ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 1
ถ้าจะมีคนถามผมว่า การลงทุนในหุ้นระยะยาวนั้น ผมจะพิจารณาดูจากอะไรที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเลือกลงทุนกับบริษัทใด นั้น
คำตอบคือ ผมซื้อหุ้นใน 3 สิ่งที่สำคัญ โดยเปรียบหุ้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำผมไปสู่การจัดสรรเงินทุน การออมและการลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้ที่ดีอย่างต่อเนื่อง และอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยความเชื่อในทฤษฎีของการ Reinvestment และทฤษฎีดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งสามารถนำสรุปเป็นหลักการใหญ่ ๆ ได้ดังนี้คือ
1. ผมซื้อประสบการณ์ของผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้บริหารที่มีการบริหารจัดการที่ดี สร้างระบบการทำงานที่แข็งแกร่ง ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตและการพัฒนาสินค้าและบริการได้อย่างเหมาะสม ผู้บริหารผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่ก็ฝ่ามาจนเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจในปัจจุบันได้ ผู้บริหารมีประสบการณ์แพรวพราวและมีชั้นเชิงความคิดต่างๆรอบด้านทั้งในเรื่องบริหารคน บริหารตลาด การผลิต และทำธุรกิจเป็น และเป็นธุรกิจเบอร์ 1 ที่ยากที่คู่แข่งขันจะเข้ามาโค่นล้มได้ง่าย เป็นผู้มีความอดทนมุ่งมั่น เชื่อมั่น และไม่ย่อท้อกับอุปสรรคการทำงานที่ผ่านมา รู้จักตั้งโจทย์การทำงานที่ถูกต้อง และหาคำตอบและแก้ไขได้อย่างดีจนนำมาสู่ความสำเร็จจนถึงปัจจุบัน และยังพยายามตั้งโจทย์เพื่อความก้าวหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืน รู้จักเอาประสบการณ์ความล้มเหลวของดำเนินธุรกิจในอดีตเพื่อเป็นบทเรียนแก้ไขการทำงานให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งประสบการณ์ของผู้บริหารดังกล่าว หากเราต้องไปทำธุรกิจแข่งกับผู้บริหารหุ้นที่เราลงทุน จะเห็นได้ว่าเราคงไม่มีความสามารถที่จะเข้าไปแข่งด้วย เป็นต้น
2. ผมซื้อความคิดริ่เริ่มใหม่ ๆ ของบริษัท ในฐานะที่เป็นผู้นำตลาด ต้องสร้างสรรค์ หรือ Create Value ที่สร้างการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้ ระยะสั้นอาจผันผวนบ้าง เนื่องจากบางธุรกิจที่เป็น SME อาจต้องค่อยพัฒนาระบบงาน การขยายตลาดที่ใหญ่ขึ้น เหมือนเดิม เป็นปลาในอ่างน้ำ แต่ต่อมาโตในสระน้ำ จนใหญ่ขึ้นต้องไปเผชิญกับโลกกว้างที่เป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ขึ้น การก้าวหน้าในแต่ละช่วงที่เป็นการเติบโตนั้น จึงต้องมีความคิดริ่เริ่มใหม่ ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จในระยะยาว โดยเฉพาะ หุ้นประเภท เล็กดี รสโต กำไรโตสม่ำเสมอ ปันผลดี และมีอนาคตเติบโตสูง สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับความขาดแคลนหรือความจำเป็นของประเทศ เช่น เรื่องการทำให้ประเทศไทย เป็น Knowlede Society Base เอาปัญญามาขาย แทนที่จะขายแรงกาย หรือ ทำน้อยแต่มีคุณค่าเพิ่มหรือ Value มาก การใช้ Leverage ต่าง ๆ มาช่วย เช่น การขยายเครือข่าย การสร้างพลังในเรื่องการทำ Logistic Cost ต้นทุนต่ำ หรือ การขยายตลาดใหม่ ๆ จาก ท้องถิ่น สู่ระดับประเทศ และมีคุณภาพในระดับสากล การพัฒนาระบบงานโดยนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม การพัฒนาสินค้า R&D อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้โจทย์การเติบโตก้าวใหม่ ๆ ที่โตมากขึ้น เช่น ธุรกิจหนังสือแห่งหนึ่ง จะทำธุรกิจใหม่ E-shop หรือสะดวกซื้อ หรือ หุ้นสัปปะรดตัวหนึ่ง จะกระจายความเสี่ยงไปขายต่างประเทศที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ใช่เก่งเฉพาะภายในบ้านเท่านั้นแต่มีคุณภาพสินค้าที่สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ด้วย และสินค้าที่ขายก็สอดคล้องกับความต้องการของโลก หรือเป็นแนวโน้มของโลกด้วย เป็นสินค้าที่เป็นประโยชน์ และมีความจำเป็นต้องกินต้องใช้ ต้องอุปโภคบริโภคต่อเนื่อง หมดเปลืองไปตลอด ทำให้ต้องใช้อยู่ประจำต่อเนื่องตลอดเวลา และสินค้าที่ขายก็มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือเพิ่มคุณภาพชีวิตหรือสุขภาพของประชาชนที่ดี เป็นต้น
3. ผมซื้อหุ้นที่ผู้บริหารและกรรมการมีธรรมาภิบาล มีจรรยาบรรณ ประกอบธุรกิจที่ถูกต้อง สุจริต เป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เสียภาษีถูกต้องให้กับประเทศชาติ พูดง่าย ๆ คือไม่โกงทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า เป็นต้น ผู้บริหารมีวัฒนธรรม การประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย เป็นแบบอย่างให้กับพนักงาน ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า ต้องตอบโจทย์ว่าโครงการที่ทำแต่ละเรื่องมันคุ้มค่ากับเงินที่ใช้อย่างไร ไม่ทำธูรกิจที่ผิดศีลธรรมอันดี โดยพิสูจน์จากกาลเวลาของผู้บริหารต่าง ๆ ว่ามีประวัติด่างพร้อยในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ดูจากสุภาษิตที่ว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนครับ
แล้วพี่ ๆ เพื่อน ๆ มีหลักการในเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ อยากฟังความเห็นแลกเปลี่ยนด้วยครับ
คำตอบคือ ผมซื้อหุ้นใน 3 สิ่งที่สำคัญ โดยเปรียบหุ้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำผมไปสู่การจัดสรรเงินทุน การออมและการลงทุนในทรัพย์สินที่สร้างรายได้ที่ดีอย่างต่อเนื่อง และอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยความเชื่อในทฤษฎีของการ Reinvestment และทฤษฎีดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งสามารถนำสรุปเป็นหลักการใหญ่ ๆ ได้ดังนี้คือ
1. ผมซื้อประสบการณ์ของผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้บริหารที่มีการบริหารจัดการที่ดี สร้างระบบการทำงานที่แข็งแกร่ง ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตและการพัฒนาสินค้าและบริการได้อย่างเหมาะสม ผู้บริหารผ่านร้อนผ่านหนาวทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่ก็ฝ่ามาจนเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจในปัจจุบันได้ ผู้บริหารมีประสบการณ์แพรวพราวและมีชั้นเชิงความคิดต่างๆรอบด้านทั้งในเรื่องบริหารคน บริหารตลาด การผลิต และทำธุรกิจเป็น และเป็นธุรกิจเบอร์ 1 ที่ยากที่คู่แข่งขันจะเข้ามาโค่นล้มได้ง่าย เป็นผู้มีความอดทนมุ่งมั่น เชื่อมั่น และไม่ย่อท้อกับอุปสรรคการทำงานที่ผ่านมา รู้จักตั้งโจทย์การทำงานที่ถูกต้อง และหาคำตอบและแก้ไขได้อย่างดีจนนำมาสู่ความสำเร็จจนถึงปัจจุบัน และยังพยายามตั้งโจทย์เพื่อความก้าวหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืน รู้จักเอาประสบการณ์ความล้มเหลวของดำเนินธุรกิจในอดีตเพื่อเป็นบทเรียนแก้ไขการทำงานให้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งประสบการณ์ของผู้บริหารดังกล่าว หากเราต้องไปทำธุรกิจแข่งกับผู้บริหารหุ้นที่เราลงทุน จะเห็นได้ว่าเราคงไม่มีความสามารถที่จะเข้าไปแข่งด้วย เป็นต้น
2. ผมซื้อความคิดริ่เริ่มใหม่ ๆ ของบริษัท ในฐานะที่เป็นผู้นำตลาด ต้องสร้างสรรค์ หรือ Create Value ที่สร้างการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้ ระยะสั้นอาจผันผวนบ้าง เนื่องจากบางธุรกิจที่เป็น SME อาจต้องค่อยพัฒนาระบบงาน การขยายตลาดที่ใหญ่ขึ้น เหมือนเดิม เป็นปลาในอ่างน้ำ แต่ต่อมาโตในสระน้ำ จนใหญ่ขึ้นต้องไปเผชิญกับโลกกว้างที่เป็นแม่น้ำที่ยิ่งใหญ่ขึ้น การก้าวหน้าในแต่ละช่วงที่เป็นการเติบโตนั้น จึงต้องมีความคิดริ่เริ่มใหม่ ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จในระยะยาว โดยเฉพาะ หุ้นประเภท เล็กดี รสโต กำไรโตสม่ำเสมอ ปันผลดี และมีอนาคตเติบโตสูง สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับความขาดแคลนหรือความจำเป็นของประเทศ เช่น เรื่องการทำให้ประเทศไทย เป็น Knowlede Society Base เอาปัญญามาขาย แทนที่จะขายแรงกาย หรือ ทำน้อยแต่มีคุณค่าเพิ่มหรือ Value มาก การใช้ Leverage ต่าง ๆ มาช่วย เช่น การขยายเครือข่าย การสร้างพลังในเรื่องการทำ Logistic Cost ต้นทุนต่ำ หรือ การขยายตลาดใหม่ ๆ จาก ท้องถิ่น สู่ระดับประเทศ และมีคุณภาพในระดับสากล การพัฒนาระบบงานโดยนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม การพัฒนาสินค้า R&D อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้โจทย์การเติบโตก้าวใหม่ ๆ ที่โตมากขึ้น เช่น ธุรกิจหนังสือแห่งหนึ่ง จะทำธุรกิจใหม่ E-shop หรือสะดวกซื้อ หรือ หุ้นสัปปะรดตัวหนึ่ง จะกระจายความเสี่ยงไปขายต่างประเทศที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ใช่เก่งเฉพาะภายในบ้านเท่านั้นแต่มีคุณภาพสินค้าที่สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ด้วย และสินค้าที่ขายก็สอดคล้องกับความต้องการของโลก หรือเป็นแนวโน้มของโลกด้วย เป็นสินค้าที่เป็นประโยชน์ และมีความจำเป็นต้องกินต้องใช้ ต้องอุปโภคบริโภคต่อเนื่อง หมดเปลืองไปตลอด ทำให้ต้องใช้อยู่ประจำต่อเนื่องตลอดเวลา และสินค้าที่ขายก็มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือเพิ่มคุณภาพชีวิตหรือสุขภาพของประชาชนที่ดี เป็นต้น
3. ผมซื้อหุ้นที่ผู้บริหารและกรรมการมีธรรมาภิบาล มีจรรยาบรรณ ประกอบธุรกิจที่ถูกต้อง สุจริต เป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เสียภาษีถูกต้องให้กับประเทศชาติ พูดง่าย ๆ คือไม่โกงทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า เป็นต้น ผู้บริหารมีวัฒนธรรม การประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย เป็นแบบอย่างให้กับพนักงาน ใช้เงินทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า ต้องตอบโจทย์ว่าโครงการที่ทำแต่ละเรื่องมันคุ้มค่ากับเงินที่ใช้อย่างไร ไม่ทำธูรกิจที่ผิดศีลธรรมอันดี โดยพิสูจน์จากกาลเวลาของผู้บริหารต่าง ๆ ว่ามีประวัติด่างพร้อยในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ดูจากสุภาษิตที่ว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนครับ
แล้วพี่ ๆ เพื่อน ๆ มีหลักการในเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ อยากฟังความเห็นแลกเปลี่ยนด้วยครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1822
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 3
ความรู้ของเราสำคัญที่สุดครับ
รู้แค่ไหน ลงทุนแค่นั้น ถ้าเกินความรู้ก็จะผิดพลาดได้
ทุกวันนี้ผมก็พยายามศึกษาธุรกิจอื่นๆที่ยังไม่เข้าใจเพื่อเปิดโอกาสกับตัวเองให้มากขึ้นครับ
แต่หุ้นที่มี ก็ยังเป็นข่ายเดิมๆที่เข้าใจ
รู้แค่ไหน ลงทุนแค่นั้น ถ้าเกินความรู้ก็จะผิดพลาดได้
ทุกวันนี้ผมก็พยายามศึกษาธุรกิจอื่นๆที่ยังไม่เข้าใจเพื่อเปิดโอกาสกับตัวเองให้มากขึ้นครับ
แต่หุ้นที่มี ก็ยังเป็นข่ายเดิมๆที่เข้าใจ
-
- Verified User
- โพสต์: 5786
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 5
2 dogs เขียน:เห็นคุณ thawatt เขียนทีไร เหมือนอ่าน thesis เลยครับ



"Winners never quit, and quitters never win."
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 6
อ่าน Thesis จบแล้วไม่เห็นแสดงความเห็นกันบ้างเลยครับ :lol:เห็นคุณ thawatt เขียนทีไร เหมือนอ่าน thesis เลยครับ
แบบนี้ผมจะเรียนจบวิชาการลงทุนได้อย่างไรครับ อาจารย์แต่ละท่านเล่นอมภูมิกันหมดครับ อิ อิ :lol:
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 7
ถามอาจารย์ 2 dogs ดีกว่า
ผมอ่านข้อเขียนของคุณ 2 dogs เช่น หุ้น TLUXE
สงสัยว่า ทำไมคุณ 2 dogs ถึงได้ติดตามและทราบข้อมูลรายละเอียดของบริษัทนี้มากจัง
ผมจะทำอย่างไรถึงจะสามารถทำการวิเคราะห์เจาะลึกได้รายละเอียดแบบนี้เหมือน คุณ 2 dogs ได้บ้างครับ
คำถามแบบนี้คงตรงประเด็นนะครับ
ขอบคุณอาจารย์ 2 dogs อีกครั้ง ที่ช่วยตรวจ thesis ให้ผมนะครับ :lol:
ผมอ่านข้อเขียนของคุณ 2 dogs เช่น หุ้น TLUXE
สงสัยว่า ทำไมคุณ 2 dogs ถึงได้ติดตามและทราบข้อมูลรายละเอียดของบริษัทนี้มากจัง
ผมจะทำอย่างไรถึงจะสามารถทำการวิเคราะห์เจาะลึกได้รายละเอียดแบบนี้เหมือน คุณ 2 dogs ได้บ้างครับ
คำถามแบบนี้คงตรงประเด็นนะครับ
ขอบคุณอาจารย์ 2 dogs อีกครั้ง ที่ช่วยตรวจ thesis ให้ผมนะครับ :lol:
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 8
สำหรับอาจารย์ HVI ก็ไม่รอดนะครับ :lol:
เข้ามาห้องนี้แล้วต้องขอความรู้กันหน่อยครับ
ผมอ่านข้อมูลที่อาจารย์ HVI วิเคราะห์หุ้น SOLAR นั้น น่าสนใจมาก ๆ เดี๋ยวจะไปอ่านเพิ่มสัก 5 รอบ จะได้เก่งเหมือนอาจารย์บ้าง ข้อมูลละเอียดมาก ๆ ครับ ลึกซึ้ง และชวนให้ติดตามเป็นอย่างมากครับ ลูกศิษย์ขอน้อมรับความรู้ด้วยครับ อิ อิ :lol:
และอาจารย์ HVI เดิมเคยคิดอยากจะศึกษาหุ้นตัวนี้เพื่อจะลงทุนนะครับ (แต่ไม่รู้ว่าเดิมคิดจะลงสั้นหรือยาวนะครับ)
แรงบรรดาลใจอะไร ที่ทำให้สนใจหุ้นตัวนี้ ทั้งที่คุณ HVI ก็บอกว่าไม่ได้คุ้นกับหุ้นพลังงานมาก่อนเหมือนกัน ยอมลงทุนจำนวนหุ้นถึง 100 หุ้น เพื่อศึกษาเรื่องราวของหุ้นตัวนี้โดยเฉพาะครับ เยี่ยมจริงๆ
แต่พูดตรง ๆ ที่เขียนออกมานั้น ข้อมูลทั้งหมดที่อาจารย์วิเคราะห์นั้นละเอียด ลึกซึ้ง ทุกแง่ทุกมุม เลยครับ ทำให้อยากเก่งวิเคราะห์เหมือนอาจารย์มั่งครับ อิ อิ :lol:
แต่พอศึกษาไปเรื่อย ๆ แล้วไปถึงตอนท้ายก็ตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ทันที โดยมีเหตุผลที่สำคัญบางประการ
ดังนั้นอยากถามอาจารย์ว่า
เหตุผลสำคัญที่สุด หรือปัจจัยที่ใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขอย้ำนะครับ หากไม่ผ่านเกณฑ์นี้ ต่อให้ธุรกิจจะวิเศษ พิศดาล ก็จะตัดสินใจไม่เลือกลงทุนระยะยาวทันที อาจารย์บอกมาบางเกณฑ์แล้วเหมือนกันนะครับ แต่มีมากกว่านั้นอีกหรือไม่ครับ
ถามตรงประเด็นนะครับ ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งครับ อิ อิ :lol:
เข้ามาห้องนี้แล้วต้องขอความรู้กันหน่อยครับ
ผมอ่านข้อมูลที่อาจารย์ HVI วิเคราะห์หุ้น SOLAR นั้น น่าสนใจมาก ๆ เดี๋ยวจะไปอ่านเพิ่มสัก 5 รอบ จะได้เก่งเหมือนอาจารย์บ้าง ข้อมูลละเอียดมาก ๆ ครับ ลึกซึ้ง และชวนให้ติดตามเป็นอย่างมากครับ ลูกศิษย์ขอน้อมรับความรู้ด้วยครับ อิ อิ :lol:
และอาจารย์ HVI เดิมเคยคิดอยากจะศึกษาหุ้นตัวนี้เพื่อจะลงทุนนะครับ (แต่ไม่รู้ว่าเดิมคิดจะลงสั้นหรือยาวนะครับ)
แรงบรรดาลใจอะไร ที่ทำให้สนใจหุ้นตัวนี้ ทั้งที่คุณ HVI ก็บอกว่าไม่ได้คุ้นกับหุ้นพลังงานมาก่อนเหมือนกัน ยอมลงทุนจำนวนหุ้นถึง 100 หุ้น เพื่อศึกษาเรื่องราวของหุ้นตัวนี้โดยเฉพาะครับ เยี่ยมจริงๆ
แต่พูดตรง ๆ ที่เขียนออกมานั้น ข้อมูลทั้งหมดที่อาจารย์วิเคราะห์นั้นละเอียด ลึกซึ้ง ทุกแง่ทุกมุม เลยครับ ทำให้อยากเก่งวิเคราะห์เหมือนอาจารย์มั่งครับ อิ อิ :lol:
แต่พอศึกษาไปเรื่อย ๆ แล้วไปถึงตอนท้ายก็ตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ทันที โดยมีเหตุผลที่สำคัญบางประการ
ดังนั้นอยากถามอาจารย์ว่า
เหตุผลสำคัญที่สุด หรือปัจจัยที่ใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขอย้ำนะครับ หากไม่ผ่านเกณฑ์นี้ ต่อให้ธุรกิจจะวิเศษ พิศดาล ก็จะตัดสินใจไม่เลือกลงทุนระยะยาวทันที อาจารย์บอกมาบางเกณฑ์แล้วเหมือนกันนะครับ แต่มีมากกว่านั้นอีกหรือไม่ครับ
ถามตรงประเด็นนะครับ ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งครับ อิ อิ :lol:
- 2 dogs
- Verified User
- โพสต์: 726
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 9
ผมหงอกขึ้นซะแล้วได้เป็น จาน กะเค้าด้วย
ผมก็ search หาใน google เอาละครับ ข้อมูลทั้งหมด
แต่ต้องอ่านพวกเวปต่างประเทศด้วย ไม่งั้นข้อมูลจะเหลือนิดเดียว
ผมใช้ cretria เลือกแค่ข้อ3 ที่เหมือนคุณ thawatt
ที่เหลือผมเน้นปัจจัยภายนอกมากกว่าครับเพราะ สังเกตง่ายกว่า
และวิเคราะห์แล้วไม่ค่อยผิดพลาดเท่าปัจจัยภายในที่
ต้องเก่งจริง ถึงจะวิเคราะห์ถูก
หุ้นที่ผมเลือกก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นอินทรีย์หรือไก่งวง ยากที่จะตัดสิน
แต่เลือกแล้วว่าลมแรงพอที่จะบินขึ้นได้ไม่ว่าหน้าไหนก็ตามครับ
ส่วนเรื่อง thesis คืออ่านแล้วมึนๆจะหลับน่ะครับ
ถ้าเว้นบรรทัด กับบรรทัดนึงพิมพ์สั้นๆก็น่าอ่านขึ้นเยอะเลยครับ
ผมก็ search หาใน google เอาละครับ ข้อมูลทั้งหมด
แต่ต้องอ่านพวกเวปต่างประเทศด้วย ไม่งั้นข้อมูลจะเหลือนิดเดียว
ผมใช้ cretria เลือกแค่ข้อ3 ที่เหมือนคุณ thawatt
ที่เหลือผมเน้นปัจจัยภายนอกมากกว่าครับเพราะ สังเกตง่ายกว่า
และวิเคราะห์แล้วไม่ค่อยผิดพลาดเท่าปัจจัยภายในที่
ต้องเก่งจริง ถึงจะวิเคราะห์ถูก
หุ้นที่ผมเลือกก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นอินทรีย์หรือไก่งวง ยากที่จะตัดสิน
แต่เลือกแล้วว่าลมแรงพอที่จะบินขึ้นได้ไม่ว่าหน้าไหนก็ตามครับ

ส่วนเรื่อง thesis คืออ่านแล้วมึนๆจะหลับน่ะครับ
ถ้าเว้นบรรทัด กับบรรทัดนึงพิมพ์สั้นๆก็น่าอ่านขึ้นเยอะเลยครับ
หุ้นเงียบๆในวันนี้จะโด่งดังในปีหน้า
-
- Verified User
- โพสต์: 5786
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 10
[quote="thawattt"]
และอาจารย์ HVI
และอาจารย์ HVI
"Winners never quit, and quitters never win."
-
- Verified User
- โพสต์: 920
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 11
ผมก็ชอบบริษัทที่เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจ สามารถคงความเป็นเบอร์หนึ่งโดยพึ่งผู้บริหารน้อยที่สุด และมีระบบควบคุมความมีธรรมาภิบาลของผู้บริหาร แต่ผมมักจะพบบริษัทที่ทำให้เกิความไม่มั่นใจครบทั้งสามสิ่งหรืบางบริษัทก็ให้ความมั่นใจค่อนข้างสูงแต่ราคาหุ้นไม่มีส่วนลด เช่น หุ้นช้างหลายๆ ตัว
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 12
ขอบคุณสำหรับทุก ๆ คนที่มาแสดงความเห็นตรงนี้ครับ โดยเฉพาะ อาจารย์ 2 ท่านครับ ความเห็นดี ๆ ทั้งนั้นครับ อยากให้แตกประเด็นตรงนี้เพื่อประโยชน์ของนักลงทุน Vi ทุกคนที่จะได้อ่านจากประสบการณ์ของพวกพี่ ๆ Vi ทั้งหลายครับ
ขออนุญาต แตกประเด็นตรงนี้ครับ
คุณ 2 Dogs
แล้วคุณ 2 Dogs ตรวจสอบประเด็นว่า เลือกได้แล้ว ไม่ว่าจะมีลมแรงขนาดไหนก็ตามนั้น คุณ 2 Dogs หมายถึงลมแรงในเรื่องอะไรที่สำคัญ หรือปัจจัยเสี่ยงในเรื่องอะไรที่สำคัญบ้างครับ
สำหรับพอที่จะบินได้ไม่ว่าหน้าไหนก็ตามครับ
ตรงนี้เราจะประเมินศักยภาพของหุ้นที่จะบินได้ไม่ว่าจะเผชิญกับสิ่งใด ๆ ก็ตาม น่าสนใจคำพูดตรงนี้ครับ วิเคราะห์ศํกยภาพของหุ้นตรงนี้ได้อย่างไรครับ เอาภาคปฏิบัติที่คุณ 2 Dogs ใช้ประเมินก็แล้วกันนะครับ
สำหรับ Thesis นั้น เห็นด้วยมาก ๆ ครับ จะปรับปรุงเวลา Post ให้ดีขึ้นครับ
บางทีรีบเขียนเพลินไปหน่อย และรีบ Post ไปเลย พอกลับมาดูอีกครั้งอยากจะปรับปรุงเหมือนที่คุณ 2 dogs ว่าไว้เหมือนกัน
แต่ Web นี้เวลา Post ไปแล้วดูเหมือนจะไม่สามารถแก้ไขข้อความได้ เลยต้องเลยตามเลย เดี๋ยวอาจจะลองหาวิธีการใหม่ครับ อาจต้อง Key ที่ Microsoft Word ก่อนแล้วค่อย copy ลงมาครับ
ขอบคุณสำหรับความเห็นและข้อเสนอแนะครับ
ขออนุญาต แตกประเด็นตรงนี้ครับ
คุณ 2 Dogs
หุ้นที่ผมเลือกก็ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเป็นอินทรีย์หรือไก่งวง ยากที่จะตัดสิน
แต่เลือกแล้วว่าลมแรงพอที่จะบินขึ้นได้ไม่ว่าหน้าไหนก็ตามครับ
แล้วคุณ 2 Dogs ตรวจสอบประเด็นว่า เลือกได้แล้ว ไม่ว่าจะมีลมแรงขนาดไหนก็ตามนั้น คุณ 2 Dogs หมายถึงลมแรงในเรื่องอะไรที่สำคัญ หรือปัจจัยเสี่ยงในเรื่องอะไรที่สำคัญบ้างครับ
สำหรับพอที่จะบินได้ไม่ว่าหน้าไหนก็ตามครับ
ตรงนี้เราจะประเมินศักยภาพของหุ้นที่จะบินได้ไม่ว่าจะเผชิญกับสิ่งใด ๆ ก็ตาม น่าสนใจคำพูดตรงนี้ครับ วิเคราะห์ศํกยภาพของหุ้นตรงนี้ได้อย่างไรครับ เอาภาคปฏิบัติที่คุณ 2 Dogs ใช้ประเมินก็แล้วกันนะครับ
สำหรับ Thesis นั้น เห็นด้วยมาก ๆ ครับ จะปรับปรุงเวลา Post ให้ดีขึ้นครับ
บางทีรีบเขียนเพลินไปหน่อย และรีบ Post ไปเลย พอกลับมาดูอีกครั้งอยากจะปรับปรุงเหมือนที่คุณ 2 dogs ว่าไว้เหมือนกัน
แต่ Web นี้เวลา Post ไปแล้วดูเหมือนจะไม่สามารถแก้ไขข้อความได้ เลยต้องเลยตามเลย เดี๋ยวอาจจะลองหาวิธีการใหม่ครับ อาจต้อง Key ที่ Microsoft Word ก่อนแล้วค่อย copy ลงมาครับ
ขอบคุณสำหรับความเห็นและข้อเสนอแนะครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 13
คุณ HVI
หลาย ๆ ตัวก็มาจากแรงบันดาลใจที่ได้ข้อมูลมาจาก การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือไปตามห้างสรรพสินค้า เป็นต้น แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจในการสนใจที่จะลงทุนในหุ้นดังกล่าว
แต่ปีเตอร์ ลินซ์ ก็เตือนนักลงทุนด้วยเหมือนกันในเรื่องนี้ว่า ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะความรู้สึกชอบ (ในเรื่องนี้ แม้แต่บัฟเฟท ก็เคยเป็น เช่นลงทุนในหุ้นสิ่งทอด้วยความเชื่อมั่นส่วนตัวเป็นพิเศษครับ ผมว่าทุกคนที่ลงทุนทั้งหมด ต้องเคยตกหลุมพรางตรงนี้ ไม่มากก็น้อยครับ)
บางครั้งความรู้สึกส่วนตัว ทำให้เราดูหุ้นตัวนั้นเหมือนดีมาก แต่อาจไม่ดีจริงก็ได้ วิธีการหนึ่งที่ผมชอบคือ เวลาลงทุนในหุ้นตัวใด ให้สอบถามบริษัทว่า เขายกย่องคู่แข่งขันรายไหนเป็นพิเศษ เพราะเหตุผลอะไร
หลาย ๆ ครั้ง ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า พอไป Site Visit บริษัทที่เราสนใจ แต่กลับไปได้ข้อมูลของคู่แข่งขันที่ทำธุรกิจได้ดีกว่าบริษัทที่ตนเองศึกษาด้วย และข้อมูลหากได้รับจากบริษัทที่เราศึกษานั้น ปกติมักจะเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้อีกด้วย เพราะเขาอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เขาต้องศึกษารายละเอี่ยดของคู่แข่งขันเป็นอย่างดี
เมื่อ คู่แข่งขันทำได้ดีกว่า ปีเตอร์ ลินซ์ก็เลยตัดสินใจไปลงทุนกับบริษัทคู่แข่งขันแทนครับ ตรงนี้อาจทำให้เราตัดความรู้สึกส่วนตัวลงไปได้ครับ เพราะฉะนั้น คำถามถึงคู่แข่งขันที่สำคัญ น่าจะเป็นตัวกรองที่ดีตัวหนึ่งครับ
ผมเห็นด้วยกับข้อความตรงนี้ และตอนผมอ่านข้อเขียนของ ปีเตอร์ ลินซ์ นั้น ปีเตอร์ ลินซ์ เป็นนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นสารพัดชนิด และลงทุนในหุ้นจำนวนมากตัวอีกด้วยความรู้สึกว่ามันน่าจะดี ทำให้สนใจครับ
จากนั้นไม่นานนัก ดร. ก็เขียนบทความประมาณ
หุ้นกับความรู้สึก เหมือนท่านเขียนให้ผมอ่านเลยครับ
อย่าซื้อหุ้น เพียงเพราะความรู้สึกว่ามันน่าจะดี
หลาย ๆ ตัวก็มาจากแรงบันดาลใจที่ได้ข้อมูลมาจาก การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือไปตามห้างสรรพสินค้า เป็นต้น แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจในการสนใจที่จะลงทุนในหุ้นดังกล่าว
แต่ปีเตอร์ ลินซ์ ก็เตือนนักลงทุนด้วยเหมือนกันในเรื่องนี้ว่า ไม่ควรซื้อหุ้นเพราะความรู้สึกชอบ (ในเรื่องนี้ แม้แต่บัฟเฟท ก็เคยเป็น เช่นลงทุนในหุ้นสิ่งทอด้วยความเชื่อมั่นส่วนตัวเป็นพิเศษครับ ผมว่าทุกคนที่ลงทุนทั้งหมด ต้องเคยตกหลุมพรางตรงนี้ ไม่มากก็น้อยครับ)
บางครั้งความรู้สึกส่วนตัว ทำให้เราดูหุ้นตัวนั้นเหมือนดีมาก แต่อาจไม่ดีจริงก็ได้ วิธีการหนึ่งที่ผมชอบคือ เวลาลงทุนในหุ้นตัวใด ให้สอบถามบริษัทว่า เขายกย่องคู่แข่งขันรายไหนเป็นพิเศษ เพราะเหตุผลอะไร
หลาย ๆ ครั้ง ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า พอไป Site Visit บริษัทที่เราสนใจ แต่กลับไปได้ข้อมูลของคู่แข่งขันที่ทำธุรกิจได้ดีกว่าบริษัทที่ตนเองศึกษาด้วย และข้อมูลหากได้รับจากบริษัทที่เราศึกษานั้น ปกติมักจะเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้อีกด้วย เพราะเขาอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เขาต้องศึกษารายละเอี่ยดของคู่แข่งขันเป็นอย่างดี
เมื่อ คู่แข่งขันทำได้ดีกว่า ปีเตอร์ ลินซ์ก็เลยตัดสินใจไปลงทุนกับบริษัทคู่แข่งขันแทนครับ ตรงนี้อาจทำให้เราตัดความรู้สึกส่วนตัวลงไปได้ครับ เพราะฉะนั้น คำถามถึงคู่แข่งขันที่สำคัญ น่าจะเป็นตัวกรองที่ดีตัวหนึ่งครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 14
คุณ HVI
เรื่องนี้มี 2 ค่ายที่ถกกันเหมือนกัน
ค่าย เบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ที่บัฟเฟทให้ความเคารพอย่างสูง และ คุณ Web หรือคุณ พรชัย ได้แปลหนังสือและจะจำหน่ายในเร็ววันนี้ ตอนนี้เปิดจองอยู่ด้วยครับ ตรงนี้ตรงกับกับ คุณ HVI ก็คือ จะลงทุนเมื่อมี Margin of Safety ที่สูงพอ หรือที่คุณ HVI พูดถึงว่า ควรเป็นราคาหุ้นที่มี Discount เป็นพิเศษ
แต่เรื่องนี้บางครั้งก็เป็นหลุมพรางเหมือนกัน เพราะแม้จะ Discount เยอะ แต่หากเป็น ธุรกิจ Sun Down เช่น กรณีสิ่งทอที่บัฟเฟท มั่นใจลงทุนอย่างมาก ก็ปรากฏว่า บัฟเฟท ต้องยอมรับความล้มเหลวดังกล่าว
สำหรับอีกค่าย คือ ต้องลงทุนที่การเน้นคุณค่าของหุ้นระยะยาว ซึ่งเป็นแนวที่ บัฟเฟทปรับใช้ในตอนหลัง ๆ ครับ นั้นหมายถึง เราต้อง Screen หุ้นว่าเป็น Super Stock ให้ได้ เหมือนที่ผมได้ชี้ในเรื่อง Thesis ที่เขียนครับ โดยบัฟเฟทให้ความสำคัญกับผู้บริหาร หรือปัจจัยที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน หรือ Intangible Asset มากกว่า Tangible Asset ครับ หมายความว่าเราซื้อกึ้นของผู้บริหารอย่างมาก
และหุ้นเหล่านั้นต้องผ่านเกณฑ์ Critereaที่สำคัญทั้งหมดจึงลงทุนซื้อ ไม่เน้นของถูกที่เป็นปัจจุบัน แต่เน้นของถูกเมื่อเทียบกับผลตอนแทนที่คาดหวังในอนาคต
ซึ่งความยากก็อยู่ตรงที่เราต้องคาดการณ์ผลตอบแทนระยะยาวที่แม่นยำเป็นหลัก การมอง Margin of Safety จึงไม่ประเมินเฉพาะจากราคาปัจจุบัน แต่เป็น Margin of Safety ที่มองที่ศักยภาพในอนาคต
จนมีบางคนรู้สึกว่า บัฟเฟทเริ่มซื้อหุ้นแพงเกินไปหรือไม่ถ้าหากเทียบกับพื้นฐานปัจจุบัน
แต่แน่นอนครับ แม้หุ้นที่เป็น Super Stock บางตัวจะมีโอกาสเติบโตสูงมาก แต่ถ้าราคาแพงเกินไปมากๆ คือดูเทียบ Margin of Safety ในอนาคตแล้วก็ตาม ก็ยังสูงอยู่ แบบนี้ก็ควรรอจังหวะซื้อดีกว่าครับ
ปกติ ผมก็ใช้ 2 แนวนี้ดูเหมือนกันครับ เพียงแต่ แบ่ง Port เล่นครับ
ตรงนี้ผมแตกประเด็นนิดหน่อยครับถ้าไม่เข้าเกณฑ์ที่ตัวเองกำหนด ก็ไม่เลือกลงทุน
แต่ถ้ามีข้อบกพร่องบ้าง บางประการ ที่พอรับได้
ราคาหุ้นต้องมี discount เป็นพิเศษถึงน่าสนใจ
เรื่องนี้มี 2 ค่ายที่ถกกันเหมือนกัน
ค่าย เบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ที่บัฟเฟทให้ความเคารพอย่างสูง และ คุณ Web หรือคุณ พรชัย ได้แปลหนังสือและจะจำหน่ายในเร็ววันนี้ ตอนนี้เปิดจองอยู่ด้วยครับ ตรงนี้ตรงกับกับ คุณ HVI ก็คือ จะลงทุนเมื่อมี Margin of Safety ที่สูงพอ หรือที่คุณ HVI พูดถึงว่า ควรเป็นราคาหุ้นที่มี Discount เป็นพิเศษ
แต่เรื่องนี้บางครั้งก็เป็นหลุมพรางเหมือนกัน เพราะแม้จะ Discount เยอะ แต่หากเป็น ธุรกิจ Sun Down เช่น กรณีสิ่งทอที่บัฟเฟท มั่นใจลงทุนอย่างมาก ก็ปรากฏว่า บัฟเฟท ต้องยอมรับความล้มเหลวดังกล่าว
สำหรับอีกค่าย คือ ต้องลงทุนที่การเน้นคุณค่าของหุ้นระยะยาว ซึ่งเป็นแนวที่ บัฟเฟทปรับใช้ในตอนหลัง ๆ ครับ นั้นหมายถึง เราต้อง Screen หุ้นว่าเป็น Super Stock ให้ได้ เหมือนที่ผมได้ชี้ในเรื่อง Thesis ที่เขียนครับ โดยบัฟเฟทให้ความสำคัญกับผู้บริหาร หรือปัจจัยที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน หรือ Intangible Asset มากกว่า Tangible Asset ครับ หมายความว่าเราซื้อกึ้นของผู้บริหารอย่างมาก
และหุ้นเหล่านั้นต้องผ่านเกณฑ์ Critereaที่สำคัญทั้งหมดจึงลงทุนซื้อ ไม่เน้นของถูกที่เป็นปัจจุบัน แต่เน้นของถูกเมื่อเทียบกับผลตอนแทนที่คาดหวังในอนาคต
ซึ่งความยากก็อยู่ตรงที่เราต้องคาดการณ์ผลตอบแทนระยะยาวที่แม่นยำเป็นหลัก การมอง Margin of Safety จึงไม่ประเมินเฉพาะจากราคาปัจจุบัน แต่เป็น Margin of Safety ที่มองที่ศักยภาพในอนาคต
จนมีบางคนรู้สึกว่า บัฟเฟทเริ่มซื้อหุ้นแพงเกินไปหรือไม่ถ้าหากเทียบกับพื้นฐานปัจจุบัน
แต่แน่นอนครับ แม้หุ้นที่เป็น Super Stock บางตัวจะมีโอกาสเติบโตสูงมาก แต่ถ้าราคาแพงเกินไปมากๆ คือดูเทียบ Margin of Safety ในอนาคตแล้วก็ตาม ก็ยังสูงอยู่ แบบนี้ก็ควรรอจังหวะซื้อดีกว่าครับ
ปกติ ผมก็ใช้ 2 แนวนี้ดูเหมือนกันครับ เพียงแต่ แบ่ง Port เล่นครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 15
คุณ stockms
หลาย ๆ ตัวเคยเป็นเบอร์ 1 ในอดีต แต่ระยะยาวอาจตกลงได้ถ้าเจอคู่แข่งขันที่มาแรง ๆ ครับ
ปัจจัยอะไรครับที่คุณstockms เชื่อว่า ถ้าบริษัทนี้มีคุณสมบัติเช่นนี้ จะทำให้รักษาตำแหน่งแชมป์ในระยะยาวไปได้ เพราะผมเชื่อว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ถ้าประมาทเมื่อไรก็จะมีคนมาท้าแชมป์อยู่ตลอดเวลาครับ
ประเด็นผมอยู่ที่ บริษัทที่เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจ ปัจจุบัน แล้วเราจะประเมินได้อย่างไรว่าจะเป็นเบอร์ 1 ในอนาคตด้วยผมก็ชอบบริษัทที่เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจ สามารถคงความเป็นเบอร์หนึ่งโดยพึ่งผู้บริหารน้อยที่สุด และมีระบบควบคุมความมีธรรมาภิบาลของผู้บริหาร แต่ผมมักจะพบบริษัทที่ทำให้เกิความไม่มั่นใจครบทั้งสามสิ่งหรืบางบริษัทก็ให้ความมั่นใจค่อนข้างสูงแต่ราคาหุ้นไม่มีส่วนลด เช่น หุ้นช้างหลายๆ ตัว
หลาย ๆ ตัวเคยเป็นเบอร์ 1 ในอดีต แต่ระยะยาวอาจตกลงได้ถ้าเจอคู่แข่งขันที่มาแรง ๆ ครับ
ปัจจัยอะไรครับที่คุณstockms เชื่อว่า ถ้าบริษัทนี้มีคุณสมบัติเช่นนี้ จะทำให้รักษาตำแหน่งแชมป์ในระยะยาวไปได้ เพราะผมเชื่อว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ถ้าประมาทเมื่อไรก็จะมีคนมาท้าแชมป์อยู่ตลอดเวลาครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 5786
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 16
ให้ผมเรียกคุณ thawattt ว่าอาจารย์ดีกว่า ... :D
-
- Verified User
- โพสต์: 5786
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 17
ขอแก้ไขตรงนี้นิดนะครับ เพราะเข้าใจผิดได้ง่าย
HVI เขียน: ที่ต้องมาวิเคราะห์เอง เพราะเป็นหุ้นที่ก่อนหน้านี้ผมถือแล้วไม่สบายใจ
พอมาถามพี่ๆในห้องนี้ ก็ไม่มีใครสนใจ(หุ้นตัวนี้)ซักคน
.....
.....
-
- Verified User
- โพสต์: 5786
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 18
เพิ่มเติมอีกหน่อย ...
ควรเลือกหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลัง Growth
หรือยังสามารถรักษาการเติบโตได้
หรือย่างน้อยต้องอยู่ในช่วง Maturity
ถ้าเข้าขั้น Decline แล้วต้องหลีกเลี่ยงครับ
ส่วนจะทราบได้อย่างไรว่าอุตสาหกรรมอยู่ในช่วง Growth
ผมว่าต้องเป็นคนที่ช่างสังเกต และติดตามข้อมูลข่าวสาร
มีความรู้หลากหลาย และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆได้
อย่างใครที่เห็นศักยภาพของธุรกิจด้านสุขภาพก่อนคนอื่น
ผลตอบแทนของการลงทุนคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
อย่าลงทุนในหุ้นที่ตัวเองไม่รู้
ให้สมมติว่ามีกล่องอยู่ 3 กล่อง
มีกล่อง In, กล่อง Out (วิเคราะห์แล้ว ดี/ไม่ดี --> ดูราคา ถูก/แพง --> ตัดสินใจ)
แล้วก็กล่อง Too hard ถ้าธุรกิจมันยุ่งยากซับซ้อน เกินกว่าที่เข้าใจ เราก็หลีกเลี่ยงครับ
นอกจากนี้เราควรขยายขอบเขตความรู้ เพื่อเป็นการขยายโอกาสด้วย
คือพยายามลดจำนวนหุ้นในกล่อง Too Hard ให้เหลือน้อยลง
การลงทุนในบริษัทที่เราเข้าใจ จะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจ
หากเป็นธุรกิจที่มีคุณค่าต่อสังคม เช่นสร้างเสริมภูมิปัญญา
ตรงนี้ก็เป็นของแถมในแง่ความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย
ควรเลือกหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลัง Growth
หรือยังสามารถรักษาการเติบโตได้
หรือย่างน้อยต้องอยู่ในช่วง Maturity
ถ้าเข้าขั้น Decline แล้วต้องหลีกเลี่ยงครับ
ส่วนจะทราบได้อย่างไรว่าอุตสาหกรรมอยู่ในช่วง Growth
ผมว่าต้องเป็นคนที่ช่างสังเกต และติดตามข้อมูลข่าวสาร
มีความรู้หลากหลาย และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆได้
อย่างใครที่เห็นศักยภาพของธุรกิจด้านสุขภาพก่อนคนอื่น
ผลตอบแทนของการลงทุนคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง
อย่าลงทุนในหุ้นที่ตัวเองไม่รู้
ให้สมมติว่ามีกล่องอยู่ 3 กล่อง
มีกล่อง In, กล่อง Out (วิเคราะห์แล้ว ดี/ไม่ดี --> ดูราคา ถูก/แพง --> ตัดสินใจ)
แล้วก็กล่อง Too hard ถ้าธุรกิจมันยุ่งยากซับซ้อน เกินกว่าที่เข้าใจ เราก็หลีกเลี่ยงครับ
นอกจากนี้เราควรขยายขอบเขตความรู้ เพื่อเป็นการขยายโอกาสด้วย
คือพยายามลดจำนวนหุ้นในกล่อง Too Hard ให้เหลือน้อยลง
การลงทุนในบริษัทที่เราเข้าใจ จะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจ
หากเป็นธุรกิจที่มีคุณค่าต่อสังคม เช่นสร้างเสริมภูมิปัญญา
ตรงนี้ก็เป็นของแถมในแง่ความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย
"Winners never quit, and quitters never win."
- 2 dogs
- Verified User
- โพสต์: 726
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 19
ก็ประมาณว่าปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นกลุ่มนั้นๆสามารถทำกำไรได้ดีขึ้นน่ะครับ
อาจจะเป็น
1. ปี่ผ่านมาเจอวิกฤตและวิกฤตกำลังจะลดลงหรือหมดไป
เช่น หุ้นที่ต้นทุนส่วนใหญ่ขึ้นกับน้ำมันและปรับราคาขายตามไม่ทัน
พอน้ำมันราคาลงก็รับ benefit
2. supply หดตัวลงเรื่อยๆ จนผลักดันให้สินค้าของบริษัท
ขายได้ราคาดีขึ้นมาก เช่น PDI ราคาสังกะสีขึ้นมาแล้วกว่า 300%
3. ดู trend ต่างประเทศว่าหุ้นกลุ่มไหนกำลัง hit
แต่ก็ดูด้วยว่าเขา hit คือเราเจ๊งต้องเลิกกิจการ หรือว่าเขา hit เราก็ hit ตาม
ลมแรงนี่หมายถึงว่า ไม่ว่าหุ้นจะ so-so or mediocre ขนาดไหน
แต่พอดีถึงช่วงเวลาที่หุ้นกลุ่มนั้นรับประโยชน์จากปัจจัยภายนอกเต็มที่
ไม่ว่าเราจะเลือกหุ้นที่ผู้บริหารเก่งหรือ หุ้นที่การจัดการงั้นๆ
กำไรของเกือบทุกบริษัทในกลุ่มนี้ก็จะขึ้น
ไม่ว่าขึ้นจากขาดทุนมาก->ขาดทุนน้อย ขาดทุนน้อย-> กำไรน้อย
กำไรน้อย->กำไรมาก กำไรมาก->กำไรมากๆ
ขอให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยปกติหุ้นก็จะราคาขึ้น
ถึงจะเป็นการขึ้นจากก้นเหวไปที่ปากเหว และยังโชว์งบขาดทุนก็ตาม
แต่ราคาก็ยังจะขึ้นอยู่ดี
ขอให้ไม่เจอผู้บริหารขี้โกงในระดับที่รับไม่ได้ก็พอ
วิธีนี้คงไม่อาจเทียบได้กับผู้รู้หลายๆท่านที่สามารถดูpotentialผู้บริหารออก
ว่ามีศักยภาพแค่ไหน และก็ไม่ได้ทำกำไรมากๆเป็นเท่าๆตัว
แต่สามารถเอาตัวรอดไปวันๆได้ อาศัยว่าตรงไหนที่เราไม่เข้าใจ
ก็ถามผู้รู้ในเวปนี้เอา ผสมกับข้อมูลที่เราหามาได้ ก็ไปได้เรื่อยๆ
ไม่หวือหวา กำไรน้อยๆ ดูคนอื่นรวย ครับ :B
อาจจะเป็น
1. ปี่ผ่านมาเจอวิกฤตและวิกฤตกำลังจะลดลงหรือหมดไป
เช่น หุ้นที่ต้นทุนส่วนใหญ่ขึ้นกับน้ำมันและปรับราคาขายตามไม่ทัน
พอน้ำมันราคาลงก็รับ benefit
2. supply หดตัวลงเรื่อยๆ จนผลักดันให้สินค้าของบริษัท
ขายได้ราคาดีขึ้นมาก เช่น PDI ราคาสังกะสีขึ้นมาแล้วกว่า 300%
3. ดู trend ต่างประเทศว่าหุ้นกลุ่มไหนกำลัง hit
แต่ก็ดูด้วยว่าเขา hit คือเราเจ๊งต้องเลิกกิจการ หรือว่าเขา hit เราก็ hit ตาม
ลมแรงนี่หมายถึงว่า ไม่ว่าหุ้นจะ so-so or mediocre ขนาดไหน
แต่พอดีถึงช่วงเวลาที่หุ้นกลุ่มนั้นรับประโยชน์จากปัจจัยภายนอกเต็มที่
ไม่ว่าเราจะเลือกหุ้นที่ผู้บริหารเก่งหรือ หุ้นที่การจัดการงั้นๆ
กำไรของเกือบทุกบริษัทในกลุ่มนี้ก็จะขึ้น
ไม่ว่าขึ้นจากขาดทุนมาก->ขาดทุนน้อย ขาดทุนน้อย-> กำไรน้อย
กำไรน้อย->กำไรมาก กำไรมาก->กำไรมากๆ
ขอให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยปกติหุ้นก็จะราคาขึ้น
ถึงจะเป็นการขึ้นจากก้นเหวไปที่ปากเหว และยังโชว์งบขาดทุนก็ตาม
แต่ราคาก็ยังจะขึ้นอยู่ดี
ขอให้ไม่เจอผู้บริหารขี้โกงในระดับที่รับไม่ได้ก็พอ
วิธีนี้คงไม่อาจเทียบได้กับผู้รู้หลายๆท่านที่สามารถดูpotentialผู้บริหารออก
ว่ามีศักยภาพแค่ไหน และก็ไม่ได้ทำกำไรมากๆเป็นเท่าๆตัว
แต่สามารถเอาตัวรอดไปวันๆได้ อาศัยว่าตรงไหนที่เราไม่เข้าใจ
ก็ถามผู้รู้ในเวปนี้เอา ผสมกับข้อมูลที่เราหามาได้ ก็ไปได้เรื่อยๆ
ไม่หวือหวา กำไรน้อยๆ ดูคนอื่นรวย ครับ :B
หุ้นเงียบๆในวันนี้จะโด่งดังในปีหน้า
- ch_army
- Verified User
- โพสต์: 1352
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 22
ผมว่าน่าจะเพิ่ม หัวข้อสุขภาพของผู้บริหารด้วยนะครับ หากอยู่ได้ดีๆ และนานๆ เราก็อุ่นใจ ไม่ใช่เข้าโรงพยาบาลทุก 5 วันแต่เก่ง ก็ไม่เอานะ หวาดเสียว
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 24
คุณ BHT
เรียนเชิญ ท่านผู้อาวุโส พี่ ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนด้วยนะครับ ขอโทษที่ไม่ใช้เทียบเชิญ เพราะผู้อาวุโสมากจริงๆ ในห้องนี้ หลายท่านท่านปิดตัวด้วยครับ ผมทราบจากทางในครับ อิ อิ
ผมว่าเป็นบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ
เก่ง ไม่เก่ง ไม่สำคัญครับ สำคัญที่มีความตั้งใจในการถ่ายทอดให้ความรู้กับผู้อื่น ก็เป็นสุขใจแล้วครับ
ไม่มีคำว่า ถูก หรือ ผิด ครับ
ความเห็นหนึ่ง ๆ อาจเป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกันครับ
เรียนเชิญ ทุก ๆ ท่านครับ ข้าน้อยสมควรตายจริงครับ อิ อิ มีอีกหลาย ๆ ท่านนะครับ อย่าเก็บความรู้ไว้กับตัวเลยครับ ความรู้นั้นแตกต่างจากทรัพยากรอื่น ๆ ครับ
ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่มีหมดครับ เพราะแตกประเด็นความรู้ที่ลุ่มลึก ละเอียด รอบคอบ มากขึ้น
เหมือนอาจารย์ ดร.นิเวศน์ และอาจารย์ใหญ่ ท่านอื่น ๆ ที่ขอโทษไม่ได้เอ่ยนาม เพราะจะเอ่ยนามไม่หมด เดี๋ยวสมควรตายอีก ขอรบกวนมาให้ความรู้กับเพื่อนสมาชิกด้วยครับ ผมคิดว่าอาจารย์ท่านเหล่านี้มองว่า ความรู้นั้น เป็นทรัพยากรที่......นอกจากให้แล้วไม่หมด เพราะติดตัวไปตลอดแล้ว
ยิ่งให้ยิ่งแตกคมความคิด
ยิ่งให้ยิ่งเพิ่ม ยิ่งแน่น เพราะต้องศึกษาต่อยอดขึ้นไป
ยิ่งให้ยิ่งมีความสุขครับ
ขอบคุณทุก ๆ ท่านด้วยนะครับ :lol:
โอ้ โฮ ดีใจมาก ๆ ครับ ท่านผู้อาวุโสมาcomment กระทู้นี้ ลูกศิษย์ สมควรตายจริง ๆ ที่ไม่ได้คารวะ เรียนเชิญท่าน Comment Thesis ครับดีนะ ที่ผมไม่ได้โพสต์ข้อความที่แสดงให้เห็นว่าเก่ง จริงๆก็ไม่เก่ง เลยไม่ถูกถามความเห็นเพิ่มเติม
เรียนเชิญ ท่านผู้อาวุโส พี่ ๆ เพื่อน ๆ ทุกคนด้วยนะครับ ขอโทษที่ไม่ใช้เทียบเชิญ เพราะผู้อาวุโสมากจริงๆ ในห้องนี้ หลายท่านท่านปิดตัวด้วยครับ ผมทราบจากทางในครับ อิ อิ
ผมว่าเป็นบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ
เก่ง ไม่เก่ง ไม่สำคัญครับ สำคัญที่มีความตั้งใจในการถ่ายทอดให้ความรู้กับผู้อื่น ก็เป็นสุขใจแล้วครับ
ไม่มีคำว่า ถูก หรือ ผิด ครับ
ความเห็นหนึ่ง ๆ อาจเป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกันครับ
เรียนเชิญ ทุก ๆ ท่านครับ ข้าน้อยสมควรตายจริงครับ อิ อิ มีอีกหลาย ๆ ท่านนะครับ อย่าเก็บความรู้ไว้กับตัวเลยครับ ความรู้นั้นแตกต่างจากทรัพยากรอื่น ๆ ครับ
ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่มีหมดครับ เพราะแตกประเด็นความรู้ที่ลุ่มลึก ละเอียด รอบคอบ มากขึ้น
เหมือนอาจารย์ ดร.นิเวศน์ และอาจารย์ใหญ่ ท่านอื่น ๆ ที่ขอโทษไม่ได้เอ่ยนาม เพราะจะเอ่ยนามไม่หมด เดี๋ยวสมควรตายอีก ขอรบกวนมาให้ความรู้กับเพื่อนสมาชิกด้วยครับ ผมคิดว่าอาจารย์ท่านเหล่านี้มองว่า ความรู้นั้น เป็นทรัพยากรที่......นอกจากให้แล้วไม่หมด เพราะติดตัวไปตลอดแล้ว
ยิ่งให้ยิ่งแตกคมความคิด
ยิ่งให้ยิ่งเพิ่ม ยิ่งแน่น เพราะต้องศึกษาต่อยอดขึ้นไป
ยิ่งให้ยิ่งมีความสุขครับ
ขอบคุณทุก ๆ ท่านด้วยนะครับ :lol:
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 25
กระทู้เทียบเชิญ อาจารย์ BHT ครับ
ขออภัยท่านจริงๆ ครับ การตั้งคำถาม ผมต้องกลับไปคิดให้ลึกซึ้งก่อนนะครับ เพื่อให้การแลกเปลี่ยน หรือมีประเด็นที่ถกกันมาก ๆ ครั้ง
ไม่อยากให้ความเห็นของท่านอาจารย์ดูเป็นความเห็นตื้น ๆ แต่จริง ๆ แล้ว ลึกซึ้ง และลึกล้ำครับ
แต่การจำกัดความรู้ที่เราจะพยายามรู้แพงแค่ที่เรารู้ อาจมีความเสี่ยง 2 เรื่องครับ
เรื่องที่รู้ อาจรู้ไม่จริง หรือ รู้แบบผิด ๆ ครับ คือเราเข้าใจว่าเรารู้เรื่องลึกซึ้งแล้วจริง ๆ
อยากจะถามอาจารย์ว่า ความรู้ที่เรามีอยู่ จะรู้ได้อย่างไรว่ารู้ถูก หรือรู้ผิด ต้องใช้เวลาสักเท่าไร และมีวิธีการบริหารความรู้ตรงนี้อย่างไรครับ พูดง่าย ๆ จะบริหารความเสี่ยงของความรู้ตรงนี้อย่างไรว่าเรารู้ถูก หรือรู้ผิด บัฟเฟทเคยล้มเหลวจากตรงนี้ คือ ธุรกิจสิ่งทอ ธุรกิจรองเท้า เป็นต้น
เรื่องที่ 2 การจำกัดความรู้นั้น ก็ทำให้โอกาสที่ดีที่ผ่านเข้ามา ก็ทำให้โอกาสบางเรื่องหลุดลอยไปครับ คือการขาดความรู้บางเรื่อง และไม่เข้าไปศึกษาเพิ่มเตม ก็ทำให้โอกาสนั้นหมดไป อาจารย์มีวิธีการบริหารความรู้ในเรื่องโอกาสตรงนี้อย่างไร
เพราะการรู้กว้าง ๆ มาก ก็เหมือนที่อาจารย์ว่าอาจจะเกินกว่าสิ่งที่เรารู้ ก็มีความเสี่ยงตรงที่อาจเป็นการขยายความรู้แล้วไปลงทุนในธุรกิจแบบ Diworsify ยิ่งขยายยิ่งแย่ แทนที่จะยิ่ง Diversify ขยายเพื่อกระจายความเสี่ยงของการจัดสรรความรู้ไปสู่ธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงครับ
ประเด็นนี้อาจารย์จะ Balance โอกาสและความเสี่ยงอย่างไรดีครับ คือควรจะรีบศึกษาโอกาสตรงนั้นให้เร็วที่สุดเมื่อไร เป็นต้น เพราะไม่ศึกษาก็จำกัดโอกาสการลงทุนในธุรกิจ แต่ศึกษาไปแล้วถ้าไม่ลึกซึ้ง ก็มีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากการลงทุนเหมือนกันครับ
ตัวอย่างนะครับ บัฟเฟท เวลาจะบริหารความรู้ในธุรกิจที่ตนเองคิดว่ารู้จัก แล้วให้ฝ่ายบริหารไปบริหารงานนั้น การประยุกต์กใช้ตรงนี้คือ บัฟเฟทอาจจะเข้าใจว่ารู้ธุรกิจอย่างดี เช่น สิ่งทอ รองเท้า ซึ่งเป็น Case ที่ล้มเหลวในอดีต แม้คิดว่าตนเองรู้ดี แต่เพื่อพิสูจน์ความรู้ในธุรกิจที่ตนเองเข้าใจตรงนี้ จึงได้วิธีการคัดเลือกผู้บริหารที่เก่งด้วยตนเอง และให้ความยืดหยุ่นในการบริหารกับผู้บริหารเหล่านั้น และจำกัดความเสี่ยงด้วยการใช้วิธีการจัดสรรเงินทุนที่เหมาะสมครับ
สำหรับเรื่องความยืดหยุ่น ก็คือ ให้ผู้บริหารตัดสินใจแบบแนวคิดของผู้ประกอบการ เวลาทำ Project ที่ใช้เงินจำนวนมาก ๆ ในการจัดสรรเงินทุน ถ้าจำนวนมาก บัฟเฟทก็จะลงมาช่วยพิจารณา Project ตรงนี้ของผู้บริหาร เมื่อให้เกิดความมั่นใจในการจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อบัฟเฟทให้ความไว้วางใจกับผู้บริหารในเรื่องการจัดสรรเงินทุนด้วยตนเอง ผ่าน Budget ของกลุ่มบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขปัญหาของธุรกิจที่ลงทุน โดยใช้ปัจจัยเรื่องเงินเป็นตัวตั้งแต่แรก แต่ให้ผู้บริหารคิดโจทย์แบบผู้ประกอบการ และใช้เงินทุนอย่างคุ้มค่า และจำกัดควมเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนเรื่องเงิน บัฟเฟท จะทำตัวเป็นนายธนาคารวิเคราะห์โครงการที่ผุ้บริหารเสนอมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพื่อป้องกันการใช้เรื่องการจัดสรรเงินทุนไปเพื่อแก้ไขปัญหา หรือขยายงานอย่างไม่เหมาะสมครับ
และสำหรับตัวอย่าง ส่วนการขยายโอกาสของความรู้ หากบัฟเฟทไม่เข้าใจในธุรกิจ แต่บัฟเฟทก็ใช้วิธีการเปิดโอกาสให้บริษัทที่ต้องการการร่วมทุน ให้ส่งข้อเสนอมาให้ดูเป็นต้น แล้วบัฟเฟทก็จะเข้าไปพิจารณาบริษัทและผู้บริหาร แล้วก็ตกลงเข้าไปลงทุนร่วมกับบริษัท หรือซื้อบริษัทนั้น ๆ ครับ ตรงนี้ก็เป็นการจัดสรรเงินทุนจากในบางธุรกิจที่ไม่รู้ เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนครับ
หวังว่าอาจารย์จะอภัยลูกศิษย์ด้วยนะครับ ที่ตั้งคำถามช้าไปหน่อยครับ ขออภัยจริงๆ ครับ
ขออภัยท่านจริงๆ ครับ การตั้งคำถาม ผมต้องกลับไปคิดให้ลึกซึ้งก่อนนะครับ เพื่อให้การแลกเปลี่ยน หรือมีประเด็นที่ถกกันมาก ๆ ครั้ง
ไม่อยากให้ความเห็นของท่านอาจารย์ดูเป็นความเห็นตื้น ๆ แต่จริง ๆ แล้ว ลึกซึ้ง และลึกล้ำครับ
อันความรู้ในธุรกิจนั้นสำคัญที่สุดครับ ผมเห็นด้วยความรู้ของเราสำคัญที่สุดครับ
รู้แค่ไหน ลงทุนแค่นั้น ถ้าเกินความรู้ก็จะผิดพลาดได้
แต่การจำกัดความรู้ที่เราจะพยายามรู้แพงแค่ที่เรารู้ อาจมีความเสี่ยง 2 เรื่องครับ
เรื่องที่รู้ อาจรู้ไม่จริง หรือ รู้แบบผิด ๆ ครับ คือเราเข้าใจว่าเรารู้เรื่องลึกซึ้งแล้วจริง ๆ
อยากจะถามอาจารย์ว่า ความรู้ที่เรามีอยู่ จะรู้ได้อย่างไรว่ารู้ถูก หรือรู้ผิด ต้องใช้เวลาสักเท่าไร และมีวิธีการบริหารความรู้ตรงนี้อย่างไรครับ พูดง่าย ๆ จะบริหารความเสี่ยงของความรู้ตรงนี้อย่างไรว่าเรารู้ถูก หรือรู้ผิด บัฟเฟทเคยล้มเหลวจากตรงนี้ คือ ธุรกิจสิ่งทอ ธุรกิจรองเท้า เป็นต้น
เรื่องที่ 2 การจำกัดความรู้นั้น ก็ทำให้โอกาสที่ดีที่ผ่านเข้ามา ก็ทำให้โอกาสบางเรื่องหลุดลอยไปครับ คือการขาดความรู้บางเรื่อง และไม่เข้าไปศึกษาเพิ่มเตม ก็ทำให้โอกาสนั้นหมดไป อาจารย์มีวิธีการบริหารความรู้ในเรื่องโอกาสตรงนี้อย่างไร
เพราะการรู้กว้าง ๆ มาก ก็เหมือนที่อาจารย์ว่าอาจจะเกินกว่าสิ่งที่เรารู้ ก็มีความเสี่ยงตรงที่อาจเป็นการขยายความรู้แล้วไปลงทุนในธุรกิจแบบ Diworsify ยิ่งขยายยิ่งแย่ แทนที่จะยิ่ง Diversify ขยายเพื่อกระจายความเสี่ยงของการจัดสรรความรู้ไปสู่ธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงครับ
ประเด็นนี้อาจารย์จะ Balance โอกาสและความเสี่ยงอย่างไรดีครับ คือควรจะรีบศึกษาโอกาสตรงนั้นให้เร็วที่สุดเมื่อไร เป็นต้น เพราะไม่ศึกษาก็จำกัดโอกาสการลงทุนในธุรกิจ แต่ศึกษาไปแล้วถ้าไม่ลึกซึ้ง ก็มีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากการลงทุนเหมือนกันครับ
ตัวอย่างนะครับ บัฟเฟท เวลาจะบริหารความรู้ในธุรกิจที่ตนเองคิดว่ารู้จัก แล้วให้ฝ่ายบริหารไปบริหารงานนั้น การประยุกต์กใช้ตรงนี้คือ บัฟเฟทอาจจะเข้าใจว่ารู้ธุรกิจอย่างดี เช่น สิ่งทอ รองเท้า ซึ่งเป็น Case ที่ล้มเหลวในอดีต แม้คิดว่าตนเองรู้ดี แต่เพื่อพิสูจน์ความรู้ในธุรกิจที่ตนเองเข้าใจตรงนี้ จึงได้วิธีการคัดเลือกผู้บริหารที่เก่งด้วยตนเอง และให้ความยืดหยุ่นในการบริหารกับผู้บริหารเหล่านั้น และจำกัดความเสี่ยงด้วยการใช้วิธีการจัดสรรเงินทุนที่เหมาะสมครับ
สำหรับเรื่องความยืดหยุ่น ก็คือ ให้ผู้บริหารตัดสินใจแบบแนวคิดของผู้ประกอบการ เวลาทำ Project ที่ใช้เงินจำนวนมาก ๆ ในการจัดสรรเงินทุน ถ้าจำนวนมาก บัฟเฟทก็จะลงมาช่วยพิจารณา Project ตรงนี้ของผู้บริหาร เมื่อให้เกิดความมั่นใจในการจัดสรรเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อบัฟเฟทให้ความไว้วางใจกับผู้บริหารในเรื่องการจัดสรรเงินทุนด้วยตนเอง ผ่าน Budget ของกลุ่มบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขปัญหาของธุรกิจที่ลงทุน โดยใช้ปัจจัยเรื่องเงินเป็นตัวตั้งแต่แรก แต่ให้ผู้บริหารคิดโจทย์แบบผู้ประกอบการ และใช้เงินทุนอย่างคุ้มค่า และจำกัดควมเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนเรื่องเงิน บัฟเฟท จะทำตัวเป็นนายธนาคารวิเคราะห์โครงการที่ผุ้บริหารเสนอมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพื่อป้องกันการใช้เรื่องการจัดสรรเงินทุนไปเพื่อแก้ไขปัญหา หรือขยายงานอย่างไม่เหมาะสมครับ
และสำหรับตัวอย่าง ส่วนการขยายโอกาสของความรู้ หากบัฟเฟทไม่เข้าใจในธุรกิจ แต่บัฟเฟทก็ใช้วิธีการเปิดโอกาสให้บริษัทที่ต้องการการร่วมทุน ให้ส่งข้อเสนอมาให้ดูเป็นต้น แล้วบัฟเฟทก็จะเข้าไปพิจารณาบริษัทและผู้บริหาร แล้วก็ตกลงเข้าไปลงทุนร่วมกับบริษัท หรือซื้อบริษัทนั้น ๆ ครับ ตรงนี้ก็เป็นการจัดสรรเงินทุนจากในบางธุรกิจที่ไม่รู้ เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนครับ
หวังว่าอาจารย์จะอภัยลูกศิษย์ด้วยนะครับ ที่ตั้งคำถามช้าไปหน่อยครับ ขออภัยจริงๆ ครับ
- khun_parinya
- Verified User
- โพสต์: 176
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 26
ผมว่าพวกเราควรไปเรียน "วิชาอนาคตศาสตร์" แทนครับ
เพราะการใช้ข้อมูลปัจจุบัน มันเดาอนาคตไม่ได้เล้ย
เพราะการใช้ข้อมูลปัจจุบัน มันเดาอนาคตไม่ได้เล้ย
-
- Verified User
- โพสต์: 1822
- ผู้ติดตาม: 0
ถ้าจะลงทุนระยะยาวกับบริษัทใด ๆ ปัจจัยอะไรสำคัญที่สุด
โพสต์ที่ 27
ก่อนอื่นต้องขอบคุณมากๆเลยนะครับ ที่ยกผมให้เป็นอาจารย์ ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรครับ อาศัยลอกการบ้านอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน
ขอแสดงความเห็นจากคำถามนะครับ ในแง่ว่าสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วนั้น จะเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิดนั้น ผมจะพยายามหาอ่านจากหลายๆแหล่ง ถามจากหลายๆคน หรือถ้าทำแบบจริงจัง จะใช้หลักการที่ปรมาจารย์ชั้นนำได้บอกไว้คือ ถามพนักงานระดับล่างและกลางของบริษัท ถามผู้ซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทนั้น ถามผู้ที่ขายสินค้าให้กับบริษัทนั้น ถามคู่แข่งว่ามีมุมมองเกี่ยวกับบริษัทนี้อย่างไร และก็เราลองใช้สินค้าหรือบริการนั้นเองถ้าทำได้ ก็น่าจะได้ข้อมูลหลากหลายแนวมากพอครับ
ส่วนข้อต่อมา ผมไม่ได้บอกว่าให้จำกัดความรุ้ครับ ผมโพสต์เองว่าพยายามศึกษาธูรกิจรูปแบบอื่นอยู่เรื่อยๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุน แต่ถ้าเกิดมีพรายกระซิบว่าหุ้นตัวนี้จะวิ่งเพราะรายได้โต กำไรจะโต อะไรทำนองนี้ ถ้าผมไม่เคยรู้ ไม่เคยตามเลย ก็จะยอมให้โอกาสหลุดลอยไปครับ เพราะถ้าเราไปซื้อหุ้น ก็อาจจะกลายเป็นติดดอยก็ได้ ซึ่งน่าจะไปในทางขาดทุนมากกว่าจะได้กำไร ยกเว้นฟลุ๊คครับ
แถมนิดนึงกับกรณีที่ถามว่า ปู่บัฟเฟตต์ ก็เข้าใจธุรกิจดี ยังผิดพลาดเลยนั้น ผมมองว่า ถ้ากำไร 8 ตัว ขาดทุน 2 ตัว และขายขาดทุนไปทันหรือไม่ขาดทุนเละป่นปี้ กำไรจาก 8 ตัว ก็ไม่น่าจะหล่นหายไปไหนมากนักครับ หรือบางทีกำไรแค่ตัวเดียว ก็รวยเละเลยก็เป็นได้ครับ
ขอแสดงความเห็นจากคำถามนะครับ ในแง่ว่าสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วนั้น จะเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิดนั้น ผมจะพยายามหาอ่านจากหลายๆแหล่ง ถามจากหลายๆคน หรือถ้าทำแบบจริงจัง จะใช้หลักการที่ปรมาจารย์ชั้นนำได้บอกไว้คือ ถามพนักงานระดับล่างและกลางของบริษัท ถามผู้ซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัทนั้น ถามผู้ที่ขายสินค้าให้กับบริษัทนั้น ถามคู่แข่งว่ามีมุมมองเกี่ยวกับบริษัทนี้อย่างไร และก็เราลองใช้สินค้าหรือบริการนั้นเองถ้าทำได้ ก็น่าจะได้ข้อมูลหลากหลายแนวมากพอครับ
ส่วนข้อต่อมา ผมไม่ได้บอกว่าให้จำกัดความรุ้ครับ ผมโพสต์เองว่าพยายามศึกษาธูรกิจรูปแบบอื่นอยู่เรื่อยๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุน แต่ถ้าเกิดมีพรายกระซิบว่าหุ้นตัวนี้จะวิ่งเพราะรายได้โต กำไรจะโต อะไรทำนองนี้ ถ้าผมไม่เคยรู้ ไม่เคยตามเลย ก็จะยอมให้โอกาสหลุดลอยไปครับ เพราะถ้าเราไปซื้อหุ้น ก็อาจจะกลายเป็นติดดอยก็ได้ ซึ่งน่าจะไปในทางขาดทุนมากกว่าจะได้กำไร ยกเว้นฟลุ๊คครับ
แถมนิดนึงกับกรณีที่ถามว่า ปู่บัฟเฟตต์ ก็เข้าใจธุรกิจดี ยังผิดพลาดเลยนั้น ผมมองว่า ถ้ากำไร 8 ตัว ขาดทุน 2 ตัว และขายขาดทุนไปทันหรือไม่ขาดทุนเละป่นปี้ กำไรจาก 8 ตัว ก็ไม่น่าจะหล่นหายไปไหนมากนักครับ หรือบางทีกำไรแค่ตัวเดียว ก็รวยเละเลยก็เป็นได้ครับ