คราวๆ ก็จะเอา ROE มาหากำไรที่ได้ต่อไป ตัดส่วนที่ปันผลออก แล้วนำมาเทียบกับ BV ที่เพิ่มระหว่างไป เพื่อหา BV ในอนาคต แล้วก็จับมาคิด กำไรในอนาคต หาราคาในอนาคตจากกำไร แล้วคิดย้อนกลับมาเป็นกำไรต่อ ทำให้เกิดตัวเลขต่างๆที่น่าใจดี


จากการทดสอบของ บริษัทหนึ่ง ไม่เอ๋ยนาม ได้ผลลัพน่าสนใจเลย ก็จากการคิด เปลี่ยนจากปีในอนาคตมาเป็นปี 50 แทน แล้วเปลี่ยนเทียบดูว่า กำไรเป็นอย่างไร ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพพอตัวเลยละ
ข้อเสีย อย่าง cpall พวกแฟรนชาย คิดไม่ได้ (ROE มันขึ้น แต่ BV นิ่ง) หรือ บริษัทที่ไม่จำเป็นต้องเติบโตเพื่อเพื่อกำไรของบริษัท
แต่โดยส่วนตัวแล้ว ถือว่าดีทีเดียว
สรุป เมื่อซื้อหุ้นปั๊ป กำไรในปีแรกของเราจะประมาณ E/P หลังจากนั้น กำไรของเราจะวิ่งเข้าสู่ ROE อย่างช้าๆ ในกรณีเราไม่ขายออกนะ
การใช้สูตรบัฟเฟฟ ต้องคิดเผื่อ ลดลงด้วย (จากที่ทำมา ลดลงประมาณ 20% ในระยะ 8ปี )
สำหรับริษัทที่เราซื้อมาถูกมาก PBV>1 ในปีแรก จะได้กำไร E/P มากกว่า ROE แต่ต่อๆไป จะค่อยๆลดลงแทน
สำหรับบริษัทที่ BV ไม่ขึ้นเลย จะไม่มีประโยชน์ในระยะยาวเลย (ยกเว้นบางตัวอย่าง CPALL แต่ส่วนใหญ่นะ)
บางบริษัทมันเอาเงินไปลงทุนในเครื่องจักรเพิ่ม ไม่ดี
บริษัทที่ ROE ไม่นิ่งก็คิดยาก พวกวัฎจักรก็เหนื่อย
ประมาณนี้ล่ะครับ ขออภัย พิมไม่รู้เรื่องเท่าไร พิมจาก IPhone มา