งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ

ล็อคหัวข้อ
Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 14783
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 1

โพสต์

แล้วหมอๆทั้งหลายจะทำอย่างไร

เมื่อกี้ผมอ่านหนังสือเล่มนึง แต่โดยดร.คนนึง แกสอนเกียวกับการบริหาร ประมาณ 100 ข้อ

มีอยู่ข้อหนึ่ง อย่างไว้ใจทาง อย่างวางใจคน

คือแกไปหาหมอ เพราะท้องไส้ปั่นป่วน หมอก็ซักถามเสร็จ ก็จ่ายยาคลายเครียดให้ แกไม่แน่ใจ ถามหมออีกรอบ หมอบอกว่า ผมรักษามาเป็นพันคนแล้ว คุณกินยาแล้วจะดีขึ้น

ดร.ท่านนี้ตัดสินใจ ไม่รับยา และไปหาหมออีกคน หมอคนใหม่ใช้เวลานานขึ้น ในการซักถาม และแนะนำว่า ให้ดื่มกาแฟให้น้อยลง แล้วอีกสองสัปดาห์มาหาใหม่

ปรากฎว่าดีขึ้นจริงๆ คือดร.ท่านนี้ดื่มกาแฟวันละ 10-20 แก้ว

ตัวดร.เองคิดว่า ถ้าเชื่อหมอคนแรก เขาก็ต้องกินกาแฟเท่าเดิม + กับยาคลายเครียด

........................................................

เรื่องที่ผมอยากรู้ คือสังคมกำลังคาดหวังกับหมอมากเกินไปหรือเปล่า เพราะงานหมอ แค่ช่วยให้คุณดีขึ้น หรือบางครั้งก็หาย แต่มันไม่ใช่ทั้งหมดนะ

ผมเองเคยเรียนมา และเป็นอะไรผมก็ไปหาหมอทุกที

และผมก็เคยหาหมอคนที่สอง เพราะหมอคนแรกอาจจะไม่หาย

คือหมอก็มีเก่ง ถนัด เชียวชาญ ไปแต่ละแบบ แล้วทำไมสังคมต้องคาดหวัง แบบโยนความผิดไปให้ทั้งหมด

ผมกำลังหมายถึง งานทุกงานย่อมมีข้อผิดพลาดได้ เหมือนงานของหมออะ

...............................................................................

มีหมอเด็กคนนึง ซึ่งแกค่อนข้างเอาใจใส่เด็กๆมาก ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และโอบอ้อมอารี คนไข้ก็เยอะเป็นธรรมดา ภรรยาผมพาลูกผมไปหาคนนี้ เป็นประจำหากเป็นหวัด เป็นไข้

เรื่องที่หมอคนนี้ชอบทำ คือ จ่ายยาตรึม คือมีอะไรก็ให้หมด เช่น พ่นจมูก ที่โรงพยาบาล เอายาพ่นกลับมาที่บ้าน และยาอื่นๆ

อืม เรื่องที่หมอคนนี้ไม่รู้คือ เราไม่ค่อยได้ใช้อะไรที่หมอให้เท่าไร และผมเองก็ไม่ค่อยอยากให้ไปหา เพราะหมอแก over ไปหน่อย

อย่างไรก็ตาม แม่ของเด็กชอบ เพราะคงเป็นประเภท paranoid เหมือนกัน

ครั้งสุดท้าย นานแล้ว ที่ไปหาหมอ พอหมอจะพ่นยา ผมบอกไม่ต้องพ่น หมอบอกว่า ที่คางมีรอยแผลนิดนึงจะให้อะไรมาทา ผมบอกว่าไม่ต้อง และแกจ่ายยาแก้หวัดมาให้ ผมก็โอเค พอกลับมา ผมก็วางยาไว้ และลุ้นว่าอีกวัน ถ้าไม่ดีขึ้นจะให้กินยา

อืม อีกวันดีขึ้น และอีกวันก็หาย

ผมไม่ได้บอกว่าหมอไม่เก่ง แต่ การเชื่อหมอทั้งหมด และการเอาแต่คิดว่ากินยา จะช่วยได้ทั้งหมด เป็นเรื่องที่ ยากเหมือนกันนะ ว่าใครจะมาตัดสิน

แต่สำหรับผมแล้ว พอจะมีพื้นฐานบ้าง ผมเลือกที่จะให้หมอเป็นคนดูแล และตัดโรคที่รุนแรงออกไป หากเป็นหวัดธรรมดา ผมรับยา และผมเลือกที่จะไม่ให้ลูกผมกินยา
121
Verified User
โพสต์: 843
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 2

โพสต์

เรื่องพวกนี้สังคมเปลี่ยนไป  เป็นเหมือนวงจรอุบาทว์
ต่างก็โทษคนอื่นว่าทำให้สังคมเลวร้ายลง
ผมก็ไม่รู้แน่..........  
ได้แต่พยายามเปลี่ยนตัวเราเองก่อนที่จะโทษคนอื่นทั้งหมด
   ถ้าท้องเสีย  หรือ หวัดธรรมดาๆ  พักผ่อนมากๆเดี๋ยวก็หาย
ผมไม่ได้ไปหาหมอมานานจนจำครั้งหลังสุดไม่ได้แล้ว
ภาพประจำตัวสมาชิก
Eyore
Verified User
โพสต์: 606
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 3

โพสต์

เรื่องจ่ายยานี่ก็พูดยากนะครับ

ถ้าสมมุติหมอบอกว่า ลูกคุณเป็นหวัด แนะนำพักผ่อนมากๆ แล้วจะดีขึ้น
เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น:
1. หมอไม่มีข้าวกิน เพราะคิดค่าตรวจอย่างเดียว สังคมไทยไม่ยอมรับ
2. คนไม่เข้าคลินิก เพราะเอาไปพูดต่อว่าหมอคนนี้ไม่ให้ยา (แล้วยังจะคิดเงินอีก)
3. หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส กินหรือไม่กินยาก็หายเองอยู่แล้ว แต่ส่วนน้อยเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งโดยมากในวันแรกๆอาการจะเหมือนกัน แยกไม่ได้
  3.1 ถ้าเกิดจากเชื้อไวรัส -> อ่าน 1,2
  3.2 ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย -> อาการจะชัดเจนขึ้น -> ไปหาหมอคนที่2 -> ได้ยาปฏิชีวนะ -> หาย -> กลับไปอ่านข้อ2 + โทษหมอคนที่1 + หมอคนที่2เก่งจริงๆ
4. มีโรคอีกเป็นจำนวนมากที่อาการแสดงเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด แต่หลังจากนั้นอาการจะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปวดบวม หรือแม้แต่ไข้สมองอักเสบ
  4.1 -> อาการจะชัดเจนขึ้น -> ไปหาหมอคนที่2 -> ได้ยาxxx -> หาย -> กลับไปอ่านข้อ2 + โทษหมอคนที่1 + หมอคนที่2เก่งจริงๆ
  4.2 -> อาการรุนแรงขึ้น -> ไปหาหมอไม่ทัน -> ตาย -> สรยุทธ,ไทยรัฐ,เดลินิวส์,ข่าวสด,คมชัดลึก รุมสกรัม -> รมต.ชอบเอาหน้า มาช่วยยำ -> ป๋าเสี้ยม + รมต. กลายเป็นฮีโร่ของสังคม -> หมอหมดอนาคต
Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 14783
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 4

โพสต์

โค้ด: เลือกทั้งหมด

1. หมอไม่มีข้าวกิน เพราะคิดค่าตรวจอย่างเดียว สังคมไทยไม่ยอมรับ 
2. คนไม่เข้าคลินิก เพราะเอาไปพูดต่อว่าหมอคนนี้ไม่ให้ยา (แล้วยังจะคิดเงินอีก) 
สองข้อนี้ เคยได้ยินมานานแล้ว ผมเองคนนึงหละรับได้

และนักเรียนนอกหรือคนที่เคยอยู่ต่างประเทศอีกเป็นโขลงเลย ที่รับได้ และคนที่มีการศึกษา หรือเข้าใจอะไรบ้าง ก็อีกหลายคนนะที่รับได้

การรณรงค์ หรือทางอื่นอาจจะช่วยได้ แต่ไม่เห็นใครทำ

ผมคิดว่า ติดยึด 1 กะ 2 มากเกินไป

ลองคิดดูดิ ถ้าคนไข้รู้ว่าต้องกินยา เพราะหมอต้องจ่ายเพื่อความอยู่รอดของหมอ คนไข้จะอยากกินหรือไม่

อย.หรือหน่วยงานอื่นๆ ช่วยโฆษณาหน่อยดิ

ถ้าผมเป็นหมอนะ ผมจะใช้จุดนี้เป็นจุดขาย ของคลินิค และหรือโรงพยาบาล ไปเลย ว่าเราดูแลคุณอย่างใกล้ชิด และไม่เน้นให้ยา เพราะเราห่วงใยคุณ เนื่องจากยา คุณอนันต์ โทษมหันต์

แน่นอน เราคงเปลี่ยนคนกลุ่มใหญ่ได้ยาก แต่ในแง่การตลาดแล้ว คนกลุ่มที่ไม่อยากได้ยา แต่อยากได้การดูแล และคำแนะนำอย่างดี หรือว่าถ้าต้องได้ยาก็เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่มาทุกครั้งต้องได้ยา คนกลุ่มนี้กำลังซื้อสูง กว่าคนกลุ่มที่ต้องการยานะ ผมเดา

คงต้องมีการทำวิจัย เรื่องพฤติกรรมคนไข้ ซึ่ง ไม่เหงมีใครทำ

มัวแต่คิดแบบเดิมกันไปเรื่อยๆ เมื่อไรจะพัฒนากันครับ คุณหมอทั้งหลาย
Dr.T
Verified User
โพสต์: 1608
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 5

โพสต์

แน่นอน เราคงเปลี่ยนคนกลุ่มใหญ่ได้ยาก แต่ในแง่การตลาดแล้ว คนกลุ่มที่ไม่อยากได้ยา แต่อยากได้การดูแล และคำแนะนำอย่างดี หรือว่าถ้าต้องได้ยาก็เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่มาทุกครั้งต้องได้ยา คนกลุ่มนี้กำลังซื้อสูง กว่าคนกลุ่มที่ต้องการยานะ ผมเดา
ในความเป็นจริง มันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะครับ
ถามพี่ประจวบดีกว่า เทคนิคดึงคนไข้เนี่ย
คงต้องมีการทำวิจัย เรื่องพฤติกรรมคนไข้ ซึ่ง ไม่เหงมีใครทำ
ทำวิจัยมันต้องมีทุนครับ
ทุนมาจากไหน? บริษัทยาซะเป็นส่วนมาก
บริษัทยาที่ไหน จะสนับสนุนการวิจัย ที่ทำให้ขายยาได้น้อยลงล่ะครับ
มนุษย์เห่อลูก :lol:
http://tyakon.multiply.com
ภาพประจำตัวสมาชิก
Eyore
Verified User
โพสต์: 606
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 6

โพสต์

แน่นอน เราคงเปลี่ยนคนกลุ่มใหญ่ได้ยาก แต่ในแง่การตลาดแล้ว คนกลุ่มที่ไม่อยากได้ยา แต่อยากได้การดูแล และคำแนะนำอย่างดี หรือว่าถ้าต้องได้ยาก็เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่มาทุกครั้งต้องได้ยา คนกลุ่มนี้กำลังซื้อสูง กว่าคนกลุ่มที่ต้องการยานะ ผมเดา

คงต้องมีการทำวิจัย เรื่องพฤติกรรมคนไข้ ซึ่ง ไม่เหงมีใครทำ

มัวแต่คิดแบบเดิมกันไปเรื่อยๆ เมื่อไรจะพัฒนากันครับ คุณหมอทั้งหลาย
เฮีย jeng คงไม่เคย deal กับคนไข้ที่การศึกษาไม่เท่าเฮียเจ๋งอ่ะครับ ซึ่งเป็นคนหมู่มากในสังคมด้วย ผมว่า >80% (โดยเฉพาะตจว. >99%)

แล้วก็ในกรุงเทพนี้มีอาจารย์เคยทำมาหลายคนแล้ว เพราะคิดอย่างพี่เจ๋งนี่แหละครับ ปรากฏว่า เจ๊งเรียบ ยังไม่มีใครรุ่งเลยครับ[/quote]
ภาพประจำตัวสมาชิก
Amorna
Verified User
โพสต์: 454
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 7

โพสต์

อ่านกระทู้นี้แล้วไม่เข้ามาแลกเปลี่ยนคงจะอึดอัดน่าดูค่ะ

ช่วงนี้น้องสาวของดิฉันเป็นอีกแล้วค่ะ
อยากลาออกจากการเป็นหมอ...

เค้าเป็นคนนึงที่ทนไม่ได้กับการใช้ยาเกินความจำเป็น ในขณะที่เพื่อนร่วมงานต่างก็จ่ายยาคนไข้เป็นว่าเล่น อาจเพียงต้องการเอาใจคนไข้ชาวบ้าน ที่มาหาหมอแล้วหวังจะได้ยากลับไปกิน หรือผลตอบแทนจากบริษัทยา???

ขณะเดียวกันก็ผิดหวังกับคนใข้ส่วนใหญ่(น้องสาวทำงานอยู่โรงพยาบาลชุมชน)  ที่มักคาดหวังว่าหมอจะต้องรักษาหาย ไม่มีความรู้พื้นฐานการในดูแลรักษาตนเอง เชื่อแต่ว่าต้องกินยาแล้วจะหายจากโรคที่เป็นอยู่ โดยที่ไม่ปรับเปลี่ยนนิสัยในชีวิตประจำวันของตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนั่นเอง

อยากให้คนใข้ในประเทศไทยส่วนใหญ่นี้เหมือนเจ็กเจ๋ง หมอที่ดีๆ จะมีกำลังใจทำงานมากขึ้น
ครอบครัวดิฉันเอง ก็แทบไม่เคยไปหาหมอเลยค่ะ เพราะโรคพื้นฐานส่วนใหญ่มักหายเองตามธรรมชาติ เป็นหวัดก็ต้องพักผ่อน เจ็บคอก็บ้วนเกลือ แทนที่จะกินยาแก้อักเสบที่หมอชอบจ่ายให้เรากิน (กินไม่ครบก็ดื้อยาอีก)  หากจะต้องพึ่งหมอ คงเป็นโรคที่ต้องใช้การรักษาเฉพาะทางโดยตรงมากกว่า ( จะบอกว่าอากงของดิฉันเป็น CVA แต่พวกเราไม่เคยให้กินคูมาดินหรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดยี่ห้อใดๆ เลยค่ะ :lol: )

เคยเห็นพาราเซต จากเมืองนอก ทำไมเม็ดนึง แค่ 360 มิลลิกรัม แต่ทำไมที่ขายกันในเมืองไทย ถึงเม็ดละ 250/500 มิลลิกรัม
ฝรั่งหนึงคน กินพารา 2 เม็ด ก็ 720 มิลลิกรัม
คนไทยหนึ่งคน กินพารา 2 เม็ด ก็ 1000 มิลลิกรัม

นี่เป็นคำถามที่เคยตั้งไว้ในใจตอนสมัยเด็กๆ ว่าทำไมคนไทยต้องกินยามากกว่าฝรั่ง


ตอนนี้ดิฉันก็ได้แต่ให้น้องเค้าภูมิใจกับอาชีพที่เค้ามีอยู่ คือการเป็นหมอ เพราะวัตถุประสงค์ที่แท้จริงคือการได้ช่วยคน (คนไข้จะรับได้หรือไม่ นั้นเป็นเรื่องของเค้าแล้ว เราไม่อาจคาดหวังให้คนอื่นเค้าคิดแบบเราได้)

การแทนคุณแผ่นดิน ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนๆ นึง
ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำได้( ดิฉันก็คนนึ่งล่ะ ที่ไม่มีโอกาสนั้นโดยตรง)

แม้ว่าน้องสาวดิฉันจะทำงานใช้ทุนครบตามกำหนด
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ได้แทนคุณแผ่นดิน หมดแล้ว

( หากไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ น้องสาวของดิฉันคงไม่ได้เรียนหมอแน่นอน )
Price is what you pay, value is what you get.
ภาพประจำตัวสมาชิก
Amorna
Verified User
โพสต์: 454
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 8

โพสต์

หากสมมุติให้ประเทศไทย เป็นบมจ.แห่งหนึ่ง
บมจ.นี้ ได้ลงทุนก่อสร้างมหาวิทยาลัยตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้ลูกหลานของคนในบมจ.ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนในราคาถูก แล้วกลับมาทำงานให้กลับบมจ.ประเทศไทย ให้มีความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

แต่ลูกหลานส่วนหนึ่งกลับอาศัยโอกาสที่บมจ.ประเทศไทย นี้ หยิบยื่นให้ เข้าเล่าเรียน เมื่อจบแล้วแทนที่จะทำงานให้บมจ.ประเทศไทย กลับไปเปิดบริษัทขนาดเล็กของตัวเอง หรือไปทำงานให้บจ.บมจ.อื่นๆ

หากเราเป็นผู้ถือหุ้นของบมจ.ประเทศไทยนี้ เราจะประเมินมูลค่าการลงทุนของประเทศไทยนี้อย่างไร  โดยเฉพาะการลงทุนในสาขาวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล???
Price is what you pay, value is what you get.
ภาพประจำตัวสมาชิก
chansaiw
Verified User
โพสต์: 703
ผู้ติดตาม: 0

งานที่มีโอกาสผิดพลาด จากวิจารณาณ >>> หมอ

โพสต์ที่ 9

โพสต์

ผมว่าหลายอย่างมีผลกับการตรวจและวินิจฉัยนะ

เช่นประวัติที่หมอได้จากคนไข้เนี่ย
บางทีก็ถามยังไงก็ไม่ได้ key
พออาจารย์มาถามดันเจอ key
เช่นเดียวกันครับหมอคนไหนจับทางได้ถูกโอกาส
ที่ไปถูกทางสูงนะ แต่ผิดทางหลงทางไปก็มีเยอะแยะไป

คืออาการของโรคบางอย่างนั้นมันอยู่ที่วิธีการถาม
คำถามที่ต้องการคำตอบเหมือนกัน
แต่ถามคนละแบบอาจได้คำตอบคนละอย่าง

แล้วก็การสื่อสารอีกครับ
บางทีเราสื่อให้เค้าเข้าใจไม่ตรง การรักษานั้นอาจล้มเหลวได้

แล้วก็ปัญหาที่ทำให้ประเมินยากคือสิ่งแวดล้อมของ
คนไข้แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
หมอก็ไม่ได้ไปอยู่ด้วย เราก้สงสัยโรคไม่ถูก

แล้วก็ความเคยชินครับ
บางทีคนไข้อยู่กับอาการบางอย่างมานาน
แต่ไม่เคยสังเกตมาก่อน แค่นี้ประวัติที่ได้ก็ไม่สมบูรณ์แล้ว



เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ตรงไปตรงมา
ผมก็ไม่รู้จะสื่อสารยังไงให้คนที่ไม่เป็นหมอฟังแล้ว
เข้าใจได้สมบูรณ์
"Failure is the only way to start again intelligently"
ล็อคหัวข้อ