FBA แก้ไขใหม่.....ดูสดใสกว่าเดิมครับ

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
KEL_NOY
Verified User
โพสต์: 124
ผู้ติดตาม: 0

FBA แก้ไขใหม่.....ดูสดใสกว่าเดิมครับ

โพสต์ที่ 1

โพสต์

รัฐบาลยอมถอยถอน พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจต่างด้าว เพื่อนำไปปรับปรุงหลังแพ้โหวต กมธ.เสียงข้างน้อย โดยที่ประชุม สนช.เห็นชอบให้แก้คำนิยามให้ครอบคลุมถึงการบริหารจัดการ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องขอถอนร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปปรับปรุงใหม่ ก่อนถูกคว่ำ
     
      การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) วันนี้(8 ส.ค.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นประธาน ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วในวาระที่ 2 และ 3 โดยกรรมาธิการเสียงข้างน้อยและ สนช.บางส่วนได้เสนอแก้ไขบทนิยามคำว่า คนต่างด้าว ซึ่งตามร่างที่รัฐบาลเสนอนอกจากกำหนดว่าคนต่างด้าวถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 แล้ว ยังเพิ่มเรื่องสิทธิการออกเสียง โดยหากคนต่างด้าวมีสิทธิการออกเสียงเกินร้อยละ 50 ก็ให้ถือเป็นต่างด้าว แต่กรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อยและ สนช.เสนอให้เพิ่มเรื่องการควบคุมบริหารจัดการเข้าไปด้วย โดยหากต่างชาติสามารถเข้ามาบริหารจัดการได้ ก็ให้ถือว่าบริษัทดังกล่าวเป็นต่างด้าว
     
      นายสมชาย สกุลสุรรัตน์ กรรมาธิการฯ เสียงข้างน้อย กล่าวว่าตามร่างของกรรมาธิการฯ ไม่สามารถบรรลุเจตนารมณ์ในการป้องกันมิให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจสงวนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากคนต่างด้าวสามารถวิธีการอื่นนอกจากออกเสียงลงคะแนน โดยการควบคุมนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยได้ เช่นกำหนดในภาคบังคับของนิติบุคคลว่า การลงมติที่มีเรื่องสำคัญต้องได้รับความเห็นชอบจากคนต่างด้าว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเสียงข้างน้อยอย่างน้อย 1 เสียง ดังนั้น จึงอยากให้เพิ่มเรื่องการบริหารจัดการตามร่างเดิมของคณะกรรมการกฤษฎีกา และการที่อ้างว่าการกำหนดดังกล่าวจะทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่ยอมรับ และเสียบรรยากาศการลงทุนนั้น ขอยืนยันว่าไม่จริง
     
      ผมไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่อ้าง เพราะนึกไม่ออกว่าการปรับปรุงคำนิยามตามที่กฤษฎีกาเสนอจะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างไร โดยเฉพาะพวกเรากำลังจะช่วยกันแก้ไขปัญหาของชาติไม่ให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์กรณีกุหลาบแก้ว ที่เหมือนคนไทยทั้งชาติถูกคนต่างชาติหลอก และความจริงการปรับปรุงคำนิยามคนต่างด้าว ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างด้าวที่ต้องการเข้ามาลงทุน ทำมาหากินในประเทศไทยโดยสุจริต ในฐานะเป็นคนต่างด้าวจะต้องรับเงื่อนไขการลงทุนตามที่ประเทศไทยกำหนด การตัดสินใจลงทุนหรือไม่ลงทุนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสัญชาติ แต่ขึ้นอยู่กับความชัดเจนในนโยบายการลงทุน นโยบายการส่งเสริมการลงทุนของแต่ละประเทศ และโอกาสในการทำกำไร ไม่มีประเทศใดในโลกส่งเสริมคนต่างด้าวให้เข้ามาลงทุน โดยเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวเข้ามาแอบแฝงเข้ามาถือสัญชาติประเทศของตนเข้ามาประกอบธุรกิจอะไรก็ได้ นายสมชาย กล่าว
     
      ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน สนช.กล่าวว่าเดิมกฎหมายหละหลวมมาก เพราะนิยามไว้แค่ ความเป็นเจ้าของ หรือ Ownership กระทรวงพาณิชย์มาขอแก้ไขใหม่โดยเพิ่มแค่ สิทธิออกเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้น หรือ Voting Right แต่ไม่รวมไปถึง อำนาจในการควบคุมกิจการ หรือ Control ทั้งๆ ที่ว่ากันถึงที่สุดแล้ว Control คือหัวใจ แต่สิ่งที่เป็นอยู่นี้ คือนิยามอ่อน บัญชีแข็งเท่ากับชี้ช่องให้มีการเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งควรจะมีการทำให้นิยามแข็ง บัญชีอ่อน คือหมายถึงบัญชีที่เหมาะสมกับยุคสมัย เหมาะสมกับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ใช่ประชาชนส่วนใดส่วนหนึ่ง ส่วนคำนิยามต้องไม่มี ทางสายกลาง ไม่มีผ่อน อะไรที่ต้องเป็นคนต่างด้าว ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจน ไว้ในบัญชี
     
      นายคำนูณ กล่าวว่า การผ่อน ในด้านคำนิยามที่รู้อยู่ว่าจะมี คนต่างด้าวจำแลงมากมาย หากไม่แก้คำนิยามให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเกิดปัญหาคือ คนต่างด้าวยังคงสามารถใช้ช่องว่างของกฎหมายหลีกเลี่ยงความเป็นนิติบุคคลต่างด้าว โดยถือหุ้นเพียงร้อยละ 49 แต่มีอำนาจในการควบคุมกิจการ โดยทำข้อตกลงหรือระบุไว้ในข้อบังคับให้คนต่างด้าวมีอำนาจในการแต่งตั้ง ถอดถอน กรรมการข้างมาก หรือให้มีอำนาจในการชี้นำกิจการด้วยวิธีการอื่น นอกเหนือจากวิธีการเดิม ๆ คือออกหุ้นบุริมสิทธิ์ให้ผู้ถือหุ้นต่างด้าวมีสิทธิ์ออกเสียงข้างมาก และเมื่อคนต่างด้าวสามารถหลีกเลี่ยงความเป็นนิติบุคคลต่างด้าวได้ กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ เพราะเมื่อไม่เป็นคนต่างด้าวเสียอย่าง ก็มีสิทธิ์ประกอบธุรกิจได้ทุกบัญชี
     
      แล้วกฎหมายฉบับนี้จะมีคุณค่าอย่างไร ถ้าจะแก้ไขกันเพียงเศษเสี้ยวพอเป็นพิธี ไม่แตะสารัตถะ จะทำให้เปลืองงบประมาณแผ่นดิน และจะเป็นตราบาปในการทำหน้าที่นิติบัญญัติของพวกเราในวันนี้ และในอนาคตจะตอบคำถามกับคนรุ่นหลังได้อย่างไร นายคำนูณ กล่าว
     
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ สนช.ที่ขอสงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายแล้ว ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยคะแนน 76 ต่อ 64 คะแนน โดยนำคำแปรญญัติของนายคำนูณ และนายบดินทร์ อัศวาณิชย์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยมาปรับ ทำให้นายเกริกไกร จิระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ขอถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไปพิจารณาแก้ไขปรับปรุงในมาตรา 10 ให้สอดคล้องกับการแก้ไขคำนิยาม ซึ่งที่ประชุมก็เห็นด้วยว่ามีหลายมาตราที่ต้องปรับปรุง จึงมีมติด้วยคะแนน 134 ต่อ 3 คะแนน ให้นำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปปรับปรุงแล้วเสนอกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง



ผมว่าเพิ่มเเค่ voting right เข้ามาฝรั่งก็ร้องกันดังๆแล้ว  นี่ไม่พอห้ามถึงขั้นไม่ให้มี control เหนือบริษัทไทยเลยครับ ใครเห็นยังไงบ้างครับ ผมว่าไม่ควรมองข้ามเรื่องนี้นะครับดูออกจะรุนแรงกับทุนต่างชาติไปนิดหน่อย  แต่มองในแง่ดีก็แฟร์ดีครับเขียนให้ชัดๆไปเลยจะได้ไม่ต้องมาตีความกันอีก[/b]
โพสต์โพสต์