Thailand competitiveness

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

โพสต์ โพสต์
ADAM SMITH
Verified User
โพสต์: 221
ผู้ติดตาม: 0

Thailand competitiveness

โพสต์ที่ 1

โพสต์

ผมขออนุญาตินำcommentของคุณ Invisible Handที่โพสที่Green Bullมาลงที่นี่ด้วยครับเพราะว่าCOMMENTได้ถูกใจผมจริงๆ
ผมเชื่อว่าหลายประเทศในโลก ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องน้ำมันแพงเท่าประเทศไทยครับ ไม่ใช่ว่าประเทศเหล่านี้ผลิตน้ำมันใช้เองได้เพียงพอนะครับ แต่ประเทศไทยโดยเปรียบเทียบแล้วได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพงค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่น ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการครับ

1 ต้นทุนการขนส่ง และเดินทางของประเทศไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ เนื่องจากการขนส่ง เดินทางของไทยจะเน้นทางถนน โดยการขนส่งประเภท รถไฟ รถไฟฟ้า ของเรามีการพัฒนาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น เมื่อน้ำมันขึ้นราคาจึงกระทบต่อทั้งต้นทุนของสินค้าและต้นทุนในการเดินทางของประชาชนในวงกว้าง

2 ส่วนหนึ่งที่ราคาน้ำมันแพงเป็นเพราะความต้องการน้ำมันยังสูง อันเป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก หากเป็นเศรษฐกิจโลกยุคก่อนๆ หากราคาน้ำมันขึ้น 2-3 เท่าอย่างปัจจุบันนั้น เราคงเห็น demand ของน้ำมันลดลงค่อนข้างมากไปแล้ว และจะเริ่มทำให้ราคาน้ำมันลดลงมาเอง แต่ปัจจุบัน demand น้ำมันเองก็ไม่ได้ลดลงเท่าที่ควร จึงเป็นผลให้ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง

แต่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์มากมายนักจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก คงเป็นเรื่องความไม่มั่นคงทางการเมือง ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศชะลอตัวไป ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นลดลง จึงส่งผลต่อ demand ในระบบเศรษฐกิจ

ประการที่ 2 ประเทศไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกไปทีละนิด เพราะเรามัวแต่ทะเลาะกัน จนลืมพัฒนาโครงสร้างที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะ ด้านการศึกษา ปัจจุบัน ประเทศอย่างจีน เวียดนาม มีการพัฒนาการศึกษาที่ก้าวหน้ากว่าเราไปแล้ว ดังนั้นประเทศไทยเริ่มมีจุดเด่นที่น้อยลงไปตามลำดับ

เราส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ควรส่งเสริม เช่น กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ทั้งๆ ที่การศึกษาของเราไม่ได้เน้นให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ คิดอะไรนอกกรอบ หรือกล้าแสดงออก เรายังมีค่านิยมของการ copy มากกว่าที่จะคิดอะไรขึ้นมาเอง แต่เรากำลังต้องการให้เป็นเมืองแฟชั่น ผมคิดว่ามันเป็นไปแทบไม่ได้ครับ วัยรุ่นบ้านเรายังแต่งตัวตามวัยรุ่นต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น กันอยู่เลย คนไทยยังมีอะไรที่ต่างจากคนอิตาลีหรือฝรั่งเศสอยู่มากครับ

และเราไม่ส่งเสริมอะไรที่ควรจะส่งเสริม เช่น การเป็น hub ของการรักษาพยาบาล ตรงนี้เราทำได้จริง และเป็นจริงแล้ว เพราะปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนมากจากทั่วโลกที่เดินทางเข้ามารักษาพยาบาล ปีหนึ่งเกือบ 1 ล้านคน ทำรายได้ให้ประเทศหลายหมื่นล้านบาท แต่เป็นเพราะภาคเอกชนทำกันเอง สำหรับประเทศไทย นักเรียนที่เรียนเก่งจำนวนมากที่เรียนแพทย์ และเป็นเช่นนี้มาหลายสิบปีแล้ว ดังนั้น แพทย์ไทยโดยเปรียบเทียบแล้วจะเก่งและมีฝีมือกว่าแพทย์ในประเทศอื่นๆ และเทคโนโลยีด้านการแพทย์ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็ว ใช้เงินลงทุนในอุปกรณ์ไม่ถึงกับสูงนัก ประกอบการคนไทยมี service mind ที่ดี ( ยิ้ม หรือบริการดีเฉพาะกับฝรั่งรึเปล่าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ) ดังนั้น ด้านบริการทางการแพทย์ เราแข่งขันได้ และแข่งขันได้ดีด้วยครับ

ดังนั้น หากคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่ปรับตัว เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะระบบการศึกษา ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบการเรียนรู้แบบทางเดียว คือ ครูป้อนให้นักเรียน นักเรียนที่ถามหรือแสดงความเห็นก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรเพราะเป็นความก้าวร้าว เถียงครู ครูสอนให้จำไม่ได้สอนให้คิด ระบบการศึกษาไทยสอนแบบ Learn what to learn แต่ไม่ใช่ Learn how to learn นักเรียนไม่มีกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ขาดความเชื่อมโยงความรู้ที่เรียนมากับชีวิตจริง และขาดความเชื่อมโยงระหว่างแต่ละวิชา นักเรียนเองก็นิยมชมชอบครูที่ป้อนความรู้เก่ง สามารถสรุปหนังสือเล่มหนาๆ มาสอนให้เข้าใจในห้องเรียนได้เลยจะได้ไม่ต้องไปอ่านเพิ่มอีก แต่ไม่ชอบครูที่สอนให้ค้นคว้าเอง สอนให้คิด เพราะจะรู้สึกว่าครูขี้เกียจ เวลา Entrance ก็ต้องไปกวดวิชากัน เข้ามหาวิทยาลัย ก็ท่องข้อสอบเก่าๆ เพราะอาจารย์เองก็ขี้เกียจออกข้อสอบใหม่ๆ ดังนั้นข้อสอบก็เวียนวนอยู่กับข้อสอบเก่าๆ นั่นแหละ เวลาเรียนจบก็ต้องไปเรียน Toefl GMAT เวลาทำงานแห่งแรกก็คาดหวังว่าเจ้านายจะต้องสอนงานทุกอย่าง รวมๆ นี้ผมยังไม่ค่อยเห็นความหวังของระบบการศึกษาไทยเลยครับ

สุภาษิต ที่ว่า ทำดีอย่าให้เด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน ก็เป็นสุภาษิตที่ใช้ได้ในทุกยุคสมัยสำหรับสังคมไทยที่นิยมการทำอะไรอยู่ในกรอบ ขาดความคิดสร้างสรรในสิ่งใหม่ๆ และเป็นสังคมที่นิยมการแตกความสามัคคีครับ จริงๆ แล้ววิชาประวัติศาสตร์ไทยน่าจะสอนลึกๆ ไปเลยว่าที่เราเสียกรุงหรือรบแพ้แต่ละครั้ง เราแตกความสามัคคีกันแค่ไหน เราดูหนังเรื่องสุริโยทัย 3 ชั่วโมง แต่กลับรู้อะไรจากหนังมากกว่าเรียนสังคมทั้งชั้นมัธยม เราสอนกว้างๆ ให้จำเพียงแต่ว่า เราเสียกรุงศรีอยุธยา ปี พ.ศ. อะไร ใครเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ใครเป็นแม่ทัพพม่า พระเจ้าตากสินฯ นำกองทัพกี่ร้อยคน ไปตั้งหลักที่จังหวัดอะไร ( จันทบุรี ) เพราะว่าเป็นการเรียนที่ไม่ได้อะไรครับ หรือให้นักเรียนไปเล่นเกมเศรษฐี แฟนพันธุ์แท้หรือเกมทศกัณฐ์กันหรืออย่างไร เคยสอนไหมว่าทำไมพม่าต้องขยันยกทัพบุกเราเกือบทุกปีทั้งๆ ที่แค่การเดินเท้าจากอยุธยาแค่ไปชายแดนกาญจนบุรีก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ทำไมถึงเสียกรุงฯ ทำไมระบบการศึกษาเราสอนให้รู้แค่ what where who when แต่ทำไมไม่เคยสอน how why บ้างผมก็ไม่ค่อยเข้าใจครับ

คุณภาพของรายการโทรทัศน์ วิทยุ สื่อต่างๆ ก็ได้บอกคุณภาพการศึกษาของประเทศได้เป็นอย่างดีครับ หลายๆ คนต้องใช้เวลาวันละ 2 ชั่วโมงเพื่อดูละคร ซึ่งนานๆ ทีจะมีละครที่ดีมีสาระให้ดูซักครั้ง รายการวิทยุประเภท แฉตอนเช้า ก็ยังอยู่ได้?

หลายคนอาจจะคิดว่าสิ่งที่ผมเขียนมามันไม่เกี่ยวกับตลาดหุ้น แต่จริงๆ ผมคิดว่ามันเกี่ยวอย่างมากครับ เมื่อ 30-40 ปีก่อนเรายังส่งทหารไปรบสงครามเกาหลีอยู่เลยครับ สมัยนั้นเกาหลีใต้กับเราพอๆ กันครับ ตอนนี้ก็คงไม่ต้องเปรียบเทียบกันแล้วครับ หรือทำไมไม่พูดถึงปัญหาด้านการเมือง จริงๆ แล้วปัญหาด้านการเมืองที่เราเจออยู่ตอนนี้หลายๆ อย่างก็สะท้อนถึงผลลัพธ์ของความล้มเหลวของระบบการศึกษาเช่นกันครับ

ดังนั้น ในระยะยาวๆ ผมเชื่อว่า ยังมีเพียง 2 ภาคธุรกิจที่เรายังแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างไม่เสียเปรียบครับ

ธุรกิจแรกคือ โรงแรม เพราะเรายังมีความได้เปรียบด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม ภูมิอากาศ อาหารที่อร่อย ความสงบของประเทศในระดับหนึ่ง และการมี service mind ในการให้บริการคนต่างประเทศ นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจประเทศไทยในส่วนอื่นๆ จะไม่พัฒนาเร็วนักก็จะทำให้เงินเดือนและค่าครองชีพของประเทศจะอยู่ระดับค่อนข้างต่ำจึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศไทยจะไม่สูงนัก

ธุรกิจที่ 2 คือ โรงพยาบาล ตามเหตุผลที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นครับ ปัจจุบัน ที่อเมริกาและยุโรป หรือญี่ปุ่น ก็มีประชากรสูงอายุมากขึ้นทุกขณะ ในขณะที่ปัญหาที่พบในปัจจุบันของประเทศเหล่านี้คือความล่าช้าในการให้บริการทางการแพทย์ เช่น การรอคิวผ่าตัด หรือปัญหาด้านค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ที่สูง ดังนั้นแนวโน้มที่ประชากรสูงอายุเหล่านี้ที่เดินทางมารักษาพยาบาลในประเทศไทยจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยธุรกิจทั้ง 2 อย่างคือ โรงแรมและโรงพยาบาล สามารถที่จะมีการผนึกกำลังกันและมีความร่วมมือกันได้ในรูปแบบของ medical tourism หรือในรูปแบบ medical long-stay ซึ่งก็เกิดขึ้นแล้วในระดับหนึ่งแต่หากมีการส่งเสริมที่ดีพอก็จะสามารถขยายตัวได้อีกมากครับ

ผมเองยังให้น้ำหนักหุ้น รพ. มากกว่าโรงแรม เนื่องจากโรงแรมมีการสร้างใหม่ได้เรื่อยๆ ในขณะที่ รพ. ยังมี barrier to entry สูงกว่ามาก เนื่องจากการสร้าง รพ. ใหม่ๆ มีข้อจำกัดมากเช่น การหาบุคลากรทางการแพทย์ หรือด้าน brand name ของ รพ. ที่ต้องได้รับการยอมรับจึงทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้ามาได้ยากกว่ามาก

ดังนั้น หากประเทศไทยยังไม่ได้มีการพัฒนาทางด้านการศึกษาจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ผมคิดว่า sector ที่จะน่าสนใจและมีความโดดเด่นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ของประเทศไทย ที่จะเป็นหุ้นที่สามารถลงทุนระยะยาวได้จริงๆ ก็คงมีเพียงกลุ่มโรงพยาบาลและโรงแรมเท่านั้นครับ นอกจากนั้นสำหรับกลุ่มอื่นๆ ก็คงต้องเป็นการเลือกลงทุนเป็นบางตัวที่มีความแข่งแกร่งทางธุรกิจจริงๆ ครับ

 

 ตอบกลับโดย : wivi  





Posts : 5
Replies : 41


 « Reply #5 เมื่อ 22/07/2006 , 17:52:52 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
 
 

 ตอบกลับโดย : legoothello  





Posts : 3
Replies : 28






 « Reply #6 เมื่อ 22/07/2006 , 22:24:37 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
เห็นด้วยกับคุณ IH มากๆเลยครับเรื่องการศึกษา

การที่เราได้นักการเมืองเลวๆ ไร้คุณธรรม ก็ทำให้เขายิ่งไม่ส่งเสริมการศึกษา

เพราะถ้าคนมีความรู้ดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้ เขาก็คงจะไม่เลือกนักการเมืองเหล่านั้น

ดังนั้นเรื่องการส่งเสริมการศึกษาจึงเห็นแต่ลมปากว่าจะส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุน แต่การกระทำจริงนั้นมีแต่การหลอกลวง

ตัวอย่างง่ายๆตอนนี้ก็คือ รัฐบาลมีการตัดงบเรียนรด. หรือรักษาดินแดนของนักเรียนมัธยมปลายออก ทั้งๆที่ค่าเรียนเฉลี่ยเพียงแค่คนละ 600 บาทเท่านั้น บอกว่าไม่มีงบ แค่ลดการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองลงเพียงเสี้ยวเดียวหรือขนหน้าแข้งหนึ่งเส้นก็หมดปัญหาแล้ว

ดังนั้นเห็นด้วยมากๆเรื่องที่รัฐบาลไม่ส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมผิดๆแก่เด็กไทย และเรื่องคุณธรรมนั้นไม่มีการพูดถึงเลยเพราะไม่รู้จะสอนอย่างไร (ก็มันไม่มีและไม่เข้าใจอ่ะ)

ขอโทษนะครับในการแสดงความเห็นด้วย และใส่อารมณ์นิดหน่อย แต่ผมเป็นห่วงเด็กไทยในอนาคตจากนี้ไป อีก 20 ปีข้างหน้าจริงๆนะครับว่า เขาจะไม่สามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ ไม่สามารถคิดอะไรเองได้ ไม่สามารถมีความสุขความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีได้ ไม่สามารถเลือกที่จะเป็นคนดีได้เพราะสังคมรอบข้างและค่านิยม ไม่สามารถมีความมกล้าในการต่อสู้กับสิ่งที่ผิดคุณธรรมเพราะกลัวเสียผลประโยชน์ของตัวเองโดยไม่นึกถึงชาติ และไม่สามารถสู้หน้าประเทศอื่นในโลกว่าเป็นประเทศที่มีคอร์รับชั่นมากที่สุดในโลก

ขอบคุณครับ

โพสต์โพสต์