Value + Growth [comment]

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
imerlot
Verified User
โพสต์: 2686
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ที่มา
http://www.thaivi.com/2010/05/519/
หรือ
http://www.sarut-homesite.net/value-gro ... %E0%B8%81/

Value + Growth
โลกในมุมมองของ Value Investor             28 พฤษภาคม 53

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในโลกของการลงทุนนั้น  มีแนวความคิดใหญ่ๆน่าจะประมาณ 3 แบบ นั่นคือ  Value Investment ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ที่เก่าที่สุดนำโดย เบน เกรแฮม  Growth Investment หรือการลงทุนในหุ้นที่เติบโตเร็ว นำโดย ฟิลิปส์ ฟิสเชอร์  และ Passive Investment หรือการลงทุนที่ไม่ต้องเลือกหุ้นแต่ ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรือในตลาด ซึ่งเป็น  “โรงเรียน”  ล่าสุดที่นำโดยนักวิชาการการเงิน แต่คนที่มีชื่อเสียงน่าจะเป็นกองทุนอิง ดัชนี Vanguard ที่ก่อตั้งและบริหารโดย จอห์น โบเกิล  ส่วนแนวทางอื่นๆนั้น มักเป็นแนวทางเล็กๆที่แตกแขนงออกไป มีคนใช้และศึกษาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกว่าเป็น “โรงเรียน”

แนวทางของ Value Investment นั้น มีหลักการที่เข้มข้นเป็นเรื่องเป็นราว เป็นตำราที่ต้องใช้ศาสตร์หลายๆอย่าง เฉพาะอย่างยิ่งทางการเงิน ในการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ ดังนั้น คนที่ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้หลายอย่าง รวมถึงความสามารถในการคำนวณทางการเงินถึงจะเข้าใจได้ลึกซึ้ง หนังสือที่เป็น “ไบเบิล” ของ Value Investment เช่น Securities Analysis ของ เบน เกรแฮม นั้น หนามากและอ่านยากเท่าๆกับความ “น่าเบื่อ” ซึ่งแม้แต่คนที่เรียนมาทางการเงินโดยตรงก็พบว่า กว่าจะอ่านจบก็เหนื่อยทีเดียว

หัวใจของ Value Investment นั้น อยู่ที่การซื้อหุ้นที่มีราคาถูกหรือราคาต่ำกว่า “พื้นฐาน”ของกิจการ โดยที่พื้นฐานของกิจการนั้น มักเน้นไปที่ข้อมูลหรือตัวเลขทางการเงิน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน กำไรที่เป็นตัวเลขในอดีตที่ผ่านมา เป็นต้น ส่วนความถูกของราคาหุ้น ก็มักจะดูจากค่า PE และ PB ว่าจะต้องต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น เวลาเลือกหุ้นโดยใช้มาตรฐานแบบนี้ หุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้น Value จึงเป็นหุ้นที่มีค่า PE และ PB ต่ำเป็นหลัก ซึ่งหุ้นประเภทนี้ ส่วนมากมักเป็นหุ้นที่นักลงทุนไม่ค่อยสนใจจะลงทุนเนื่อง จากเหตุผลหลายอย่างแต่ที่สำคัญก็คือ เป็นหุ้นของกิจการที่มี  “คุณภาพต่ำ”  และคำว่าคุณภาพต่ำก็มีความหมายกว้างมากเช่น เป็นกิจการที่ไม่โตหรือเป็นกิจการ “ตะวันตกดิน” ผู้บริหารมีปัญหาในด้านของบรรษัทภิบาล หรือ กำไรลุ่มๆดอนๆ ไม่แน่นอน เป็นต้น

หัวใจของ Growth Investment นั้น อยู่ที่การ ซื้อหุ้นที่เติบโตเร็ว บริษัทมีคุณภาพดีหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ มีศักยภาพสูงในการที่จะเติบโตในอนาคตด้วยเหตุผลต่างๆ รวมถึงผู้บริหารที่มีความสามารถสูง มีตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัย สิ่งเหล่านี้จะทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในที่สุดจะทำกำไรมหาศาล ดังนั้น การซื้อหุ้นไว้จะทำให้ได้กำไรงดงามเมื่อบริษัทประสบความสำเร็จและเติบโตไป ตามที่คาด ส่วนเรื่องของราคาหุ้น แม้ว่าอาจจะดูว่ามีราคาแพงในวันนี้ โดยที่ค่า PE และ PB อาจจะสูงหรือสูงมากในวันนี้ เนื่องจากกำไรของบริษัทยังอาจจะน้อยหรือไม่มี กำไรเลย แต่ในอนาคตเมื่อกำไรเพิ่มขึ้น ค่า PE ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหุ้นที่ไม่แพง อย่างไรก็ตาม Growth Investor นั้นสนใจค่า PE น้อยกว่าการเติบโตของรายได้และกำไร

ผมคงไม่พูดถึง Passive Investment เพราะเขาไม่เลือกหุ้นอยู่แล้ว พวกเขาคิดว่าตลาดหลักทรัพย์นั้น เป็นตลาดที่มี “ประสิทธิภาพ” ในการกำหนดราคาหุ้นให้เหมาะสมกับพื้นฐานของหุ้นทุกตัว ดังนั้นไม่ต้องไปเลือก ซื้อเฉลี่ยไปทุกตัวและถือไว้ตลอดเวลา ซึ่งก็จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม คือประมาณปีละเกือบ 10% ในระยะยาว

จุดอ่อนของความคิดแบบ Value Investment ก็คือ การเน้นไปที่ความถูกของหุ้นเพียงอย่างเดียว ทำให้มักเลือกหุ้นที่มีคุณภาพต่ำ หุ้นเหล่านี้อาจจะให้ผลตอบแทนพอใช้ได้แต่ก็ไม่โดดเด่นนัก หุ้นถูกหรือถูกมากเหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปมันก็ยังคงถูกอยู่อย่างเดิม ดังนั้น นักลงทุนก็อาจจะไม่ได้อะไร เวลาของการรอคอยเพื่อที่จะให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาสะท้อนพื้นฐาน บางครั้งมันนานมากจนไม่คุ้มที่จะรอ เพราะว่าเงินนั้นมีต้นทุนและมีค่าเสียโอกาส

จุดอ่อนของ Growth Investment ก็คือ  มันไม่ค่อยคำนึงถึงราคาหุ้นที่อาจจะแพงเกินไป มันอิงอยู่กับการคาดการณ์อนาคตของบริษัท ว่าจะโตแบบก้าวกระโดด ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นไปตามคาด หุ้นก็อาจจะตกลงมาอย่างแรงได้เหนือสิ่งอื่นใด ศาสตร์ของการมองอนาคตนั้นไม่หนักแน่นมั่นคง โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมีมหาศาล และหลายเรื่องไม่อาจคาดได้ ดังนั้น การซื้อหุ้นโดยไม่สนใจหรือสนใจน้อย ในเรื่องของราคารวมถึงปัจจัยพื้นฐานทางการเงินหรือตัวเลขอื่นๆ จึงเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ทางเลือกก็คือ จับแนวความคิดของ Value มารวมกับ Growth เพื่อหลีกเลี่ยงจุดอ่อนของการลงทุนทั้งสองแบบ ขณะ เดียวกัน ได้จุดแข็งของแต่ละแนวทางมาใช้ในการลงทุน แนวทางของ Value+Growth Investment นั้น เราจะเน้นการวิเคราะห์ที่เป็น “แก่น” โดยใช้ Value Investemnt ที่มีการตรวจสอบบริษัทอย่างเข้มข้นเป็นหลัก หลังจากนั้น เราจะมองทางด้านของคุณสมบัติทางด้านคุณภาพ โดยเฉพาะโอกาสในการเติบโตของบริษัทในแบบของ Growth Investment ซึ่งจะต้องมองถึงศักยภาพด้วยไม่ใช่ดูแต่ตัวเลขในอดีต เช่นเดียวกัน จะต้องมองไปถึงความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและคู่แข่ง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในภาวะแวดล้อมและตลาดของสินค้าในอนาคต

การเลือกลงทุนแบบ Value + Growth นั้น เราจะไม่เลือกโดยยึดถือปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นหลัก เราจะไม่เลือกเพราะว่ามันเป็นหุ้นที่ถูกที่สุด หรือดีที่สุดในด้านของคุณสมบัติและการเติบโตของบริษัท แต่เราจะ เลือกเพราะหุ้นนั้นเป็นกิจการที่ดีและแข็งแรง มีการเติบโตที่ดีพอ ในขณะเดียวกัน หุ้นมีราคาถูกหรือมีราคาที่เหมาะสม นี่เป็นศาสตร์ที่เราจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติ วอเร็น บัฟเฟตต์ ใช้แนวทางนี้ เซียนหุ้นจำนวนมากใช้แนวทางนี้ ผมเองก็ใช้แนวทางนี้ แต่คนที่ใช้ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยบอกว่าตนเอง “เปลี่ยนสี” บัฟเฟตต์บอกว่า Growth กับ Value นั้นเหมือนกับแฝดสยามที่มีตัวติดกันที่  “สะโพก” นั่นก็คือ  Growth หรือการเจริญเติบโตนั้น ที่จริงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของ Value มันแยกกันไม่ออก

ถ้าจะพูดไป เมื่อเป็น Value Investor ถึงจุดหนึ่ง คุณก็จะรู้ว่า Value Investment นั้น แท้ที่จริงเป็น “กระบวนการในการคิด” ที่ต้องมีเหตุผลในด้านของการลงทุนรองรับ มันไม่มีเรื่องของ Growth เรื่องของโมเมนตัม และเรื่องอื่นๆร้อยแปดที่แยกออกมาต่างหาก ทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันคือ มัน “Make Sense” หรือไม่

Value + Growth

โลกในมุมมอง Value Investor

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

28 พฤษภาคม 53

------------




http://www.paladinvest.com/pifiles/Mung ... Wisdom.htm
[ส่วนที่ แสดงถึงการ ต่างออกไปจาก วิถี Graham..ไปสู่ ฺ..Buffet Munger]
We've really made the money out of high quality businesses. In some cases, we bought the whole business. And in some cases, we just bought a big block of stock. But when you analyze what happened, the big money's been made in the high quality businesses. And most of the other people who've made a lot of money have done so in high quality businesses.

Over the long term, it's hard for a stock to earn a much better return than the business which underlies it earns. If the business earns 6% on capital over 40 years and you hold it for that 40 years, you're not going to make much different than a 6% return ‑ even if you originally buy it at a huge discount.
[แบบ Value]

Conversely, if a business earns 18% on capital over 20 or 30 years, even if you pay an expensive looking price, you'll end up with a fine result.
[แบบ Growth]


So the trick is getting into better businesses. And that involves all of these advantages of scale that you could consider momentum effects.
[key..word หมายถึง ROE มากกว่า 18% 20-30 ปี ข้างหน้า]
Are there any dangers in this philosophy?  Yes.  Everything in life has dangers.  Since it's so obvious that investing in great companies works, it gets horribly overdone from time to time.  In the "Nifty-Fifty" days, everybody could tell which companies were the great ones.  So they got up to 50, 60 and 70 times earnings.  And just as IBM fell off the wave, other companies did, too.  Thus, a large investment disaster resulted from too high prices.  And you've got to be aware of that danger....
[ข้อเสียของGowth อย่างเดียวคือซื้อ แพง]


-----------
..
แสดงว่า Value+Gowth
คือ ซื้อบริษัทคุณภาพดี เติบโ ได้อีก 20ปี โดย มีROEเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 18% แต่ซื้อในราคา ไม่ Overprice คือตอนซื้อ กลับไป พื้นฐาน Value

ภาพประจำตัวสมาชิก
VI Wannabe
Verified User
โพสต์: 1013
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ของคุณที่เข้ามา share มุมมองดีๆครับ  :)
"Attempt to be fearful when others are greedy and to be greedy only when others are fearful"

"It's far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price"
surachaichia
Verified User
โพสต์: 600
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 3

โพสต์

จะนอน แล้วมาอ่านก็ดี  เป็นหลักที่เราใช้กันอยู่

                         แต่ บางครั้ง ก็ เรื้อไปบ้าง :D
ภาพประจำตัวสมาชิก
thaloengsak
Verified User
โพสต์: 2716
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 4

โพสต์

ขอบคุณมากครับ ได้ประโยชน์จริงๆ :P
madam
Verified User
โพสต์: 278
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 5

โพสต์

ขอบคุณค่ะ  :lol:
เกล้า
Verified User
โพสต์: 1165
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ขอบคุณมากมายจริงๆ ครับ
SV2
Verified User
โพสต์: 181
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 7

โพสต์

แก่นแท้ของ vaule & growth จริงๆ
imerlot
Verified User
โพสต์: 2686
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 8

โพสต์

มุม มอง ด้านอื่น ของ Value n Growth


Periods of Outperformance
# Over long periods, both value and growth stocks have periods of outperformance.
Usually, growth stocks outperform during booming economic periods, as companies with aggressive growth profiles are able to leverage their earnings growth rates into high profits and high stock prices.

During periods of economic slowdown, value stocks tend to outperform, as their consistent earnings rates and high dividends attract investors who fear a collapse in the prices of growth stocks.
Long-Term Returns

----------


# One comprehensive way to compare the long-term returns of growth and value stocks is to use the Russell 3000 Growth and Value Indexes as proxies for the overall market. Each of these indexes reflects the performance of the 3,000 largest growth or value stocks trading in the marketplace.

From August 2006 to November 2009, growth beat value on a two-year rolling basis, which compares returns over 24-month periods.

However, from March 2000 to August 2006, value beat growth except for a few short periods.

Reaching further back, value stocks outperformed growth stocks in eight of the 14 years from 1980 to 1993, and they earned a higher overall net return.

[ข้อมูลเพิ่มเติม 1980-1993 เป็นช่วง ดอกเบี้ย สูง + น้ำมัน แพง+เงินเฟ้อสูง ]

Read more: Value Stock vs. Growth Stock Long-Term Return | eHow.com
http://www.ehow.com/about_6398250_value ... z0vxUXT92E

---
แปลว่า
ถ้ายุค เศรษฐกิจ รุ่งๆ Growth จะเหนือกว่า
แต่ถ้า ยุค เศรษฐกิจ ถดถอย นั้น Value อาจจะเหนือกว่า
.....
....ซึ่งมักจะ มีข้อยกเว้น หรือโต้แย้ง..เสมอ

...
เช่น ตอนนี้ โดยรวม เศรษฐกิจ อเมริกาไม่สดใส
แต่ ตอนนี้ สถานะ ของ บริษัท Apple สดใส กว่า เมื่อก่อน เพราะ อยู่ ใน ช่วง วงจรแห่งความรุ่งโรจน์ เพราะมี ipad iphone ที่ได้ส่วนแบ่ง ตลาด เพิ่มอยู่ ในกรณี อย่างนี้ Apple ก็จะเป็นข้อยกเว้น ที่ชัด
navapon
Verified User
โพสต์: 760
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 9

โพสต์

หนังสือของคุณสุมาอี้เรื่อง 35 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ก็พูดถึงเรื่อง growing stock ไว้เหมือนกันครับ มีอีกมุมมองในหุ้น growth ที่น่าสนใจเช่นกันครับ
- จุดแข็งทางธุรกิจที่เลียนแบบได้ยาก มักต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสร้างและเพาะบ่มเสมอ ไม่สามารถเนรมิตได้ด้วยเงิน (สุมาอี้)
- จะเก่ง จะรวยหุ้น ก็ต้องใช้เวลาเพาะบ่มเช่นกัน เป็นวีไอ ต้องมี ศรัทธา ขยัน ประหยัด และ อดทน ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ย่อมไม่ได้มาง่ายๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
VSนักลงทุนอริยะ
Verified User
โพสต์: 349
ผู้ติดตาม: 0

Value + Growth [comment]

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ขอบคุณ คุณ imerlot มีประโยชน์มากครับ

ผมว่า ด้วยพื้นฐานของ VI เกือบทุกคน ก็เห็นด้วยกับ การผสมระหว่าง value + growth = big value investment ครับ

แต่ทำไมนักลงทุนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน  แต่ผลสำเร็จไม่เท่ากัน

แปลว่า ต้องมีสิ่งที่ซ่อนความสำคัญ ซึ่งเป็น KSFs ในปรัชญาการลงทุนแบบนี้

สิ่งนั้นคืออะไร หรือครับ

การถอดระหัส VI code คือ อะไรกันแน่ครับ

:roll:  :roll:  :roll:  :roll:  :roll:  :roll:  :roll:  :roll:  :roll:  :roll:
ความสุขสงบและมีประโยชน์ต่อผู้อื่น คือคุณค่าในชีวิตของผมครับ
โพสต์โพสต์