วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 1
หลายคนวิเคราะห์ว่าต้นตอของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของไทยในปี 2540 ที่ต้องลดค่าเงินบาท และค่าเงินบาทก็อ่อนค่าล่วงลงไปต่ำสุดที่ 56 บาทต่อดอลล่าร์
ว่าเกิดจากการเปิดเสรี BIBF โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนระบบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พออัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกต่ำกว่าเงินบาทมาก และค่าเงินบาทไม่เปลี่ยนจากค่าเงินดอลล่าร์ จึงมีแต่ผู้กู้เงินนอกระยะสั้นจำนวนมาก และสรุปว่าทำให้ประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าเงินทุนสำรองหลายเท่า จึงเกิดวิกฤต
เท่าที่ผมเข้าใจ เวลาที่มีเงินต่างประเทศเข้ามาในไทย ไม่ว่าเป็นการกู้ยืมเงินหรือขายสินค้าได้ หรือมีต่างชาติในเงินเข้ามาลงทุน เงินต่างชาติเหล่านั้นต้องนำเข้าไปแลกเปลี่ยนที่ ธปท. ดังนั้นถ้ามีเงินกู้เข้ามา 100 ล้านเหรียญ เงินดอลล่าร์ก็จะอยู่ที่ ธปท. 100 ล้านเหรียญ ดังนั้นปัญหาที่ประเทศไทยมีหนี้ต่างชาติมากกว่าเงินทุนสำรอง คงไม่น่าจะเป็นเพราะการเปิดเสรี
สาเหตุที่หนี้ของเราเพิ่ม แต่ทุนสำรองกลับไม่เพิ่ม ก็คงเป็นเพราะเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องและยาวนาน การพยายามขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงมาโดยตลอด ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไม่สามารถปรับตัวให้สู่สภาวะสมดุลได้ ผมว่าเป็นปัญหาที่แท้จริงครับ
ว่าเกิดจากการเปิดเสรี BIBF โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนระบบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พออัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกต่ำกว่าเงินบาทมาก และค่าเงินบาทไม่เปลี่ยนจากค่าเงินดอลล่าร์ จึงมีแต่ผู้กู้เงินนอกระยะสั้นจำนวนมาก และสรุปว่าทำให้ประเทศไทยมีหนี้ต่างประเทศสูงกว่าเงินทุนสำรองหลายเท่า จึงเกิดวิกฤต
เท่าที่ผมเข้าใจ เวลาที่มีเงินต่างประเทศเข้ามาในไทย ไม่ว่าเป็นการกู้ยืมเงินหรือขายสินค้าได้ หรือมีต่างชาติในเงินเข้ามาลงทุน เงินต่างชาติเหล่านั้นต้องนำเข้าไปแลกเปลี่ยนที่ ธปท. ดังนั้นถ้ามีเงินกู้เข้ามา 100 ล้านเหรียญ เงินดอลล่าร์ก็จะอยู่ที่ ธปท. 100 ล้านเหรียญ ดังนั้นปัญหาที่ประเทศไทยมีหนี้ต่างชาติมากกว่าเงินทุนสำรอง คงไม่น่าจะเป็นเพราะการเปิดเสรี
สาเหตุที่หนี้ของเราเพิ่ม แต่ทุนสำรองกลับไม่เพิ่ม ก็คงเป็นเพราะเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องและยาวนาน การพยายามขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงมาโดยตลอด ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไม่สามารถปรับตัวให้สู่สภาวะสมดุลได้ ผมว่าเป็นปัญหาที่แท้จริงครับ
-
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 460
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 2
อยากให้อ่านเรื่องนี้ครับ ผมอ่านแล้วชอบมากๆ คิดว่าน่าอ่านครับ
ไม่รู้มีใครอ่านกันรึยังครับ...ถ้ามีใครอ่านแล้วลองแลกเปลื่ยนความคิดเห็นกันหน่อยครับ
http://www.se-ed.com/Shop/Detail.Aspx?I ... 9749259580
ไม่รู้มีใครอ่านกันรึยังครับ...ถ้ามีใครอ่านแล้วลองแลกเปลื่ยนความคิดเห็นกันหน่อยครับ
http://www.se-ed.com/Shop/Detail.Aspx?I ... 9749259580
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 6447
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 3
พี่ฉัตรชัยมีมุมมองเรื่องนี้ที่น่าสนใจครับ
ต้นเหตุวิกฤติเศรษกิจที่ผ่านมา สังคมตราหน้าว่าเป็นเพราะการอนุญาติให้มีกิจการ Bangkok International Bangking Facilitys หรือบีไอบีเอฟ ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งเป็นการริเริ่มโดยคุณ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ และอีกประเด็นที่ตกเป็นแพะรับบาปคือกองทุนเฮดฟันด์
ตามความเข้าใจส่วนตัวของผม จะไล่เรียงดูว่า ใครที่สมควรจะเป็นผู้ที่ควรรับผิดชอบตัวจริง ใบ้ให้ว่าคนคนนั้นทุกคนรู้จักกันดีกว่าใครๆ... :lol:
เรื่องทุนสำรองระหว่างประเทศ ขอขยายความจากพี่ฉัตรชัยนิดหน่อยครับ
ตามความเข้าใจของผม ทุนสำรองระหว่างประเทศคือหน้าต่างของเงินเข้าเงินออกครับ เงินที่ผ่านประเทศโดยถูกกฎหมายจะต้องผ่านหน้าต่างนี้
กล่าวคือนำเงินดอลลาร์เข้ามา ก็ต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยขายดอลลาร์ และซื้อเงินบาท และหากนำเงินออก ก็ต้องขายบาท ซื้อดอลลาร์
ผลต่างสุทธิของเงินเข้า-เงินออก ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็คือทุนสำรองระหว่างประเทศนั่นเองครับ ในปัจจุบันเรามีทุนสำรองประมาณ 45,000 ล้านเหรียญ
ต่อไปเราจะมาดูกันว่ามีเงินอะไรบ้าง ที่ผ่านหน้าต่างนี้ครับ....
ต้นเหตุวิกฤติเศรษกิจที่ผ่านมา สังคมตราหน้าว่าเป็นเพราะการอนุญาติให้มีกิจการ Bangkok International Bangking Facilitys หรือบีไอบีเอฟ ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งเป็นการริเริ่มโดยคุณ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ และอีกประเด็นที่ตกเป็นแพะรับบาปคือกองทุนเฮดฟันด์
ตามความเข้าใจส่วนตัวของผม จะไล่เรียงดูว่า ใครที่สมควรจะเป็นผู้ที่ควรรับผิดชอบตัวจริง ใบ้ให้ว่าคนคนนั้นทุกคนรู้จักกันดีกว่าใครๆ... :lol:
เรื่องทุนสำรองระหว่างประเทศ ขอขยายความจากพี่ฉัตรชัยนิดหน่อยครับ
ตามความเข้าใจของผม ทุนสำรองระหว่างประเทศคือหน้าต่างของเงินเข้าเงินออกครับ เงินที่ผ่านประเทศโดยถูกกฎหมายจะต้องผ่านหน้าต่างนี้
กล่าวคือนำเงินดอลลาร์เข้ามา ก็ต้องแปลงเป็นเงินบาท โดยขายดอลลาร์ และซื้อเงินบาท และหากนำเงินออก ก็ต้องขายบาท ซื้อดอลลาร์
ผลต่างสุทธิของเงินเข้า-เงินออก ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็คือทุนสำรองระหว่างประเทศนั่นเองครับ ในปัจจุบันเรามีทุนสำรองประมาณ 45,000 ล้านเหรียญ
ต่อไปเราจะมาดูกันว่ามีเงินอะไรบ้าง ที่ผ่านหน้าต่างนี้ครับ....

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
- harry
- Verified User
- โพสต์: 4200
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 5
ใช่ครับ ผมอ่านหนังสือแล้วเข้าใจว่า อย่างนั้น คือขาดดุลหลายปีติด แถมกู้เงินจากต่างประเทศมากเกินไป แล้วยังมาโดนพวกเฮดจ์ฟันด์มาเก็งกำไร เพราะเรายังผูกค่าเงินกับดอลลาร์ เลยเละเทะไปเลยสาเหตุที่หนี้ของเราเพิ่ม แต่ทุนสำรองกลับไม่เพิ่ม ก็คงเป็นเพราะเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องและยาวนาน การพยายามขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงมาโดยตลอด ระบบแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไม่สามารถปรับตัวให้สู่สภาวะสมดุลได้ ผมว่าเป็นปัญหาที่แท้จริงครับ
Expecto Patronum!!!!!!
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 6447
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 6
สำหรับเงินที่เคลื่อนย้ายเข้าออกประเทศในโลกนี้ แบ่งได้เป็น
1.ดุลการค้าหรือมูลค่าสินค้าส่งออก-นำเข้านั่นเอง
2.ดุลบริหาร เช่นการท่องเที่ยว หากชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวประชุมที่เมืองไทย หรือมารักษาพยาบาลที่ BH เราก็จะได้ดุลนี้ครับ ในทางตรงกันข้าม ชาวไทยไปชอปปิ้ง-ท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอก เราจะเสียดุลนี้ครับ
ข้อ 1+2 รวมเป็นเรียกว่าดุลบัญชีเดินสะพัด ปกติไทยจะดุลบริการเป็นบวกและมีดุลการค้าผันผวนตามเศรษกิจครับ
3.ดุลบริจาค เช่นต่างชาติบริจาคเงินช่วยเหยื่อซึนามิ หรือไทยบริจาคเงินให้ประเทศเพื่อนบ้าน ข้อนี้ไม่มีนัยสำคัญ
4.ดุลการเคลื่อนย้ายเงินทุน เช่นการที่ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในเมืองไทย ,การที่กองทุนต่างชาติต่างๆเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ,การที่บริษัทไทยไปทำมาค้าขายและขนกำไรกลับประเทศ เราจะได้ดุล ส่วนการที่กองทุนต่างชาติขายหุ้นทิ้งและนำเงินออกไป การที่แอมเวย์, AIA หรือบริษัทต่างชาติอื่นๆ ทำมาค้าขายได้กำไร และขนเงินออกไปเราจะเสียดุลตัวนี้
จากเงินทั้ง 4 ประเภทดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีน้ำหนักมากที่สุด ก่อนวิกฤติเศรษกิจเราขาดดุลตัวนี้ประมาณ 5-6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คือรวมๆแล้วเราขาดทุน-กินส่วนทุนทุกปีๆละ 5-6 %
ที่เขียนมาอาจจะมีผิดถูกบ้าง เพราะไม่ได้เรียนมาโดยตรงนะครับ ท่านใดเรียนมาโดยตรงก็แย้งด้วยนะครับ
ตอนต่อไปจะมาว่าสาเหตุ และเส้นทางที่ทำให้เราประสบวิกฤติเศรษกิจครับ..
1.ดุลการค้าหรือมูลค่าสินค้าส่งออก-นำเข้านั่นเอง
2.ดุลบริหาร เช่นการท่องเที่ยว หากชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวประชุมที่เมืองไทย หรือมารักษาพยาบาลที่ BH เราก็จะได้ดุลนี้ครับ ในทางตรงกันข้าม ชาวไทยไปชอปปิ้ง-ท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือส่งลูกหลานไปเรียนเมืองนอก เราจะเสียดุลนี้ครับ
ข้อ 1+2 รวมเป็นเรียกว่าดุลบัญชีเดินสะพัด ปกติไทยจะดุลบริการเป็นบวกและมีดุลการค้าผันผวนตามเศรษกิจครับ
3.ดุลบริจาค เช่นต่างชาติบริจาคเงินช่วยเหยื่อซึนามิ หรือไทยบริจาคเงินให้ประเทศเพื่อนบ้าน ข้อนี้ไม่มีนัยสำคัญ
4.ดุลการเคลื่อนย้ายเงินทุน เช่นการที่ต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในเมืองไทย ,การที่กองทุนต่างชาติต่างๆเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ,การที่บริษัทไทยไปทำมาค้าขายและขนกำไรกลับประเทศ เราจะได้ดุล ส่วนการที่กองทุนต่างชาติขายหุ้นทิ้งและนำเงินออกไป การที่แอมเวย์, AIA หรือบริษัทต่างชาติอื่นๆ ทำมาค้าขายได้กำไร และขนเงินออกไปเราจะเสียดุลตัวนี้
จากเงินทั้ง 4 ประเภทดุลบัญชีเดินสะพัดจะมีน้ำหนักมากที่สุด ก่อนวิกฤติเศรษกิจเราขาดดุลตัวนี้ประมาณ 5-6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คือรวมๆแล้วเราขาดทุน-กินส่วนทุนทุกปีๆละ 5-6 %
ที่เขียนมาอาจจะมีผิดถูกบ้าง เพราะไม่ได้เรียนมาโดยตรงนะครับ ท่านใดเรียนมาโดยตรงก็แย้งด้วยนะครับ
ตอนต่อไปจะมาว่าสาเหตุ และเส้นทางที่ทำให้เราประสบวิกฤติเศรษกิจครับ..

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 6447
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 7
สมัยก่อนวิกฤติเศรษกิจ ประเทศไทยกำลังเป็นดาวรุ่งของโลกเหมือนประเทศจีนตอนนี้ หลายคนต่างฝันไปว่าเรากำลังจะกลายเป็นเสือเศรษกิจใหม่ของโลก จำได้ว่าธนาคารโลกทำนายว่าประมาณปี 2553 ประเทศไทยจะมีเศรษกิจใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก มากกว่าประเทศฝรั่งเศส และเนื่องจากประเทศต้องมีการลงทุนอย่างมาก ทำให้เงินออมในประเทศไม่เพียงพอ(ประเทศไทยมีอัตราการออมค่อนข้างสูง)ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ทำให้เกิดแนวคิดเปิดเสรีทางการเงิน เพื่อให้มีเงินลงทุนเพียงพอ ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำ (ดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศต่ำกว่าในประเทศมาก) กิจการ BIBF ก็เลยเกิดขึ้นมาจากแนวคิดนี้
หลังเปิดเสรีทางการเงิน ธุรกิจน้อยใหญ่ต่างแห่กันไปกู้เงินต่างประเทศจำนวนมาก เพราะดอกเบี้ยต่ำกว่าเห็นๆ จนหนี้ต่างประเทศพุ่งขึ้นไปสูงมาก และเงินกู้เหล่านั้นก็เป็นเงินกู้ในระยะสั้นจำนวนมาก
เมื่อมีเงินจำนวนมากเข้ามาในประเทศก็ยิ่งทำให้เศรษกิจร้อนแรงเข้าไปอีก เกิดภาวะฟองสบู่ ผู้คนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์บนแผ่นกระดาษ มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมาก ทั้ง
เพื่อการบริโภคและสินค้าทุน นัยว่านำเข้าสินค้าเหล่านี้มาเพื่อส่งออกในอนาคต รวมถึงการแห่ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศของคนไทย ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดการขาดดุลติดต่อกันหลายปีๆละ 5-6% แม้จะมีความเห็นในแง่ดีว่าเป็นแค่การขาดดุลชั่วคราว เพราะการนำเข้าสินค้าทุน และจะมีการส่งออกในอนาคต จนมาถึงจุดนึงไม่แน่ใจว่าปีไหน การส่งออกของไทยปีนั้นเพิ่มขึ้นน้อยมาก ทำให้เริ่มมีคำถามต่างๆ ออกมามากมาย ประกอบกับมีข่าวชิ้นเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
สมประสงค์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าในตลาดหุ้น ผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศเป็นครั้งแรก หลังจากข่าวชิ้นนี้เองก็เริ่มมีข่าวว่าหลายบริษัทผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ต่างชาติก็เริ่มไหวตัว ขอเงินกู้คืน ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงเรื่อยๆ
เหมือนผีซ้ำด้ามพลอย กองทุนเฮดฟันด์เริ่มเห็นความอ่อนแอของไทย เงินทุนสำรอง 3-4 หมื่นล้านเหรียญ เปรียบเทียบกันหนี้ แสนกว่าล้านเหรียญ หนำซ้ำหนี้เหล่านี้ยังเป็นหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระคืน โอกาสที่ไทยจะชำระหนี้ได้มีน้อยนิดแค่ดอกเบี้ยปีละ 6-7% ของหนี้แสนล้านเหรียญ เราก็ไม่มีปัญญาแล้วครับ อย่าพูดถึงเงินต้น
เฮดฟันด์เหล่านี้ นำโดยกองทุนใหญ่ๆ เช่น ควอนตัม ฟันด์ของ จอร์จ โซรอส ไทเกอร์ ฟันด์ และกองทุนเฮดฟันด์อื่นๆก็แห่เข้ามา ทำสัญญากว้านซื้อเงินบาท-ขายดอลลาร์ และในขณะเดียวกันก็ทำสัญญาขายเงินบาทเหล่านี้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 25 บาท/เหรียญ เนื่องจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นเป็นแบบคงที่ ดังนั้นธนาคารฯต้องรับซื้อเงินบาท-และขายดอลลาร์เหล่านั้นอย่างเลี่ยงๆไม่ได้ การโจมตีครั้งแรกๆ ธนาคารฯ ยังมีเงินเหรียญพอที่จะรับมือได้ แต่การโจมตีครั้งหลังๆ ที่มีการใช้เงินจำนวนมาก
จนในที่สุดเงินเหรียญที่เป็นเงินทุนสำรองต่างประเทศก็หมด เหลืออยู่ก้นกระเป๋าแค่ 700 ล้านเหรียญ
เมื่อถึงจุดจบ ในที่สุดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ก็พัง เพราะธนาคารฯ ไม่มีเงินให้แลกแล้ว ทางเลือกทางเดียวก็คือการลอยตัวค่าเงินบาท เงินบาทก็ค่อยๆไหลรูดจนลดลงต่ำสุดที่ 56 บาทต่อดอลลาร์ ถึงตอนนั้นก็ถึงคราวทำกำไรของเฮดฟันด์ นำเงินบาทที่ 40-50 บาท/เหรียญ ที่ได้ทำสัญญาซื้อล่วงหน้าเอาไว้ ส่งมอบให้ธนาคารแแห่งประเทศไทย ที่ได้ทำสัญญาซื้อเอาไว้ที่ 25 บาท/เหรียญ ได้กำไรส่วนต่างสบายๆ 10 กว่าบาทต่อหนึ่งดอลลาร์ บนคราบน้ำตาของชาวไทย..
มองย้อนไป ซึ่งง่ายกว่าการมองอนาคตมาก เราพอจะมองเห็นข้อผิดพลาดที่พอจะพูดได้คือ..
1.มีโอกาสจะเกิดวิกฤตน้อยมาก หากเราไม่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด นั่นคือเรากู้เงินมาเพื่อลงทุนในกิจการที่เป็นภาคการผลิตที่แท้จริง ไม่กู้เงินมาเพื่อบริโภค-อุปโภคสินค้าราคาแพงที่นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่นำมาเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ส่งออก ไม่ใช้จ่ายท่องเที่ยวต่างประเทศอย่าฟุ่มเฟีอย หากเราไม่ทำอย่างนั้น วิกฤติคงไม่เกิด จะไปโทษใครให้เสียเวลา เราทำตัวเองแท้ๆ ไม่มากก็น้อย...
2.การเปิดเสรีทางการเงินเป็นสาเหตุรอง เพราะเจตนานั้นดีแน่ แต่การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เป็นการฝืนธรรมชาติของค่าเงินที่ควรจะผันแปรไปตามความเข้มแข็งทางเศรษกิจ
แต่ในตอนนั้น น้อยคนเหลือเกินครับ ที่จะคิดถึงเรื่องนี้ หรืออาจจะไม่มีคนตระหนักคิดด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจครับ
อนาคตของประเทศอยู่ที่มือเราคนไทยครับ อย่าไปโทษใครๆให้เสียเวลา
ไม่ยากเลยครับ เราช่วยชาติได้ทุกวัน ทุกเวลา โดยการแทนที่จะหยิบใช้สินค้าต่างประเทศ-บริษัทต่างชาติก็เลือกใช้ของที่ผลิตในประเทศ-บริษัทคนไทย ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน และหลายครั้ง ราคาก็ต่ำกว่าด้วยครับ..
เขียนมาตั้งนาน ก็นำความหลังมาเล่าให้ฟังกันครับ ผิดถูกก็ขออภัยเพราะเขียนจากความทรงจำ

หลังเปิดเสรีทางการเงิน ธุรกิจน้อยใหญ่ต่างแห่กันไปกู้เงินต่างประเทศจำนวนมาก เพราะดอกเบี้ยต่ำกว่าเห็นๆ จนหนี้ต่างประเทศพุ่งขึ้นไปสูงมาก และเงินกู้เหล่านั้นก็เป็นเงินกู้ในระยะสั้นจำนวนมาก
เมื่อมีเงินจำนวนมากเข้ามาในประเทศก็ยิ่งทำให้เศรษกิจร้อนแรงเข้าไปอีก เกิดภาวะฟองสบู่ ผู้คนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์บนแผ่นกระดาษ มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมาก ทั้ง
เพื่อการบริโภคและสินค้าทุน นัยว่านำเข้าสินค้าเหล่านี้มาเพื่อส่งออกในอนาคต รวมถึงการแห่ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศของคนไทย ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดการขาดดุลติดต่อกันหลายปีๆละ 5-6% แม้จะมีความเห็นในแง่ดีว่าเป็นแค่การขาดดุลชั่วคราว เพราะการนำเข้าสินค้าทุน และจะมีการส่งออกในอนาคต จนมาถึงจุดนึงไม่แน่ใจว่าปีไหน การส่งออกของไทยปีนั้นเพิ่มขึ้นน้อยมาก ทำให้เริ่มมีคำถามต่างๆ ออกมามากมาย ประกอบกับมีข่าวชิ้นเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
สมประสงค์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์แนวหน้าในตลาดหุ้น ผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศเป็นครั้งแรก หลังจากข่าวชิ้นนี้เองก็เริ่มมีข่าวว่าหลายบริษัทผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ต่างชาติก็เริ่มไหวตัว ขอเงินกู้คืน ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลงเรื่อยๆ
เหมือนผีซ้ำด้ามพลอย กองทุนเฮดฟันด์เริ่มเห็นความอ่อนแอของไทย เงินทุนสำรอง 3-4 หมื่นล้านเหรียญ เปรียบเทียบกันหนี้ แสนกว่าล้านเหรียญ หนำซ้ำหนี้เหล่านี้ยังเป็นหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระคืน โอกาสที่ไทยจะชำระหนี้ได้มีน้อยนิดแค่ดอกเบี้ยปีละ 6-7% ของหนี้แสนล้านเหรียญ เราก็ไม่มีปัญญาแล้วครับ อย่าพูดถึงเงินต้น
เฮดฟันด์เหล่านี้ นำโดยกองทุนใหญ่ๆ เช่น ควอนตัม ฟันด์ของ จอร์จ โซรอส ไทเกอร์ ฟันด์ และกองทุนเฮดฟันด์อื่นๆก็แห่เข้ามา ทำสัญญากว้านซื้อเงินบาท-ขายดอลลาร์ และในขณะเดียวกันก็ทำสัญญาขายเงินบาทเหล่านี้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 25 บาท/เหรียญ เนื่องจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้นเป็นแบบคงที่ ดังนั้นธนาคารฯต้องรับซื้อเงินบาท-และขายดอลลาร์เหล่านั้นอย่างเลี่ยงๆไม่ได้ การโจมตีครั้งแรกๆ ธนาคารฯ ยังมีเงินเหรียญพอที่จะรับมือได้ แต่การโจมตีครั้งหลังๆ ที่มีการใช้เงินจำนวนมาก
จนในที่สุดเงินเหรียญที่เป็นเงินทุนสำรองต่างประเทศก็หมด เหลืออยู่ก้นกระเป๋าแค่ 700 ล้านเหรียญ
เมื่อถึงจุดจบ ในที่สุดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ก็พัง เพราะธนาคารฯ ไม่มีเงินให้แลกแล้ว ทางเลือกทางเดียวก็คือการลอยตัวค่าเงินบาท เงินบาทก็ค่อยๆไหลรูดจนลดลงต่ำสุดที่ 56 บาทต่อดอลลาร์ ถึงตอนนั้นก็ถึงคราวทำกำไรของเฮดฟันด์ นำเงินบาทที่ 40-50 บาท/เหรียญ ที่ได้ทำสัญญาซื้อล่วงหน้าเอาไว้ ส่งมอบให้ธนาคารแแห่งประเทศไทย ที่ได้ทำสัญญาซื้อเอาไว้ที่ 25 บาท/เหรียญ ได้กำไรส่วนต่างสบายๆ 10 กว่าบาทต่อหนึ่งดอลลาร์ บนคราบน้ำตาของชาวไทย..
มองย้อนไป ซึ่งง่ายกว่าการมองอนาคตมาก เราพอจะมองเห็นข้อผิดพลาดที่พอจะพูดได้คือ..
1.มีโอกาสจะเกิดวิกฤตน้อยมาก หากเราไม่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด นั่นคือเรากู้เงินมาเพื่อลงทุนในกิจการที่เป็นภาคการผลิตที่แท้จริง ไม่กู้เงินมาเพื่อบริโภค-อุปโภคสินค้าราคาแพงที่นำเข้าจากต่างประเทศ ไม่นำมาเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ส่งออก ไม่ใช้จ่ายท่องเที่ยวต่างประเทศอย่าฟุ่มเฟีอย หากเราไม่ทำอย่างนั้น วิกฤติคงไม่เกิด จะไปโทษใครให้เสียเวลา เราทำตัวเองแท้ๆ ไม่มากก็น้อย...
2.การเปิดเสรีทางการเงินเป็นสาเหตุรอง เพราะเจตนานั้นดีแน่ แต่การใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เป็นการฝืนธรรมชาติของค่าเงินที่ควรจะผันแปรไปตามความเข้มแข็งทางเศรษกิจ
แต่ในตอนนั้น น้อยคนเหลือเกินครับ ที่จะคิดถึงเรื่องนี้ หรืออาจจะไม่มีคนตระหนักคิดด้วยซ้ำ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจครับ

อนาคตของประเทศอยู่ที่มือเราคนไทยครับ อย่าไปโทษใครๆให้เสียเวลา
ไม่ยากเลยครับ เราช่วยชาติได้ทุกวัน ทุกเวลา โดยการแทนที่จะหยิบใช้สินค้าต่างประเทศ-บริษัทต่างชาติก็เลือกใช้ของที่ผลิตในประเทศ-บริษัทคนไทย ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน และหลายครั้ง ราคาก็ต่ำกว่าด้วยครับ..
เขียนมาตั้งนาน ก็นำความหลังมาเล่าให้ฟังกันครับ ผิดถูกก็ขออภัยเพราะเขียนจากความทรงจำ

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
-
- Verified User
- โพสต์: 1435
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 8
ขอบคุณ และ สุดยอดครับ คุณ ลูกอีสาน
เห็นภาพชัดเจนมากครับ
เห็นภาพชัดเจนมากครับ
กฎข้อที่1 อย่ายอมขาดทุน กฎข้อที่2 กลับไปดูกฎข้อที่ 1
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 9
โค้ด: เลือกทั้งหมด
อนาคตของประเทศอยู่ที่มือเราคนไทยครับ อย่าไปโทษใครๆให้เสียเวลา
ไม่ยากเลยครับ เราช่วยชาติได้ทุกวัน ทุกเวลา โดยการแทนที่จะหยิบใช้สินค้าต่างประเทศ-บริษัทต่างชาติก็เลือกใช้ของที่ผลิตในประเทศ-บริษัทคนไทย ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน และหลายครั้ง ราคาก็ต่ำกว่าด้วยครับ..
อย่ามาพูดเรื่องช่วยชาติด้วยการซื้อของไทย
เราต้องพัฒนาของไทยให้ดีกว่าต่างชาติ จนกระทั่งต่างชาติยังอยากซื้อ สุดท้าย คนไทยมองเห็น แล้วก็หันกลับมาซื้อของไทย
ไม่มีคำว่าช่วย
เพราะของดี โดยตัวมันเองจะทำให้ประเทศพัฒนา ยกตัวอย่างรถไฟฟ้า ซึ่งมันดีมาก ที่ทำให้เราประหยัดทั้งเวลา และพลังงาน
วิจัยซิครับ ถ้ามัวแต่คิดว่าเราทำไม่ได้ อีกกี่ชาติจะทำได้ แต่เวลานี้ต้องซื้อ ก็ซื้อ
ไม่เช่นนั้น ขี่ควายกันต่อไปดีมั๊ย กับคำว่าอย่าไปซื้อของต่างชาติ
อีกตัวอย่าง คือ หนุมานประสานกาย ที่ใครๆก็บอกว่ามดี ไม่เห็นมีคนไทย หน้าไหน ทำให้มันดีจริงๆ แล้วขายไปทั่วโลก ใครอยากจะกิน ไปซื้อ แล้วก็เด็ดกิน ไม่การศึกษาให้ถ่องแท้ แล้วจะไปขายใคร
สาเหตุที่คนไทยยังไม่อยากซื้อของไทย ก็เรื่องคุณภาพ ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ การเรียกร้อง เสียเวลาครับ
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 10
ได้แง่คิดดีดี
ส่งออกติดลบ นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยมากเกินไป
เงินไหลออกช่วงนั้น เกี่ยวกับเก็งกำไรค่าเงิน
ต่างชาติขนหุ้นมาขายแลกเงินไปที่อื่นๆ
ผมว่าหลายๆปัจจัยเป็นตัวบวก
จาก32บาท/ดอลล่า วูบเดียวไป56บาท
แล้วก็เริ่มตีกลับมาถึงตอนนี้ 38บาท ก่า ก่า
ปีหน้าจะเห็น35บาทไหมครับ
ส่งออกติดลบ นำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยมากเกินไป
เงินไหลออกช่วงนั้น เกี่ยวกับเก็งกำไรค่าเงิน
ต่างชาติขนหุ้นมาขายแลกเงินไปที่อื่นๆ
ผมว่าหลายๆปัจจัยเป็นตัวบวก
จาก32บาท/ดอลล่า วูบเดียวไป56บาท
แล้วก็เริ่มตีกลับมาถึงตอนนี้ 38บาท ก่า ก่า
ปีหน้าจะเห็น35บาทไหมครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 6447
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 11
พี่เจ๋งครับ โลกทุนนิยมมันโหดร้ายเหลือเกินครับJeng เขียน:อ่านช่วงต้นก็รู้สึกดี แต่สรุปตอนท้าย นี่ขอแซวหน่อยโค้ด: เลือกทั้งหมด
อนาคตของประเทศอยู่ที่มือเราคนไทยครับ อย่าไปโทษใครๆให้เสียเวลา ไม่ยากเลยครับ เราช่วยชาติได้ทุกวัน ทุกเวลา โดยการแทนที่จะหยิบใช้สินค้าต่างประเทศ-บริษัทต่างชาติก็เลือกใช้ของที่ผลิตในประเทศ-บริษัทคนไทย ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน และหลายครั้ง ราคาก็ต่ำกว่าด้วยครับ..
อย่ามาพูดเรื่องช่วยชาติด้วยการซื้อของไทย
เราต้องพัฒนาของไทยให้ดีกว่าต่างชาติ จนกระทั่งต่างชาติยังอยากซื้อ สุดท้าย คนไทยมองเห็น แล้วก็หันกลับมาซื้อของไทย
ไม่มีคำว่าช่วย
เพราะของดี โดยตัวมันเองจะทำให้ประเทศพัฒนา ยกตัวอย่างรถไฟฟ้า ซึ่งมันดีมาก ที่ทำให้เราประหยัดทั้งเวลา และพลังงาน
วิจัยซิครับ ถ้ามัวแต่คิดว่าเราทำไม่ได้ อีกกี่ชาติจะทำได้ แต่เวลานี้ต้องซื้อ ก็ซื้อ
ไม่เช่นนั้น ขี่ควายกันต่อไปดีมั๊ย กับคำว่าอย่าไปซื้อของต่างชาติ
อีกตัวอย่าง คือ หนุมานประสานกาย ที่ใครๆก็บอกว่ามดี ไม่เห็นมีคนไทย หน้าไหน ทำให้มันดีจริงๆ แล้วขายไปทั่วโลก ใครอยากจะกิน ไปซื้อ แล้วก็เด็ดกิน ไม่การศึกษาให้ถ่องแท้ แล้วจะไปขายใคร
สาเหตุที่คนไทยยังไม่อยากซื้อของไทย ก็เรื่องคุณภาพ ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ การเรียกร้อง เสียเวลาครับ
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก บริษัทที่ใหญ่ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รายเล็กๆก็รับจ้างผลิตเป็นขี้ข้าเค้า คนจนก็ตัวเล็กลงทุกวัน คนรวยอยู่แล้วก็ยิ่งรวยขึ้นทุกๆวัน มันเป็นความจริงของทุกวันนี้ใช่ใหมครับ
ถามว่าจะให้ HANA ไปทำวิจัยแข่งกับ SAMSUNG กับ TEXAS INTRUMENTS หรือ... ใกล้เข้ามาหน่อยจะให้สหพัฒผลิตสินค้าได้ดีเท่าและต้นทุนเท่ากับ Prockle and Gamble หรือ... เหมือนเอานักชกไลท์เวท ไปชกกับเฮพวี่เวท..
บริษัทใหญ่ๆมีงบวิจัยปีละเป็นแสนๆล้าน แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้กับเขาละครับ พี่ทราบไหมครับว่างบทั้งหมดของทบวงมหาวิทยาลัยไทยปีละเท่าไหร่
ผมเคยเป็นผู้ช่วยวิจัยในต่างประเทศ แทบร้องให้ครับ เครื่องมื่อที่ประเทศไทยมีแค่ 1 เครื่องทั้งมหาลัย แต่ที่โน่นมีแทบทุกแล็ปครับ อ่านในหนังสือพิมพ์มหาลัยที่ไปอยู่มีงบประมาณมากกว่างบของทบวงเราทั้งปีซะอีก
เราจะเอาอะไรไปสู้เค้าครับ....
แต่เราสู้ได้แน่ครับ ไม่ต้องใช้อาวุธสักชิ้น ขอแค่ใจตัวเดียว
ช่วยซื้อสินค้าไทยคนละหนึ่ง บริษัทก็กำไรหนึ่ง ช่วยสักล้านคน บริษัทก็ได้ล้าน ก็เอาเงินล้านเหล่านี้ละครับ ไปวิจัยให้สินค้าดียิ่งๆ ขึ้น เมื่อคุณภาพสินค้าดีขึ้น สินค้าก็ขายได้ดีขึ้น เป็นลูกโซ่อย่างนี้ และเมื่อขายในประเทศได้ดีแล้ว ก็ไปตั้งโรงงานในต่างประเทศ กลายเป็นบริษัทข้ามชาติ เหมือนที่ญี่ปุ่น เกาหลี ใช้โมเดลชาตินิยมแบบนี้พัฒนาประเทศ จนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว(คุณภาพชีวิตพัฒนาแล้ว) ไม่ต้องส่งออกแรงงาน หรือผู้หญิงเหมือนที่เราเป็นอยู่

ชาตินิยมที่ผมหมายถึงไม่ได้บอกว่ารถอีแต๋นดีกว่ารถเบนท์นะครับ ไม่ได้บอกว่าว่ารำไทยดีกว่าเต้นแบบฝรั่ง แต่หมายถึงที่คุณภาพเดียวกัน หรืออาจหย่อนลงมาหน่อย แบบไม่มีนัยสำคัญ ยกตัวอย่างแบบง่ายๆก็น้ำมันรถยนต์ครับ ออกมาจากโรงกลั่นเดียวกันแท้ๆ อาจจะเติมสารเติมแต่งเล็กน้อย ก็เอามาขายโฆษณาว่าต่างกัน แค่แวะเข้าไปเติมน้ำมันปั๊มไทย ที่มีคุณภาพน้ำมันแทบไม่แตกต่างกัน เราช่วยชาติได้ง่ายๆแค่ใช้ ใจ เท่านั้นเอง
เพื่อนๆ ที่เคยทราบมาบ้าง อาจจะพอทราบนะครับว่าผมค่อนข้างนิยมใช้สินค้าไทย ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศ หากมีโอกาสผมก็จะโพสต์เรื่องนี้เสมอ แต่หากว่าจะไปทำให้ใครต้องขุ่นข้องหมองใจ เพราะคิดไม่ตรงกัน หรือส่งผลกระทบต่อธุรกิจ-การงานที่เพื่อนๆทำอยู่ ก็ขออภัยด้วยครับ เพราะความเห็นเหล่านี้เป็นเพียงแค่ความปราถนาดีของผมใครเห็นด้วยเค้าก็อาจจะนำไปใช้ ใครไม่เห็นด้วยเค้าก็แค่รับฟัง เท่านั้นเองครับ..

การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
-
- Verified User
- โพสต์: 920
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 12
อย่างไรก็คงต้องเห็นด้วยกับคุณลูกอีสานครับว่าคนไทยควรจะช่วยกันซื้อและใช้ของไทย ของบางอย่างขาย brand ต่างชาติ และของบางอย่างของไทยสู้ของต่างชาติไม่ได้จริงๆ แต่ราคาก็ถูกว่าด้วยบางทีซื้อของไทยได้ 2-3 อัน อะไรที่พอช่วยกันได้ควรช่วยกันครับ ไม่งั้นคนไทยไม่มีเงินมาวิจัยพัฒนาหรอกครับ ถ้าเราจะเลือกซื้อแต่ของต่างชาติที่คิดว่าคุณภาพดีกว่า หรืออย่างเที่ยวไทยไปเที่ยวต่างชาติให้น้อยลงนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่คนไทยพอจะช่วยกันได้ การมีชาตินิยมที่ไม่รุนแรงเกินไปมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาชาติครับ โดยเฉพาสำหรับชาติที่มีทรัพยากรจำกัดและกำลังพัฒนา
-
- Verified User
- โพสต์: 1435
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 13
ผมขอยกมือสนับสนุนความคิดเห็นกับคุณลูอีสานอีกคนครับ
จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็มาจากวิธีนี้ ลอกฝรั่งมาดัดแปลง พัฒนาให้ดีขึ้น โดยคนในชาติช่วยกันซื้อ กำไรก็ทบไปพัฒนาต่อ
พรุ่งนี้ผมจะเริ่มเลยครับ หาสินค้าไทยดีๆ สนับสนุนกัน
พวกเรามาช่วยกันเถิด
จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็มาจากวิธีนี้ ลอกฝรั่งมาดัดแปลง พัฒนาให้ดีขึ้น โดยคนในชาติช่วยกันซื้อ กำไรก็ทบไปพัฒนาต่อ
พรุ่งนี้ผมจะเริ่มเลยครับ หาสินค้าไทยดีๆ สนับสนุนกัน
พวกเรามาช่วยกันเถิด
กฎข้อที่1 อย่ายอมขาดทุน กฎข้อที่2 กลับไปดูกฎข้อที่ 1
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 14
แอ่ะๆ คุณลูกอีสาน
เสื้อลาครอส ที่ICCผลิตขาย ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ครับ ไทยผลิตแต่ต้องจ่ายลิขสิทธิ์
และอื่นๆ คนไทยชอบใส่แบรนด์เนม
ดูกระเป๋าถือ แว่นตา เสื้อ กางเกง รองเท้า ไม่มีของไทยแท้เลย
เห็นมีใส่ก็ต้องพวกศิลปิน อาจารย์ไพบูลย์ อาจารย์เฉลิมชัย นั่นล่ะครับ
เสื้อลาครอส ที่ICCผลิตขาย ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ครับ ไทยผลิตแต่ต้องจ่ายลิขสิทธิ์
และอื่นๆ คนไทยชอบใส่แบรนด์เนม
ดูกระเป๋าถือ แว่นตา เสื้อ กางเกง รองเท้า ไม่มีของไทยแท้เลย
เห็นมีใส่ก็ต้องพวกศิลปิน อาจารย์ไพบูลย์ อาจารย์เฉลิมชัย นั่นล่ะครับ

-
- Verified User
- โพสต์: 920
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 15
ผมว่าดีนะครับที่ศิลปินดังๆ ใส่ของไทยออกทีวีบ่อยๆ ยิ่งถ้าได้พวกดารามาใส่เสื้อผ้าคนไทยที่ราคาไม่แพงจับต้องได้และช่วยกันโฆษณาด้วยแล้ว ยิ่งดี เรื่องเสื้อผ้านี่ก็อีกตัวอย่างหนึ่งครับเสื้อผ้าแบรนด์เนมตัวละหลายพันถึงหลายหมื่น ของไทยที่ไม่มีแบรนด์เนมตัวละไม่กี่ร้อยดูเหมือนกันเลยก็มี และโดยปกติเราใส่เสื้อผ้ากันแค่สีหมองก็เปลี่ยนแล้วคงไม่ใส่กันจนขาดยกเว้นชุดทำสวนหรือชุดนอน ช่วยกันซื้อเสื้อผ้าของไทยนะครับ
- harry
- Verified User
- โพสต์: 4200
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 16
สนับสนุนความคิดพี่เจ๋งครับ
สิ่งที่คนไทยมีเสมอ และอยู่ในระดับโลกคือ สมอง ครับ มีประเทศไหนบ้าง ที่มีซีดีโปรแกรมเถือน แกะรหัส ให้เสร็จ แถมรวมของแถมต่างๆในเน็ตมาลงให้ครบ
คนไทยเราลอกเลียนแบบ อะไรได้อย่างแนบเนียบ แทบดูไม่ออก แต่ไม่สามารถทำของคุณภาพดีไปแข่งได้ เพราะส่วนหนึ่ง คนไทย คิดว่าของนอกดีกว่าของไทยเสมอ
เหมือนเพลงของคาราบาวที่ว่า คนไทยได้หน้า ฝรั่งมังค่าได้เงิน
สิ่งที่คนไทยมีเสมอ และอยู่ในระดับโลกคือ สมอง ครับ มีประเทศไหนบ้าง ที่มีซีดีโปรแกรมเถือน แกะรหัส ให้เสร็จ แถมรวมของแถมต่างๆในเน็ตมาลงให้ครบ
คนไทยเราลอกเลียนแบบ อะไรได้อย่างแนบเนียบ แทบดูไม่ออก แต่ไม่สามารถทำของคุณภาพดีไปแข่งได้ เพราะส่วนหนึ่ง คนไทย คิดว่าของนอกดีกว่าของไทยเสมอ
เหมือนเพลงของคาราบาวที่ว่า คนไทยได้หน้า ฝรั่งมังค่าได้เงิน
Expecto Patronum!!!!!!
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 17
โค้ด: เลือกทั้งหมด
เราจะเอาอะไรไปสู้เค้าครับ....
แต่เราสู้ได้แน่ครับ ไม่ต้องใช้อาวุธสักชิ้น ขอแค่ใจตัวเดียว
ถ้าไม่เริ่ม ไม่มีวันชนะ
ยกตัวอย่างเว็บนี้ สมัยแรก ไม่มีคนโพสเลย hot rate น้อยมาก ไม่มีโฆษณา เพราะไม่มีใครอยากโฆษณา ถ้าเลิกไป ก็จบตั้งแต่วันแรกๆ แต่เมื่อมามองดูว่า
ในระบบการลงทุนบ้านเราคนที่มีอิทธิพลคือ
1. โบรกเกอร์
2. นักปั่น
3. กองทุน
4. ต่างชาติ
รายย่อยเอง มีเงินเยอะสุด
รู้น้อยสุด
รู้ช้าสุด
รวมตัวกันได้น้อยสุด
เพราะกระจัดกระจาย
พอดีมีนวัตกรรมใหม่คือเว็บไซด์
เกิดการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ คุยกันตลอด แต่ไม่เคยเจอหน้ากัน คบหากันทางความคิด ไม่มีอายุ หน้าตา หรือความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์อื่นๆมาขวางกัน การแลกเปลี่ยน ที่ตรงประเด็น
สุดท้าย เว็บนี้ก็เริ่มเกิดการรวมตัวจากเหล่าจอมยุธ ซึ่งนับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ
และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นเครือข่ายความรู้ อุดช่องว่างในเรื่องที่ไม่รู้ได้อย่างรวดเร็วมาก
หมายเหตุ ถ้ามองว่า พันทิบใหญ่แล้ว แมนเนเจอร์ใหญ่แล้ว ตลาดหุ้นใหญ่แล้ว เราคงสู้ไม่ได้ ทำเว็บไป ก็ไม่มีคนมาสนใจหรอก เราคงเลิกไปแล้ว สุดท้าย เว็บเราก็มีตัวตนในระดับหนึ่ง ที่มีคนกลุ่มหนึ่ง สนใจ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 6447
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 18
เคยจำได้ว่าเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว พี่เจ๋งขึ้นกระทู้ถามเพื่อนๆว่า
หากเราร่ำรวยจากการลงทุน 1,000 ล้านจะเอาเงินไปทำอะไร (ที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต)
ผมยังจำได้ว่า จะแบ่งให้ลูกๆ ให้พออยู่พอกินเท่านั้น จะไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ไร้ประโยชน์ และส่วนที่เหลือทั้งหมด ผมจะบริจาคให้กับหน่วยงานวิจัยเข้าใจว่าน่าจะเป็น ส.ส.ว.ท. หรือสภาส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
ดังนั้นที่เข้าใจว่าผมไม่เห็นความสำคัญของการวิจัย น่าจะเป็นความเข้าใจผิด ที่จริงต้องบอกว่า ผมให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ( Research and Development) อย่างที่สุด มากกว่า
เพราะไม่มีประเทศใดในโลกนี้ ที่มีความก้าวหน้าด้านวิจัยและพัฒนา จะกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาเลยครับ การวิจัยและพัฒนาเป็นตัวกำหนด ขีดความสามารถแข่งขันในโลกนี้ครับ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยมีงบด้านนี้น้อยติดอันดับโลกประมาณ 0.2 ของ GDP น้อยกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเราจึงมีอันดับสุดท้ายใน 43 ประเทศ ในหัวข้อเรื่องการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ ที่จัดโดยองค์กรวัดความสามารถในการแข่งขันหนึ่งแห่งนึง และไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมประเทศเราจึงเป็นอยู่อย่างนี้...
แต่โลกนี้มันหมุนได้ด้วยเงินครับ ไม่ว่าจะเป็นกรีนพีซ กลุ่มก่อการร้าย ก็ต้องอาศัยเงินทุนทั้งนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยพัฒนา ต่อให้นักวิจัยฉลาดอย่างไร ถ้าไม่มีเครื่องมือก็ทำอะไรไม่ได้มาก หรืออาจจะไม่ได้เลยและทราบไหมครับว่าเครื่องมืองานวิจัย นั้นราคาเท่าไหร่
- เครื่องมือพื้นฐานง่ายๆ ก็หลักหมื่น หลักแสน พวกมอเตอร์ง่ายๆ
- ดีพอใช้ขึ้นมาหน่อย ก็หลักแสน ล้าน เช่น GC HPLC
- คุณภาพดีก็หลายล้าน
- ดีมาก ก็หลายสิบล้าน
- ดีเลิศ หรือใช้กับวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ก็เป็นร้อย หรือหมื่นล้าน (เครื่องกำเนิดแสงซินโครตอนที่ ม.สุรนารี ได้รับบริจาคของเก่า 3-40ปี เสียค่าขนส่งแค่ 50 ล้าน แต่หากเป็นเครื่องสมัยไหม่ราคาเป็นพันล้าน)
และทราบไหมครับ หน่วยงานวิจัยบางหน่วยงานในมหาลัยทำเรื่องขอเงินไป 10 ล้านเพื่อซื้อเครื่องมือ ได้เงินมา 2-3 แสน แค่ใช้ซื้อทดแทนของเก่า ก็ไม่พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเครื่องมือใหม่ๆ แล้วจะไปโทษนักวิจัยคนไทยว่าไม่เก่ง ได้อย่างไรครับ
ที่พูดไปเป็นงานวิจัยพื้นฐานเท่านั้น หากมองไปทุกวันนี้การวิจัยด้านอิเลคทรอนิคส์ หรือด้านเทคโนโนยีชีวภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นต้องใช้เครื่องมือที่ละเอียดอ่อน และซับซ้อน เครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่แพงแบบธรรมดา แต่แพงมหาศาลครับ
เพื่อนๆ พูดถึงเรื่องการพัฒนาซอฟแวร์ ทำนองว่าใช้สมอง สองมือแค่นั้นเอง ซึ่งความเป็นจริง มันก็คงไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ ซอฟแวร์ที่ดีๆ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ทั้งเงินเดือนค่าจ้างแพงๆ ระยะเวลาการพัฒนาซอฟแวร์ที่ค่อนข้างยาวนาน ดูงบวิจัยของบริษัทซอฟแวร์ดังๆ ในต่างประเทศซิครับ ว่าเป็นเงินเท่าไหร่..
ในด้านภาครัฐ หากผู้นำประเทศไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ก็หวังอะไรได้ยากครับ มองไปในด้านภาคเอกชน ก็แทบไม่เห็นทางออก แค่ดำเนินกิจการให้อยู่ได้ ให้สู้กับบริษัทข้ามชาติได้ ก็แย่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็คือพยายามที่จะอุดหนุนกิจการคนไทยเหล่านี้ ให้เค้าอยู่ได้ และมีกำไรส่วนเหลือที่จะนำไปวิจัยพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น
น่าดีใจที่ยังมีบางบริษัทคนไทย ที่เห็นความสำคัญของ R&D อย่างแอร์ไซโจเดนกิ เค้าเคยทำวิจัยโทรศัพท์มือถือ จ้างวิศวกรหลายสิบคน เสียเงินไป 200 ล้านแม้ว่าสินค้าชนิดนี้จะไม่สามารถผลิตในเชิงพานิชย์ แต่อย่างอย่างน้อยก็ได้สร้างวิศวกรคนไทย ให้มีความรู้ได้หลายสิบคน ปัจจุบัน เค้าก็ยังใช้งบวิจัยจำนวนมากครับ สำหรับบริษัทนี้
แอร์ที่บ้านผม ก็ใช้ยี่ห้อนี้ ผมใช้คอมพิวเตอร์เอเทค ใช้ทีวีไดสตาร์ ซื้อสินค้าสหพัฒต์ มันเป็นความสุขทางใจครับ ไม่ได้บอกว่าคนที่ซื้อสินค้าต่างชาติเป็นคนไม่รักชาติ เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องแนวคิด และจิตสำนึกแต่ละคน ผมเริ่มทำแล้วครับ และทำอยู่ทุกวัน แม้ไม่สามารถบอกให้คนอื่นเชื่อและทำ แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มได้ที่ตัวเรา ครอบครัวเรา...
หากเราร่ำรวยจากการลงทุน 1,000 ล้านจะเอาเงินไปทำอะไร (ที่เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต)
ผมยังจำได้ว่า จะแบ่งให้ลูกๆ ให้พออยู่พอกินเท่านั้น จะไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ไร้ประโยชน์ และส่วนที่เหลือทั้งหมด ผมจะบริจาคให้กับหน่วยงานวิจัยเข้าใจว่าน่าจะเป็น ส.ส.ว.ท. หรือสภาส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
ดังนั้นที่เข้าใจว่าผมไม่เห็นความสำคัญของการวิจัย น่าจะเป็นความเข้าใจผิด ที่จริงต้องบอกว่า ผมให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ( Research and Development) อย่างที่สุด มากกว่า
เพราะไม่มีประเทศใดในโลกนี้ ที่มีความก้าวหน้าด้านวิจัยและพัฒนา จะกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาเลยครับ การวิจัยและพัฒนาเป็นตัวกำหนด ขีดความสามารถแข่งขันในโลกนี้ครับ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยมีงบด้านนี้น้อยติดอันดับโลกประมาณ 0.2 ของ GDP น้อยกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเราจึงมีอันดับสุดท้ายใน 43 ประเทศ ในหัวข้อเรื่องการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ ที่จัดโดยองค์กรวัดความสามารถในการแข่งขันหนึ่งแห่งนึง และไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมประเทศเราจึงเป็นอยู่อย่างนี้...

แต่โลกนี้มันหมุนได้ด้วยเงินครับ ไม่ว่าจะเป็นกรีนพีซ กลุ่มก่อการร้าย ก็ต้องอาศัยเงินทุนทั้งนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยพัฒนา ต่อให้นักวิจัยฉลาดอย่างไร ถ้าไม่มีเครื่องมือก็ทำอะไรไม่ได้มาก หรืออาจจะไม่ได้เลยและทราบไหมครับว่าเครื่องมืองานวิจัย นั้นราคาเท่าไหร่
- เครื่องมือพื้นฐานง่ายๆ ก็หลักหมื่น หลักแสน พวกมอเตอร์ง่ายๆ
- ดีพอใช้ขึ้นมาหน่อย ก็หลักแสน ล้าน เช่น GC HPLC
- คุณภาพดีก็หลายล้าน
- ดีมาก ก็หลายสิบล้าน
- ดีเลิศ หรือใช้กับวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ก็เป็นร้อย หรือหมื่นล้าน (เครื่องกำเนิดแสงซินโครตอนที่ ม.สุรนารี ได้รับบริจาคของเก่า 3-40ปี เสียค่าขนส่งแค่ 50 ล้าน แต่หากเป็นเครื่องสมัยไหม่ราคาเป็นพันล้าน)
และทราบไหมครับ หน่วยงานวิจัยบางหน่วยงานในมหาลัยทำเรื่องขอเงินไป 10 ล้านเพื่อซื้อเครื่องมือ ได้เงินมา 2-3 แสน แค่ใช้ซื้อทดแทนของเก่า ก็ไม่พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเครื่องมือใหม่ๆ แล้วจะไปโทษนักวิจัยคนไทยว่าไม่เก่ง ได้อย่างไรครับ
ที่พูดไปเป็นงานวิจัยพื้นฐานเท่านั้น หากมองไปทุกวันนี้การวิจัยด้านอิเลคทรอนิคส์ หรือด้านเทคโนโนยีชีวภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นไม่ได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นต้องใช้เครื่องมือที่ละเอียดอ่อน และซับซ้อน เครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่แพงแบบธรรมดา แต่แพงมหาศาลครับ

เพื่อนๆ พูดถึงเรื่องการพัฒนาซอฟแวร์ ทำนองว่าใช้สมอง สองมือแค่นั้นเอง ซึ่งความเป็นจริง มันก็คงไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ ซอฟแวร์ที่ดีๆ ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ทั้งเงินเดือนค่าจ้างแพงๆ ระยะเวลาการพัฒนาซอฟแวร์ที่ค่อนข้างยาวนาน ดูงบวิจัยของบริษัทซอฟแวร์ดังๆ ในต่างประเทศซิครับ ว่าเป็นเงินเท่าไหร่..
ในด้านภาครัฐ หากผู้นำประเทศไม่เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ก็หวังอะไรได้ยากครับ มองไปในด้านภาคเอกชน ก็แทบไม่เห็นทางออก แค่ดำเนินกิจการให้อยู่ได้ ให้สู้กับบริษัทข้ามชาติได้ ก็แย่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็คือพยายามที่จะอุดหนุนกิจการคนไทยเหล่านี้ ให้เค้าอยู่ได้ และมีกำไรส่วนเหลือที่จะนำไปวิจัยพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น
น่าดีใจที่ยังมีบางบริษัทคนไทย ที่เห็นความสำคัญของ R&D อย่างแอร์ไซโจเดนกิ เค้าเคยทำวิจัยโทรศัพท์มือถือ จ้างวิศวกรหลายสิบคน เสียเงินไป 200 ล้านแม้ว่าสินค้าชนิดนี้จะไม่สามารถผลิตในเชิงพานิชย์ แต่อย่างอย่างน้อยก็ได้สร้างวิศวกรคนไทย ให้มีความรู้ได้หลายสิบคน ปัจจุบัน เค้าก็ยังใช้งบวิจัยจำนวนมากครับ สำหรับบริษัทนี้
แอร์ที่บ้านผม ก็ใช้ยี่ห้อนี้ ผมใช้คอมพิวเตอร์เอเทค ใช้ทีวีไดสตาร์ ซื้อสินค้าสหพัฒต์ มันเป็นความสุขทางใจครับ ไม่ได้บอกว่าคนที่ซื้อสินค้าต่างชาติเป็นคนไม่รักชาติ เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องแนวคิด และจิตสำนึกแต่ละคน ผมเริ่มทำแล้วครับ และทำอยู่ทุกวัน แม้ไม่สามารถบอกให้คนอื่นเชื่อและทำ แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มได้ที่ตัวเรา ครอบครัวเรา...
การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 19
จริงๆแล้ว ไม่อยากให้ไปผูกที่เงินก่อนนะครับ ในเรื่องการวิจัย
จุดเริ่มต้นของการวิจัยในต่างประเทศ ผมก็เห็นว่า ไม่ได้เริ่มจากเงิน แต่เริ่มจากการคิด คิด แล้วก็คิด
สุดท้าย แล้ว ความคิดแปลกๆบางอย่าง ก็ได้รับการสนับสนุน
และผมยังเชื่อว่า เงินที่ได้รับการสนับสนุนก็ไม่เพียงพอ
แต่ไม่อยากให้เริ่มจากคำว่าเงินแต่เพียงอย่างเดียว
มีหลายๆคน ยอมทำอะไรบางอย่าง โดยไม่ได้เงิน แต่ได้รับความรู้สึกที่ดี ( เกียรติยศ )
และถ้ารัฐบาลสนับสนุนเงินมาอีก ผมว่าสู้ได้อย่างแน่นอน
ซึ่งจริงๆแล้ว ทำไมไม่วิจัย บนพื้นฐานที่เราได้เปรียบ เช่น ท่องเที่ยว
ทำอย่างไร จะให้คนมาเยอะๆ ทำอย่างไรจะเพิ่มกำไรต่อหัว ทำอย่างไรอาหารการกินจะถูกปากชาวต่างชาติ ทำอย่างไรที่เขาจะซื้อของกลับบ้านเขาไปเพื่อเป็นที่ระลึก
ทำอย่างไรน้ำทะเล จะไม่เสีย ทำอย่างไร อุบัติเหตุจะน้อยลง เช่น ต้นไม้ข้างทาง ไม่ควรเป็นต้นไม้ใหญ่ แต่ต้องใช้ต้นไม้ที่รับโมเมนตั้ม ของรถที่หลับในตกข้างทาง เป็นต้น
บ้านเรามีเรื่องเล่าเยอะๆแยะ แต่ไม่ค่อยนำมาเล่า
ส่วนต่างประเทศ ยกตัวอย่าง ฝรั่งชี้ทางรถไฟให้ดู ว่า นั่นคือจุดที่รถไฟ สร้างมาต่อกัน จุดสุดท้าย หมุดที่ปักหมุดสุดท้าย เป็นหมุดทองคำ เพื่อเป็นที่ระลึกวันสร้างเสร็จ
ผมฟังแล้วก็ขำ ก็แค่สร้างทางรถไฟ
แต่ในแง่การตลาด เรื่องแบบนี้อาจจะประทับใจ นักท่องเที่ยวก็ได้
>> ก็ไปทำวิจัย
.......................................................................................................
จุดเริ่มต้นของการวิจัยในต่างประเทศ ผมก็เห็นว่า ไม่ได้เริ่มจากเงิน แต่เริ่มจากการคิด คิด แล้วก็คิด
สุดท้าย แล้ว ความคิดแปลกๆบางอย่าง ก็ได้รับการสนับสนุน
และผมยังเชื่อว่า เงินที่ได้รับการสนับสนุนก็ไม่เพียงพอ
แต่ไม่อยากให้เริ่มจากคำว่าเงินแต่เพียงอย่างเดียว
มีหลายๆคน ยอมทำอะไรบางอย่าง โดยไม่ได้เงิน แต่ได้รับความรู้สึกที่ดี ( เกียรติยศ )
และถ้ารัฐบาลสนับสนุนเงินมาอีก ผมว่าสู้ได้อย่างแน่นอน
ซึ่งจริงๆแล้ว ทำไมไม่วิจัย บนพื้นฐานที่เราได้เปรียบ เช่น ท่องเที่ยว
ทำอย่างไร จะให้คนมาเยอะๆ ทำอย่างไรจะเพิ่มกำไรต่อหัว ทำอย่างไรอาหารการกินจะถูกปากชาวต่างชาติ ทำอย่างไรที่เขาจะซื้อของกลับบ้านเขาไปเพื่อเป็นที่ระลึก
ทำอย่างไรน้ำทะเล จะไม่เสีย ทำอย่างไร อุบัติเหตุจะน้อยลง เช่น ต้นไม้ข้างทาง ไม่ควรเป็นต้นไม้ใหญ่ แต่ต้องใช้ต้นไม้ที่รับโมเมนตั้ม ของรถที่หลับในตกข้างทาง เป็นต้น
บ้านเรามีเรื่องเล่าเยอะๆแยะ แต่ไม่ค่อยนำมาเล่า
ส่วนต่างประเทศ ยกตัวอย่าง ฝรั่งชี้ทางรถไฟให้ดู ว่า นั่นคือจุดที่รถไฟ สร้างมาต่อกัน จุดสุดท้าย หมุดที่ปักหมุดสุดท้าย เป็นหมุดทองคำ เพื่อเป็นที่ระลึกวันสร้างเสร็จ
ผมฟังแล้วก็ขำ ก็แค่สร้างทางรถไฟ
แต่ในแง่การตลาด เรื่องแบบนี้อาจจะประทับใจ นักท่องเที่ยวก็ได้
>> ก็ไปทำวิจัย
.......................................................................................................
-
- Verified User
- โพสต์: 24
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 20
กล้อง digital sony ถ่ายรูปออกมาห่วยแตก แต่ขายดิบขายดี
กล้อง digital kodak ถ่ายรูปออกมาดีกว่ามาก ราคาถูกกว่ามาก
แต่ขายไม่ค่อยได้ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ไม่ค่อยโฆษณา รูปร่างไม่สวย(แต่หลังๆเริ่มปรับปรุง)
คนที่ซื้อไปส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นคนที่พอรู้เรื่องรูปเรื่องกล้องอยู่บ้าง
ผมว่ามันอยู่ที่รูปแบบของสินค้าเป็นส่วนสำคัญนะครับ แล้วก็แรงโปรโมทด้วย
ต่อให้ดียังไงก็ขายไม่ได้หรอกครับ เพราะเค้าไม่รู้จัก
กล้อง digital kodak ถ่ายรูปออกมาดีกว่ามาก ราคาถูกกว่ามาก
แต่ขายไม่ค่อยได้ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ไม่ค่อยโฆษณา รูปร่างไม่สวย(แต่หลังๆเริ่มปรับปรุง)
คนที่ซื้อไปส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นคนที่พอรู้เรื่องรูปเรื่องกล้องอยู่บ้าง
ผมว่ามันอยู่ที่รูปแบบของสินค้าเป็นส่วนสำคัญนะครับ แล้วก็แรงโปรโมทด้วย
ต่อให้ดียังไงก็ขายไม่ได้หรอกครับ เพราะเค้าไม่รู้จัก
-
- Verified User
- โพสต์: 24
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 22
คือมันไม่สมราคานะครับ แพงแล้วยังไม่ดีอีกด้วยharry เขียน: ไม่เชิงเห็นด้วย แต่ยี่ห้อนี้ คอนซูเมอร์มาก เหมาะกับคนที่ต้องการแค่ได้ภาพ ไม่เน้นคุณภาพ ผมก็ไม่ค่อยชอบ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 24
ผมมองว่าปัญหาหลักก็คือเราใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ไม่ลอยตัวแบบในปัจจุบัน
เอกชนต่างๆที่กู้เงินนอกมาก็เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินนอกถูกว่าอัตราดอกเบี้ย MLR และคิดว่าไม่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน
ถ้าในอดีต เราใช้แบบลอยตัว เอกชนคงกู้เงินนอกน้อยลง
ถ้าเราขาดดุลทั้งดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินบาทก็คงอ่อนลงเรื่อยๆ จนสินค้าจากต่างประเทศมีราคาแพง ผู้คนก็ออกไปเที่ยวต่างประเทศน้อยลง เรียกว่าสามารถปรับตัวจนมีดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้นได้
และที่สำคัญเราคงไม่ต้องนำเงินทุนสำรองไปต่อสู้การเก็งกำไรของกองทุนต่างชาติด้วย
เอกชนต่างๆที่กู้เงินนอกมาก็เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินนอกถูกว่าอัตราดอกเบี้ย MLR และคิดว่าไม่มีความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน
ถ้าในอดีต เราใช้แบบลอยตัว เอกชนคงกู้เงินนอกน้อยลง
ถ้าเราขาดดุลทั้งดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินบาทก็คงอ่อนลงเรื่อยๆ จนสินค้าจากต่างประเทศมีราคาแพง ผู้คนก็ออกไปเที่ยวต่างประเทศน้อยลง เรียกว่าสามารถปรับตัวจนมีดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้นได้
และที่สำคัญเราคงไม่ต้องนำเงินทุนสำรองไปต่อสู้การเก็งกำไรของกองทุนต่างชาติด้วย
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
- เพื่อน
- Verified User
- โพสต์: 1826
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 25
คุณลูกอิสานเขียน
เมื่อถึงจุดจบ ในที่สุดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ก็พัง เพราะธนาคารฯ ไม่มีเงินให้แลกแล้ว ทางเลือกทางเดียวก็คือการลอยตัวค่าเงินบาท เงินบาทก็ค่อยๆไหลรูดจนลดลงต่ำสุดที่ 56 บาทต่อดอลลาร์ ถึงตอนนั้นก็ถึงคราวทำกำไรของเฮดฟันด์ นำเงินบาทที่ 40-50 บาท/เหรียญ ที่ได้ทำสัญญาซื้อล่วงหน้าเอาไว้ ส่งมอบให้ธนาคารแแห่งประเทศไทย ที่ได้ทำสัญญาซื้อเอาไว้ที่ 25 บาท/เหรียญ ได้กำไรส่วนต่างสบายๆ 10 กว่าบาทต่อหนึ่งดอลลาร์ บนคราบน้ำตาของชาวไทย..
ใช่คนเดียวกับที่ อ.เจิมศักดิ์ เขียนเรื่องนี้พอดี ลงในกรุงเทพธุระกิจวันนี้ที่17/02/05 ใช่หรือป่าวครับ คุณลูกอิสาน ...เป็นคนเดียวกันกับที่เปิดศูนย์ประชุมสิริกิตย์เลี้ยงฉลองให้กับท่านจิ๋วด้วยไวน์ราคาขวดละ4แสนเพื่อตอบแทนความสำเร็จอย่างสูงทางธุระกิจของท่านในครั้งนั้นตามความเข้าใจส่วนตัวของผม จะไล่เรียงดูว่า ใครที่สมควรจะเป็นผู้ที่ควรรับผิดชอบตัวจริง ใบ้ให้ว่าคนคนนั้นทุกคนรู้จักกันดีกว่าใครๆ...
-
- Verified User
- โพสต์: 920
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 28
พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นเป็นหน้าที่หลักของผู้ประกอบการที่ดี คนไทยอุดหนุนคนไทยก็ต้องมี ไม่ใช่บอกว่าไปพัฒนามาให้ดีก่อนแล้วค่อยมาขายฉัน รอให้ต่างชาติยอมรับอยากซื้อของคุณแล้วค่อยเอามาขายฉัน คงจะเหลือธุรกิจที่เป็นของคนไทยรอดตายไม่มากถ้าไทยไม่ช่วยไทย
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 29
ถ้าเราอุดหนุนสินค้าและบริการที่เป็นของคนไทยกันมากๆ
แล้วเราจะแน่ใจอย่างไรว่า กิจการเหล่านั้นจะนำกำไรกลับไปพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้น นำเงินไปลงทุนพัฒนาและวิจัยต่อไป
จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เป็นเหมือนธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งหลาย ที่ประเทศชาติปกป้องให้ตั้งนานหลายปี แต่ก็ยังไม่มีการพัฒนาปรับปรุงอะไรเลยทั้งระบบ สินค้าและบริการ มัวแต่กอบโกยกำไรเพื่อคนไทยไม่กี่ตระกูล
แล้วเราจะแน่ใจอย่างไรว่า กิจการเหล่านั้นจะนำกำไรกลับไปพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้น นำเงินไปลงทุนพัฒนาและวิจัยต่อไป
จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เป็นเหมือนธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งหลาย ที่ประเทศชาติปกป้องให้ตั้งนานหลายปี แต่ก็ยังไม่มีการพัฒนาปรับปรุงอะไรเลยทั้งระบบ สินค้าและบริการ มัวแต่กอบโกยกำไรเพื่อคนไทยไม่กี่ตระกูล
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
-
- Verified User
- โพสต์: 62
- ผู้ติดตาม: 0
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540
โพสต์ที่ 30
ในฐานะ R&D engineer and Value investor คนหนึ่ง ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคุณเจ๋งที่ว่าเราต้องออกแบบของในระดับworld class ให้คนไทยและคนต่างชาติใช้ได้อย่างสบายใจ ผมว่ามันไม่แฟร์ที่จะทำให้คนไทยใช้ของที่ราคาใกล้เคียงกันแต่คุณภาพต่ำกว่า
ส่วนปัญหาการวิจัยมางวิศวกรรมของเมืองไทยมีอยู่ว่า อาจารญ์ในมหาลัยไทยทำวิจัยที่เป็นBlue sky มากเกินไป ไม่ค่อยมองทางด้าน commercial
สังเกตง่ายๆ เมืองจีนรับจ้างทำ Networking equipmentให้ Cisco และสร้างนักศึกษาของตัวเองเข้าไปทำงาน พร้อมกับมีการส่งอาจารย์เข้าไปร่วมวิจัย (จริงๆเข้าไปทำ reverse engineering) ในที่สุดผลลัพธ์ก็คือ HuaWei Technology การพัฒนาเป็นไปได้อย่างถูกทิศทาง เป็นที่ต้องการของตลาด และไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
สำหรับวงการอิเล็คทรอนิคส์ มีโรงงานรับจ้างปั๊ม(EMS-Electronics Manufacturing Service)ของมากมาย (Team-Fabrinet-Celestica-Calcomp-KCE-HANA-StarMicro) แต่ไม่มีค่อยใครสนใจทำการออกแบบเลย หรือ มีtechnocrat คนไทยเข้าไปเพือสร้าง own product design
โรงงานอิเล็คทรอนิคส์ที่มีการออกแบบโดยคนไทยและขายได้ทั่วโลกมีเห็นแต่เพียง Delta (แต่เจ้าของเป็นไต้หวัน) ที่มีการสร้างR&D team ที่ค่อนข้างแกร่ง
ส่วนเรื่องของซัยโจที่ทำมือถือนั้นดีมาก แต่ไปเลือก platfromการพัฒนาที่ผิดทาง
คือ PCT ให้ TAเจ้าเดียว(ในโลกมีใช้ที่ญี่ปุ่นที่เดียว) ถ้าทำGSM หรือ CDMA อาจจะรุ่งก็ได้ เพราะใช้ได้ทั้ง AIS-DTAC-Orange
ผมเห็นว่าทางภาคการศึกษา/วิจัยต้องเข้าไปร่วมมือกับโรงงานพวกนี้มากขึ้น เพื่อเรียนรู้know-how ช่องทางการตลาดจากเขา และ ปรับปรุง R&D product roadmap เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
ส่วนปัญหาการวิจัยมางวิศวกรรมของเมืองไทยมีอยู่ว่า อาจารญ์ในมหาลัยไทยทำวิจัยที่เป็นBlue sky มากเกินไป ไม่ค่อยมองทางด้าน commercial
สังเกตง่ายๆ เมืองจีนรับจ้างทำ Networking equipmentให้ Cisco และสร้างนักศึกษาของตัวเองเข้าไปทำงาน พร้อมกับมีการส่งอาจารย์เข้าไปร่วมวิจัย (จริงๆเข้าไปทำ reverse engineering) ในที่สุดผลลัพธ์ก็คือ HuaWei Technology การพัฒนาเป็นไปได้อย่างถูกทิศทาง เป็นที่ต้องการของตลาด และไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

สำหรับวงการอิเล็คทรอนิคส์ มีโรงงานรับจ้างปั๊ม(EMS-Electronics Manufacturing Service)ของมากมาย (Team-Fabrinet-Celestica-Calcomp-KCE-HANA-StarMicro) แต่ไม่มีค่อยใครสนใจทำการออกแบบเลย หรือ มีtechnocrat คนไทยเข้าไปเพือสร้าง own product design

โรงงานอิเล็คทรอนิคส์ที่มีการออกแบบโดยคนไทยและขายได้ทั่วโลกมีเห็นแต่เพียง Delta (แต่เจ้าของเป็นไต้หวัน) ที่มีการสร้างR&D team ที่ค่อนข้างแกร่ง

ส่วนเรื่องของซัยโจที่ทำมือถือนั้นดีมาก แต่ไปเลือก platfromการพัฒนาที่ผิดทาง

