เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 15
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 1
ผมกะลังอ่านอยู่ ช่วยให้ตาสว่างและเข้าใจขึ้นมาได้มากเลยครับ แต่ผมเป็นคนความรู้น้อยและเข้าใจอะไรค่อนข้างยากนิดนึงหน่ะครับ พออ่านๆไปบางช่วงมันก็ติดและ ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ทราบผมจะทยอยมาถาม ในกระทู้นี้จะได้มั้ยครับ ถ้ามีทางใดที่สะดวกกว่า รบกวนชี้แนะด้วยนะครับ
ไหนๆก็เข้ามาแล้ว ขอเซิร์ฟๆ ถามซะเล็กน้อย คงไม่ว่ากันนะครับ
1..ในหน้า 103-104 ท้ายๆหน้า 103 บอกว่าผลรวมกระแสเงินสดอิสระทั้งหมดตั้งแต่ปีที่4 เป็นต้นไปเท่ากับ.......แล้วพอข้ามมาที่ต้นหน้า 104 "แต่ค่าที่ได้เป็นมูลค่าในปีที่3......" ตรงนี้อ่านแล้วงงๆ อ่ะครับ แล้ว สูตรสุดท้ายของหน้านี้ คือ ตามความเข้าใจของผมเอง ผมคิดว่ามันน่าจะหารด้วย (1+r) ยกกำลัง4 หน่ะครับ ยังงัยรบกวนช่วยขยายความให้ฟังซักนิดจะได้มั้ยครับ
ไหนๆก็เข้ามาแล้ว ขอเซิร์ฟๆ ถามซะเล็กน้อย คงไม่ว่ากันนะครับ
1..ในหน้า 103-104 ท้ายๆหน้า 103 บอกว่าผลรวมกระแสเงินสดอิสระทั้งหมดตั้งแต่ปีที่4 เป็นต้นไปเท่ากับ.......แล้วพอข้ามมาที่ต้นหน้า 104 "แต่ค่าที่ได้เป็นมูลค่าในปีที่3......" ตรงนี้อ่านแล้วงงๆ อ่ะครับ แล้ว สูตรสุดท้ายของหน้านี้ คือ ตามความเข้าใจของผมเอง ผมคิดว่ามันน่าจะหารด้วย (1+r) ยกกำลัง4 หน่ะครับ ยังงัยรบกวนช่วยขยายความให้ฟังซักนิดจะได้มั้ยครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 15
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 3
2.กรณีศึกษาของ ปตท หน้า 109
ถ้าให้เบต้าของบริษัท เท่ากับ 1 ต้นทุนเงินทุนของผู้ถือหุ้นจะเท่ากับ 5.5%+6.45% -------> แต่ในหน้าที่36 บอกว่า จะใช้ market risk premium ที่ 6.5% ปตท มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ market risk premium จึงใช้ 6.45% ??
3.ในหน้า 109 บรรทัดสุดท้าย 1-T = 1-0.5
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของ ปตท คือ 0.5 = 50% เหรอครับ
ขอรบกวนถามเท่านี้ก่อนนะครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปวันต่อๆไป อาจจะมีคำถามมาอีกเรื่อยๆครับ ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก เลยอยากจะอ่านให้เข้าใจในทุกรายละเอียด ไม่ได้ต้องการจะจับผิดหรืออะไรทั้งสิ้น อยากได้มากที่สุดก็คือความรู้ครับ e-mail ผม [email protected]
ขอบคุณล่วงหน้ามากๆเลยครับ
ถ้าให้เบต้าของบริษัท เท่ากับ 1 ต้นทุนเงินทุนของผู้ถือหุ้นจะเท่ากับ 5.5%+6.45% -------> แต่ในหน้าที่36 บอกว่า จะใช้ market risk premium ที่ 6.5% ปตท มีอะไรพิเศษหรือเปล่าครับ market risk premium จึงใช้ 6.45% ??
3.ในหน้า 109 บรรทัดสุดท้าย 1-T = 1-0.5
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของ ปตท คือ 0.5 = 50% เหรอครับ
ขอรบกวนถามเท่านี้ก่อนนะครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปวันต่อๆไป อาจจะมีคำถามมาอีกเรื่อยๆครับ ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก เลยอยากจะอ่านให้เข้าใจในทุกรายละเอียด ไม่ได้ต้องการจะจับผิดหรืออะไรทั้งสิ้น อยากได้มากที่สุดก็คือความรู้ครับ e-mail ผม [email protected]
ขอบคุณล่วงหน้ามากๆเลยครับ
- สุมาอี้
- Verified User
- โพสต์: 4576
- ผู้ติดตาม: 0
Re: เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 5
[quote="invisible"]ผมกะลังอ่านอยู่ ช่วยให้ตาสว่างและเข้าใจขึ้นมาได้มากเลยครับ แต่ผมเป็นคนความรู้น้อยและเข้าใจอะไรค่อนข้างยากนิดนึงหน่ะครับ พออ่านๆไปบางช่วงมันก็ติดและ ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่ทราบผมจะทยอยมาถาม ในกระทู้นี้จะได้มั้ยครับ ถ้ามีทางใดที่สะดวกกว่า รบกวนชี้แนะด้วยนะครับ
http://dekisugi.net
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 18134
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 7
เพิ่มเติมจุดนี้ให้นิดหน่อยwoody เขียน:เรื่องภาษีก่อนละกันครับ ปตท.เสียภาษีที่อัตรา 50% ครับ
เนื่องจากเอ๋PTTหรือPTTEP
จำได้ว่าเป็นPTTEPน่า ที่จ่ายภาษีให้แก่รัฐบาล 50%
ทำให้ผู้ถือหุ้นทั่วไปคิดเครดิตภาษีได้ คือ 50 หารด้วย 100-50 ทำให้ได้ปันผลเท่าไร ก็ได้เครดิตภาษีคืนเท่านั้นเลย
เป็นตัวเดียวที่ใครถือกินปันผลกำไรมากที่สุด


-
- Verified User
- โพสต์: 15
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 8
ขอบคุณทุกๆท่าน ที่ให้ความรู้ครับ ใช่ครับ ปตท สพ จิงๆด้วย ผมพิมพ์ตกไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยครับ
วันนี้มีคำถามมารบกวนอีกแล้วอ่ะครับ
1. p.106 ที่กราฟปริมาณการขาย kBOED คืออะไรเหรอครับ
2.ตารางค่าเสื่อม หน้า 108 ผมดูไม่เข้าใจอ่ะครับ ช่วยอธิบายละเอียดให้ฟังหน่อยจะได้มั้ยครับ
ขอบคุณ ท่านอาจารย์ทั้งหลายล่วงหน้าครับ
วันนี้มีคำถามมารบกวนอีกแล้วอ่ะครับ
1. p.106 ที่กราฟปริมาณการขาย kBOED คืออะไรเหรอครับ
2.ตารางค่าเสื่อม หน้า 108 ผมดูไม่เข้าใจอ่ะครับ ช่วยอธิบายละเอียดให้ฟังหน่อยจะได้มั้ยครับ
ขอบคุณ ท่านอาจารย์ทั้งหลายล่วงหน้าครับ
- สุมาอี้
- Verified User
- โพสต์: 4576
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 9
[quote="invisible"]ขอบคุณทุกๆท่าน ที่ให้ความรู้ครับ ใช่ครับ ปตท สพ จิงๆด้วย ผมพิมพ์ตกไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยครับ
http://dekisugi.net
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 8
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 11
หวัดดีครับ ผมอ่านหนังสือของคุณสุมาอี้เหมือนกันครับ
แล้วลองหางบการเงินของหุ้นสื่อสารตัวหนึ่ง ใน MAI มาหามูลค่า แบบ DFCนะครับ อยากถามคุณสุมาอี้นะครับ
1.ค่าหนี้สงสัยจะสูญ ค่าสินค้าล้าสมัย นี่อยู่ใน D&A หรือเปล่าครับ
2.ค่า g และ เบต้าในกลุ่มนี้ให้เท่าไหร่ดีครับ บ.นี้ไม่มีหนี้ เพิ่งเข้าตลาด โตเร็วมาก ใน1-2ปีที่ผ่านมา ค่าเบต้าใน นสพ. 0.67
ขอบคุณครับสำหรับหนังสือดีๆครับ
แล้วลองหางบการเงินของหุ้นสื่อสารตัวหนึ่ง ใน MAI มาหามูลค่า แบบ DFCนะครับ อยากถามคุณสุมาอี้นะครับ
1.ค่าหนี้สงสัยจะสูญ ค่าสินค้าล้าสมัย นี่อยู่ใน D&A หรือเปล่าครับ
2.ค่า g และ เบต้าในกลุ่มนี้ให้เท่าไหร่ดีครับ บ.นี้ไม่มีหนี้ เพิ่งเข้าตลาด โตเร็วมาก ใน1-2ปีที่ผ่านมา ค่าเบต้าใน นสพ. 0.67
ขอบคุณครับสำหรับหนังสือดีๆครับ
- สุมาอี้
- Verified User
- โพสต์: 4576
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 12
หนี้สงสัยจะสูญและค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยถ้าคิดเป็นมูลค่าที่น้อยไม่มีนัยสำคัญก็ไม่ต้องไปสนใจครับ แต่ถ้ามีค่ามาก ก็ควรจะรวมเข้าไปด้วยBandit เขียน:หวัดดีครับ ผมอ่านหนังสือของคุณสุมาอี้เหมือนกันครับ
แล้วลองหางบการเงินของหุ้นสื่อสารตัวหนึ่ง ใน MAI มาหามูลค่า แบบ DFCนะครับ อยากถามคุณสุมาอี้นะครับ
1.ค่าหนี้สงสัยจะสูญ ค่าสินค้าล้าสมัย นี่อยู่ใน D&A หรือเปล่าครับ
2.ค่า g และ เบต้าในกลุ่มนี้ให้เท่าไหร่ดีครับ บ.นี้ไม่มีหนี้ เพิ่งเข้าตลาด โตเร็วมาก ใน1-2ปีที่ผ่านมา ค่าเบต้าใน นสพ. 0.67
ขอบคุณครับสำหรับหนังสือดีๆครับ
สำหรับเบต้าผมแนะนำให้ใช้การประเมินเชิงคุณภาพของเราเองว่าธุรกิจของบริษัทเป็นธุรกิจที่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจมากหรือน้อยกว่าระดับเฉลี่ย ถ้าเศรษฐกิจโตแล้วมันจะโตมากกว่าก็อาจให้เบต้าสูงกว่า 1 โดยทั่วไปเบต้าควรจะอยู่ระหว่าง 0.8-1.25 อะไรแถวนี้ก็พอครับ ยกเว้นจะเป็นหุ้นที่มีหนี้สูงมาก
ส่วน g นั้นผมตอบไม่ได้ ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเติบโตของบริษัทตามแหล่งข่าวต่างๆ เพื่อประเมินว่าบริษัทจะโตได้ในระดับใด
http://dekisugi.net
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 171
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 13
ขอเรียนถามคุณสุมาอี้ เกี่ยบกับหนังสือวัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง ครับ กรณีศึกษา 2 การวัดหุ้น TF น่ะครับ พอเราคำนวณ Normalized EBIT ออกมาแล้ว ตอนที่จะหักด้วยภาษีน่ะครับ ในหนังสือเขียนว่าหัก ภาษีเงินได้ 118 ล้านบาท ภาษีเงินได้นี้คิดมาจากยอดของ Normalized EBIT ที่ 600 ล้านบาท หรือว่ามาจากยอด EBIT ที่ 840 ล้านบาทครับ ถ้าคิดจากยอด EBIT ในงบกำไรขาดทุนจะเป็น 124 ล้านบาท ผมเลยไปดูที่หมายเหตุงบการเงิน เพื่อจะเอา rate ไปคิดภาษีที่ยอด Normalized EBIT
11. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของงวดสามเดือนและสิบสองเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และ 2548 ได้คำนวณขึ้นจากกำไรก่อนภาษีหลังจากปรับปรุงด้วยรายได้ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากการส่งเสริมการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่อนุญาตให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษี
แล้วแบบนี้เวลาคิดภาษีให้ใช้แบบไหนเหรอครับ ขอบคุณมากครับ
11. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิของงวดสามเดือนและสิบสองเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 และ 2548 ได้คำนวณขึ้นจากกำไรก่อนภาษีหลังจากปรับปรุงด้วยรายได้ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากการส่งเสริมการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่อนุญาตให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษี
แล้วแบบนี้เวลาคิดภาษีให้ใช้แบบไหนเหรอครับ ขอบคุณมากครับ
- สุมาอี้
- Verified User
- โพสต์: 4576
- ผู้ติดตาม: 0
เกี่ยวกับหนังสือของคุณสุมาอี้ครับ
โพสต์ที่ 14
เรื่องภาษีเป็น issue หนึ่งของการวัดมูลค่าหุ้นเหมือนกัน เพราะนักลงทุนสถาบัน กับนักลงทุนรายย่อย เสียภาษีไม่เท่ากัน สถาบันไม่ได้เครดิตภาษี ผลตอบแทนที่ได้รับจากหุ้นตัวเดียวกันของนักลงทุนแต่ละประเภทจึงไม่เท่ากัน มิหน่ำซ้ำบริษัทยังเสียภาษีไม่เท่ากับนักลงทุนอีกเพราะเวลาบริษัทได้บีโอไอ นักลงทุนเอาไปเคลมไม่ได้ ดังนั้นจึงเกิดคำถามที่ว่า มูลค่าหุ้นควรคิดที่ของนักลงทุนหรือของบริษัท
เรื่องนี้ไม่มีบทสรุปนะครับ แต่ยึดอัตราภาษีที่บริษัทเสียเป็นหลัก ถ้าเราสมมติว่ารายได้อื่นๆ เช่น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือกำไรจากการขายสินทรัพย์เก่า ต่างๆ เป็นอะไรที่ไม่แน่นอนและไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ในอนาคตตรงนี้ควรเป็น 0 (บวกบ้างลบบ้างเค้ากันไป) ก็ควรจะเอาอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทเสียมาคูณ normalized EBIT ของบริษัทไปเลย
เช่น ถ้าบริษัทเสียภาษี 30% ถ้าหา normalize EBIT ได้ 100 ก็ให้ NOPAT เท่ากับ 70 บาท เป็นต้น
(ที่จริงอัตราภาษีที่บริษัทเสียก็เป็น issue อีกเหมือนกัน บางคนบอกว่าควรใช้ effective tax rate แทน stated tax rate แต่ช่างมันเถอะ เวียนหัวเปล่าๆ)
เรื่องนี้ไม่มีบทสรุปนะครับ แต่ยึดอัตราภาษีที่บริษัทเสียเป็นหลัก ถ้าเราสมมติว่ารายได้อื่นๆ เช่น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือกำไรจากการขายสินทรัพย์เก่า ต่างๆ เป็นอะไรที่ไม่แน่นอนและไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ในอนาคตตรงนี้ควรเป็น 0 (บวกบ้างลบบ้างเค้ากันไป) ก็ควรจะเอาอัตราภาษีนิติบุคคลที่บริษัทเสียมาคูณ normalized EBIT ของบริษัทไปเลย
เช่น ถ้าบริษัทเสียภาษี 30% ถ้าหา normalize EBIT ได้ 100 ก็ให้ NOPAT เท่ากับ 70 บาท เป็นต้น
(ที่จริงอัตราภาษีที่บริษัทเสียก็เป็น issue อีกเหมือนกัน บางคนบอกว่าควรใช้ effective tax rate แทน stated tax rate แต่ช่างมันเถอะ เวียนหัวเปล่าๆ)
http://dekisugi.net
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ
ไม่ค่อยได้เช็ค PM เลยครับ ต้องการติดต่อผม อีเมลไปที่ [email protected] จะชัวร์กว่าครับ