เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 1
เรื่องการแปรรูป ปตท.
ผมเล่นหุ้น ก็มัวดูแต่หุ้น และคิดเสมอว่านาย ก รวยอยู่แล้ว คราวนี้แหละ ประเทศไทยรอดแน่ เพราะได้คนเก่ง และรวยแล้ว ไม่ต้องมากอบโกยอะไรมาก
พอมาดูที่คุณสนธิ พูดว่า ปตท. เหลือหุ้น 51 %
อืม แรกๆก็นึกว่า คุณสนธิ แหกตา
เพราะเราไปนับดูก็มี วายุภัก และอื่นๆ รวม 69 %
แต่ตรวจสอบไปมา อ้าว วายุภัก มีกระทรวงการคลังถือแค่ 30 %
อืม
ขอหาที่คุณสนธิ มอบให้นายก คือ มีการขายหุ้น ปตท.ให้พรรคพวกกัน
โดยคุณสนธิ อ้างว่า นาย ก กับพรรคพวกไปจัดตั้ง โนมินี่ ที่สิงคโปร์ แล้ว ฉลาดมาก เพราะสิงคโปร์ ห้ามตรวจสอบว่า ใครมาเปิดบัญชี ในบัญชีมีเงินเท่าไร
ผลคือ โนมินี่ ที่มาในนามกองทุน สิงคโปร์ ก็เป็นของพวกนาย ก ทั้งนั้น
อืม ผมก็ได้แต่ฟัง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จิงๆเป็นอย่างไร
นาย ก ผิดจริงหรือไม่
ผมเล่นหุ้น ก็มัวดูแต่หุ้น และคิดเสมอว่านาย ก รวยอยู่แล้ว คราวนี้แหละ ประเทศไทยรอดแน่ เพราะได้คนเก่ง และรวยแล้ว ไม่ต้องมากอบโกยอะไรมาก
พอมาดูที่คุณสนธิ พูดว่า ปตท. เหลือหุ้น 51 %
อืม แรกๆก็นึกว่า คุณสนธิ แหกตา
เพราะเราไปนับดูก็มี วายุภัก และอื่นๆ รวม 69 %
แต่ตรวจสอบไปมา อ้าว วายุภัก มีกระทรวงการคลังถือแค่ 30 %
อืม
ขอหาที่คุณสนธิ มอบให้นายก คือ มีการขายหุ้น ปตท.ให้พรรคพวกกัน
โดยคุณสนธิ อ้างว่า นาย ก กับพรรคพวกไปจัดตั้ง โนมินี่ ที่สิงคโปร์ แล้ว ฉลาดมาก เพราะสิงคโปร์ ห้ามตรวจสอบว่า ใครมาเปิดบัญชี ในบัญชีมีเงินเท่าไร
ผลคือ โนมินี่ ที่มาในนามกองทุน สิงคโปร์ ก็เป็นของพวกนาย ก ทั้งนั้น
อืม ผมก็ได้แต่ฟัง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จิงๆเป็นอย่างไร
นาย ก ผิดจริงหรือไม่
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 2
เท่าที่ผมเคยไปฟังสัมมนาเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ ดร.สมคิด ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรมต.คลัง ก็ได้อธิบายถึงนโยบายแต่ต้นว่ารัฐบาลฯจะดำรงสัดส่วนการถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% หรือมีการกระจายหุ้นไม่เกินกว่า 49% ดังนั้นการที่คงเหลืออยู่51% มันก็ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากข้อกำหนดในนโยบาย ดังนั้นการที่บอกว่าเหลือ51% ดูเหมือนเป็นการหาประเด็นมาจับผิดมากกว่า อีกทั้งกรณีที่กล่าวอ้างว่า ปตท.ควรที่จะนำกำไรที่เกิดขึ้นมาชดเชยราคาน้ำมันหรืออะไรในลักษณะดังกล่าว อีกทั้งการกล่าวว่าไม่มีความจำเป็นในการที่จะตั้งราคาน้ำมันตามตลาดสิงคโปร์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการกล่าวถึงโดยขาดดุลยพินิจและหลักการที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง ประการแรก ในเชิงความสามารถทางด้านการแข่งขันขององค์กร ปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวชี้วัดคือต้นทุน ซึ่งพวกเราๆที่เป็นนักลงทุนก็ล้วนแต่ทราบดีว่าต้นทุนทางการเงิน(Capital Cost)ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดคือ กำไรสะสม ดังนั้นหาก ปตท. ไม่ควรมีกำไรหรือสร้างกำไรได้นั่นย่อมหมายความว่าเรากำลังให้ ปตท. มีต้นทุนทางการเงิน(อันเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนบริหาร)ที่สูงโดยไม่จำเป็นซึ่งนั่นเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพทางด้านพลังงานงานของไทยโดยตรง ดังนั้นถ้า ปตท. ไม่มีกำไรมาเป็นทุนเสียแล้ว ปตท. ก็ต้องหวังเงินจาก การกู้ หรือเพิ่มทุน ซึ่งนั่นย่อมทำให้เสถียรภาพเลวร้ายกว่าเดิม หรือหากในกรณีที่ไม่แปรรูปก็ไม่พ้นเงินภาษีของประชาชนอยู่ดี
ประการที่สอง กรณีเรื่องของการแปรรูป ประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องไม่ลืมนั่นก็คือ 1.ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด กล่าวคือมีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือการแข่งขันระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งคู่แข่งสำคัญก็หนีไม่พ้น ปิโตรนาส ของมาเลเซีย ดังนั้นหากหวังรอแต่เพียงกำไรสะสมมาขยายกิจการถามจริงเถอะครับทันกินหรือ หรือจะให้นำภาษีของชาติมาอุ้ม 2.ประเทศไทยไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เอง ดังนั้นการขยายกิจการเพื่อให้มีอำนาจในการแข่งขันที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ตามหลักการ Economic of Scale ดังนั้นหากเราปล่อยให้ ปตท. เป็นเพียงบริษัทผลิตน้ำมันเล็กๆโรงหนึ่ง คำถามคือเสถียรภาพด้านพลังงานของชาติจะอยู่ตรงไหน
ประเด็นที่สาม การตั้งราคาน้ำมันดิบตามตลาดสิงคโปร์ สิ่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้นั่นก็คือทุกๆที่ในแถบภูมิภาคนี้ต่างอิงราคาน้ำมันตามตลาดสิงคโปร์ทั้งสิ้น หากเราไม่ใช้วิจารณญานที่ดีพิจารณาจะเห็นได้ว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องอิงราคานั้นเช่นกัน เนื่องจากหากไม่อิงอัตรากลางก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทำ Arbritage ของราคาน้ำมัน ดังนั้นการที่ใครมานั่งพูดบอกว่าไม่เห็นต้องตามสิงคโปรเลย ลดราคาลงมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดีกว่า ถามจริงเถอะมันช่วยประเทศหรือฆ่าประเทศโดยเปิดช่องให้พวกนักเก็งกำไรมาเล่นงานกันแน่ หรือไม่อีกที่ก็เป็นการพูดแบบไม่รู้จริง ไม่เห็นภาครวมหรือผลกระทบในเชิงมหภาค และที่ว่าเดือดร้อนนะเดือนร้อนจริงหรือ(หรือแค่บริโภคได้น้อยลง)
ประเด็นสุดท้าย การชดเชยราคา(ไม่ว่าจะรูปแบบใด) ถือได้ว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งนั่นจะก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมในทุกกรณี ซึ่งเงื่อนไขของกลไกตลาดมันก็คือพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้บริโภคนั่นเอง คุณบริโภคมากขึ้นผลิตเท่าเดิมราคาก็ควรสูงขึ้น(ถ้าราคาไม่ปรับคุณก็บริโภคเกินผลิตได้สิ) ดังนั้นการกล่าวในเชิงที่ว่ากำไรของ ปตท.ควรจะชดเชยราคาน้ำมันที่แพงขึ้น บอกคำเดียวง่ายๆ "เอาอะไรมาคิด" :lovl: :lovl: :lovl:
หมายเหตุ: ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นโดยส่วนตัว
ประการที่สอง กรณีเรื่องของการแปรรูป ประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องไม่ลืมนั่นก็คือ 1.ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด กล่าวคือมีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือการแข่งขันระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งคู่แข่งสำคัญก็หนีไม่พ้น ปิโตรนาส ของมาเลเซีย ดังนั้นหากหวังรอแต่เพียงกำไรสะสมมาขยายกิจการถามจริงเถอะครับทันกินหรือ หรือจะให้นำภาษีของชาติมาอุ้ม 2.ประเทศไทยไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เอง ดังนั้นการขยายกิจการเพื่อให้มีอำนาจในการแข่งขันที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ตามหลักการ Economic of Scale ดังนั้นหากเราปล่อยให้ ปตท. เป็นเพียงบริษัทผลิตน้ำมันเล็กๆโรงหนึ่ง คำถามคือเสถียรภาพด้านพลังงานของชาติจะอยู่ตรงไหน
ประเด็นที่สาม การตั้งราคาน้ำมันดิบตามตลาดสิงคโปร์ สิ่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้นั่นก็คือทุกๆที่ในแถบภูมิภาคนี้ต่างอิงราคาน้ำมันตามตลาดสิงคโปร์ทั้งสิ้น หากเราไม่ใช้วิจารณญานที่ดีพิจารณาจะเห็นได้ว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องอิงราคานั้นเช่นกัน เนื่องจากหากไม่อิงอัตรากลางก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทำ Arbritage ของราคาน้ำมัน ดังนั้นการที่ใครมานั่งพูดบอกว่าไม่เห็นต้องตามสิงคโปรเลย ลดราคาลงมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดีกว่า ถามจริงเถอะมันช่วยประเทศหรือฆ่าประเทศโดยเปิดช่องให้พวกนักเก็งกำไรมาเล่นงานกันแน่ หรือไม่อีกที่ก็เป็นการพูดแบบไม่รู้จริง ไม่เห็นภาครวมหรือผลกระทบในเชิงมหภาค และที่ว่าเดือดร้อนนะเดือนร้อนจริงหรือ(หรือแค่บริโภคได้น้อยลง)
ประเด็นสุดท้าย การชดเชยราคา(ไม่ว่าจะรูปแบบใด) ถือได้ว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งนั่นจะก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมในทุกกรณี ซึ่งเงื่อนไขของกลไกตลาดมันก็คือพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้บริโภคนั่นเอง คุณบริโภคมากขึ้นผลิตเท่าเดิมราคาก็ควรสูงขึ้น(ถ้าราคาไม่ปรับคุณก็บริโภคเกินผลิตได้สิ) ดังนั้นการกล่าวในเชิงที่ว่ากำไรของ ปตท.ควรจะชดเชยราคาน้ำมันที่แพงขึ้น บอกคำเดียวง่ายๆ "เอาอะไรมาคิด" :lovl: :lovl: :lovl:
หมายเหตุ: ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นโดยส่วนตัว
-
- Verified User
- โพสต์: 1301
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 3
กองทุนวายุภักษ์ สิ้นสุดโครงการ 10 ปี จากนั้นรัฐก็ซื้อคืน ใช่ไหมครับ ลองดูรายละเอียดที่ เรื่อง PTT คงเป็นการพูดโดยไม่ลงรายละเอียด
http://www.mof.go.th/vayupak/vayupak_fund_1.pdf
http://www.mof.go.th/vayupak/vayupak_fund_1.pdf
- Amorna
- Verified User
- โพสต์: 454
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 4
[quote="genie"]เท่าที่ผมเคยไปฟังสัมมนาเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ ดร.สมคิด ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรมต.คลัง ก็ได้อธิบายถึงนโยบายแต่ต้นว่ารัฐบาลฯจะดำรงสัดส่วนการถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% หรือมีการกระจายหุ้นไม่เกินกว่า 49% ดังนั้นการที่คงเหลืออยู่51% มันก็ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากข้อกำหนดในนโยบาย ดังนั้นการที่บอกว่าเหลือ51% ดูเหมือนเป็นการหาประเด็นมาจับผิดมากกว่า อีกทั้งกรณีที่กล่าวอ้างว่า ปตท.ควรที่จะนำกำไรที่เกิดขึ้นมาชดเชยราคาน้ำมันหรืออะไรในลักษณะดังกล่าว อีกทั้งการกล่าวว่าไม่มีความจำเป็นในการที่จะตั้งราคาน้ำมันตามตลาดสิงคโปร์ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการกล่าวถึงโดยขาดดุลยพินิจและหลักการที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง ประการแรก ในเชิงความสามารถทางด้านการแข่งขันขององค์กร ปัจจัยหนึ่งที่เป็นตัวชี้วัดคือต้นทุน ซึ่งพวกเราๆที่เป็นนักลงทุนก็ล้วนแต่ทราบดีว่าต้นทุนทางการเงิน(Capital Cost)ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดคือ กำไรสะสม ดังนั้นหาก ปตท. ไม่ควรมีกำไรหรือสร้างกำไรได้นั่นย่อมหมายความว่าเรากำลังให้ ปตท. มีต้นทุนทางการเงิน(อันเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนบริหาร)ที่สูงโดยไม่จำเป็นซึ่งนั่นเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพทางด้านพลังงานงานของไทยโดยตรง ดังนั้นถ้า ปตท. ไม่มีกำไรมาเป็นทุนเสียแล้ว ปตท. ก็ต้องหวังเงินจาก การกู้ หรือเพิ่มทุน ซึ่งนั่นย่อมทำให้เสถียรภาพเลวร้ายกว่าเดิม หรือหากในกรณีที่ไม่แปรรูปก็ไม่พ้นเงินภาษีของประชาชนอยู่ดี
ประการที่สอง กรณีเรื่องของการแปรรูป ประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องไม่ลืมนั่นก็คือ 1.ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด กล่าวคือมีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือการแข่งขันระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งคู่แข่งสำคัญก็หนีไม่พ้น ปิโตรนาส ของมาเลเซีย ดังนั้นหากหวังรอแต่เพียงกำไรสะสมมาขยายกิจการถามจริงเถอะครับทันกินหรือ หรือจะให้นำภาษีของชาติมาอุ้ม 2.ประเทศไทยไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เอง ดังนั้นการขยายกิจการเพื่อให้มีอำนาจในการแข่งขันที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ตามหลักการ Economic of Scale ดังนั้นหากเราปล่อยให้ ปตท. เป็นเพียงบริษัทผลิตน้ำมันเล็กๆโรงหนึ่ง คำถามคือเสถียรภาพด้านพลังงานของชาติจะอยู่ตรงไหน
ประเด็นที่สาม การตั้งราคาน้ำมันดิบตามตลาดสิงคโปร์ สิ่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้นั่นก็คือทุกๆที่ในแถบภูมิภาคนี้ต่างอิงราคาน้ำมันตามตลาดสิงคโปร์ทั้งสิ้น หากเราไม่ใช้วิจารณญานที่ดีพิจารณาจะเห็นได้ว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องอิงราคานั้นเช่นกัน เนื่องจากหากไม่อิงอัตรากลางก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทำ Arbritage ของราคาน้ำมัน ดังนั้นการที่ใครมานั่งพูดบอกว่าไม่เห็นต้องตามสิงคโปรเลย ลดราคาลงมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดีกว่า ถามจริงเถอะมันช่วยประเทศหรือฆ่าประเทศโดยเปิดช่องให้พวกนักเก็งกำไรมาเล่นงานกันแน่ หรือไม่อีกที่ก็เป็นการพูดแบบไม่รู้จริง ไม่เห็นภาครวมหรือผลกระทบในเชิงมหภาค และที่ว่าเดือดร้อนนะเดือนร้อนจริงหรือ(หรือแค่บริโภคได้น้อยลง)
ประเด็นสุดท้าย การชดเชยราคา(ไม่ว่าจะรูปแบบใด) ถือได้ว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งนั่นจะก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมในทุกกรณี ซึ่งเงื่อนไขของกลไกตลาดมันก็คือพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้บริโภคนั่นเอง คุณบริโภคมากขึ้นผลิตเท่าเดิมราคาก็ควรสูงขึ้น(ถ้าราคาไม่ปรับคุณก็บริโภคเกินผลิตได้สิ) ดังนั้นการกล่าวในเชิงที่ว่ากำไรของ ปตท.ควรจะชดเชยราคาน้ำมันที่แพงขึ้น บอกคำเดียวง่ายๆ "เอาอะไรมาคิด"
ประการที่สอง กรณีเรื่องของการแปรรูป ประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องไม่ลืมนั่นก็คือ 1.ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด กล่าวคือมีการค้าขายแลกเปลี่ยนกับต่างชาติ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือการแข่งขันระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งคู่แข่งสำคัญก็หนีไม่พ้น ปิโตรนาส ของมาเลเซีย ดังนั้นหากหวังรอแต่เพียงกำไรสะสมมาขยายกิจการถามจริงเถอะครับทันกินหรือ หรือจะให้นำภาษีของชาติมาอุ้ม 2.ประเทศไทยไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เอง ดังนั้นการขยายกิจการเพื่อให้มีอำนาจในการแข่งขันที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ตามหลักการ Economic of Scale ดังนั้นหากเราปล่อยให้ ปตท. เป็นเพียงบริษัทผลิตน้ำมันเล็กๆโรงหนึ่ง คำถามคือเสถียรภาพด้านพลังงานของชาติจะอยู่ตรงไหน
ประเด็นที่สาม การตั้งราคาน้ำมันดิบตามตลาดสิงคโปร์ สิ่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้นั่นก็คือทุกๆที่ในแถบภูมิภาคนี้ต่างอิงราคาน้ำมันตามตลาดสิงคโปร์ทั้งสิ้น หากเราไม่ใช้วิจารณญานที่ดีพิจารณาจะเห็นได้ว่านั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องอิงราคานั้นเช่นกัน เนื่องจากหากไม่อิงอัตรากลางก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการทำ Arbritage ของราคาน้ำมัน ดังนั้นการที่ใครมานั่งพูดบอกว่าไม่เห็นต้องตามสิงคโปรเลย ลดราคาลงมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนดีกว่า ถามจริงเถอะมันช่วยประเทศหรือฆ่าประเทศโดยเปิดช่องให้พวกนักเก็งกำไรมาเล่นงานกันแน่ หรือไม่อีกที่ก็เป็นการพูดแบบไม่รู้จริง ไม่เห็นภาครวมหรือผลกระทบในเชิงมหภาค และที่ว่าเดือดร้อนนะเดือนร้อนจริงหรือ(หรือแค่บริโภคได้น้อยลง)
ประเด็นสุดท้าย การชดเชยราคา(ไม่ว่าจะรูปแบบใด) ถือได้ว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งนั่นจะก่อให้เกิดต้นทุนทางสังคมในทุกกรณี ซึ่งเงื่อนไขของกลไกตลาดมันก็คือพฤติกรรมของผู้ผลิตและผู้บริโภคนั่นเอง คุณบริโภคมากขึ้นผลิตเท่าเดิมราคาก็ควรสูงขึ้น(ถ้าราคาไม่ปรับคุณก็บริโภคเกินผลิตได้สิ) ดังนั้นการกล่าวในเชิงที่ว่ากำไรของ ปตท.ควรจะชดเชยราคาน้ำมันที่แพงขึ้น บอกคำเดียวง่ายๆ "เอาอะไรมาคิด"
Price is what you pay, value is what you get.
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 5
มาเลเซีย เขาก็จำหน่ายนำมันราคาถูกให้กับประชาชนใช้ในประเทศนะครับ แต่เขาควมคุม
ถ้าเราสามารถควบคุมได้ก็ดีไม่ใช่หรือ อยู่ที่ว่าทจะควบคุมหรือไม่ควบคุมเท่านั้นเอง
เรื่องกำไรสะสมเพื่อใช้ในการขยายงาน ปตท. สามารถตอบได้หรือไม่ว่า ต้องการเงินทุนในการขยายงานในอยาคตอีกเท่าไร อย่างน้อยในกรอบ 5 ปี เพื่อดูว่า กำไรสะสมเพียงพอ หรือไม่ ถ้าพอ และ เกินพอ ก็สามารถ หักลดราคาขายได้ แทนที่จะกลับไปเป็นเงินปันผล (ถ้ามันเกินพอนะครับ) ซึ่ง จะช่วยคนได้หลายคนมากกว่า คนเพียงบางกลุ่ม
กำไรปีละ 6 หมื่นล้าน อีก 5 ปี ก็ ประมาณเอาว่า 3 แสนล้าน
คิดว่าพอหรือเปล่า หรือ เกินพอ (ตัวเลขนี้ยังไม่ปันผลนะครับ)
ระหว่างช่วยคนไทยหลาย ๆ คนที่ไม่มีหุ้น กับช่วยคนที่มีหุ้น รัฐวิสาหกิจ อย่าง ปตท. ควรจะช่วยใคร (ทางที่ดีควรจะสร้างสมดุลซึ่งกันและกัน)
ผมไม่ต้องการให้ ปตท. สร้างกำไรสูงสุด แต่ต้องการให้ ปตท. มีกำไรอย่างเหมาะสม เพื่อที่ นักลงทุนอยู่ได้ ปตท. อยู่ได้ ประชาชนคนไทยอยู่ได้ จะกลายเป็นกำไรสูงสุดของประเทศไป
ปตท. ควรมีอยู่เพื่อคนไทยโดยรวม เพราะ การที่เรามีบริษัททางด้านพลังงานของคนไทย จะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เหมือนที่อเมริกา หาทางไม่ขาย UNOCAL ให้บริษัทจีน
แต่เท่าที่เห็น ปตท. ยังไม่ชัดเจนในการอธิบายคำถามที่คาใจผมอยู่ เช่น กำไรที่ได้เหมาะสมหรือไม่ และ ราคาก๊าซ ธรรมชาติให้ กฟผ. ที่ขายราคาแพงกว่าปกติ
:D :D
ถ้าเราสามารถควบคุมได้ก็ดีไม่ใช่หรือ อยู่ที่ว่าทจะควบคุมหรือไม่ควบคุมเท่านั้นเอง
เรื่องกำไรสะสมเพื่อใช้ในการขยายงาน ปตท. สามารถตอบได้หรือไม่ว่า ต้องการเงินทุนในการขยายงานในอยาคตอีกเท่าไร อย่างน้อยในกรอบ 5 ปี เพื่อดูว่า กำไรสะสมเพียงพอ หรือไม่ ถ้าพอ และ เกินพอ ก็สามารถ หักลดราคาขายได้ แทนที่จะกลับไปเป็นเงินปันผล (ถ้ามันเกินพอนะครับ) ซึ่ง จะช่วยคนได้หลายคนมากกว่า คนเพียงบางกลุ่ม
กำไรปีละ 6 หมื่นล้าน อีก 5 ปี ก็ ประมาณเอาว่า 3 แสนล้าน
คิดว่าพอหรือเปล่า หรือ เกินพอ (ตัวเลขนี้ยังไม่ปันผลนะครับ)
ระหว่างช่วยคนไทยหลาย ๆ คนที่ไม่มีหุ้น กับช่วยคนที่มีหุ้น รัฐวิสาหกิจ อย่าง ปตท. ควรจะช่วยใคร (ทางที่ดีควรจะสร้างสมดุลซึ่งกันและกัน)
ผมไม่ต้องการให้ ปตท. สร้างกำไรสูงสุด แต่ต้องการให้ ปตท. มีกำไรอย่างเหมาะสม เพื่อที่ นักลงทุนอยู่ได้ ปตท. อยู่ได้ ประชาชนคนไทยอยู่ได้ จะกลายเป็นกำไรสูงสุดของประเทศไป
ปตท. ควรมีอยู่เพื่อคนไทยโดยรวม เพราะ การที่เรามีบริษัททางด้านพลังงานของคนไทย จะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เหมือนที่อเมริกา หาทางไม่ขาย UNOCAL ให้บริษัทจีน
แต่เท่าที่เห็น ปตท. ยังไม่ชัดเจนในการอธิบายคำถามที่คาใจผมอยู่ เช่น กำไรที่ได้เหมาะสมหรือไม่ และ ราคาก๊าซ ธรรมชาติให้ กฟผ. ที่ขายราคาแพงกว่าปกติ

-
- Verified User
- โพสต์: 312
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 7
ถ้าการแปรรูป ปตท.หรือรัฐวิสาหกิจอื่นๆมีนโยบายตามความเห็นของคุณ shexshy ไม่ทราบจะสามารถระดมทุนได้สำเร็จหรือไม่ ในความเป็นจริง ปตท.หรือองค์กรอื่นๆต่างก็มีนโยบายคืนกำไรสู่สังคมในรูปแบบต่างๆเช่นการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯลฯ ซึ่งผมมองว่ามีประโยชน์ในระยะยาวต่อประเทศมากกว่าการมาอุ้มผู้บริโภคในเรื่องราคาพลังงงานซึ่งเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดทำให้ประชาชนไม่ตระหนักในเรื่องอุปสงค์อุปทานของทรัพยากร อย่าลืมว่าปตท.ไม่ได้กำหนดราคาขายตามใจชอบ(เช่นวิธีคอสพลัส)แต่อิงตลาดกลาง ฉนั้นกำไรที่ได้จึงเป็นอะไรที่ยืนอยู่บนความเสี่ยงที่สูงเหมือนๆกับที่เราท่านทั้งหลายเล่นหุ้นนี่แหละ ช่วงนี้ปตท.อาจกำไรแต่ต่อไปละ ถึงตอนนั้นประชาชนจะคืนกำไรที่ปตท.จ่ายกลับผู้บริโภค(หากทำแบบที่ท่านshexshyว่า)ให้ปตท.หรือไม่ เหมือนเวลาทำธุระกิจได้กำไรรัฐเก็บภาษีแต่เวลาขาดทุนไม่เห็นรัฐมาช่วยอะไรตรงๆเลย เหตุผลนี้อ้างได้ไม๊ ผมเชื่อในระบบตลาดเสรีเพียงแต่องค์กรที่แข็งแรงกว่าต้องย้อนกลับมาช่วยสังคมในจุดที่วีคมากๆและได้ผลตอบกลับที่มีค่ามากๆเช่นการปลูกป่าฯหรือช่วยผู้ที่ยังแย่อยู่เป็นกรณีๆไปไม่ใช่ลดกำไรที่ได้มาบนความเสี่ยงให้ผู้บริโภคทุกคน เห็นด้วยอย่างแรงกับคุณgenie ครับ
การทำอะไรแบบเดิมๆเป็นเวลานานๆทำให้ชีวิตเสียหาย
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 8
ประเด็นของผมคือ
ราคาขายสมเหตุสมผลหรือไม่ ถ้ามองแบบนี้นะครับ
ต้นทุน มี (ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการบริหาร ต้นทุนทางด้านการเงิน ต้นทุนที่ใช้เพื่อสังคม เช่น โครงการปลูกป่า อื่น ๆ)
ราคาขาย ก็คือ กำไร + ต้นทุน
กำไรที่ได้ก้แบ่งไปสองส่วนหลัก ๆ ก็คือ ปันผล และ สะสม
คุณ genie เสนอว่า กำไรที่สะสมไว้ ก็เผื่อไว้สำหรับการลงทุนขยายงาน ในอนาคต แต่ผมยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า ที่ต้องการสำหรับการลงทุนเพิ่มนี้ จริง ๆ แล้วต้องการเป็นเม็ดเงินเท่าไร ซึ่งในการบริหารจริง ๆ ผู้บริหารต้องสามารถตอบได้ เพราะ จะเตรียมเงินได้ทัน และ เพียงพอ
สมมติ ต้องการเยอะมาก ก็อาจจะส่งผลสะท้อนถึงราคานำมันในปัจจุบันที่ต้องให้ไว้ในระดับที่เพียงพอกับความต้องการในการลงทุนอนาคต
ตอนนี้ผมสามารถบอกได้ว่า ปตท. กลายเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันขายปลีก ของประเทศไทย เพราะ ปริมาณ การขายเยอะที่สุด โดยเฉพาะ ในส่วนงานที่เป็นข้าราชการ เนื่องจาก รถของทางข้าราชการ ถ้าใช้แล้วต้องการเบิกได้ ก็ต้องใช้ของ ปตท. (หรืออาจจะมีบางจากเสริม แต่หลัก ๆ ก็เป็นของ ปตท.) ซึ่งนี้แทบจะเป็นกฎเกณฑ์ บังคับ ซึ่งก็ส่งผลโดยรวมต่อต้นทุนของหน่วยงานราชการเอง
ถ้า ปตท. ยังคงคิดว่าต้องการกำไรสูงสุด ปตท. ก็พยายามใช้ราคาขายที่แพงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปตท. ก็จะได้ประโยชน์ อยู่ส่วนเดียวโดยที่คนหมู่มากได้รับผลกระทบในด้านที่ไม่ดีมากกว่า
แต่ถ้าราคาอยู่อย่างเหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ของ ปตท เอง (โดยไม่มอง ตลาดสิงคโปร์) ปตท ก็อยู่ได้ คนไทย ก็ยอมรับ และเข้าใจ ไม่ใช่ว่าดันทุรังจะเอาแต่ถูก ๆ โดยที่ไม่ดูว่าได้หรือไม่ได้ นักลงทุนก้อยู่บนพื้นของความจริงของ ปตท.
แต่เท่าที่ผมรู้ ปตท ไม่ได้อธิบายตัวเลขที่ละเอียด หรือ แย้งกับฝ่ายที่เสนอตัวเลขว่า ปตท. ค้ากำไรเกินควร ผมจึงสงสัยว่า จริง ๆ แล้ว ปตท. นั้นสามารถลดราคาขายปลีกได้อีก จริง ๆ
โดยที่ไม่กระทบต่อสถานะการเงิน แต่อาจจะกระทบต่อผู้ถือหุ้นที่มูลค่าหุ้นอาจจะลดลง แต่ปันผลยังคงเท่าเดิมได้
ยกตัวอย่าง ที่ทำไม ปตท ถึงขาย ก๊าซ ธรรมชาติให้ กฟผ แพงกว่า ที่ควรจะเป็น โดยที่ กฟผ เป็นของรัฐบาล เงินที่มาซื้อก๊าซ ก็มาจากค่าไฟ ของประชาชน ถ้า ก๊าซ ราคาลดลงตามความเหมาะสม ค่าไฟ ก็ควรจะลดลง หรือ ไม่เพิ่มขึ้น เพราะ ต้นทุนที่ลดลง จะไปชดเชยกับค่าใช้จ่าย อื่น ๆ ที่มากขึ้นได้
จริง ๆ แล้วผมต้องการข้อมูลตัวเลขที่แน่ชัด และ เหตุผลที่ชัดเจนจากทาง ปตท. ว่า กำไรที่ได้ นี้ เกินไป หรือ เหมาะสมแล้วอย่างไร ไม่ใช่จะเอากำไรสูงสุดเพื่อเอาใจนักลงทุนฝ่ายเดียว เพราะ ตลาดที่บ้านเราไม่ได้เสรี และเป็น ธรรม นัก
ราคาขายสมเหตุสมผลหรือไม่ ถ้ามองแบบนี้นะครับ
ต้นทุน มี (ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการบริหาร ต้นทุนทางด้านการเงิน ต้นทุนที่ใช้เพื่อสังคม เช่น โครงการปลูกป่า อื่น ๆ)
ราคาขาย ก็คือ กำไร + ต้นทุน
กำไรที่ได้ก้แบ่งไปสองส่วนหลัก ๆ ก็คือ ปันผล และ สะสม
คุณ genie เสนอว่า กำไรที่สะสมไว้ ก็เผื่อไว้สำหรับการลงทุนขยายงาน ในอนาคต แต่ผมยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า ที่ต้องการสำหรับการลงทุนเพิ่มนี้ จริง ๆ แล้วต้องการเป็นเม็ดเงินเท่าไร ซึ่งในการบริหารจริง ๆ ผู้บริหารต้องสามารถตอบได้ เพราะ จะเตรียมเงินได้ทัน และ เพียงพอ
สมมติ ต้องการเยอะมาก ก็อาจจะส่งผลสะท้อนถึงราคานำมันในปัจจุบันที่ต้องให้ไว้ในระดับที่เพียงพอกับความต้องการในการลงทุนอนาคต
ตอนนี้ผมสามารถบอกได้ว่า ปตท. กลายเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันขายปลีก ของประเทศไทย เพราะ ปริมาณ การขายเยอะที่สุด โดยเฉพาะ ในส่วนงานที่เป็นข้าราชการ เนื่องจาก รถของทางข้าราชการ ถ้าใช้แล้วต้องการเบิกได้ ก็ต้องใช้ของ ปตท. (หรืออาจจะมีบางจากเสริม แต่หลัก ๆ ก็เป็นของ ปตท.) ซึ่งนี้แทบจะเป็นกฎเกณฑ์ บังคับ ซึ่งก็ส่งผลโดยรวมต่อต้นทุนของหน่วยงานราชการเอง
ถ้า ปตท. ยังคงคิดว่าต้องการกำไรสูงสุด ปตท. ก็พยายามใช้ราคาขายที่แพงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปตท. ก็จะได้ประโยชน์ อยู่ส่วนเดียวโดยที่คนหมู่มากได้รับผลกระทบในด้านที่ไม่ดีมากกว่า
แต่ถ้าราคาอยู่อย่างเหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ของ ปตท เอง (โดยไม่มอง ตลาดสิงคโปร์) ปตท ก็อยู่ได้ คนไทย ก็ยอมรับ และเข้าใจ ไม่ใช่ว่าดันทุรังจะเอาแต่ถูก ๆ โดยที่ไม่ดูว่าได้หรือไม่ได้ นักลงทุนก้อยู่บนพื้นของความจริงของ ปตท.
แต่เท่าที่ผมรู้ ปตท ไม่ได้อธิบายตัวเลขที่ละเอียด หรือ แย้งกับฝ่ายที่เสนอตัวเลขว่า ปตท. ค้ากำไรเกินควร ผมจึงสงสัยว่า จริง ๆ แล้ว ปตท. นั้นสามารถลดราคาขายปลีกได้อีก จริง ๆ
โดยที่ไม่กระทบต่อสถานะการเงิน แต่อาจจะกระทบต่อผู้ถือหุ้นที่มูลค่าหุ้นอาจจะลดลง แต่ปันผลยังคงเท่าเดิมได้
ยกตัวอย่าง ที่ทำไม ปตท ถึงขาย ก๊าซ ธรรมชาติให้ กฟผ แพงกว่า ที่ควรจะเป็น โดยที่ กฟผ เป็นของรัฐบาล เงินที่มาซื้อก๊าซ ก็มาจากค่าไฟ ของประชาชน ถ้า ก๊าซ ราคาลดลงตามความเหมาะสม ค่าไฟ ก็ควรจะลดลง หรือ ไม่เพิ่มขึ้น เพราะ ต้นทุนที่ลดลง จะไปชดเชยกับค่าใช้จ่าย อื่น ๆ ที่มากขึ้นได้
จริง ๆ แล้วผมต้องการข้อมูลตัวเลขที่แน่ชัด และ เหตุผลที่ชัดเจนจากทาง ปตท. ว่า กำไรที่ได้ นี้ เกินไป หรือ เหมาะสมแล้วอย่างไร ไม่ใช่จะเอากำไรสูงสุดเพื่อเอาใจนักลงทุนฝ่ายเดียว เพราะ ตลาดที่บ้านเราไม่ได้เสรี และเป็น ธรรม นัก
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 9
สำหรับประเด็นเรื่องปริมาณเม็ดเงินจำเป็นในการใช้เพื่อการขยายลงทุนนั้น ผมเองคงไม่สามารถตอบได้เนื่องจากประเด็นลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับCFOและบอร์ดของ ปตท. ซึ่งผมไม่สามารถรู้ได้ แต่อย่างไรก็ดีวิธีที่คุณShexshyคิดนั้นเป็นแบบ Planning Based หรือการนำโครงการเป็นตัวตั้งแล้วประเมินเงินทุนที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งต่างกับ Financial Based หรือการประเมินโครงการที่น่าลงทุนเมื่อเทียบกับเงินทุนที่มีอยู่หรือที่เรียกกันว่าCapital Managementครับ ซึ่งวิธีแรกเหมาะกับการก่อตั้งบริษัทหรือพิจารณาโครงการแบบProject Managementครับ แต่ในเชิงองค์กรต้องใช้แบบหลังครับ ดังนั้นการจะระบุว่าจะต้องใช้แนวคิดแรกกับ ปตท. ผมว่าไม่น่าจะเหมาะสมนัก สำหรับในการเข้ามาชดเชยราคา จริงอยู่ที่ในระยะสั้นอาจช่วยบรรเทาภาระได้บ้าง แต่นั่นเป็นการบิดเบือนตลาดและ"บิดเบือนพฤติกรรม"ที่จริงๆแล้วสมควรลดการบริโภค ไม่ใช่กดราคาลงแล้วได้ของใช้ในราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริง ซึ่งจริงๆแล้วของฟรีไม่เคยมีอยู่ในโลก การที่คุณบริโภคในราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงในวันนี้ย่อมก่อเกิดปัญหาในระยะยาวในอนาคตเสมอ อย่างการชดเชยของรัฐฯก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วไม่ใช่หรือครับ ดังนั้นการชดเชย"ไม่ว่าจะจากหน่วยงานใด"ไม่เคยส่งผลดีต่อตลาดในระยะยาวเลย เพราะมันไม่ต่างกับเห็นเด็กทำผิดแล้วปล่อยให้ทำผิดแทนที่จะลงโทษ (การที่ราคาแพงขึ้นคือบทลงโทษของการบริโภคที่มากเกินไปของกลไกตลาด)
ทั้งหมดนี้ไม่ทราบตอบปัญหาคาใจคุณshexshyรึเปล่าครับ :)
ทั้งหมดนี้ไม่ทราบตอบปัญหาคาใจคุณshexshyรึเปล่าครับ :)
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 10
อา....หลุดไปอีกประเด็นธุรกิจค้าน้ำมันเป็นลักษณะอุตสาหกรรมแบบ oligopoly หรือผู้ขายน้อยราย ซึ่งลักษณะของการกำหนดราคาหรือเส้นDemandจะเป็นแบบหักงอหรือKlinked Demand Curvedซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของอุตสาหกรรมลักษณะนี้ กล่าวคือราคาสินค้ามักจะFreezeอยู ณ ระดับราคาหนึ่ง โดยที่ถ้าผู้นำตลาดขึ้นราคาจะไม่มีใครขึ้นราคาตามด้วย เนื่องจากผู้ตามไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ถ้าผู้นำตลาดลดราคาผู้ตามก็จะลดราคาตามลงมาทันที ดังนั้นการที่กล่าวว่า ปตท. เป็นผู้นำตลาดนั้นเป็นความจริงครับ แต่ประเด็นคือถ้า ปตท. ขึ้นราคา(ในกรณีที่ราคาตลาดโลกนิ่งนะครับ)เพื่อหวังผลกำไรสูงสุด จะไม่มีผู้เล่นรายอื่นตาม ซึ่งนั่นย่อมส่งผลให้ผู้บริโภคswitchไปยังผู้ขายรายอื่น ซึ่งถ้าจำกันได้ ปตท.ไม่เคยขึ้นราคาน้ำมันนำรายอื่นๆนะครับ รายอื่นๆต่างหากที่ขึ้นราคานำเพราะมีต้นทุนการบริหารที่สูงกว่า ในขณะที่เวลาลดราคาลง ปตท.กลับมาเป็นรายแรกแล้วรายอื่นๆก็ตามมาติดๆ ดังนั้นประเด็นนี้น่าจะให้คำตอบคุณShexshyได้นะครับ :) 
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 11
อืม...สำหรับประเด็นไม่มองตลาดสิงคโปร ผมบอกสั้นๆง่ายๆเลยนะครับว่า คุณจะทำอย่างนั้นก็ได้ถ้า"ประเทศคุณเป็นสังคมนิยมและระบบเศรษฐกิจเป็นระบบปิด" ดังนั้นถ้าไม่ได้อยู่ภายใต้สมมุติฐานนี้จะเกิดช่องว่างการทำArbitrageและทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีปัญหาได้(เหมือนปลอยให้มีการโจมตีค่าเงินไงครับ) ดังนั้นถ้าคุณshexshyจะไม่มองตลาดสิงคโปรคุณจะต้องปิดประเทศและแปลงประเทศเป็นรัฐสังคมนิยมครับ แลกไหมละครับ :) 
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 12
ลืมเรื่องมิติด้านการคืนสู่สังคมไป การคืนกำไรสู่สังคมมีหลายวิธีครับไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลดราคาน้ำมันแล้วกลายเป็นบิดเบือนตลาด สิ่งที่สมควรทำกลับน่าจะเป็น การพัฒนาด้านสังคมเช่น สร้างโรงเรียน สวนสาธารณะ ฯลฯ หรือด้านสิ่งแวดล้อมเช่น ปลูกป่า ขยายพันธุ์สัตว์ป่า ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งผมว่าแนวทางแบบนี้ลงสูสังคมมากกว่าการเอาไปลดราคาน้ำมันซึ่งผู้ได้รับประโยชน์ก็เป็นเพียงแค่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอยู่ดี จริงไหมครับ :) 
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 13
[quote="genie"]สำหรับประเด็นเรื่องปริมาณเม็ดเงินจำเป็นในการใช้เพื่อการขยายลงทุนนั้น ผมเองคงไม่สามารถตอบได้เนื่องจากประเด็นลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับCFOและบอร์ดของ ปตท. ซึ่งผมไม่สามารถรู้ได้ แต่อย่างไรก็ดีวิธีที่คุณShexshyคิดนั้นเป็นแบบ Planning Based หรือการนำโครงการเป็นตัวตั้งแล้วประเมินเงินทุนที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งต่างกับ Financial Based หรือการประเมินโครงการที่น่าลงทุนเมื่อเทียบกับเงินทุนที่มีอยู่หรือที่เรียกกันว่าCapital Managementครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 14
[quote="genie"]อืม...สำหรับประเด็นไม่มองตลาดสิงคโปร ผมบอกสั้นๆง่ายๆเลยนะครับว่า คุณจะทำอย่างนั้นก็ได้ถ้า"ประเทศคุณเป็นสังคมนิยมและระบบเศรษฐกิจเป็นระบบปิด" ดังนั้นถ้าไม่ได้อยู่ภายใต้สมมุติฐานนี้จะเกิดช่องว่างการทำArbitrageและทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีปัญหาได้(เหมือนปลอยให้มีการโจมตีค่าเงินไงครับ) ดังนั้นถ้าคุณshexshyจะไม่มองตลาดสิงคโปรคุณจะต้องปิดประเทศและแปลงประเทศเป็นรัฐสังคมนิยมครับ แลกไหมละครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 15
[quote="genie"]อา....หลุดไปอีกประเด็นธุรกิจค้าน้ำมันเป็นลักษณะอุตสาหกรรมแบบ oligopoly หรือผู้ขายน้อยราย ซึ่งลักษณะของการกำหนดราคาหรือเส้นDemandจะเป็นแบบหักงอหรือKlinked Demand Curvedซึ่งเป็นลักษณะจำเพาะของอุตสาหกรรมลักษณะนี้ กล่าวคือราคาสินค้ามักจะFreezeอยู ณ ระดับราคาหนึ่ง โดยที่ถ้าผู้นำตลาดขึ้นราคาจะไม่มีใครขึ้นราคาตามด้วย เนื่องจากผู้ตามไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ถ้าผู้นำตลาดลดราคาผู้ตามก็จะลดราคาตามลงมาทันที ดังนั้นการที่กล่าวว่า ปตท. เป็นผู้นำตลาดนั้นเป็นความจริงครับ แต่ประเด็นคือถ้า ปตท. ขึ้นราคา(ในกรณีที่ราคาตลาดโลกนิ่งนะครับ)เพื่อหวังผลกำไรสูงสุด จะไม่มีผู้เล่นรายอื่นตาม ซึ่งนั่นย่อมส่งผลให้ผู้บริโภคswitchไปยังผู้ขายรายอื่น ซึ่งถ้าจำกันได้ ปตท.ไม่เคยขึ้นราคาน้ำมันนำรายอื่นๆนะครับ รายอื่นๆต่างหากที่ขึ้นราคานำเพราะมีต้นทุนการบริหารที่สูงกว่า ในขณะที่เวลาลดราคาลง ปตท.กลับมาเป็นรายแรกแล้วรายอื่นๆก็ตามมาติดๆ ดังนั้นประเด็นนี้น่าจะให้คำตอบคุณShexshyได้นะครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 16
[quote="genie"]ลืมเรื่องมิติด้านการคืนสู่สังคมไป การคืนกำไรสู่สังคมมีหลายวิธีครับไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลดราคาน้ำมันแล้วกลายเป็นบิดเบือนตลาด สิ่งที่สมควรทำกลับน่าจะเป็น การพัฒนาด้านสังคมเช่น สร้างโรงเรียน สวนสาธารณะ ฯลฯ หรือด้านสิ่งแวดล้อมเช่น ปลูกป่า ขยายพันธุ์สัตว์ป่า ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งผมว่าแนวทางแบบนี้ลงสูสังคมมากกว่าการเอาไปลดราคาน้ำมันซึ่งผู้ได้รับประโยชน์ก็เป็นเพียงแค่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอยู่ดี จริงไหมครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 17

ผมว่าคุณSSหลงประเด็นเรื่องราคากับกำไรอยู่นะครับ(อันนี้ในมุมมองผมนะ

ส่วนเรื่องการขายให้กฟผ.ในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง(อันนี้ผมต้องบอกก่อนว่าต้องใช้คำว่า"สมมุติ"เนื่องจากผมไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนในการที่จะสำแดงว่า ปตท.ขายให้กฟผ.สูงกว่าความเป็นจริง แต่เป็นเพียงข้อมูลที่กล่าวอ้างจากใครบางคน)อันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นความพิกลพิการของระบบการสั่งซื้อสั่งจ้างของราชการ อันเนื่องจากการสั่งซื้อนั้นจะซื้อสินค้าจากรัฐวิสาหกิจเป็นอันดับแรก(คือง่ายๆไม่ได้ประมูลเลยด้วยซ้ำเช่น แบตเตอรี่ขององค์กรแบตเตอรี่ เครื่องหนังจากองค์กรฟอกหนังเป็นต้น) ซึ่งประเด็นดังกล่าวเท่าที่ทราบจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือได้(ผมจะไม่ขอเอ่ยนามและไม่ต้องเดาด้วย)ได้เปรยว่า ในขณะนี้กำลังร่ายนโยบายเรื่องระบบการสั่งซื้อสั่งจ้างให้เป็นระบบอิเล็คทรอนิค ซึ่งจะเป็นการป้องกันการฮั้ว"และเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจได้" ซึ่งผมเองส่วนตัวไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่ และการสั่งซื้อพลังงานของ กฟผ.(อันนี้ฟังจากเพื่อผมที่ทำงานที่นั่น)บอกว่าขณะนี้กฟผ.จะเริ่มพิจารณาซื้อพลงงานจาก ปิโตรนาส เพื่อให้สามารถแข่งขันราคากัน ระหว่าง ปตท. กับ ปตน.อืมเดี๋ยวผมไปกินข้าวก่อนแล้วมาต่อนะ
-
- Verified User
- โพสต์: 222
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 18
ปกติ ปตท. จะปันผลที่ประมาณ 25% ของกำไรสุทธินะครับ.. ผมว่ามันก็ไม่ได้เยอะอะไรเลยนะ
(ผมไม่ได้ถือ ปตท นะครับ ไม่ได้จะมารักษาผลประโยชน์อะไร)
(ผมไม่ได้ถือ ปตท นะครับ ไม่ได้จะมารักษาผลประโยชน์อะไร)
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 19
ประเด็นเรื่องมาเลเซีย จากที่คุณssบอกก็เห็นภาพชัดเจนแล้วนี่ครับ เห็นไหมครับว่ามีคนไทยบางส่วนแอบลักลอบไปซื้อน้ำมันจากมาเลย์ แล้วผลประโยชน์ที่จริงๆแล้วคนมาเลย์ต้องได้ประโยชน์กลับกลายเป็นว่าถูกผองถ่ายออกไป อันนี้ในเชิงรูปธรรมนะครับแล้วไหนจะการทำarbitrageสมมุติทำlongที่มาเลย์แล้วshotที่ไทย แค่นี้ก็ได้กำไรกินเปล่า ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าภาษีและผลประโยชน์ของมาเลย์บางส่วนถูกถ่ายโอนออกนอกประเทศ(เหมือนที่ไทยและอินโดนิเซียเคยเป็น) ชัดเจนไหมครับ :) 
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 21
[quote="genie"]ประเด็นเรื่องมาเลเซีย จากที่คุณssบอกก็เห็นภาพชัดเจนแล้วนี่ครับ เห็นไหมครับว่ามีคนไทยบางส่วนแอบลักลอบไปซื้อน้ำมันจากมาเลย์ แล้วผลประโยชน์ที่จริงๆแล้วคนมาเลย์ต้องได้ประโยชน์กลับกลายเป็นว่าถูกผองถ่ายออกไป อันนี้ในเชิงรูปธรรมนะครับแล้วไหนจะการทำarbitrageสมมุติทำlongที่มาเลย์แล้วshotที่ไทย แค่นี้ก็ได้กำไรกินเปล่า ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าภาษีและผลประโยชน์ของมาเลย์บางส่วนถูกถ่ายโอนออกนอกประเทศ(เหมือนที่ไทยและอินโดนิเซียเคยเป็น) ชัดเจนไหมครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 23
[quote="genie"]
ผมชอบไอเดียคุณssจัง โต้กันแบบนี้สิถึงสนุก โอเคครับเข้าเรื่อง
ผมว่าคุณSSหลงประเด็นเรื่องราคากับกำไรอยู่นะครับ(อันนี้ในมุมมองผมนะ
) คือเราต้องเข้าใจเรื่องของโครงสร้างการกำหนดราคาของแต่ละประเภทสินค้าเสียก่อน คือวิธีของคุณSS เป็นวิธีการตั้งราคาแบบCost Mark-up ซึ่งโดยปกติจะใช้วิธีดังกล่าวกับการขายสินค้าทั่วไปและใช้สำหรับการประมูลสินค้าในวงราชการ(ค่ากำไรอยู่ที่6%) ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีพื้นฐานและเบสิกที่สุด แต่..... วิธีการนี้ไม่เหมาะสมกับสินค้าประเภทCommodityครับ เนื่องจากสินค้าดังกล่าวจำถูกกำหนดราคาโดย"ตลาด" ซึ่งนั่นหมายความว่าตลาดจะไม่แยแสต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนั้นลักษณะการทำกำไรของธุรกิจประเภทนี้จะค่อนข้างเป็นCyclical(ดังนั้นใครลงทุนหุ้นลักษณะนี้ระวังด้วยนะครับ) ซึ่งกำไรขาดทุนจะขึ้นอยู่กับตลาดกำหนด คราวนี้มามองในมุมตรงข้ามบ้างนะครับ ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของ ปตท.(หรืออาจเป็นโรงกลั่นใดโรงกลั่นหนึ่งก็ได้นะครับ) ในช่วงระยะเวลา ณ ขณะนั้นถ้าโรงกลั่นดังกล่าวไม่มีทุนสะสมในรูปของกำไรสะสมที่สั่งสมมาในอดีต เพื่อชดเชยการขาดทุน นั่นย่อมหมายความว่าโรงกลั่นดังกล่าวมีทางเลือกเพียง 2 ทาง คือ 1.ระดมทุนเพิ่มเติม และ 2.ขายกิจการแล้วออกจากตลาด ดังนั้นถ้าเราทำเป็นsenarioสมมุติcycleของการทำกำไรโรงกลั่นจะได้กำไรต่อเนื่อง3ปีและขาดทุนต่อเนื่อง3ปี นั่นย่อมหมายความว่ากำไรสะสมที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีกำไรบางส่วนจะต้องกันไว้เพื่อป้องกันช่วงภาวะขาดทุน เพราะ"ผู้ขายไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาแต่เป็นตลาด" นั่นเป็นสาเหตุที่ไม่สามารถตั้งราคาแบบCost mark-upได้
ส่วนเรื่องการขายให้กฟผ.ในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง(อันนี้ผมต้องบอกก่อนว่าต้องใช้คำว่า"สมมุติ"เนื่องจากผมไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนในการที่จะสำแดงว่า ปตท.ขายให้กฟผ.สูงกว่าความเป็นจริง แต่เป็นเพียงข้อมูลที่กล่าวอ้างจากใครบางคน)อันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นความพิกลพิการของระบบการสั่งซื้อสั่งจ้างของราชการ อันเนื่องจากการสั่งซื้อนั้นจะซื้อสินค้าจากรัฐวิสาหกิจเป็นอันดับแรก(คือง่ายๆไม่ได้ประมูลเลยด้วยซ้ำเช่น แบตเตอรี่ขององค์กรแบตเตอรี่ เครื่องหนังจากองค์กรฟอกหนังเป็นต้น) ซึ่งประเด็นดังกล่าวเท่าที่ทราบจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือได้(ผมจะไม่ขอเอ่ยนามและไม่ต้องเดาด้วย)ได้เปรยว่า ในขณะนี้กำลังร่ายนโยบายเรื่องระบบการสั่งซื้อสั่งจ้างให้เป็นระบบอิเล็คทรอนิค ซึ่งจะเป็นการป้องกันการฮั้ว"และเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจได้" ซึ่งผมเองส่วนตัวไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่ และการสั่งซื้อพลังงานของ กฟผ.(อันนี้ฟังจากเพื่อผมที่ทำงานที่นั่น)บอกว่าขณะนี้กฟผ.จะเริ่มพิจารณาซื้อพลงงานจาก ปิโตรนาส เพื่อให้สามารถแข่งขันราคากัน ระหว่าง ปตท. กับ ปตน.อืมเดี๋ยวผมไปกินข้าวก่อนแล้วมาต่อนะ

ผมว่าคุณSSหลงประเด็นเรื่องราคากับกำไรอยู่นะครับ(อันนี้ในมุมมองผมนะ

ส่วนเรื่องการขายให้กฟผ.ในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง(อันนี้ผมต้องบอกก่อนว่าต้องใช้คำว่า"สมมุติ"เนื่องจากผมไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนในการที่จะสำแดงว่า ปตท.ขายให้กฟผ.สูงกว่าความเป็นจริง แต่เป็นเพียงข้อมูลที่กล่าวอ้างจากใครบางคน)อันนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นความพิกลพิการของระบบการสั่งซื้อสั่งจ้างของราชการ อันเนื่องจากการสั่งซื้อนั้นจะซื้อสินค้าจากรัฐวิสาหกิจเป็นอันดับแรก(คือง่ายๆไม่ได้ประมูลเลยด้วยซ้ำเช่น แบตเตอรี่ขององค์กรแบตเตอรี่ เครื่องหนังจากองค์กรฟอกหนังเป็นต้น) ซึ่งประเด็นดังกล่าวเท่าที่ทราบจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการที่น่าเชื่อถือได้(ผมจะไม่ขอเอ่ยนามและไม่ต้องเดาด้วย)ได้เปรยว่า ในขณะนี้กำลังร่ายนโยบายเรื่องระบบการสั่งซื้อสั่งจ้างให้เป็นระบบอิเล็คทรอนิค ซึ่งจะเป็นการป้องกันการฮั้ว"และเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจได้" ซึ่งผมเองส่วนตัวไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่ และการสั่งซื้อพลังงานของ กฟผ.(อันนี้ฟังจากเพื่อผมที่ทำงานที่นั่น)บอกว่าขณะนี้กฟผ.จะเริ่มพิจารณาซื้อพลงงานจาก ปิโตรนาส เพื่อให้สามารถแข่งขันราคากัน ระหว่าง ปตท. กับ ปตน.อืมเดี๋ยวผมไปกินข้าวก่อนแล้วมาต่อนะ
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 24
โอย...ป่วยไปหลายวันเลยไม่ได้เข้ามาเลย
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนนะครับว่า ราคาที่สิงค์โปรไม่ใช่สิงค์โปรเป็นผู้กำหนดราคา แต่เกิดจากการต่อรองราคาของผู้ซื้อผู้ขายของผู้ค้าน้ำมันแถบภูมิภาคนี้ ตลาดสิงค์โปรเป็นแค่ตลาดครับ ถ้านึกภาพไม่ออกนึกถึงดัชนีSET Indexก็ได้ครับ ดัชนีดังกล่าวตลท.ไม่ได้เป็นผู้กำหนดให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นักลงทุนทั้งหลายแหล่นี่แหละครับเป็นผู้กำหนด ดังนั้นการที่ราคาน้ำมันของเราอิงตามตลาดสิงค์โปรไม่ใช่หมายความว่าเราตามสิงค์โปร แต่เป็นการตามตลาด(เสียงส่วนใหญ่)ของภูมิภาค อันนี้ประเด็นแรก
การตั้งราคาแบบประชานิยมแบบมาเลย์เซียไม่ใช่เรื่องดี เพราะมันก็คือการบิดเบือนราคาตลาดอยู่ดี ซึ่งนอกจากจะเกิดการarbitrage และการรั่วไหลของทรัพย์สินไปสู่ประเทศอื่นตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ในภาพรวมภายในประเทศเองก็เป็นการบิดเบือนพฤติกรรมให้มีการบริโภคที่เกินกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย ลองนึกง่ายๆนะครับถ้าวันนี้ราคาน้ำมันยังถูกเหมือนในอดีต เราจะมามีมาตรการประหยัดต่างๆออกมาหรือไม่ หรือแม้แต่ไบโอดีเซลหรือโซฮอลก็คงไม่เกิดเช่นกัน ดังนั้นเราอย่ามองเรื่องของราคาแต่เพียงด้านเดียว แต่เราต้องมองถึงกลไกราคาเป็นกลไกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางตรงที่สุดตัวหนึ่ง ถ้าถามว่าจะมานั่งรณรงค์โดยไม่ใช้เรื่องกลไกราคาเข้ามาช่วยผมว่าไม่มีทางสำเร็จแน่(ประวัติศาสตร์เป็นคำตอบที่พิสูจน์แล้ว)
สำหรับเรื่อง กฟผ. อันนี้บอกตามตรงว่าไม่มีข้อมูลรายละเอียดเลย แต่ก็อยากเห็นการประมูลแบบเปิดเผยอย่างที่มันควรจะเป็น ประเด็นนี้ผมไม่มีอะไรคัดค้านคุณssครับ


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนนะครับว่า ราคาที่สิงค์โปรไม่ใช่สิงค์โปรเป็นผู้กำหนดราคา แต่เกิดจากการต่อรองราคาของผู้ซื้อผู้ขายของผู้ค้าน้ำมันแถบภูมิภาคนี้ ตลาดสิงค์โปรเป็นแค่ตลาดครับ ถ้านึกภาพไม่ออกนึกถึงดัชนีSET Indexก็ได้ครับ ดัชนีดังกล่าวตลท.ไม่ได้เป็นผู้กำหนดให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นักลงทุนทั้งหลายแหล่นี่แหละครับเป็นผู้กำหนด ดังนั้นการที่ราคาน้ำมันของเราอิงตามตลาดสิงค์โปรไม่ใช่หมายความว่าเราตามสิงค์โปร แต่เป็นการตามตลาด(เสียงส่วนใหญ่)ของภูมิภาค อันนี้ประเด็นแรก
การตั้งราคาแบบประชานิยมแบบมาเลย์เซียไม่ใช่เรื่องดี เพราะมันก็คือการบิดเบือนราคาตลาดอยู่ดี ซึ่งนอกจากจะเกิดการarbitrage และการรั่วไหลของทรัพย์สินไปสู่ประเทศอื่นตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ในภาพรวมภายในประเทศเองก็เป็นการบิดเบือนพฤติกรรมให้มีการบริโภคที่เกินกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย ลองนึกง่ายๆนะครับถ้าวันนี้ราคาน้ำมันยังถูกเหมือนในอดีต เราจะมามีมาตรการประหยัดต่างๆออกมาหรือไม่ หรือแม้แต่ไบโอดีเซลหรือโซฮอลก็คงไม่เกิดเช่นกัน ดังนั้นเราอย่ามองเรื่องของราคาแต่เพียงด้านเดียว แต่เราต้องมองถึงกลไกราคาเป็นกลไกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางตรงที่สุดตัวหนึ่ง ถ้าถามว่าจะมานั่งรณรงค์โดยไม่ใช้เรื่องกลไกราคาเข้ามาช่วยผมว่าไม่มีทางสำเร็จแน่(ประวัติศาสตร์เป็นคำตอบที่พิสูจน์แล้ว)
สำหรับเรื่อง กฟผ. อันนี้บอกตามตรงว่าไม่มีข้อมูลรายละเอียดเลย แต่ก็อยากเห็นการประมูลแบบเปิดเผยอย่างที่มันควรจะเป็น ประเด็นนี้ผมไม่มีอะไรคัดค้านคุณssครับ

-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 25
กลับมาที่โจทย์ของพี่เจ๋งหน่อย
1. รัฐถือหุ้น ปตท.เพียง 51% เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่
ผมว่าโอเคนะครับ 51% ก็ยังมากกว่า 50%
ตามหนังสือชี้ชวน
2. นาย ก มีการโยกเงินไปสิงค์โปร์เพื่อกลับเข้ามาซื้อหุ้นปตท.หรือไม่
เรื่องจริงๆ มันคงลึกซึ้งกว่านั้นอีกครับ
เกี่ยวโยงไปถึงการตรึงราคาน้ำมันด้วย
3. การที่นาย ก ทำแบบนั้นผิดหรือไม่
ไม่ผิดครับ ถ้าตีความตามกฎหมายเป๊ะๆ
เพราะกองทุน กับผู้ลงทุน เป็นคนละปัจเจกชน
แต่ไม่ถูกในแง่จริยธรรมของการเป็นผู้นำประเทศครับ
1. รัฐถือหุ้น ปตท.เพียง 51% เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่
ผมว่าโอเคนะครับ 51% ก็ยังมากกว่า 50%
ตามหนังสือชี้ชวน
2. นาย ก มีการโยกเงินไปสิงค์โปร์เพื่อกลับเข้ามาซื้อหุ้นปตท.หรือไม่

เกี่ยวโยงไปถึงการตรึงราคาน้ำมันด้วย
3. การที่นาย ก ทำแบบนั้นผิดหรือไม่
ไม่ผิดครับ ถ้าตีความตามกฎหมายเป๊ะๆ
เพราะกองทุน กับผู้ลงทุน เป็นคนละปัจเจกชน
แต่ไม่ถูกในแง่จริยธรรมของการเป็นผู้นำประเทศครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 577
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 26
ช่วงนี้อากาศหนาว (แบบกระทันหัน คือ บทจะหนาม ก็ กกลางวันร้อน หลางคืน ลมหนาวมา ตอนเช้าก็หนาวเลย) ผมเองก็ เป็นหวัดบ้าง แต่ก็ยังโชคดี ที่ไม่ถึงกับนอนซม ครับ
ยังไงรักษาสุขภาพ ด้วยนะครับ
ดังนั้น สิ่งที่ผมสงสัย และ อยากรู้ครับ
- สมมติ ปตท. สามารถที่จะขายราคาน้ำมันสำเร็จรูป ในราคาที่ถูกกว่า โดยไม่กระทบ ต่อกำไร ที่จะต้องมาปันผล และ การลงทุนในอนาคต นั้น ทำไม ถึงไม่ขายที่ราคานั้น
- กรณีที่จะเกิด การ Arbitrage นี้เราคุมได้หรือเปล่า ผมไม่ได้หมายความว่า คุมทั้ง 100%
แต่ต้องการให้คิดดูว่า เราก็คุม กรณี การซื้อที่ปริมาณเยอะ ๆ คือ ปริมาณที่เกินกว่า รถ 1 คันจะเติมในแต่ละครั้ง เรื่องนี้ ต้องลอง คิดดู เพราะ ถ้าไม่คิด แล้วบอกว่า จะเกิด การ Arbitrage ทำให้บอกว่าทำไม่ได้ อย่างนี้ ก้แสดงว่า ไม่ได้คิด ไม่ได้พยายามจะคิด ผมก็ถือว่าไม่ใช่เหตุผล ที่หนักแน่นพอ
- เรื่องการบิดเบือนราคา นี้ ผมเชื่อว่าแนวคิดนี้ ไม่ได้ บิดเบือนราคา เพราะ ผมขอให้คิดที่สมการกำไรต้นทุนจริง ที่มีการนำเอา factor ทุกอย่างเข้ามา มันก็คล้ายกับ ผมขายของที่อย่างเดียวกัน ที่ราคาถูกกว่า คนอื่น และ ผมก็ขายอย่างนี้ได้เรื่อย ๆ ทำให้เจ้าอื่น ต้องพยายามแข่งขันให้ได้ เพราะ ผมไม่ได้บิดเบือนราคา (ผมถึงอยู่ได้) ลูกค้า ก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ ราคาถูกกว่าเจ้าอื่น เจ้าอื่นก็เลยต้องหาทางอยู่รอด เหมือนกัน
-เรื่องการหาจุดที่จะใช้พลังงานทดแทนพลังงานฟอสซิล ราคาของพลังงานฟอสซิล ก็เป็นปัจจัยหลัก ปัจจัยหนึ่ง ซึ่ง การตัดสินใจว่าจะเริ่มวิจัย ค้นหา หรือเริ่ม ตั้งเป้าหมายว่า จะให้ออกมาสู่ตลาดได้ ก็ควร ที่จะมีข้อมูลที่ ครบถ้วน ถูกต้อง ดังนั้น ข้อมูลปัจจัยต่างๆ ที่จะเข้ามาพิจารณา ก็ควรจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง จริง ๆ ผม ขอเปรียบเทียบประเด็น กับสิ่งที่ พระเจ้าอยู่หัวของเรา ได้ ทรงริเริ่ม วิจัย พลังงานทดแทน มาตั้งแต่ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนั้น ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ประมาณ 10 บาท ต่อลิตรเท่านั้นเอง และ พระองค์ท่านก็ทรง ใช้นำมันทดแทนนี้ ในราชพาหนะ ของพระองค์ท่าน ทุกคัน ดังนั้นเราก็ควรจะคิด ต่อว่า ทำไมพระองค์ท่านถึงทรงริเริ่ม ทำการวิจัย ณ ขณะนั้น พระองค์ ท่านทรงทำเพื่ออะไรครับ สำหรับผม การใช้พลังงานทดแทน ไม่ใช่ต้องดูเรื่องราคาของ น้ำมันจากฟอสซิล อย่างเดี่ยว มันก็มีเรื่องของ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจของประเทศ เพราะ เราใช้ทรัพยากรในประเทศ และ เรื่องของเทคโนโลยีของเราเอง (คือการที่เรามีเทคโนโลยีของตัวเอง ทำให้เราไม่ต้องพึ่งคนอื่นมาก ส่งผลดีแต่เราในระยะยาว)
กลับมาเรื่องพลังงานทดแทน ถ้า ปตท. เอากำไรไปวิจัย เพื่อให้สามารถผลิต น้ำมันไบโอดีเซล ในเชิงอุตสาหกรรม โดยใช้ทรัพยากรภายในประเทศ ก็ จะดีไม่น้อย ควบคู่ไปกับกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างอื่น แต่ก็กลัวว่างบประมาณในการวิจัย อาจจะมากจน ผู้ถือหุ้นไม่พอใจ เพราะ อาจจะส่งผลให้ปันผลน้อยลง ราคาหุ้นตก ละมั้งครับ (อันนี้ ประชดหน่อยนะครับ)
สุดท้าย ประเด็นจริง ๆ คือ ต้นทุนราคาของ ปตท. เป็นเท่าไร แล้วค่อยมาคิดต่อว่า ถ้าถูกกว่าการอิงราคาที่สิงคโปร์ จะทำอย่างไร หรือ ถ้าไม่ถูกกว่า ก็จะได้เหตุผลโต้แย้งที่หนักแน่น จะได้เข้าใจ ปตท. มากขึ้น
:D :D
ยังไงรักษาสุขภาพ ด้วยนะครับ
ใช่ครับ ตลาดสิงคโปร์ เป็นตลาด ครับ ไม่ใช่ ประเทศสิงคโปร์เป็นคนกำหนดราคาgenie เขียน:โอย...ป่วยไปหลายวันเลยไม่ได้เข้ามาเลย![]()
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเสียก่อนนะครับว่า ราคาที่สิงค์โปรไม่ใช่สิงค์โปรเป็นผู้กำหนดราคา แต่เกิดจากการต่อรองราคาของผู้ซื้อผู้ขายของผู้ค้าน้ำมันแถบภูมิภาคนี้ ตลาดสิงค์โปรเป็นแค่ตลาดครับ ถ้านึกภาพไม่ออกนึกถึงดัชนีSET Indexก็ได้ครับ ดัชนีดังกล่าวตลท.ไม่ได้เป็นผู้กำหนดให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นักลงทุนทั้งหลายแหล่นี่แหละครับเป็นผู้กำหนด ดังนั้นการที่ราคาน้ำมันของเราอิงตามตลาดสิงค์โปรไม่ใช่หมายความว่าเราตามสิงค์โปร แต่เป็นการตามตลาด(เสียงส่วนใหญ่)ของภูมิภาค อันนี้ประเด็นแรก
การตั้งราคาแบบประชานิยมแบบมาเลย์เซียไม่ใช่เรื่องดี เพราะมันก็คือการบิดเบือนราคาตลาดอยู่ดี ซึ่งนอกจากจะเกิดการarbitrage และการรั่วไหลของทรัพย์สินไปสู่ประเทศอื่นตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ในภาพรวมภายในประเทศเองก็เป็นการบิดเบือนพฤติกรรมให้มีการบริโภคที่เกินกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย ลองนึกง่ายๆนะครับถ้าวันนี้ราคาน้ำมันยังถูกเหมือนในอดีต เราจะมามีมาตรการประหยัดต่างๆออกมาหรือไม่ หรือแม้แต่ไบโอดีเซลหรือโซฮอลก็คงไม่เกิดเช่นกัน ดังนั้นเราอย่ามองเรื่องของราคาแต่เพียงด้านเดียว แต่เราต้องมองถึงกลไกราคาเป็นกลไกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางตรงที่สุดตัวหนึ่ง ถ้าถามว่าจะมานั่งรณรงค์โดยไม่ใช้เรื่องกลไกราคาเข้ามาช่วยผมว่าไม่มีทางสำเร็จแน่(ประวัติศาสตร์เป็นคำตอบที่พิสูจน์แล้ว)
ดังนั้น สิ่งที่ผมสงสัย และ อยากรู้ครับ
- สมมติ ปตท. สามารถที่จะขายราคาน้ำมันสำเร็จรูป ในราคาที่ถูกกว่า โดยไม่กระทบ ต่อกำไร ที่จะต้องมาปันผล และ การลงทุนในอนาคต นั้น ทำไม ถึงไม่ขายที่ราคานั้น
- กรณีที่จะเกิด การ Arbitrage นี้เราคุมได้หรือเปล่า ผมไม่ได้หมายความว่า คุมทั้ง 100%
แต่ต้องการให้คิดดูว่า เราก็คุม กรณี การซื้อที่ปริมาณเยอะ ๆ คือ ปริมาณที่เกินกว่า รถ 1 คันจะเติมในแต่ละครั้ง เรื่องนี้ ต้องลอง คิดดู เพราะ ถ้าไม่คิด แล้วบอกว่า จะเกิด การ Arbitrage ทำให้บอกว่าทำไม่ได้ อย่างนี้ ก้แสดงว่า ไม่ได้คิด ไม่ได้พยายามจะคิด ผมก็ถือว่าไม่ใช่เหตุผล ที่หนักแน่นพอ
- เรื่องการบิดเบือนราคา นี้ ผมเชื่อว่าแนวคิดนี้ ไม่ได้ บิดเบือนราคา เพราะ ผมขอให้คิดที่สมการกำไรต้นทุนจริง ที่มีการนำเอา factor ทุกอย่างเข้ามา มันก็คล้ายกับ ผมขายของที่อย่างเดียวกัน ที่ราคาถูกกว่า คนอื่น และ ผมก็ขายอย่างนี้ได้เรื่อย ๆ ทำให้เจ้าอื่น ต้องพยายามแข่งขันให้ได้ เพราะ ผมไม่ได้บิดเบือนราคา (ผมถึงอยู่ได้) ลูกค้า ก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ ราคาถูกกว่าเจ้าอื่น เจ้าอื่นก็เลยต้องหาทางอยู่รอด เหมือนกัน
-เรื่องการหาจุดที่จะใช้พลังงานทดแทนพลังงานฟอสซิล ราคาของพลังงานฟอสซิล ก็เป็นปัจจัยหลัก ปัจจัยหนึ่ง ซึ่ง การตัดสินใจว่าจะเริ่มวิจัย ค้นหา หรือเริ่ม ตั้งเป้าหมายว่า จะให้ออกมาสู่ตลาดได้ ก็ควร ที่จะมีข้อมูลที่ ครบถ้วน ถูกต้อง ดังนั้น ข้อมูลปัจจัยต่างๆ ที่จะเข้ามาพิจารณา ก็ควรจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง จริง ๆ ผม ขอเปรียบเทียบประเด็น กับสิ่งที่ พระเจ้าอยู่หัวของเรา ได้ ทรงริเริ่ม วิจัย พลังงานทดแทน มาตั้งแต่ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนั้น ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ประมาณ 10 บาท ต่อลิตรเท่านั้นเอง และ พระองค์ท่านก็ทรง ใช้นำมันทดแทนนี้ ในราชพาหนะ ของพระองค์ท่าน ทุกคัน ดังนั้นเราก็ควรจะคิด ต่อว่า ทำไมพระองค์ท่านถึงทรงริเริ่ม ทำการวิจัย ณ ขณะนั้น พระองค์ ท่านทรงทำเพื่ออะไรครับ สำหรับผม การใช้พลังงานทดแทน ไม่ใช่ต้องดูเรื่องราคาของ น้ำมันจากฟอสซิล อย่างเดี่ยว มันก็มีเรื่องของ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจของประเทศ เพราะ เราใช้ทรัพยากรในประเทศ และ เรื่องของเทคโนโลยีของเราเอง (คือการที่เรามีเทคโนโลยีของตัวเอง ทำให้เราไม่ต้องพึ่งคนอื่นมาก ส่งผลดีแต่เราในระยะยาว)
กลับมาเรื่องพลังงานทดแทน ถ้า ปตท. เอากำไรไปวิจัย เพื่อให้สามารถผลิต น้ำมันไบโอดีเซล ในเชิงอุตสาหกรรม โดยใช้ทรัพยากรภายในประเทศ ก็ จะดีไม่น้อย ควบคู่ไปกับกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างอื่น แต่ก็กลัวว่างบประมาณในการวิจัย อาจจะมากจน ผู้ถือหุ้นไม่พอใจ เพราะ อาจจะส่งผลให้ปันผลน้อยลง ราคาหุ้นตก ละมั้งครับ (อันนี้ ประชดหน่อยนะครับ)
สุดท้าย ประเด็นจริง ๆ คือ ต้นทุนราคาของ ปตท. เป็นเท่าไร แล้วค่อยมาคิดต่อว่า ถ้าถูกกว่าการอิงราคาที่สิงคโปร์ จะทำอย่างไร หรือ ถ้าไม่ถูกกว่า ก็จะได้เหตุผลโต้แย้งที่หนักแน่น จะได้เข้าใจ ปตท. มากขึ้น

-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 27
ประเด็นเรื่องราคา อย่างที่เคยบอกไปแล้ว ว่าใช้ได้ทั้งสองวิธีคือ อิงราคากลาง กับcost markup ซึ่งประเนเรื่องของราคาน้ำมันอันนี้มีจุดอ่อนไหวอยู่จุดหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินราคาแบบcost mark up ได้คือ ในกรณีที่ทำกำไรได้สูงในช่วงราคาตลาดสูงอันนี้ก็คงมีคนเรียกร้องขอให้ราคาลง แต่ตอนที่ราคาตกต่ำละครับคุณจะยอมรับราคาที่ขายสูงกว่าราคากลางหรือไม่ครับ ซึ่งในประวัติศาสตร์ทั้ง Thai Oil และ บางจาก ก็เคยประสบปัญหาการขาดทุนค่ากลั่นในอดีตมาแล้ว ซึ่งจะมาขายในราคาสูงขึ้นเพื่อให้มีกำไรก็ทำไม่ได้ ซึ่งช่วงนั้นเลยมีการรณรงค์ "รักเมืองไทยใช้บางจาก" จำได้ไหมครับ เพราะนี่คือลักษณะของธุรกิจ "มันเป็นอย่างนั้น" ดังนั้นการมองการลงทุนในธุรกิจลักษณะนี้จะมองการทำกำไรในรอบ 10 ปี ครับไม่ใช่รายปี
สำหรับเรื่องการวิจัยเพื่อหาพลังงานทดแทน เราต้องแยกออกจากกันระหว่างคำว่า "ดี" กับ "คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์" ตรงนี้เราต้องมองแบบองค์รวมนะครับ เอาง่ายๆเลย รถที่คุณใช้เป็น Hybrid หรือเปล่า แล้วทำไมไม่ใช้รถHybridละครับ ทั้งๆที่มันประหยัดน้ำมันและรักษาสิ่งแวดล้อมมากๆ ก็เพราะมันแพงมากไงครับ ดังนั้นเรื่องของการนำมาใช้เราต้องมองที่ "ความเป็นจริง" มากกว่า "อุดมคติ" ครับ แต่ถามว่าการทำวิจัยจำเป็นไหม ผมก็ต้องบอกว่าจำเป็นและเชื่อว่าในปัจจุบันก็มีการทำวิจัยกันอย่างแพร่หลาย แต่จะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เมื่อไหร่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับราคาเป็นสำคัญครับ

สำหรับเรื่องการวิจัยเพื่อหาพลังงานทดแทน เราต้องแยกออกจากกันระหว่างคำว่า "ดี" กับ "คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์" ตรงนี้เราต้องมองแบบองค์รวมนะครับ เอาง่ายๆเลย รถที่คุณใช้เป็น Hybrid หรือเปล่า แล้วทำไมไม่ใช้รถHybridละครับ ทั้งๆที่มันประหยัดน้ำมันและรักษาสิ่งแวดล้อมมากๆ ก็เพราะมันแพงมากไงครับ ดังนั้นเรื่องของการนำมาใช้เราต้องมองที่ "ความเป็นจริง" มากกว่า "อุดมคติ" ครับ แต่ถามว่าการทำวิจัยจำเป็นไหม ผมก็ต้องบอกว่าจำเป็นและเชื่อว่าในปัจจุบันก็มีการทำวิจัยกันอย่างแพร่หลาย แต่จะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เมื่อไหร่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับราคาเป็นสำคัญครับ

- MO101
- Verified User
- โพสต์: 3226
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 28
เห็นด้วยกะคุณ genie ทุกประการ
เออ logo นี่ซูบารุหรือเปล่าครับ เปลี่ยนรถแล้วหรือ :lol:
เออ logo นี่ซูบารุหรือเปล่าครับ เปลี่ยนรถแล้วหรือ :lol:
-
- Verified User
- โพสต์: 1477
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องปตท. เห็นด้วยกับคุณสนธิ แต่ไม่มี.. และกำลังรอฟัง นาย ก
โพสต์ที่ 29
เฮอๆๆๆๆๆ เปลี่ยนจากเจ้าสี่ห่วงมาเป็นลูกไก่ได้หลายเดือนแล้วครับ :lol: