* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
matrix
Verified User
โพสต์: 1717
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ผมขออนุญาตแตกห้อง "จิบกาแฟ แล เศรษฐกิจ" ซึ่งกำลังเข้มข้น

ออกมาอีกห้องเป็น   "จิบกาแฟ แล นอมีนี่" ซึ่งกำลังฮอตฮิต และมีผลต่อการลงทุนอย่างมาก    

เรามา Update ข่าวล่าสุดกันเลยครับ



รูปภาพ

                       28ชาติผนึกขู่ย้ายฐานหนีไทย

9 มกราคม 2550 06:51 น.   กรุงเทพธุรกิจ
"เกริกไกร" เมินเสียงค้าน เดินหน้าชงเข้าครม.ทีดีอาร์ไอแนะรัฐแก้กม.ต้องปฏิบัติได้

28 หอการค้าต่างประเทศในไทย ผนึกเอกอัครราชทูต ยื่นไม้ตายรัฐบาลชะลอเสนอร่างแก้ไขกฎหมายต่างด้าวเข้า ครม.วันนี้ ออกไปอีก 6 เดือน พร้อมทำหนังสือกดดันถึง "สุรยุทธ์" เรียกร้องเริ่มกระบวนการแก้กฎหมายใหม่ จี้รัฐเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียก่อน ค้านเพิ่มสิทธิออกเสียงครอบคลุมการเป็นต่างด้าว เสนอตัดบัญชี 3 เลขาธิการหอการค้าญี่ปุ่น ระบุ 7,000 บริษัทลงทุนในไทยกระทบหนัก ขู่ไม่ได้ผลย้ายฐานการลงทุนเข้าเวียดนาม-จีนทันที

นายปีเตอร์ จอห์น แวน ฮาเรน ประธานหอการค้าต่างประเทศในไทย เปิดเผยว่าหอการค้าต่างประเทศในไทยที่มีสมาชิก 28 หอการค้า มีสมาชิกประมาณ 1 หมื่นบริษัท ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตของประเทศ ที่มีผู้ประกอบการเป็นสมาชิกหอการค้าต่างประเทศ 28 ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในการเสนอให้รัฐบาลไทย ชะลอการแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่าวด้าว พ.ศ. 2542 ออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน

ทั้งนี้ รัฐบาลควรเริ่มกระบวนการแก้ไขกฎหมายใหม่ เพื่อรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จาก พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวมากขึ้น โดยนักธุรกิจต่างประเทศ มีทนายความ นักกฎหมายและนักธุรกิจที่พร้อมจะเข้าไปให้ความเห็น

บีบถอนร่างแก้ไขฯออกจากครม.วันนี้

นายแวน ฮาเรน กล่าวว่าหอการค้าต่างประเทศฯ ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิก การนำร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ในวันนี้ ( 9 ม.ค.) ที่ผ่านมาผู้ที่ได้รับกระทบจากกฎหมายเข้าไปมีส่วนร่วม ในการแก้กฎหมายน้อย แม้ว่าหอการค้าต่างประเทศฯ จะมีผู้แทน 1 คน เข้าไปเป็นคณะกรรมการในคณะกรรมการศึกษา พิจารณายกร่างแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่มีนายประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน แต่เป็นเสียงของชาวต่างชาติเพียง 1 ใน 10 ของกรรมการทั้งหมด

"หอการค้าต่างประเทศฯ ได้ทำหนังสือแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายให้กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และนายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม2549 แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลแต่อย่างใดเลย"นาย แวน ฮาเรน กล่าว

ขู่ถอนการลงทุนหากรัฐไม่ฟังเสียงค้าน

หาก ครม.ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะมีผลในทางลบต่อการลงทุนของชาวต่างชาติในไทย ซึ่งบริษัทที่เกี่ยวข้องจะมาพิจารณาว่า จะลงทุนในไทยต่อหรือไม่ เพราะกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์จะเสนอเข้า ครม.สร้างอุปสรรคให้กับนักลงทุนต่างชาติ โดยการเพิ่มสิทธิการออกเสียง ในคำนิยามของกฎหมาย จะเป็นการบังคับให้บริษัทต่างด้าวต้องขายหุ้นออกไป ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติ ถอนการลงทุนจากไทยไปแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะมีจำนวนเท่าใด

นายแวน ฮาเรน กล่าวว่า หอการค้าต่างประเทศฯ คงทำอะไรขณะนี้ไม่ได้ หากรัฐบาลแก้ไขกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์เสนอไป เมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้วหอการค้าต่างประเทศฯ จะขอเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ให้กลับมาเป็นเช่นเดิม โดยจะเสนอขอแก้ไขตามวาระที่กระทรวงพาณิชย์ จะแก้กฎหมายประจำปี รวมทั้งมีบริษัทไทยบางส่วนที่เข้าใจธรรมชาติของการทำธุรกิจ และเห็นด้วยกับการที่หอการค้าต่างประเทศฯ ออกมาคัดค้านการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้

ถูกบังคับขายหุ้นปรับโครงสร้างบริษัท

นอกจากนี้ การที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดแนวทางในบทเฉพาะกาลไว้ 3 แนวทาง คือ กำหนดให้บริษัทเดิมต้องจดทะเบียนใหม่ บริษัทที่ตั้งอยู่แล้วมีระยะเวลาปรับปรุงบริษัท และบริษัทที่ตั้งใหม่ต้องทำตามเงื่อนไขของกฎหมายใหม่ ซึ่งทั้ง 3 แนวทาง ทำให้ทุกบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้น ต้องทำตามกฎหมายฉบับแก้ไข โดยบริษัทที่เคยถูกกฎหมายอยู่แล้ว จะถูกบังคับให้ต้องขายหุ้น รวมทั้งต้องปรับโครงสร้างบริษัท และเปลี่ยนนโยบายของบริษัทใหม่ ซึ่งผลกระทบต่อการลงทุนในไทย จะเกิดขึ้นในช่วงที่บทเฉพาะกาลกำหนดไว้ โดยอาจเกิดในช่วง 6 เดือน หรือ 3 ปี ก็ขึ้นกับว่าจะแก้ไขกฎหมายอย่างไร

หากแก้ไขกฎหมายฉบับนี้แล้ว นักลงทุนต่างชาติ มีสิทธิจะลงทุนในไทยต่อหรือไม่ก็ได้ โดยหอการค้าต่างประเทศฯ ยังคงแนะนำนักลงทุนใหม่ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์เหมาะสม และมีโอกาสการทำธุรกิจที่ดี แต่ขอให้ผู้จะเข้ามาลงทุน มีความระมัดระวังเกี่ยวกับกฎหมายของไทย เพราะกฎหมายที่ใช้ในปัจจุบัน อาจจะมีการแก้ไขอย่างไรก็ได้ในอนาคต ซึ่งนักลงทุนต่างชาติต้องการกฎหมายที่มีความนิ่ง โดยการปรับเปลี่ยนกฎหมายแต่ละครั้งจะกระทบกับความเชื่อมั่นของนักธุรกิจต่างชาติ

นายแวน ฮาเรน กล่าวว่า บางบริษัทเข้ามาลงทุนตั้งแต่ 10-30 ปี มีการจ้างงานและเสียภาษีอย่างถูกต้องให้กับทางการไทย แต่เมื่อแก้ไขกฎหมายแล้ว เป็นการบังคับให้บริษัทต่างด้าวต้องขายหุ้น จะทำให้บริษัทอย่างนี้คิดอย่างไร ซึ่งประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ก็จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเช่นกัน

ชี้นิยามเดิมเหมาะสม-เสนอตัดบัญชี3

สำหรับ หอการค้าต่างประเทศฯ เห็นว่าการกำหนดคำนิยามคนต่างด้าวเดิม มีความเหมาะสมอยู่แล้ว โดยเห็นว่าไม่ควรเพิ่มสิทธิการออกเสียงเข้าไป เพราะถ้าคำนิยาม มีทั้งสัดส่วนการถือหุ้นและสิทธิการออกเสียง จะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของชาวต่างชาติ รวมทั้งอาจทำให้ผู้ที่เข้ามาลงทุนในไทย ย้ายไปลงทุนในประเทศอื่น รวมทั้งอาจขัดกับข้อตกลงที่ไทยทำไว้กับองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)

นอกจากนี้ หอการค้าต่างประเทศฯ ยังต้องการให้รัฐบาลยกเลิกการบังคับใช้บัญชี 3 และกำหนดให้บางกิจการในบัญชี 2 เปิดเสรีให้คนต่างด้าว เพราะในบัญชี 3 และบางรายการในบัญชี 2 มีคนต่างด้าวเข้าไปทำธุรกิจอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับ ซึ่งการที่เปิดให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันจะทำให้ราคาสินค้าในประเทศต่ำลงและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทย

"หอการค้าต่างประเทศฯ ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลมีเหตุผลอะไร ในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นระหว่างกลุ่มชินและกลุ่มเทมาเส็กก็ได้ แต่ถึงอย่างไรเราต้องการให้การแก้ไขกฎหมายแยกกันระหว่างการทำธุรกิจกับการเมือง" นาย แวน ฮาเรน กล่าว

ชี้บริษัทญี่ปุ่น7พันรายกระเทือน

นายเคอิสุเกะ มัทสึโมโตะ เลขาธิการหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมีความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเฉพาะการเพิ่มสิทธิการออกเสียงในคำนิยามของกฎหมาย จะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของชาวญี่ปุ่นมาก เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ซึ่งมีประมาณ 7,000 บริษัท และมีบริษัทที่เป็นสมาชิกของหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ 1,200 บริษัท รวมทั้งมีบริษัทญี่ปุ่นบางส่วนที่ชาวต่างชาติมีสิทธิการออกเสียงเกิน 49 % และบางบริษัทชาวต่างชาติมีสิทธิออกเสียงทั้ง 100% ซึ่งทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องปรับโครงสร้างบริษัทใหม่

นายเคอิสุเกะ มัทสึโมโตะ กล่าวว่านักธุรกิจญี่ปุ่นไม่ต้องการให้รัฐบาลไทยแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพราะจะทำให้นักลงทุนเกิดความสับสน และอาจทำให้นักลงทุนบางส่วน ย้ายการลงทุนจากไทยไปจีนและเวียดนาม โดยขณะนี้มีหลายกิจการในบัญชี 3 ที่นักธุรกิจญี่ปุ่นต้องการให้ไทยเปิดเสรี เช่น กิจการโฆษณา

ทีดีอาร์ไอแนะรัฐแก้ ก.ม.ต้องปฏิบัติได้

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การแก้กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวปี 2542 ที่กระทรวงพาณิชย์จะเสนอ ครม.วันนี้ (9ม.ค.) ซึ่งหอการค้าต่างประเทศแสดงความเห็นค้าน เพราะเห็นว่าไม่เปิดกว้างสำหรับเงินทุนจากต่างชาติเท่าที่ควร ซึ่งความจริงในบทเฉพาะกาล ได้มีการผ่อนปรนให้เวลาในการปรับตัวพอสมควร

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการแก้ไขกฎหมายของข้าราชการ มีความรักชาติสูง จึงรัดกุมในทุกด้าน เพื่อป้องกันต่างชาติเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศ แต่เห็นว่าการเขียนกฎหมายของไทย ส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ จึงอยากให้พิจารณาความเป็นจริงมากกว่า เพราะที่บอกว่าจะติดตามตรวจสอบ แต่หากพิจารณากำลังเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในส่วนทำหน้าที่ตรวจสอบมีไม่ถึง 10 คน ขณะที่ธุรกิจมีนับแสนราย คงตรวจสอบได้ไม่หมด

ทั้งนี้ ต้องการให้มองตัวเองเพื่อเปิดกว้าง เพราะหากธุรกิจใดต่างชาติมีความเชี่ยวชาญ หรือเข้ามาดำเนินการได้ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคง กระทบต่อรายย่อย เกษตรกร หรือกลุ่มที่ต้องคุ้มครอง ก็ควรเปิดให้เข้ามาดำเนินการได้

"อยากให้แก้ไขกฎหมายให้มีความชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ ไม่ใช่สีเทาตีความลำบาก เพราะระบบของไทยควรจะเปิดกว้าง ควรจะเอื้ออำนวยในทางปฏิบัติมากกว่า ไม่ใช่กำหนดไว้แล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ ไม่เช่นนั้นอีก 10 ปี ก็เรียกร้องให้มีการแก้ไขกันใหม่ เหมือนกับเมื่อมีปัญหานอมินี แล้วเรียกร้องให้แก้ไข ปว.281 โดยจะแก้ไขกันทุกครั้งเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น" ดร.สมเกียรติ กล่าว

"เกริกไกร"เมินเสียงค้านเดินหน้าเข้าครม.

นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกหอการค้าต่างประเทศ และทูตบางประเทศ จะยื่นคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการที่กระทรวงพาณิชย์ มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าวว่า ถือเป็นสิทธิของหอการค้าต่างประเทศฯ ที่จะสามารถแสดงความเห็นใดๆ ออกมาได้ แต่ในแง่กฎหมายคงไม่สามารถนำมาเปิดเผย หรือนำไปให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดูก่อน จะต้องเสนอ ครม.พิจารณา คาดว่าจะเป็นวันนี้ (9ม.ค.)
Capo
Verified User
โพสต์: 1067
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 2

โพสต์

ถ้าผมมองว่าอย่างนี้ ถูกไหมครับ

จับเอามาตรการสกัดเงินเก็งกำไรระยะสั้น + กฎหมายนอมินี = เจตนาไม่รับเงินลงทุนจากต่างประเทศ

แล้วย้อนกับไปที่กระทู้ "เงินลงทุนในประเทศ = เงินออม + เงินทุนต่างชาติ ?? "
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=22234

ก็จะกลายเป็นว่าเดือนหน้าต่อไม่ได้เลยมีแต่ถอยหลัง
ไมรู้ว่าท่าน ๆ ผู้บริหารประเทศมองบูรณาการของนโยบายเอาไว้อย่างไรนะ
... จุดเริ่มต้นของคนเราไม่สำคัญ

มันสำคัญที่ว่าเขาวิ่งได้เร็วแค่ไหนตะหาก ...
sunrise
Verified User
โพสต์: 2266
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 3

โพสต์

มาสวัสดีทุกคนครับ

เดี๋ยวประเทศไทยก็กลายเป็นสมัยเวียดนามปิดประเทศ
ตอนนี้ทั้งจีน อินเดีย เวียดนามกำลังเปิดประเทศให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปาก
ส่วนรัฐบาลนี้กำลังหาทางให้เราปิดประเทศซะแล้วซิ

ผมรู้สึกว่าเรากำลังได้คนที่ไม่รู้จักโลกยุคใหม่มาบริหารประเทศ

ทำอย่างนี้มีแต่จะทำให้คนหมดความนับถือเข้าไปทุกที
เกลียดคนเก่ามากแต่รู้สึกว่า ผมเริ่มชอบคนเก่งแต่โกงละครับ

ประเทศพัฒนาช้า ดีกว่าประเทศถอยหลังลงคลองแน่ๆ
การลงทุนคือความเสี่ยง
แต่ความเสี่ยงสูงคือ ไม่รุ้ว่าอะไรคือจุดชี้เป็นชี้ตายของบริษัท
ความเสียงสุงที่สุด คือ ไม่รู้ว่าเลยว่าตัวเองทำอะไรอยู่
beammy
Verified User
โพสต์: 3345
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 4

โพสต์

sunrise เขียน:ผมรู้สึกว่าเรากำลังได้คนที่ไม่รู้จักโลกยุคใหม่มาบริหารประเทศ
ผมก้อคิดเหมือนพี่ ครับ

ก้อ ครม. ชุดนี้อายุรวมปาเข้าไปพันกว่าปี

Conservative จัด ครับ ...
matrix
Verified User
โพสต์: 1717
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 5

โพสต์

เรามาดูมุมมองของ ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ กันบ้าง


คิดแบบนักวิชาการ

15 มกราคม 2550 น.  กรุงเทพธุรกิจ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ


ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการวิเคราะห์และพูดถึงการแก้กฎหมายการประกอบธุรกิจต่างด้าวที่ผ่าน ครม.กันมากมาย ผมจึงขอนำเอากรณีร่างกฎหมายนี้ มาวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ (exercise in critical thinking) ดังนี้ครับ

การแก้กฎหมายครั้งนี้เป็นการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนและการทำธุรกิจของคนต่างด้าวในไทย โดยมีกระบวนการเก็บข้อมูลตลอดจนการนำข้อเสนอให้กับรัฐมนตรีพาณิชย์มานาน 3 เดือนแล้วจึงนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติวันที่ 9 มกราคม แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือวันที่ 8 มกราคม สภาหอการค้าต่างประเทศ ซึ่งมีสมาชิกจาก 28 ประเทศรวมตัวกันพร้อมกับเจ้าหน้าที่สถานทูตของประเทศดังกล่าว ออกแถลงการณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายธุรกิจคนต่างด้าว

โดยร้องเรียนว่าข้อคิดเห็นและท่าทีของพวกเขาไม่ได้ถูกสะท้อนในข้อเสนอของทางการเท่าที่เขาพอจะมีข้อมูล ทั้งนี้ เพราะว่าเขายังไม่ได้เห็นร่างกฎหมายดังกล่าว แม้จะได้พยายามขอดูร่างกฎหมายดังกล่าวมาโดยตลอด ทางรัฐมนตรีพาณิชย์เองก็ให้สัมภาษณ์ว่า ต่างชาติมีสิทธิจะแสดงความเห็นคัดค้านแต่ไม่ทราบว่า เขาคัดค้านทำไม เพราะเขาเองก็ยังไม่ทราบสาระของการแก้ไขแต่อย่างใด

ผมยังจะไม่กล่าวถึงสาระของการแก้ไขกฎหมาย (ซึ่งเป็นเรื่องที่สมควรวิเคราะห์ให้ถ่องแท้และผมจะเขียนถึงในครั้งต่อๆ ไป) แต่ขอให้ลองใช้วิจารณญาณเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าวให้ดี เรากำลังแก้กฎหมาย ซึ่งเป้าหมายคือ การดำเนินธุรกิจของคนต่างชาติ แต่เขายืนยันว่า เขาไม่สามารถสะท้อนแนวคิดของเขาให้รัฐบาลได้ทราบในเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา

นอกจากนั้น เขาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการขอรับทราบสาระของการแก้ไขกฎหมาย แต่อย่างใดจนไม่เห็นทางอื่น นอกจากจะต้องออกแถลงการณ์ร่วมกับสถานทูตว่า เขาไม่เห็นด้วยกับกระบวนการและสาระของการแก้ไขกฎหมาย จึงได้เรียกร้องให้ชะลอการเสนอร่างออกไปอีก 6 เดือนเพื่อให้เขาได้แสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่

ตรงนี้คำถามคือหากรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจคนต่างด้าว แต่ทำไมเราจึงไม่ได้ให้เขาได้มาร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น เรากลับมาอธิบายให้เขาทราบในภายหลัง ซึ่งย่อมจะทำให้คำพูดของรัฐบาลที่บอกว่า ต้องการให้เกิดความโปร่งใสนั้นไม่ค่อยจะมีน้ำหนัก เพราะกระบวนการแก้ไขกฎหมายก็มิได้เปิดกว้างหรือแสดงถึงความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง และได้รับผลกระทบจากทุกภาคส่วน

ข้อสรุปตรงนี้คือกระบวนการแก้ไขกฎหมายตรงนี้ ก็น่าจะทำให้ต่างชาติมั่นใจในรัฐบาลน้อยลงไป ไม่ใช่มั่นใจมากขึ้นและเมื่อนำเรื่องนี้ไปผนวกกับมาตรการตั้งสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมการกอบกู้ความมั่นใจของต่างชาติ คงจะเป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐบาลอย่างมาก

ปกติแล้ว นักธุรกิจต่างชาติที่ทำธุรกิจในประเทศอื่น รวมทั้งสถานทูตนั้นจะหลีกเลี่ยงการออกมาตำหนิรัฐบาลเจ้าบ้าน เพราะเขาทราบดีว่าการกระทำดังกล่าวจะมีผลเสียอย่างยิ่ง เพราะจะต้องทำให้ประชาชนในประเทศเจ้าบ้านไม่พอใจ ที่รัฐบาลกำลังถูกคนต่างชาติกดดันและคุกคาม จึงเป็นการกระทำที่ผิดปกติอย่างมากและคงทำไป เพราะมองว่าไม่มีทางเลือกอื่น

สำหรับประเด็นหลักที่จะต้องนำมาวิเคราะห์ในเรื่องนี้ คือศักยภาพของทุนไทยเมื่อเปรียบเทียบกับทุนต่างชาติ เม็ดเงินนั้นโดยปกติแล้วก็พอที่จะหาได้โดยไม่ยากนักในยุคที่เงินทุนสามารถไหลเข้า-ออกได้อย่างค่อนข้างจะเสรี แต่ทำไมประเทศไทยจึงต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติมาโดยตลอดในช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมา?

คำตอบคือการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (foreign direct investment) นั้น มาพร้อมกับเจ้าของทุนที่เดินทางมาที่เมืองไทย เพื่อมาสร้างโรงงานและประกอบกิจการด้วยตัวเองด้วยความสามารถในการบริหารของตัวเอง และด้วยเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงขยายฐานมาที่เมืองไทย และมีความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าทุนไทย

บางคนแสดงความไม่พอใจว่า หากต่างชาติไม่ยอมรับเงื่อนไขของไทย ก็แสดงว่าไม่เคารพอธิปไตยของไทย จึงสมควรที่จะปล่อยให้ไปโดยเราไม่ต้องกลัวคำขู่ ผมคิดว่าเราไม่ควรด่วนสรุปและควรจะไตร่ตรองผลกระทบอย่างรอบคอบ เพราะการมาลงทุนลงแรงในไทย หรือการจะถอนทุนออกไปนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาให้รอบด้านจริงๆ

แม้ว่าอาจจะมีความเชื่อว่า ต่างชาติจะไม่กล้าย้ายหนี เพราะประเทศไทยน่าลงทุนและกฎเกณฑ์ของเราก็ไม่ได้เข้มงวดกว่าประเทศอื่น เช่น จีนและเวียดนาม ซึ่งมีข้อบังคับและความเสี่ยงต่างๆ สูงกว่าไทยมาก

แต่ต้องเข้าใจว่าประเทศใกล้เคียงเรามีความน่าสนใจอย่างมาก เช่น จีน อินเดีย และเวียดนามเพราะเป็นประเทศที่เพิ่งเปิดใหม่ และ/หรือมีตลาดภายในที่ใหญ่กว่าไทยมาก และมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า แต่ที่สำคัญที่สุด คือเขาเพิ่งเข้าไปเป็นภาคีองค์การการค้าโลก หรือ WTO และมีภาระผูกพันที่จะต้องเปิดเสรีและเพิ่มความโปร่งใสในมิติต่างๆ ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือนับวันประเทศเขาจะน่าลงทุนมากขึ้น แต่การแก้กฎหมายของเรานั้นต่างชาติมองว่า เป็นการก้าวถอยหลัง

เราสามารถบอกได้ว่า การแก้ไขกฎหมายของเรานั้น ทำให้คำนิยามของคนต่างด้าวชัดเจนขึ้น แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่เขายึดปฏิบัติมาตลอดหลาย 10 ปีนั้น ก็เป็นไปตามกฎหมายเช่นกัน ดังนั้น การที่จะแก้กฎซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิและผลประโยชน์ที่เคยมีของเขา ก็ต้องมีการดำเนินการที่เป็นหลักสากลปฏิบัติที่ยอมรับและอธิบายได้ ประเด็นนี้ผมจะนำมาขยายความในสัปดาห์หน้า

สำหรับครั้งนี้ต้องขอทิ้งท้ายเอาไว้ว่า หากเราสกัดกั้นทุนต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพกว่าออกไปเหลือแต่ทุนไทย มั่นใจได้หรือไม่ว่าทุนไทยจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ทัดเทียมหรือดีกว่าทุนต่างชาติ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนทั้งชาติ เพราะการมีแหล่งทุนให้เลือกน้อยราย จะเป็นการสร้างอำนาจต่อรองหรือผูกขาดให้บางกลุ่ม (เพราะขาดการแข่งขัน)

และในเมื่อประสิทธิภาพของทุนต่ำ ผลก็คือปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่จะต้องใช้ร่วมกับทุนดังกล่าวคือแรงงานและทรัพยากรก็จะต้องถูกกดราคาลง หมายความว่า มนุษย์เงินเดือนก็จะต้องได้รับเงินเดือนต่ำลงด้วย


หากท่านพิจารณาดูให้ดีว่า เด็กที่เรียนจบมาใหม่ๆ นั้น มักอยากไปหางานทำกับบริษัทต่างชาติที่จะให้เงินเดือนและสวัสดิการสูงกว่าบริษัทไทย เนื่องจากมีการบริหารจัดการที่ดีกว่า รวมทั้งลู่ทางที่จะก้าวหน้าในการงาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหลานของเจ้าของบริษัท ก็จะยังสามารถก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงได้

ดังนั้น หากเราจะเป็นชาตินิยมเพื่อปกป้องทุนไทย ก็อาจจะส่งผลเสียต่อคนไทยกลุ่มอื่นทั้งหมดได้ จึงขอให้วิเคราะห์ให้ลึกซึ้งและครบถ้วนก่อนที่จะด่วนสรุปครับ




กาแฟแก้วนี้เข้มข้น  ถูกคอมั้ยครับ    :wink:
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 6

โพสต์

อ.ศุภวุฒิเด็ดขาดเช่นเคย

1 ทำไม่ถูกเวลา
2 เกาไม่ถูกที่คัน
3 ไม่มองตัวเอง
4 คิดไม่รอบด้าน

เมื่อไหร่จะเลือกตั้งซะทีวะเนี่ย
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
woody
Verified User
โพสต์: 3763
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 7

โพสต์

ผมว่าถ้วยนี้เป็น Americano นะครับ ฮิฮิ
Impossible is Nothing
ภาพประจำตัวสมาชิก
สุมาอี้
Verified User
โพสต์: 4576
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 8

โพสต์

พ่อขุนรามคำแหงท่านทรงเป็นอัจฉริยะทางด้านเศรษฐศาสตร์ เพราะท่านทรงมีความเข้าใจว่าประเทศจะกินดีอยู่ดีที่สุดถ้า

"ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า" (จากหลักศิลาจารึก)

ทั้งที่พระองค์มิเคยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มาก่อน

ลองสังเกตดูสิครับ ไทยรุ่งเรืองสุดขีดในยุคที่เรามีการเปิดประเทศเพื่อค้าขายกับต่างประเทศทั้งสิ้น สมัยสมเด็จพระนารายณ์เราค้าขายกับฮอลันดา สมัยร.5 เราก็เปิดประเทศเพื่อนำเข้าเทคโนโลยีในทุกๆ ด้านเพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัย เงินทองล้นพระคลังเลยครับ

ผมไม่เห็นว่าประเทศที่ปิดอย่าง เวเนซูเอล่า โบลิเวีย หรือพม่า คนในชาติจะกินดีอยู่ดีตรงไหนเลย
http://dekisugi.net
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ
woody
Verified User
โพสต์: 3763
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 9

โพสต์

สุมาอี้ เขียน: ผมไม่เห็นว่าประเทศที่ปิดอย่าง เวเนซูเอล่า โบลิเวีย หรือพม่า คนในชาติจะกินดีอยู่ดีตรงไหนเลย
บางกลุ่มครับ น่าจะอยู่ดีกินดี  :wink:
Impossible is Nothing
ภาพประจำตัวสมาชิก
Muffin
Verified User
โพสต์: 874
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 10

โพสต์

กอบโกยแล้วก็หนีไปอยู่ต่างประเทศครับ

ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่ไม่เจริญเขาทำกันแบบนั้นครับ

คนพม่าพอเพียงเข้าวัดเข้าวาทั้งวันครับ
แล้วก็เป็นประเทศที่ส่งออกกัญชาและยาบ้ามหาศาลแล้วก็ไม่สามารถสร้างสวัสดิการสังคมพื้นฐานให้กับคนในประเทศได้อย่างเพียงพอด้วยครับ

รัฐบาลทหารของเขาปิดมหาวิทยาลัยมาหลายปี
แล้วก็ล้มการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยครับ
woody
Verified User
โพสต์: 3763
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 11

โพสต์

:wink:
Impossible is Nothing
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mon money
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 3134
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 12

โพสต์

ply33
เมื่อเช้ารายการภาษาเศรษฐกิจทาง Modern Nine สัมภาษณ์อาจารย์คับ รู้สึกว่ามีสาระดีเลยอยากมาแชร์กัน

Economic Growth 2007 ประมาณการ น่าจะต่ำกว่า 4% (4-5% ยากคับ) แต่ตัวเลขไม่ได้ดูมาแน่นอน เพราะสาเหตุต่างๆแต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องการเมืองยังไม่แน่นอนเพราะการคืนอำนาจให้ประชาชนถ้าทำไม่ดีอาจจะมีความวุ่นวายได้ และความไม่แน่นอนของมาตรการของรัฐอีกด้วยครับ

เรื่องอัตราดอกเบี้ย ผมและหลายๆท่านคาดว่าปีนี้จะมีการลดดอกเบี้ย 0.5-1.00% ด้วยซ้ำไป(ก่อนมาตรการหัก 30%)ตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้วเพราะเงินเฟ้อก็น้อยไม่น่าเป็นห่วง แต่พอใช้มาตรการหัก 30% ทำให้เงินในระบบพร่องไป(สภาพคล่องลดลง) ทำให้มาตรการลดดอกเบี้ยจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร(เพราะสภาพคล่องลดลงไปแล้วจากการหัก 30%)

เงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าระยะยาวต่อเนื่องเพราะการส่งออกของเราโตมากจนใกล้อิ่มตัวแล้วมีอัตรามากกว่า 60% ของ GDP และทำให้ได้ USD เข้ามามากทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก ซึ่งต่างกับตอนวิกฤต 40 ที่เราต้องการ USD แต่ตอนนี้เราไม่ต้องการมากเพราะเงินสำรองก็เยอะแล้ว
รวมทั้งเศรษฐกิจอเมริกายังถดถอยทำให้มีการย้ายเงินออกมาที่เอเชีย

ส่วนการจะผ่อนผันมาตรการหัก 30% นั้นให้ดูแยกจากเรื่องอื่นๆและอาจะไม่ได้เป็นผลบวกมากนัก ส่วนมาตรการที่ออกมาใหม่ผ่อนผันให้ไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยไม่เกิน 50 ล้าน USD ไม่ต้องแจ้งทางการทำให้บริษัทต่างๆจะไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้นทั้งๆที่ต้องการให้เกิดการลงทุนในประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจโตโดยเงินในประเทศ(หลังจากกันเงินต่างประเทศออกไปส่วนที่เก็งกำไร) แต่นโยบายกลับสวนทางกันมันก็เลยจะหักล้างกันไปครับทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัวเท่าที่คิดไว้ครับ

ปล. ผมฟังแล้วมาเขียนอาจจะผิดได้บ้างขอรับผิดครับ (ไปหาใน mcot.net แล้วไม่มีครับ)

ขอบคุณครับ
แบงค์ชาติสงสัยกำลังเมาหมัด

เงินเฟ้อมันต่ำอยู่แล้ว ปริมาณเงิน(M2)ก็อยู่ในระดับต่ำ แต่ดอกเบี้ยสูง ค่อนข้างจะฟืดๆอยู่ด้วยซ้ำไป นี่ดันไปตัดปริมาณเงินโดยกันสำรอง30% แถมบอกว่าเอาเงินไทยไปลงทุนนอกบ้านได้ถนัดขึ้นอีก แล้วปริมาณเงินมันจะเพิ่มได้ไง แล้วจะยิ่งลดดอกเบี้ย เก็บเงินไว้ในบ้านก็ได้น้อย เอาไปนอกบ้านดีกว่า

ขยายในบ้านก็ลำบากเพราะคนไม่ซื้อของ ต่อให้ดอกเบี้ยถูกก็ไม่ซื้อเพราะไม่มั่นใจ ไม่เอาไปนอกบ้านแช่ไว้นี่ก็เสียโอกาส ....เฮ้อ

อะไรที่ควรทำไม่ทำ อะไรที่ไม่ควรทำดันทำ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Muffin
Verified User
โพสต์: 874
ผู้ติดตาม: 0

* * * " จิบกาแฟ แล นอมีนี่ " * * *

โพสต์ที่ 13

โพสต์

นั่นสิ

ตกลงสนับสนุนเงินออก ไม่สนับสนุนเงินเข้า

เอาเข้าไป
โพสต์โพสต์