ดร.ก้องเกียรติ คาดปีนี้ดัชนีหุ้นไทยเติบโตได้ถึง 30% โดยหุ้นขนาดกลางและใหญ่ยังได้รับความสนใจ ชี้ตลาดหุ้นเป็นทางเลือกหลังดอกเบี้ยดิ่ง ขณะที่ดร.ศุภวุฒิ เตือนต่างชาติเริ่มเทขายหุ้นเหตุราคาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานมากแล้ว ระบุดัชนีสิ้นปีแตะ 420 จุด
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.แอสเซทพลัส กล่าวในงานสัมมนา "นวัตกรรมการลงทุนเพื่อเพิ่มกำไรโดยไม่เสี่ยง" จัดโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เอ็มเอฟซีว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีอัตราการเติบโตที่สูงมาก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม TIP ประกอบด้วย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
โดยประเทศไทย ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 19% และคาดว่าทั้งปีน่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้ถึง 30% ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้สะดุด เช่น การเมือง นโยบายรัฐบาล ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน เป็นต้น ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ดัชนีเพิ่มขึ้น 22% และประเทศฟิลิปปินส์ดัชนีเพิ่มขึ้น 15% รวมทั้งดัชนีเอสแอนด์พีก็เพิ่มขึ้น 20% ดัชนีตลาดหุ้นเยอรมันและฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น 17%
ทั้งนี้ เขาคาดว่าปีนี้ตลาดหุ้นจะดีมาก เนื่องจากทางเลือกของนักลงทุนมีน้อยลง ซึ่งจะเห็นว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนต่ำสุดในรอบ 45 ปี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยก็ต่ำสุดเท่าที่เคยเห็น ซึ่งตลาดหุ้นขณะนี้ระดับ พี/อี อยู่ที่ 9 เท่า ไม่รวมกลุ่มสถาบันการเงิน ที่ผลประกอบการไตรมาสแรกมีกำไรเพิ่มขึ้น 68% แม้ว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2 กำไรจะลดลงบ้างจากผลกระทบโรคซาร์ส แต่คาดว่าไตรมาส 3 และ 4 การทำกำไรจะกลับมาอยู่ในระดับปกติ
ดร.ก้องเกียรติ กล่าวอีกว่า หุ้นที่นักลงทุนควรจะเลือกนั้นควรจะเป็นบริษัทที่เป็นเบอร์ 1 หรือ 2 ของอุตสาหกรรม และต้องเป็นหุ้นที่มีมูลค่าราคาตลาดรวมอยู่ในระดับกลางหรือสูง ในกลุ่มโทรศัพท์มือถือ วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน รวมทั้งชิ้นส่วนรถยนต์ น้ำมันพืช และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งขณะนี้ จะเห็นว่ากำลังการผลิตของบางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึง 100% เช่น แอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
"การเสนอขายหุ้นสามัญใหม่ หรือ IPO ช่วงนี้เป็นจังหวะและโอกาสที่ตลาดเปิด หุ้นปัจจัยพื้นฐานดีหลายบริษัทสามารถที่จะเสนอขายได้ แม้ว่าขนาดหุ้นจะเล็ก ในขณะที่รัฐวิสาหกิจเองไม่พร้อมที่จะเสนอขายหุ้นในช่วงที่ตลาดเปิด เนื่องจากรัฐวิสาหกิจยังไม่เรียบร้อย ทำให้ไม่สามารถที่จะระดมทุนในจังหวะที่ตลาดปรับตัวขึ้น"
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในครึ่งปีหลัง เนื่องจากความไม่แน่นอนของสงครามจบลง การลดอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา ดำเนินนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ผิดปกติก็คือเศรษฐกิจสหรัฐ ที่เป็นหัวจักรของการฟื้นตัวยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่กลุ่มยุโรปและญี่ปุ่นที่มีค่าเงินแข็ง แต่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี จนทำให้ญี่ปุ่นต้องเข้าไปแทรกแซงตลาด โดยการเข้าซื้อเงินดอลลาร์กว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และการที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง 25% เมื่อเทียบกับเงินยูโร แต่ผลตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกลับต่ำกว่ายุโรป ซึ่งความไม่สมดุลเหล่านี้ควรจะต้องระมัดระวัง "มีความเป็นไปได้ว่า ในครึ่งปีหลัง อาจจะต้องมีการเปลี่ยนหัวจักรในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จากสหรัฐ เป็นญี่ปุ่น และยุโรป แทน แต่ก็น่าเป็นห่วงเพราะเศรษฐกิจของทั้งยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่แข็งแรง ซึ่งสวนทางกับค่าเงินเยน และยูโร ที่แข็งขึ้น ทำให้เกิดความไม่สมดุลของเศรษฐกิจ และอาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่ต่อเนื่อง" ดร.ศุภวุฒิกล่าว ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในครึ่งปี 2546 ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยซึมซับข่าวค่อนข้างเร็ว นักลงทุนต่างชาติเริ่มเทขายทำกำไรแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า ราคาหุ้นปรับตัวสูงจนเกินปัจจัยพื้นฐานแล้ว และตลาดเริ่มหมดปัจจัยหนุนให้ดัชนีหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นต่อ ดังนั้น ระดับดัชนีที่ 420 จุด จึงยังเป็นระดับที่เหมาะสมในขณะนี้ ซึ่งทาง เมอร์ริล ลินช์ ภัทร ยังไม่ปรับประมาณการใหม่ ต้องรอดูทิศทางเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังก่อน
ขณะที่ตลาดหุ้นวานนี้ ดัชนีเคลื่อนไหวในขาลง เนื่องจากนักลงทุนวิตกหลังจากที่เงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นและเงินบาทอ่อนค่าลง หลังมีข่าวว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าแทรกแซง ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนบางส่วนเริ่มเทขายทำกำไร ทำให้ดัชนีหลักทรัพย์ปิดตลาดปรับตัวลดลงเล็กน้อย ปิดที่ระดับ 422.60 ลดลง 1.45 จุด มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 11,477.74 ล้านบาท
กรุงเทพธุรกิจ 12 - 6- 46
"ก้องเกียรติ"ฟันธงหุ้นปีนี้พุ่ง 30% "ศุภวุฒิ&
- Mon money
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 3134
- ผู้ติดตาม: 0
"ก้องเกียรติ"ฟันธงหุ้นปีนี้พุ่ง 30% "ศุภวุฒิ&
โพสต์ที่ 2
สภาพคล่องล้นหั่น ดบ.กู้-ฝาก ไทยพาณิชย์นำร่องแบงก์ใหญ่
แบงก์กรุงเทพ ประชุมบอร์ดวันนี้ถกลดตาม
"ไทยพาณิชย์" นำร่องแบงก์ใหญ่หั่นดอกเบี้ยทั้งกู้และฝากลง 0.25% ยกเว้นเงินฝากประจำ 12 และ 24 เดือน ลดพรวดเดียว 0.5% ด้าน "ดีบีเอส ไทยทนุ" ซุ่มลดเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือนขาเดียว 0.25% ขณะที่ "แบงก์กรุงเทพ" เตรียมนำวาระปรับดอกเบี้ยเข้าที่ประชุมบอร์ดวันนี้ (12)
รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวานนี้ (11) ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ประกาศลดดอกเบี้ยลง 0.25-0.5% มีผลตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.เป็นต้นไป โดยมีผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลดลงจาก 1.25% เหลือ 1.00% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 และ 6 เดือน ลดลงจาก 1.50% เหลือ 1.25% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ลดลงจาก 1.75% เหลือ 1.25% และฝากประจำ 24 เดือน ลดลงจาก 2.00% เหลือ 1.50%
สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) ได้ลดลงจาก 6.5% เหลือ 6.25% อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) ลดลงจาก 6.75% เหลือ 6.50% และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลดลงจาก 7.00% เหลือ 6.75%
ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ยังมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมากในตลาดเงินของประเทศ นอกจากนี้ ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ ยังได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน ลง 0.25% มีผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน ลดจาก 1.75% เหลือ 1.50% โดยมีผลตั้งแต่วานนี้เป็นต้นไป
แหล่งข่าวจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารในครั้งนี้เป็นการปรับฐานเงินฝากของธนาคาร เนื่องจากฐานเงินฝากของธนาคารส่วนใหญ่จะอยู่ในเงินฝากประจำ 24 เดือนเป็นหลัก ทำให้ธนาคารต้องปรับลดดอกเบี้ยลง เพื่อให้เกิดการกระจายฐานเงินฝากไปยังเงินฝากประเภทอื่นมากขึ้น
ทางด้าน นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ในวันนี้ (12) ธนาคารจะมีการประชุมคณะกรรมการธนาคาร โดยจะเป็นการพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ภายหลังจากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ประกาศปรับลดไปวานนี้
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยยังคงลดต่ำลง มาจากสภาพคล่องที่มีอยู่สูง อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยลงในระดับเดียวกันหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารในวันนี้ "ใครลดดอกเบี้ยเราก็ต้องพิจารณา แต่แบงก์ก็ต้องเป็นห่วงผู้ฝากเงินด้วย ดังนั้น หากปรับลดดอกเบี้ยจะต้องเป็นการลดทั้ง 2 ขา แต่ผลตอบแทนที่น้อยลงเป็นความกดดันจากภาวะเงินฝืด ที่มองไปทางไหนก็เจอ อุปทาน และกำลังการผลิตที่เหลืออยู่มาก ในขณะที่ความต้องการ หรืออุปสงค์ก็ยังโตลุ่มๆ ดอนๆ ประกอบกับการแข่งขันที่สูง เป็นตัวกดดันด้านราคา และดอกเบี้ยถือเป็นส่วนหนึ่งของราคา จึงทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ" นายโฆสิต กล่าว อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของประเทศไทยยังไม่อยู่ในระดับที่ติดลบ และทางการได้มีการดูแลเต็มที่ ส่วนการที่ทางการต้องการให้ธนาคารพาณิชย์รัฐคงอัตราดอกเบี้ยไว้นั้น ถือเป็นทางเลือกที่ดีของผู้ออมเงิน แต่ผู้ที่มีรายได้จากอัตราดอกเบี้ยจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งผู้ฝากเงินควรมีทางเลือกในการลงทุนในช่องทางอื่นที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่ ธนาคารพาณิชย์ปรับลดลง เป็นไปตามดีมานด์ซัพพลายของตลาด ภายใต้เศรษฐกิจเสรีธนาคารพาณิชย์ สามารถบริหารสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ยของตนเอง
ส่วนค่าเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยนสกุลอื่นๆ ค่อนข้างนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นยูโร เยน ถือว่าตลาดเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยไม่มีเงินทุนไหลเข้ามามากเหมือนช่วงก่อน ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ซึ่งเป็นผลดีค่าเงินบาทไทย
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยลง ว่า ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ของรัฐ และธนาคารเฉพาะกิจ จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ เรื่องดังกล่าวอยู่ในดุลยพินิจของฝ่ายบริหารของธนาคารที่จะดูสภาพคล่องของธนาคาร ตลอดจนสภาวะตลาดของธนาคารในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล ยังเป็นหลักที่ให้บริการด้านดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเหมาะสม ทั้งนี้ เพราะกระทรวงการคลังผ่อนคลายให้การดำเนินงานของธนาคารของรัฐ ให้สามารถดำเนินงานได้โดยมีความยืดหยุ่นในการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินอยู่แล้ว และไม่ให้มีความแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์มากนัก ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยโดยรวมแล้ว ธปท.จะดูแลในกรอบกว้างๆ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จำกัด กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอีกเล็กน้อย แต่คงมีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนไม่มาก เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ อย่างไรก็ตาม หากมีการรักษาสภาพดอกเบี้ยให้มีเสถียรภาพก็จะเป็นสิ่งที่ดี ส่วนผู้ฝากเงินก็ต้องยอมรับสภาพอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั้งโลก หากจะเลือกการลงทุนประเภทอื่น ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะเกิดภาวะเงินฝืดในประเทศไทยนั้น ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเทศไทยมีโอกาสเสี่ยงน้อยที่จะเกิดเงินฝืด ไม่เหมือนกับญี่ปุ่น และเยอรมนี ที่กำลังเผชิญเงินฝืดในขณะนี้ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์แอสเซท พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1% เป็นอัตราที่ต่ำสุดเท่าที่เคยเห็นมา เช่นเดียวกับดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐก็ต่ำสุดในรอบ 45 ปี ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนมาลงทุนในสิ่งที่จูงใจ และให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งในสภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก ทางเลือกของนักลงทุนก็มีน้อยลง แต่ยังมีตลาดหุ้นไทยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก
แบงก์กรุงเทพ ประชุมบอร์ดวันนี้ถกลดตาม
"ไทยพาณิชย์" นำร่องแบงก์ใหญ่หั่นดอกเบี้ยทั้งกู้และฝากลง 0.25% ยกเว้นเงินฝากประจำ 12 และ 24 เดือน ลดพรวดเดียว 0.5% ด้าน "ดีบีเอส ไทยทนุ" ซุ่มลดเฉพาะดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือนขาเดียว 0.25% ขณะที่ "แบงก์กรุงเทพ" เตรียมนำวาระปรับดอกเบี้ยเข้าที่ประชุมบอร์ดวันนี้ (12)
รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวานนี้ (11) ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ประกาศลดดอกเบี้ยลง 0.25-0.5% มีผลตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.เป็นต้นไป โดยมีผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลดลงจาก 1.25% เหลือ 1.00% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 และ 6 เดือน ลดลงจาก 1.50% เหลือ 1.25% ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ลดลงจาก 1.75% เหลือ 1.25% และฝากประจำ 24 เดือน ลดลงจาก 2.00% เหลือ 1.50%
สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) ได้ลดลงจาก 6.5% เหลือ 6.25% อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) ลดลงจาก 6.75% เหลือ 6.50% และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลดลงจาก 7.00% เหลือ 6.75%
ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ยังมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมากในตลาดเงินของประเทศ นอกจากนี้ ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ ยังได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน ลง 0.25% มีผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน ลดจาก 1.75% เหลือ 1.50% โดยมีผลตั้งแต่วานนี้เป็นต้นไป
แหล่งข่าวจากธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารในครั้งนี้เป็นการปรับฐานเงินฝากของธนาคาร เนื่องจากฐานเงินฝากของธนาคารส่วนใหญ่จะอยู่ในเงินฝากประจำ 24 เดือนเป็นหลัก ทำให้ธนาคารต้องปรับลดดอกเบี้ยลง เพื่อให้เกิดการกระจายฐานเงินฝากไปยังเงินฝากประเภทอื่นมากขึ้น
ทางด้าน นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ในวันนี้ (12) ธนาคารจะมีการประชุมคณะกรรมการธนาคาร โดยจะเป็นการพิจารณาเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ภายหลังจากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ประกาศปรับลดไปวานนี้
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยยังคงลดต่ำลง มาจากสภาพคล่องที่มีอยู่สูง อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยลงในระดับเดียวกันหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารในวันนี้ "ใครลดดอกเบี้ยเราก็ต้องพิจารณา แต่แบงก์ก็ต้องเป็นห่วงผู้ฝากเงินด้วย ดังนั้น หากปรับลดดอกเบี้ยจะต้องเป็นการลดทั้ง 2 ขา แต่ผลตอบแทนที่น้อยลงเป็นความกดดันจากภาวะเงินฝืด ที่มองไปทางไหนก็เจอ อุปทาน และกำลังการผลิตที่เหลืออยู่มาก ในขณะที่ความต้องการ หรืออุปสงค์ก็ยังโตลุ่มๆ ดอนๆ ประกอบกับการแข่งขันที่สูง เป็นตัวกดดันด้านราคา และดอกเบี้ยถือเป็นส่วนหนึ่งของราคา จึงทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ" นายโฆสิต กล่าว อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของประเทศไทยยังไม่อยู่ในระดับที่ติดลบ และทางการได้มีการดูแลเต็มที่ ส่วนการที่ทางการต้องการให้ธนาคารพาณิชย์รัฐคงอัตราดอกเบี้ยไว้นั้น ถือเป็นทางเลือกที่ดีของผู้ออมเงิน แต่ผู้ที่มีรายได้จากอัตราดอกเบี้ยจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งผู้ฝากเงินควรมีทางเลือกในการลงทุนในช่องทางอื่นที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่ ธนาคารพาณิชย์ปรับลดลง เป็นไปตามดีมานด์ซัพพลายของตลาด ภายใต้เศรษฐกิจเสรีธนาคารพาณิชย์ สามารถบริหารสภาพคล่อง และอัตราดอกเบี้ยของตนเอง
ส่วนค่าเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยนสกุลอื่นๆ ค่อนข้างนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นยูโร เยน ถือว่าตลาดเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยไม่มีเงินทุนไหลเข้ามามากเหมือนช่วงก่อน ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ซึ่งเป็นผลดีค่าเงินบาทไทย
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยลง ว่า ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ของรัฐ และธนาคารเฉพาะกิจ จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ เรื่องดังกล่าวอยู่ในดุลยพินิจของฝ่ายบริหารของธนาคารที่จะดูสภาพคล่องของธนาคาร ตลอดจนสภาวะตลาดของธนาคารในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล ยังเป็นหลักที่ให้บริการด้านดอกเบี้ยที่ค่อนข้างเหมาะสม ทั้งนี้ เพราะกระทรวงการคลังผ่อนคลายให้การดำเนินงานของธนาคารของรัฐ ให้สามารถดำเนินงานได้โดยมีความยืดหยุ่นในการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินอยู่แล้ว และไม่ให้มีความแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์มากนัก ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยโดยรวมแล้ว ธปท.จะดูแลในกรอบกว้างๆ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จำกัด กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอีกเล็กน้อย แต่คงมีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนไม่มาก เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ อย่างไรก็ตาม หากมีการรักษาสภาพดอกเบี้ยให้มีเสถียรภาพก็จะเป็นสิ่งที่ดี ส่วนผู้ฝากเงินก็ต้องยอมรับสภาพอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพราะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั้งโลก หากจะเลือกการลงทุนประเภทอื่น ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะเกิดภาวะเงินฝืดในประเทศไทยนั้น ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเทศไทยมีโอกาสเสี่ยงน้อยที่จะเกิดเงินฝืด ไม่เหมือนกับญี่ปุ่น และเยอรมนี ที่กำลังเผชิญเงินฝืดในขณะนี้ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์แอสเซท พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ 1% เป็นอัตราที่ต่ำสุดเท่าที่เคยเห็นมา เช่นเดียวกับดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐก็ต่ำสุดในรอบ 45 ปี ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนมาลงทุนในสิ่งที่จูงใจ และให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งในสภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก ทางเลือกของนักลงทุนก็มีน้อยลง แต่ยังมีตลาดหุ้นไทยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก