ผ่อนบ้าน25 ปี
-
- Verified User
- โพสต์: 6853
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 1
พอดีมีเพื่อนท่านหนึ่งได้เซ็นสัญญา กู้ผ่อนบ้านหลังหนึ่งวงเงิน6ล้านบาท
กว่า ผ่อนเดือนละ4 หมื่นกว่า เพื่อนบอกว่าดีใจมากเพราะวันนี้นสพ
กับแบงค์ให้กู้ขึ้นดอกเบี้ย
แต่ผมมานั่งคิดดู
การที่ผอ่น4 หมื่นกว่า ในนี้เป็นดอกเบี้ยก็2 หมื่นได้แล้ว
ถึงดูการผ่อนเรื่องดอกเบี้ยจะได้เปรียบ แต่ดอกในระยะยาวนี้เอาเรื่องเหมือนกัน แถมการเป็นหนี้ ถึง25 ปี คนเราแต่งงานและสร้างครอบครัว
ตอนอายุแถว30-35 ปี รวม25 ปีก็แถว60 ปีถึงผ่อนบ้าน
ผมรู้สึกว่า เป็นภาระที่ผูกพันยาวนานจัง
กว่า ผ่อนเดือนละ4 หมื่นกว่า เพื่อนบอกว่าดีใจมากเพราะวันนี้นสพ
กับแบงค์ให้กู้ขึ้นดอกเบี้ย
แต่ผมมานั่งคิดดู
การที่ผอ่น4 หมื่นกว่า ในนี้เป็นดอกเบี้ยก็2 หมื่นได้แล้ว
ถึงดูการผ่อนเรื่องดอกเบี้ยจะได้เปรียบ แต่ดอกในระยะยาวนี้เอาเรื่องเหมือนกัน แถมการเป็นหนี้ ถึง25 ปี คนเราแต่งงานและสร้างครอบครัว
ตอนอายุแถว30-35 ปี รวม25 ปีก็แถว60 ปีถึงผ่อนบ้าน
ผมรู้สึกว่า เป็นภาระที่ผูกพันยาวนานจัง
-
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 2
HOME กับ HOUSE มันต่างกันนะท่าน
เป็นการซื้อความสุขทางใจ ในการใช้ชีวิตครอบครัว
อย่างน้อยมีบ้านให้ลูกมันอยู่ ตอนโตมันจะได้ไม่มาด่าว่า พ่อ แม่ สร้างแต่หนี้ ไม่มีทรัพย์สินอะไรไว้ให้มัน
เห็นด้วยครับ ถ้ามีครอบครัวแล้วคิดจะซื้อบ้าน แต่ถ้าอยู่เป็นโสด เอาเงินไปเที่ยว หรือทำอย่างอื่น ดีกว่า 8)
เป็นการซื้อความสุขทางใจ ในการใช้ชีวิตครอบครัว
อย่างน้อยมีบ้านให้ลูกมันอยู่ ตอนโตมันจะได้ไม่มาด่าว่า พ่อ แม่ สร้างแต่หนี้ ไม่มีทรัพย์สินอะไรไว้ให้มัน
เห็นด้วยครับ ถ้ามีครอบครัวแล้วคิดจะซื้อบ้าน แต่ถ้าอยู่เป็นโสด เอาเงินไปเที่ยว หรือทำอย่างอื่น ดีกว่า 8)
-
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 3
ต่ออีกนิด
แต่ซื้อบ้าน ซื้อตามฐานะของตัวเอง ไม่ต้องเวอร์มาก
แต่ซื้อบ้าน ซื้อตามฐานะของตัวเอง ไม่ต้องเวอร์มาก
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 4
ผมเคยได้ยินมาว่าจริงๆแล้ว ผู้ที่กู้ซื้อบ้านนั้นถึงแม้จะมีระยะเวลากู้นานถึง 25 ปี - 30 ปี แต่ใช้ระยะเวลาการผ่อนจริงนานกว่านั้น ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นประมาณ 15 ปีครับ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีรายได้มากขึ้นครับ ในขณะที่จำนวนเงินงวดที่ผ่อนนั้นเกือบจะเท่าเดิมครับ
-
- ผู้ติดตาม: 0
ถามความเห็นหน่อยครับ
โพสต์ที่ 5
เห็นถามเรื่องบ้าน ผมมีข้อสงสัยอยู่พอดี อยากขอความเห็นท่านๆ value investor ว่าเห็นว่าอย่างไร
ผมทำงานสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง มีสวัสดิการให้กู้เงินเพื่อซื้อบ้าน ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก คือ MLR - 3.50% หรือประมาณ 2 % ได้ ข้อแม้คือตรงนี้เฉพาะ เจ็ดแสนบาทแรก ถ้าสูงกว่านั้น ส่วนที่เกินก็จะถูกอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอีกเยอะเหมือนกัน
ทีนี้ผมมีแนวความคิดว่า ปัจจุบันทาวน์เฮ้าส์ที่ผมอยู่นั้น เป็นของคุณแม่ แต่ผมอยู่คนเดียวเนื่องจากครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด สภาพก็ค่อนข้างเก่าแล้ว ผมจึงอยากจะซ่อมแซม
ก็เลยกะว่าจะกู้เงินส่วนนี้มาประมาณหนึ่งล้านบาทเพื่อซ่อมแซมบ้าน โดยทำเสมือนหนึ่งว่ามีการซื้อขายจากแม่สู่ลูก (คือตัวผมเอง) โดยผมไม่ติดขัดว่าจะต้องนำบ้านไปจำนอง เนื่องจากผมเห็นว่าดอกเบี้ยถูกมาก
ไม่ทราบว่าผมคิดถูกหรือไม่ ที่จะกู้มาเพื่อซ่อมบ้าน เพราะจริงๆแล้วผมก็มีเงินเก็บส่วนตัวจากการทำงาน ประมาณ หนึ่งล้านบาท แต่ตอนนี้อยู่ในหุ้นทั้งหมด (ขาดทุนนิดหน่อย เพราะเริ่มลงทุนจริงจังช่วงหลังกลางปีที่แล้วไม่นานเพราะเพิ่งจะมีเงินเก็บเป็นก้อนขนาดนี้ก็ตอนนี้เนี่ยแหละ)
ผมคำนวณแล้วถ้า ผ่อน ก็เดือนละแค่ สามสี่พัน ระยะเวลายี่สิบปี บ้านก็อยากจะซ่อมให้น่าอยู่สวยงาม เพราะคิดว่าส่วนตัวไม่ได้ชอบบ้านใหญ่โตอะไร จริงๆหลังนี้ก็พออยู่เพียงแต่ว่าคงต้องปรับปรุงสักหน่อย
ขอความคิดเห็นหน่อยสิครับ เพราะลังเลอยู่ว่า ถูกต้องหรือไม่ที่ก่อหนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม ผมอายุ 28 ยังโสด ทำงานบริษัทฯ เงินเดือนไม่กี่หมื่นครับ
ผมทำงานสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง มีสวัสดิการให้กู้เงินเพื่อซื้อบ้าน ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก คือ MLR - 3.50% หรือประมาณ 2 % ได้ ข้อแม้คือตรงนี้เฉพาะ เจ็ดแสนบาทแรก ถ้าสูงกว่านั้น ส่วนที่เกินก็จะถูกอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอีกเยอะเหมือนกัน
ทีนี้ผมมีแนวความคิดว่า ปัจจุบันทาวน์เฮ้าส์ที่ผมอยู่นั้น เป็นของคุณแม่ แต่ผมอยู่คนเดียวเนื่องจากครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด สภาพก็ค่อนข้างเก่าแล้ว ผมจึงอยากจะซ่อมแซม
ก็เลยกะว่าจะกู้เงินส่วนนี้มาประมาณหนึ่งล้านบาทเพื่อซ่อมแซมบ้าน โดยทำเสมือนหนึ่งว่ามีการซื้อขายจากแม่สู่ลูก (คือตัวผมเอง) โดยผมไม่ติดขัดว่าจะต้องนำบ้านไปจำนอง เนื่องจากผมเห็นว่าดอกเบี้ยถูกมาก
ไม่ทราบว่าผมคิดถูกหรือไม่ ที่จะกู้มาเพื่อซ่อมบ้าน เพราะจริงๆแล้วผมก็มีเงินเก็บส่วนตัวจากการทำงาน ประมาณ หนึ่งล้านบาท แต่ตอนนี้อยู่ในหุ้นทั้งหมด (ขาดทุนนิดหน่อย เพราะเริ่มลงทุนจริงจังช่วงหลังกลางปีที่แล้วไม่นานเพราะเพิ่งจะมีเงินเก็บเป็นก้อนขนาดนี้ก็ตอนนี้เนี่ยแหละ)
ผมคำนวณแล้วถ้า ผ่อน ก็เดือนละแค่ สามสี่พัน ระยะเวลายี่สิบปี บ้านก็อยากจะซ่อมให้น่าอยู่สวยงาม เพราะคิดว่าส่วนตัวไม่ได้ชอบบ้านใหญ่โตอะไร จริงๆหลังนี้ก็พออยู่เพียงแต่ว่าคงต้องปรับปรุงสักหน่อย
ขอความคิดเห็นหน่อยสิครับ เพราะลังเลอยู่ว่า ถูกต้องหรือไม่ที่ก่อหนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม ผมอายุ 28 ยังโสด ทำงานบริษัทฯ เงินเดือนไม่กี่หมื่นครับ
- harry
- Verified User
- โพสต์: 4200
- ผู้ติดตาม: 0
Re: ถามความเห็นหน่อยครับ
โพสต์ที่ 6
กู้อย่าง ทำอย่าง ระวังโดนตรวจสอบเจอนะครับ เห็นออกข่าวว่าต้องชี้แจงว่าจะเอาเงินไปทำอะไรด้วยAnother Guest เขียน:เห็นถามเรื่องบ้าน ผมมีข้อสงสัยอยู่พอดี อยากขอความเห็นท่านๆ value investor ว่าเห็นว่าอย่างไร
ผมทำงานสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง มีสวัสดิการให้กู้เงินเพื่อซื้อบ้าน ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก คือ MLR - 3.50% หรือประมาณ 2 % ได้ ข้อแม้คือตรงนี้เฉพาะ เจ็ดแสนบาทแรก ถ้าสูงกว่านั้น ส่วนที่เกินก็จะถูกอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอีกเยอะเหมือนกัน
ทีนี้ผมมีแนวความคิดว่า ปัจจุบันทาวน์เฮ้าส์ที่ผมอยู่นั้น เป็นของคุณแม่ แต่ผมอยู่คนเดียวเนื่องจากครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด สภาพก็ค่อนข้างเก่าแล้ว ผมจึงอยากจะซ่อมแซม
ก็เลยกะว่าจะกู้เงินส่วนนี้มาประมาณหนึ่งล้านบาทเพื่อซ่อมแซมบ้าน โดยทำเสมือนหนึ่งว่ามีการซื้อขายจากแม่สู่ลูก (คือตัวผมเอง) โดยผมไม่ติดขัดว่าจะต้องนำบ้านไปจำนอง เนื่องจากผมเห็นว่าดอกเบี้ยถูกมาก
ไม่ทราบว่าผมคิดถูกหรือไม่ ที่จะกู้มาเพื่อซ่อมบ้าน เพราะจริงๆแล้วผมก็มีเงินเก็บส่วนตัวจากการทำงาน ประมาณ หนึ่งล้านบาท แต่ตอนนี้อยู่ในหุ้นทั้งหมด (ขาดทุนนิดหน่อย เพราะเริ่มลงทุนจริงจังช่วงหลังกลางปีที่แล้วไม่นานเพราะเพิ่งจะมีเงินเก็บเป็นก้อนขนาดนี้ก็ตอนนี้เนี่ยแหละ)
ผมคำนวณแล้วถ้า ผ่อน ก็เดือนละแค่ สามสี่พัน ระยะเวลายี่สิบปี บ้านก็อยากจะซ่อมให้น่าอยู่สวยงาม เพราะคิดว่าส่วนตัวไม่ได้ชอบบ้านใหญ่โตอะไร จริงๆหลังนี้ก็พออยู่เพียงแต่ว่าคงต้องปรับปรุงสักหน่อย
ขอความคิดเห็นหน่อยสิครับ เพราะลังเลอยู่ว่า ถูกต้องหรือไม่ที่ก่อหนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม ผมอายุ 28 ยังโสด ทำงานบริษัทฯ เงินเดือนไม่กี่หมื่นครับ
Expecto Patronum!!!!!!
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 7
การคิดดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านนั้นคิดแบบลดต้นลดดอกครับ อัตราดอกเบี้ยจะคิดทุกวันครับ
โดยคำนวณจากภาระเงินต้นที่ค้างอยู่ตอนต้นงวด อัตราดอกเบี้ยในขณะนั้น (สำหรับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวนะครับ) และจำนวนวันในงวดนั้นครับ
เวลาชำระก็จะหักดอกเบี้ยที่คิดจากงวดนั้นก่อน ที่เหลือก็ค่อยนำไปหักเงินต้น
เช่น เงินกู้ 1,000,000 อัตราดอกเบี้ย 5% กู้ระยะเวลา 10 ปี จำนวนเงินผ่อนต่องวด 12,000 บาท ชำระทุกวันที่ 1 ของเดือน
ที่นี้เราเบิกเงินกู้งวดแรก วันที่ 1 ม.ค. จำนวน 500,000 บาท
พอวันที่ 1 ก.พ. จำนวนดอกเบี้ยก็เท่ากับ 500,000*5%*31 วัน/365 วัน เท่ากับ 2,123.29 บาท แต่เราชำระเงินกู้จำนวน 12,000 บาท ดังนั้นเงินต้นจะเหลือ 490,123.29 บาท
พอวันที่ 15 ก.พ. เราก็เบิกเงินกู้อีก 500,000 บาท เราก็คิดจำนวนดอกเบี้ยถึงวันนี้ 490,123.29*5%*14 วัน/365 วัน เท่ากับ 939.97 บาท
พอถึงวันชำระงวด 2 วันที่ 1 มี.ค. จำนวนดอกเบี้ยช่วงตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. เท่ากับ 990,123.29*5%*14 วัน/365 วัน เท่ากับ 1,898.87 บาท ดังนั้นดอกเบี้ยรวมเท่ากับ 2,838.84 บาท เราชำระเงินกู้ 12,000 บาท จำนวนเงินต้นก็จะคงเหลือเท่ากับ 980,962.13 บาท
ส่วนการคำนวณแบบกู้ 1,000,000 ดอกเบี้ย 3% เวลา 4 ปี คิดจำนวนเงินผ่อนแบบ ((1,000,000*3%*4)+1,000,000)/48 เท่ากับ ผ่อนงวดละ 23,333.50 บาท เป็นการกู้ซื้อรถยนต์ครับ
ข้อดีข้อเสียก็คนละแบบครับ
ถ้าคิดแบบกู้ซื้อบ้าน ในกรณีที่เรามีเงินสดเหลือมาก เราจ่ายมากกว่า 12,000 บาท เงินต้นคงค้างก็จะลดลง จำนวนดอกเบี้ยในงวดต่อๆไปก็จะลดลงด้วยครับ เราก็สามารถที่จะชำระหนี้ได้เร็วกว่าอายุสัญญา แต่ข้อเสียคือ อัตราดอกเบี้ยมักจะเป็นแบบลอยตัวครับ คิดตาม MLR เป็นหลัก ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จำนวนดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นด้วยครับ แต่จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนก็ยังคงเท่าเดิมครับ (นอกเสียจากว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มสูงขึ้นมากๆ ถ้าเพิ่มไม่มากก็ไม่กังวลเพราะตอนกู้ถึงแม้อัตราดอกเบีร้ยจะเท่ากับ 5% แต่ธนาคารก็คำนวณหาจำนวนเงินงวดที่ผ่อนจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า 5% อยู่แล้วครับ)
ถ้าคิดแบบกู้ซื้อรถ อัตราดอกเบี้ยจะตายตัวครับ ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลงเท่าไร ถ้าเราชำระจำนวน 23,333.50 บาทครบ 48 งวด ก็ชำระหนี้ครบครับ แต่ถ้าเรามีเงินอยากจะชำระก่อน เราต้องเสียดอกเบี้ยครับแต่อาจจะเสียครึ่งหนึ่งครับ
พอเข้าใจไหมครับ
โดยคำนวณจากภาระเงินต้นที่ค้างอยู่ตอนต้นงวด อัตราดอกเบี้ยในขณะนั้น (สำหรับอัตราดอกเบี้ยลอยตัวนะครับ) และจำนวนวันในงวดนั้นครับ
เวลาชำระก็จะหักดอกเบี้ยที่คิดจากงวดนั้นก่อน ที่เหลือก็ค่อยนำไปหักเงินต้น
เช่น เงินกู้ 1,000,000 อัตราดอกเบี้ย 5% กู้ระยะเวลา 10 ปี จำนวนเงินผ่อนต่องวด 12,000 บาท ชำระทุกวันที่ 1 ของเดือน
ที่นี้เราเบิกเงินกู้งวดแรก วันที่ 1 ม.ค. จำนวน 500,000 บาท
พอวันที่ 1 ก.พ. จำนวนดอกเบี้ยก็เท่ากับ 500,000*5%*31 วัน/365 วัน เท่ากับ 2,123.29 บาท แต่เราชำระเงินกู้จำนวน 12,000 บาท ดังนั้นเงินต้นจะเหลือ 490,123.29 บาท
พอวันที่ 15 ก.พ. เราก็เบิกเงินกู้อีก 500,000 บาท เราก็คิดจำนวนดอกเบี้ยถึงวันนี้ 490,123.29*5%*14 วัน/365 วัน เท่ากับ 939.97 บาท
พอถึงวันชำระงวด 2 วันที่ 1 มี.ค. จำนวนดอกเบี้ยช่วงตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. เท่ากับ 990,123.29*5%*14 วัน/365 วัน เท่ากับ 1,898.87 บาท ดังนั้นดอกเบี้ยรวมเท่ากับ 2,838.84 บาท เราชำระเงินกู้ 12,000 บาท จำนวนเงินต้นก็จะคงเหลือเท่ากับ 980,962.13 บาท
ส่วนการคำนวณแบบกู้ 1,000,000 ดอกเบี้ย 3% เวลา 4 ปี คิดจำนวนเงินผ่อนแบบ ((1,000,000*3%*4)+1,000,000)/48 เท่ากับ ผ่อนงวดละ 23,333.50 บาท เป็นการกู้ซื้อรถยนต์ครับ
ข้อดีข้อเสียก็คนละแบบครับ
ถ้าคิดแบบกู้ซื้อบ้าน ในกรณีที่เรามีเงินสดเหลือมาก เราจ่ายมากกว่า 12,000 บาท เงินต้นคงค้างก็จะลดลง จำนวนดอกเบี้ยในงวดต่อๆไปก็จะลดลงด้วยครับ เราก็สามารถที่จะชำระหนี้ได้เร็วกว่าอายุสัญญา แต่ข้อเสียคือ อัตราดอกเบี้ยมักจะเป็นแบบลอยตัวครับ คิดตาม MLR เป็นหลัก ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จำนวนดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นด้วยครับ แต่จำนวนเงินผ่อนต่อเดือนก็ยังคงเท่าเดิมครับ (นอกเสียจากว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มสูงขึ้นมากๆ ถ้าเพิ่มไม่มากก็ไม่กังวลเพราะตอนกู้ถึงแม้อัตราดอกเบีร้ยจะเท่ากับ 5% แต่ธนาคารก็คำนวณหาจำนวนเงินงวดที่ผ่อนจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า 5% อยู่แล้วครับ)
ถ้าคิดแบบกู้ซื้อรถ อัตราดอกเบี้ยจะตายตัวครับ ไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลงเท่าไร ถ้าเราชำระจำนวน 23,333.50 บาทครบ 48 งวด ก็ชำระหนี้ครบครับ แต่ถ้าเรามีเงินอยากจะชำระก่อน เราต้องเสียดอกเบี้ยครับแต่อาจจะเสียครึ่งหนึ่งครับ
พอเข้าใจไหมครับ
- Minesweeper
- Verified User
- โพสต์: 472
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 8
เดี๋ยวนี้การซื้อบ้านเป็นของตัวเอง มันช่างยากเย็นจริงๆ
ผมฟังข่าว เค้าบอกว่าบ้านราคา 5-10 ล้านนี่ถือเป็นระดับกลางๆ ไปแล้ว
คอนโด LPN 30 ตรม. แค่พอซุกหัวนอน ยังราคาล้านครึ่ง
สงสัยคนยุคผมคงต้องอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ หรือไม่ก็ไปอยู่ Flat เอื้ออาทรกันหมด
ผมฟังข่าว เค้าบอกว่าบ้านราคา 5-10 ล้านนี่ถือเป็นระดับกลางๆ ไปแล้ว
คอนโด LPN 30 ตรม. แค่พอซุกหัวนอน ยังราคาล้านครึ่ง
สงสัยคนยุคผมคงต้องอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ หรือไม่ก็ไปอยู่ Flat เอื้ออาทรกันหมด
-
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 10
Minesweeper คอนโดที่ถูกๆก็มีนะครับ แล้วก็ราคา 1 ล้านกว่าๆ นี่เป็นราคา
offer ครับ ถ้าไม่เคาะเดี๋ยวเขาก็ลดครับ เช่น จองคอนโดไว้(ตอนจองมีแต่ตอ)
แล้วเกิดได้ไปนอกกระทันหัน เขาจะขายดาวววว เป็นต้นครับ
offer ครับ ถ้าไม่เคาะเดี๋ยวเขาก็ลดครับ เช่น จองคอนโดไว้(ตอนจองมีแต่ตอ)
แล้วเกิดได้ไปนอกกระทันหัน เขาจะขายดาวววว เป็นต้นครับ
-
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 11
เคยผ่อนบ้านพร้อมที่ดินเมื่อ20ปีที่แล้ว แถวๆลาดกระบังเนื้อที่400ตรว.
ผ่อนเดือนละ 4000 กว่าบาทพึ่งจะหมดไปไม่นานนี้
ตอนนี้มีโครงการบ้านเดี่ยวใหม่มาขึ้นใกล้ๆ
ในเนื้อที่เท่ากัน โครงการจัดเงินกู้ให้ผ่อน20ปีเหมือนกันแต่ผ่อนเดือนละ 80000กว่าบาท(เท่ากับบ้าน4หลัง)
ผ่อนเดือนละ 4000 กว่าบาทพึ่งจะหมดไปไม่นานนี้
ตอนนี้มีโครงการบ้านเดี่ยวใหม่มาขึ้นใกล้ๆ
ในเนื้อที่เท่ากัน โครงการจัดเงินกู้ให้ผ่อน20ปีเหมือนกันแต่ผ่อนเดือนละ 80000กว่าบาท(เท่ากับบ้าน4หลัง)
-
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 12
รบกวนขอคำแนะนำด้วยค่ะ ทีนี้ถ้าเราเลือกผ่อนคงที่ 3 ปีใกล้ถึงกำหนดกลางปีหน้าเราควรจะทำเรื่องขอรีไฟแนนซ์เลือกดอกคงที่ต่อหรือเปล่าคะเพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับ MLR ขอบคุณค่ะ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 6447
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 13
หากถามผม ผมจะกู้ครับ 700,000 บาท ให้เต็มวงเงินครับเห็นถามเรื่องบ้าน ผมมีข้อสงสัยอยู่พอดี อยากขอความเห็นท่านๆ value investor ว่าเห็นว่าอย่างไร
ผมทำงานสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง มีสวัสดิการให้กู้เงินเพื่อซื้อบ้าน ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก คือ MLR - 3.50% หรือประมาณ 2 % ได้ ข้อแม้คือตรงนี้เฉพาะ เจ็ดแสนบาทแรก ถ้าสูงกว่านั้น ส่วนที่เกินก็จะถูกอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอีกเยอะเหมือนกัน
ทีนี้ผมมีแนวความคิดว่า ปัจจุบันทาวน์เฮ้าส์ที่ผมอยู่นั้น เป็นของคุณแม่ แต่ผมอยู่คนเดียวเนื่องจากครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด สภาพก็ค่อนข้างเก่าแล้ว ผมจึงอยากจะซ่อมแซม
ก็เลยกะว่าจะกู้เงินส่วนนี้มาประมาณหนึ่งล้านบาทเพื่อซ่อมแซมบ้าน โดยทำเสมือนหนึ่งว่ามีการซื้อขายจากแม่สู่ลูก (คือตัวผมเอง) โดยผมไม่ติดขัดว่าจะต้องนำบ้านไปจำนอง เนื่องจากผมเห็นว่าดอกเบี้ยถูกมาก
ไม่ทราบว่าผมคิดถูกหรือไม่ ที่จะกู้มาเพื่อซ่อมบ้าน เพราะจริงๆแล้วผมก็มีเงินเก็บส่วนตัวจากการทำงาน ประมาณ หนึ่งล้านบาท แต่ตอนนี้อยู่ในหุ้นทั้งหมด (ขาดทุนนิดหน่อย เพราะเริ่มลงทุนจริงจังช่วงหลังกลางปีที่แล้วไม่นานเพราะเพิ่งจะมีเงินเก็บเป็นก้อนขนาดนี้ก็ตอนนี้เนี่ยแหละ)
ผมคำนวณแล้วถ้า ผ่อน ก็เดือนละแค่ สามสี่พัน ระยะเวลายี่สิบปี บ้านก็อยากจะซ่อมให้น่าอยู่สวยงาม เพราะคิดว่าส่วนตัวไม่ได้ชอบบ้านใหญ่โตอะไร จริงๆหลังนี้ก็พออยู่เพียงแต่ว่าคงต้องปรับปรุงสักหน่อย
ขอความคิดเห็นหน่อยสิครับ เพราะลังเลอยู่ว่า ถูกต้องหรือไม่ที่ก่อหนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม ผมอายุ 28 ยังโสด ทำงานบริษัทฯ เงินเดือนไม่กี่หมื่นครับ
แต่ไม่ได้กู้มาซ่อมบ้านนะครับ จะกู้มาซื้อหุ้น
เลือกตัวที่ดี ได้ปันผลมากๆ สัก 8-9 %
ในขณะที่ดอกเบี้ยแค่ 2 % กำไรเห็นๆ และไม่ต้องเสียดอกเบี้ยด้วย
อย่างนี้เรียกได้ว่ากำไรสองเด้ง เรียกได้ว่า ให้เงินทำงาน น่าจะดีกว่าทำงานหาเงินนะครับ :lol:
บ้านใหญ่โต ดูดี ใครๆ ก็ชอบครับ แต่ให้ราคา "สบายตาสบายกาย" เกือบๆ ล้านผมว่าค่อนข้างสูงไปครับ เพราะบ้านเก่า- บ้านใหม่ ก็บ้านเหมือนกัน-ซุกหัวนอนได้เหมือนกัน อบอุ่นได้เช่นกัน แต่หากเก่าไปมากสักหน่อย เจียดเงินซ่อมสัก 2-3 แสนก็พอแล้วครับ เพราะอยู่คนเดียวนี่ครับ อาจจะทำเองบางส่วน งานง่ายๆ เช่น งานท่อ หรืองานทาสี ประหยัดงบไปได้มากทีเดียว
การลงทุนคืออาหารอร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ผ่อนบ้าน25 ปี
โพสต์ที่ 14
ถ้ารอให้ถึงกลางปีหน้าผมไม่ทราบว่าทางธนาคารจะยังคงดอกเบี้ยแบบ Fixed Rate อยู่อีกหรือเปล่านะครับ เพราะตอนนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านก็ปรับเพิ่มสูงขึ้นมากพอควรครับ
คงอาจจะเลือกเอาระหว่างว่าถ้าจะ Refinance ตอนนี้ (ซึ่งยังคงมีบางสถาบันที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยแบบ Fixed Rate ที่ยังไม่ปรับสูงขึ้นเท่าไร) แต่คงต้องเสียค่าปรับ Penalty Fee กับรอให้ผ่านช่วงที่เป็น Fixed Rate ซึ่งก็คือกลางปีหน้า (ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็คงปรับเพิ่มขึ้น แต่ไม่เสีย Penalty Fee)
แล้วถ้าคุณต้องการ Refinance นั้นคุณคงต้องเสียค่าประเมินราคา ค่าจำนอง ใหม่นะครับ
ลองคำนวณดูครับว่าคุ้มไหม
คงอาจจะเลือกเอาระหว่างว่าถ้าจะ Refinance ตอนนี้ (ซึ่งยังคงมีบางสถาบันที่ยังคงอัตราดอกเบี้ยแบบ Fixed Rate ที่ยังไม่ปรับสูงขึ้นเท่าไร) แต่คงต้องเสียค่าปรับ Penalty Fee กับรอให้ผ่านช่วงที่เป็น Fixed Rate ซึ่งก็คือกลางปีหน้า (ซึ่งอัตราดอกเบี้ยก็คงปรับเพิ่มขึ้น แต่ไม่เสีย Penalty Fee)
แล้วถ้าคุณต้องการ Refinance นั้นคุณคงต้องเสียค่าประเมินราคา ค่าจำนอง ใหม่นะครับ
ลองคำนวณดูครับว่าคุ้มไหม