อยากถามแบบงงๆ

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ภาพประจำตัวสมาชิก
boonboon
Verified User
โพสต์: 16
ผู้ติดตาม: 0

อยากถามแบบงงๆ

โพสต์ที่ 1

โพสต์

คืองงว่ายุโรปที่มีปัญหาเรื่องค่าเงินเนียะมันจะจบง่ายๆเหรอครับ เพราะสังเกตุว่าปัญหาใหญ่ๆไม่ว่าเรื่องอะไรที่เกิดจนเป็นข่าวระดับโลกเนียะมันจะจบในปีเดียวเหรอแล้วแค่เอาเงินจากเยอรมันหรือฝรั่งเศสไปช่วยมันจะมีผลอะไรในระดับมหภาคคือระดับโลกไหมครับ บางคนบอกว่ากรีซประเทศเล็กนิดเดียวไม่น่ากระทบแต่ผมว่าคราวต้มยำกุ้งไทยเล็กกว่าอีกไม่ใช่เหรอทำไมไม่เหมือนกันอย่างงี้เลิกเล่นหุ้นก่อนดีกว่าไม๊ครับ
Anti-Aircraft
Verified User
โพสต์: 807
ผู้ติดตาม: 0

อยากถามแบบงงๆ

โพสต์ที่ 2

โพสต์

เรามาสมมติกันดีกว่า

ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ผมมั่นใจว่าเศรษฐกิจมันจะเจ๊งแน่ๆ ผมจึงขายโรงพยาบาลให้คนอื่นไปก่อน รอจนกว่าเศรษฐกิจมันจะฟื้น แล้วค่อยมาซื้อคืนดีไหมครับ หรือผมมีร้านทอง ซึ่งเป็นของฟุ่มเฟือย ที่คนคงไม่ซื้อแน่ๆ หากเศรษฐกิจไม่ดี จะให้ผมเซ้งร้านไปทำอย่างอื่น แล้วหลังวิกฤต ค่อยมาขอเซ้งกลับจะดีหรือครับ

สิ่งที่เราซื้อๆ ขายๆ กันในตลาดหลักทรัพย์น่ะ ที่จริงมันคือ ธุรกิจ นะครับ แทนที่เราจะกลัววิกฤต แล้วขายกิจการทิ้ง เราไปซื้อกิจการที่น่าจะได้ประโยชน์จากวิกฤตเศรษฐกิจดีกว่าไหม

กรณีเลวร้ายที่สุด คือขายทิ้งไปแล้ว วิกฤตมันไม่เกิด ก็จะเป็นเช่นนี้ครับ

"หมดกัน สร้างมากับมือ" (ฮา)

อย่างช่วงที่ประเทศเราวุ่นวาย มีบางบริษัทที่ได้ประโยชน์เต็มๆ นะครับ ลองทายดูสิครับ ^^
อย่ายอมแพ้
ภาพประจำตัวสมาชิก
boonboon
Verified User
โพสต์: 16
ผู้ติดตาม: 0

เรียนคุณ anti aircraft

โพสต์ที่ 3

โพสต์

ขอบคุณคุณ anti aircraftมากครับ ด้วยความเคารพผมมีความรู้น้อยแต่สงสัยบางกรณีเช่นกัน โดยปกติเราไม่สามารถทายอนาคตได้แน่ไม่ว่าจากกราฟหรือfund flow แต่เราพอจะบอกแนวโน้มจากมันได้ เช่นกันวิกฤติที่ผ่านมาโดยตัวอย่างเช่น อาจาร์ยนิเวศ พอหุ้นตกรุนแรงมากท่านไม่ได้ขายแต่ท่านซื้อโดยใช้มาร์จินเพราะท่านไม่มีเงินสดมากพอเนื่องจากอยู่ในหุ้น ในกรณีนี้ดัชนีหุ้นไทยในสายตาผมค่อนข้างสูงถ้าเราถือหุ้นแล้วขายไปครึ่งนึง อันนี้เป็นmargin of safetyได้ไหมครับ ส่วนตัว margin of safety คือ 1.มึหุ้นในราคาต่้ำกว่่าพื้นฐานมากๆ 2.มีหุ้นในจำนวนมากมหาศาล ถ้าเราไม่สามารถรู้อนาคตได้เราจำเป็นต้องขายในจำนวนที่พอเหมาะเพื่อมาซื้อในราคาต่ำกว่าที่ขายเพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยราคาต่ำลงเพื่อให้มี margin of safety มากขึ้นได้ไม๊ครับ
การขายหุ้นไม่หมดพอร์ตคงเปรียบเหมือนไม่ได้ขายกิจการหมดเพียงแต่หาผู้ร่วมแชร์ความเสี่ยงเมื่อเห็นว่า เริ่มมีความเสี่ยงมากขี้น(ดัชนีไทยมาไกล, คนเริ่มมองผลประโยชน์ในหุ้นมากกว่าผลตอบแทนรูปแบบอื่น,p/e สูง,ดอกเบี้ยเริ่มเป็นขาขี้น,หุ้นปั่นเริ่มมา อะไรเทือกนี้)คือผมอยากสื่อว่า ต้องเริ่มเตรียมตัวเพื่อทำให้เกิด margin of safety ในข้อ 2 นั่นเองอะครับ มันจะเป็นไปได้ไม๊ครับ
Anti-Aircraft
Verified User
โพสต์: 807
ผู้ติดตาม: 0

อยากถามแบบงงๆ

โพสต์ที่ 4

โพสต์

คุยกันสนุกๆ ไม่เอาสาระมากนะ ^^
โดยปกติเราไม่สามารถทายอนาคตได้แน่ไม่ว่าจากกราฟหรือfund flow แต่เราพอจะบอกแนวโน้มจากมันได้
ผมเองก็ไม่ได้ต่อต้านการใช้กราฟหรือฟันด์โฟลว์นะครับ ผมเป็น VI ด้วยความจำเป็นต่างหาก (แต่ไม่ใช่ติดดอยแล้วค่อยมาเป็นนะ)

จำเป็นยังไง ?

ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ต้องหาเช้ากินค่ำทุกวันครับ มีเวลาตามราคาหุ้นค่อนข้างน้อย หากไม่ซื้อกิจการด้วยปัจจัยพื้นฐานซึ่งมองตัวกิจการในระยะยาวๆๆๆๆ กระผมเองเกรงว่า เข้าไปแล้วจะออกไม่ทันจ้าว เท่านั้นเอง ต่อให้ดูกราฟ period ยาวมากๆ ก็เถอะ เช่น หากกำหนดจุดคัทลอทไว้ที่ 10 % แล้วมันฟลอร์ติดกัน 3 วันโดยที่ผมไม่ได้ดูเนี่ย เทคนิคคงช่วยอะไรผมไม่ได้แล้วล่ะ ...

ผมเองมีประสบการณ์ลงทุนในหุ้นยังไม่ถึงปี แต่มีประสบการณ์ในกองทุนดัชนีมา 2 ปี (แน่นอนว่าโดนวิกฤติเต็มๆ มา 1 ครั้ง) และ เคยพยายามใช้กราฟ ในการซื้อขายกองทุนดัชนี้ด้วย แต่ไม่สำเร็จ

ไม่สำเร็จเพราะกราฟเชื่อถือไม่ได้ ?

จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ได้ ผมใช้มันทั้งๆ ที่ไม่รู้จริง ต่างหาก เคยมีเทคนิคอลท่านนึงให้ความรู้กับผมว่า แนวเทคนิคอลนั้นจะชนะต่อเมื่อ
1. มีวินัย
2. ทำเท่าที่รู้ (circle of competence)

กราฟแค่คล้ายๆ ก็เหมาเอาว่าเหมือน เห็นแค่เลาๆ ก็เหมาเอาว่าเป็นจุดซื้อขาย ผมเจ๊งเพราะอย่างนี้ต่างหาก

ฃาร์ลี มังเกอร์กล่าวไว้ว่า

มนุษย์จะต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่ครบถ้วนเสมอ หากความจำเป็นบังคับ เราก็ทำได้แค่สู้ด้วยทุกสิ่งที่เรามี ที่สำคัญเราต้องรู้จักตัวเองว่า อะไรที่เรารู้ และอะไรที่เราไม่รู้

สิ่งที่ผมรู้:
1. ในช่วง 2-3 ปีตอนแฮมเบอร์เกอร์ มีหุ้นบางตัวที่ไม่ได้ตกตามตลาด และขึ้นทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่มีใครสนใจ จนราคาเกือบเป็น 2 เท่า ก็ยังไม่มีโบรกมาเชียร์ และหุ้นพื้นฐานดีที่ตกหนักๆ สุดท้ายมันก็กลับมายืนในราคาที่สูงกว่าเดิมได้ เช่นกัน
2. การถือเงินสดไว้จะทำให้ผมขาดทุนจากอัตราเงินเฟ้อแน่นอน ผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ผมไม่สนใจหรอกว่ากระทรวงการคลังจะประกาศอัตราเงินเฟ้อมาเท่าไร แต่แค่เรื่องที่ร้านข้าวแถวบ้านผมขึ้นราคาจาก 30 เป็น 35 ตอนต้นปีน่ะผมเห็นกับตา ผมรู้
3. หุ้นทุกตัวที่ผมซื้อ ผมเข้าใจกิจการ ประเมินราคาได้ และยังมี upside ให้ลุ้น (แต่ไม่เหลือ MOS ให้ซื้อเพิ่มแล้ว ผมยอมรับ)

สิ่งที่ผมไม่รู้:
1. วิกฤตจะมาจริงหรือ ? เพราะผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ไม่เคยเรียน และจะไม่เหมาเอาว่าตัวเองเข้าใจเรื่องนี้แค่เพราะอ่านมาจากหนังสือพิมพ์ หรือดูโทรทัศน์
2. ผมขายหุ้นแล้ว มันจะตกจริงหรือ ? ผมไม่ทราบ ผมไม่ได้ดูกราฟอีกต่อไปแล้ว เพราะแต่เดิมก็ไม่ได้รู้จริงเรื่องนี้อยู่แล้ว
3. ฟันด์โฟลวนั้นผมพยายามอ่านหนังสือแล้ว แต่ยังไม่รู้เรื่อง จึงเป็นอีกสิ่งที่ผม ไม่รู้
4. ผมปรับพอร์ตไปซื้อตัวที่มี MOS สูงกว่าก็ไม่ได้ เพราะหุ้นตัวอื่นที่ไม่ได้อยู่ในพอร์ตนั้น ผมยังไม่ได้ศึกษา ยังตีราคาไม่ได้ ยังไม่รู้

เราอาจจะมีความรู้คนละแบบ ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นรู้จริง ก็ควรมั่นใจในตัวเองครับ
อย่ายอมแพ้
FlyLeaf
Verified User
โพสต์: 144
ผู้ติดตาม: 0

อยากถามแบบงงๆ

โพสต์ที่ 5

โพสต์

คุณ Anti-Aircraft ครับ
จำเป็นไหมครับที่ MOS สูงต้องมี
ค่า PE ต่ำเสมอไปครับ
แล้วบางธุรกิจที่ PE สูงแต่พื้นฐานดี
รายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กับ
PE ต่ำพื้นฐานดีแต่รายได้ไม่ค่อยเข้าตา
อย่างไหนดีกว่ากันครับ
Anti-Aircraft
Verified User
โพสต์: 807
ผู้ติดตาม: 0

อยากถามแบบงงๆ

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ไหนๆ ก็พิมพ์เล่นซะยาว ขออนุญาตใช้ซ้ำครับ http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=42990

เชิงลึกคงต้องศึกษาจากคลังกระทู้คุณค่า หรือหาอ่านหนังสือจากห้องร้อยคนร้อยเล่มครับ
อย่ายอมแพ้
โพสต์โพสต์