ออกมาอีกห้องเป็น "จิบกาแฟ แล นอมีนี่" ซึ่งกำลังฮอตฮิต และมีผลต่อการลงทุนอย่างมาก
เรามา Update ข่าวล่าสุดกันเลยครับ

28ชาติผนึกขู่ย้ายฐานหนีไทย
9 มกราคม 2550 06:51 น. กรุงเทพธุรกิจ
"เกริกไกร" เมินเสียงค้าน เดินหน้าชงเข้าครม.ทีดีอาร์ไอแนะรัฐแก้กม.ต้องปฏิบัติได้
28 หอการค้าต่างประเทศในไทย ผนึกเอกอัครราชทูต ยื่นไม้ตายรัฐบาลชะลอเสนอร่างแก้ไขกฎหมายต่างด้าวเข้า ครม.วันนี้ ออกไปอีก 6 เดือน พร้อมทำหนังสือกดดันถึง "สุรยุทธ์" เรียกร้องเริ่มกระบวนการแก้กฎหมายใหม่ จี้รัฐเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียก่อน ค้านเพิ่มสิทธิออกเสียงครอบคลุมการเป็นต่างด้าว เสนอตัดบัญชี 3 เลขาธิการหอการค้าญี่ปุ่น ระบุ 7,000 บริษัทลงทุนในไทยกระทบหนัก ขู่ไม่ได้ผลย้ายฐานการลงทุนเข้าเวียดนาม-จีนทันที
นายปีเตอร์ จอห์น แวน ฮาเรน ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย เปิดเผยว่าหอการค้าต่างประเทศในไทยที่มีสมาชิก 28 หอการค้า มีสมาชิกประมาณ 1 หมื่นบริษัท ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตของประเทศ ที่มีผู้ประกอบการเป็นสมาชิกหอการค้าต่างประเทศ 28 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในการเสนอให้รัฐบาลไทย ชะลอการแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่าวด้าว พ.ศ. 2542 ออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน
ทั้งนี้ รัฐบาลควรเริ่มกระบวนการแก้ไขกฎหมายใหม่ เพื่อรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จาก พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวมากขึ้น โดยนักธุรกิจต่างประเทศ มีทนายความ นักกฎหมายและนักธุรกิจที่พร้อมจะเข้าไปให้ความเห็น
บีบถอนร่างแก้ไขฯออกจากครม.วันนี้
นายแวน ฮาเรน กล่าวว่าหอการค้าต่างประเทศฯ ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิก การนำร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันนี้ ( 9 ม.ค.) ที่ผ่านมาผู้ที่ได้รับกระทบจากกฎหมายเข้าไปมีส่วนร่วม ในการแก้กฎหมายน้อย แม้ว่าหอการค้าต่างประเทศฯ จะมีผู้แทน 1 คน เข้าไปเป็นคณะกรรมการในคณะกรรมการศึกษา พิจารณายกร่างแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่มีนายประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน แต่เป็นเสียงของชาวต่างชาติเพียง 1 ใน 10 ของกรรมการทั้งหมด
"หอการค้าต่างประเทศฯ ได้ทำหนังสือแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายให้กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และนายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม2549 แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใดเลย"นาย แวน ฮาเรน กล่าว
ขู่ถอนการลงทุนหากรัฐไม่ฟังเสียงค้าน
หาก ครม.ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะมีผลในทางลบต่อการลงทุนของชาวต่างชาติในไทย ซึ่งบริษัทที่เกี่ยวข้องจะมาพิจารณาว่า จะลงทุนในไทยต่อหรือไม่ เพราะกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์จะเสนอเข้า ครม.สร้างอุปสรรคให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยการเพิ่มสิทธิการออกเสียง ในคำนิยามของกฎหมาย จะเป็นการบังคับให้บริษัทต่างด้าวต้องขายหุ้นออกไป ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติ ถอนการลงทุนจากไทยไปแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะมีจำนวนเท่าใด
นายแวน ฮาเรน กล่าวว่า หอการค้าต่างประเทศฯ คงทำอะไรขณะนี้ไม่ได้ หากรัฐบาลแก้ไขกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์เสนอไป เมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้วหอการค้าต่างประเทศฯ จะขอเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ให้กลับมาเป็นเช่นเดิม โดยจะเสนอขอแก้ไขตามวาระที่กระทรวงพาณิชย์ จะแก้กฎหมายประจำปี รวมทั้งมีบริษัทไทยบางส่วนที่เข้าใจธรรมชาติของการทำธุรกิจ และเห็นด้วยกับการที่หอการค้าต่างประเทศฯ ออกมาคัดค้านการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้
ถูกบังคับขายหุ้นปรับโครงสร้างบริษัท
นอกจากนี้ การที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดแนวทางในบทเฉพาะกาลไว้ 3 แนวทาง คือ กำหนดให้บริษัทเดิมต้องจดทะเบียนใหม่ บริษัทที่ตั้งอยู่แล้วมีระยะเวลาปรับปรุงบริษัท และบริษัทที่ตั้งใหม่ต้องทำตามเงื่อนไขของกฎหมายใหม่ ซึ่งทั้ง 3 แนวทาง ทำให้ทุกบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้น ต้องทำตามกฎหมายฉบับแก้ไข โดยบริษัทที่เคยถูกกฎหมายอยู่แล้ว จะถูกบังคับให้ต้องขายหุ้น รวมทั้งต้องปรับโครงสร้างบริษัท และเปลี่ยนนโยบายของบริษัทใหม่ ซึ่งผลกระทบต่อการลงทุนในไทย จะเกิดขึ้นในช่วงที่บทเฉพาะกาลกำหนดไว้ โดยอาจเกิดในช่วง 6 เดือน หรือ 3 ปี ก็ขึ้นกับว่าจะแก้ไขกฎหมายอย่างไร
หากแก้ไขกฎหมายฉบับนี้แล้ว นักลงทุนต่างชาติ มีสิทธิจะลงทุนในไทยต่อหรือไม่ก็ได้ โดยหอการค้าต่างประเทศฯ ยังคงแนะนำนักลงทุนใหม่ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์เหมาะสม และมีโอกาสการทำธุรกิจที่ดี แต่ขอให้ผู้จะเข้ามาลงทุน มีความระมัดระวังเกี่ยวกับกฎหมายของไทย เพราะกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบัน อาจจะมีการแก้ไขอย่างไรก็ได้ในอนาคต ซึ่งนักลงทุนต่างชาติต้องการกฎหมายที่มีความนิ่ง โดยการปรับเปลี่ยนกฎหมายแต่ละครั้งจะกระทบกับความเชื่อมั่นของนักธุรกิจต่างชาติ
นายแวน ฮาเรน กล่าวว่า บางบริษัทเข้ามาลงทุนตั้งแต่ 10-30 ปี มีการจ้างงานและเสียภาษีอย่างถูกต้องให้กับทางการไทย แต่เมื่อแก้ไขกฎหมายแล้ว เป็นการบังคับให้บริษัทต่างด้าวต้องขายหุ้น จะทำให้บริษัทอย่างนี้คิดอย่างไร ซึ่งประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ก็จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเช่นกัน
ชี้นิยามเดิมเหมาะสม-เสนอตัดบัญชี3
สำหรับ หอการค้าต่างประเทศฯ เห็นว่าการกำหนดคำนิยามคนต่างด้าวเดิม มีความเหมาะสมอยู่แล้ว โดยเห็นว่าไม่ควรเพิ่มสิทธิการออกเสียงเข้าไป เพราะถ้าคำนิยาม มีทั้งสัดส่วนการถือหุ้นและสิทธิการออกเสียง จะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของชาวต่างชาติ รวมทั้งอาจทำให้ผู้ที่เข้ามาลงทุนในไทย ย้ายไปลงทุนในประเทศอื่น รวมทั้งอาจขัดกับข้อตกลงที่ไทยทำไว้กับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)
นอกจากนี้ หอการค้าต่างประเทศฯ ยังต้องการให้รัฐบาลยกเลิกการบังคับใช้บัญชี 3 และกำหนดให้บางกิจการในบัญชี 2 เปิดเสรีให้คนต่างด้าว เพราะในบัญชี 3 และบางรายการในบัญชี 2 มีคนต่างด้าวเข้าไปทำธุรกิจอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับ ซึ่งการที่เปิดให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันจะทำให้ราคาสินค้าในประเทศต่ำลงและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย
"หอการค้าต่างประเทศฯ ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลมีเหตุผลอะไร ในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นระหว่างกลุ่มชินและกลุ่มเทมาเส็กก็ได้ แต่ถึงอย่างไรเราต้องการให้การแก้ไขกฎหมายแยกกันระหว่างการทำธุรกิจกับการเมือง" นาย แวน ฮาเรน กล่าว
ชี้บริษัทญี่ปุ่น7พันรายกระเทือน
นายเคอิสุเกะ มัทสึโมโตะ เลขาธิการหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมีความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเฉพาะการเพิ่มสิทธิการออกเสียงในคำนิยามของกฎหมาย จะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของชาวญี่ปุ่นมาก เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ซึ่งมีประมาณ 7,000 บริษัท และมีบริษัทที่เป็นสมาชิกของหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ 1,200 บริษัท รวมทั้งมีบริษัทญี่ปุ่นบางส่วนที่ชาวต่างชาติมีสิทธิการออกเสียงเกิน 49 % และบางบริษัทชาวต่างชาติมีสิทธิออกเสียงทั้ง 100% ซึ่งทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องปรับโครงสร้างบริษัทใหม่
นายเคอิสุเกะ มัทสึโมโตะ กล่าวว่านักธุรกิจญี่ปุ่นไม่ต้องการให้รัฐบาลไทยแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพราะจะทำให้นักลงทุนเกิดความสับสน และอาจทำให้นักลงทุนบางส่วน ย้ายการลงทุนจากไทยไปจีนและเวียดนาม โดยขณะนี้มีหลายกิจการในบัญชี 3 ที่นักธุรกิจญี่ปุ่นต้องการให้ไทยเปิดเสรี เช่น กิจการโฆษณา
ทีดีอาร์ไอแนะรัฐแก้ ก.ม.ต้องปฏิบัติได้
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การแก้กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวปี 2542 ที่กระทรวงพาณิชย์จะเสนอ ครม.วันนี้ (9ม.ค.) ซึ่งหอการค้าต่างประเทศแสดงความเห็นค้าน เพราะเห็นว่าไม่เปิดกว้างสำหรับเงินทุนจากต่างชาติเท่าที่ควร ซึ่งความจริงในบทเฉพาะกาล ได้มีการผ่อนปรนให้เวลาในการปรับตัวพอสมควร
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการแก้ไขกฎหมายของข้าราชการ มีความรักชาติสูง จึงรัดกุมในทุกด้าน เพื่อป้องกันต่างชาติเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศ แต่เห็นว่าการเขียนกฎหมายของไทย ส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ จึงอยากให้พิจารณาความเป็นจริงมากกว่า เพราะที่บอกว่าจะติดตามตรวจสอบ แต่หากพิจารณากำลังเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในส่วนทำหน้าที่ตรวจสอบมีไม่ถึง 10 คน ขณะที่ธุรกิจมีนับแสนราย คงตรวจสอบได้ไม่หมด
ทั้งนี้ ต้องการให้มองตัวเองเพื่อเปิดกว้าง เพราะหากธุรกิจใดต่างชาติมีความเชี่ยวชาญ หรือเข้ามาดำเนินการได้ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง กระทบต่อรายย่อย เกษตรกร หรือกลุ่มที่ต้องคุ้มครอง ก็ควรเปิดให้เข้ามาดำเนินการได้
"อยากให้แก้ไขกฎหมายให้มีความชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ ไม่ใช่สีเทาตีความลำบาก เพราะระบบของไทยควรจะเปิดกว้าง ควรจะเอื้ออำนวยในทางปฏิบัติมากกว่า ไม่ใช่กำหนดไว้แล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ ไม่เช่นนั้นอีก 10 ปี ก็เรียกร้องให้มีการแก้ไขกันใหม่ เหมือนกับเมื่อมีปัญหานอมินี แล้วเรียกร้องให้แก้ไข ปว.281 โดยจะแก้ไขกันทุกครั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น" ดร.สมเกียรติ กล่าว
"เกริกไกร"เมินเสียงค้านเดินหน้าเข้าครม.
นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกหอการค้าต่างประเทศ และทูตบางประเทศ จะยื่นคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการที่กระทรวงพาณิชย์ มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าวว่า ถือเป็นสิทธิของหอการค้าต่างประเทศฯ ที่จะสามารถแสดงความเห็นใดๆ ออกมาได้ แต่ในแง่กฎหมายคงไม่สามารถนำมาเปิดเผย หรือนำไปให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดูก่อน จะต้องเสนอ ครม.พิจารณา คาดว่าจะเป็นวันนี้ (9ม.ค.)