด็นนี้มาบอกกล่าวกับสังคม
กว่า 73,000 ล้านบาท เป็นรายได้จากการซื้อขายหุ้นในตลาดฯ และไม่ต้องเสียภาษี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ท่านบอกว่าเป็นความถูกต้อง-ชอบธรรมตามกติกาสากลนิยม ใครก็อย่าไปอิจฉา
แต่คราวนี้เงิน 15,883.9 ล้านบาท ในจำนวน 73,000 ล้านบาทที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเซกไปนั้น ถูกจับได้-ไล่ทันว่า
ส่วนหนึ่ง "ที่มาของหุ้นและเงิน" มีปัญหาขึ้นแล้ว
จะทำไงดีล่ะ..คราวนี้?
ถ้าทางการสืบสาวราวเรื่องกันไปจริงๆ เผลอๆ จะต้องโทษอาญาทั้งพ่อและลูก นับเป็นเรื่องน่าสงสารนักสำหรับเด็กๆ คือ "ลูกทั้งสอง" ที่อาจต้องรับโทษจากกรรมที่ผู้ใหญ่เอาชีวิตลูกมาสร้างความถูกให้ตัวเอง
"บาปสุจริต" มันจะติดตัวลูก!
เอ่ยชื่อ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" คงทราบกันนะครับ ท่านคืออดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ และท่านติดตามเรื่องซุกหุ้น และเรื่องธุรกิจครอบครัวนายกฯ มาตลอด เมื่อปี 2547 ท่านได้อภิปรายในสภาเรื่อง "หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน" ในส่วนที่มีความสัมพันธ์กับนายกฯ ทักษิณ
บริติชเวอร์จิน รู้จักกันดีว่า เป็นแหล่งหนีภาษี และการฟอกเงิน!
คุณกอร์ปศักดิ์เปิดหู-เปิดตาให้ประชาชนคนไทยได้ทราบว่า มีใครคนหนึ่งไปตั้งบริษัท Ample Rich Investments Limited ไว้ที่เกาะนี้ และใครคนนั้นก็ขายหุ้นชินคอร์ปให้บริษัทนี้จำนวนหนึ่ง
ชนิดยอกย้อนซ่อนเงื่อน!!
ตอนนั้น คนไทยไม่สนใจประเด็นที่คุณกอร์ปศักดิ์บอกหรอกครับ เพราะกำลังถูกโรคระบาดชนิดโงหัวไม่ขึ้นกันทั้งเมือง
โรคคลั่ง "เทวดาทักษิณ" อวตารลงมาเกิดน่ะ!
ค่อยๆ ลำดับความสู่กันฟังนะครับ เดี๋ยวท่านจะงง ย้อนไปปูพื้นเป็นความเข้าใจกันก่อน จำกันให้ดีนะครับ
วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2549 นางกาญจนา หงษ์เหิร เลขาฯ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร แจ้งต่อ ก.ล.ต.ว่า เมื่อ 20 ม.ค. บริษัท Ample Rich ขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่ น.ส.พิณทองทา และนายพานทองแท้ รวม 329.2 ล้านหุ้น และวันเดียวกัน คือที่ 23 มกรา. นางกาญจนา ก็เป็นตัวแทนแจ้งต่อ ก.ล.ต.แทนนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทาว่า ได้ซื้อหุ้นจาก Ample Rich เมื่อ 20 ม.ค. มาคนละ 164.6 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท
และระบุเป็นหลักฐานไว้กับ ก.ล.ต.ด้วยว่า ซื้อหุ้นดังกล่าวผ่านทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย!
วันที่ 23 มกรา. คือวันอภิมหาโคตรรวยจากการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร อันเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ เพราะเป็นวันที่ปรากฏและประกาศเป็นทางการว่า
ชินคอร์ปขายหุ้น 49% ให้ ซีดาร์-แอสแพน-กุกลาบแก้ว อันเป็นบริษัทที่เทมาเซกตั้งขึ้นเป็นบริษัทไทยเป็นการเฉพาะ เพื่อรับหน้าเสื่อในการซื้อ-ขายประวัติศาสตร์ รวมแล้วมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท
นายพานทองแท้ ชินวัตร ขาย 458,550,220 ล้านหุ้น
น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ขาย 604,600.000 ล้านหุ้น
ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท เฉพาะส่วนของบุตรชายและบุตรสาวท่านนายกฯ จะได้เป็นเงินเท่าไหร่ คูณกันเอาเองนะครับ
ท่านก็จำตัวเลขหุ้นของลูกนายกฯ ทั้งสองไว้ให้ดี เพราะเดี๋ยวจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นตัวเลขพิศวงดังที่เป็น "ประเด็นใหม่" จะนำไปสู่ความตายน้ำตื้นในอนาคต
ปรากฏการณ์ 23 มกรา. ไม่เพียงดังที่บอกนั้นนะครับ ยังปรากฏว่า เลขาฯ คนขยันของคุณหญิงพจมาน ได้แจ้งไปยัง ก.ล.ต.ในวัน-เวลาเดียวกันอีกว่า หุ้นที่นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา ซื้อปุ๊บจากตลาดหุ้นคนละ 164.6 ล้านหุ้น นั้น
ได้ขายปั๊บในวันนี้ รวมอยู่ในจำนวนชินคอร์ป "บิ๊กล็อต" ดังกล่าว ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท คือที่เพิ่งซื้อมาใหม่สดๆ ซิงๆ หุ้นละ 1 บาทก็ขาย 49.25 บาทด้วย
สรุปตรงนี้ เลขาฯ คุณหญิงพจมานคนเดียวกันนั่นแหละ เป็นทั้งตัวแทน Ample Rich แจ้งขาย เป็นทั้งตัวแทนพิณทองทา-พานทองแท้ แจ้งซื้อ ก.ล.ต.ก็ซื้อ..ซื่อ..ไม่แอะอะไรเลยซักคำ
เอาละ..คราวนี้ก็ถึงคราว "ความลับไม่มีในโลก" เมื่อนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา แจ้งต่อ ก.ล.ต.ว่าได้ซื้อหุ้นชินคอร์ปจาก Ample Rich ผ่านตลาดหุ้นไทย คนละ 164.6 ล้านหุ้น หุ้นละ 1 บาท
ก็ไม่ยากที่จะตรวจสอบผ่านการซื้อ-ขายประจำวันของตลาดหลักทรัพย์ ก็พบว่า
ไม่ปรากฏการซื้อ-ขายหุ้นด้วยจำนวนตามที่แจ้งไว้แต่อย่างใด!
ยุ่งละซี..ตานี้ ความจริงตลาดหลักทรัพย์ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ที่ประเทศพึงได้ แต่ไม่ทำ "คุณกอร์ปศักดิ์" อดรนทนเห็นคนกลุ่มหนึ่งสุมหัวกันต้มยำทำแกงประเทศไม่ไหว
ก็เลยกระจายข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของคุณกอร์ปศักดิ์ ประจานทั้ง เทวโลก มนุษยโลก และเดรัจฉานโลก
ความจริงที่เป็นตัวจับความเท็จในประเด็นนี้ก็คือ ในข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ระบุถึงการถือหุ้นชินคอร์ป ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2548 ว่า น.ส.พิณทองทา ถือหุ้น 440,000,000 หุ้น นายพานทองแท้ ถือหุ้น 293,950,220 ล้านหุ้น
แต่ปรากฏว่า 23 มกรา. น.ส.พิณทองทา กลับมีหุ้นขายถึง 604,600,000 ล้านหุ้น มากกว่าหุ้นที่แจ้งไว้ต่อตลาดฯ ถึง 164,600 ล้านหุ้น
เช่นเดียวกับนายพานทองแท้ ขาย 458,550,220 ล้านหุ้น มากกว่าที่แจ้งไว้ต่อตลาดถึง 164,600 ล้านหุ้นเช่นกัน
นี่ไงล่ะ..ตัวเลข "ตายตอนจบ" ท่านก็อาจเถียงได้ว่า ไม่เป็นแปลกตรงไหน ที่งอกขึ้นมาคนละ 164,600 ล้านหุ้น นั้น ก็อย่างที่แจ้งต่อ ก.ล.ต.นั่นไงล่ะว่า ซื้อมาจาก Ample Rich
แต่ข้อสงสัยประชาชนก็มีอยู่ว่า
1.Ample Rich นี้ เป็นบริษัทของใคร เอาหุ้นชินคอร์ปจำนวน 329,200 หุ้นที่ขายให้ "พิณทองทา-พานทองแท้" มาจากไหน?
2.มีเหตุผลอะไรที่ขายในราคาพาร์ คือหุ้นละ 1 บาท ทั้งที่ราคาซื้อ-ขายในตลาดฯ ร่วม 50 บาทต่อหุ้น?
3.น.ส.พิณทองทา และนายพานทองแท้ "แจ้งเท็จ" ต่อตลาดฯ ว่าซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ส่อพฤติกรรมว่าหุ้นจำนวนนี้มีที่มา "ไม่สุจริต" และ ก.ล.ต.รู้เห็นเป็นใจในการซื้อขายใช่หรือไม่?
4.นี้คือวิธีการ "ฟอกหุ้น-ฟอกเงิน" ของใครบางคน ใช่หรือไม่ และเงินส่วนต่างอันเกิดจากการขายหุ้น 329,200 หุ้น ที่ซื้อมาหุ้นละ 1 บาท แต่ขายหุ้นละ 49.25 บาท เป็นเงิน 15,883.9 ล้านบาทนี้ ต้องเสียภาษีมิใช่หรือ?
บริษัท Ample Rich ที่ตั้งอยู่ที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ย่านทะเลแคริบเบียน แถวๆ เปอร์โตริโก อันเป็นแหล่งฟอกเงิน และหลบภาษีนี้ เป็นบริษัทของใคร?
ผมไม่ทราบ แต่ในรายงานการประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต.ครั้งที่ 11/2544 วันที่ 12 ตุลาคม 2544 มีบันทึกเป็นรายงานไว้ตอนหนึ่ง ดังนี้
4.3.1 Ample Rich Investments Limited
ในช่วงที่ตรวจสอบพบว่า บริษัทมี พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ถือหุ้นทั้งจำนวนจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 โดยจดทะเบียนจัดตั้งใน British Virgin Islands เพื่อประกอบธุรกิจระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 มีสถานที่ติดต่อ (Correspondent Office) ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ ตั้งแต่จัดตั้งพบบริษัทถือครองหุ้น SHIN เพียงหลักทรัพย์เดียว โดยเป็นการซื้อจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 11 มิถุนายน 2542 บนกระดานรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์เพียงหนึ่งรายการ
ครับ..Ample Rich บริษัทที่ขายหุ้นชินคอร์ปราคาพาร์ให้พิณทองทา-พานทองแท้ ที่แท้ก็บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณผู้เป็นพ่อนี่เอง ถ้ายังจะดิ้น ผมก็จะมอบเชือกอีกเส้นให้ดู ดังนี้
นายบุญคลี ปลั่งศิริ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ เมื่อ 11 มิ.ย. 42 เรื่อง ขอชี้แจงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท สาระสำคัญมีว่า
ชินคอร์ปได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 23.75% เหลือ 11.88% โดยหุ้นที่ลดลง 11.88% นั้น โอนให้ถือในนามของ "แอมเพิล ริช อินเวสเมนท์ ลิมิเต็ด"
โดยระบุในหนังสือแจ้งว่า "แอมเพิล ริช" ถือหุ้นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 100%
ครับ..ปมที่ผูกไว้ ใครจะนึกว่าจะย้อนมารัดคอตัวเองในวันนี้ได้ ประเด็นตายต่อไปก็คือ ตัวเองขายหุ้นตัวเองให้บริษัทที่ตั้งใหม่บนเกาะบริติชเวอร์จิน อันเป็นของตัวเองแล้ว ปรากฏว่า เมื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2544
ในบัญชีแสดงทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ไม่ปรากฏว่ามีชื่อบริษัท Ample Rich อยู่ในบัญชีแสดงทรัพย์สินของนายกฯ ทักษิณแต่อย่างใด!?
ผมจะจบด้วยคำพูดของนายกฯ ทักษิณที่พูดไว้เมื่อ 20 พ.ค. 45 ความตอนหนึ่งว่า เมื่อวานผมดูข่าวจาก CNN ทราบว่าขณะนี้สภาของสหรัฐกำลังแก้ไขกฎหมายใหม่ ทั้งนี้เพราะบริษัทต่างๆ ไม่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ แต่ไปจดทะเบียนในประเทศอื่นๆ เช่น ในปานามาบ้าง หรือที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่ไม่รักชาติ เพราะถือว่าเป็นการเลี่ยงภาษี..."
นั่นน่ะซี มัน "โคตรระยำ" เลยนะ ท่านว่ามั้ย?

-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 18
เรื่อง Ample Rich Investment มีคนถามคำถามไว้ในพันทิพดังนี้
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 57126.html
ถ้าถามว่า ถูกกฎหมายทุกประการหรือไม่
คำตอบคือ ถูกทุกข้อครับ
ถ้าถามว่า ทำเช่นนี้ โดยมีเจตนาเลี่ยงภาษีใช่หรือไม่
คำตอบคือ ใช่ครับ
ถ้าถามว่า เคยมีคนทำแบบนี้มาก่อนหรือไม่
คำตอบคือ มีเยอะแยะครับ
ถ้าถามว่า ระหว่างนักธุรกิจธรรมดาทำ (เช่น โรเบิร์ต คุโรซากิ)
กับนายกรัฐมนตรีทำ ต่างกันหรือไม่
ผมตอบว่า ต่างกันมากครับ
ผมขอพูดตรงๆ ว่า คุณทักษิณ ชินวัตร
มิได้เป็น Leader by Example เลยครับ
http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/top ... 57126.html
ถ้าถามว่า ถูกกฎหมายทุกประการหรือไม่
คำตอบคือ ถูกทุกข้อครับ
ถ้าถามว่า ทำเช่นนี้ โดยมีเจตนาเลี่ยงภาษีใช่หรือไม่
คำตอบคือ ใช่ครับ
ถ้าถามว่า เคยมีคนทำแบบนี้มาก่อนหรือไม่
คำตอบคือ มีเยอะแยะครับ
ถ้าถามว่า ระหว่างนักธุรกิจธรรมดาทำ (เช่น โรเบิร์ต คุโรซากิ)
กับนายกรัฐมนตรีทำ ต่างกันหรือไม่
ผมตอบว่า ต่างกันมากครับ
ผมขอพูดตรงๆ ว่า คุณทักษิณ ชินวัตร
มิได้เป็น Leader by Example เลยครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 19
นายกรณ์ บอกว่าสิงคโปร์ อยากซื้อแต่ ADVANC แต่ต้องซื้อ SHIN จะได้ไม่เสียภาษี
กรณี SHIN ยังไม่มีการซื้อบริษัทอื่นๆกลับจากสิงคโปร์
แต่กรณี UCOM ทางนอร์เวย์อยากได้แต่ DTAC เมื่อซื้อ UCOM แล้ว เจ้าของเดิมก็ย้อนกลับมาซื้อบริษัทที่เหลือจาก DTAC เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อหนี้ภาษีหลอกหรือ แล้วไม่ได้เป็นการคิดเอาเองด้วย เพราะมีการซื้อขายกันแล้ว
กรณีที่ต่างชาติตั้งบริษัทในไทยเพื่อมาซื้อนั้น กรณี SHIN และ UCOM ก็เหมือนกัน รวมทั้งบริษัทอื่นๆอีกมากมายที่จดทะเบียนในตลาด
กรณี SHIN ยังไม่มีการซื้อบริษัทอื่นๆกลับจากสิงคโปร์
แต่กรณี UCOM ทางนอร์เวย์อยากได้แต่ DTAC เมื่อซื้อ UCOM แล้ว เจ้าของเดิมก็ย้อนกลับมาซื้อบริษัทที่เหลือจาก DTAC เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อหนี้ภาษีหลอกหรือ แล้วไม่ได้เป็นการคิดเอาเองด้วย เพราะมีการซื้อขายกันแล้ว
กรณีที่ต่างชาติตั้งบริษัทในไทยเพื่อมาซื้อนั้น กรณี SHIN และ UCOM ก็เหมือนกัน รวมทั้งบริษัทอื่นๆอีกมากมายที่จดทะเบียนในตลาด
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1841
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 20
CATCH ME IF YOU CAN
Co Signature.............นาย มี
นาย ไม่มี
นาย ค้านดะ
นาย ยกดะ
นาย กระจอก ทั้งหลาย
Try to imagine who will be the first one in jail !!!!!!
Try to imagine who will be the last one in jail !!!!!!
Try to imagine who will never be in jail !!!!!!
ลงชื่อ..............นาย สามัญชนผู้มากด้วย คุณธรรม แต่ ผมไม่ทำและไม่ใส่หมวกกันน็อก เพราะออก Reality TV แต่ไม่มีใครกล้าจับเองนี่หว่า ไอ้หน้าโง่
Co Signature.............นาย มี
นาย ไม่มี
นาย ค้านดะ
นาย ยกดะ
นาย กระจอก ทั้งหลาย
Try to imagine who will be the first one in jail !!!!!!
Try to imagine who will be the last one in jail !!!!!!
Try to imagine who will never be in jail !!!!!!
ลงชื่อ..............นาย สามัญชนผู้มากด้วย คุณธรรม แต่ ผมไม่ทำและไม่ใส่หมวกกันน็อก เพราะออก Reality TV แต่ไม่มีใครกล้าจับเองนี่หว่า ไอ้หน้าโง่
Rabbit VS. Turtle
-
- Verified User
- โพสต์: 84
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 22
อ้อ ยังวิจารณ์กันแค่เรื่องภาษี นึกว่ามีอะไรมากกว่านี้
นายทักษิณ ก็เป็นคน เป็นคนที่มีความโลภเหมือนกับคนทั่วไป
การเลี่ยงภาษี จึงเป็นเรื่องธรรมดา
(แต่คิดกันไปแบบนี้กันหมด นายก จะว่าเอาหรือเปล่าไม่รู้น่ะ)
นายทักษิณ ไม่ใช่พ่อพระ ที่จะแจกเงินก้อนโตออกไปอย่างไร้จุดหมาย
(แจกแค่ร้อยแจกแค่พัน ก็ถูกยกเป็นเทวดามาโปรดแล้ว)
หรือไม่ นายทักษิณก็คงเสียดายเงิน ถ้าเอาไปให้กรมสรรพากร
เพราะสงสัยในผลประโยชน์ที่ได้รับจากเงินภาษีที่จ่ายออกไป
(อันนี้ ต้องขอให้ ท่านนายก ตอบ นายทักษิณ)
เอ แต่จะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเรื่องหนึ่ง
ใครตอบได้บ้างกว่า ถ้าวัดประสิทธิภาพของเงินภาษีแล้ว ได้ผลตอบแทน เป็นเช่นไร ?
เห็นในนี้มีเซียนมากมาย วิเคราะห์กันได้ลึกล้ำจนเป็นอิสระทางการเงินกันแล้ว
ลองมาวิเคราะห์กันบริษัทประไทย เหมือนกับที่วิเคราะห์บริษัทในตลาด
เพื่อให้รู้ว่า บริษัทประเทศไทยนี่ มันน่าจะถือ น่าซื้อเพิ่ม หรือทิ้งดี
นายทักษิณ ก็เป็นคน เป็นคนที่มีความโลภเหมือนกับคนทั่วไป
การเลี่ยงภาษี จึงเป็นเรื่องธรรมดา
(แต่คิดกันไปแบบนี้กันหมด นายก จะว่าเอาหรือเปล่าไม่รู้น่ะ)
นายทักษิณ ไม่ใช่พ่อพระ ที่จะแจกเงินก้อนโตออกไปอย่างไร้จุดหมาย
(แจกแค่ร้อยแจกแค่พัน ก็ถูกยกเป็นเทวดามาโปรดแล้ว)
หรือไม่ นายทักษิณก็คงเสียดายเงิน ถ้าเอาไปให้กรมสรรพากร
เพราะสงสัยในผลประโยชน์ที่ได้รับจากเงินภาษีที่จ่ายออกไป
(อันนี้ ต้องขอให้ ท่านนายก ตอบ นายทักษิณ)
เอ แต่จะว่าไปแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดเรื่องหนึ่ง
ใครตอบได้บ้างกว่า ถ้าวัดประสิทธิภาพของเงินภาษีแล้ว ได้ผลตอบแทน เป็นเช่นไร ?
เห็นในนี้มีเซียนมากมาย วิเคราะห์กันได้ลึกล้ำจนเป็นอิสระทางการเงินกันแล้ว
ลองมาวิเคราะห์กันบริษัทประไทย เหมือนกับที่วิเคราะห์บริษัทในตลาด
เพื่อให้รู้ว่า บริษัทประเทศไทยนี่ มันน่าจะถือ น่าซื้อเพิ่ม หรือทิ้งดี
-
- Verified User
- โพสต์: 2509
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 23
สงสัยจังว่าในทำนองกลับกัน ถ้าเพื่อนๆ เป็นเจ้าของหุ้นหมื่นล้านบ้าง แล้วจะขายหุ้นนี้อย่าง ไร? ทำแบบเดียวกันนี้มั้ย? หรือถ้าไม่เหมือนเป็นอย่างไร?
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 1841
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 24
As a commoner, I'll manage to do like Mr.UCOM and Mr.SHIN. I will hire Dr. Suvarn and I think he won't mind as long as his clock is ticking. If there is any dispute with Revenue Dept. then we fight. This is a fair game because I don't have any political power and I'm not a public figure. And I will tell the truth to my children that this is a fair fighting and if there is any question from the others, I'll tell them that this is my right as a commoner. But if I want to enter politics, this is up to the people willingness to elect me or not. People have the right to criticize me as long as I'm a politician, a public figure, not only a commoner. Do you mind if I will be your next prime minister? And I will do it again and again. Do you mind if I say that this is my right? Then people will give me a 4-letter word and say that you are not a commoner anymore, friend...........Financial Engineer เขียน:สงสัยจังว่าในทำนองกลับกัน ถ้าเพื่อนๆ เป็นเจ้าของหุ้นหมื่นล้านบ้าง แล้วจะขายหุ้นนี้อย่าง ไร? ทำแบบเดียวกันนี้มั้ย? หรือถ้าไม่เหมือนเป็นอย่างไร?
Rabbit VS. Turtle
- Newbee
- Verified User
- โพสต์: 148
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 26
Financial Engineer เขียน:สงสัยจังว่าในทำนองกลับกัน ถ้าเพื่อนๆ เป็นเจ้าของหุ้นหมื่นล้านบ้าง แล้วจะขายหุ้นนี้อย่าง ไร? ทำแบบเดียวกันนี้มั้ย? หรือถ้าไม่เหมือนเป็นอย่างไร?

รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 27
การทำธุรกิจเรามีสองทางเลือกครับ เช่นการจ่ายภาษี
1. จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยที่ธุรกิจไม่เจ๊ง
กับอีกทางเลือกนึงคือ
2. หลบให้มากที่สุดเท่าที่ช่องของกฎหมายจะเอื้ออำนวย
....................................................................................
คนสองแบบนี้ ถ้าคุณต้องเลือกสักคน ที่มาปกครองประเทศ คุณจะเลือกใคร
1. จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยที่ธุรกิจไม่เจ๊ง
กับอีกทางเลือกนึงคือ
2. หลบให้มากที่สุดเท่าที่ช่องของกฎหมายจะเอื้ออำนวย
....................................................................................
คนสองแบบนี้ ถ้าคุณต้องเลือกสักคน ที่มาปกครองประเทศ คุณจะเลือกใคร
-
- Verified User
- โพสต์: 84
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 28
ครั้นเมื่อมองถึงในด้านคุณค่า
สิ่งที่เรามีคุณค่าเพียงไหนและมูลค่าเท่าไร
ทรัพยากรธรรมชาติที่เรามี ดูจะดาษดื่น หาง่าย
ในอดีต ถึงกับมีคำกล่าว ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
คุณค่าของข้าวปลาอาหาร อันมีอย่างอุดมสมบูรณ์ สูงยิ่งนัก
อเมริกานั้นปกป้องเกษตรกรของตนเอง ขณะที่เกษตรกรญี่ปุ่นมีฐานะสูง
กับประเทศไทยเล่า เกษตรถือเป็นชนชั้นล่าง
มูลค่าของผลิตผลที่ได้มา ถูกตีราคาต่ำ
หากเทียบคุณค่าของข้าวปลาอาหาร กับ ทีวีสักเครื่อง
ก็จะพบว่า มูลค่าของสิ่งที่เรามีด้อยลงไปถนัดใจ
ไม่เพียงต่างชาติที่จะมองว่า ข้าวในนาแปลงหนึ่งที่ใช้เวลาปลูกเป็นเดือน
มีคุณค่าน้อยกว่าทีวีสักเครื่องที่ผลิตได้วันละหลายพันเครื่อง
เราคนไทยเองก็คิดเช่นเดียวกัน เราถูกสอนให้คิดเช่นนั้น
เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ความคิดเช่นนี้ เกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเจริญขึ้น
ยิ่งมีคนเรียนจบสูงส่งมากขึ้น จบเมืองนอกเมืองนาเพิ่มขึ้น
การคิดคุณค่าในความเป็นไทย ยิ่งต่ำลงทุกวันๆ
เพราะคุณค่าในความเป็นไทย ไม่มีสอนในหลักสูตรของตะวันตก
ชาวตะวันตก สอนให้เรารู้จักกับคุณค่าของสิ่งใหม่
ให้ตีมูลค่าของสิ่งที่เขามี สูงกว่ามูลค่าของสิ่งที่เรามี
เหตุใดหรือที่คนที่มีการศึกษาสูง จึงได้ละเลยคุณค่าในความเป็นไทย
เพราะคนเหล่านี้ ไม่รู้ถึงความเป็นไทย หนึ่ง
เพราะคนเหล่านี้ ไม่สามารถได้ประโยชน์จากความเป็นไทย หนึ่ง
คนเหล่านี้จึงพยายามสร้างคุณค่าอย่างชาวตะวันตก
ใช้ความได้เปรียบ นำคุณค่าชาวตะวันตก ยัดเยียดสู่คนชั้นล่าง
นำพาประโยชน์สู่ตน และพวกพ้อง โดยไม่สำนึกถึงผลที่จะตามมา
คุณค่าแห่งความเป็นไทย เปลี่ยนไปแล้ว
คุณค่าอย่างชาวตะวันตก ครอบงำเราอย่างง่ายดาย
จะมานั่งยินดีอะไร กับประเพณีเกี่ยวข้าวที่ไร้มูลค่า
จะมานั่งยินดีอะไร กับโบราณสถานโบราณวัตถุ ที่คร่ำครึ
เมื่อคนไทยไม่คิดเห็นคุณค่า แต่เห็นเพียงมูลค่าที่ต่ำของสิ่งเหล่านี้
(จะมีมูลค่าสูงขึ้นถนัดใจ ถ้าถูกยกมาอยู่ใน gallery หรู)
ความเป็นไทยที่ดำรงค์อยู่ร้อยปีพันปี จะมีความหมายอะไร
เมื่อความเป็นไทยรูปแบบใหม่ เพิ่งได้เริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ตามแบบฉบับชาวตะวันตก
อีกไม่นาน ความเป็นไทย คงเป็นแค่ประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้เรียน
ไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูงแค่ไหน แต่ใช้มันอย่างไร
ไม่ใช่มีตำแหน่งใหญ่โตเยี่ยงไร แต่ทำอะไร
ไม่ใช่ฉลาดลึกล้ำสักเพียงไหน แต่มีความสำนึกแค่ไหน
หากไม่เข้าใจในคุณค่าของสิ่งที่เรามี จะต่อสู้เพื่อรักษาอะไร
ดูเหมือนเราไปเรียนวิชาสร้างมูลค่าของประเทศขึ้นใหม่จากตะวันตก
แล้วมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ชาวตะวันตกภูมิใจในผลการศึกษาที่เขามอบให้
เพื่อหาประโยชน์ จากมูลค่า ที่ตนเองสร้างขึ้นให้กับชาวตะวันตก
ในขณะที่โลกตะวันตกกำลังเริ่มมีคำถามในทิศทางที่ตนเองเดิน
รัฐนาวาของไทย ได้หันหัวกางใบ มุ่งสู่ในทิศทางนั้นอย่างเต็มที่แล้ว
ลองคิดดูสักนิดว่า ...
เมื่อเราแสวงหาความอยู่ดีกินดีให้กับตัวเอง เราทำลายความเป็นไทยไปแค่ไหน
เมื่อเราแสวงหาความร่ำรวยให้กับตัวเอง เราทำลายทรัพยากรของไทยอย่างไร
เมื่อเราแสวงหาโอกาสให้กับตัวเอง เราเหยียบย่ำสังคมไทยไปแค่ไหน
เมื่อเราแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เราสอนให้ไทยเป็นทาสมากน้อยเพียงไร
ถามลูกหลานของเราตอนนี้เถิด ว่าเขารู้จัก 'ความเป็นไทย' แค่ไหน
ก็จะได้คำตอบถึง ผลที่เราทำให้กับลูกหลานของเรา
เต่าโบราณในกะลา ... แวะเที่ยวประเทศแห่งการค้า (.)
สิ่งที่เรามีคุณค่าเพียงไหนและมูลค่าเท่าไร
ทรัพยากรธรรมชาติที่เรามี ดูจะดาษดื่น หาง่าย
ในอดีต ถึงกับมีคำกล่าว ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
คุณค่าของข้าวปลาอาหาร อันมีอย่างอุดมสมบูรณ์ สูงยิ่งนัก
อเมริกานั้นปกป้องเกษตรกรของตนเอง ขณะที่เกษตรกรญี่ปุ่นมีฐานะสูง
กับประเทศไทยเล่า เกษตรถือเป็นชนชั้นล่าง
มูลค่าของผลิตผลที่ได้มา ถูกตีราคาต่ำ
หากเทียบคุณค่าของข้าวปลาอาหาร กับ ทีวีสักเครื่อง
ก็จะพบว่า มูลค่าของสิ่งที่เรามีด้อยลงไปถนัดใจ
ไม่เพียงต่างชาติที่จะมองว่า ข้าวในนาแปลงหนึ่งที่ใช้เวลาปลูกเป็นเดือน
มีคุณค่าน้อยกว่าทีวีสักเครื่องที่ผลิตได้วันละหลายพันเครื่อง
เราคนไทยเองก็คิดเช่นเดียวกัน เราถูกสอนให้คิดเช่นนั้น
เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ความคิดเช่นนี้ เกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเจริญขึ้น
ยิ่งมีคนเรียนจบสูงส่งมากขึ้น จบเมืองนอกเมืองนาเพิ่มขึ้น
การคิดคุณค่าในความเป็นไทย ยิ่งต่ำลงทุกวันๆ
เพราะคุณค่าในความเป็นไทย ไม่มีสอนในหลักสูตรของตะวันตก
ชาวตะวันตก สอนให้เรารู้จักกับคุณค่าของสิ่งใหม่
ให้ตีมูลค่าของสิ่งที่เขามี สูงกว่ามูลค่าของสิ่งที่เรามี
เหตุใดหรือที่คนที่มีการศึกษาสูง จึงได้ละเลยคุณค่าในความเป็นไทย
เพราะคนเหล่านี้ ไม่รู้ถึงความเป็นไทย หนึ่ง
เพราะคนเหล่านี้ ไม่สามารถได้ประโยชน์จากความเป็นไทย หนึ่ง
คนเหล่านี้จึงพยายามสร้างคุณค่าอย่างชาวตะวันตก
ใช้ความได้เปรียบ นำคุณค่าชาวตะวันตก ยัดเยียดสู่คนชั้นล่าง
นำพาประโยชน์สู่ตน และพวกพ้อง โดยไม่สำนึกถึงผลที่จะตามมา
คุณค่าแห่งความเป็นไทย เปลี่ยนไปแล้ว
คุณค่าอย่างชาวตะวันตก ครอบงำเราอย่างง่ายดาย
จะมานั่งยินดีอะไร กับประเพณีเกี่ยวข้าวที่ไร้มูลค่า
จะมานั่งยินดีอะไร กับโบราณสถานโบราณวัตถุ ที่คร่ำครึ
เมื่อคนไทยไม่คิดเห็นคุณค่า แต่เห็นเพียงมูลค่าที่ต่ำของสิ่งเหล่านี้
(จะมีมูลค่าสูงขึ้นถนัดใจ ถ้าถูกยกมาอยู่ใน gallery หรู)
ความเป็นไทยที่ดำรงค์อยู่ร้อยปีพันปี จะมีความหมายอะไร
เมื่อความเป็นไทยรูปแบบใหม่ เพิ่งได้เริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ตามแบบฉบับชาวตะวันตก
อีกไม่นาน ความเป็นไทย คงเป็นแค่ประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้เรียน
ไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูงแค่ไหน แต่ใช้มันอย่างไร
ไม่ใช่มีตำแหน่งใหญ่โตเยี่ยงไร แต่ทำอะไร
ไม่ใช่ฉลาดลึกล้ำสักเพียงไหน แต่มีความสำนึกแค่ไหน
หากไม่เข้าใจในคุณค่าของสิ่งที่เรามี จะต่อสู้เพื่อรักษาอะไร
ดูเหมือนเราไปเรียนวิชาสร้างมูลค่าของประเทศขึ้นใหม่จากตะวันตก
แล้วมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ชาวตะวันตกภูมิใจในผลการศึกษาที่เขามอบให้
เพื่อหาประโยชน์ จากมูลค่า ที่ตนเองสร้างขึ้นให้กับชาวตะวันตก
ในขณะที่โลกตะวันตกกำลังเริ่มมีคำถามในทิศทางที่ตนเองเดิน
รัฐนาวาของไทย ได้หันหัวกางใบ มุ่งสู่ในทิศทางนั้นอย่างเต็มที่แล้ว
ลองคิดดูสักนิดว่า ...
เมื่อเราแสวงหาความอยู่ดีกินดีให้กับตัวเอง เราทำลายความเป็นไทยไปแค่ไหน
เมื่อเราแสวงหาความร่ำรวยให้กับตัวเอง เราทำลายทรัพยากรของไทยอย่างไร
เมื่อเราแสวงหาโอกาสให้กับตัวเอง เราเหยียบย่ำสังคมไทยไปแค่ไหน
เมื่อเราแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เราสอนให้ไทยเป็นทาสมากน้อยเพียงไร
ถามลูกหลานของเราตอนนี้เถิด ว่าเขารู้จัก 'ความเป็นไทย' แค่ไหน
ก็จะได้คำตอบถึง ผลที่เราทำให้กับลูกหลานของเรา
เต่าโบราณในกะลา ... แวะเที่ยวประเทศแห่งการค้า (.)
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 29
แล้วคนที่ซื้อกองทุนรวมระยะยาว RMF และ LTF เพื่อผลประโยชน์ทางภาษีละครับ จะเข้าข่ายหลบภาษีให้มากที่สุดหรือไม่Jeng เขียน:การทำธุรกิจเรามีสองทางเลือกครับ เช่นการจ่ายภาษี
1. จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยที่ธุรกิจไม่เจ๊ง
กับอีกทางเลือกนึงคือ
2. หลบให้มากที่สุดเท่าที่ช่องของกฎหมายจะเอื้ออำนวย
....................................................................................
คนสองแบบนี้ ถ้าคุณต้องเลือกสักคน ที่มาปกครองประเทศ คุณจะเลือกใคร
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังถึงลูกถึงคน ชอบมากดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
โพสต์ที่ 30
แล้วการที่เรากู้เงินมาซื้อบ้าน แล้วนำดอกเบี้ยจ่ายมาลดหย่อนภาษี
การที่เราซื้อประกันชีวิต แล้วนำค่ากรมธรรม์มาลดหย่อนภาษี
การที่เราบริจาคเงิน แล้วนำใบเสร็จมาหักลดหย่อนภาษี
ค่าอุปการะคุณบิดามารดา นำมาลดหย่อนภาษี
การขอเงินเครดิตปันผลคืน
การขอ BOI เพื่อลดหย่อนภาษี
การขอลดหย่อนภาษีเหล่านี้ ผิดหรือไม่ ควรทำหรือไม่
หรือว่าตราบใดที่เรายังคงมีเงินใช้ ไม่เดือดร้อน กิจการยังคงมีกำไร เราก็ไม่ควรขอลดหย่อนภาษี ควรเสียภาษีให้มากที่สุด ไม่ควรใช้ช่องทางต่างๆเหล่านี้ลดหย่อนภาษี
การที่เราซื้อประกันชีวิต แล้วนำค่ากรมธรรม์มาลดหย่อนภาษี
การที่เราบริจาคเงิน แล้วนำใบเสร็จมาหักลดหย่อนภาษี
ค่าอุปการะคุณบิดามารดา นำมาลดหย่อนภาษี
การขอเงินเครดิตปันผลคืน
การขอ BOI เพื่อลดหย่อนภาษี
การขอลดหย่อนภาษีเหล่านี้ ผิดหรือไม่ ควรทำหรือไม่
หรือว่าตราบใดที่เรายังคงมีเงินใช้ ไม่เดือดร้อน กิจการยังคงมีกำไร เราก็ไม่ควรขอลดหย่อนภาษี ควรเสียภาษีให้มากที่สุด ไม่ควรใช้ช่องทางต่างๆเหล่านี้ลดหย่อนภาษี