

http://www.kaohoon.com/online/index.php ... le&id=2676เดินหน้าขยายกำลังการผลิต สร้างสถิติกำไรเติบโตต่อเนื่อง
อุตสาหกรรมกระเบื้องในประเทศฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่เริ่มดีขึ้น ทำให้งวด 1Q53 บริษัทผู้ผลิตกระเบื้องในประเทศ 7 แห่ง มีปริมาณการขายรวมกัน 45.2 ล้าน ตรม. เพิ่มขึ้น 21%YoY ประเมินว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมกระเบื้องในปัจจุบันอยู่ที่ 80% ขณะที่ DCC มีอัตราการใช้กำลังการผลิตใกล้เคียง 100% มาโดยตลอด จึงมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2552 ที่มีอยู่ 48 ล้าน ตรม. จะเพิ่มเป็น 58 ล้าน ตรม. ในปี 2553 และ เพิ่มเป็น 61 ล้าน ตรม. ในปี 2554 รวมถึงจะมีการเปิด Outlet ใหม่อีก 14 แห่งในปี 2553 เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยใช้กระแสเงินสดภายในบริษัททั้งหมด ซึ่งปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น จะช่วยลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วยของ DCC ลง และทำให้ Gross margin ของ DCC มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาค
หลังจากที่พูดเรื่องพื้นฐานบัญชีกันมานานพอสมควร วันนี้จะขอพูดถึงหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับวิชาบัญชีบริหารจริงๆแล้ว ซึ่งหัวข้อนี้จะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุน ปริมาณการผลิต และผลกำไร ภาษาคนเรียน MBA เรียกมันว่า Cost-Volume-Profit หรือ CVP Analysis ครับ
แต่ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจส่วนประกอบของมันก่อน นั่นก็คือ
1. Variable Cost (ต้นทุนแปรผัน) = คือต้นทุนรวมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสัดส่วนเมื่อเราผลิตสินค้าจำนวนมาก ขึ้นหรือน้อยลง (ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยเท่าเดิม) ยกตัวอย่างเช่น ต้นทุนของวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเป็นต้น
2. Fixed Cost (ต้นทุนคงที่) = ต้นทุนรวมที่คงที่แม้เราจะผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้นหรือน้อยลง (ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยจะลดลง) ยกตัวอย่างเช่น ค่าเช่าที่สำนักงานหรือโรงงานเป็นต้น
แต่แน่นอนว่า การที่จะทำให้ Variable Cost แปรผันเป้นสัดส่วนตามปริมาณการผลิต หรือทำให้ Fixed Cost คงที่แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงปริมาณการผลิตนั้น ย่อมเป็นจริงได้ในช่วงการผลิตบางช่วงเท่านั้น (ไม่ได้เป็นไปตลอด) ซึ่งเราจะเรียกช่วงนี้ว่า Relevant Range นั่นเอง ซึ่งการวิเคราะห์ CVP นี้จะสมมติว่าวิเคราะห์อยู่ใน Relevant Range ครับ
3. Mixed Cost คือต้นทุนที่มีทั้งส่วนประกอบของ Fixed Cost และ Variable Cost อยู่ด้วยกัน ซึ่งนี่แหละคือต้นทุนที่พบได้ในชีวิตจริงมากที่สุดครับ
วิธีการหา Variable Cost ต่อหน่วย ที่แฝงอยู่ใน Mixed Cost ก็คือ การหา "ความชันของรูปสามเหลี่ยม" ด้าน บนนั่นเองครับ ซึ่งทำได้โดยการ นำ ต้นทุนรวมที่เพิ่มขึ้น หารด้วย จำนวนการผลิตที่เพิ่มขึ้น = (4000-1000)/(3000-0) = $1 / หน่วย นั่นเองครับ
เมื่อเรารู้จัก Variable Cost ดีขึ้นแล้ว เราก็มาเรียนรู้ศัพท์อีกซักคำนะครับ นั่นคือ
Contribution Margin (กำไรส่วนเกิน) = Total Sales - Total Variable Cost
ถ้าคิดต่อหน่วย => Contribution Margin/Unit (กำไรส่วนเกินต่อหน่วย) = Price/Unit - Variable Cost/Unit
เอาล่ะ พอเรารู้ศัพท์ครบแล้วเราก็สามารถเรียนรู้เรื่อง CVP ได้อย่างง่ายดายแล้วครับ
สมการทั่วๆ ไปของเรื่องเงินๆทองๆ มีดังนี้
Sales (ยอดขาย) - Variable Cost (ต้นทุนผันแปร) - Fixed Cost (ต้นทุนคงที่) = Net Income (กำไร+ หรือ ขาดทุน-)
ดังนั้นถ้าให้ Q เป็นจำนวนที่ทำการผลิต จะได้ว่า
(Price/unit x Q) - ( Variable Cost/unit x Q ) - Fixed Cost = Net Income
จัดรูปร่างหน่อยจะได้ว่า
( Price/unit - Variable Cost/unit) x Q = Fixed Cost + Net Income
หรือจะใช้ศัพท์เท่ๆ ที่เพิ่งเรียนมาก็ได้ได้ว่า
Contribution Margin/Unit x Q = Fixed Cost + Net Income จัดข้างหน่อย จะได้ว่า
Q (จำนวนหน่วยที่ทำการผลิต) = (Fixed Cost + Net Income) / Contribution Margin ต่อหน่วย
ที่นี้ เราสามารถหาได้เลยครับว่า ถ้าเราต้องการกำไรเท่านี้ เราต้องผลิตสินค้าเท่าไหร่ ( สมมติว่าผลิตแล้วขายออกหมดเลยนะครับ)
ตัวอย่าง
เราเป็นพ่อค้าทำขนมขาย โดยเวลาเราทำขนมแต่ละชิ้น เราต้องใช้ส่วนผสมมูลค่า 20 บาท โดยเราตั้งราคาขายขนมที่ทำเสร็จแล้วที่ชิ้นละ 30 บาท แต่เราจะต้องเสียค่าเช่าพื้นที่วันละ 500 บาท
1. เราจะต้องทำขนมขายวันละกี่ชิ้นถึงจะได้กำไรวันละ 1000 บาท ??
มาวิเคราะห์โจทย์กันก่อน จะเห็นได้ว่า Variable Cost/unit = 20 บาท , Price/unit = 30 บาท, Fixed Cost = 500 บาท, Net Income = 1000 บาท
จะได้ว่า Contribution Margin / unit = 30-20 = 10 บาท/unit
จากสมการ ==> Q (จำนวนหน่วยที่ทำการผลิต) = (Fixed Cost + Net Income) / Contribution Margin ต่อหน่วย
แทนข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ลงในสมการจะได้ว่า
Q (จำนวนหน่วยที่ทำการผลิต) = (500 + 1000) / 10
ต้องทำ Q = 150 ชิ้น หรือ ต้องขายให้ได้ 150x30 = 4,500 บาท นั่นเอง
2. เราจะต้องขายได้วันละกี่ตัวถึงจะคุ้มทุน??
คำว่าคุ้มทุนก็คือ ไม่ได้กำไร ไม่ขาดทุน แปลว่า Net Income เป็น 0 นั่นเอง
แทนข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ลงในสมการจะได้ว่า
Q (จำนวนหน่วยที่ทำการผลิต) = (500 + 0) / 10
ต้องทำ Q = 50 ชิ้น หรือ ต้องขายให้ได้ 50x30 = 1,500 บาท นั่นเอง