
ไม่คอยเห้น seesaw 2 ครั้งใน 1 วันเกิดขึ้นเท่าไรนักครับ
หุ้นตัวหนึ่งจะเกิด inefficient ถึง 2 ครังในวันเดียว แปลว่า.... การลงทุนทั้งปวง เมือถึงที่สุดของการวิเคราะห์ ต่างล้วนซื้อเพื่อรอขายในราคาที่สูงกว่า คนซื้อได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะมีผู้บริโภคหุ้นมารับช่วงต่อได้แน่ แต่เมื่อนับเวลาที่คนซื้อคาดการณ์ จนถึง เวลาที่ความจริงที่ถูกอมเปิดเผยออกมา จะมีช่วงเวลาที่คั่นอยู่ ช่วงนี้ การคาดการณ์ใหม่จะออกมาซ้อนทับการคาดการณ์เก่าๆ กลไกการซื้อหุ้นจึงเป้นภาพเชิงซ้อนที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ ของการคาดการต่างๆ ที่ผ่านมา การคาดการณ์ที่ทับซ้อนนี้ทำให้เกิด fluctuations หรือการผันผวนของราคาหุ้น ทำให้ตลาดเกิด inefficient ทำให้ราคาของหุ้นไมได้เกิดดุลยภาพทุกนาที ช่วงเวลาที่คั่นอยู่คือความแตกต่างของการคาดการณ์กับความจริง ช่องนี้เป้นที่ที่ inefficient เกิดขึ้น และช่องนี้ไม่เคยนิ่ง มันขมิบตลอด มันจะเพิ่มขึ้นลดลงอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าจังหวะไหน ช่วงเวลาที่คั่นยิ่งถ่างออกมาก ๆ นั้นเป็นเวลาที่เข้ามาทำเงิน ถ่างน้อยๆ ไม่คุ้มครับ ถ้า ต้นทุนการคาดการณ์ > ความจริงที่ถูกออมไว้ ถ้าตัวเลขมันถ่างจำนวนมากเกินไป การคาดการณ์ของตลาดมันผิดเพี้ยน มันบิดเบือน การคาดการณ์ของคนไม่สมบูรณ์ เค๊กที่บิดเบือน

มานะ กับธิดา สองคน จะตัดฉลองเค๊กวันเกิดของมานะ ทั้งสองเข้ามาบ้าน มาเจอเค๊ก มานะบอกว่า " เอ้ย...ใครแอบกินกินไปชิ้นหนึ่ง" แต่ธิดาอยู่ตรงข้าม มองอีกมุม กลับพูดอีกอย่าง

เห้นชัด ๆ ว่า "เหลือแค่ชินเดียวต่างหาก"
ดูแปลก ๆนะครับ พี่น้องคู้นี้ ใครผิด ใครถูกครับ
:rabbit29:
คนแรกมองด้านหนึ่ง อีกคนมองกลับหัวอีกด้าน ถูกทั้งคู่ครับ สาเหตุเพราะภาพนี้ไม่สมบูรณ์ในตัวเอง เพราะการวาดทับซ้อนของภาพ เหมือนการคาดการณ์ของนักลงทุนที่ทับซ้อนกันขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หุ้น ทำให้ตลาด ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเองนี่คือภาพที่เรียกว่า ภาพตรงข้าม หรือ คือ หลักในการคิดแบบ RV นั่นเอง ความไม่แน่นอน ความบิดเบื่อน คือ RV เพราะคนไม่สามารถแยกตัวเองออกจากสิ่งอื่นๆ ได้ ไม่เชื่อลองถามว่า เราคือใคร แล้วลองไม่ผูกกับสิ่งรอบตัวดู มันทำไม่ได้
ถ้าไม่มีการคาดการณ์ จะใช้ RV ไม่ได้
------------
กรอบความคิด

พี่รุ้งแนะนำเรื่อง Six Characters เรื่องนี้ยิ่งใหญ่มากเช่นกันครับ โซรอสพัฒนาความคิดเรื่อง RV โดยเริ่มจากถามตัวเองว่า เราคือใคร แล้วแต่งหนังสื่อชื่อ Burden of Consciousness ไปให้ใครอ่าน ก้อ่านไม่รู้เรื่อง ทุกวันนี้ กลายเป็น Alchemy of Finance ก็ยังไม่มีใครอ่านรู้เรื่องอยู่ดี จะว่าไป ตอน Keynes ออก The general theory ใหม่ ๆ ก็ยังไม่มีใครอ่านรู้เรื่องครับ ตอนไอสไตน์ออก Relativity ก็มีแค่ 2-3 คนที่เท่านั้นอ่านรู้เรื่อง
----------------------
Visual Illusion

เส้นไหนยาวกว่ากัน?
รุปนี้ตั้งใจให้เกิดการคาดการณ์ ถ้าไม่มีแล้ว มันบิดเบื่อนไม่ได้ ถ้ามีคนดู แล้วไม่ออกความคิด อย่างนี้ RV ก็เป็นอันว่า ใช้ไมได้ครับ แต่พอเอาไม่บรรทัดวัดดู มันเท่ากัน แต่ตาดูบอกว่าไม่เท่า เพราะสมองใหญ่ของเรารับรู้ได้ไม่ถูกต้องไปหมด ไมได้รับรู้ถุกต้องทุกนาที สมองใหญ่นี้มีทั้งซ้ายและขวา แต่สมองมีส่วนอื่นที่เป็นห้อง ๆแยกไปอีกมากมาย แต่ที่สำคัญอยู่ที่สมองใหญ่ ไม่ควรเชื่อในสิ่งที่เห็น สมองด้านขวาทำหน้าที่เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ได้ดี
หุ้นที่บิดเบือน ตลาดที่บิดเบือน โลกที่บิดเบื่อน สมองที่บิดเบือน -----> reflexivity
Propensity to reflex
หุ้นซึ่งก็คือสินค้าอุปโภคจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าอัตราการคาดการณ์ที่เพิ่ม
โดยเฉลี่ย เมื่อคนเชื่อมันในการคาดการณ์ตัวเองมากขึ้น มีแนวโน้มจะซื้อหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ซื้อมากเท่ากับการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้น เพราะเก็บไว้ส่วนหนึ่งไว้เป็นทางหนีทีไล่ เช่น ถ้าคาดการณ์เป็น 10 เวลาซื้อก็น้อยกว่า 10 คือซื้อแค่ 8 แค่ 7 เป็นต้น แต่เมื่อใด คนซื้อมีการคาดการณ์เท่ากับ 8 แต่ซื้อเท่ากับ 10 ราคาจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าการคาดการณ์ลดน้อยลง แต่ตัวเงินที่บริโภคหุ้นตัวนั้นดันลงในอัตราที่มากกว่าการลดลงของอัตราการคาดการณ์ ราคาจะตกอย่างรวดเร็ว
กรอบความคิด : Sell on facts เป็นเรื่องของการคาดการณ์
Reflex ratio
เมื่อมีการลงทุน จะผ่านมือคนซื้อไปเรื่อยๆ มือแล้วมื่อเล่า เมื่อการคาดการณ์ของคนหัวแถวกลายเป็นความจริงและผ่านความจริงไปให้คนที่สอง ความจริงของคนแรกกลายเป็นการคาดการณ์ของคนที่สอง ความจริงของคนที่สองกลายเป็นการคาดหวังของคนที่สาม เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ กำไรก็จะเกิดก่อขึ้นมาในตลาดเป้นระลอกกันไปต่อเนื่อง แต่ลุกคลื่นของการคาดการณ์ที่ไหลไปเรื่อยๆ นี้ มีที่สิ้นสุดเสมอ และหมดแรงไปที่สุด เพราะอะไรหรือครับ เพราะว่า... การคาดการณ์ที่เท่ากับ 10 ไม่ได้แปลต้นทุนของการบริโภคเท่ากับ 10 ทั้งหมด มันถูกกันไว้เป้นเงินส่วนหนึ่งอย่างที่กล่าวมาแล้ว ราคาของหุ้นจึงขึ้นอยู่กับแรงส่งของ propensity to reflex หรือแรงส่งของการรับรู้นั่นเอง ถ้ามันไม่แผ่วหายใจพะงาบ ๆ อย่าง คนแรกมี 10 คาดการณ์ 7 อัตราเป็น 70% แต่พอผ่านไปคนทีสองอัตรา reflex ratio ขยับเป้น 85% เท่ากับ 8.5 ต่อไปคนที่สามขยับขึ้นเป็น 9 คนที่สี่เพิ่มเป้น 9.5 เป็นต้น
Reflex multiplier
การคาดการณ์ทั้งหมด เริ่มแรกที่ 7 แล้วต่อเป้น 7 + 8.5 + 9 + 9.5 + ผลรวมมันมากว่า 7 ตั้งมาก ผมไม่รู้เรียกว่าอะไร ขอเรียกว่าสิ่งนีว่า reflex multiplier เหมือนการซื้อทีละจำนวนมากในครั้งเดียว แล้วคนแห่ตาม แต่ แรงส่งมันต้องมาพร้อมการคาดการณ์ใหม่ ๆ ด้วย แต่บางทีการคาดการณ์ไม่มา เพราะว่าอัตราผลตอบแทนหรือ discount rate of Future เหลือน้อยลงไปทุกที
หวิดปลาจากบ่อ ปลามันเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ
Beauty Contest
Beauty Contest คนส่วนใหญ่คิดอย่างไร ไม่ใช่หุ้นที่ตนเองคิดอย่างไร คนส่วนใหญ่คิดอย่างไร ทำไมถึงคิดอย่างนั้น ช่องว่างทีคั่นอยู่
Beauty Contest
การคาดการณ์ ( ช่องว่าง) ความจริง
O
/U\
||
ช่องว่าง ให้คิดว่าคนหมู่มากจะคิดไปทางไหน ไม่มีใครมองหาหุ้นที่ดีที่สุด แต่มองหาหุ้นที่คาดการณ์ว่าคนหมู่มากจะเห็นว่าดีที่สุด ไม่ต่างอะไรจากทฤษฎีกระดานหก critical mess นั่นเองครับ
ขอบพระคุณมากครับ