In search of Superstock
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 1
------------
จึงขอQuote คำอธิบายของ อจ.ใหญ่ ดร. นิเวศ มาไว้ที่นี้
ที่มา
http://www.thaivi.com/2010/01/110/
"..ต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่ Super Stock มักจะเป็นหรือมีอยู่
ข้อแรก Super Stock จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage (DCA) หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน และความได้เปรียบนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก โดยแหล่งของความได้เปรียบใหญ่ ๆ อยู่ที่เรื่องของชื่อยี่ห้อที่โดดเด่น และเรื่องของต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเนื่องจากกิจการมีขนาดที่เหมาะสมหรือมี ขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากโดยที่คู่แข่งไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะเพิ่ม ขนาดของกิจการเพื่อให้มีต้นทุนเท่าเทียมได้ เรื่องของ DCA นี้ บ่อยครั้ง นักลงทุนอาจจะวิเคราะห์ผิด เอา “ความได้เปรียบชั่วคราว” มาเป็นความได้เปรียบที่ “ยั่งยืน”
ข้อสอง หุ้นสุดยอดนั้น จะต้องอยู่ในช่วงของ Virtuous Circle หรือ “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” นั่นก็คือ ในกระบวนการเติบโตของบริษัทนั้น ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นไปอีก เช่นต้นทุนลดลงไปอีก ในเวลาเดียวกัน สินค้าและบริการกลับดีขึ้นและช่วยเร่งการเติบโตของยอดขายของบริษัทเพิ่ม ขึ้น เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก นั่นคือ ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก และบริษัทอยู่ในสถานะที่จะ “ยึดครอง” ตลาดนั้นได้ พูดง่าย ๆ เราสามารถมองคร่าว ๆ ได้ว่าในอนาคตระยะยาว บริษัทน่าจะสามารถมียอดขายได้ค่อนข้างสูงกว่าปัจจุบันมาก และยอดขายนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ข้อสี่ การเติบโตของบริษัทที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจเป็นเลขสองหลัก คือมากกว่า 10% เกือบทุกปี โดยที่ยอดขายไม่เคยลดลงเลยแม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดวิกฤติ เช่นเดียวกัน กำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราใกล้เคียงกับยอดขายหรือดีกว่า
ข้อห้า บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานดีมาก กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงในหลักเกิน 15-20% ต่อปี โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก หนี้ที่มีอยู่สามารถชดใช้ได้ด้วยกำไรจากการดำเนินงานไม่เกิน 5 ปี
ข้อหก บริษัทมี Cash From Operation หรือเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจดีมาก และเมื่อบริษัทจะขยายงานก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักเทียบกับยอดขายหรือกำไร ที่จะได้รับจากการลงทุนใหม่นั้น
ข้อเจ็ด ผู้บริหารมักจะ “เก่ง” และได้รับการกล่าวขวัญถึงมาก พนักงานของบริษัทมักจะ “ดี” และมี “ความสุข” เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นทั่ว ๆ ไป
ข้อแปด หุ้น Super Stock นั้น มักจะไม่เคยมีราคา “ถูก” ยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่บริษัทอาจประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงหรือในช่วง ที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ ค่า PE ของ Super Stock ในระดับ 20 เท่า นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือว่าแพงเมื่อ เทียบกับศักยภาพของกิจการในอนาคต และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสุดยอด เพราะเขาเคยชินกับการลงทุนในหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 10 เท่า
ทั้งหมดนั้นก็เป็นคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Super Stock แน่นอนใน Super Stock เองก็มี“ดีกรี” ที่ไม่เท่ากัน บางบริษัทอาจจะดีกว่าอีกบริษัทหนึ่ง และที่ชัดเจนก็คือ บริษัทในประเทศไทยนั้นไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้กับ Super Stock ในอเมริกาซึ่งมีศักยภาพคลุมไปทั้งโลก อย่างไรก็ตาม มูลค่าของกิจการหรือ Market Cap. ของบริษัทในอเมริกาก็ใหญ่จนเทียบไม่ได้กับบริษัทไทย ดังนั้น เวลาพูดถึง Super Stock ในตลาดหุ้นไทยเราก็ต้องเข้าใจว่าเป็นบริษัทระดับไหน
Value Investor หลายคนอาจจะไม่สนใจที่จะลงทุนในหุ้น Super Stock แต่การเรียนรู้เรื่องของ “คุณสมบัติ” ของบริษัทนั้นก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยในการที่จะช่วยเป็น “ตัวประกอบ” ในการเลือกหุ้นลงทุน นั่นก็คือ หลังจากพบหุ้นที่ “ราคาถูก” เข้าเกณฑ์ที่จะซื้อแล้ว ก็ควรดูถึงคุณสมบัติว่าบริษัทน่าจะอยู่ในระดับไหน ถ้าทำได้แบบนี้ ราคาก็จะไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะซื้อ สิ่งที่ถูกต้องมากกว่าอาจจะเป็นว่า ไม่ได้ซื้อหุ้นที่ราคาถูกที่สุด แต่เป็นราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณสมบัติของบริษัท.."
จึงขอQuote คำอธิบายของ อจ.ใหญ่ ดร. นิเวศ มาไว้ที่นี้
ที่มา
http://www.thaivi.com/2010/01/110/
"..ต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่ Super Stock มักจะเป็นหรือมีอยู่
ข้อแรก Super Stock จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Durable Competitive Advantage (DCA) หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน และความได้เปรียบนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก โดยแหล่งของความได้เปรียบใหญ่ ๆ อยู่ที่เรื่องของชื่อยี่ห้อที่โดดเด่น และเรื่องของต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเนื่องจากกิจการมีขนาดที่เหมาะสมหรือมี ขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากโดยที่คู่แข่งไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะเพิ่ม ขนาดของกิจการเพื่อให้มีต้นทุนเท่าเทียมได้ เรื่องของ DCA นี้ บ่อยครั้ง นักลงทุนอาจจะวิเคราะห์ผิด เอา “ความได้เปรียบชั่วคราว” มาเป็นความได้เปรียบที่ “ยั่งยืน”
ข้อสอง หุ้นสุดยอดนั้น จะต้องอยู่ในช่วงของ Virtuous Circle หรือ “วงจรแห่งความรุ่งเรือง” นั่นก็คือ ในกระบวนการเติบโตของบริษัทนั้น ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นไปอีก เช่นต้นทุนลดลงไปอีก ในเวลาเดียวกัน สินค้าและบริการกลับดีขึ้นและช่วยเร่งการเติบโตของยอดขายของบริษัทเพิ่ม ขึ้น เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก นั่นคือ ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก และบริษัทอยู่ในสถานะที่จะ “ยึดครอง” ตลาดนั้นได้ พูดง่าย ๆ เราสามารถมองคร่าว ๆ ได้ว่าในอนาคตระยะยาว บริษัทน่าจะสามารถมียอดขายได้ค่อนข้างสูงกว่าปัจจุบันมาก และยอดขายนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ข้อสี่ การเติบโตของบริษัทที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจเป็นเลขสองหลัก คือมากกว่า 10% เกือบทุกปี โดยที่ยอดขายไม่เคยลดลงเลยแม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดวิกฤติ เช่นเดียวกัน กำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราใกล้เคียงกับยอดขายหรือดีกว่า
ข้อห้า บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานดีมาก กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงในหลักเกิน 15-20% ต่อปี โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก หนี้ที่มีอยู่สามารถชดใช้ได้ด้วยกำไรจากการดำเนินงานไม่เกิน 5 ปี
ข้อหก บริษัทมี Cash From Operation หรือเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจดีมาก และเมื่อบริษัทจะขยายงานก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักเทียบกับยอดขายหรือกำไร ที่จะได้รับจากการลงทุนใหม่นั้น
ข้อเจ็ด ผู้บริหารมักจะ “เก่ง” และได้รับการกล่าวขวัญถึงมาก พนักงานของบริษัทมักจะ “ดี” และมี “ความสุข” เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นทั่ว ๆ ไป
ข้อแปด หุ้น Super Stock นั้น มักจะไม่เคยมีราคา “ถูก” ยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่บริษัทอาจประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงหรือในช่วง ที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ ค่า PE ของ Super Stock ในระดับ 20 เท่า นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือว่าแพงเมื่อ เทียบกับศักยภาพของกิจการในอนาคต และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสุดยอด เพราะเขาเคยชินกับการลงทุนในหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 10 เท่า
ทั้งหมดนั้นก็เป็นคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Super Stock แน่นอนใน Super Stock เองก็มี“ดีกรี” ที่ไม่เท่ากัน บางบริษัทอาจจะดีกว่าอีกบริษัทหนึ่ง และที่ชัดเจนก็คือ บริษัทในประเทศไทยนั้นไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้กับ Super Stock ในอเมริกาซึ่งมีศักยภาพคลุมไปทั้งโลก อย่างไรก็ตาม มูลค่าของกิจการหรือ Market Cap. ของบริษัทในอเมริกาก็ใหญ่จนเทียบไม่ได้กับบริษัทไทย ดังนั้น เวลาพูดถึง Super Stock ในตลาดหุ้นไทยเราก็ต้องเข้าใจว่าเป็นบริษัทระดับไหน
Value Investor หลายคนอาจจะไม่สนใจที่จะลงทุนในหุ้น Super Stock แต่การเรียนรู้เรื่องของ “คุณสมบัติ” ของบริษัทนั้นก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยในการที่จะช่วยเป็น “ตัวประกอบ” ในการเลือกหุ้นลงทุน นั่นก็คือ หลังจากพบหุ้นที่ “ราคาถูก” เข้าเกณฑ์ที่จะซื้อแล้ว ก็ควรดูถึงคุณสมบัติว่าบริษัทน่าจะอยู่ในระดับไหน ถ้าทำได้แบบนี้ ราคาก็จะไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะซื้อ สิ่งที่ถูกต้องมากกว่าอาจจะเป็นว่า ไม่ได้ซื้อหุ้นที่ราคาถูกที่สุด แต่เป็นราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณสมบัติของบริษัท.."
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 2
คราวนี้ คำถามมี อยู่ว่า..
ok ละเราได้ วิทยาทาน จากท่าน อจ. ว่า
Superstock นะ เป็น อย่างนี้
และ จะต้อง มี วงจร รุ่งโรจน์ อย่างนี้
และในที่นี้ หลายท่าน ก็มัก บอกว่า อย่า ลอก การบ้าน กัน
ให้ ไปหา ปลากิน กัน เอง บ้าง
ซึ่ง ถ้าเราไป ลอก การบ้าน เขา...
เช่น (โปรดใช้วิจารณญาน..)
สมมติ เลย วันนี้ ไป ซื้อ CPALL ที่ 28.50 บาท
PE ณ 06/07/2553 23.62 เท่า
P/BV ที่ 6.33 เท่า
โดยเราไม่มีความรู้เลยว่า วงจรแห่งความรุ่งโรจน์ มันใกล้ จะ จบหรือยัง
จริงอยู่ เขา ยัง ขยายสาขา อาจจะ จาก
เนื่องจากการขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้นจาก 4,912 สาขาในไตรมาส 1/52 เป็น 5,409 สาขา ในไตรมาส 1/53 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1
แต่วันหนึ่ง มันก็ต้อง เ็ต็ม ซึ่งเราก็ไม่รู่ ว่า มันจะเต็ม ที่6000 หรือ 26000.
เพราะเราไม่มีความรู้ ลอกเขามาอย่างเดียว
ขอเปรียบอุปมาอุปมัยว่า
เหมือน เจอนางงามระดับโลก Superstock ก็ต้อง ระดับ Superstar
เจอตอน นางงามนั้น อายุ55 แถมมีสามี มาแล้ว 3 คน
คิดจะแต่งด้วย ค่าสินสอด ก็ ระดับSuperStar คือ แพงโข อยู่
....
เท่ากับว่า เราต้องไปหานางงามเอง ที่มีโอกาสเป็น Superstar ในอนาคต
และยังสาวๆอยู่ยังโสดอยู่ โหวเฮ้งเป็น เลิศ เข้า 8 ข้อของท่าน อจ.
และต้องไม่บอกใครด้วย เพราะเดี๋ยวเขาแย่งกันจีบ นางงามก็จะขึ้น ค่าสินสอด
---
ผู้เขียนจึงว่า
ok มันน่าจะมี หลัก อะไร มาก กว่า นี้
เพราะดูเหมือน ยาก แต่ก็ กลับง่าย
ที่ว่า ง่าย เพราะ ท่าน อจ. ก็สอนแล้ว ว่า วิธี ดู ม้าพันธ์เซ็กฮาว นะ มี โหวเฮ้ง 8 ประการ ดังนี้
และม้านี้ ก็อยู่ไม่ไกล ในตลาดหุ้น 400 ตัวนี้ เอง ตัวใดตัวหนึ่ง
----
เพียงแต่ ม้า หรือ นางงาม นี้ เขา ขี้อาย ไม่ยอมเปิด เผยตัวง่าย
แต่กว่า จะรู้กันทั่วว่าเป็น นางงาม Superstar ค่าตัวก็ ยอดดอยแล้ว
--
แต่พอดูเหมือนง่ายก็กลับยาก ตรงที่
โอโฮ้ Durable Competitive Advantage (DCA) นี้ ต้องระดับ MBA พวก E. Porter
ถูกไหม..5Force ถูกไหม..
หรือว่า Virtuous Circle เราก็ต้องรู้ วงจรวัฏจักรธุรกิจ ประเภท ต่างๆ สะดวกซื้อ เมืองนอก มันเป็น เช่นนี้ Homepro เมืองนอกเป็น เช่นนี้
---
นักลงทุนแบบบ้านก็เลยขอ ลอกการบ้านดีกว่า ...ง่ายดี
---
กลับมาที่คำถาม คือ ท่านที่ สิงสถิย์อยู่ที่นี้มานาน (ขอโทษ ขอเปลี่ยน เป็น อาวุโส ดีกว่า เพราะมาอยู่ก่อนนะ)
ย่อมต้อง มี sense ที่ดี แน่ เลยว่า
แบบนี้ นะ
ตัดทิ้งไปก่อน..เลย
ไม่ใช่ Superstock หรอก
เพื่อ ว่า 400 หุ้นมันจะได้ เหลือ น้อยลง
และเราๆท่าน จะได้ไม่่ต้อง คอยแต่ลอกการบ้านเขา..
ok ละเราได้ วิทยาทาน จากท่าน อจ. ว่า
Superstock นะ เป็น อย่างนี้
และ จะต้อง มี วงจร รุ่งโรจน์ อย่างนี้
และในที่นี้ หลายท่าน ก็มัก บอกว่า อย่า ลอก การบ้าน กัน
ให้ ไปหา ปลากิน กัน เอง บ้าง
ซึ่ง ถ้าเราไป ลอก การบ้าน เขา...
เช่น (โปรดใช้วิจารณญาน..)
สมมติ เลย วันนี้ ไป ซื้อ CPALL ที่ 28.50 บาท
PE ณ 06/07/2553 23.62 เท่า
P/BV ที่ 6.33 เท่า
โดยเราไม่มีความรู้เลยว่า วงจรแห่งความรุ่งโรจน์ มันใกล้ จะ จบหรือยัง
จริงอยู่ เขา ยัง ขยายสาขา อาจจะ จาก
เนื่องจากการขยายสาขาร้าน 7-Eleven เพิ่มขึ้นจาก 4,912 สาขาในไตรมาส 1/52 เป็น 5,409 สาขา ในไตรมาส 1/53 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1
แต่วันหนึ่ง มันก็ต้อง เ็ต็ม ซึ่งเราก็ไม่รู่ ว่า มันจะเต็ม ที่6000 หรือ 26000.
เพราะเราไม่มีความรู้ ลอกเขามาอย่างเดียว
ขอเปรียบอุปมาอุปมัยว่า
เหมือน เจอนางงามระดับโลก Superstock ก็ต้อง ระดับ Superstar
เจอตอน นางงามนั้น อายุ55 แถมมีสามี มาแล้ว 3 คน
คิดจะแต่งด้วย ค่าสินสอด ก็ ระดับSuperStar คือ แพงโข อยู่
....
เท่ากับว่า เราต้องไปหานางงามเอง ที่มีโอกาสเป็น Superstar ในอนาคต
และยังสาวๆอยู่ยังโสดอยู่ โหวเฮ้งเป็น เลิศ เข้า 8 ข้อของท่าน อจ.
และต้องไม่บอกใครด้วย เพราะเดี๋ยวเขาแย่งกันจีบ นางงามก็จะขึ้น ค่าสินสอด
---
ผู้เขียนจึงว่า
ok มันน่าจะมี หลัก อะไร มาก กว่า นี้
เพราะดูเหมือน ยาก แต่ก็ กลับง่าย
ที่ว่า ง่าย เพราะ ท่าน อจ. ก็สอนแล้ว ว่า วิธี ดู ม้าพันธ์เซ็กฮาว นะ มี โหวเฮ้ง 8 ประการ ดังนี้
และม้านี้ ก็อยู่ไม่ไกล ในตลาดหุ้น 400 ตัวนี้ เอง ตัวใดตัวหนึ่ง
----
เพียงแต่ ม้า หรือ นางงาม นี้ เขา ขี้อาย ไม่ยอมเปิด เผยตัวง่าย
แต่กว่า จะรู้กันทั่วว่าเป็น นางงาม Superstar ค่าตัวก็ ยอดดอยแล้ว
--
แต่พอดูเหมือนง่ายก็กลับยาก ตรงที่
โอโฮ้ Durable Competitive Advantage (DCA) นี้ ต้องระดับ MBA พวก E. Porter
ถูกไหม..5Force ถูกไหม..
หรือว่า Virtuous Circle เราก็ต้องรู้ วงจรวัฏจักรธุรกิจ ประเภท ต่างๆ สะดวกซื้อ เมืองนอก มันเป็น เช่นนี้ Homepro เมืองนอกเป็น เช่นนี้
---
นักลงทุนแบบบ้านก็เลยขอ ลอกการบ้านดีกว่า ...ง่ายดี
---
กลับมาที่คำถาม คือ ท่านที่ สิงสถิย์อยู่ที่นี้มานาน (ขอโทษ ขอเปลี่ยน เป็น อาวุโส ดีกว่า เพราะมาอยู่ก่อนนะ)
ย่อมต้อง มี sense ที่ดี แน่ เลยว่า
แบบนี้ นะ
ตัดทิ้งไปก่อน..เลย
ไม่ใช่ Superstock หรอก
เพื่อ ว่า 400 หุ้นมันจะได้ เหลือ น้อยลง
และเราๆท่าน จะได้ไม่่ต้อง คอยแต่ลอกการบ้านเขา..
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 3
ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก นั่นคือ
ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก
งั้นผมขอเริ่ม
ข้อแรกเลย
เช่น
ถ้าตลาดใหญ่มาก
แสดง ว่า
ตัดหุ้น
ที่ยอดขายต่ำกว่า ..สมมติ 10000ล้านไปได้เลย
อย่างนี้ พอได้ไหม
หรือถ้ายอดขาย
หายากเปลี่ยนเป็น กำไร ซัก 1000ล้าน
ถ้า P/E 10เท่า
Market Cap ก็ประมาณ 10000ล้าน แบบนี้ พอได้ไหม
ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก
งั้นผมขอเริ่ม
ข้อแรกเลย
เช่น
ถ้าตลาดใหญ่มาก
แสดง ว่า
ตัดหุ้น
ที่ยอดขายต่ำกว่า ..สมมติ 10000ล้านไปได้เลย
อย่างนี้ พอได้ไหม
หรือถ้ายอดขาย
หายากเปลี่ยนเป็น กำไร ซัก 1000ล้าน
ถ้า P/E 10เท่า
Market Cap ก็ประมาณ 10000ล้าน แบบนี้ พอได้ไหม
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 4
ที่มา
http://www.thaivi.com/.bk/article/value ... stock.html
อันนี้ version เก่า
แต่คุณค่า คงเดิม
โลกในมุมมองของ Value Investor
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นซึ่งทำให้นักลงทุนกลุ่มใหญ่ซึ่งเน้นการซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรนอนไม่ใคร่หลับและกระวนกระวายใจนั้น Value Investor บางคนที่ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ในราคาหุ้นที่เหมาะสม และถือหุ้นลงทุนระยะยาวกลับรู้สึกเฉย ๆ เพราะเขาเชื่อว่าพอร์ตของหุ้นที่ดี มีจำนวนหุ้นที่มากพอ และกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมนั้น ในระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเสมอ โดยที่เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเฝ้าดูและคอยซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นทุกวัน
เราลองมา “คิดย้อนหลัง” โดยสมมุติว่าเราเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนคือเมื่อสิ้นปี 2536 ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังบูมเต็มที่ ดัชนีตลาดหุ้นเท่ากับประมาณ 1683 จุด ในวันนั้นเราตัดสินใจที่จะลงทุนระยะยาวโดยการซื้อหุ้นที่ “ดีเยี่ยม” เรียกว่าเป็น “Super Stock” โดยไม่สนใจในเรื่องของราคา และตั้งใจว่าจะถือเก็บไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาหุ้นและดัชนีตลาด
หุ้น Super Stock ที่ถูกคัดเลือกในวันนั้นคือหุ้นของบริษัทที่คุณตั้งเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่ด้านการตลาดที่จะต้องเป็นบริษัทที่มีอำนาจทางการตลาดสูง คือเป็นผู้กำหนดราคาขายสินค้าได้พอสมควร มีอำนาจผูกขาดในระดับหนึ่ง เป็นผู้นำในด้านของยี่ห้อที่แข็งแกร่ง หรือเป็นผู้นำในด้านของเทคโนโลยี่ที่น่าเกรงขาม และเป็นผู้นำในด้านของยอดขายในอุตสาหกรรม
ทางด้านการเงินนั้น Super Stock จะต้องเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งมีกำไรสม่ำเสมอในระดับที่สูงและมีการจ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนาน ส่วนในด้านของการบริหารก็มีผู้บริหารที่มีความสามารถ มีความน่าเชื่อถือและมีบรรษัทภิบาลที่ดี
ในด้านของภาวะอุตสาหกรรมนั้น หุ้นที่จะเป็น Super Stock จะต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังตกต่ำ แต่ก็ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตตามวัฏจักร หรือยอดขายเพิ่มขึ้นจากภาวะผิดปกติชั่วคราว
จากเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านั้น คุณเลือกถือหุ้น “Super Stock” ถึง 12 ตัวใน 12 อุตสาหกรรมซึ่งผมถือโอกาสคัดเลือกให้โดยดูจากหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น Super Stock เนื่องจากราคาหุ้นที่สูงลิ่วเมื่อเทียบกับราคาพาร์ในวันนี้
หุ้น 12 ตัวที่มีราคาสูงลิ่วกว่าหุ้นอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมของตนและมีคุณสมบัติหลาย ๆ ประการที่จะเป็น Super Stock ประกอบด้วยหุ้นแบงค์กรุงเทพ (BBL) หุ้นกรุงเทพประกันภัย (BKI) หุ้นไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) หุ้นไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หุ้นเสริมสุข (SSC) หุ้นไทยวาโก้ (WACOAL) หุ้นแลนด์แอนด์เฮาส์ (LH) หุ้นปตท.สผ.(PTTEP) หุ้นแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (ADVANC) หุ้นมูราโมโต้อีเล็คตรอน (METCO) และหุ้นโรงแรมโอเรียลเต็ล (OHTL)
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2536 หุ้น BBL มีราคา 218 บาท แต่ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 คือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ BBL ลดลงเหลือเพียง 95 บาทหรือยังขาดทุนถึง 56% เช่นเดียวกับหุ้นของ BKI ที่ยังขาดทุน 33% และหุ้น LH ที่ยังขาดทุนถึง 67%
แต่หุ้นที่เหลืออีก 9 ตัวนั้นกลับมีกำไรทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาจาก 1683 จุดเหลือเพียง 716 จุด หรือลดลงถึง 57% โดยหุ้น WACOAL ทำกำไร 250% หุ้น SSC กำไร 17% TPC กำไร 217% STANLY กำไร 235% SCC 161% PTTEP กำไร 425% ADVANC กำไร 128% METCO กำไร 222% และหุ้น OHTL กำไร 70% โดยเฉลี่ยแล้วพอร์ตหุ้น Super Stock 12 ตัวทำกำไร 121% ในเวลาประมาณ 10 ปี หรือเฉลี่ยแบบทบต้นประมาณปีละ 8.25% เมื่อรวมปันผลก็จะได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 10% ในขณะที่ดัชนีตลาดลดลงเฉลี่ยปีละ 8% หรือถ้ารวมปันผลก็จะลดลงประมาณ 6% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
แต่ถ้ามองในระยะสั้น การถือหุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นดีแค่ไหนก็มีโอกาสที่จะเกิดการขาดทุนได้ เช่นถ้าดูผลการลงทุนจากสิ้นปี 2536 ไปจนถึงวันที่มีการประกาศลดค่าเงินบาทในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ก็พบว่าพอร์ตของ Super Stock ขาดทุนไป 14% หลังจากถือมาประมาณ 3 ปีครึ่ง หรือราคาหุ้นลดลงประมาณ 4.22% ต่อปี แต่นี่ก็เป็นการลดลงที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการลดลงของดัชนีตลาดที่ตกลงมาเหลือเพียง 527 จุด หรือขาดทุนไป 69% คิดเป็นการขาดทุนเฉลี่ยถึงปีละ 28.4%
มองอีกจุดหนึ่ง ถ้าคุณโชคดีเริ่มเข้าตลาดหุ้นหลังจากเกิดวิกฤตในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 แล้วถือหุ้น Super Stock 12 ตัว มาจนถึงวันนี้ พอร์ตของคุณจะเติบโตขึ้นถึง 304% ในเวลาประมาณ 6 ปี 8 เดือน หรือเฉลี่ยปีละ 23.3% โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยในขณะที่ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นเพียง 36% จาก 527 จุด เป็น 716 จุด หรือให้ผลตอบแทนเพียงประมาณปีละ 4.7%
ข้อสรุปก็คือ การถือพอร์ตของหุ้น “Super Stock” ในระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดีแม้ว่าคุณจะเข้าตลาดหุ้นในช่วงที่ราคาหุ้นสูงลิ่ว ในระยะสั้นหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงและคุณอาจจะ “ขาดทุน” แต่การลดลงของพอร์ตก็จะไม่มากจนทำให้คุณกลัวจนนอนไม่หลับ ในอีกด้านหนึ่งถ้าคุณเข้าตลาดถูกจังหวะหรือเข้าในช่วงที่ดัชนีมีราคาต่ำ การถือหุ้น Super Stock ก็ทำกำไรให้ได้อย่างงดงาม โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไร
ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวไหนเป็น “Super Stock” เพราะ Super Stock ที่เกิดจากการ “มองย้อนหลัง” นั้น ไม่ได้แปลว่าหุ้นตัวนั้นจะยังเป็น Super Stock ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าที่จริงมีหุ้นหลายตัวที่เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดยังไม่ถึง 10 ปีที่อาจจะเข้าข่ายเป็น Super Stock เช่นเดียวกับหุ้นที่จดทะเบียนมานาน แต่เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานจนทำให้เป็น Super Stock ได้
หน้าที่สำคัญของ Value Investor ก็คือ ค้นหาหุ้นที่จะเป็น Super Stock ให้พบ เมื่อพบแล้วก็ซื้อหุ้นไว้ให้มากและถือหุ้นเหล่านั้นไว้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาหุ้นที่เกิดขึ้น ภายใน 5 ถึง 10 ปีก็จะพบว่าพอร์ตของคุณเป็น “ขุมทอง” ที่มีค่ามหาศาล
http://www.thaivi.com/.bk/article/value ... stock.html
อันนี้ version เก่า
แต่คุณค่า คงเดิม
โลกในมุมมองของ Value Investor
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นซึ่งทำให้นักลงทุนกลุ่มใหญ่ซึ่งเน้นการซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรนอนไม่ใคร่หลับและกระวนกระวายใจนั้น Value Investor บางคนที่ลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ในราคาหุ้นที่เหมาะสม และถือหุ้นลงทุนระยะยาวกลับรู้สึกเฉย ๆ เพราะเขาเชื่อว่าพอร์ตของหุ้นที่ดี มีจำนวนหุ้นที่มากพอ และกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมนั้น ในระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเสมอ โดยที่เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเฝ้าดูและคอยซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นทุกวัน
เราลองมา “คิดย้อนหลัง” โดยสมมุติว่าเราเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อประมาณ 10 ปีก่อนคือเมื่อสิ้นปี 2536 ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังบูมเต็มที่ ดัชนีตลาดหุ้นเท่ากับประมาณ 1683 จุด ในวันนั้นเราตัดสินใจที่จะลงทุนระยะยาวโดยการซื้อหุ้นที่ “ดีเยี่ยม” เรียกว่าเป็น “Super Stock” โดยไม่สนใจในเรื่องของราคา และตั้งใจว่าจะถือเก็บไว้โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาหุ้นและดัชนีตลาด
หุ้น Super Stock ที่ถูกคัดเลือกในวันนั้นคือหุ้นของบริษัทที่คุณตั้งเงื่อนไขไว้ค่อนข้างเข้มงวด เริ่มตั้งแต่ด้านการตลาดที่จะต้องเป็นบริษัทที่มีอำนาจทางการตลาดสูง คือเป็นผู้กำหนดราคาขายสินค้าได้พอสมควร มีอำนาจผูกขาดในระดับหนึ่ง เป็นผู้นำในด้านของยี่ห้อที่แข็งแกร่ง หรือเป็นผู้นำในด้านของเทคโนโลยี่ที่น่าเกรงขาม และเป็นผู้นำในด้านของยอดขายในอุตสาหกรรม
ทางด้านการเงินนั้น Super Stock จะต้องเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งมีกำไรสม่ำเสมอในระดับที่สูงและมีการจ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนาน ส่วนในด้านของการบริหารก็มีผู้บริหารที่มีความสามารถ มีความน่าเชื่อถือและมีบรรษัทภิบาลที่ดี
ในด้านของภาวะอุตสาหกรรมนั้น หุ้นที่จะเป็น Super Stock จะต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังตกต่ำ แต่ก็ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตตามวัฏจักร หรือยอดขายเพิ่มขึ้นจากภาวะผิดปกติชั่วคราว
จากเงื่อนไขต่าง ๆ เหล่านั้น คุณเลือกถือหุ้น “Super Stock” ถึง 12 ตัวใน 12 อุตสาหกรรมซึ่งผมถือโอกาสคัดเลือกให้โดยดูจากหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น Super Stock เนื่องจากราคาหุ้นที่สูงลิ่วเมื่อเทียบกับราคาพาร์ในวันนี้
หุ้น 12 ตัวที่มีราคาสูงลิ่วกว่าหุ้นอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมของตนและมีคุณสมบัติหลาย ๆ ประการที่จะเป็น Super Stock ประกอบด้วยหุ้นแบงค์กรุงเทพ (BBL) หุ้นกรุงเทพประกันภัย (BKI) หุ้นไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (TPC) หุ้นไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หุ้นเสริมสุข (SSC) หุ้นไทยวาโก้ (WACOAL) หุ้นแลนด์แอนด์เฮาส์ (LH) หุ้นปตท.สผ.(PTTEP) หุ้นแอดวานซ์อินโฟร์เซอร์วิส (ADVANC) หุ้นมูราโมโต้อีเล็คตรอน (METCO) และหุ้นโรงแรมโอเรียลเต็ล (OHTL)
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2536 หุ้น BBL มีราคา 218 บาท แต่ ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 คือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ BBL ลดลงเหลือเพียง 95 บาทหรือยังขาดทุนถึง 56% เช่นเดียวกับหุ้นของ BKI ที่ยังขาดทุน 33% และหุ้น LH ที่ยังขาดทุนถึง 67%
แต่หุ้นที่เหลืออีก 9 ตัวนั้นกลับมีกำไรทั้ง ๆ ที่ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาจาก 1683 จุดเหลือเพียง 716 จุด หรือลดลงถึง 57% โดยหุ้น WACOAL ทำกำไร 250% หุ้น SSC กำไร 17% TPC กำไร 217% STANLY กำไร 235% SCC 161% PTTEP กำไร 425% ADVANC กำไร 128% METCO กำไร 222% และหุ้น OHTL กำไร 70% โดยเฉลี่ยแล้วพอร์ตหุ้น Super Stock 12 ตัวทำกำไร 121% ในเวลาประมาณ 10 ปี หรือเฉลี่ยแบบทบต้นประมาณปีละ 8.25% เมื่อรวมปันผลก็จะได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 10% ในขณะที่ดัชนีตลาดลดลงเฉลี่ยปีละ 8% หรือถ้ารวมปันผลก็จะลดลงประมาณ 6% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
แต่ถ้ามองในระยะสั้น การถือหุ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้นดีแค่ไหนก็มีโอกาสที่จะเกิดการขาดทุนได้ เช่นถ้าดูผลการลงทุนจากสิ้นปี 2536 ไปจนถึงวันที่มีการประกาศลดค่าเงินบาทในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ก็พบว่าพอร์ตของ Super Stock ขาดทุนไป 14% หลังจากถือมาประมาณ 3 ปีครึ่ง หรือราคาหุ้นลดลงประมาณ 4.22% ต่อปี แต่นี่ก็เป็นการลดลงที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการลดลงของดัชนีตลาดที่ตกลงมาเหลือเพียง 527 จุด หรือขาดทุนไป 69% คิดเป็นการขาดทุนเฉลี่ยถึงปีละ 28.4%
มองอีกจุดหนึ่ง ถ้าคุณโชคดีเริ่มเข้าตลาดหุ้นหลังจากเกิดวิกฤตในวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 แล้วถือหุ้น Super Stock 12 ตัว มาจนถึงวันนี้ พอร์ตของคุณจะเติบโตขึ้นถึง 304% ในเวลาประมาณ 6 ปี 8 เดือน หรือเฉลี่ยปีละ 23.3% โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยในขณะที่ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นเพียง 36% จาก 527 จุด เป็น 716 จุด หรือให้ผลตอบแทนเพียงประมาณปีละ 4.7%
ข้อสรุปก็คือ การถือพอร์ตของหุ้น “Super Stock” ในระยะยาวแล้วให้ผลตอบแทนที่ดีแม้ว่าคุณจะเข้าตลาดหุ้นในช่วงที่ราคาหุ้นสูงลิ่ว ในระยะสั้นหุ้นมีโอกาสปรับตัวลงและคุณอาจจะ “ขาดทุน” แต่การลดลงของพอร์ตก็จะไม่มากจนทำให้คุณกลัวจนนอนไม่หลับ ในอีกด้านหนึ่งถ้าคุณเข้าตลาดถูกจังหวะหรือเข้าในช่วงที่ดัชนีมีราคาต่ำ การถือหุ้น Super Stock ก็ทำกำไรให้ได้อย่างงดงาม โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไร
ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวไหนเป็น “Super Stock” เพราะ Super Stock ที่เกิดจากการ “มองย้อนหลัง” นั้น ไม่ได้แปลว่าหุ้นตัวนั้นจะยังเป็น Super Stock ต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ว่าที่จริงมีหุ้นหลายตัวที่เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดยังไม่ถึง 10 ปีที่อาจจะเข้าข่ายเป็น Super Stock เช่นเดียวกับหุ้นที่จดทะเบียนมานาน แต่เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานจนทำให้เป็น Super Stock ได้
หน้าที่สำคัญของ Value Investor ก็คือ ค้นหาหุ้นที่จะเป็น Super Stock ให้พบ เมื่อพบแล้วก็ซื้อหุ้นไว้ให้มากและถือหุ้นเหล่านั้นไว้ยาวนานโดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาหุ้นที่เกิดขึ้น ภายใน 5 ถึง 10 ปีก็จะพบว่าพอร์ตของคุณเป็น “ขุมทอง” ที่มีค่ามหาศาล
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 5
ของเก่ามาอีก
waiting for perfect pitch..
ที่มา
http://obiwaninvestmentidea.blogspot.co ... st_06.html
waiting for perfect pitch..
ที่มา
http://obiwaninvestmentidea.blogspot.co ... st_06.html
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552
จังหวะในการลงทุน
วันนี้พยายามมานั่งนึกถึงการลงทุนในอดีต นับเฉพาะครั้งที่ได้โฮมรัน ก็นึกถึง it, scnyl, pdi, pb, hmpro, cpf แล้วนึกว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ได้โฮมรัน สำหรับ it, pb, hmpro ก็จำได้ว่า ตอนที่ลงทุนนั้น มันดีอยู่แล้ว คือกำไรมันโตพรวดพราดอยู่แล้ว แต่ราคามันยังต่ำ ไม่ว่าจะดูจากพีอี หรือ ปันผล หรือ จะทำ dcf มันชัดเจนว่ากำไรโต ราคายังไม่ไปไหน ส่วน pdi นั้นเป็นการเก็งว่าราคาสังกะสีจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ cpf ก็เข้าไปซื้อตอนมันตกต่ำ เพราะเก็งว่ามันเป็นวัฏจักร เดี๋ยวมันก็กลับมา ส่วน scnyl นั้นตอนซื้อครั้งแรกนั้น ธุรกิจเค้ามีการเปลี่ยนแปลง จากขายประกันกิ๊กก็อก เป็นขายในแบงค์ไทยพาณิชย์ เราก็คาดว่ามันต้องกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ถือมาเรื่อย จนมันกำไรโตให้เห็น แล้วราคาหุ้นก็ขึ้นมาตามปัจจัยต่างๆ
แล้วพอมานั่งคิดทบทวนว่าการลงทุนในหุ้นชั้นดี ที่กำไรโตให้เห็นแล้ว แต่ราคายังถูกอยู่นั้น ให้ผลตอบแทนที่ดี ในเวลาไม่นาน แล้วก็ไม่เหนื่อยด้วย ไม่ต้องเก็งโน่น นี่ นั่น แค่ซื้อ แล้วถือไปเรื่อยๆ เมื่อมานับๆดู การลงทุนที่ดี โอกาสที่ดีจริงๆแบบนี้ ในรอบห้าปีมีถึง ห้าครั้ง ที่เราสามารถเข้าใจได้ สามารถลงทุนได้ แต่เราก็เก็บเกี่ยวได้ไม่หมด เช่น it ตอนนั้นมีน้อยไป hmpro ไม่กล้าซื้อเพิ่ม scnyl ก็เสียดายที่ขายไปตอน 70-80 แต่ก็ยังดีที่ได้ถือ pb ในจำนวนค่อนข้างมาก เลยได้ผลตอบแทนที่ดี โอกาสอื่นๆนั้น มาพร้อมกับราคาที่สูงแล้ว แม้มันจะสูงขึ้นอีกมาก เราก็ไม่กล้าแล้ว นี่คงเป็นสิ่งที่วอร์เรนเรียกว่า waiting for the perfect pitch
โอกาสงามๆนี้มีถึงห้าครั้ง ที่เราเข้าใจได้ แต่มาในแค่สองช่วงเวลา คือ ปี47 กับปี51 ต้องรอกันถึงสี่ปีทีเดียว แต่ถ้าเราทำการบ้านดีๆ คิดว่าน่าจะมีโอกาสมากกว่านี้ แต่แค่เราตีเฉพาะลูกที่อยู่ในโซนตีลูก สองครั้งนี้ก็ได้ผลตอบแทนเกินห้าเท่าตัวแล้ว ต่อไปนี้ก็จะเน้นอยู่แค่ในหุ้นที่เราเข้าใจได้ และลงทุนในเวลาที่สมบูรณ์แบบ
มีหลายครั้งมากที่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่ราคาพุ่งไปก่อนแล้ว เพราะเรามีนักลงทุนที่เก่งกาจ ผู้มองอนาคตได้แม่นยำ ทำให้โอกาสในการลงทุนของเราน้อยลงไป แต่การพยายามเข้าไปแข่งกับคนเหล่านี้ก็เหมือนการไปแข่งบาสกับโคบี้ ไบรอัน เราคงได้รับแต่ความพ่ายแพ้กลับมา แต่หวังว่า ในอีกห้าปีข้างหน้า จะมีวันที่ตลาดขาดประสิทธิภาพอีกสักปีละครั้งก็พอครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 6
แล้วก็ได้ข้อ 2 แล้ว
คือ นอกจาก market cap มากกว่า 10000ล้านแล้ว
ROE ต้องสูงอย่างต่อเนื่อง และเกิน 15%
ดูquoute ของดีเก่า
ที่มา
http://obiwaninvestmentidea.blogspot.co ... -post.html
คือ นอกจาก market cap มากกว่า 10000ล้านแล้ว
ROE ต้องสูงอย่างต่อเนื่อง และเกิน 15%
ดูquoute ของดีเก่า
ที่มา
http://obiwaninvestmentidea.blogspot.co ... -post.html
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552
การลงทุนแบบถือตลอดชีวิต
เนื่องจากเราได้อ่านบทความของบัฟเฟตมาเยอะมาก ก็ได้รับฟังแนวความคิดเรื่องการลงทุนระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาก็ค่อนข้างยาวอยู่แล้วคือ สามถึงห้าปี แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ฟังคลิปที่วอร์เรนสอนเด็กmba เลยกลับมาคิดถึงเรื่องการลงทุนแบบที่นานกว่าเดิมอีก อันที่จริงเดิมทีตั้งใจจะถือหุ้นตัวนึงคือ scnyl ไปตลอด เพราะตอนนั้นเคยคำนวณว่ามันจะมีมูลค่า 250-500 ภายในสิปปี และมีราคาเพียง 18 บาทเท่านั้น ต่อมาหุ้นก็ขึ้นไปถึง 80 บาท แล้วตลาดก็มีนโยบายให้บริษัทที่ขาดสภาพคล่องในการเทรดต้องออกจากตลาดไป ทำให้ราคาหุ้นค่อยๆลงมาถึง 70 ด้วยความที่ขาดประสบการณ์ เลยทยอยขายไปเกือบหมดที่ 70 กว่าบาท ปัจจุบัน ราคาหุ้นอยู่แถวๆ 280 บาท
เมื่อได้มาฟังคลิปของปู่บัฟ ซึ่งพูดถึงบริษัทในญี่ปุ่นว่าไม่น่าลงทุนเพราะ roe ต่ำมาก แค่ 6-7% ทั้งๆที่ดอกเบี้ยแค่ 1% ก็ยังไม่น่าลงทุน เพราะหลังจากผ่านไปนานๆ 10-20 ปี บริษัทก็น่าจะยังคงเตาะแตะ ไม่ไปไหน
ต่างกับบริษัทที่ roe สูงๆ ซึ่งยังสามารถขยายงานได้ต่อเนื่อง เมื่อผ่านไปนานๆ จะสามารถเติบโตได้อีกหลายเท่าตัว โดยแทบไม่ต้องการเงินทุนเพิ่มเลย ซึ่งนี่จะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับกิจการโดยแท้จริง
ส่วนการซื้อหุ้นที่ roe ต่ำๆ แม้ว่ามันจะถูกในวันนี้ แต่ถ้าเราถือไปนานมากก็ไม่ได้อะไรมากมาย เมื่อเราซื้อมันมาแล้ว จะต้องมองหาวิธีที่จะขายมันออกไปเร็วๆ ในราคาที่ได้กำไร เพราะระยะเวลายิ่งนาน ผลตอบแทนต่อปีก็ยิ่งน้อย มันเหมือนการเดินไปบนถนน แล้วเห็นก้นบุหรี่ตกอยู่ เราหยิบขึ้นมาสูบฟรีได้สักครั้งนึง แล้วโยนทิ้งไป มันก็พอคุ้ม เพราะมันฟรี
แต่ถ้าเราอยากจะลงทุนในสิ่งที่มีคุณค่าและคุณค่าของมันเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็ต้องมุ่งเน้นในธุรกิจที่มี roe สูงๆ ต่อเนื่องยาวนาน มีการเติบโตของส่วนของผู้ถือหุ้น และ กำไรสุทธิอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อคิดได้ดังนี้ จึงรีบทำรายชื่อหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ขึ้นมาชุดหนึ่ง ซื่งมีเพียง 20กว่าบริษัทเท่านั้นที่จะติดตามศึกษา
มันทุ่นเวลามากทีเดียว ต่อไปนี้การลงทุนของเราก็จะวนเวียนอยู่ในหุ้นกลุ่มนี้ ซึ่งถ้าเราลงทุนผิดเวลา ก็ไม่ต้องกังวล เพราะอีกสิบปีข้างหน้า มันก็จะเติบโตขึ้นไปอีก เมื่อเอามาประกอบกับการดูผลประกอบการรายไตรมาสแล้ว เราเชื่อว่าการลงทุนในห้าสิบปีข้างหน้าจะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ ไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปีแน่นอน
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 7
มาอีกข้อแล้ว
นี้มาเองเลย...เดี๋ยวลืม
ข้อสาม
ต้องไม่ใช่หุ้นวัฎจักร Cyclical stock แนนอน
cyclical stock
Definition
The stock of a company which is sensitive to business cycles and whose performance is strongly tied to the overall economy. Cyclical companies tend to make products or provide services that are in lower demand during downturns in the economy and higher demand during upswings. Examples include the automobile, steel, and housing industries. The stock price of a cyclical company will often rise just before an economic upturn begins, and fall just before a downturn begins. Investors in cyclical stocks try to make the largest gains by buying the stock at the bottom of a business cycle, just before a turnaround begins. opposite of defensive stock.
หมดยุคหุ้นวัฏจักร โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
http://www.thaivi.com/.bk/article/value ... /150-.html
การลงทุนในหุ้นวัฎจักร นั่นคือหุ้นของกิจการที่มีผลการดำเนินงานที่ขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละหลายปีนั้นเป็นศิลปะที่ผมคิดว่าต้องอาศัยความสามารถและพลังของจิตใจแบบ สุดยอด คนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะประสบความสำเร็จสุดยอด ตรงกันข้าม คนที่ล้มเหลวก็จะเสียหายหนักไม่แพ้กัน ผมคิดว่าคนที่สำเร็จน่าจะต้องเป็นคนที่รู้จักธุรกิจเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับ การที่ต้องรู้จักเรื่องพฤติกรรมของหุ้นในกลุ่มนี้ ส่วนคนที่ล้มเหลวก็น่าจะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยหรือรู้ไม่ครบทั้งเรื่องของ กิจการและพฤติกรรมของหุ้น
งั้นก็อะไรบ้าง
(โปรดใช้วิจารณญาณ..)
ปิโต.. (เลย ยังติดยอดดอยอยู่ตั้ง 2 ปี เพิ่งปล่อยเท่าทุนไปได้
โรงกลั่น..--ติดยอดดอยอยู่ตั้ง 2 ปี แถมขาดทุนด้วย และยังติดอยู่
เหมืองแร่..โชดดีที่ไม่ชอบ
(ทำไม 5 ก่อน เราไม่มา ฟัง ดร.?)
เหล็ก
เอ้..ทำไมฝรั่งเขาบอกว่า ...ยานยนต์..คงแบบ GM ในอเมริกาปีสองปีนี้ ที่ลงเป็น สตางค์ แล้ว ออกไปอยู่ penny stock..ถูกผิดเช็คเองนะจ๊ะ
อสังหา..HOusing ด้วยแนะ
โอ้โห ข้อนี้ เล่นเอาเกือบหมดตลาด
แล้ว
ยางพารา ละ..
เดินเรือละ
ท่องเที่ยวละ
อ้าวคงไม่เหลืออะไรเลย
มิน่า
มีคนถาม
http://obiwaninvestmentidea.blogspot.co ... /4610.html
จากนั้นเป้นช่วงออกอากาศนะครับ สรุปได้ดังนี้ครับ
ถาม อาจารมองตัวไหนเป้นซุปเปอร์คอมปานี
ดร.ตอบ ก็พวก CPALL BEC CPF CPN HMPRO บำรุงราษอีกตัว
อื่มไม่ วัฏจักร จริงด้วย
เท่ากับว่า
เหลือ
ปัจจัย 4
พาณิชย์
อาหาร
สื่อ
ให้เช่า-ห้าง
รพ.
เอ๊
แล้ว
มือถือละ...ปัจจัย 5 แล้ว นะ
ประมาณนี้..
อ้อ ยังมี ธนาคาร ประกัน วัสดุก่อสร้าง?
แล้ว ทางด่วนละ..ประเภทไหน เดี๋ยวนี้ เดือนนึง ส่งลูกไปกลับ
วันละ ไป 40-40 เช้า 40-40 เย็น ก็ 160แล้ว เดือนก็ 3200 ไม่รวมวันหยุด
ไฟฟ้าละ พวกไหน ประปา..แต่พวกนี้ รายได้มันไม่โต มีแต่ ทรงๆ
นี้มาเองเลย...เดี๋ยวลืม
ข้อสาม
ต้องไม่ใช่หุ้นวัฎจักร Cyclical stock แนนอน
cyclical stock
Definition
The stock of a company which is sensitive to business cycles and whose performance is strongly tied to the overall economy. Cyclical companies tend to make products or provide services that are in lower demand during downturns in the economy and higher demand during upswings. Examples include the automobile, steel, and housing industries. The stock price of a cyclical company will often rise just before an economic upturn begins, and fall just before a downturn begins. Investors in cyclical stocks try to make the largest gains by buying the stock at the bottom of a business cycle, just before a turnaround begins. opposite of defensive stock.
หมดยุคหุ้นวัฏจักร โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
http://www.thaivi.com/.bk/article/value ... /150-.html
การลงทุนในหุ้นวัฎจักร นั่นคือหุ้นของกิจการที่มีผลการดำเนินงานที่ขึ้นลงเป็นรอบ ๆ รอบละหลายปีนั้นเป็นศิลปะที่ผมคิดว่าต้องอาศัยความสามารถและพลังของจิตใจแบบ สุดยอด คนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะประสบความสำเร็จสุดยอด ตรงกันข้าม คนที่ล้มเหลวก็จะเสียหายหนักไม่แพ้กัน ผมคิดว่าคนที่สำเร็จน่าจะต้องเป็นคนที่รู้จักธุรกิจเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับ การที่ต้องรู้จักเรื่องพฤติกรรมของหุ้นในกลุ่มนี้ ส่วนคนที่ล้มเหลวก็น่าจะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยหรือรู้ไม่ครบทั้งเรื่องของ กิจการและพฤติกรรมของหุ้น
งั้นก็อะไรบ้าง
(โปรดใช้วิจารณญาณ..)
ปิโต.. (เลย ยังติดยอดดอยอยู่ตั้ง 2 ปี เพิ่งปล่อยเท่าทุนไปได้
โรงกลั่น..--ติดยอดดอยอยู่ตั้ง 2 ปี แถมขาดทุนด้วย และยังติดอยู่
เหมืองแร่..โชดดีที่ไม่ชอบ
(ทำไม 5 ก่อน เราไม่มา ฟัง ดร.?)
เหล็ก
เอ้..ทำไมฝรั่งเขาบอกว่า ...ยานยนต์..คงแบบ GM ในอเมริกาปีสองปีนี้ ที่ลงเป็น สตางค์ แล้ว ออกไปอยู่ penny stock..ถูกผิดเช็คเองนะจ๊ะ
อสังหา..HOusing ด้วยแนะ
โอ้โห ข้อนี้ เล่นเอาเกือบหมดตลาด
แล้ว
ยางพารา ละ..
เดินเรือละ
ท่องเที่ยวละ
อ้าวคงไม่เหลืออะไรเลย
มิน่า
มีคนถาม
http://obiwaninvestmentidea.blogspot.co ... /4610.html
จากนั้นเป้นช่วงออกอากาศนะครับ สรุปได้ดังนี้ครับ
ถาม อาจารมองตัวไหนเป้นซุปเปอร์คอมปานี
ดร.ตอบ ก็พวก CPALL BEC CPF CPN HMPRO บำรุงราษอีกตัว
อื่มไม่ วัฏจักร จริงด้วย
เท่ากับว่า
เหลือ
ปัจจัย 4
พาณิชย์
อาหาร
สื่อ
ให้เช่า-ห้าง
รพ.
เอ๊
แล้ว
มือถือละ...ปัจจัย 5 แล้ว นะ
ประมาณนี้..
อ้อ ยังมี ธนาคาร ประกัน วัสดุก่อสร้าง?
แล้ว ทางด่วนละ..ประเภทไหน เดี๋ยวนี้ เดือนนึง ส่งลูกไปกลับ
วันละ ไป 40-40 เช้า 40-40 เย็น ก็ 160แล้ว เดือนก็ 3200 ไม่รวมวันหยุด
ไฟฟ้าละ พวกไหน ประปา..แต่พวกนี้ รายได้มันไม่โต มีแต่ ทรงๆ
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 8
ต่อ
ข้อสี่เลย CASH & LIQUIDITY
จาก
http://www.berkshirehathaway.com/letters/2009ltr.pdf
http://www.berkshirehathaway.com/letters/letters.html
When the financial system went into cardiac arrest in September 2008, Berkshire was a supplier
of liquidity and capital to the system, not a supplicant. At the very peak of the crisis, we poured
$15.5 billion into a business world that could otherwise look only to the federal government for
help. Of that, $9 billion went to bolster capital at three highly-regarded and previously-secure
American businesses that needed – without delay – our tangible vote of confidence. The remaining
$6.5 billion satisfied our commitment to help fund the purchase of Wrigley, a deal that was
completed without pause while, elsewhere, panic reigned.
วัดอย่างไร
แบบ Current Ratio >2
โดยปกติ อัตราส่วน 2 : 1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว
ว่า สินทรัพย์หมุนเวียน ต้อง เป็น อย่างน้อย 2 เท่า หนี้สิน หมุนเวียน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD% ... 2%E0%B8%99
อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current ratio) คือ อัตราส่วนระหว่าง สินทรัพย์หมุนเวียน และ หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพคล่องของ กิจการในการที่จะชำระหนี้ระยะสั้น หากอัตราส่วนนี้มีค่าน้อยกว่า 1 หมายความว่ากิจการมีหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนทำให้อาจมี ปัญหาในการชำระหนี้ระยะสั้นได้ หากอัตราส่วนนี้มากกว่า 1 แสดงว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้น แต่หากมีค่าสูงกว่า 1 มาก ๆ อาจหมายถึงประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ของกิจการไม่ดีพอ อย่างไรก็ตามสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือ อาจมีมูลค่าลดลงหากต้องรีบขายเพื่อนำไปชำระหนี้ ทำให้บางทีเราอาจใช้อัตราส่วนที่ไม่นำสินค้าคงเหลือมาคิดด้วย หรือเรียกว่า อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว(Quick ratio)
ก็ search แบบนี้ ใน google
current ratio site:settrade.com
http://www.google.co.th/#hl=th&q=curren ... ab30334257
ข้อสี่เลย CASH & LIQUIDITY
จาก
http://www.berkshirehathaway.com/letters/2009ltr.pdf
http://www.berkshirehathaway.com/letters/letters.html
When the financial system went into cardiac arrest in September 2008, Berkshire was a supplier
of liquidity and capital to the system, not a supplicant. At the very peak of the crisis, we poured
$15.5 billion into a business world that could otherwise look only to the federal government for
help. Of that, $9 billion went to bolster capital at three highly-regarded and previously-secure
American businesses that needed – without delay – our tangible vote of confidence. The remaining
$6.5 billion satisfied our commitment to help fund the purchase of Wrigley, a deal that was
completed without pause while, elsewhere, panic reigned.
วัดอย่างไร
แบบ Current Ratio >2
โดยปกติ อัตราส่วน 2 : 1 ถือว่าเหมาะสมแล้ว
ว่า สินทรัพย์หมุนเวียน ต้อง เป็น อย่างน้อย 2 เท่า หนี้สิน หมุนเวียน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD% ... 2%E0%B8%99
อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current ratio) คือ อัตราส่วนระหว่าง สินทรัพย์หมุนเวียน และ หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพคล่องของ กิจการในการที่จะชำระหนี้ระยะสั้น หากอัตราส่วนนี้มีค่าน้อยกว่า 1 หมายความว่ากิจการมีหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนทำให้อาจมี ปัญหาในการชำระหนี้ระยะสั้นได้ หากอัตราส่วนนี้มากกว่า 1 แสดงว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้น แต่หากมีค่าสูงกว่า 1 มาก ๆ อาจหมายถึงประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ของกิจการไม่ดีพอ อย่างไรก็ตามสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือ อาจมีมูลค่าลดลงหากต้องรีบขายเพื่อนำไปชำระหนี้ ทำให้บางทีเราอาจใช้อัตราส่วนที่ไม่นำสินค้าคงเหลือมาคิดด้วย หรือเรียกว่า อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว(Quick ratio)
ก็ search แบบนี้ ใน google
current ratio site:settrade.com
http://www.google.co.th/#hl=th&q=curren ... ab30334257
-
- Verified User
- โพสต์: 2686
- ผู้ติดตาม: 0
In search of Superstock
โพสต์ที่ 9
แถม current ratio อีกนิด
ตัวอย่าง UVAN
http://financials.morningstar.com/ratio ... ture=en-us
แทนที่ uvan ด้วยหุ้นที่ต้องการ
ข้างล่างจะมี
Key Ratios
กด ที่ tab Financial Health
ก็จะเจอ Current Ratio ปี2009 ของ uvan=6.85 แข็งแรงสุดๆ
ตรวจสอบเลย
Total Current Assets=46.12
หารด้วย
Total Current Liabilities=6.73
46.12/6.73 =6.8528 เท่ากัน ok
ตัวอย่าง UVAN
http://financials.morningstar.com/ratio ... ture=en-us
แทนที่ uvan ด้วยหุ้นที่ต้องการ
ข้างล่างจะมี
Key Ratios
กด ที่ tab Financial Health
ก็จะเจอ Current Ratio ปี2009 ของ uvan=6.85 แข็งแรงสุดๆ
ตรวจสอบเลย
Total Current Assets=46.12
หารด้วย
Total Current Liabilities=6.73
46.12/6.73 =6.8528 เท่ากัน ok